กิ่งเพชร

ขอแนะนำวรรณกรรมอันหลากหลาย เถ้าแก่มืออาชีพ พี่สอนน้อง คมความคิด นวนิยายแนววิทยาศาสตร์เรื่องดีเอ็นเอสายพันธุ์สยอง 2059 และนิยายวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง โฮ้ง…ผู้เดียวดาย

Archive for พี่สองน้อง

ครอบครัวแข็งแกร่ง

สังคมทุกวันนี้ช่างแตกต่างและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ความขัดแย้งแย่งชิงผลประโยชน์ และความเห็นแก่ตัวเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน กลายเป็นความแตกแยกร้าวลึกซึ่งเป็นปรากฎการณ์ทั่วโลกในยุคต้นปีศตวรรษ 21 ผู้คนขาดศีลธรรมและคุณธรรมพูดจาบิดเบือนความจริง ให้ดูดีเชื่อถือได้ แต่เบื้องลึกของจิตใจขาดความจริงใจ ลับหลังประกอบกิจกรรมไม่ดี กลายเป็นสังคมแห่งการเอาตัวรอดคือคนฉลาด สอนให้คนเจ้าเล่ห์เพทุบาย ใช้คำพูดให้คนเชื่อถือมากกว่าการกระทำ สร้างภาพพจน์ให้เป็นคนดี ยกย่อง ชมเชย และให้รางวัลถ้วยคุณงามความดี แต่หารู้ไม่ว่าคนดีที่ยกย่องเป็นศิลปินของบริษัทใหญ่ฝากมาบ้าง กลายเป็นเรื่องการตลาดโฆษณาศิลปินในสังกัดตนเองบ้าง บางรายพอได้รางวัลมาก็ไปก่อเหตุและมีพฤติกรรมหลอกลวงโกงชาวบ้าน ต้นสังกัดต้องเลิกสนับสนุนการเป็นศิลปิน หน่วยงานที่แจกรางวัลต้องขอคืนถ้วยรางวัล กลายเป็นเรื่องโจษจันถึงหลักเกณฑ์การคัดเลือกเยาวชนดีเด่นในเรื่องความกตัญญูรู้คุณ ขาดความน่าเชื่อของหน่วยงานและรางวัลที่ได้รับไปโดยสิ้นเชิง พอย้อนกลับมาดูในระดับจังหวัดเรื่องแม่ดีเด่นแห่งปี ก็กลายเป็นคุณแม่ของหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดหรืออำเภอในจังหวัดแห่งนั้น กลายเป็นรางวัลแห่งเกียรติยศที่มอบหมายกับพวกพ้องเดียวกัน เป็นสังคมอุปถัมภ์ค้ำจุน ชาวบ้านไม่มีเส้นสายได้แต่ทำตาปริบๆ ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก พวกท่านอยากโอ้อวดบารมีและโชว์เกียรติยศไม่มีใครว่า แต่หลายรายโดนแย่งที่ทำมาหากิน นายทุนทำลายสิ่งแวดล้อมจนเกิดมลภาวะรอบชุมชน เอารัดเอาเปรียบและกดราคาผลผลิตจนขาดทุน เป็นหนี้สินมากมาย คือความเดือดร้อนคับแค้นใจที่สะสมมานาน ชาวบ้านส่วนใหญ่มีความเป็นอยู่ลำบากยากแค้น สินค้าเกษตรกรรมราคาตกต่ำจนน่าใจหาย และเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือ เป็นชนวนเหตุนักการเมืองฝ่ายค้านโจมตีรัฐบาล เป็นความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์จนลุกลามและข้อกล่าวหาต่างๆ นานา เป็นปัญหาการเมืองแบ่งข้าง ไม่มีทีท่าสิ้นสุดลง และนับวันจะกลายเป็นความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ทราบว่าสาเหตุแท้จริงของการขัดแย้งและวิวาทะกันคืออะไรจะหาทางออกกันได้อย่างไร ไม่มีการเจรจา ทุกฝ่ายมุ่งเอาชนะกันโดยใช้เหตุผลบังหน้าและใช้คำพูดโน้มน้าวประชาชนทั่วไปมาเข้ากับฝ่ายตนเอง เกิดความแตกแยกจนยากเยียวยา ในหลายประเทศเกิดความรุนแรงจนใช้อาวุธเข้าปราบปราม ห้ำหั่นต่อสู้กันด้วยกองกำลังทหาร และเกิดสงครามการเมือง

นอกจากประชาชนภาคต่างๆ ส่วนใหญ่ของประเทศจะแตกแยกตามคะแนนเสียงของพรรคการเมืองที่ตนเองนิยมชื่นชอบแล้ว กลุ่มเพื่อนเรียนมาด้วยกัน เพื่อนในหมู่บ้าน เพื่อนบ้านใกล้เคียง เพื่อนในที่ทำงานเกิดความแตกแยกทางความคิด ขัดแย้งและทะเลาะวิวาทกัน เคยมีกรณีนักท่องเที่ยวคนไทย ไม่รู้จักกัน เดินทางไปท่องเที่ยวในสถานที่เดียวกัน ถกเถียงกันเรื่องการเมืองสองขั้วที่แตกต่างกัน เมื่อเกิดอารมณ์โกรธถึงกับใช้กำลังชกต่อยกัน

ครอบครัวที่เป็น หน่วยเล็กสุดของสังคม ย่อมได้รับผลกระทบอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ สมาชิกของครอบครัวเลือกแบ่งข้างเป็นฝักฝ่าย มีข้อถกเถียงกันทุกวัน ถ้าพ่อหรือแม่ พี่กับน้องไม่คุยกัน ทะเลาะวิวาทกัน แตกแยกและไม่อยู่ร่วมกัน อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าความอบอุ่นและความสุขที่เคยมีมาช้านานถึงคราวล่มสลาย ปัญหาไม่ว่าเริ่มต้นจากปัจจัยภายนอกหรือปัจจัยภายในเองก็ตาม อย่างน้อยต้องมีสมาชิกของครอบครัวหนึ่งคนที่มองเห็นถึงสาเหตุของปัญหาและ วิธีการแก้ไข มีปัญญารับมือกับปัญหาที่อาจพัฒนาเป็นวิกฤติของครอบครัว ความเครียดที่ถูกสะสมขึ้นทุกวันจนหลายครอบครัวมองไม่เห็นทาง ใช้อารมณ์ดุด่าว่ากล่าวกับสมาชิกในครอบครัว ไม่ได้ใช้ความอดทนและความรักที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหา บางครั้งไล่สมาชิกของครอบครัวออกจากบ้านด้วยความโกรธ ไม่ส่งเสียเลี้ยงดู ผลักไสให้ไปเผชิญกับความยากลำบากยิ่งขึ้น ซ้ำร้ายไปเปรียบเทียบกับพี่ชายหรือน้องชายว่ารักดี ไม่เกเร พฤติกรรมไม่เป็นที่เสื่อมเสียกับวงศ์ตระกูล โดยลืมนึกไปว่าสมาชิกของครอบครัวจะดีหรือไม่ เกิดจากการอบรมเลี้ยงดูตั้งแต่เด็กทั้งสิ้น ครอบครัวที่แข็งแกร่งต้องมีภูมิคุ้มกันที่ดี ไม่รักลูกและตามใจจนเหลิง เลี้ยงไม่รู้จักโตเสียที เอาแต่ใจตนเอง ไม่มีความรับผิดชอบชั่วดี นึกถึงตนเองเป็นหลักและใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ ก่อให้เกิดผลเสียต่อตนเอง บุคคลใกล้ชิดคือพ่อแม่และญาติพี่น้องตามมา หนักที่สุดคือไปก่อคดีอาชาญกรรม ปล้น ชิง วิ่งราว ทำร้ายและฆ่าผู้อื่น แม้กระทั่งย้อนกลับมาสังหารพ่อแม่และสมาชิกในครอบครัวก็เคยเป็นข่าวใหญ่โตมา แล้ว ถ้าเป็นผู้หญิงอาจกลายเป็นโสเภณีเด็ก เด็กเร่ร่อนขอทาน เข้ากลุ่มแก๊งมิจฉาชีพเป็นภาระสังคมต่อไป ส่วนความรักที่น้อยเกินไปก็เกิดเป็นโทษเช่นเดียวกัน เด็กขาดความอบอุ่น ไปคบเพื่อนไม่ดี ติดยาเสพติคและก่อคดีได้ ทั้งนี้เพื่อเรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่ตนเอง ถ้าบุคคลในครอบครัวมองไม่เห็นหนทางแก้ไขปัญหา ต้องปรึกษาผู้รู้ มีประสบการณ์ นักจิตวิทยา และศูนย์ช่วยเหลือที่อาจให้คำแนะนำสิ่งดีได้ ถ้าเกิดปัญหากับสมาชิกในครอบครัวที่เป็นเด็ก การแก้ไขจะง่ายกว่าในเด็กโต วัยรุ่น วัยหนุ่มสาว และวัยกลางคนตามลำดับ ยิ่งอายุมากขึ้น การพูดจาทำความเข้าใจยิ่งลำบากยากขึ้น ต้องอาศัยความอดทน ใจเย็น วิธีการพูดจาโน้มน้าวจิตใจให้คล้อยตามจนบางครั้งผู้เข้าไปแก้ไขปัญหาเกิด ความเครียดเสียเอง (ต้องไม่ปล่อยให้เกิดความเครียดขึ้นหรือมีวิธีคลายความเครียด) แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้ปัญหาในครอบครัวบานปลายจนเกิดภาวะจิตใจเริ่มผิดปรกติ ร้องไห้เสียใจได้ง่าย หรือความเครียดสะสมทุกวันจนถึงสุดขีด กลายเป็นโรคประสาทซึมเศร้า และก่อเหตุการณ์โศกนาฏกรรมขึ้นได้

ครอบครัวแข็งแกร่ง หมายถึงสมาชิกในครอบครัวอย่างน้อยหนึ่งคนมีปัญญา มองเห็นถึงปัญหา รู้แจ้งแทงตลอด มีศักยภาพเพียงพอในการทำให้ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพปรกติ ไม่เกิดการทะเลาะวิวาท มีความอบอุ่นขึ้นในครอบครัว ช่วยเหลือในเรื่องที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลซึ่งกันและกัน ไม่เกิดเรื่องทุกข์ร้อนจนกลายเป็นปัญหาสะสมหรือรู้สึกว่าไม่มีความสุขในชีวิต ครอบครัวในที่นี้อาจเป็นครอบครัวเดิมของพ่อแม่ตนเองตั้งแต่วัยเด็ก หรือครอบครัวใหม่ที่ตนเองแยกเรือนออกไปบางครอบครัวพ่อแม่รักลูกมากเกินไป พร่ำบอกกับลูกเสมอ เวลามีปัญหาเล็กน้อยก็คิดมากเกินไป เกิดความวิตกกังวลและความเครียด นึกน้อยใจในโชคชะตา โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุที่อารมณ์เริ่มผันแปรได้ง่าย สมาชิกในครอบครัวต้องหมั่นสังเกต ไม่ใช้อารมณ์เกรี้ยวกราด ประชดประชัน หรือนำปัญหามาให้กับพ่อแม่วัยชราต้องกลุ้มใจ คิดมาก หลายรายเกิดความน้อยใจกับลูกหลาน แอบร้องไห้คนเดียว และไม่อยากมีชีวิตอยู่ สมาชิกในครอบครัวต้องพูดคุยด้วยการปลอบประโลม ใจเย็น ไม่บ่นว่า ใช้เหตุผลให้คลายทุกข์กังวล และช่วยกันแก้ไขปัญหาต่างๆ จากพี่น้องคนอื่นที่นำความทุกข์เดือดร้อนมาให้พ่อแม่ สมาชิกในครอบครัวแข็งแกร่งต้องมีปัญญาและความรู้ทางด้านจิตวิทยาบ้าง เนื่องจากปัจจัยภายในและสิ่งแวดล้อมเริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้น เมื่อคนมีความเครียดสะสมมากจิตใจขุ่นมัว มองไม่เห็นถึงปัญหาและวิธีการแก้ไข มักจบลงด้วยการใช้ความรุนแรงตามอารมณ์กิเลสความโกรธ

ถ้าท่านสนใจโปรดติตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://writer.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=587235

พี่สอนน้อง: ตอนที่ 23 กรรม

กรรม

กรรมในพระพุทธศาสนา แปลว่าการกระทำที่มีด้วยเจตนาได้แก่ กายกรรม (กระทำทางกาย) วจีกรรม (กระทำทางวาจา) มโนกรรม (การกระทำทางใจ)

กรรมแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ กรรมดี (กุศลกรรม หรือ บุญกรรม) และ กรรมชั่ว (อกุศลกรรม หรือ บาปกรรม)

1.       กุศล กรรม (กรรมที่เป็นกุศล กรรมดี การกระทำที่ดี ส่งเสริมคุณภาพของชีวิตและจิตใจ) หมายถึงการกระทำที่เกิดกุศลมูล คือ อโลภะ อโทสะหรืออโมหะ

2.       อกุศลกรรม (กรรมที่เป็นอกุศล กรรมชั่ว การกระทำที่ไม่ดี ทำให้เสื่อมเสียคุณภาพของชีวิตและจิตใจ) หมายถึงการกระทำที่เกิดอกุศลมูล คือ โลภะ โทสะหรือโมหะ(วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี วันที่ 7 ธันวาคม2556)

 

นอกจากกรรมแบ่งโดยทั่วไป2 ประเภท แล้ว ยังจำแนกออกตามประเภทของกรรมคือ ตามเวลาการให้ผลของกรรม ตามหน้าที่ของกรรม ตามลำดับการให้ผลของกรรม และตามฐานที่ให้เกิดผลของกรรม ในที่นี้ไม่กล่าวถึง ไปหาอ่านได้ตามหนังสือธรรมะศาสนาพุทธทั่วไปในที่นี้ต้องการพูดถึงอกุศลกรรม หรือกรรมชั่วเท่านั้น

 

การ ดูความหมายของกรรมต้องเป็นไปตามเจตนานั่นคือ มีการกระทำเกิดขึ้นจริงจึงเกิดผลแห่งกรรมนั้นการกระทำเป็นชนิดจงใจหรือไม่ก็ ตาม ย่อมเกิดผลแห่งกรรมนั้น อาจทำให้บางคนเข้าใจผิดคิดว่าถ้าไม่จงใจถือว่าไม่เจตนา ไม่ถือว่าเป็นกรรมที่ต้องชดใช้ อาทิ อาชีพฆ่าสัตว์ในโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ มีการกระทำเกิดขึ้นทุกวันบอกว่าเป็นหน้าที่ต้องทำ ไม่ได้จงใจทำร้ายชีวิตสัตว์ถือว่าไม่บาป เกิดเป็นโมหะคือความโง่เขลาว่าเป็นการกระทำไม่เจตนาถือว่าไม่ผิด เป็นความเข้าใจผิดมหันต์ บางครั้งสัตว์ดิ้นรนไม่ยอมด้วยความกลัวและเจ็บปวด จึงลงมือกระทำด้วยโทสะและทำรุนแรงจึงเข้าข่ายการทำอกุศลกรรม เป็นกรรมที่ทำมาก ทำจนเคยชิน (อาจิณกรรมหรือพหุลกรรม) การขับรถไปชนหรือทับคนและสัตว์เสียชีวิต แม้ว่าเป็นการหักหลบกะทันหันจากรถคันอื่นที่ขับประมาทพุ่งชน ถือเป็นกรรมสนับสนุน กรรมที่ช่วยสนับสนุนหรือซ้ำเติม (อุปัตถัมภกรรม) การเดินทางไปที่ใดจนเกิดความกลัวไปหมดว่าจะไปเหยียบสิ่งมีชีวิตเล็กๆเช่น มด แมลงสาบ ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ถือว่าเป็นการหวาดกลัวเกินเหตุ ถือว่าจิตไม่ปรกติ ขอเพียงเดินระมัดระวังมีสติสัมปชัญญะ ไม่ประมาท ไม่เดินชนอะไรซุ่มซ่ามบาดเจ็บ ลื่นหกล้ม หรือให้รถคันอื่นมาชนเอาได้ ถือว่าเพียงพอแล้ว ถ้าเดินไปเหยียบสัตว์เล็กๆ ก็ต้องแผ่เมตตา ขอไปสู่สุขคติ ไม่อาฆาตพยาบาทต่อกัน เป็นกรรมให้เลิกผล ไม่มีผลอีก (อโหสิกรรม)ลูกที่วางแผนสังหารบิดามารดาตนเอง ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม ถือว่าทำกรรมหนัก (อนันตริยกรรม เป็นกรรมชั่วของครุกรรม) ใครที่ประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิต พิการและทุพพลภาพอย่างกะทันหัน แสดงว่ากรรมหนักได้ตามมาทันในปัจจุบัน (ครุกรรม) คนร้ายที่ก่อคดีไปฆ่าผู้อื่นเสียชีวิต ภายหลังหลบหนีและถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจวิสามัญเสียชีวิตเช่นกัน เป็นกรรมที่ทำเมื่อใกล้ตาย (อาสันนกรรม) เมื่อเสียชีวิตมีกรรมที่ป็นตัวชักนำไปเกิด หรือกรรมแต่งให้เกิด (ชนกกรรม)

 

กรรมอื่นใดที่ทำเอาไว้นอกเหนือจากครุกรรม อาจิณกรรม และอาสันนกรรม ให้ผลในชาติที่สามคือ กตัตตกรรมหรือกตัตตวาปนกรรมกรรม ที่ตอบสนองก่อนตามความหนักเบาคือครุกรรม อาจิณกรรม อาสันนกรรมและกตัตตกรรมหรือกตัตตวาปนกรรม ตามลำดับดังนั้นกรรมที่ให้ผลในปัจจุบันคือในภพนี้ (ทิฎฐธรรมเวทนียกรรม)คือ ครุกรรมและอาจิณกรรมกรรมที่ให้ผลในภพที่ไปเกิดคือในภพหน้า (อุปปัชชเวทนียกรรม) คือ อาสันนกรรมและกรรมที่ให้ผลในภพต่อๆ ไป (อปราปริเวทนียกรรม) คือ กตัตตกรรมหรือกตัตตวาปนกรรม ตามความหนักเบาของการตอบสนองนั่นเอง ไม่ว่าเป็นอกุศลกรรมหรือกุศลกรรมก็ตามที

 

เมื่อ เราทราบกรรมหนักจะให้ผลการตอบสนองเร็วกว่ากรรมเบา จึงต้องมีการทำบุญกุศลกรรมประเภทเดียวกันเพื่ออกุศลกรรมชนิดตรงข้ามไม่ตาม ทันในชาตินี้ เช่น ผู้ที่ฆ่าพ่อแม่ตนเอง เป็นอกุศลกรรมประเภทครุกรรม ต้องไปบวชเป็นพระภิกษุ นั่งสมาธิให้ได้ฌาณสมาบัติ 8 (รูป ฌาณ 4 และอรูปฌาณ 4) ซึ่งถือว่าเป็นกุศลกรรมประเภทครุกรรมชนิดเดียวกัน หรือสำเร็จเป็นพระอรหันต์เพื่อไม่ให้กรรมหนักตามมาทันในชาตินี้ นักธุรกิจเกี่ยวกับโรงงานฆ่าสัตว์ มีการเชือดสัตว์ตายและแปรรูปเนื้อสัตว์ออกจำหน่ายทุกวัน เป็นอกุศลกรรมประเภทอาจิณกรรม จึงต้องมีการทำบุญใหญ่ สร้างพระพุทธรูป บริจาคเงินช่วยโรงพยาบาลและสงเคราะห์ผู้ยากไร้ ตั้งทุนการศึกษาเด็กยากจน นำสิ่งของไปช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก ผู้ป่วยระยะสุดท้าย และสมทบทุนแก้ไขปัญหาสังคมต่างๆ ต้องทำอยู่เป็นประจำสม่ำเสมอ เป็นการสร้างกุศลกรรมประเภทอาจิณกรรมชนิดเดียวกันไม่ให้ติดตามทันในชาติ ปัจจุบัน

