กิ่งเพชร

ขอแนะนำวรรณกรรมอันหลากหลาย เถ้าแก่มืออาชีพ พี่สอนน้อง คมความคิด นวนิยายแนววิทยาศาสตร์เรื่องดีเอ็นเอสายพันธุ์สยอง 2059 และนิยายวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง โฮ้ง…ผู้เดียวดาย

Archive for เถ้าแก่มืออาชีพ

เถ้าแก่มืออาชีพ: ตอนที่ 23 การเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship)

การเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship)

ผู้ ประกอบการคือบุคคลที่จัดตั้งธุรกิจใหม่โดยเผชิญกับความเสี่ยงและความไม่แน่ นอนทางธุรกิจเพื่อแสวงหาผลกำไรและความเติบโตมุ่งหาความต้องการของตลาดเพื่อ สนองความต้องการ ในทางเศรษฐศาสตร์ผู้ประกอบการคือ ผู้รวบรวมปัจจัยการผลิต ได่แก่ ที่ดิน แรงงาน และทุนมาผลิตเป็นสินค้าและบริการ ผู้ประกอบการอาจจะเป็นหน่วยงาน บริษัท ห้างร้านหรือเอกชนเพียงคนเดียวก็ได้ทั้งนี้ผู้ประกอบการต้องยอมรับความ เสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการผลิตและบริหารจัดการในกระบวนการผลิต ผลตอบแทนที่ได้คือ กำไร หรือ ขาดทุน(วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี วันที่ 22 ธันวาคม2556)

ความหมายของผู้ประกอบการ ปัจจุบันมีความหมายกว้างขึ้นกว่าเดิม นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงจากยุคอุตสาหกรรม (Industrial age) เข้าสู่ยุคดิจิตอล (Digital age)มี เทคโนโลยีอินเทอร์เน้ตเข้ามาขับเคลื่อนทำให้ผู้ผลิตกับผู้บริโภคมาพบกันโดย ตรง ใกล้ชิดกันมากขึ้น การแบ่งปันข้อมูลข่าวสาร ความรู้ และเรื่องราวต่างๆ มีการติดต่อสื่อสารไหลลื่นไปสู่ทั่วโลก ไม่มีสิ่งใดมาปิดกั้น ไร้พรมแดน กระตุ้นให้โลกกาภิวัฒน์ (Globalization)สมบรูณ์มากยิ่งขึ้น เกมส์ธุรกิจและการตลาดจึงเปลี่ยนแปลงไป สินค้าอาจไม่ใช่สิ่งที่จับต้องได้ แต่อยู่ในรูปของดิจิตอล ต้นทุนการผลิตต่ำลงมาก ไม่ต้องผลิตสินค้าทีละชิ้นให้เกิดต้นทุนผันแปร (Variable costs) ไม่มีการวางแผนผลิตสินค้าให้พอดีกับความต้องการของลูกค้า ไม่มีเรื่องของการผลิตสินค้าจำนวนมากเพื่อลดต้นทุน (Economic of scale, Economic of scope)ไม่ ต้องอาศัยพื้นที่ (ที่ดิน) ในการวางและเก็บรักษาสินค้า ไม่มีการบำรุงรักษาอุปกรณ์ เครื่องจักรการผลิต ไม่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก ไม่ต้องจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัย การทำงานไม่ต้องใช้ออฟฟิศ อาจทำงานที่บ้าน คิดค่าจ้างตามความรับผิดชอบและจำนวนชิ้นของงาน สะดวกและประหยัดในการเดินทาง การติดต่อสื่อสารทำได้เพียงชั่วพริบตา (ไม่จำกัดในเรื่องของพื้นที่และเวลา)ยกเว้นธุรกิจที่เกี่ยวกับปัจจัยทั้งห้า คือ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และรถยนต์ ตอบสนองความต้องการทางกายของมนุษย์ ยังเป็นธุรกิจในยุคอุตสาหกรรม เพียงแต่อาศัยเทคโนโลยีอินเทอร์เน้ต ซอฟต์แวร์ (Sofeware) ฮาร์ดแวร์ (Hardward) และเครื่องคอมพิวเตอร์มาช่วยบริหารจัดการมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นเครื่องอำนวยความสะดวกในการทำงานรวดเร็ว คล่องแคล่วมากขึ้น การแก้ไขปัญหาฉับไว และลดความเสียหายจากการทำงานในรูปแบบเดิมที่ไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยี

การเผชิญกับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนทางธุรกิจ ผู้ประกอบการหรือเถ้าแก่ต้องมีวิธีการจัดการความเสี่ยง (Risk management) ตั้งแต่ ชนิดสินค้าและบริการเป็นที่นิยมของผู้บริโภค มองทิศทางตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคถูกต้องผู้จัดหาวัตถุดิบมีคุณภาพและจำนวน มากราย กระบวนการผลิตลดความสูญเสียน้อยที่สุด ค้นหาวิธีการผลิตที่ประหยัด สะดวกและรวดเร็ว ผลิตได้ปริมาณครั้งละมากกว่าวิธีการเดิม การเก็บสินค้าคงคลังเหลือน้อยที่สุด (ลดค่าใช้จ่ายโสหุ้ยหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าบำรุงรักษาสินค้า มูลค่าการประกันภัยสินค้า จำนวนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสินค้า มีพื้นที่เหลือให้ทำประโยชน์ใช้สอยอย่างอื่น)ช่องทางการจัดจำหน่ายมากพอ มีร้านค้าปลีกของตนเอง (อย่างน้อยต้องมีรายได้และผลกำไรเป็นเงินสดกลับคืนมาหล่อเลี้ยงธุรกิจได้) สินค้าควรมีการส่งออกและจำหน่ายในประเทศมูลค่าใกล้เคียงกัน มีการประกันอัตราแลกเปลี่ยนกรณีที่ค่าเงินผันผวนมาก(ค่าเงินมีความเสี่ยงสูง มาก) การลงทุนเพิ่มโดยมีสัดส่วนของหนี้ไม่มากกว่าทุนเจ้าของเดิม(อัตราส่วนทุนต่อ หนี้คือไม่เกินหนึ่งต่อหนึ่ง) การบริหารงานทรัพยากรมนุษย์ต้องมีประสิทธิภาพ เป้าหมายคือได้คนดีและคนเก่งมาร่วมงาน ลดภาระงานที่ไม่จำเป็นออกไป ทดแทนด้วยเครื่องจักรและอุปกรณ์กรณีไม่ใช้แรงงานคน ไม่ควรผลิตสินค้าไม่กี่ชนิดที่สร้างรายได้หลักกับธุรกิจ มีการพัฒนาสินค้าเดิมและสินค้าใหม่สม่ำเสมอเพื่อตอบสนองลูกค้าที่ความต้อง การอาจเปลี่ยนแปลง มีเงินสำรองใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉิน เมื่อธุรกิจประสบปัญหาด้านการเงินอย่างกะทันหัน การวางแผนธุรกิจที่ดีตามสภาพแวดล้อมการแข่งขัน(เช่น การวางแผนฉุกเฉิน กรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่ปรกติขึ้นตามปัจจัยทางกฎหมาย เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม การเมือง และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงกะทันหัน หรือ การวางแผนระยะสั้นตามแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจของโลก ภูมิภาค ประเทศ และท้องถิ่น) ช่วยให้ธุรกิจมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนลดน้อยลง

การ เป็นผู้ประกอบการไม่ใช่เป็นกันได้ทุกคน ต้องสำรวจตนเองก่อนว่าเหมาะสมหรือไม่อย่างน้อยเป็นผู้มีความผิดชอบในหน้าที่ ตนเอง มีวินัยสามารถเก็บเงินออมได้ เป็นผู้มีนิสัยประหยัด ใช้จ่ายในสิ่งจำเป็นเท่านั้น มีความเป็นผู้นำ (Leadership)เพื่อจูงใจให้ลูกจ้างทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในทิศทางเดียวกัน ชอบเรื่องการวางแผน (Planning)เมื่อต้องออกจากบ้านและทำกิจกรรมต่างๆ เป็นผู้รอบคอบ ชอบศึกษาเรียนรู้เพื่อให้เกิดความคิดใหม่ (New idea) และวิสัยทัศน์ (Vision) ขยันหมั่นเพียร อดทน ไม่ยอมพ่ายแพ้จนกว่าประสบผลสำเร็จ มองภาพรวมของปัญหาและวิเคราะห์เรื่องราวต่างๆ ได้ดี มีความเชื่อมั่นตนเองสูง ไม่ฟังเสียงคนรอบข้างที่พูดบั่นทอนจิตใจ กล้าลงทุนในสิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์ในแนวทางธุรกิจ พร้อมที่จะเป็นหนี้สินจากการขยายตัวธุรกิจ ถ้าคิดว่าตนเองมีคุณสมบัติเพียบพร้อมดังกล่าวข้างต้น การเป็นผู้ประกอบการหรือเถ้าแก่ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ผู้ ประกอบการหรือเถ้าแก่ ต้องมุ่งแสวงหาผลกำไรและความเติบโตทางธุรกิจ โดยผ่านความต้องการของผู้บริโภคและขนาดตลาดใหญ่เพียงพอในการเข้าไปดำเนิน ธุรกิจ ไม่เป็นตลาดอิ่มตัวและมีคู่แข่งขันรายใหญ่ ควรมองช่องว่างและโอกาสของธุรกิจ อาจเป็นตลาดที่พร้อมมีลูกค้าจำนวนมาก แต่มีคู่แข่งขันน้อยรายหรือไม่มีคู่แข่งขันเลย เป็นนวัตกรรมใหม่ที่มุ่งแก้ไขปัญหาของผู้บริโภค หรือมุ่งหาวิธีการแก้ไขปัญหาลูกค้าอย่างง่ายๆ อาทิ ความกังวลของลูกค้าต่อผักตกค้างสารพิษ จึงมีวิธีการปลูกผักในมุ้งป้องกันแมลงต่างๆ มากัดกิน จุ่มอยู่ในน้ำผสมปุ๋ยที่ไร้ราก โดยไม่ใช้ดินให้สิ้นเปลืองเนื้อที่เพาะปลูก การบรรจุพริกป่น น้ำตาลและน้ำปลาใส่ซองเล็กๆ เพื่อสะดวกกับพ่อค้าแม่ขายตามร้านอาหาร ไม่ต้องคอยตักบรรจุใส่ถุงพลาสติกเล็ก เป็นต้น แต่ต้องคอยหมั่นสังเกตว่าธุรกิจที่ตนเองเข้าไปทำมีมูลค่าโดยรวมเท่าไหร่ ใครเป็นเจ้าตลาดอันดับหนึ่ง สอง สาม จะหาโอกาสแทรกเข้าไปได้อย่างไร สินค้าและบริการของเราแตกต่างจนเอาชนะรายอื่นได้หรือไม่ แนวโน้มการตลาดในอนาคตเติบโตได้อย่างไร เมื่อมองหาธุรกิจได้แล้ว ต้องใช้เวลาศึกษานานเท่าไหร่ในการเรียนรู้ให้ถ่องแท้ทุกอย่าง ความเชี่ยวชาญทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ผู้จัดหาวัตถุดิบ การผลิตสินค้า ช่องทางการจำหน่ายสินค้า ลูกค้า คู่แข่งขัน ส่วนแบ่งการตลาด โอกาสการเจริญเติบโตและขยายธุรกิจ เมื่อทำธุรกิจไปได้สักระยะหนึ่งต้องหมั่นสังเกตและเรียนรู้การเปลี่ยนแปลง ที่อาจเกิดขึ้นได้ในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ สินค้าทดแทน คู่แข่งขันรายใหม่ พลังอำนาจการต่อรองของผู้จัดหาวัตถุดิบและลูกค้า รวมทั้งพฤติกรรมลูกค้าที่ค่อยๆเปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนทันทีทันใดเพื่อนำ ข้อมูลดังกล่าวมาปรับปรุงสินค้าและบริการให้ตอบสนองกลุ่มลูกค้าเป้าหมายดี กว่าคู่แข่งขัน ตลอดจนกำหนดกลยุทธ์ใหม่ๆ มาแข่งขันในสภาพตลาดโดยรวม