 

ทารก แรกเกิดป่วยเป็นโรคทางพันธุกรรม (กรรมเก่า) เช่น โรคดักแด้ การแพทย์สมัยใหม่ไม่อาจรักษาได้ มีชีวิตได้ไม่เกินสองปี (สิ่งแวดล้อมใหม่ที่จะไปสร้างกรรมใหม่คือกุศลกรรมไม่สามารถเกิดขึ้นได้) ถือว่าทำกรรมหนักเมื่อชาติที่แล้ว กรรมตามมาทันตั้งแต่เกิดเลย โอกาสแก้ตัวไม่มี แต่หากเกิดมาไม่ปัญญาอ่อน มีปัญญาและความจำดีเลิศ (กรรมเก่าดีมาก) อ่านหนังสือสอบเข้ามหาวิทยาลัยปีแรกติดคณะแพทยศาสตร์ อีกคนหนึ่งมีปัญญาและความจำดีปานกลาง (กรรมเก่าดีปานกลาง) ต้องทุ่มเทความพยายามอ่านหนังสืออย่างหนัก (สิ่งแวดล้อมใหม่คือสร้างกุศลกรรมกับตนเอง) ทำให้สอบติดคณะแพทยศาสตร์ปีที่สองหรือสาม ดังนั้นถ้ามีชีวิตอยู่ขอให้มีความเพียรพยายามในการสร้างบุญกุศลสำหรับตนเอง อย่างน้อยให้ส่งผลถึงชาติปัจจุบันและเป็นเสบียงสำรองไปถึงชาติหน้า ไม่ทนทุกข์ทรมานกับกรรมเก่าที่ติดตัวมาแต่กำเนิด

 

ผู้ จัดการบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง นำเพื่อนรุ่นพี่มาเป็นที่ปรึกษาของบริษัท แต่ละคนเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ส่วนตนเองก็ได้ผลประโยชน์จากเพื่อนข้าราชการเหล่านั้น เป็นผลประโยชน์ทับซ้อน เขาทำเช่นนี้มานานร่วมสิบปี ต่อมาเวรกรรมตามทันถูกเจ้าของบริษัทไล่ออก ส่วนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ถึงเวลาเกษียณอายุพอดี ไปเจราจากับเจ้าของบริษัทให้เป็นที่ปรึกษาต่อไปโดยบอกว่าตนเองไม่ได้เกี่ยว ข้องกับเพื่อนที่ถูกไล่ออกจากงาน บริษัทตกลงรับเป็นที่ปรึกษาเหมือนเดิม ผู้จัดการบริษัทที่ถูกไล่ออกถึงกับโกรธเพื่อนรุ่นพี่มาก คิดว่าโดนทรยศหักหลัง นี่แหละคือเวรกรรมที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อบริษัทเอาเพื่อนมาเป็นที่ปรึกษารับเงิน เดือนจึงถูกบริษัทไล่ออก ขณะเดียวกันก็แตกแยกและทะเลาะกับเพื่อนรุ่นพี่ที่เอาผลประโยชน์มานาน ความสนิทสนมเป็นเพื่อนกันมาสิบกว่าปีถึงคราวขาดสะบั้นลง แต่ไม่นานผู้จัดการคนนี้สามารถหางานทำได้ เป็นผู้อำนวยการของรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งโดยการคัดเลือกสรรหา ทั้งที่อยู่ในวัยเกือบ 50 ปี แล้ว เนื่องจากผลบุญกุศลเป็นคนกตัญญูต่อบิดามารดาทำให้ได้งานทำอย่างรวดเร็ว นี่แหละคือการทำอกุศลกรรมและกุศลกรรมในคนหนึ่งนั่นเอง บุญที่ยิ่งใหญ่คือการตอบแทนบุญคุณบิดามารดาและผู้มีพระคุณสูงสุดของตนเอง

 ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=587235

พี่สอนน้อง: ตอนที่ 22 เพื่อน

เพื่อน

 

เพื่อนเป็นคำที่มีความหมายมากสำหรับทุกคน สำคัญรองมาจากครอบครัว บางคนมีเพื่อนมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับนิสัยและบุคลิกภาพของตนเอง ถ้าเป็นคนมีมนุษย์สัมพันธ์ดี ชอบเข้าสังคม เป็นคนเปิดเผย ร่าเริง กล้าแสดงออก มองโลกในแง่บวก มักมีเพื่อนฝูงมากมาย หากมีคุณลักษณะตรงกันข้ามไม่ค่อยพูดคุยกับใคร ขี้อาย เงียบขรึม โลกส่วนตัวสูง ไม่ชอบเข้าสังคม การมีเพื่อนฝูงย่อมน้อยลงไป แต่ถ้าเป็นคนไม่มีเพื่อนเลย ก็ถือว่าเป็นคนแปลกประหลาด อาจเป็นคนนิสัยไม่ดี ชอบเอาเปรียบคนอื่นอยู่ร่ำไปจึงไม่มีใครคบค้าสมาคมเป็นเพื่อนด้วย ถือว่าเป็นโชคร้ายในชีวิตที่ต้องดำรงชีวิตด้วยความเงียบเหงา เปล่าเปลี่ยวและเดียวดาย

 

การมีเพื่อนมากขึ้นอยู่กับเป็นคนนิสัยดี โอบอ้อมอารี มีความเป็นมิตรต่อทุกคน บางครั้งอาจรวมถึงความเป็นผู้นำสูง สามารถมีอิทธิพลต่อคนอื่น ทำให้เพื่อนฝูงเชื่อฟังและไว้วางใจตนเอง ถ้าต้องการให้ช่วยเหลือในกิจการบางอย่าง หรือจัดงานเลี้ยงรุ่นพบปะสังสรรค์ มักมีเพื่อนฝูงมามากมาย ความมีเพื่อนมากแสดงถึงความเป็นผู้มีอิทธิพลต่อเพื่อนด้วย เกิดความร่วมมือร่วมใจและสามัคคีในหมู่คณะ

 

ประโยชน์ของการมีเพื่อนมาก สร้างโอกาสในชีวิตหลายอย่าง มีประโยชน์มากมายจนคาดไม่ถึงอาทิ การแก้ไขปัญหา ให้คำแนะนำสิ่งดี การช่วยเหลือในกิจการบางอย่าง แนะนำเพื่อนใหม่ที่อาจพัฒนากลายเป็นคู่ครอง เป็นเพื่อนท่องเที่ยว ปฏิบัติธรรม ออกกำลังกาย ไม่รู้สึกเหงาอ้างว้างในยามชราเมื่อถึงวัยเกษียณ

 

การแก้ไขปัญหาบางอย่าง ไม่ว่าเรื่องส่วนตัว ความรัก ครอบครัว และหน้าที่การงาน คนมีเพื่อนมากย่อมได้เปรียบในการปรึกษาหารือ แนะนำทางออกของปัญหา บางครั้งอาจเจอเพื่อนดีมาก สามารถหยิบยืมเงินทองเมื่อธุรกิจมีปัญหา หรือเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจให้ญาติพี่น้องมีปัญหาตกงานมาทำงานร่วมกัน เป็นการเกื้อกูลได้อีกทางหนึ่ง หรือแม้แต่ปัญหาความรัก ครอบครัว เพื่อนก็ช่วยปลอบประโลมให้คลายความเศร้าโศก รวมทั้งแนะนำและชี้ทางแสงสว่างของปัญหาได้เป็นอย่างดี

 

การมีเพื่อนมากยังช่วยการฝากลูกหลานเข้าเรียน ทำงาน เลื่อนตำแหน่ง ขอความช่วยเหลือในกิจการบางอย่าง ยิ่งสังคมไทยเป็นลักษณะอุปถัมภ์ การใช้ความรู้จักคุ้นเคยและเป็นเพื่อนกันยิ่งเป็นประโยชน์มากขึ้น ถึงแม้อาจมีความรู้สึกไม่ดี อยากต่อต้าน และรู้สึกไม่ยุติธรรม แต่สังคมอุปถัมภ์ได้กลายเป็นวัฒนธรรมไทยมานาน เมื่อมีการแข่งขันของผู้คนจำนวนมาก การใช้เส้นสายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยทุกครั้ง

 

การรู้จักเพื่อนใหม่ แฟน คู่รัก และแต่งงานใช้ชีวิตร่วมกัน ส่วนใหญ่มาจากการแนะนำของเพื่อนฝูงทั้งนั้น การมีเพื่อนมากจึงสร้างโอกาสในชีวิตเพื่อพบเจอคนดีมากมาย สามารถค้นพบเพื่อนรักและคัดเลือกคู่ครองที่เป็นคนดีได้ง่าย มากกว่าคนมีเพื่อนน้อย เพิ่มคุณภาพการดำรงชีวิตในอนาคตข้างหน้า

 

การเดินทางท่องเที่ยว การดูหนังฟังเพลง ปฏิบัติกิจทางศาสนา การออกกำลังกายในชีวิตประจำวัน ถือว่าเป็นความสุขของคนยุคใหม่ การมีเพื่อนมากช่วยให้มีวินัยในการทำกิจกรรมร่วมกัน เพิ่มความสุขและสนุกสนาน เป็นการเติมพลังชีวิตให้ต่อสู้กับภารกิจการทำงานในวันต่อไป

 

เมื่อถึงวัยเกษียณยามชรา การมีเพื่อนมากช่วยพูดคุยรำลึกถึงความสำเร็จตนเองที่มีครอบครัวอบอุ่นและประสบความสำเร็จ การแบ่งปันและวิธีการแก้ไขปัญหาของลูกหลาน การร่วมบอกเคล็ดลับต่างๆ ของแต่ละคนที่สะสมมาชั่วชีวิต เช่น วิธีการสอนลูกให้เป็นคนดีและเก่ง การทำอาหารอร่อยถูกปากมากยิ่งขึ้น การช่วยเหลือกันในยามลูกหลานไม่ว่าง เป็นต้น การมีเพื่อนมากในยามชราช่วยให้ไม่เงียบเหงา ชีวิตมีความสุขและอายุยืนยาว อีกทั้งเป็นการแบ่งเบาภาระลูกหลานไม่ให้มาคอยดูแลตลอดเวลา

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://writer.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=587235

พี่สอนน้อง: ตอนที่ 21 การตามใจลูกจนเสียคน

การตามใจลูกจนเสียคน

ครอบครัวที่แต่งงานมีลูกหลายคน พ่อแม่มักทุ่มเทความรักกับลูกคนสุดท้องมากที่สุด อาจเห็นว่ายังเด็กเกินไป ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้เท่ากับลูกคนอื่นๆ ขณะเดียวกันพี่ทุกคนมักเอาอกเอาใจ คอยปกป้องไม่ให้ใครมายุ่งเกี่ยว ช่วยเหลือทุกอย่าง พ่อแม่ทำให้ทุกอย่าง คอยบ่งการชีวิตลูกคนสุดท้อง ไม่ให้มีหน้าที่และรับผิดชอบตนเอง ไม่เคยอบรมสั่งสอนว่าสิ่งไหนทำได้หรือทำไม่ได้ สงสารลูกคนสุดท้องเกินไปยิ่งเป็นลูกโทนคนเดียว ยิ่งตามใจจนเคยตัว ฝ่ายลูกกลับไม่คิดว่าพ่อแม่ทำไปด้วยความรัก เป็นการส่งเสริมให้เด็กรู้สึกเป็นคนสำคัญและใหญ่ที่สุดในครอบครัว เมื่อบอกอะไรลูกมักไม่ทำตาม ดื้อรั้นและแผลงฤทธิ์ เริ่มตั้งแต่ร้องไห้งอแงเรียกร้องความสนใจ ก้าวร้าวด่าทอเมื่อไม่ได้ดั่งใจตนเอง พ่อแม่ต้องเหน็ดเหนื่อยกับการบังคับลูกให้เป็นเด็กดี ขณะเดียวกันยังตามใจลูกและเสริมพฤติกรรมเชิงลบให้แสดงสิ่งไม่ดีตลอดเวลา เด็กจึงเติบโตขึ้นมากับการพัฒนาในทางผิดปรกติ ตามใจตนเอง ไม่ฟังเสียงใคร ก้าวร้าว ไม่มีเหตุผล และต่อสู้แย่งชิงโดยใช้เหตุผลส่วนตัว กลายเป็นคนนิสัยไม่ดี ไม่มีใครอยากคบด้วย ทุกคนเอือมระอา หลีกหนีห่างไกล บางครอบครัวอาจไปรักลูกชายคนโตมากกว่าลูกคนอื่น หากลูกที่เกิดตามมาเป็นเด็กผู้หญิงล้วน พ่อแม่จะเลี้ยงดูให้ความรักเป็นพิเศษเพราะถือว่าเป็นผู้สืบสกุลต่อไป พฤติกรรมเลวร้ายจึงคล้ายกับลูกคนสุดท้องหรือลูกคนเดียวได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้บางครอบครัวอาจสั่งสอนมาดี ไม่เกิดเหตุการณ์รักลูกมากเกินไปจนเสียคน แต่ส่วนใหญ่มักเกิดกับลูกคนสุดท้อง ลูกคนเดียว หรือกรณีพิเศษที่มีลูกชายคนเดียว นอกนั้นเป็นผู้หญิงทั้งหมด หรือแม้แต่การมีลูกชายคนที่สองซึ่งอายุห่างจากพี่ชายคนโตหลายปี ลูกชายคนพี่อาจถูกตามใจจนเสียคนจากพ่อแม่ การปรับเปลี่ยนและแก้ไขพฤติกรรมทำได้ยากมาก เมื่อลูกถูกตามใจเติบโตขึ้นจนเข้าสู่วัยรุ่น วัยหนุ่มสาว วัยกลางคน และวัยชรา

พฤติกรรมวัยเด็กที่ถูกรักมากเกินไป ขาดความรับผิดชอบ เอาแต่ใจตนเอง รู้สึกตนเองเป็นคนสำคัญสูงสุดในครอบครัว อยากได้สิ่งใดต้องให้พ่อแม่หามาให้ พึ่งพาผู้อื่นตลอดเวลา เมื่อเติบโตเข้าสู่วัยรุ่นมักเกเร ดื้อรั้น เกียจคร้าน ใช้อารมณ์เกรี้ยวกราดอยู่เสมอ ไม่มีเหตุผลและไม่เชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ คบเพื่อนที่พูดคุยสนุกสนาน เป็นคนก้าวร้าว ไม่มีวุฒิภาวะ ความเป็นเด็กสูง สร้างความเดือดร้อนมาสู่พ่อแม่เป็นประจำ หากคบเพื่อนไม่ดี อาจกลายเป็นคนอันธพาล นักเลงหัวไม้ ติดยาเสพติด ติดการพนัน หนีโรงเรียนและไม่เรียนหนังสือ

เมื่อพ้นวัยรุ่นเข้าสู่วัยหนุ่มสาว จิตใจยังเป็นเด็กเล็ก ไม่ค่อยนึกถึงพ่อแม่ ขาดความรับผิดชอบ ต้องการสิ่งใดต้องเอาให้ได้ พูดคุยไม่มีเหตุผล อ้างเหตุผลตนเองบ่อยๆ ให้พ่อแม่และคนรอบข้างรู้สึกสงสาร เรียกร้องความสนใจต่างๆ นานา อาทิ ร้องไห้ พูดจาไม่ดี ดื้อด้าน เกะกะระราน ก้าวร้าว เป็นต้น นิสัยเหมือนเด็ก แม้ว่าอายุมากขึ้นตามวัย เป็นลูกที่เลี้ยงไม่ยอมโต มักอ้างว่าตนเองลำบาก สมองไม่ดี อาจเรียนหนังสือไม่จบเพราะความเกียจคร้าน ไม่สนใจการศึกษา ถ้าเรียนจบการศึกษาอาจไม่มีใครรับเข้าทำงาน กลายเป็นคนตกงาน ต้องขอเงินพ่อแม่ใช้จ่าย หรือเข้าทำงานมีเงินเดือน ไม่อาจปรับตัวได้ มีปัญหาก็ไม่สามารถแก้ไขได้ เกิดความเครียดสูง ทำงานได้ไม่กี่ปีต้องลาออกจากงาน อ้างว่าเจ็บป่วยบ่อยๆ ขืนทำงานต่อไปต้องตายแน่ๆ มีเพื่อนร่วมงานลาออกไปหลายคน รวมทั้งหัวหน้าด้วย มีแต่คนไม่ดีในที่ทำงาน คอยจ้องคดโกงและเอาผลประโยชน์ สุดท้ายพ่อแม่ต้องยินยอมคล้อยตาม เป็นภาระให้พ่อแม่เลี้ยงดูต่อไป หากพ่อแม่กล่าวตักเตือน ด่าว่าจะไม่ยินยอม บอกว่าพ่อแม่ทำให้ตนเองเกิดมาต้องรับผิดชอบ ถ้าแต่งงานมีครอบครัว มักเกิดการทะเลาะวิวาทเป็นประจำ หย่าร้าง ไม่รับผิดชอบลูกที่เกิดมา ปล่อยให้เป็นภาระของพ่อแม่และญาติพี่น้อง ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตทุกอย่าง

การพัฒนาบุคลิกภาพที่เกิดจากการเลี้ยงดูลูกผิดๆ ตามใจลูกจนเสียคน ถ้าพ่อแม่และบุคคลในครอบครัวยังปฏิบัติเหมือนเดิมทุกประการ ลูกที่ถูกตามใจเมื่อผ่านเข้าสู่วัยกลางคนและวัยชราจะยิ่งลำบากยากแค้น ขัดสนไปหมด พ่อแม่อาจเสียชีวิตไปหมด เป็นภาระกับญาติพี่น้องต้องเลี้ยงดู ถ้าไม่มีใครให้พึ่งพาเลย ลูกที่ถูกตามใจตั้งแต่เด็กเล็กมีโอกาสคิดมาก ไม่มีใครเหลียวแล เป็นโรคจิตและโรคประสาทซึมเศร้า ในที่สุดทำร้ายตนเองและฆ่าตัวตาย

วิธีการแก้ไขคือ ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเชิงลบให้หมดไปและคนรอบข้างที่ใกล้ชิดต้องหยุดพฤติกรรมการตามใจจนเสียคน ก่อนอื่นต้องพูดจาให้พ่อแม่ ญาติพี่น้องบางคนหยุดการเอาอกเอาใจ ช่วยเหลือโดยไร้เหตุผล อ้างว่าเป็นคนน่าสงสาร ถ้าไม่ช่วยเหลือแล้วใครจะมาดูแล ถ้าเป็นเด็กพ่อแม่กลับเข้าใจผิดว่ายังไม่รู้ประสีประสา ไร้เดียงสา ต้องทำให้ทุกอย่าง แม้ว่าสามารถช่วยเหลือตนเองบางอย่างได้ พ่อแม่มักกล่าวหาลูกคนอื่นว่าอิจฉาน้องคนสุดท้อง ถ้าลูกคนอื่นเติบโตแล้วจะบอกว่ายังไม่มีลูกตนเอง ไม่เคยรู้หรอกว่าความรักพ่อแม่เป็นอย่างไร หรือพาลต่อว่าลูกคนที่ทักท้วงบ่อยๆ ว่ามักโทษพ่อแม่เป็นประจำว่าตามใจลูกจนเสียคน การแก้ไขที่ยากมากคือการพูดจาทำความเข้าใจกับบุคคลในครอบครัว โน้มน้าวจนเห็นผลเสียหายของการตามใจโดยคิดว่าเป็นความรัก ช่วยเหลือแบบไม่ลืมหูลืมตา และหยุดการจูงใจพฤติกรรมเชิงลบ ไม่ให้ลูกรู้สึกว่าเป็นคนสำคัญสูงสุดของบ้าน เป็นจุดศูนย์กลางที่ทุกคนต้องให้ความสนใจ อยากได้อะไรต้องได้ ไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้นและไม่ต้องรับผิดชอบเรื่องต่างๆ เพราะมีผู้คอยรับเรื่องราวแทนตนเองทั้งหมด