สิ่ง ที่ต้องคำนึงถึงของการทำธุรกิจเริ่มแรกคือ มาตรฐานของสินค้าและบริการ เถ้าแก่บางรายต้องการผลิตน้ำส้มคั้นสดทุกขวด แต่พอทำการผลิตจริงต้องเผชิญกับปัญหารสชาติของน้ำส้ม สวนผลไม้แต่ละแห่งส่งจำนวนส้มมามีคุณภาพและรสชาติแตกต่างกัน ทำให้น้ำส้มทุกขวดมีมาตรฐานไม่เหมือนกัน การทำธุรกิจไม่อาจดำเนินการ ลูกค้าชื่นชอบและพึงพอใจสินค้าที่มีมาตรฐานเหมือนกันทุกขวด พ่อค้าและแม่ค้ารับผลไม้มาจำหน่ายในตลาดก็เช่นเดียวกัน ถ้ามีคุณภาพและรสชาติในแต่ละวันไม่เหมือนกัน อร่อยบ้างหรือไม่อร่อยบ้าง มาตรฐานสินค้าของร้านย่อมไม่มี ลูกค้าไม่กล้าซื้อจำนวนมากเพราะบางวันโชคไม่ดีอาจได้ผลไม้ไม่หวาน สดใหม่และอร่อย หากมีคู่แข่งขันรายใหม่ที่จำหน่ายผลไม้ชนิดเดียวกัน มีมาตรฐานสินค้าใกล้เคียงหรือเหมือนกันทุกวัน จำหน่ายผลไม้รสชาติอร่อยและราคาถูกกว่า ลูกค้าย่อมมาซื้อสินค้าคู่แข่งขันรายใหม่จนกลายเป็นลูกค้าประจำ การจำหน่ายบะหมี่สำเร็จรูปในถ้วยคัพ มีการบรรจุเครื่องเทศปรุงรสและรสชาติใส่ถุงพลาสติกเล็กๆ ในถ้วยคัพ เช่น บะหมี่ต้มยำกุ้ง มีการแยกซองใส่เครื่องเทศปรุงรส กุ้งแห้ง และน้ำพริกเผา มีโอกาสทำให้รสชาติแต่ละถ้วยคัพแตกต่างกันได้ เนื่องจากผู้บริโภคย่อมใส่เครื่องเทศปรุงรสมากน้อยต่างกัน ขณะที่อีกยี่ห้อหนึ่งเป็นบะหมี่ต้มยำกุ้งถ้วยคัพเช่นกัน มีการใส่เครื่องเทศปรุงรสและกุ้งแห้งลงไปในถ้วยคัพพร้อมกับบะหมี่ ส่วนน้ำพริกเผาแยกซองเท่านั้น ทำให้ทุกถ้วยคัพของบะหมี่มีรสชาติเหมือนกัน เป็นการทำให้เกิดมาตรฐานสินค้าเดียวกัน บริการเช่นเดียวกัน ต้องออกแบบให้มีมาตรฐานเดียวกัน ถ้าเริ่มจากขั้นตอนที่หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก ต้องไม่มีการข้ามขั้นตอนเด็ดขาด ต้องนำไปใช้ฝึกอบรมกับพนักงานทุกคน สินค้าและบริการที่มีมาตรฐานเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างแบรนด์ต่อไป

ผู้ ประกอบการที่อยู่ในอุตสาหกรรมในการผลิตสินค้าให้มีความแตกต่าง อาทิ โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ต้องไปเน้นการพัฒนาสินค้าแกนหลัก (Core product)โดยเกี่ยวข้องกับความสามารถหลัก(Core competencies)ของ องค์กรในการผลิตขึ้นมา เช่น บริษัทแอบเปิ้ล จำกัด ผลิตสินค้ารุ่นไอโฟน ไอแพค ขึ้นมาในแต่ละปีโดยการพัฒนาความรวดเร็วของหน่วยประมวลผลกลาง(Central Processing Unit: CPU)ให้ มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ระบบการป้องกันเปิดเครื่องโดยใช้ลายนิ้วมือสัมผัส การพัฒนาระบบปฏิบัติการไอโอเอส การป้องกันไวรัสเข้าโจมตีเครื่องคอมพิวเตอร์ การพัฒนาความละเอียดของภาพ (Pixel) ของกล้องมือถือ เป็นต้น

หาก ผู้ประกอบการอยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่มีความแตกต่างของสินค้า ต้องใช้บริการมาเป็นกลยุทธ์ในการแข่งขัน อาทิ ธนาคาร สินค้าเป็นการรับฝากและถอนเงินในบัญชี การปล่อยสินเชื่อ ค่าธรรมเนียม การประกันภัย เงินฝากกองทุนประเภทต่างๆ จึงต้องใช้คุณภาพของบริการมาช่วยทำให้เกิดความแตกต่าง อำนวยความสะดวกและความรวดเร็วกับลูกค้า สร้างมาตรฐานบริการให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจ

กรณีที่ผู้ประกอบการอยู่ในอุตสากรรมที่ไม่มีความแตกต่างของสินค้าและบริการ ต้องมีการใช้วิธีการส่งเสริมการตลาด (Promotion)มา ทำให้ธุรกิจมีความแตกต่าง โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการตลาดเชิงกลยุทธ์เพื่อให้ลูกค้าอยู่กับเรานานที่ สุดหรืออยู่ไปตลอดกาล การส่งเสริมการตลาดต้องมีความหลากหลายและมูลค่าใกล้เคียงกัน เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกันให้มากที่สุด มีระบบการตรวจสอบการส่งเสริมการตลาดตลอดเวลา ส่งผลในการรักษาลูกค้าเดิมและเพิ่มลูกค้าใหม่หรือไม่ อาทิ โทรคมนาคมของบริษัทรายใหญ่คือ บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด และบริษัททรูมูฟ จำกัด มีการจำหน่ายสินค้าโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตยี่ห้อต่างๆ บริการเกี่ยวกับระบบอินเตอร์เน้ทโทรศัพท์ไร้สาย และการส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต มีสินค้าและบริการไม่แตกต่างกัน จึงต้องใช้การส่งเสริมการตลาดมาเป็นกลยุทธ์ในการทำธุรกิจ

ในปัจจุบันการทำธุรกิจหลายประเภท มักเป็นในลักษณะซื้อมาขายไปหลายรายติดต่อแบบขายส่งในรูปแบบธุรกิจต่อธุรกิจ(B2B)บริษัท ติดต่อกับบริษัท หรือบริษัทติดต่อกับภาครัฐโดยตรง จึงมีการติดต่อในเรื่องอาจมีผลประโยชน์ต่อกัน การสร้างความสัมพันธ์รู้จักกัน มีการจ่ายเงินใต้โต๊ะ ทำให้สินค้ามีการซื้อขายในราคาแพงกว่าปรกติ ถ้ามีการตรวจสอบพบต้องถูกลงโทษทั้งบริษัทเองและผู้ที่ลงนามในคำสั่งอนุมัติ โครงการและจ่ายเงินชำระสินค้า อีกทั้งการทำธุรกิจซื้อมาและขายไป มีคู่แข่งขันมาก ทำให้มีผลกำไรไม่มาก รวมทั้งอยู่ในเกมส์ธุรกิจของคนอื่น ไม่ได้อยู่ในเกมส์ของตนเอง ในระยะยาวจะส่งผลให้การทำธุรกิจไม่ค่อยเจริญเติบโตและเป็นไปด้วยความยาก ลำบากเมื่อประสบกับภาวะเศรษฐกิจวิกฤติหรือคู่แข่งขันมากก็ยิ่งมีผลกำไรน้อย ในที่สุดเกิดการขาดทุนต่อเนื่องตลอดเวลา ธุรกิจต้องปิดกิจการลง ดังนั้นธุรกิจซื้อมาขายไปจึงเป็นธุรกิจอยู่ไม่ได้นาน ผู้ประกอบการหรือเถ้าแก่ต้องรีบสร้างธุรกิจตนเองขึ้นมาในรูปแบบที่ตนเอง สามารถกำหนดกฎเกณฑ์และเกมส์การแข่งขันได้ด้วยตนเอง ไม่ว่าเป็นสินค้า บริการ และการส่งเสริมการตลาด

เมื่อ ได้ธุรกิจที่ตนเองสามารถควบคุมได้ทุกอย่างผู้ประกอบการเพียงคนเดียวมีความ รู้เชี่ยวชาญเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น จำเป็นต้องหาผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทด้วยกันไม่เกินสามคน (ถ้ามากกว่านี้ย่อมมีความคิดเห็นแตกต่างกันมากจนนำไปสู่การขัดแย้ง ทะเลาะกันและถอนหุ้นคืน จำนวนสามคนยิ่งดีเพราะอาจมีการโหวตความเห็นเสียงข้างมากสองคนกับหนึ่งคนได้ ง่าย แต่ละคนต้องมีความรู้เชี่ยวชาญแตกต่างกัน ต้องไม่เหมือนกันหรือมีเงินลงทุนอย่างเดียว ก็ไม่สมควรเอามาเป็นหุ้นส่วน เนื่องจากมีโอกาสกล่าวหาว่าลงแต่เงินอย่างเดียว ไม่ได้ช่วยคนอื่นดำเนินธุรกิจ มีโอกาสทะเลาะวิวาทกันได้) หรือเถ้าแก่คนแรก อาจใช้วิธีการระดมแหล่งเงินทุนที่รู้จักกัน เช่น ญาติพี่น้อง เพื่อนสนิท นักลงทุนทั่วไป โดยการนำรูปแบบธุรกิจของตนเองไปนำเสนอ ให้เป็นผู้ถือหุ้นส่วน ตั้งเป็นคณะกรรมการใหญ่เจ้าของเงินลงทุน ส่วนคณะกรรมการเล็กคือผู้ประกอบการ เจ้าของความคิดรูปแบบทางธุรกิจ มีอำนาจในการบริหารงาน ส่วนคณะผุ้บริหารงานอาจดึงจากองค์กรอื่นที่มีประสบการณ์สูง เช่น นักการเงิน นักการตลาด นักทรัพยากรมนุษย์ นักบริหารทั่วไป มีการแบ่งจำนวนหุ้นตามผลงานการบริหาร ส่วนผู้ประกอบการหรือเถ้าแก่คือ หัวหน้าคณะผู้บริหารงาน(Chief of Executive Officer) ความสามารถเฉพาะด้านและประสบการณ์ของนักบริหารจะช่วยให้บริษัทเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=588875

เถ้าแก่มืออาชีพ: ตอนที่ 22 แนวทางการทำธุรกิจในยุคปัจจุบัน

แนวทางการทำธุรกิจในยุคปัจจุบัน

การ ทำธุรกิจในยุคปัจจุบันมีแนวทางไม่แตกต่างกันมากนักถ้าหมั่นสังเกตให้ดีพบว่า ธุรกิจตั้งแต่ร้านค้า ตึกแถวห้างร้าน แฟรนไชส์ ห้างสรรพสินค้าหรูหรา โมเดิร์นเทรด โรงงานอุตสาหกรรมผลิตสินค้าอุปโภคหรือบริโภคทั้งจำหน่ายภายในประเทศและส่ง ออก ธุรกิจโทรคมนาคม คอมพิวเตอร์ บัตรวีซ่าและเครดิต โชว์รูมจำหน่ายและบริการอะไหล่รถยนต์ สินค้านวัตกรรมจากความคิดริเริ่มและสร้างสรรค์มีวิธีการทำธุรกิจให้ประสบ ความสำเร็จเพื่อดึงลูกค้ามาใช้สินค้าและบริการ ตลอดจนทำให้หุ้นของบริษัทมีมูลค่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในระยะเวลาไม่กี่ปี แนวทางมีตั้งแต่ความแตกต่างของสินค้าและบริการที่เอาชนะคู่แข่งขันได้ การส่งเสริมการตลาดในสิ่งที่ลูกค้าชื่นชอบ เทคโนโลยีสูงกว่าคู่แข่งขันในตลาดโดยรวม และความคิดสร้างสรรค์ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า แนวทางการทำธุรกิจที่จะกล่าวถึงต่อไปไม่รวมถึงระบบสัมปทานหรือการฮั้วประมูล การสนิทสนมในลักษณะผลประโยชน์ร่วมกัน ระบบเส้นสายซึ่งเป็นต้นเหตุของการคอรัปชั่น เป็นวิธีการที่ผิดกฏหมาย ธรรมาภิบาล และทำลายประเทศชาติอย่างรุนแรง

ร้าน ค้า ตึกแถวห้างร้านแฟรนไชส์ ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเจ้าของคนเดียว หรือมีหุ้นส่วนไม่กี่คน ใช้แรงงานภายในครอบครัวหรือจ้างพนักงานในร้านเพียงไม่กี่คน อาทิ อาหารตามสั่ง ก๋วยเตี๋ยว นวดคลายเส้น สปา ตัดผมบาร์เบอร์ เสริมสวย ซักเสื้อผ้าอบรีด มักเปิดในสถานที่ผู้คนพลุกพล่าน แหล่งอาศัยชุมชนหนาแน่น คอนโดมิเนียมจำนวนมาก ตึกสูงใหญ่ให้เช่าออฟฟิศ เถ้าแก่ต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญในธุรกิจตนเอง ถ้าเปิดร้านอาหารต้องทำอร่อยถูกใจลูกค้า ไม่รอนาน ใช้คำว่าเจ้าเก่าติดป้ายโฆษณาหน้าร้าน กรณีไม่มีคู่แข่งขันมีคู่แข่งขันน้อยราย หรือขายดีจนร้านอื่นสู้ไม่ได้ เถ้าแก่เจ้าของร้านค้าก็ไม่จำเป็นต้องส่งเสริมการตลาดให้สิ้นเปลืองเรื่อง ต้นทุน ถ้าเปิดร้านใหม่ มีคู่แข่งขันมากมายในย่านบริเวณนั้น การโฆษณาแจกใบปลิว การส่งเสริมการตลาด การแจกของแถมหรือของขวัญเป็นสิ่งจำเป็นต้องทำ เพื่อให้ผู้บริโภคใกล้เคียงมาซื้อสินค้าและบริการ