หลังจากพ่อแม่และคนรอบข้างหยุดการเอาใจโดยไม่มีเหตุผล ไม่สร้างภาพขึ้นในใจว่าการช่วยทำในสิ่งต่างๆ หรือการให้เงินทองใช้จ่ายเป็นการช่วยเหลือที่ถูกต้อง ขั้นตอนต่อไปคือการควบคุมพฤติกรรมเชิงลบและบำบัดจนเกิดพฤติกรรมเชิงบวก

การควบคุมพฤติกรรมเชิงลบ ถ้าพ่อแม่รู้สึกว่าต้องเหน็ดเหนื่อยและคอยสู้รบกับลูกตลอดเวลา ถ้าเป็นเด็กเล็กจะแก้ไขง่ายกว่าเด็กโต ในต่างประเทศที่เจริญ พ่อแม่มักปรึกษานักจิตวิทยาบำบัด มีการถ่ายวิดีโอเพื่อเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของพ่อแม่และการตอบสนองของเด็ก นักจิตวิทยาจะอธิบายว่าสิ่งไหนที่พ่อแม่ไม่ควรทำซึ่งเป็นการกระตุ้นเด็กให้เกิดพฤติกรรมเชิงลบ อาทิ การซื้อของเล่นให้ลูกคนโต แต่ลูกคนสุดท้องอยากได้ชิ้นนั้นบ้าง แสดงพฤติกรรมร้องไห้เรียกร้องความสนใจ แกล้งเอาศีรษะโขกพื้นเพื่อเอาชนะพ่อแม่ ถ้าพ่อแม่ใจอ่อน สงสารและกลัวลูกเจ็บ รีบซื้อของเล่นเหมือนกันมาให้บ้าง นักจิตวิทยาอธิบายว่าการทำเช่นนั้นแสดงว่าลูกเป็นใหญ่ในบ้าน เมื่อลูกต้องการอะไรอีกก็จะทำพฤติกรรมดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา พ่อแม่ต้องทำใจแข็ง ไม่สนใจลูก ปล่อยให้ร้องไห้ไปจนกว่าจะหยุด หรือถ้าทำร้ายตนเองต้องปล่อยไป หากเด็กรู้สึกว่าเจ็บจะหยุดพฤติกรรมทันที พ่อแม่บางคนจับลูกไปขังในห้อง พร้อมกับบอกลูกให้ทบทวนในสิ่งที่ตนเองทำ เมื่อลูกหยุดร้องไห้จึงเปิดประตูออกมาข้างนอก เป็นการควบคุมพฤติกรรมเชิงลบ นอกจากนั้นเวลาออกไปเดินซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้า นำลูกใส่ในตะกร้ารถเข็นด้านบน ลูกอาจหยิบสินค้ามาทำท่าจะแกะเล่น พ่อแม่ห้ามปรามเท่าไหร่ก็ไม่ยอมเชื่อฟัง ต้องโยนสินค้าชนิดนั้นห่างไกลออกไปจนเด็กเอื้อมไม่ถึง อย่าตามใจจนเด็กแกะเล่น บางครั้งเด็กร้องไห้งอแง ต้องไม่สนใจกับเสียงร้องนั้น ให้เข็นตะกร้าไปเรื่อยๆ ทำทีไม่สนใจและพูดคุย เดี๋ยวเด็กจะหยุดไปเอง เป็นการควบคุมพฤติกรรมเชิงลบเช่นเดียวกัน การบำบัดจนเกิดพฤติกรรมเชิงบวก พ่อแม่ต้องหมั่นฝึกลูกรู้จักหน้าที่และความรับผิดชอบตนเอง สั่งสอนว่าสิ่งไหนควรทำและไม่ควรทำ ปล่อยให้เด็กเล่นทดลองผิดถูกเพื่อให้เกิดการเรียนรู้เอง คอยดูอยู่ห่างๆ ไม่ให้เกิดอันตรายขึ้นกับลูก เมื่อเดินและวิ่งหกล้มร้องไห้ พ่อแม่ต้องไม่เข้าไปโอ๋ลูกด้วยความสงสาร ตะโกนบอกลูกให้รีบลุกขึ้นและเดินมาหา ทำได้เช่นนี้ลูกจะไม่มีนิสัยเสีย คิดเองเป็นด้วยเหตุผลเมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ พ่อแม่เริ่มรู้สึกสบายใจ ไม่เหน็ดเหนื่อยต่อการเลี้ยงลูก และมีเวลาไปทำกิจกรรมอย่างอื่นมากขึ้น

ถ้าเป็นเด็กโตและวัยรุ่น การควบคุมพฤติกรรมเชิงลบและบำบัดจนเกิดพฤติกรรมเชิงบวกทำได้ยากขึ้น ความรู้สึกมาก่อนเหตุผล จึงกลายเป็นคนเจ้าอารมณ์และฉุนเฉียวได้ง่าย พ่อแม่พูดอะไรไม่เคยเชื่อฟัง นิสัยดื้อรั้นเอาแต่ใจตนเอง เมื่อไม่ได้สิ่งที่ตนเองต้องการ เริ่มทำร้ายตนเอง ทำลายข้าวของในบ้าน ด่าทอพ่อแม่และญาติพี่น้อง บางรายเป็นมากถึงกับทุบตีพ่อแม่ จุดไฟเผาบ้าน หรือก่อคดีเพื่อให้พ่อแม่รู้สึกเสียใจ เป็นพฤติกรรมรุนแรงจนเกินเยียวยา หลายรายถูกจับตัวส่งเข้าสถานพินิจเด็กและเยาวชน ต้องอาศัยนักจิตวิทยามาบำบัดอาการก้าวร้าว เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเชิงบวกมากขึ้น

หากเป็นหนุ่มสาวและวัยกลางคน ไม่เคยผ่านพฤติกรรมเลวร้ายหรือทุบตีใครจนต้องได้รับโทษทัณฑ์ การควบคุมพฤติกรรมเชิงลบและบำบัดจนเกิดพฤติกรรมเชิงบวกอาจทำได้บ้าง ผู้ที่เข้าไปช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมควรมีอารมณ์เยือกเย็น หมั่นสังเกตการแสดงอาการโต้ตอบเพื่อเรียกร้องความสนใจต่างๆ นานา อาทิ ประกาศว่าตนเองเป็นพี่ชายคนโตของตระกูล มีความสำคัญกว่าพี่น้องคนอื่น หรือตนเองเป็นลูกคนเดียว คนสุดท้องต้องดูแลพ่อแม่แก่เฒ่า เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง ทั้งๆ ที่มีคนอื่นคอยช่วยเหลือดูแลได้ และไม่ทำงานมาตั้งแต่เรียนจบ ส่วนใหญ่ไม่มีงานทำและรายได้ (ลาออกมาโดยอ้างว่าเงินเดือนน้อย ทำงานไม่คุ้มกัน หรือรู้สึกเครียดมากต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยๆ) พึ่งพาพ่อแม่และญาติพี่น้องมาค้ำจุนช่วยเหลือเงินทอง ภายหลังมีครอบครัวต้องประสบปัญหาหย่าร้าง ทอดทิ้งและไม่รับผิดชอบลูก สิ่งแรกที่ผู้เข้าไปช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต้องคำนึงคือลูกที่ถูกตามใจจนเสียคนเป็นเด็กเล็ก อายุไม่เกิน 10 ปี แม้ว่าบางคนอายุ 30-50 ปี หรือมากกว่า 50 ปี การพูดจาแบบคนปรกติทั่วไปไม่สามารถทำได้ ผู้ใหญ่ที่มีหัวใจเป็นเด็กเล็กไม่เข้าใจเหตุผลต่างๆ ของพ่อแม่และคนรอบข้างมาอธิบาย มักแสดงอาการต่อต้าน โต้เถียง ขัดขืน และใช้อารมณ์จนเกิดการทะเลาะวิวาท ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งมาใช้อารมณ์กับตนเอง ต้องค่อยๆ พูดจา เกลี้ยกล่อม และให้เหตุผลในสิ่งง่ายๆ ฟังแล้วเข้าใจทันที ราวกับพูดคุยเด็กอายุไม่เกิน 10 ปี การพูดจาแบบคนทั่วไปหรือพูดให้คิดได้แบบผู้ใหญ่ไม่อาจทำได้ สมองของลูกที่ถูกตามใจจนเสียคนไม่เคยฝึกฝนมาก่อน ไม่สามารถนึกและวิเคราะห์ความรู้สึกผิดชอบและดีชั่ว ต้องคอยบอกเหตุผลง่ายๆ ว่าสิ่งใดทำได้และทำไม่ได้ เป็นการควบคุมไม่ให้เกิดพฤติกรรมเชิงลบ หลังจากพ่อแม่และคนรอบข้างหยุดการส่งเสริมและช่วยเหลือในทางที่ผิด ขั้นตอนต่อไปคือการบำบัดจนเกิดพฤติกรรมเชิงบวก ฝึกหัดให้รู้จักหน้าที่และความรับผิดชอบของตนเอง เช่น ล้างทำความสะอาดจานชามของตนเอง ไม่ปล่อยกองทิ้งไว้ให้ผู้อื่นมาทำหน้าที่แทน ถูพื้นและทำความสะอาดห้องของตนเอง หัดทำกับข้าวด้วยตนเอง การให้สิ่งของหรือเงินทองเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ช่วยพูดจาแนะนำสิ่งดีและแก้ปัญหาในเรื่องง่ายๆ โดยให้ทำด้วยตนเองทั้งหมด ไม่ต้องให้ใครช่วยทำแทน เป็นการฝึกฝนรู้จักช่วยเหลือตนเอง เสริมสร้างความมั่นใจตนเองจากการที่ทำอะไรไม่เป็นและขาดความเชื่อมั่น ไม่นานจิตใจจะเริ่มพัฒนาเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อาจนานหลายปี ต่อไปคือลงทุนฝึกหัดอาชีพจนเชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพื่อนำไปประกอบอาชีพ (ควรเป็นวิชาชีพที่สินค้าและบริการเป็นที่นิยมของตลาด มีความต้องการสูง อาจมีคู่แข่งขันน้อยราย เป็นอาชีพมีความยั่งยืนในระยะยาว) ในระหว่างนั้นต้องคอยให้กำลังใจจนกว่าเรียนสำเร็จ (ลูกที่ถูกตามใจจนเสียคน หลายรายพูดภาษาเดียวกันคืออยากไปขับแท็กซี่ เป็นเพราะไม่มีความคิดอ่าน ไม่ทราบไปทำมาหากินอะไร การขับแท็กซี่ต้องอาศัยความอดทนสูงและรายได้น้อย ลูกที่ถูกตามใจไม่สามารถทำได้) หลังเรียนจบต้องฝึกให้รู้จักทำมาหากินเองในวิชาชีพที่เรียนจบ ถ้ามีความรู้เรื่องการค้าขายจะดีมาก การลงทุนต้องเป็นลักษณะให้กู้ยืมจากพ่อแม่หรือญาติพี่น้อง (ไม่ควรเป็นการลงทุนที่ใช้เงินทองมากมาย) ในระยะแรกอาจประสบปัญหาเรื่องรายได้ มีลูกค้าน้อย ให้ช่วยเหลือเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ส่วนใหญ่ให้ช่วยเหลือตนเอง อาจแนะนำการค้าขายในเรื่องที่มีปัญหาและให้ลูกไปทำเอง เพียงเท่านี้ลูกที่ถูกตามใจจะประกอบอาชีพเลี้ยงดูตนเองได้

วัยชรา ลูกที่ถูกตามใจมีสภาพคล้ายเฒ่าทารก พ่อแม่เสียชีวิตไปหมดแล้ว ญาติพี่น้องเป็นผู้เกื้อกูลและช่วยเหลือ ต้องอยู่สภาพตามลำพังเพราะผู้คนรอบข้างเบื่อหน่าย สร้างความเดือดร้อนกับตนเองและผู้อื่น ส่วนใหญ่ติดบุหรี่ เหล้า เบียร์ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถ้าไม่มีใครสนับสนุนเรื่องเงินทองจะมีสภาพแร้นแค้นและยากจน ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ต้องอาศัยวัด โบสถ์ ศาลเจ้า ประทังชีวิตในแต่ละวัน การควบคุมพฤติกรรมเชิงลบและบำบัดจนเกิดพฤติกรรมเชิงบวกทำได้ยากมาก เนื่องจากถูกตามใจจนเสียคนมาตลอดชีวิต ถ้ามีสภาพร่างกายแข็งแรงพยายามหัดให้ช่วยเหลือตนเองมากที่สุด ค้าขายเล็กน้อยเพื่อมีรายได้มาจุนเจือบ้าง บางรายมีความเครียดสูงเพราะขาดที่พึ่งพาอาศัย ก้าวร้าว สติไม่สมบูรณ์ ต้องใช้นักจิตวิทยาและจิตแพทย์มาบำบัดอาการป่วย

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=587235

พี่สอนน้อง: ตอนที่ 20 ศีล สมาธิ ปัญญา

ศีล สมาธิ ปัญญา

 

ศีล สมาธิ และปัญญา เป็นหลักการยึดถือปฏิบัติเพื่อบรรลุธรรมในทางพุทธศาสนา กลายเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน สามารถเอาชนะกองกิเลส 3 ประการ คือ ความโลภ ความโกรธ และความหลง ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก เข้าสู่โลกกุตรธรรม พ้นจากโลกหมายถึง สิ่งเร้าภายนอกที่ผ่านหู (เสียงไพเราะหรือไม่น่าฟัง) ตา (รูปสวยงามหรือไม่น่ามอง) จมูก (กลิ่นหอมหรือไม่น่าสูดดม) ลิ้น (รสชาติอร่อยหรือไม่น่าลิ้มรส) กาย (สบายตัวหรือเจ็บปวด) และสัมผัส (นุ่มนิ่มหรือแข็งกร้าน) ไม่อาจทำให้กองกิเลสในจิตใจลุกโพลงขึ้นได้ เกิดสภาพนิพพาน ดับจากกองกิเลส พ้นทุกข์ เกิดภาวะจิตมีความสงบสูงสุด เพราะไร้ทุกข์และไร้สุข เป็นอิสรภาพสมบูรณ์

 

ศีล คือข้อปฏิบัติตนขั้นพื้นฐานในทางพุทธศาสนา เพื่อควบคุมความประพฤติทางกายและวาจา ให้ตั้งอยู่ในความดีงามมีความปรกติสุข เพื่อให้เป็นกติกาข้อห้ามที่ใช้แก้ไขปัญหาขั้นพื้นฐาน 5 ปัญหาหลัก ซึ่งทำให้เกิดความสงบสุขและไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันในสังคม (วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี วันที่ 23 ตุลาคม 2556)

 

สมาธิ คือการฝึกฝนทางจิตหลากหลายรูปแบบ ซึ่งเป้าหมายคือก่อให้เกิดการตระหนักรู้ตนเองและจิตสำนึกต่อการทำงาน การทำสมาธิโดยทั่วไปมักเป็นการฝึกหัดส่วนบุคคล เช่น การสวดมนต์ ผู้ฝึกสมาธิส่วนใหญ่ มักจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อาจเป็นลมหายใจ การเพ่งวัตถุต่างๆ หรือแม้แต่การจดจ่อกิจกรรมที่กระทำ การทำสมาธิ มักเกี่ยวกับการปลูกฝังความรู้สึกหรือความเชื่อมั่นภายใน อาจจะเป็นการตั้งเป้าหมาย หรืออาจจะหมายถึงการเชื่อมโยงกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างเฉพาะเจาะจงก็ได้ (วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี วันที่ 23 ตุลาคม 2556)

 

ปัญญา แปลว่าความรู้ทั่ว คือรู้ทั่วถึงเหตุถึงผล รู้อย่างชัดเจน รู้เรื่องบาปบุญคุณโทษ รู้สิ่งที่ควรทำควรเว้น เป็นต้น เป็นธรรมที่คอยกำกับศรัทธา เพื่อให้เชื่อประกอบเหตุผล ไม่ให้หลงเชื่ออย่างงมงาย ทำให้เกิดได้ 3 วิธี คือโดยการสดับตรับฟัง การศึกษาเล่าเรียน (สุตมยปัญญา) โดยการคิดค้น การตรึกตรอง (จินตามยปัญญา) และโดยการอบรมจิต การเจริญภาวนา (ภาวนามยปัญญา) (วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี วันที่ 23 ตุลาคม 2556)

 

เวลา มีใครมาพูดเรื่องศีล สมาธิ และปัญญา หลายคนมักปฏิเสธ ไม่อยากสนทนาด้วย อ้างว่าเป็นเรื่องของคนแก่เฒ่า ล้าสมัย ไม่ทันกับยุคสมัยและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากคำสั่งสอนของพุทธศาสนามีมานานกว่า 2500 ปี ยิ่งมีข่าวคาวไม่ดีและความร่ำรวยของพระภิกษุบ่อยครั้ง ยิ่งสั่นคลอนศรัทธาในหมู่มวลพุทธศาสนิกชนมากเท่านั้น แต่ถ้าคิดในมุมกลับกัน หลักคำสั่งสอนอยู่มานานต้องเป็นสิ่งดี ไม่เช่นนั้นไม่อยู่มาจนถึงปัจจุบัน การยึดถือพระภิกษุท่านใด ขอให้เป็นเรื่องประเพณีที่ต้องทำบุญตักบาตรและสวดมนต์ เพื่อสืบทอดศาสนาพุทธต่อไป ปัจจุบันทุกศาสนามีเรื่องของความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ ต้องอาศัยเงินทองมาช่วยสนับสนุนค้ำจุน กลายเป็นยึดถือวัตถุนิยมและพระภิกษุแต่ละรูปเป็นหลัก ท่านบอกอะไรก็ทำตามไปหมด ทุ่มเงินทำบุญสุดตัวหวังขึ้นสวรรค์วิมาน เป็นเทวดานางฟ้า และสำเร็จเข้าสู่นิพพาน ตามความเชื่อศรัทธาเปี่ยมล้น จึงเป็นโอกาสให้คนจิตใจไม่บริสุทธิ์อาศัยผ้าเหลืองเข้ามาทำมาหากิน พุทธศาสนิกชนต้องเข้าถึงหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหลัก ไม่ยึดถือเพียงกระพี้ภายนอก แต่ต้องเข้าถึงแก่นหลักธรรมในศาสนาพุทธเท่านั้น

 