ห้าง สรรพสินค้าหรูหรา มีทำเลสถานที่ใจกลางเมือง เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสกายเทรนบีทีเอส หรือรถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ที มีการสร้างสะพานและทางเดินเข้ามาในห้างสรรพสินค้าได้สะดวก เอื้ออำนวยและบริการลูกค้าเต็มที่ ออกแบบดีไซน์แนวตะวันตกสวยงาม ให้ความรู้สึกสบายตาและผ่อนคลาย มีร้านอาหารเลิศรสและแหล่งช็อปปิ้งแบรนด์เนมมากมาย มีกิจกรรมในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ดึงดูดลูกค้ามาจับจ่ายใช้สอยทั้งคนไทยระดับกลางถึงบนและชาวต่างประเทศ การส่งเสริมการตลาดเป็นในลักษณะผ่านกิจกรรมเรียกให้คนเข้าห้างสรรพสินค้า การสมัครสมาชิกเพื่อสะสมคะแนนและนำไปลดหย่อนราคาสินค้าและบริการเมื่อซื้อ ครบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ รายได้ส่วนใหญ่มาจากค่าเช่าร้านค้า ค่าเปอร์เซ็นต์หักจากยอดขายสินค้าและบริการ

ห้าง สรรพสินค้าราคาถูกหรือโมเดิร์นเทรด มีทำเลสถานที่บริเวณชานเมืองกรุงเทพมหานคร ต่างจังหวัด เป็นทุนหนาจากต่างประเทศ จำหน่ายสินค้าและบริการราคาถูก กลุ่มลูกค้าระดับล่างถึงปานกลาง เน้นการส่งเสริมการตลาดจากยอดซื้อ ยิ่งชำระเงินมากยิ่งมีส่วนลดเพิ่มขึ้น โปรแกรมการส่งเสริมการตลาดออกมาเป็นช่วงๆ ขึ้นอยู่กับคู่แข่งขันว่าออกโปรแกรมชนิดใดมา บางครั้งต้องการกระตุ้นยอดขายในเทศกาลต่างๆ และใช้พลังอำนาจต่อรองกับผู้จัดหาได้ง่าย เนื่องจากขยายสาขาไปทั่วประเทศ มียอดขายมากมาย การส่งเสริมการตลาดมักร่วมกับผู้จัดหาในรูปของแถม ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง และส่วนลดราคาของสินค้า รายได้ส่วนใหญ่มาจากการจำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภค ปัจจุบันมีการเสริมสินค้าราคาค่อนข้างแพงปะปนไปกับสินค้าราคาถูก เพื่อจำหน่ายให้กับลูกค้าที่ไม่รู้สึกอ่อนไหวด้านราคา

เถ้าแก่ เจ้าของโรงงานผลิตอุตสาหกรรม เมื่อผลิตสินค้าอุปโภคหรือบริโภคจำหน่ายในประเทศ มักมีการสำรวจสินค้าชนิดนั้นในท้องตลาด ถ้าเป็นคู่แข่งขันมีเงินลงทุนและยอดขายแต่ละปีมากกว่าหลายเท่า เถ้าแก่จะผลิตสินค้าให้แตกต่างกัน อาทิ แชมพูแก้รังแค ครีมอาบน้ำผสมวิตามินผลไม้ ครีมล้างหน้าช่วยให้ใบหน้าขาว เนื้อครีมไม่แข็งเมื่อถูกอากาศ ฝ่ายวิจัยและพัฒนาสินค้าของบริษัทต้องทำงานหนัก เพื่อได้สินค้ามีคุณภาพดี ตรงกับกับกลุ่มเป้าหมาย แต่ราคาใกล้เคียงกับสินค้าบริษัทใหญ่ ส่วนบริษัทใหญ่จะพัฒนาสินค้าหรือรสชาติใหม่ให้มีคุณภาพดีเยี่ยม ภายใต้แบรนด์เดิม หรือใส่ส่วนผสมที่ดีกับผิวหนังของผู้บริโภค ส่วนราคาอาจใกล้เคียงกับสินค้าเดิม หรือปรับราคาสูงขึ้น แล้วแต่ส่วนผสมพิเศษที่ใส่ลงไปในสินค้า หลังจากนั้นทำการโฆษณาสินค้าทางโทรทัศน์เป็นกระแสหลัก จ้างดารามีชื่อเสียงมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ สินค้าบางชนิด เช่น ชาเขียว โทรคมนาคม เป็นต้น เถ้าแก่มาเป็นผู้โฆษณาเสียเองในทีวี ทำการตลาดโดยใช้ตนเองโปรโมทสินค้า (Personal brand)เป็นการลดต้นทุนการตลาด ถ้าเรียกความนิยมชื่นชอบหรือเป็นเรื่องราวให้คนทั่วไปกล่าวถึง(Talk of the town)สินค้าย่อมได้รับความนิยมไปด้วย ส่งผลให้ยอดขายสินค้าสูงขึ้นและผลกำไรมากกว่าคู่แข่งขัน ตามด้วยการส่งเสริมการตลาด (Promotion)ในสิ่งที่ลูกค้าเป้าหมายต้องการ เช่น แจกไอโฟนรุ่นสีทอง (ลูกค้าเป็นกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน) เป็นการรักษายอดขายไว้ ไม่ให้ตกไปอยู่กับคู่แข่งขันขณะเดียวกันผู้บริโภคเบื่อง่าย ชอบลองสินค้าใหม่มีคุณภาพดี ราคาไม่แพง ยิ่งมีการส่งเสริมการตลาดซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง ยิ่งต้องการซื้อมาทดลองใช้ จนกว่าพบสินค้าชื่นชอบเป็นพิเศษจึงมาซื้อใช้เป็นประจำ ต่อมาเมื่อเห็นว่ามีสินค้าใหม่ที่ดีมาวางจำหน่ายอีก จึงไปทดลองใช้อีก เป็นพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้วงจรชีวิตของสินค้าสั้นลงเรื่อยๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคให้กลายมาเป็นลูกค้าประจำ เราจึงพบเห็นสินค้าใหม่ คุณภาพดี ราคาเหมาะสมหรือถูกกว่าวางจำหน่ายในท้องตลาดมากมาย

อุตสาหกรรม ส่งออก เถ้าแก่อาจมีโรงงานขนาดเล็กไปจนถึงใหญ่โต มียอดขายสม่ำเสมอนานหลายเดือนหรือสั่งซื้อกันเป็นประจำตลอดปี เถ้าแก่บางรายเป็นเจ้าของบริษัทรายเล็ก ทำหน้าที่หาสินค้าให้กับลูกค้าต่างประเทศ ไม่มีโรงงานเป็นของตนเอง ส่วนมากรู้จักเป็นเพื่อนกัน มีการแนะนำต่อกันเป็นทอดๆ จากลูกค้าด้วยกันเอง สร้างความน่าเชื่อถือไว้วางใจกัน คำสั่งซื้อไม่กี่ตู้สินค้าคอนเทรนเนอร์ การเดินเอกสารส่งออก บริษัทรายเล็กเหล่านี้เป็นผู้ดำเนินการเอง ถ้าเป็นโรงงานขนาดเล็ก สร้างมูลค่าของสินค้าจะมีแบรนด์ตนเอง มักเป็นนักลงทุนต่างประเทศ มาผลิตสินค้าในไทยและส่งออกไปย่านภูมิภาคเดียวกัน หรือประเทศของนักลงทุนเองซึ่งมีร้านจำหน่ายค้าปลีก ภัตตาคาร และโรงงานบรรจุหีบห่อใหม่เพื่อส่งให้ร้านค้าทั่วไป การเดินเอกสารส่งออกอาจส่งพนักงานบริษัทมาทำหน้าที่เองหรือจ้างบริษัทเดิน เอกสาร ส่วนโรงงานขนาดใหญ่ มีกำลังผลิตมาก ลูกค้ารายใหญ่มีคำสั่งซื้อมาโดยตรง อาจมีเพียงไม่กี่ราย แต่ยอดขายนับแสนตันต่อปี มักมีฝ่ายต่างประเทศทำหน้าที่เดินเอกสารส่งออก มีออฟฟิศต่างประเทศเพื่อประสานงานและติดต่อกับลูกค้าโดยตรง การผลิตเป็นลักษณะรับจ้างผลิต ระยะหลังเริ่มมีโรงงานคู่แข่งขันมากขึ้น ทำให้ลูกค้ามีอำนาจต่อรองสูง ราคาสินค้าต่อตันจึงถูกลง จึงหันมาผลิตจำหน่ายภายในประเทศ สร้างแบรนด์ผ่านสาขาร้านค้าปลีกตามชุมชนทั่วประเทศ เพื่อเข้าถึงจำนวนลูกค้ามหาศาล

ธุรกิจ โทรคมนาคม อาทิ โทรศัพท์มือถือมีไม่กี่ค่าย มีการลงทุนสูงหลายแสนล้านบาท เถ้าแก่เป็นหนี้สินมหาศาล ต้องขยายสัญญาณรองรับเครือข่าย 3G และ 4Gส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนต่างประเทศ มีการโฆษณาในสื่อกระแสหลักคือ โทรทัศน์ วิทยุ และสิ่งพิมพ์ต่างๆ เน้นส่งเสริมการตลาดโดยเฉพาะสมาร์ทโฟน แทบเล็ตของค่ายมีชื่อเสียงทั่วโลก เช่นโทรฟรี 350 นาทีพร้อมกับไม่จำกัดอินเทอร์เน้ตนาน 6 เดือน หรือคิดในราคาเหมาจ่ายไม่กี่ร้อยบาท และส่วนลดราคาต่อเครื่องถูกกว่านับพันบาท ทุกค่ายจูงใจผู้บริโภคมาซื้อสินค้าและบริการ บางบริษัทบังคับพนักงานใช้คลื่นสัญญาณของค่ายตนเองเท่านั้น ส่วนลูกค้ารายเดิมมีการส่งเสริมการตลาดตลอดเวลาเพื่อรักษาฐานลูกค้า ร่วมกับบริษัทอื่นในการตอบแทนฟรีกับลูกค้าที่ใช้บริการมานาน 10 ปีขึ้นไป เช่น รับประทานไก่ทอด 1 ชิ้นต่อเดือน ดื่มกาแฟแบรนด์เนม 100 บาทต่อเดือน ชมภาพยนตร์ฟรี 1 ที่นั่งต่อเดือน ซื้อพิซซ่า 1 ถาด แถมฟรีอีก 1 ถาด หรือมีส่วนลดเปอร์เซ็นต์ในการซื้อสินค้าและบริการอื่นๆ เป็นการส่งเสริมการตลาดซึ่งกันและกัน ลูกค้าชอบสัญญาณโทรคมนาคม การบริการ และการส่งเสริมตลาดของบริษัทใดก็เลือกใช้บริษัทนั้น อนาคตธุรกิจโทรคมนาคมไม่น่าสดใสมากนัก ในรูปลักษณะการลงทุนระยะยาว เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงเร็ว บริษัทต้องลงทุนสูงตลอดเวลากับการปรับปรุงระบบเครือข่าย ในแต่ละปีต้องจ่ายดอกเบี้ยจำนวนมหาศาล ขณะเดียวกันมีการเรียกร้องให้ราคาถูกลง การส่งเสริมการตลาดเพื่อรักษาลูกค้าเดิมและการจูงใจลูกค้ารายใหม่ ส่งผลให้กำไรของบริษัทน้อยลง

อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ อาทิ ชนิดตั้งโต๊ะ (Destop computor) ชนิดส่วนบุคคล (Personal computer)หลายปีที่ผ่านมามีการพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ลงไปในโทรศัพท์มือถือ กลายเป็นสมาร์ทโฟน(Smartphone) และเทบแล็ต(Tablet) เป็นระบบใช้มือสัมผัสหน้าจอ พัฒนาแอพพริเคชั่น (Application) จำนวนหลายแสนแอพ เป็นการพัฒนาเทคโนโลยีโดยใช้ระบบไอโอเอส (iOS) หรือระบบแอนดรอยด์ (Android) เป็นสาเหตุให้เครื่องคอมพิวเตอร์แบบเดิมจำหน่ายได้น้อยลงมาก ส่งผลให้ราคาถูกลงมาก เถ้าแก่ชาวต่างประเทศต้องปรับตัวขนาดใหญ่ ออกแบบรูปแบบดีไซน์สวยงามขึ้น บางเรียวลง น้ำหนักเครื่องน้อยลง และคุณภาพเครื่องคอมพิวเตอร์ดีขึ้น มีเถ้าแก่บริษัทแห่งหนึ่ง ต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขัน(Competitive advantage)ได้ปรับปรุงหน่วยความจำและคุณลักษณะเฉพาะของเครื่องสูงกว่าคู่ แข่งขัน รวมทั้งราคาถูกกว่าเครื่องละหลายพันบาท เมื่อลูกค้าเดินสำรวจยี่ห้อต่างๆ ในศูนย์จำหน่ายเครื่องคอมพิวเตอร์ของห้างสรรพสินค้าจะมองเห็นความแตกต่าง ชัดเจน การเปรียบเทียบกันในเรื่องคุณภาพและราคาช่วยในเรื่องของจิตวิทยาเชิง พฤติกรรม ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้นกับสินค้าและบริการที่ให้ประโยชน์สูงสุด แม้ว่าบางครั้งอาจไม่มีเหตุผลในตนเอง แต่เป็นการตัดสินใจจากอารมณ์ว่าคุ้มค่ากว่าสินค้าและบริการอื่น การปรับปรุงคุณภาพสินค้าสูงขึ้นและราคาลดลง ถ้าเทคโนโลยีเดิมไม่ล้าสมัย เป็นที่ต้องการของลูกค้า การทำเช่นนี้สามารถรักษาตลาดไปได้ระยะหนึ่ง สิ่งสำคัญคือต้องควบคุมต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการให้ต่ำกว่าคู่แข่งขัน