วิธี การง่ายๆ คือมุ่งตรงไปที่ตัวปัญญาคือ การเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น และผู้เบิกบาน (ตรงกับหลักของลัทธิเซน ในพุทธศาสนา) มองเห็นความเป็นไปของสรรพสิ่งบนโลก อยู่แบบคนเหนือโลก หยุดความคิดปรุงแต่งให้จิตใจเศร้าหมอง คลายจากความยึดมั่นถือมั่น หรือความเป็นตัวอีโก้ที่เป็นตัวกิเลสอันแหลมคม ทำให้มองเห็นตัวปัญหาและวิธีการแก้ไขด้วยปัญญาอย่างแท้จริง พ้นทุกข์จากการใช้ชีวิตประจำวัน มีสติสัมปชัญญะครอบครองตัวจิตราวกับเข็มทิศนำทาง ไม่ดำเนินชีวิตด้วยความประมาท มีตัวปัญญาแห่งความรู้ตื่นช่วยแก้ไขให้เกิดความราบรื่น เกิดความสุขและเบิกบานอย่างแท้จริง นี่คือตัวจิตรับรู้ได้ ไม่หลงไปกับอำนาจกิเลสแห่งความโลภ โกรธ และหลง ถึงแม้ต้องเผชิญหน้ากับพญามารทั้งสาม ก็สามารถระงับยับยั้งใจได้ บางครั้งตัวสติสัมปชัญญะไม่เข้มแข็งพอ หากมีใครส่งเสียงเตือน ตัวปัญญาจะระลึกรู้ขึ้นทันทีจนไม่เกิดความเดือดเนื้อร้อนใจ สิ่งเร้าภายนอกกระตุ้นทางบวก อาทิ เสียงขับร้องไพเราะ หน้าตารูปหล่อหรือสวยงาม อาหารเลิศรส ไปแหล่งธรรมชาติสูดอากาศบริสุทธิ์ (เกิดความรู้สึกชอบ ยินดีและดีใจ) กิเลสในใจคอยบอกอยู่เสมอว่านี่คือความสุข ขณะที่ตัวปัญญาบอกว่าต้องไปดิ้นรนแสวงหาจากสิ่งภายนอก เป็นความทุกข์โดยไม่รู้ตัว ตรงกันข้ามสิ่งเร้าภายนอกกระตุ้นทางลบ อาทิ เสียงดังอึกทึก หน้าตาอัปลักษณ์น่ากลัว อาหารไม่อร่อย กลิ่นเหม็นเน่าเสีย (เกิดความรู้สึกไม่ชอบ เกลียดและเสียใจ) คอยบอกกิเลสในใจอยู่เสมอว่านี่คือความทุกข์ ขณะที่ตัวปัญญาบอกว่ารู้สึกเฉยๆ ดังนั้นการพ้นทุกข์และเป็นสุขอย่างแท้จริงคือการเอาชนะกิเลสในใจตนเองด้วย ตัวปัญญาแห่งผู้รู้ ผู้ตื่นและผู้เบิกบานเท่านั้น

 

สิ่ง เร้าภายนอกกระตุ้นทางบวก มักเป็นสาเหตุสำคัญให้พระภิกษุ นักบวช สมณะชีพราหมณ์ตบะแตก ผ้าเหลืองร้อนจนต้องผิดศีลข้อห้ามหรือสึกออกไปแต่งงาน คนธรรมดามีปัญหาในชีวิตจนไม่อาจเยียวยาได้ ผู้ปฏิบัติธรรมมานานไม่อาจเข้าสู่นิพพานได้ สมองคอยบันทึกสิ่งเร้าทางบวก (รูป) ที่มาพร้อมกับความรู้สึก (เวทนา) ให้จดจำ (สัญญา) นอนไม่หลับจากความคิดที่นึกปรุงแต่ง (สังขาร) และสำคัญผิดว่ามีตัวตน เกิดความรู้ได้หมายจำของตนเอง (วิญญาณ) ทั้งหมดนี้คือไตรลักษณ์ 5 เป็น สิ่งที่ไม่มีตัวตนเป็นแก่นแท้ (อนัตตา) ทำให้ไม่พ้นทุกข์ไปได้ และสิ่งเร้าภายนอกกระตุ้นทางลบเป็นสาเหตุสำคัญ ทำให้ไม่เกิดความสุขขึ้นในชีวิต

 

พระ ภิกษุ นักบวช สมณะชีพราหมณ์ และผู้ปฏิบัติธรรม ส่วนใหญ่ไปมุ่งเน้นในเรื่องการถือศีลและเจริญสมาธิก่อนตัวปัญญา โดยมีการเชื่อถือกันว่าศีลและสมาธิจะเป็นสิ่งที่สะสมบุญบารมีไปสู่ตัวปัญญา กลายเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น และผู้เบิกบานในที่สุด มีการปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัด ถือศีลหลายร้อยข้อ เดินจงกรมและเจริญภาวนาอยู่เป็นเวลานานหลายสิบปีก็ไม่อาจเข้าถึงตัวปัญญาแท้ จริงได้เลย กิเลสเป็นตัวเร่าร้อน ดิ้นรน ไขว่คว้า ไม่ยอมอยู่ใต้อาณัติและถูกบังคับได้ง่ายดาย ยิ่งถือศีลข้อห้ามมากมาย กิเลสยิ่งดิ้นรนไม่ยินยอม เจริญสมาธิก็เข้าถึงเพียงสติสัมปชัญญะ ตัวปัญญาแห่งพุทธะเมื่อไหร่จะเข้าถึง บางท่านบอกว่าการเข้าถึงได้ต้องสะสมมาตั้งแต่ชาติที่แล้วและจะสะสมต่อไปใน ชาติต่อไป ทำให้นิพพานเกิดขึ้นได้ยากมาก เป็นนามธรรมที่จับต้องไม่ได้

 

การ เข้าถึงตัวปัญญาแห่งพุทธะ ต้องใช้วิธีทางลัด มีการตระหนักรู้ในสิ่งที่สำคัญสูงสุดของชีวิตหรือชาวบ้านเรียกว่าคิดได้ นั่นคือพ่อแม่หรือผู้ที่เคยมีพระคุณสูงสุดในชีวิตของตนเอง ถ้าเคยทำในสิ่งที่ไม่ดี อาทิ ตวาดด่าท่าน นำเรื่องมาทำให้ท่านต้องปวดหัวบ่อยๆ ทำท่าเกรี้ยวกราด ไม่พอใจเมื่อท่านอบรมสั่งสอน เป็นต้น เมื่อตระหนักรู้และตรึกตรอง (จินตามยปัญญา) ว่าจะไม่แสดงสิ่งเหล่านี้อีก บอกกับตัวเองอย่างหนักแน่น ไม่นานนักบุญกุศลที่ทำสิ่งดีไว้กับพ่อแม่จะช่วยให้เข้าถึงตัวปัญญาแห่งพุทธะ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น และผู้เบิกบานอย่างน่าอัศจรรย์ใจ คลายจากความยึดมั่นถือมั่นหรืออีโก้ลงหมดสิ้น สติสัมปชัญญะเกิดขึ้นพร้อมกับตัวปัญญา สองสิ่งควบคู่กันไปเป็นตัวเสริมซึ่งกันและกัน สติสัมปชัญญะเป็นตัวเข็มทิศให้รู้จักสิ่งดีชั่ว ตัวปัญญาคอยกำกับและแก้ไขปัญหา รู้แจ้งเห็นจริงในสรรพสิ่งต่างๆ เมื่อได้ตัวปัญญาเกิดขึ้น สมาธิและศีลจะเกิดขึ้นตามมาโดยอัตโนมัติ

 

ตัว ปัญญาแห่งพุทธะช่วยให้กิเลสนิ่งสงบและตกตะกอน หากสิ่งเร้าภายนอกมากระตุ้นกิเลสให้ฟุ้งกระจาย เมื่อความโลภ โกรธและหลงเกิดขึ้นได้ไม่นานจะมีสติสัมปชัญญะมาตักเตือนและตัวปัญญามา ยับยั้งทันที การเข้าสู่จิตแห่งนิพพานจึงเป็นสิ่งที่สัมผัสได้ในชาตินี้และเดี๋ยวนี้ เวลาพูดคุยกับใครเป็นเพื่อน ตัวปัญญาสามารถรับรู้ได้ว่าคนไหนเป็นคนดี เชื่อถือได้หรือไม่ หรือควรหลีกหนีห่างไกล

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://writer.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=587235

พี่สอนน้อง: ตอนที่ 18 วิกฤติของชีวิต

วิกฤตของชีวิต

วิกฤติของชีวิตเป็นความหมายที่ทุกคนพอเข้าใจได้ทั่วไป คำว่า วิกฤติ คือ อยู่ในขั้นล่อแหลมต่ออันตราย มักใช้กับเวลาหรือเหตุการณ์ชีวิต คือ ความเป็นอยู่ ตรงกันข้ามกับความตาย (พจนานุกรมแปลไทยไทย ของราชบัณฑิตยสถาน) วิกฤติของชีวิตจึงหมายถึง ความเป็นอยู่ในขั้นล่อแหลมต่ออันตราย หรือเป็นอันตรายถึงแก่ความตายได้

ชั่ว ชีวิตของคนเราอาจเจอเหตุการณ์และช่วงเวลาเลวร้ายที่สุดเป็นปัญหาใหญ่โตมาก ไม่เคยประสบพบเจอมาก่อนในชีวิตหลายรายไม่อาจแก้ไขปัญหาได้เลย บางคนทำให้ปัญหาตนเองทุเลาลง และน้อยรายแก้ไขได้อย่างง่ายดาย ขึ้นอยู่กับศักยภาพ สติปัญญาวุฒิภาวะทางอารมณ์ การมองโลกในแบบที่ตนเองยึดถืออยู่

ผู้ ที่แก้ไขปัญหาวิกฤติของชีวิตไม่ได้ มักหาคนอื่นมาช่วยเหลือ อาจเป็นบุคคลรอบข้าง อาทิ พ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ พี่น้อง คนภายนอกที่เคารพนับถือ ผู้มีชื่อเสียงและบารมี ถ้าแนะนำเป็นประโยชน์และช่วยแก้ไขปัญหาในทางบวก ถือว่าได้ทำบุญให้กับผู้มีปัญหาวิกฤติของชีวิต แต่ถ้าช่วยเหลือในทางลบหรือทำให้เหตุการณ์เลวร้ายลง ยิ่งเป็นการซ้ำเติมให้ชีวิตตกต่ำลงไป เช่น สามีภรรยามีปัญหาครอบครัว ญาติพี่น้องฝ่ายภรรยาช่วยกันจัดหามือปืนมายิงสามีเสียชีวิต เป็นต้น

วิกฤติ ของชีวิตในแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน วิธีการแก้ไขปัญหาจึงแตกต่างกันไป เนื่องจากรายละเอียดปลีกย่อยไม่เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ตนเองควบคุมได้ ถ้าสาเหตุหลักมีเจ้าของเรื่องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ยกเว้นวิกฤติของชีวิตมาจากคนอื่น หรือปัจจัยสิ่งแวดล้อม เช่น ชุมชน เชื้อชาติ ศาสนา การเมือง สังคม ประเทศชาติ เป็นต้น เราอาจควบคุมไม่ได้ ถือว่าเป็นสาเหตุส่วนน้อยมาก

ประเภทวิกฤติของชีวิตแบ่งออกตามเหตุการณ์ หรือช่วงเวลาของมนุษย์ที่ดำเนินไปตามจังหวะชีวิตของตนเอง ส่วนใหญ่แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ วิกฤติของชีวิตที่ควบคุมได้ คือ วิกฤติการเรียน ความรัก ครอบครัวการทำงาน การเจ็บป่วย อีกประเภทหนึ่งคือ วิกฤติของชีวิตที่ควบคุมไม่ได้ คือ วิกฤติทางเศรษฐกิจ การเมือง ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เชื้อชาติและศาสนา

บาง คนอาจไม่มีปัญหาเลยตั้งแต่วิกฤติการเรียน ความรัก การทำงาน และครอบครัว ถือว่าการใช้ชีวิตที่ผ่านมาเพียบพร้อมไปด้วยศักยภาพ สติปัญญา วุฒิภาวะทางอารมณ์ การมองโลกทางบวกที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหาใดๆ กับตนเองจนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตและพัฒนาขึ้นเป็นความวิกฤติของชีวิต บวกกับความโชคดีของตนเองที่ไม่เคยมีใครเข้ามาเกี่ยวข้องจนเป็นสาเหตุให้เกิด วิกฤติขึ้นจริงๆ แต่หลายคนอาจต้องเผชิญกับเหตุการณ์และช่วงเวลาเลวร้ายครบทุกวิกฤติตั้งแต่ เกิดจนกระทั่งเสียชีวิต

เราลองมาวิเคราะห์และพิจารณากันดีกว่า วิกฤติของชีวิตแต่ละชนิดคืออะไร? มีสาเหตุใด? ควบคุมไม่ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร? และแก้ไขปัญหาโดยวิธีไหน? อย่างน้อยก็เป็นแนวทางคร่าวๆ เพื่อไม่ให้ตกอยู่ในปัญหาวิกฤติซ้ำแล้วซ้ำอีก

วิกฤติ การเรียนหมายถึง วิกฤติที่ส่งผลกระทบไม่ให้เรียนหนังสือต่อไปได้เรียนซ้ำชั้น สอบตกจนถูกไล่ออก หรือสอบเข้าที่อื่นไม่ได้ มีสาเหตุจากไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม พ่อแม่ยากจน ผู้ปกครองไม่สนับสนุนการเรียนต่อ ตนเองไม่ตั้งใจเรียนหนังสือ ไม่มีสมาธิการเรียน ใจลอย พูดคุยกับเพื่อนในระหว่างอาจารย์บรรยายในชั้นเรียนหลงใหลและหมกมุ่นกับสิ่ง อื่น เช่น มีความรัก ฟังเพลง ดูวีดีโอและรูปโป๊ กีฬา กิจกรรมต่างๆ จนกระทั่งไม่มีเวลาเพียงพอในการอ่านตำรา อ่านหนังสือไม่จำ รวมทั้งการวางแผนในการศึกษาไม่ดีทุกสาเหตุทำให้เกิดวิกฤติการเรียนทั้งสิ้น การควบคุมไม่ให้เกิดขึ้นถ้าเป็นเรื่องเงิน อาจต้องหางานทำเองในช่วงวันหยุดสัปดาห์ ช่วงเย็นหลังเลิกเรียน (ทำการบ้านให้เสร็จในช่วงกลางวันและช่วงเลิกเรียนทันที) เลือกเรียนช่วงกะเช้าและทำงานช่วงกะบ่ายในลักษณะไม่เต็มวัน กู้เงินศึกษาเล่าเรียน หรือหาญาติผู้ใหญ่ช่วยสนับสนุนเงินทองในการเรียน ถ้าเกิดจากสาเหตุตนเองต้องมีระเบียบวินัย จัดเวลาการอ่านและวิธีการเรียนเสียใหม่ ทำโน้ตย่อเพื่อทบทวนเนื้อหาตั้งแต่เปิดเทอม สอบถามวิธีการศึกษาจากเพื่อนหรือคนอื่นที่เรียนเก่ง ถ้าวิกฤติการเรียนเกิดขึ้นแล้ว การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าคือ ตั้งสติสัมปชัญญะให้ดี อย่าให้อารมณ์เศร้าหมองเข้าครอบงำจิตใจนานเกินไป หากต้องเรียนซ้ำชั้นถือว่าเป็นบทเรียน กรณีที่ต้องกลับมาแก้เกรดการเรียนเพื่อไม่ให้ถูกรีไทร์ ต้องวางแผนให้ดี กำจัดสาเหตุต่างๆ ที่ทำให้การเรียนตกต่ำ ขยันและอดทนเท่านั้นจึงจะประสบความสำเร็จในเรื่องการเรียน

วิกฤติ ความรักหมายถึง ความผิดหวังและเศร้าเสียใจจากความรัก เกิดอาการอกหัก ไม่สมหวัง รักคุดสาเหตุเกิดจากถูกปฏิเสธหรือแฟนขอเลิก บางคนยอมรับไม่ได้ ถึงกับร้องไห้คร่ำครวญ จิตใจเศร้าหมอง ตัดไม่ขาดจากคนรัก หรือถูกหลอกลวงจนต้องเข้าโรงพยาบาลจิตเวชเพื่อบำบัดอาการโรคประสาทหรือเจ็บ ช้ำน้ำใจ เคียดแค้น ต้องไปทำร้ายร่างกายอีกฝ่ายหนึ่ง ทำให้เสียโฉมหรือเสียชีวิต ต้องติดคุกตะราง ชดใช้เวรกรรมของตนเองการควบคุมไม่ให้เกิดวิกฤติความรัก ต้องมีสติสัมปชัญญะ ไม่หลงใหลไปกับความหล่อหรือความสวยงาม ไม่เป็นคนเจ้าชู้ เห็นใครก็ชอบและนึกรักไปหมด อาจเกิดความหึงหวงของอีกฝ่ายหนึ่ง เข้าทำร้ายตนเอง หากมีใครมาจีบต้องพิจารณาดูเสียก่อน ลักษณะนิสัยใจคอและพฤติกรรมเป็นอย่างไร (การใช้ความรักเพื่อเปลี่ยนแปลงอีกฝ่ายหนึ่งหรือการสาบานว่าจะไม่แสดง พฤติกรรมเลว จะดีกับตนเองเท่านั้น เป็นเรื่องไม่จริง ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงคนอื่นได้ อย่าเข้าใจผิดเด็ดขาด) อาชีพอะไร (ถ้าเป็นนักเรียนไม่ควรมีแฟนเด็ดขาด ส่วนนิสิตนักศึกษา คบเป็นเพื่อนดูนิสัยใจคอและเข้ากันได้หรือไม่เท่านั้น ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ต่อกัน อย่าคิดว่าป้องกันไม่ให้ท้องได้ อาจมีปัญหาต้องทำแท้งหรือลาออกจากการศึกษามาเลี้ยงดูลูก หรือในภายหลังเกิดการเลิกรากัน อีกฝ่ายอาจไม่ยินยอมเพราะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง ต้องตายกันไปข้างหนึ่ง กลายเป็นเรื่องพิษรักแรงหึงในหน้าหนังสือพิมพ์) เมื่อเหตุการณ์วิกฤติความรักเกิดขึ้น ตนเองต้องกล้าหาญในการเผชิญกับปัญหาและพยายามแก้ไขให้เบาบางลง ทั้งสองฝ่ายต้องรับผิดชอบร่วมกัน ถ้าฝ่ายชายปฏิเสธ อย่าผลักภาระไปให้คนอื่นหรือสังคม (ตนเองจะเกิดความรู้สึกผิดและเกิดภาพหลอกหลอนไปชั่วชีวิต) เช่น ทำแท้ง คลอดลูกแล้วทิ้งตามโรงพยาบาล ถังขยะและสถานที่ลับตาคน เป็นต้น สิ่งแรกที่ต้องทำคือถ้าตนเองอายุน้อย อยู่ในวัยศึกษา ในระยะสั้นต้องปรึกษาและขอความช่วยเหลือจากพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่หรือผู้ปกครองที่เคารพนับถือ มีความเมตตา ปรารถนาดีต่อตนเอง หากหมดที่พึ่งจริงๆ ต้องขอความอนุเคราะห์จากมูลนิธิเด็กและสตรี ในระยะยาวต้องฝึกอาชีพและหางานทำโดยสุจริต เพื่อไม่ให้ตนเองและลูกเดือดร้อนจากค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ถ้าพ่อแม่และผู้ปกครองสนับสนุนให้เล่าเรียนต่อไป ต้องไม่ทำผิดซ้ำอีก รับผิดชอบเลี้ยงดูบุตรในภายหลังเมื่อทำงานได้แล้ว