บัตร วีซ่าหรือบัตรเครดิตลูกค้าไม่ต้องพกเงินสดจำนวนมาก ปลอดภัยกับลูกค้าเอง เป็นรูปแบบบริการอย่างหนึ่งของธนาคาร ชำระเงินให้ลูกค้าก่อนและเรียกเก็บเงินในภายหลัง โดยมีวงเงินเครดิตในแต่ละเดือนและระยะเวลาครบกำหนดชำระเงิน ถ้าเกินเวลาจะถูกเรียกเก็บตามยอดค้างชำระและอัตราดอกเบี้ยตามเงื่อนไขที่ ตกลงกัน บริษัทและห้างร้านต่างๆ มีการติดต่อกับธนาคารเพื่อให้ลูกค้าชำระในลักษณะเครดิต มีหลักฐานสลิปกระดาษผ่านการรูดบัตรและลงลายเซ็นของเจ้าของบัตร มีการเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามระยะเวลากำหนดเช่นเดียวกัน ภายหลังลูกค้าชำระเงินค่าสินค้าและบริการให้กับธนาคารที่ใช้บัตรวีซ่าหรือ บัตรเครดิตนั้น การแข่งขันของธนาคารสูง ไม่มีค่าธรรมเนียมบัตร แต่มีการเรียกเก็บจากบริษัทและห้างร้าน การส่งเสริมการตลาดนิยมการสะสมแต้มจากยอดเงินที่ชำระ เช่น ทุก 1 คะแนนจากเงินสดที่จ่ายทุก50 บาท เมื่อสะสมคะแนนได้มากพอตามเงื่อนไขกำหนด ลูกค้าสามารถนำมาลดเป็นเงินสด แลกเป็นสินค้าอุปโภค เครื่องใช้ไฟฟ้าได้ตามร้านค้าที่ธนาคารแห่งนั้นทำการตลาดร่วมกัน หรือในรูปบัตรคูปองระบุจำนวนเงินเท่าไหร่ ใช้กับร้านอาหารใด เมื่อลูกค้านำไปใช้กับร้านค้าแห่งนั้นก็ได้รับประทานอาหารและเครื่องดื่มฟรี ตามมูลค่าบัตรคูปอง หากเกินราคาก็ชำระเงินเพิ่มเติม หลายธนาคารใช้วิธีกระตุ้นการใช้จ่ายของลูกค้า เช่น ถ้าใช้จ่ายในวงเงินอย่างน้อย10,000 บาทต่อเดือน ได้คูณสามเท่าของคะแนน (ทุก 3คะแนนจากเงินสดที่จ่ายทุก 50 บาท) วงเงินอย่างน้อย 20,000 บาทต่อเดือน ได้คูณห้าเท่าของคะแนน (ทุก 5 คะแนนจากเงินสดที่จ่ายทุก 50 บาท) และวงเงินอย่างน้อย 30,000 บาทต่อเดือน ได้คูณเก้าเท่าของคะแนน (ทุก 9 คะแนนจากเงินสดที่จ่ายทุก 50 บาท) เป็นต้น การแข่งขันบัตรวีซ่าหรือบัตรเครดิตจึงขึ้นอยู่กับการส่งเสริมการตลาดว่าน่า สนใจและให้ประโยชน์กับลูกค้ามากน้อยเท่าไหร่ ส่วนมากให้ผลตอบแทนกลับคืนสูงสุด 1-2 เปอร์เซ็นต์จากยอดชำระทุก 100 บาท บัตรวีซ่าหรือบัตรเครดิตบางชนิดใช้ซื้อสินค้าในร้านอาหารบางแห่งในลักษณะ หนึ่งแถมหนึ่ง ขึ้นอยู่กับธนาคารว่าใช้กลยุทธ์ใดมาจูงใจผู้บริโภคมาเป็นสมาชิกและชำระบัตร ให้มากที่สุด