วิกฤติ ครอบครัวหมายถึง ความทุกข์แสนสาหัสจากบุคคลใกล้ชิด อาจเกิดจากครอบครัวเดิมหรือครอบครัวใหม่ เช่น พ่อแม่ พี่น้อง สามีภรรยา ลูกชายหญิง มีหลายสาเหตุมากมายในการไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน ยิ่งอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่หรือทำงานร่วมกันแบบกงสี (ร่วม กันทำงานธุรกิจครอบครัวเดิมของพ่อแม่ ใช้แรงงานและมันสมองระหว่างพี่น้อง พี่เขย น้องเขย พี่สะใภ้ น้องสะใภ้) ความแตกต่างระหว่างนิสัยใจคอ ความเห็นแก่ตัว ย่อมเป็นปัญหาเกิดการทะเลาะวิวาทจนใหญ่โตสามีภรรยามีชู้ นอกใจไปมีคนอื่น หรือลูกติดยาเสพติด การพนัน ท้องในวัยเรียน ท้องก่อนแต่งงาน สารพัดปัญหาจนยากจะแก้ไข หลายรายเกิดความเครียดสะสม หาทางแก้ไขไม่ได้ มักหาทางออกด้วยวิธีการรุนแรง การควบคุมวิกฤติครอบครัว ถ้าเป็นครอบครัวใหญ่ ต้องแยกออกมาปลูกบ้านในบริเวณใกล้เคียง อย่าอยู่ร่วมกัน เพื่อสามารถดูแลซึ่งกันและกันได้ อาจต้องแยกอาชีพออกมาทำเอง ไม่เข้าร่วมในกงสีก่อนแต่งงาน ภายในครอบครัวตนเองต้องสร้างความอบอุ่นขึ้น สอนลูกทุกคนเป็นคนดี เป็นต้นแบบที่ดีให้กับลูก ฝึกฝนลูกรับผิดชอบในหน้าที่ตนเองและสร้างบรรยากาศความสามัคคีผ่านกิจกรรม ร่วมกันในครอบครัว พ่อแม่ต้องแบ่งเวลาการทำงานและดูแลเลี้ยงลูก กลับบ้านเป็นเวลา หาเวลาทำอาหารร่วมกันหรือออกไปรับประทานนอกบ้านในวันหยุดสัปดาห์ วันเกิดของสมาชิกครอบครัว วันครบรอบแต่งงาน ประพฤติตนเองสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ก็เป็นภูมิคุ้มกันให้สมาชิกในครอบครัว ถ้าเหตุการณ์เกิดขึ้นจนเกินแก้ไข อยู่ด้วยกันไม่ได้จริงๆ สามีภรรยาต้องตกลงกันด้วยสันติวิธี ไม่ปล่อยให้อารมณ์โกรธเข้าครอบงำ อย่างน้อยคิดถึงอนาคตของลูก ไม่คิดสั้นทำร้ายอีกฝ่ายหนึ่งจนบาดเจ็บ พิการ หรือเสียชีวิต ทุกปัญหาแก้ไขได้ ต้องใช้ความอดทน ลดละเลิกทิฐิ การยึดมั่นตนเอง ค่อยๆ ใช้สติปัญญาแก้ไขปัญหาทีละอย่าง อย่านำปัญหาทุกเรื่องมารวมกันจนรู้สึกว่าซับซ้อนยุ่งยาก ปัญหาไหนแก้ไขได้ด้วยตนเองต้องรีบทำทันที บางปัญหาแก้ไขเบาบางลงได้จนไม่เกิดวิกฤติในครอบครัวต้องรีบทำเช่นกัน ปล่อยให้เวลาผ่านไปจะกลับมาเป็นปรกติ ส่วนปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ต้องตกลงด้วยความไม่รุนแรง การหย่าขาดจากกันเป็นวิธีขั้นตอนสุดท้าย (ต้องแน่ใจจริงๆ ไม่ใช่คิดไปเองว่าอยู่ด้วยกันไม่ได้และไม่มีวิธีการแก้ไขอย่างอื่น) หลายคนคิดว่าการหย่ากันเป็นเรื่องไม่ดี ทำให้ลูกมีปัญหาได้ แต่ถ้ามีแนวโน้มว่าการอยู่ร่วมกันต่อไปจะเกิดความรุนแรง ตบตี ทำร้ายบาดเจ็บ และถึงแก่ความตาย การเลิกราและหย่าขาดจากสามีภรรยาถือว่าเป็นแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ไม่จำเป็นต้องให้ญาติผู้ใหญ่หรือบุคคลที่เคารพนับถือมาไกล่เกลี่ยอยู่ด้วย กันต่อไป

วิกฤติ การทำงานหมายถึง การไม่ประสบความสำเร็จในตำแหน่งและหน้าที่การงาน ถูกลดตำแหน่ง ถูกย้ายไปทำหน้าที่อื่นที่ต่ำต้อย โดนลดเงินเดือน ไม่จ่ายค่าจ้างและเงินเดือนหรือถูกบีบบังคับออกจากงาน ไม่มีเงินใช้จ่ายในแต่ละวัน นอกจากนี้ความเครียดจากการทำงาน การถูกกดดันจากหัวหน้างาน การกลั่นแกล้งและลงโทษโดยไม่เป็นธรรมก็ทำให้ตนเองรู้สึกเดือดร้อนและเป็น ทุกข์ทรมานสาเหตุคือก่อนเข้าทำงานที่ไหน ไม่ได้สำรวจว่าองค์กรนั้นมีค่านิยมและวัฒนธรรมชนิดใด เหมาะกับลักษณะนิสัยและจริตของตนเองหรือไม่ ยิ่งเป็นองค์กรขนาดใหญ่ ไม่ว่าภาครัฐและภาคเอกชน การวิ่งเต้นและหาเงินเข้าพรรคการเมืองกลายเป็นเรื่องปรกติ ใช้วิธีการสร้างความสัมพันธ์เส้นสายและผลประโยชน์ร่วมกัน(Political connection) ระบบอุปถัมภ์ค้ำจุนทำให้คนดีและคนเก่งไม่อยากอยู่ในระบบ การไม่สร้างแรงจูงใจและทำลายระบบคุณธรรม (Merit system)ถ้า เป็นองค์กรจะไม่เจริญเติบโต มีการคอรัปชั่นในระบบ ไม่มีใครอยู่เพื่อสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ขึ้นในองค์กรเพราะขาดแรงจูงใจและเส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพ (Career path)หาก เป็นวัฒนธรรมของประเทศชาติ ประชาชนส่วนใหญ่เริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย ไม่มีความรักชาติและความสามัคคี ทำให้คนมีความรู้ความสามารถสมองไหลไปอยู่ประเทศที่เจริญแล้ว การควบคุมวิกฤติการทำงานคือปรับปรุงวิธีการทำงานของตนเองให้ดีขึ้น บางครั้งการนำเสนอผลงานตนเองให้ผู้บริหารรับรู้เป็นสิ่งที่ต้องกระทำ การรู้จักผู้ใหญ่ไม่ใช่เรื่องเสียหายโดยเฉพาะผู้บริหารของตนเองและสูงสุดของ องค์กร มีหลายท่านยังมีคุณงามความดีอยู่บ้าง เลือกบางท่านที่เข้ากับนิสัยและจริตของตนเอง เมื่อวิกฤติการทำงานเกิดขึ้น ต้องรู้จักปล่อยวาง ค้นหาวิธีการให้อารมณ์ผ่อนคลาย อย่าให้ความเครียดสะสมและอย่าให้ลุลามจนต้องลาออกจากหน้าที่การงาน กลายเป็นคนตกงานหรือไม่มีเงินเพียงพอในการดำรงชีพเป็นการซ้ำเติมปัญหาจนยุ่ง ยากมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อวิกฤติการทำงานเกิดขึ้น อาทิ เกิดความเครียดในงานเพิ่มขึ้นจนต้องเข้าโรงพยาบาล ต้องถามตนเองก่อนว่าเกิดจากเราเองหรือเปล่า ปัญหาเยอะหรือเราแก้ไขปัญหาในงานไม่ได้ พยายามทำตัวเองเสมือนกับเป็นเจ้าขององค์กรหรือไม่ ปัญหาบางอย่างต้องทำงานเป็นทีม ส่วนใหญ่ลาออกจากงานเพราะความเบื่อหน่ายมากกว่า อ้างว่าบริษัทหรือองค์กรมีแต่คนไม่ดี โกงกินทุกคน พวกนี้ถือว่าวุฒิภาวะต่ำ ลาออกมาอยู่บ้านเฉยๆ หรือทำการค้าเล็กน้อย ไม่มีเป้าหมายในชีวิต ในที่สุดไปไม่รอด ทำให้ชีวิตตนเองตกต่ำและมีหวังอดตาย ถ้าอายุน้อยคิดว่าองค์กรที่ทำอยู่ไม่เหมาะกับตนเอง อาจลาออกไปอยู่บริษัทอื่นหรือตำแหน่งอื่นที่มีผู้บริหารเข้ากันได้กับลักษณะ นิสัยและจริตตนเอง แต่ถ้าโดนออกจากงานกะทันหัน ต้องรีบหางานใหม่ทันทีโดยไม่เกี่ยงงาน อาจติดต่อเพื่อนฝูง คนรู้จักกัน และญาติพี่น้องให้ช่วยฝากงานทำ หากปล่อยเนิ่นนานไปอาจลุกลามเป็นปัญหาวิกฤติของครอบครัวได้

วิกฤติ การเจ็บป่วยหมายถึง การล้มป่วยลงด้วยโรคร้ายแรงอย่างกะทันหัน โรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาหายขาดได้ หรือได้รับบาดเจ็บ พิการ อัมพาตจากอุบัติเหตุ เกิดความทุกข์ทรมานกายและจิตใจ สาเหตุคือการไม่รักษาสมดุลในเรื่องการทำงาน อาหารการกิน การพักผ่อน และการออกกำลังกาย ใช้ชีวิตแบบเหลวไหล ดื่มเหล้าและสูบบุหรี่จัด เที่ยวกลางคืน นอนดึกและตื่นเช้า กินอาหารไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย กินบ้างไม่กินบ้าง และกินอาหารไม่ตรงต่อเวลา นานวันร่างกายเริ่มทรุดโทรม ป่วยกระเสาะกระแสะ ต้องกินยาตลอดเวลา หรือร่างกายทนไม่ไหว ล้มป่วยทันที กลายเป็นโรคร้ายที่ยากเยียวยา การควบคุมต้องหมั่นรับประทานอาหารเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย กินอาหารครบ 5 หมวด หมู่ หลีกเลี่ยงประเภทอาหารปิ้งย่าง หมักดองและเก็บไว้เนิ่นนาน หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอรักษาสุขภาพจิตผ่องใส มองโลกในด้านบวกทำให้ชีวิตเป็นสุข ควบคุมตนเองไม่ให้กลายเป็นคนโลภ โกรธ และหลงมากเกินไป ฝึกจิตใจให้สงบโดยการนั่งสมาธิให้เกิดสติสัมปชัญญะและปัญญา เมื่อเกิดวิกฤติการเจ็บป่วยต้องทำใจยอมรับกับความสูญเสีย หรือความเจ็บป่วยทางกายให้ได้ จิตใจเป็นสิ่งเดียวที่ต้องเข้มแข็ง หาหนังสือธรรมะ หนังสือให้กำลังใจ และหนังสือโรคภัยไข้เจ็บที่เป็นอยู่มาอ่าน ทำความเข้าใจและปฏิบัติตนเองเพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วย ทำตามคำแนะนำของแพทย์ผู้รักษา กินยาให้ครบและตรงเวลาตามแพทย์สั่ง ถ้าเป็นโรคร้ายแรง มีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน ให้เขียนพินัยกรรมเรียบร้อย จัดการเรื่องส่วนตัวที่ยังไม่ได้ทำให้สำเร็จลุล่วงเพื่อหมดห่วงและคลายกังวล ใจ ต้องรักษากาย วาจาและใจให้ดี หมั่นเจริญมรณานุสติและปลงสังขารว่าทุกคนเกิดมาต้องตาย เกิดความสบายใจตลอดเวลา เป็นการเตรียมตัวก่อนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

วิกฤติ ทางเศรษฐกิจหมายถึง ภาวะผิดปรกติที่เกิดจากความผันผวนของภาคการเงินและธุรกิจ เป็นทั้งภูมิภาคหรือลุกลามไปทั่วโลก ส่งผลกระทบทำให้สถานบันการงานถูกควบรวมกิจการ บริษัทห้างร้านปิดตัวลง ธุรกิจล้มละลาย ประชาชนตกงาน อัตราการว่างงานสูง ถูกยึดบ้าน ที่ดิน รถยนต์ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ  การลงทุนติดลบ หุ้นตกต่ำ เงินลงทุนไหลออกนอกประเทศ ภาคอสังหาริมทรัพย์กระทบหนัก ค่าเงินอ่อนลงมาก อัตราการแลกเปลี่ยนผันผวน การส่งออกมีปัญหา ประชาชนแห่ถอนเงินจากธนาคาร ความเชื่อมั่นเศรษฐกิจของประเทศตกต่ำ รัฐบาลต้องกู้เงินจากสถาบันการเงินโลก เพื่ออัดฉีดเงินเข้าไปในระบบการเงินและธุรกิจให้เศรษฐกิจพลิกฟื้นขึ้นมา ต้องใช้เวลานานหลายปี ประชาชนเดือดร้อนทุกข์ทรมาน สาเหตุคือการทุจริตของกลุ่มบุคคลในภาคการเงินและธุรกิจ สร้างภาพหลอกลวงประชาชนว่าได้กำไรคุ้มค่า เกิดการซื้อหลักทรัพย์หนี้เน่าผ่านวาณิชธนกิจทางการเงิน เช่น กองทุนรวม ตราสารหนี้ เป็นต้น เกิดการโจมตีค่าเงินของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ (Hedge Funds) เปิด เสรีทางการเงิน หรือนโยบายผิดพลาดของรัฐบาล การควบคุมทำได้ยาก ตนเองมีหน้าที่การงานมั่นคง ต้องใช้จ่ายประหยัดเพื่อมีเงินออมในยามขัดสน ถ้าเป็นนักธุรกิจต้องกระจายความเสี่ยง มีวินัยการเงิน ไม่ก่อหนี้จำนวนมาก และไม่ลงทุนในธุรกิจมีความเสี่ยงสูง แต่ให้ผลตอบแทนดี เมื่อวิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้น ทุกคนลำบากไปหมด ลูกจ้างอาจโดนลดค่าจ้างและเงืนเดือน ถ้าเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตต้องอดทนสู้ต่อไป กรณีถูกเลิกจ้าง กลายเป็นคนตกงาน ต้องตั้งสติสัมปชัญญะให้ดี อย่าร้องไห้ฟูมฟาย มองหาหนทางอื่นที่ดีกว่า อาจต้องขายทรัพย์สินมีค่าเพื่อเป็นทุนรอนค้าขายในสิ่งจำเป็นในการดำรงชีพ หรือสินค้ามีความต้องการสูง ถ้าป็นนักธุรกิจควรเจรจากับเจ้าหนี้ หาทางผ่อนชำระ มองหาธุรกิจเสริมมาช่วยพยุงกิจการ ควรเป็นประเภทธุรกิจกระแสเงินสด แม้ว่ามีผลกำไรน้อย แต่ยั่งยืนช่วยให้ธุรกิจหลักรอดพ้นช่วงวิกฤติไปได้

วิกฤติ ทางการเมืองหมายถึง เหตุการณ์ที่บ้านเมืองมีความขัดแย้งรุนแรง แบ่งออกเป็นสองฝ่ายหรือหลายกลุ่ม ส่วนใหญ่เป็นการแย่งชิงอำนาจ ผลประโยชน์ ไม่ยอมรับกติกาของบ้านเมือง พยายามชักจูงมวลชนเข้ามาอยู่ข้างเดียวกับตนเอง ถ้ามีกองกำลังทหารอาจเกิดสงครามกลางเมือง มีการประท้วงก่อม็อบต่อต้านรัฐบาล ฝ่ายที่ถูกต่อต้านได้สร้างม็อบออกมาสนับสนุนตนเอง ม็อบทั้งสองกลุ่มมีโอกาสออกมาปะทะ ต่อสู้และไล่ทำร้ายกัน เกิดความวุ่นวายจลาจล มีการปฏิวัติรัฐประหาร ยึดอำนาจรัฐบาล และประกาศกฏอัยการศึก สาเหตุคือความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นจากพรรคการเมืองสองกลุ่มหรือรวมกัน หลายกลุ่ม แต่แบ่งออกเป็นสองฝ่ายเท่านั้น อำนาจบารมีทัดเทียมกัน ต้องการมีบทบาทและยึดอำนาจรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว กระทำทุกอย่างเพื่อล้มล้างกัน ตั้งแต่การออกเสียงเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย การเล่นนอกกติกา ก่อม็อบประท้วง เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ จ้องล้มรัฐบาลโดยอ้างว่าขาดความชอบธรรม ไปจนถึงใช้กองกำลังทหารของตนเองรบพุ่งกับอีกฝ่ายหนึ่ง การควบคุมเป็นไปได้ยาก ผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มแกนนำมักมีจิตวิทยามวลชน ใช้วาจาปลุกเร้าอารมณ์ประชาชนให้คล้อยตามด้วยเหตุผลต่างๆ นานา ทุกคนทำได้เพียงไม่ไปสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ร่วมมือกันเป็นกลางและแสดงออกอย่างกว้างขวางไม่เอาความขัดแย้งประเทศชาติขาด ความเชื่อมั่น ไม่มีใครกล้ามาลงทุนหรือเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศจลาจลวุ่นวายกลุ่มที่ ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือนักธุรกิจ ต้องรวมตัวออกมาเรียกร้องทุกกลุ่มการเมืองกลับเข้าไปเล่นตามระบอบ ประชาธิปไตย เข้าไปอภิปรายในสภาอย่างสร้างสรรค์ หลายครั้งการโต้เถียงนอกสภา ทำให้อารมณ์ขุ่นมัวและโกรธกริ้ว ยึดถือเหตุผลข้างฝ่ายตนเองเป็นหลัก โทษฝ่ายตรงข้ามไม่ดี ลงท้ายไม่ทราบว่าตีกันด้วยสาเหตุใด เป็นประชาชนเชื้อชาติเดียวกันทั้งนั้นเมื่อวิกฤติการเมืองเกิดขึ้น ถ้าอยู่ในสมรภูมิของความขัดแย้งต้องอพยพไปอยู่ที่อื่นชั่วคราว อาจโดนลูกหลงได้รับบาดเจ็บ พิการ หรือเสียชีวิตได้ ถ้ามีธุรกิจประเภทห้างร้าน ห้างสรรพสินค้า โรงแรม ต้องมีการทำประกันความเสียหายโดยรวมถึงการจลาจล ก่อการร้าย และอัคคีภัย กรณีที่เป็นย่านก่อม็อบและความรุนแรงสูง เกิดขึ้นเป็นประจำ ต้องอพยพและขายกิจการไปอยู่ย่านทำเลอื่น เนื่องจากเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้

วิกฤติ ทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมายถึง ภัยพิบัติจากธรรมชาติและมลภาวะสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝันเป็น เรื่องกะทันหัน เกิดความเสียหายใหญ่โตมหาศาล ถ้ารัฐบาลทราบเหตุการณ์จะเกิดขึ้น มีการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าให้ประชาชนเตรียมพร้อมและอพยพทันท่วงที อาทิ น้ำท่วม สึนามิ ฝนตกหนัก แผ่นดินไหว การรั่วไหลของกัมตภาพรังสี สาเหตุมีหลายปัจจัยทั้งน้ำมือมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงของดิน ฟ้า อากาศ เกิดภาวะโลกร้อน การทดลองอาวุธนิวเคลียร์ ขยะจากอุตสาหกรรมเคมีและอิเล็คทรอนิค น้ำทิ้งเน่าเสียของโรงงานอุตสาหกรรม การควบคุมทำได้ยาก นอกจากปฏิบัติตามคำเตือนของหน่วยงานภาครัฐหรือไม่อยู่ในย่านทำเลที่คาดว่าจะ เกิดภัยพิบัติธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หลีกเลี่ยงแหล่งเสื่อมโทรมหรือความหายนะที่อาจเกิดขึ้น เมื่อวิกฤติประทุขึ้น ความเสียหายรุนแรงเป็นบริเวณกว้าง ผู้คนล้มตายจำนวนมาก ขาดแคลนสิ่งจำเป็นในการดำรงชีพและเกิดโรคระบาดตามมา การรับมือดีที่สุดคืออพยพหนีไปอยู่กับญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง หรือบุคคลที่เคารพเชื่อถือได้ ไม่อยู่ในบริเวณหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัดได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ

วิกฤติ ทางเชื้อชาติและศาสนาหมายถึง ความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในกลุ่มประชาชนอันเนื่องมาจากเชื้อชาติและศาสนา ต่างลุกฮือขึ้นทำร้าย เผาบ้าน และฆ่ากันตาย เกิดจลาจลวุ่นวายทั้งเมือง รัฐบาลกลางต้องส่งทหารเข้าไปควบคุมสถานการณ์จนกว่ายุติความรุนแรง บางครั้งความรุนแรงนำไปสู่การต่อสู้แบบกองโจรเพื่อแบ่งแยกดินแดนและประเทศ ต้องต่อสู้รบพุ่งกันเป็นเวลานานหลายปี ผู้คนล้มตายลงเป็นจำนวนมาก สาเหตุคือไม่มีเสรีภาพในการนับถือศาสนา ดูถูกและกีดกันเชื้อชาติของชนกลุ่มน้อย ทำให้รู้สึกว่าโดนกลั่นแกล้ง ถูกปฎิบัติอย่างไม่ทัดเทียมกัน เป็นพลเมืองที่ต่ำต้อยกว่าคนทั่วไป ความเคียดแค้นจึงระเบิดออกมาในรูปของการต่อสู้ในทุกรูปแบบ ต้องการแบ่งแยกดินแดนปกครองตนเอง การควบคุมคือต้องสร้างกระแสความร่วมมือร่วมใจผ่านกิจกรรมและโครงการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อชนกลุ่มน้อย รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณช่วยเหลือด้านการศึกษา ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม พิธีกรรมทางเชื้อชาติและศาสนา ไม่ทำในลักษณะลูบหน้าปะจมูก ต่อหน้าทำอย่างหนึ่งและลับหลังกระทำอีกอย่างหนึ่งเมื่อวิกฤติเริ่มเกิดขึ้น ต้องอพยพหลบหนีทันที ไม่รอคอยให้ความรุนแรงขยายตัวเป็นวงกว้าง อาจโดนลูกหลงและเป็นเหยื่อแห่งความเคราะห์ร้าย

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=587235

พี่สองน้อง: ตอนที่ 16 ตีนผี

ตีนผี

ข่าวการเกิดอุบัติเหตุเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พศ.2556 รถกระบะพุ่งชนต้นไม้ใหญ่ บริเวณถนนสายที่ 129 อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ มีผู้เสียชีวิตทันที 18 ศพ บาดเจ็บ 7 คน ค้นในตัวผู้ขับขี่ที่เสียชีวิตชาย อายุ 24 ปี พบยาบ้า 1 เม็ด ตำรวจสันนิษฐานว่าคนขับหลับในช่วงขับรถตอนกลางคืน และขนแรงงานต่างชาติอัดแน่นกันหลังรถกระบะ ถือว่าเป็นอุบัติเหตุครั้งร้ายแรง มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากในที่เกิดเหตุ รถกระบะคันดังกล่าวขับมาจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าไปสู่จังหวัดอุบลราชธานี เส้นทางดังกล่าวเคยเกิดอุบัติเหตุโศกนาฏกรรมนับครั้งไม่ถ้วน เกิดในเวลาใกล้เคียงกันโดยไม่มีมาตรการป้องกันจากภาครัฐ โดยเฉพาะแถบอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี อำเภอปากช่องและอำเภอเนินสูง จังหวัดนครราชสีมา และเส้นทางถนนมุ่งเข้าสู่จังหวัดบุรีรัมย์ มีการขับขี่เร็วมาก ทั้งที่บางเส้นทางเป็นเนินเขาสูง ต้องขับรถอย่างระมัดระวัง ยิ่งมีฝนตกและเส้นทางถนนมืดมาก อุบัติเหตุด้วยความประมาทจึงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง นำความสูญเสียมากมาย ทั้งชีวิตและทรัพย์สินมาสู่ประชาชนผู้เคราะห์ร้าย ผู้รับผิดชอบกลับปล่อยปละไม่สนใจ แม้แต่รถทัวร์สองชั้น รถบรรทุกสิบล้อ มักเกิดการชนกันบ่อยครั้ง ไม่ว่าช่วงกลับรถหรือขับรถเสียจังหวะ พุ่งเหินมาชนรถที่วิ่งเลนฝั่งตรงข้าม ไม่มีการคัดเลือกและฝึกอบรมให้พนักงานขับรถมีวินัยในการขับขี่ ไม่ขับด้วยความเร็วสูงและประมาท ไม่ดื่มเครื่องมึนเมาหรือกินยาเสพติด มีการพักผ่อนนอนหลับเพียงพอ ภาครัฐต้องเข้ามาสอดส่องและเข้มงวดภาคเอกชนให้คำนึงถึงความปลอดภัยในขณะขับ รถโดยสารและขนส่งบรรทุก ไม่มุ่งหาแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว ถ้าสังคมส่วนรวมยังเดือดร้อนจากความเห็นแก่ตัว ไม่ช่วยกันบรรเทาทุกข์ความเดือดร้อนและความปลอดภัยบนท้องถนน ความสูญเสียและความเสียหายอาจย้อนมาสู่ตนเองและญาติพี่น้องก็ได้ ดังนั้นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับความปลอดภัยบนท้องถนน ไม่ว่าในเมือง ชานเมือง และต่างจังหวัด ต้องร่วมกันแก้ไขปัญหา ไม่ปล่อยให้เหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกจนยากเยียวยา

สาเหตุหลักนอกจากผู้ขับขี่แล้ว สาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งและมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก คือ สภาพรถยนต์ใช้งานนานเกินไป ไม่มีการบำรุงรักษาและตรวจสอบตามระยะการใช้งานทั้งอะไหล่ น้ำมันหล่อลื่นและยางล้อ จึงทำให้มีปัญหาเรื่องระบบเบรกไม่อยู่ ล้อลื่นไถลขณะมีฝนตกหรือน้ำเจิ่งนองบนท้องถนน แม้แต่โครงสร้างความปลอดภัยของตัวรถ อาทิ รถทัวร์สูงสองชั้นมีโอกาสพลิกคว่ำได้ง่าย การใช้แก๊สเป็นพลังงานขับเคลื่อน ถ้าถูกชนด้านหลังหรือส่วนท้ายของรถอาจเกิดการระเบิดไฟไหม้ ผู้โดยสารชั้นบนลงมาไม่ได้และถูกไฟครอกเสียชีวิต จึงควรมีเส้นทางหรือบันไดลงมาจากชั้นสองเพียงพอกับคนจำนวนมาก ไม่กลายเป็นผู้เคราะห์ร้ายต้องมาสังเวยกับความประมาทเลินเล่อของผู้ขับขี่ การไม่เอาใจใส่ของเจ้าของรถ บริษัทเอกชนผู้รับสัมปทาน และหน่วยงานภาครัฐ

การขับรถมอเตอร์ไซด์ ถีบรถจักรยานในตัวเมืองหรือเมืองหลวง ก็เคยมีอุบัติเหตุจากผู้ขับขี่รถยนต์ รถบรรทุกคันใหญ่เบียดหรือเฉี่ยวชนจนมีคนได้รับบาดเจ็บเสียชีวิตนับครั้งไม่ ถ้วน บางครอบครัวอยู่ในหมู่บ้านลึกเข้าไปในซอย ไม่มีรถโดยสารสองแถวเข้าไปถึงบ้าน จึงนิยมซื้อรถมอเตอร์ไซด์ให้กับลูกชายวัยรุ่นไว้ขับขี่เข้าออกในหมู่บ้าน วัยคึกคะนองบวกกับความกล้าบ้าบิ่นจึงทำให้บางบ้านสูญเสียลูกชายไปหมดสิ้นจาก อุบัติเหตุบนท้องถนน

การขับมอเตอร์ไซด์ต้องระวัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเวลาเลี้ยวรถเข้า/ออกซอยและเลี้ยวกลับรถกระทันหัน อาจมีรถพุ่งสวนทางตรงขึ้นมาด้วยความเร็วสูง บางครั้งคนขับมอเตอร์ไซด์คิดว่าพ้นแล้ว แต่เนื่องจากรถตนเองเพิ่งขึ้นเกียร์ต่ำ ความเร็วรถไม่ทันพวกตีนผีที่ขับรถเร็วขึ้นมา ส่วนใหญ่ถูกชนอย่างจังและเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ หรือกลางคืนมืดมาก คาดการณ์ระยะทางไม่ถูก มองเห็นว่าอยู่ไกล แต่พอขยับรถออกไปอยู่กลางถนนก็ถูกชนเอาได้ หรือแม้แต่มองแล้ว ไม่เห็นรถคันใดอยู่ในสายตา พอขับออกไปก็มีรถตีนผีพุ่งมาจากไหนไม่ทราบ ความเร็วแบบติดจรวด พุ่งชนเอาได้เช่นเดียวกัน ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซด์ต้องมองแล้วมองอีกว่าปลอดภัยจริงๆ บางครั้งมองไม่เห็น แต่เสียงมาก่อนก็ต้องหยุดชะงัก ไม่ขับออกไปกลายเป็นโศกนาฎกรรม แม้แต่ในต่างจังหวัด ถนนสองเลนสวนทางกันและเป็นเนินสูง เวลามอเตอร์ไซด์จะเลี้ยวเข้าซอยซึ่งไปค้างอยู่กึ่งกลางเนิน อาจถูกรถคันอื่นที่วิ่งสวนทางมาพุ่งชนเอาได้ เนื่องจากคนขับมองไม่เห็นและเป็นถนนเนินสูงกำลังลาดลงต่ำพอดี หรือรถมอเตอร์ไซด์กำลังเลี้ยวออกจากบ้าน/ซอย/โรงงาน/อาคารสถานที่ซึ่งติดถนน สองเลน รถวิ่งสวนทางกัน ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ อาจมีรถตีนผีขับกินเลนถนนเข้ามาหรือพยายามแซงรถคันอื่นขึ้นมาข้างหน้า เมื่อมอเตอร์ไซด์ขับเลี้ยวออกมาอาจถูกชนเต็มแรงได้

  เคยมีข่าวคราวนักถีบจักรยานคู่สามีและภรรยาชาวอังกฤษ ตั้งใจปั่นจักรยานไปรอบโลก พอมาถึงเมืองไทยต้องมาประสบเคราะห์กรรม ถูกรถกระบะตีนผีพุ่งชนเสียชีวิตทั้งคู่ เป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลกว่าประเทศไทยไม่มีความปลอดภัยบนท้องถนน เป็นข่าวเศร้าสะเทือนใจกับผู้ที่ได้อ่านข่าวทั่วไป สาเหตุเป็นเพราะอะไร ใบขับขี่ได้มาง่ายดายเกินไป ตำรวจจราจรไม่กวดขัน มีการดื่มแอลกอฮอล์หรือกินยาเสพติด ไม่มีใครทราบได้ แต่เหตุการณ์เกิดขึ้นบ่อยครั้งกับผู้ถีบจักรยาน

การขับรถโดยสารประจำทางในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะรถร่วมที่ได้รับสัมปทาน ขับรถรวดเร็วหวาดเสียว กระชากเกียร์และเหยียบเบรกกะทันหัน ผู้โดยสารวัยชราที่ขึ้นมาบนรถหรือก่อนลงอาจล้มคว่ำ ได้รับบาดเจ็บสาหัส แม้แต่นักศึกษาหญิงก็เคยหล่นลงมาเสียชีวิตขณะรถวิ่งเลี้ยวโค้งด้วยความเร็ว สูง ต่อมาจึงมีการรณรงค์และเป็นข้อบังคับให้ปิดประตูอยู่เสมอ เปิดเฉพาะช่วงผู้โดยสารขึ้นและลงป้ายเท่านั้น แต่การขับรถเร็ว จอดไม่ตรงป้าย และจอดกลางถนนยังพบเห็นอยู่เป็นประจำ โดยมีข้ออ้างอยู่เสมอว่าขาดทุนจำนวนมาก ถ้าเป็นข่าวใหญ่โตจึงเรียกผู้ประกอบการมาประชุมซักซ้อมความเข้าใจ และอย่างดีที่สุดคือพักใบอนุญาต พอข่าวคราวเงียบหายก็กลับมาวิ่งกันใหม่ เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้แต่พนักงานผู้ขับรถของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจก็เคยเบรกแตกพุ่งชนป้ายรถเมล์ มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บนับไม่ถ้วน

รถตู้โดยสารที่ได้รับสัมปทาน ขับรถด้วยความเร็วสูงอยู่เสมอ เคยตกทางด่วนหลายครั้ง บางคราวรถตู้ถึงกับไฟไหม้ทั้งคัน ครอกผู้โดยสารเสียชีวิตหลายคน หรือชนกับรถยนต์คันอื่นซึ่งคนขับเป็นวัยรุ่น (ไม่มีใบขับขี่) ผู้โดยสารกระเด็นลอยตกลงมาเบื้องล่าง เสียชีวิตเกือบสิบคน เป็นข่าวเกรียวกราวและเรียกร้องให้ติดเข็มขัดนิรภัยกับเบาะโดยสารทุกที่นั่ง หรือแม้แต่รถตู้เถื่อนที่วิ่งขวักไขว่ หากเกิดอุบัติเหตุก็ไม่มีใครรับผิดชอบ หน่วยงานภาครัฐอ้างว่าลักลอบวิ่งกันเอง ไม่อาจดำเนินการเอาผิดได้ ให้ผู้เสียหายไปฟ้องร้องกันเอง

ผู้โดยสารที่จำเป็นต้องใช้รถสาธารณะจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่หอบหนังสือ สัมภาระมากเกินไปจนไม่มีมือสำหรับยึดเกาะบนราวรถ มีการกดกริ่งทุกครั้งก่อนลงป้าย ไม่รีบร้อนสะดุดขาตนเองหกล้ม หรือพอลงจากรถก็เดินข้ามถนนตัดหน้ารถเมล์ทันที อาจถูกชนทับเอาได้และรถยนต์ที่วิ่งสวนมาชนเข้าเต็มแรง เพราะออกมาในระยะกระชั้นชิด เบรกไม่ทัน คนชราควรเรียกรถแท็กซี่ในกรณีที่ต้องเดินทางหรือให้ลูกหลานไปส่งถึงจุดหมาย ปลายทาง ไม่ไปขึ้นรถเมล์ รถตู้โดยสาร และรถมอเตอร์ไซด์

การขับรถยนต์จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเช่นเดียวกัน มีผู้ขับรถมือใหม่จำนวนมากขับรถไม่เป็น ไม่รู้จังหวะการขับขี่ ขอให้มีพื้นที่ว่างบนถนนก็จะเบียดแทรกเข้าไปในระยะกระชั้นชิด เลี้ยวตัดหน้ากะทันหัน บางครั้งมีการสูญบุหรี่ โทรศัพท์ หรือเล่นโซเชี่ยลมีเดียกับโทรศัพท์มือถือไปพร้อมกัน ทำให้เป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายเหลือเกิน บางรายขับรถมานาน คิดว่าการขับรถปรู้ดปราดไปซ้ายขวาถือว่าเก่งกาจ ขับแบบเห็นแก่ตัว ใครจะเบรกตัวโก่งก็ไม่มีจิตสำนึก ถือว่าเป็นคนขับรถประเภทตีนผี พวกนี้มักชนคนเสียชีวิตทั้งผู้เดินข้ามถนน ขับขี่มอเตอร์ไซด์ ถีบจักรยาน และผู้ขับรถยนต์ด้วยกันเอง จึงต้องหลีกเลี่ยงพวกตีนผี ชะลอความเร็วของรถ ปล่อยให้ขับแซงไปก่อนหรือหยุดเดินไม่ยอมข้ามถนน

ท้องถนนหลายแห่ง ช่วงหัวค่ำมีการเปิดไฟฟ้าข้างถนนสว่างไสว แต่พอตกดึกเงียบสงัดกลับปิดไฟฟ้าหรือมีต้นไม้และกิ่งก้านยื่นยาวออกมาบริเวณ ทางโค้ง ทำให้คนขับรถมองไม่เห็นเส้นทางบนท้องถนน จึงเกิดอุบัติเหตุคนขับตีนผีพุ่งชนคนข้ามถนนและคนขับรถมอเตอร์ไซด์ มีผู้เสียชีวิตด้วยสาเหตุนี้ค่อนข้างมาก

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://writer.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=587235

พี่สอนน้อง: ตอนที่ 15 ครอบครัวอบอุ่น

ครอบครัวอบอุ่น

การมาอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวในชาติปัจจุบัน ถือว่าเคยทำบุญมาก่อนในชาติที่แล้ว ถ้าไม่เคยประสบพบกันมาก่อนในอดีตชาติ ย่อมไม่มีหนทางได้เจอกัน หากเกิดพลาดกันไปหนึ่งร้อยปี หรือห้าสิบปีก็ไม่มีทางมาเป็นพี่น้องในครอบครัวเดียวกัน ตลอดจนมาแต่งงานสร้างครอบครัวใหม่ร่วมกัน การมีครอบครัวอบอุ่นจึงถือว่าสำคัญมาก เป็นการต่อยอดการทำบุญร่วมกันมาก่อน การปฏิบัติให้เกิดคุณงามความดีทั้งกาย (กริยา) วาจา (คำพูด) และใจ (มองในแง่บวก) ช่วยส่งเสริมความสุขสงบขึ้นในครอบครัว นอกเหนือจากวัตถุนิยมและสิ่งของนอกกาย ไม่เป็นบ่อเกิดแห่งการทะเลาะวิวาทและความไม่เข้าใจกัน

พี่น้องในครอบครัวอบอุ่นต้องมีความสามัคคี รักใคร่กลมเกลียว ไม่อิจฉาริษยา พ่อแม่ต้องไม่ลำเอียง รักลูกไม่เท่ากัน ถ้าเป็นครอบครัวคนจีนโบราณ มารดามักรักลูกชายคนสุดท้องมากที่สุด  ไม่ค่อยรักลูกสาวมากนัก ในกรณีมีลูกสองคน  คนโตเป็นผู้ชาย คนเล็กเป็นผู้หญิง ก็จะรักพี่คนโตมากกว่าคนเล็กอยู่ดี อาจเป็นเพราะว่าลูกชายมีความสำคัญสูงสุด เป็นหัวหน้าครอบครัวสืบต่อไป เมื่อผู้เป็นบิดาเสียชีวิตลง เป็นเรี่ยวแรงในการหาเงินเลี้ยงดูมารดาและช่วยเหลือน้องๆ สืบต่อไป ผู้ชายคนจีนจึงแต่งงานนำสะใภ้เข้าบ้าน ส่วนครอบครัวไทยแท้พึ่งพาลูกผู้หญิง มักแต่งงานพาลูกเขยเข้าบ้าน หรือครอบครัวทำงานร่วมกันเป็นกงสี ต้องใช้แรงงานพี่น้องทุกคน ถ้ามีใครแต่งงานก็จำเป็นต้องแต่งงานพาลูกเขยและสะใภ้เข้าบ้าน บางครั้งผู้มาใหม่ไม่อาจเข้ากับครอบครัวเดิมที่เป็นบิดามารดาได้ เมื่อมีการกระทบกระทั่งกัน ใช้อารมณ์เป็นเครื่องตัดสิน การทะเลาะวิวาทย่อมเกิดขึ้น และเกิดโศกนาฏกรรมขึ้นในครอบครัว ฆ่ากันตายเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ก็พบอยู่บ่อยครั้ง เป็นที่โจษจันด้วยความน่าเศร้าเสียใจ ไม่อาจแก้ไขปัญหาส่วนตัวและครอบครัวได้

การทะเลาะวิวาทในพี่น้องครอบครัวเดียวกัน ถ้าเป็นเด็กเล็กถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ยังไม่เติบโตเพียงพอในการใช้สติสัมปชัญญะยับยั้ง บางครั้งชกต่อยทำร้ายกันจนเข้าสู่วัยรุ่นก็มี บิดามารดาต้องคอยอบรมสั่งสอน ดุด่าว่ากล่าวและห้ามปราม เมื่อเหตุการณ์ทำท่าบานปลาย อย่าปล่อยให้ทำร้ายกันจนเลือดตกยางออกโดยเด็ดขาด พอเติบโตขึ้นเข้าสู่วัยหนุ่มสาว การทำร้ายจะไม่เกิดขึ้นแน่นอน เพียงแต่โต้ตอบกันด้วยคำพูดเท่านั้น ถึงกระนั้นบิดามารดาต้องช่วยให้ลูกๆ มีความสามัคคีกัน อาจทำกิจกรรมร่วมกันในวันหยุดโดยให้พี่น้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน หรือแบ่งงานบ้านช่วยกันรับผิดชอบคนละอย่าง ครอบครัวอบอุ่นสามารถเกิดขึ้นได้

สังคมปัจจุบันบาง ครอบครัว นิยมมีบุตรเพียงคนเดียวเนื่องจากปัญหาทางเศรษฐกิจ ค่าครองชีพสูง อาชีพการงานไม่มั่นคง ความเสี่ยงต่อการตกงานและการทำธุรกิจแข่งขันมากขึ้น บิดามารดาไม่ควรเลี้ยงดูลูกแบบคุณหนู ตามใจสารพัดอย่าง และทำทุกอย่างแทนลูกเสียหมด ส่วนใหญ่อ้างว่ารักลูกมาก ใครไม่มีลูกมาก่อนไม่รู้หรอกว่าความรักเป็นอย่างไง ลูกจึงทำอะไรไม่เป็น ขาดความรับผิดชอบมาตั้งแต่เด็ก ไม่มีความมั่นใจตนเอง ต้องพึ่งพาตลอด ไม่มีความขยันและอดทน ฝ่ายบิดามารดาเกิดความเคยชินในการทำให้ลูกตลอดเวลา ถือว่าเป็นการช่วยเหลือด้วยความรัก ใครว่าอย่างไรก็ไม่ฟังเสียงทัดทาน อดไม่ได้ที่ต้องทำต่อไปด้วยความชินชา เมื่อลูกเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ความเป็นเด็กเล็กติดตัวอยู่ตลอดเวลา กายเป็นผู้ใหญ่แต่จิตใจเป็นเด็ก ไม่มีความคิดเป็นของตนเอง ตัดสินใจไม่เป็น เมื่อมีปัญหาก็ใช้วิธีหนีปัญหาเพราะแก้ไขไม่เป็น เวลาแต่งงานมีครอบครัว มักจบลงด้วยการหย่าร้าง โยนภาระการเลี้ยงดูลูกไปให้บิดามารดาหรือพี่น้องคนอื่นแทน ไม่มีความอดทนจึงมักลาออกจากงานกลางคัน โดยอ้างว่าเจ็บป่วยจากความเครียดการทำงาน ต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยๆ ขืนทำงานต่อไปมีหวังต้องตายแน่ๆ เป็นข้ออ้างขุ่นๆ ให้บิดามารดาสงสาร พร้อมกับยกแม่น้ำทั้งห้าว่ามีคนไม่ดีมากมายในที่ทำงาน คดโกงกันสารพัด เพื่อนร่วมงานลาออกกันไปเยอะแล้ว หัวหน้าก็กำลังจะลาออก ตนเองจึงขอลาออกบ้าง (ความจริงคือไม่รู้วิธีแก้ไขปัญหาในการทำงาน เนื่องจากบิดามารดาคอยช่วยเหลือโดยการทำแทนให้ตลอดเวลาตั้งแต่เด็กจนถึง ปัจจุบัน) ทำงานส่วนตัวก็ไปไม่รอด ผลสุดท้ายกลายเป็นเรื่องข่มขู่บิดามารดาว่าเป็นผู้ให้กำเนิด บิดามารดาต้องรับผิดชอบและให้เงินเดือนตนเองไว้ใช้จ่าย ถ้าบิดามารดาชราภาพ ไม่มีรายได้ ก็ต้องโยนภาระให้พี่น้องคนอื่นเลี้ยงดูแทน แต่ถ้าเป็นลูกโทนคนเดียว มีหวังอดตาย เมื่อบิดามารดาไม่มีชีวิตอยู่แล้ว อาจต้องกลายเป็นคนเร่รอนไร้จุดหมาย เป็นเรื่องราวพ่อแม่รังแกฉันให้เล่าสืบกันมา วิธีแก้ไขคือบิดามารดาต้องหยุดนิสัยความเคยชิน ในการช่วยเหลือและทำแทนลูกทุกอย่าง แนะนำให้ลูกคิดเป็นและตัดสินใจเอง หยุดให้เงินลูกใช้จ่ายหรือซื้อของชิ้นใหญ่ตามที่ลูกต้องการ ให้ไปฝึกหัดและประกอบอาชีพเอง ค่อยๆ ฝึกฝนให้ทำด้วยตนเองทุกอย่าง การซื้อสิ่งของต้องมาผ่อนใช้กับบิดามารดาทุกเดือน ถ้าสามารถหาเงินได้เอง ถึงแม้ไม่พอใช้จ่ายก็ต้องไม่ใจอ่อนให้เงินเพิ่มเติม เป็นการฝึกหัดให้รับผิดชอบต่อตนเอง หากบิดามารดายังคอยตามใจและช่วยเหลือในทางผิดเสมอ ลูกคนอื่นต้องช่วยอธิบายและชี้ให้เห็นถึงผลเสียชัดเจนในการทำให้ลูกตลอดเวลา (ส่วนมากเป็นลูกคนสุดท้อง) ทำได้เท่านี้ครอบครัวก็สามารถอบอุ่นได้แน่นอน

ครอบครัวที่ลูกชายหญิงแต่งงานเข้าบ้าน ถ้ามีพื้นที่ในบริเวณบ้านกว้างขวาง ควรปลูกใหม่ขึ้นอีกหลังหนึ่ง แยกครอบครัวออกมาและสามารถดูแลบิดามารดาอยู่ในรั้วเดียวกันได้ หรือถ้าจำเป็นจริงๆ และคิดว่าอยู่ร่วมกันได้ อาจอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน แต่ถ้าเป็นลักษณะทำงานร่วมกันเป็นกงสี ต้องใช้แรงงานในบ้าน การอยู่ในที่เดียวกันต้องมีเรื่องราวกระทบกระทั่งกันระหว่างพี่น้อง ลูกเขย ลูกสะใภ้ หรือบิดามารดาของตนเอง จึงต้องทำความเข้าใจในหมู่พี่น้องให้มากขึ้น ส่วนมากเป็นเรื่องเล็กน้อยจนถึงใหญ่โต ขึ้นอยู่กับแต่ละคนในครอบครัวใหญ่ให้ความสำคัญมากน้อยเพียงใด บางเรื่องเล็กน้อยแต่นำมาเป็นสาระใหญ่โต และบางเรื่องเห็นว่าสำคัญก็ต้องหาทางแก้ไขให้ได้ ช่วยกันระดมความคิดเห็น ก็กลายเป็นเรื่องเล็กได้เหมือนกัน หลายครั้งเรื่องเล็กๆ เกิดจากความเห็นแก่ตัวของคนอื่นหรือแม้แต่ตนเอง การแก้ไขคนอื่นไม่มีทางทำได้ ต้องเริ่มต้นแก้ไขที่ตนเอง ถ้าทำได้ก็จะช่วยแก้ไขปัญหาของครอบครัวใหญ่ได้ ถึงแม้ว่าสาเหตุอาจเกิดจากคนอื่นก็ตาม การแก้ไขปัญหาโดยการเรียกมาคุยร่วมกันก็อาจช่วยได้บ้าง ถ้าไม่ใช่คนอารมณ์ร้อน ไม่ฟังเหตุผล แต่ถ้ามีเหล้าสุรา เบียร์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำลายสติสัมปชัญญะ มีหวังเกิดการทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกายจนถึงเสียชีวิต ผู้ที่แก้ไขปัญหาได้ต้องอาศัยพลังสติสัมปชัญญะและปัญญา อย่าปล่อยให้อารมณ์เข้าครอบครองจิตใจตนเองจนกระทั่งความเครียดสะสม และระเบิดออกมาในวันใดวันหนึ่ง ไม่เป็นประโยชน์สำหรับใคร (ความสะใจก็ไม่มีประโยชน์อันใด นอกจากตอบสนองอารมณ์และความเครียดที่ครอบงำจิตใจตนเอง เป็นมารร้ายที่หลอกหลอนความคิดตนเองว่าเป็นสิ่งถูกต้อง) นอกจากความเศร้าเสียใจในภายหลัง

 การใช้พลังสติสัมปชัญญะและปัญญามีกันทุกคน ขึ้นอยู่กับว่าท่านได้ให้อารมณ์หรือความสงบเย็นเข้าครอบงำจิตใจตนเอง ถ้าไม่เคยชินเราสามารถฝึกหัดกันได้ สิ่งสำคัญคือเปลี่ยนมุมมองโลกในแง่บวกเสียใหม่ ด้วยการเปลี่ยนทัศนคติตนเอง เมตตาต่อผู้อื่นมากขึ้น ลดละความเห็นแก่ตัวน้อยลง ถ้ารู้สึกว่าโกรธไม่พอใจ ท่านต้องระงับอารมณ์ดังกล่าวลง นั่งเงียบๆ ไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น เมื่อผ่านไปสักครู่ใหญ่หรือหลายชั่วโมงตามแต่อารมณ์โกรธหายไป ท่านอาจไปทักทายด้วยน้ำเสียงปรกติต่อผู้ที่ทำให้โกรธ เขาคนนั้นอาจเป็นบิดามารดา สามีหรือภรรยา คู่เขยหรือคู่สะใภ้ อาจซื้อขนมหรือสิ่งของเล็กน้อยมาฝาก ทำได้เท่านี้ก็ทำให้ครอบครัวใหญ่อบอุ่นขึ้นได้

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/dek-d/writer

/view.php?id=587235

พี่สอนน้อง: ตอนที่ 14 ธรรมชาติของมนุษย์

ธรรมชาติของมนุษย์

มนุษย์ ประกอบด้วยร่างกาย จิตใจ ความคิด ความรู้สึก และวิญญาณ การสื่อสารเข้ามาให้เกิดความสุขหรือทุกข์ต้องผ่านประตูทั้งหกคือ หู ตา จมูก กาย ใจ และสัมผัส สิ่งเร้าภายนอกทั้งรูป รส กลิ่น เสียง เล้าโลมเป็นตัวกระตุ้นเร่งเร้าปฎิกริยาทางเคมีของระบบประสาท หากมีความรุนแรงและความถี่ของสิ่งเร้าสูง บวกกับจริตของแต่ละคน การขาดสติยับยั้งจิตใจ ย่อมส่งผลให้เกิดความเดือดเนื้อร้อนใจ ความสุขหรือทุกข์จึงอยู่แค่ปลายเอื้อม ขึ้นอยู่กับการลิขิตชีวิตตนเอง ธรรมชาติของมนุษย์มักไหลลงสู่ที่ต่ำกว่าเสมอ เนื่องจากมีพลังทางเพศคอยผลักดัน ระดับฮอร์โมนปกติในทุกส่วนของร่างกายทำงานสอดคล้องกัน เมื่ออยู่เฉยๆ จะรู้สึกงีบเหงา เบื่อหน่าย อยากมีกิจกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการที่ติดอยู่กับความรู้สึกส่วนลึกของตน เอง ธรรมชาติมนุษย์จึงไม่อยู่นิ่ง สอดส่ายไปมา และเก็บบันทึกสิ่งไม่ดีไว้ในจิตใต้สำนึกอยู่เสมอ

เรารู้สึกยินดี พอใจ ปลาบปลื้มและมีความสุข เมื่อพบเจอสิ่งดีงามในชีวิต อาทิได้ยินเสียงไพเราะเสนาะหู (เกิดอาชีพนักร้อง นักดนตรี) พูดเก่ง (นักพูด นักบรรยาย ครู อาจารย์ ผู้ฝึกอบรม) มองเห็นภาพสวยงามจากธรรมชาติ (เกิดอาชีพมัคคุเทศน์พาคนไปท่องเที่ยว อาชีพจำหน่ายสินค้าของคนพื้นเมือง อาชีพขับรถรับและส่งนักท่องเที่ยว อาชีพการโรงแรม อาชีพพนักงานต้อนรับและกัปตันบนเครื่องบิน) ศิลปะต่างๆ (เกิดอาชีพจิตรกรรม หัตกรรม ช่างแกะสลัก และช่างปั้นรูป) ชอบมองคนรูปหล่อและสาวสวย (เกิดอาชีพดารานักแสดง นายแบบ นางแบบ ดีไซน์เนอร์ออกแบบเสื้อผ้าแฟชั่น แพทย์ศัลยกรรมตกแต่ง และการประกวดบนเวทีต่างๆ) อาคารตึกรามสวยงาม (เกิดอาชีพสถาปัตยกรรม มัณฑนากรตกแต่งภายใน วิศวกรก่อสร้าง ไฟฟ้า โฟร์แมน และกรรมกรผู้ใช้แรงงาน) หลงใหลกลิ่นหอมรันจวนใจ (เกิดอาชีพปลูกดอกไม้กลิ่นหอมและสวยงาม อาชีพร้อยดอกมะลิ อาชีพจัดพวงรีดตามงานศพและแต่งงาน อาชีพผลิตและจำหน่ายน้ำหอม) ชอบรูปร่างสวยงามหุ่นดี (เกิดอาชีพเพาะกาย ลดน้ำหนัก ยิมออกกำลังกาย) ความสะดวกสบายกาย (เกิดอาชีพผลิตรถยนต์ รถไฟ เรือเครื่องบิน โทรศัพท์ สร้างถนน สะพาน ปั่นกระแสไฟฟ้า ผลิตน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ แบตเตอรี่ พลังงานนิวเคลีย) จิตใจสบาย ไม่เกิดความเครียด (เกิดอาชีพผลิตการละเล่น ละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ เกมส์เล่นต่างๆ ทางทีวีและคอมพิวเตอร์ การแสดงโชว์และมายากล) สัมผัสเอร็ดอร่อย สบายตัว นุ่มนวล (เกิดอาชีพทำอาหาร ขนมหวาน ไอศกรีม ของขบเคี้ยว การนวดแผนโบราณ สปา โสเภณี)

เรารู้สึกไม่ยินดี ไม่พอใจ ไม่ปลาบปลื้มและเป็นทุกข์ เมื่อพบเจอสิ่งหดหู่ เลวร้ายหรือเป็นภัยกับชีวิต อาทิ ได้ยินเสียงคนกล่าวร้าย ด่าทอ และทะเลาะวิวาท ไม่ว่าเสียงนั้นเกิดขึ้นกับตนเองหรือผู้อื่น (ไม่เกิดอาชีพรับจ้างด่าคน ชวนทะเลาะวิวาท) ไม่ชอบคนพูดมาก ขี้บ่น ไร้สาระ (ไม่เกิดอาชีพคนจู้จี้ คนว่ากล่าวตักเตือน) เมินคนรูปไม่หล่อและสวยงาม (ต้องหาสิ่งอื่นมาทดแทน เช่น พูดจาไพเราะ นิสัยดี อ่อนน้อมถ่อมตน) สิ่งน่าเกลียดน่ากลัว อยากหนีห่างไกล (เกิดอาชีพคนทำและจำหน่ายโลงศพ สัปเหร่อ คนดูแลป่าช้าและศาลเจ้า) รังเกียจกลิ่นฉุน เหม็น เน่าเสีย (เกิดอาชีพคนเก็บขยะ คนเก็บของเก่า คนดูดส้วม) ไม่ชอบรสขม เปรี้ยว เค็ม และหวานจัด (เกิดอาชีพทำสมุนไพรอัดเม็ดและแคปซูล การถนอมอาหาร เช่น ผักดอง หน่อไม้ดอง แช่อิ่ม) ร่างกายเจ็บป่วย อัมพฤกษ์ อัมพาต พิการ (เกิดอาชีพแพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด นักโภชนา) จิตป่วน ความเครียดสูง คุ้มคลั่ง เป็นบ้า (เกิดอาชีพจิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์) สัมผัสรุนแรง ทำร้ายร่างกาย และทำให้ถึงแก่ชีวิต (เกิดอาชีพตำรวจและทหาร นอกเหนือจากแก็งทวงเงิน รีดไถ่ อันธพาล มือปืนฆ่าคน โจรแบ่งแยกดินแดน)

ธรรมชาติของมนุษย์จึงไม่พ้นจากความรู้สึกและอารมณ์ที่ผูกมัดตนเองให้เกิด ความสุขและทุกข์อยู่ร่ำไป ยิ่งมีอาชีพเกี่ยวกับความรู้สึกไม่ยินดี ไม่พอใจ ไม่ปลาบปลื้ม และเป็นทุกข์ ยิ่งทำให้เกิดความทุกข์ทวีคูณ บวกกับการเก็บบันทึกความทรงจำในสิ่งเลวร้าย อาฆาตแค้น ประสบการณ์ไม่ดีในจิตใต้สำนึก ส่งผลให้เกิดการปรุงแต่งขึ้นมาหลอกหลอนซ้ำเติมนับไม่ถ้วน ความทุกข์จึงทับถมกลายเป็นคนไม่รู้จักปล่อยวาง มีความโลภ ความโกรธ และความหลงเป็นเจ้าเรือนในจิตใจ

สิ่งที่ทดสอบธรรมชาติของมนุษย์ได้เป็นอย่างดีคือ การใช้วิถีชีวิตประจำวัน ไม่ว่าในบ้าน สถานที่ทำงาน บนท้องถนน การพบปะผู้คน เพื่อนร่วมงาน เรามักรับรู้สิ่งเร้ามากระตุ้นผ่านหู ตา จมูก ลิ้น กาย และใจ เข้าไปในปฎิกริยาทางเคมีของระบบประสาท เกิดความคิดและสร้างความรู้สึกในมุมมองของตนเอง ถ้าเป็นสิ่งดีที่ประทับใจก็ฝังลึกเข้าไปในจิตวิญญาณ หากเป็นเรื่องราวประสบการณ์ไม่ดีและเลวร้ายก็จะถูกบันทึกอัตโนมัติลงในจิต ใต้สำนึก กลายเป็นเรื่องอยากลืมแต่กลับจำ พระพุทธเจ้าจึงทรงเทศนาไว้ว่าคนเราเกิดมาเพื่อความทุกข์ ดังนั้นตลอดชีวิตของพระองค์ได้สั่งสอนเรื่องอริยสัจสี่คือ ทุกข์ สาเหตุของทุกข์ (สมุทัย) การดับทุกข์ (นิโรธ) และวิธีการพ้นทุกข์ (มรรค) เป็นแก่นคำสอนในพุทธศาสนา

มนุษย์มีธรรมชาติแตกต่างจากสัตว์โดยสิ้นเชิง มนุษย์มีสติสัมปชัญญะ (การระลึกรู้ การรู้ตัว) สมาธิ (การจดจ่อ) และปัญญา (ความรู้ทั่ว ทั้งเหตุผล บาปบุญคุณโทษ ควรทำและละเว้นในสิ่งใด) แต่สิ่งที่พระพุทธเจ้าและพระอรหัตน์มีเพิ่มเติมคือ ความรู้แจ้งเห็นจริง ดับกองกิเลสจนหมดสิ้น ไม่มีความทุกข์อีกต่อไป (นิพพาน) คนปกติทั่วไปจึงปฏิเสธเรื่องอริยสัจสี่ มองเห็นว่าเป็นเรื่องยาก เข้าไม่ถึง บางคนกลับสรุปว่าเป็นเรื่องของนักบวช พระภิกษุ แม่ชี เณร และการฝืนธรรมชาติของมนุษย์เป็นสิ่งผิดปกติ แต่กลับปล่อยให้กิเลสในจิตใจเป็นสิ่งชักนำไปสู่หนทางแห่งความทุกข์ ความเดือดเนื้อร้อนใจ ไฟลนเผาไหม้จิตวิญญาณ มีสภาพไม่แตกต่างไปจากสัตว์คือ หิวก็กิน อิ่มจึงพักผ่อน เกิดอารมณ์เพศก็หาทางผสมพันธุ์หรือมีคู่ครอง โกรธใช้กำลังต่อสู้เพื่อเอาชนะ พ่ายแพ้ก็หลีกเลี่ยงหลบหนี เรียนรู้เอาตัวรอดไปวันๆ และตักตวงผลประโยชน์ด้วยความเห็นแก่ตัว กลายเป็นคนเห็นกงจักรเป็นดอกบัว หรือสภาพที่กบถูกต้มในน้ำหม้อดิน กว่าจะรู้สึกตัวว่าน้ำร้อนก็เดือดจนสุก กระโดดหนีออกมาไม่ทันเพราะเคยชินกับน้ำเย็นที่ค่อยๆ ร้อนขึ้นโดยไม่รู้สึกตัว มนุษย์ผู้หลงผิดก็เช่นเดียวกัน กว่าระลึกรู้ก็สายเกินไป เมื่อความตายได้ย่างกายเข้ามาใกล้แล้ว

การมองโลกแบบคนทั่วไปและใช้เหตุผลตามจริตตนเอง ไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติของมนุษย์ได้ เช่น คนโลภมากอยากมีตำแหน่งและเงินทอง มีวิธีคิดว่าคนอื่นก็ทำกันทั้งนั้น ไม่เห็นมีใครโดนจับได้ ถ้ามีการเข้มงวดมากขึ้นต้องเปลี่ยนเป็นวิธีทุจริตซับซ้อนหลายขั้นตอน ไม่ให้เหลือเป็นหลักฐานถูกจับฟ้องร้องได้ ใช้วิธีหาเงินให้นักการเมืองในทางที่ผิด นับตั้งแต่รีดไถ่พ่อค้า ประชาชน และคอรัปชั่น หรือแม้แต่การฮั้วประมูลของโครงการสัปทานต่างๆ ของภาครัฐ เมื่อมีการแจ้งโทษเอาผิดตามกฏหมายเพราะสินค้าและบริการสูงกว่าราคาจริงมาก ศาลย่อมพิพากษาเอาผิดจำคุกได้ กลายเป็นความผิดที่สังคมรุมประนามและตราหน้าว่าคดโกงประเทศชาติ ถึงแม้หลบหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศก็ไม่มีความสุข ต้องคอยหลบซ่อนการตามล่าตัวมาลงโทษ

ความโกรธเห็นได้ชัดเจนคือ การขับรถไปตามท้องถนนที่ฝนตก รถติด หรือการแย่งกันไปก่อน การขับปาดหน้าไปตามช่องว่างระหว่างรถ และการทำผิดกฎจราจรด้วยความเห็นแก่ตัว คนพวกนี้มักมองว่า ถ้าไม่รีบไปรถจะติดนาน เสียเวลาเปล่าๆ คนโง่เท่านั้นที่รอคอย เมื่อทำบ่อยครั้งจนเป็นนิสัยก็ถูกตำรวจจราจรจับปรับ ถูกบีบแตรไล่จากรถคันอื่น รถชนกันได้ หรือเกิดการชกต่อย ทำร้ายร่างกาย และฆ่ากันตาย มีให้เห็นเป็นข่าวประจำในหน้าหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์

ความหลงเกิดกับคนเจ้าชู้ได้ง่าย ยิ่งคนมีอำนาจบารมี ตำแหน่ง เงินทอง และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก นิยมมีภรรยาน้อย อายุคราวรุ่นลูกหลาน หรือแต่งงานใหม่กับดารา เป็นที่โจษจันไปทั่วประเทศ ไม่ได้สนใจใครทั้งสิ้น ส่วนใหญ่ผู้ชายใช้เหตุผลส่วนตัวว่า เป็นผู้ชายมีพลังทางเพศสูง ผู้หญิงต้องเป็นฝ่ายมาสนองตัณหาของตนเอง ในเมื่อสามารถเลี้ยงดูและให้ความสุขกับฝ่ายหญิงได้ ผู้หญิงยุคใหม่ก็รักความสบาย ไม่ต้องการทำงาน มีเงินทองมากมายจากผู้ชายหยิบยื่นให้ กลายเป็นเรื่องบารมีที่ต้องคุ้มครอง ใครๆ ก็มีกันทั้งนั้น ภรรยาหลวงเมื่อรู้ข่าวก็ต้องเจ็บช้ำน้ำใจ หย่าขาดจากกัน ถ้าลูกยังเล็กหรือเป็นวัยรุ่น อาจรู้สึกว่าถูกพ่อทอดทิ้ง กลายเป็นปัญหาสังคมและเวรกรรมที่ต้องขออโหสิกรรม นอกจากนั้นผู้คนวิพากษ์วิจารณ์กันสนุกปากทั้งชีวิตจริงและโลกสังคมออนไลน์

การเอาชนะธรรมชาติของมนุษย์ต้องอาศัยจิตใจพัฒนาขั้นสูง การปล่อยวางตัวตน การเลิกยึดมั่นอย่างแรงกล้าที่ฝังลึกเข้าไปในจริตคน (ราคะจริต โทสะจริต โมหะจริต วิตกจริต ศรัทธาจริต และพุทธิจริต) ความเห็นถูกตามทัศนคติตนเอง การลดละเลิกความเห็นแก่ตัว ความมีอคติ ความเมตตาสงสารในทางที่ถูกต้อง และฝึกฝนการมองโลกในแง่บวก โดยอาศัยเครื่องมือเรียกว่า ปัญญาตัดให้ขาด สมาธิพิจารณาแน่วแน่ และมีสติสัมปชัญญะเมื่อรู้ว่าได้ทำผิดพลาดไป

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=587235

พี่สอนน้อง: ตอนที่ 13 การมองโลกในแง่บวก (Positive thinking)

การมองโลกในแง่บวก (Positive thinking)

การมองโลกในแง่บวก (Positive thinking) หรือการมองโลกในแง่ดี (Optimism) เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้เกิดแรงบันดาลใจ ในการต่อสู้กับชีวิตต่อไป อาจเป็นเรื่องความต้องการบรรลุเป้าหมายที่วางเอาไว้ ความฝันที่วาดตั้งแต่เด็ก เมื่อประสบความสำเร็จชีวิตก็มีความสุข ในทางจิตวิทยาคนมองโลกในแง่บวกมีชีวิตยืนยาวมากกว่าคนมองโลกในแง่ลบ (Negative thinking) เนื่องจากไม่ต้องจมอยู่กับเศร้าโศก หรือความทุกข์มากจนเกินไป ไม่โทษตนเองและผู้อื่นว่าเป็นสาเหตุของปัญหา รู้จักให้อภัยทุกสิ่งทุกอย่าง บางครั้งอาจนึกขอบคุณและหัวเราะกับสิ่งไม่ดีที่เกิดขึ้นกับชีวิตตนเอง อุปสรรคช่วยให้ชีวิตเข็มแข็งขึ้น เมื่อล้มลงคนมองโลกในแง่บวกสามารถลุกขึ้นเพื่อเริ่มต้นใหม่ได้

คนมองโลกในแง่บวกมักมีทัศนคติดี มองโลกสวยงาม ยิ้มแย้มแจ่มใส มีจิตใจเอื้ออารี และบางครั้งชอบช่วยเหลือผู้เดือดร้อน ผู้อ่อนแอและตกทุกข์ได้ยาก ส่วนใหญ่เป็นคนดี ได้รับการสั่งสอนมาเป็นอย่างดีจากพ่อแม่ ครอบครัวอบอุ่น มีภูมิต้านทานในการต่อสู้กับชีวิตสูง จึงมีความซื่อสัตย์และอดทนเป็นเลิศ พื้นฐานของครอบครัวและการปลูกฝังตั้งแต่เด็กช่วยให้เติบโตขึ้นมาเป็นคนมอง โลกในแง่บวก

ประสบการณ์ในชีวิตตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น วัยหนุ่มสาวของแต่ละคนมีผลต่อการมองโลกในแง่บวก บางคนอาจถูกล่อลวงไปในทางไม่ดี ลักพาตัว ขมขื่น บังคับให้ติดยาเสพติด อกหักหรือถูกคนรักหลอก ย่อมไม่ไว้วางใจใครโดยสนิทใจ เกิดความหวาดระแวง และนึกหวาดกลัวคนแปลกหน้า แม้ว่าเพื่อนสนิทจะแนะนำให้รู้จักกัน ก็ไม่อยากคบหาด้วย ประสบการณ์ในอดีตคอยเตือนอยู่เสมอ จิตใต้สำนึกได้ซึมซับสิ่งไม่ดีไว้ตลอดเวลา การมองโลกในแง่บวกไม่อาจเกิดขึ้นได้

ความเป็นไปของการเมือง กฎหมาย สังคม ประเทศชาติ และสิ่งแวดล้อมย่อมส่งผลต่อคนทั่วไปเช่นเดียวกัน หากไม่มีความปลอดภัย เกิดความขัดแย้งสูง การประท้วงเรียกร้องสิทธิประโยชน์ต่างๆ การเกิดอาชญากรรมสูง รถติดบนท้องถนน มลภาวะเป็นพิษทางอากาศ น้ำเน่าเสีย เสียงดังอึกทึก ป่าไม้ถูกทำลาย น้ำท่วม สิ่งเหล่านี้ย่อมทำให้สภาพจิตใจเกิดความเครียด คุณภาพชีวิตไม่ดี เกิดความหวาดกลัว ไม่ไว้วางใจ มีความเห็นแก่ตัวสูง ทำให้ไม่เสียสละต่อส่วนรวม เกิดความรู้สึกคับข้องใจ คนที่อยู่ในสังคมไม่อาจมองโลกในแง่บวกได้

ความรัก ความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ลัทธิ และศาสนา มีอิทธิพลต่อจิตวิญญาณสูง อาทิ วัยรุ่นบางคนเชื่อถือเพื่อนมากกว่าพ่อแม่ บูชาความรักเหนือสิ่งอื่นใด เมื่อไม่สมหวังก็ฆ่าตัวตาย ผู้ใหญ่หลายคนเชื่อถือเรื่องการทำนายโชคชะตาและการสะเดาะเคราะห์ ทำให้ไม่เป็นตัวของตัวเอง ขนบธรรมเนียมบางอย่างนิยมการฝังศพบรรพบุรุษมากกว่าการเผา ประเพณีที่นิยมการล้มโคเพื่อฉลองงานในเทศกาลต่างๆ วัฒนธรรมที่เน้นครอบครัวเชิงเดี่ยว (Single family) เวลาลูกเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ต้องแยกตัวออกมามีครอบครัวเอง ไม่อยู่ร่วมกับพ่อแม่ ลัทธิและศาสนาที่เน้นการทำบุญแบบทุ่มสุดตัวเพื่อไม่ต้องกลับมาเกิดอีก (นิพพาน) ทำให้มีปัญหาในระหว่างสามีภรรยา พ่อแม่กับลูก การมองโลกในด้านเดียวจึงถูกจำกัดอยู่ในสิ่งที่ตนเองเชื่อถือเท่านั้น ไม่อาจเปิดใจกว้างให้รับรู้ในสิ่งอื่นได้ เมื่อมีใครมาพูดจาด้วยความหวังดีก็โกรธแค้น เนื่องจากจิตใจหลงไปเสียแล้วกับความศรัทธาที่ขาดสติสัมปชัญญะ ปัญญาจึงไม่เกิด แม้ต้องลำบากดั้งด้นขับรถไปไกลแค่ไหนก็ไม่รู้สึกว่าเหน็ดเหนื่อยประการใด การมองโลกในแง่บวกจึงถูกจำกัดอยู่ในสิ่งที่เชื่อถือเท่านั้น ไม่เกิดประโยชน์ในสิ่งใด กลายเป็นสาวกที่ต้องเชื่อฟังเฉพาะเจ้าลัทธิศาสนา (ส่วนใหญ่คำสอนของศาสนามักถูกบิดเบือนและหลอกให้สาวกทำตาม อ้างว่าเป็นบุญใหญ่เหนือสิ่งอื่นใดในโลก)

ปัจจัยดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นสาเหตุให้แต่ละคนมีมุมมองแตกต่างกัน การมองโลกในแง่บวก นอกจากพื้นฐานและการปลูกฝังของครอบครัวแล้ว การอบรมและฝึกหัดตนเองให้มีมุมมองเสียใหม่ เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยได้ อาทิ คนที่เกิดมาเป็นลูกกำพร้าหรือถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง ต้องรู้จักขวนขวายช่วยเหลือตนเอง ไม่งอมืองอเท้า แทนที่การนั่งรอโชคชะตา หวังให้ผู้อื่นมาช่วยตนเองและโทษเวรกรรมต่างๆ นานา ต้องปลุกปลอบให้กำลังใจตนเอง ลืมชีวิตในอดีตที่ผ่านมา ข่าวสารที่เสนอในเรื่องร้ายก็ต้องหยุดการรับรู้ ให้ซึมซาบแต่ข่าวดี เรื่องเป็นประโยชน์ ดูตัวอย่างของคนที่ประสบความสำเร็จ คนมีศีลธรรมว่าเขาทำได้อย่างไร เวลารถติดในชั่วโมงเร่งด่วน ไม่ต้องโทษรัฐบาลหรือใครอื่น ทุกคนอยากสะดวกสบายกันทั้งนั้นจึงต้องซื้อรถยนต์ เมื่อเกิดความขัดแย้งในบ้านเมือง นักการเมืองสองฝ่ายมักยกเหตุผลมาโน้มน้าวประชาชนให้มาอยู่ฝ่ายตนเอง พูดจาให้ร้ายป้ายสีและด่าทออีกฝ่ายหนึ่ง วิธีการดีที่สุดคือไม่ฟังทั้งสองฝ่าย ไม่ต้องตกเป็นเครื่องมือของใคร หรือถ้ามีปัญญาก็ฟังทั้งสองฝ่ายด้วยใจเป็นกลาง ไม่เอนเอียงฝ่ายไหน ก็จะทราบว่าทุกคนเห็นแก่ตัว มีผลประโยชน์บางอย่างแอบแฝงทั้งสิ้น (การฟังนักการเมืองสองฝ่ายโจมตีเรื่องไม่ดีต่างๆ อยู่ทุกวัน ทำให้จิตใต้สำนึกจดจำแต่เรื่องร้ายๆ จึงสรุปเอาว่าการเมืองเลว ไม่มีคนดี อยากเปลี่ยนไปสู่ระบบอื่นหรืออพยพไปอยู่ประเทศอื่นที่เจริญกว่า ดังนั้นจิตใจไม่ควรรับรู้ในสิ่งไม่ดีและเป็นทุกข์หากต้องรับรู้ขอให้เป็นเรื่องราวในการสอนตนเอง)

การมองโลกในแง่บวกควรใช้กับตนเองเท่านั้น เพื่อก่อเกิดความสุข เกิดแรงบันดาลใจเอาชนะปัญหาและอุปสรรค์ทั้งปวง ตื่นเช้าวันใหม่ให้เกิดความสดชื่น กระตือรือล้น พร้อมเรียนหนังสือหรือทำงานด้วยจิตใจแจ่มใส ไม่อารมณ์ขุ่นมัว เวลากลับถึงบ้านก็มีความสุข ยิ้มกับตนเองและครอบครัวหรือญาติพี่น้องที่ได้มาอยู่พร้อมหน้ากัน เมื่อนอนหลับก็ไม่ฝันร้ายและแบกความทุกข์ไว้กับตนเอง

คนที่มองโลกในแง่บวก ถ้ามีการนำไปใช้กับคนอื่น ต้องระมัดระวังให้ดี อาทิ มีทัศคติว่าเมื่อตนเองดีกับคนอื่น ผู้นั้นต้องสนองตอบในทางที่ดีกับเรา (ไม่เป็นจริงเสมอไป) เราเป็นคนดีและช่วยเหลือคนอื่นเสมอ ไปอยู่ที่ไหนก็ปลอดภัย ทำให้เกิดความประมาทขึ้นในชีวิต (อาจถูกปล้น ทำร้าย และฆ่าตายได้ ถ้าไว้วางใจผู้อื่นมากเกินไป ทั้งรู้จักกันและไม่รู้จักกันมาก่อน) ดังนั้นถ้ามีการเผื่อแผ่ไปถึงบุคคลอื่น ต้องเป็นกัลยาณมิตรที่ดีเท่านั้น หรือมีการพิจาณาก่อนว่าเป็นความคิดที่ถูก (Right thinking) หรือผิด (Wrong thinking) อาทิ คนไทยมักสงสารให้เงินเด็กขอทาน จึงเกิดแก๊งลักเด็กตามหมู่บ้านและชุมชนต่างๆ การทำบุญปล่อยนก ปล่อยปลา ปล่อยปลาไหล จึงเกิดอาชีพดังกล่าวใกล้กับแหล่งทำบุญไหว้พระ จับสัตว์เหล่านี้มากักขังให้ทุกข์ทรมานจนกว่าผู้ใจบุญมาปลดปล่อยเป็นอิสระ สัตว์อาจป่วยและตายในเวลาต่อมา

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=587235
« Previous entries · Next entries »