ศูนย์ โชว์รูมจำหน่ายและบริการอะไหล่รถยนต์ เป็นธุรกิจอีกประเภทหนึ่งที่มีการแข่งขันอย่างดุเดือด ตั้งแต่ยอดจำหน่ายรถยนต์ต้องมีมากเพียงพอ (ขึ้นอยู่กับคุณภาพเครื่องยนต์ การประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ความทนทานใช้งานได้นาน การออกแบบดีไซน์และสีรถยนต์สวยงามถูกใจผู้บริโภค นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยจูงใจให้จำหน่ายรถยนต์ได้) พื้นที่ความใหญ่โตของศูนย์โชว์รูมและบริการอะไหล่รถยนต์ช่วยให้ลูกค้าต้อง การเข้ามาใช้บริการ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการบริการของพนักงานตั้งแต่เจ้าหน้าที่รักษาความ ปลอดภัยหน้าประตูทางเข้า พนักงานต้อนรับ ช่างพูดคุยกับลูกค้า พนักงานชำระเงิน สิ่งอำนวยความสะดวกในระหว่างลูกค้านั่งรอ เช่น บริเวณหรือห้องพักสะอาดหรูหรา ติดเครื่องปรับอากาศ เก้าอี้เบาะนวม โทรทัศน์ เครื่องคอมพิวเตอร์มีสัญญาณอินเทอร์เน้ต หนังสือพิมพ์ นิตยสารต่างๆ แม่บ้านคอยเสิร์ฟกาแฟและน้ำ (บางแห่งมีขนมสอดไส้เค้ก 1 ชิ้นบรรจุถุงให้ลูกค้าทุกคน) พนักงานสาวยืนคอยต้อนรับ นอกเหนือจากคุณภาพการบำรุงรักษาและเปลี่ยนอะไหล่รถยนต์ตามระยะทาง (บางแห่งล้างทำความสะอาด ดูดฝุ่น และเช็ดน้ำยาเคลือบหนังในรถยนต์ของลูกค้าด้วย ฝีมือเทียบเท่าหรือดีกว่าร้าน ปั้มน้ำมันสำหรับล้างทำความสะอาดทั่วไป) เถ้าแก่เจ้าของกิจการต้องอบรมพนักงานทุกส่วนให้มีหัวใจการบริการ เพื่อลูกค้าเกิดความรู้สึกประทับใจสูงสุด สัมผัสได้ถึงความห่วงใยและไม่ต้องรอให้ลูกค้าซักถาม จะเข้ามาสอบถามทันที พนักงานทุกคนไม่มีสีหน้าแสดงความเบื่อหน่ายหรือไม่พอใจลูกค้า มีความกระตือรือร้นในการบริการ ทราบดีว่ารถยนต์ของลูกค้าอยู่ในขั้นตอนไหน อีกนานเท่าไหร่จึงเสร็จเรียบร้อย ถ้ารถยนต์อยู่ระหว่างทำความสะอาดจะโทรศัพท์บอกลูกค้าให้มารับรถทันที (เมื่อลูกค้าไม่นั่งรอรับรถยนต์ ออกไปทำธุระส่วนตัวข้างนอก) ไม่ทำให้ลูกค้าเสียเวลานาน เมื่อเดินทางมาถึงศูนย์โชว์รูมสามารถรับรถยนต์ได้ทันที บางแห่งมีบริการอย่างอื่นเสริม อาทิ ประกันภัยรถยนต์ มีศูนย์ด้านบนของตัวตึกสำหรับพ่นสี ซ่อมรถยนต์ เปลี่ยนอะไหล่ บานประตูและล้อรถยนต์ หัวหน้าช่างคือผู้รับเหมาช่วงกับเถ้าแก่เจ้าของศูนย์โชว์รูมจำหน่ายและ บริการอะไหล่รถยนต์ เนื่องจากเถ้าแก่ไม่มีความชำนาญในทุกเรื่อง การบริการคือหัวใจของพนักงานทุกคน แม้แต่หัวหน้าช่างสามารถจดจำและเข้ามาทักทายลูกค้าทุกคน หลังรถยนต์เสร็จเรียบร้อย ช่างของบริษัทจะเปิดกระโปรงหน้ารถเพื่ออธิบายและให้ข้อมูลการบำรุงรักษากับ ลูกค้า อาจมีการซักถาม ตอบในประเด็นข้อสงสัย ลูกค้าเกิดความเข้าใจได้ง่ายและรู้สึกพึงพอใจ ฝ่ายประกันภัยก็เช่นเดียวกัน ต้องจดจำลูกค้าได้และให้ข้อมูลครบถ้วน ไม่ใช่โทรศัพท์ไปเร่งเร้าลูกค้ามาชำระเงินค่าประกันภัยเมื่อใกล้ครบกำหนด หากลูกค้ามาช่วงเย็นเกือบเลิกงาน ต้องรอคอยให้ลูกค้าเสร็จก่อน ไม่โยนงานไปให้ผู้อื่นทำและมาสอบถามลูกค้าภายหลังว่าชำระเงินค่าประกันหรือ ยัง การนำหลักฐานไปยื่นภาษีรถยนต์กับหน่วยภาครัฐ ต้องให้ข้อมูลครบ มีหลักฐานอะไรบ้าง ต้องบอกทุกปี เนื่องจากบางครั้งลูกค้าจดจำไม่ได้ การเคลมเอาประกันต้องรวดเร็ว ไม่ผลักไสไปให้คนอื่นทำหน้าที่แทน หรือพูดจาให้รู้สึกว่าบริการไม่ดี ลูกค้าจะไม่พอใจอย่างยิ่งและฟ้องร้องผู้บริหารบริษัทได้ว่าบริการไม่ดี การแจกของแถมเป็นสิ่งที่ลูกค้านำไปใช้ได้ มีการเขียนข้อปฏิบัติเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้รถยนต์อย่างง่ายๆ เป็นการสื่อสารให้ลูกค้ารู้สึกถึงความห่วงใยที่บริษัทมีต่อลูกค้า การทำได้เช่นนี้ถือว่ามีความได้เปรียบในการแข่งขันสูง ลูกค้าจะนำรถยนต์มาเข้ารับการบริการอย่างแน่นขนัด

สิน ค้านวัตกรรมจากความคิดริเริ่มและสร้างสรรค์เจ้าของความคิดต้องมีหลักปรัชญา ในการทำธุรกิจสูง สร้างความแตกต่างไม่เหมือนใคร และเชื่อมเข้ากับการค้าขายเชิงพาณิชย์ อาทิ สตีฟ จ๊อบส์ (Steve Jobs) มีหลักปรัชญาว่าต้องการเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนบนโลกใบนี้ เขาเริ่มพัฒนาเครื่องไอพอด (iPod)สามารถดาวน์โหลดเพลง เกมส์ และวิดีโอจากไอทูนส์สโตร์ (iTunes store)โดยผ่านการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตในระบบไอโอเอส (iOS) ของเครื่องไอพอด เป็นแหล่งสร้างความบันเทิงใจกับลูกค้า ต่อมาได้นำไปประดิษฐ์เป็นโทรศัพท์สมาร์ทโฟนเครื่องแรกคือ ไอโฟน (iPhone) และแท็บเล็ตชื่อว่า ไอแพด (iPad) โดยการสร้างแอพพลิเคชั่น (Application) หลายแสนแอพ มีการจำหน่ายหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) ผ่านแอพของบริษัทต่างๆ และไอทูนส์สโตร์กลายเป็นสิ่งแปลกใหม่ถูกใจอย่างมากมายกับผู้คนบนโลก สร้างยอดขายรวมกันมากกว่าหนึ่งร้อยล้านเครื่องต่อปี การเชื่อมเข้ากับการค้าขายเชิงพาณิชย์คือ การเก็บค่าธรรมเนียม 30 เปอร์เซ็นต์จากการจำหน่ายแอพพริเคชั่น เพลง เกมส์ วิดีโอ และหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ผ่านระบบไอโอเอสของเครื่องไอพอด ไอโฟน และไอแพด พร้อมกับสร้างจุดแข็งโดยการเชื่อมเข้ากับการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงในสหรัฐอเมริกา และไวรัสคอมพิวเตอร์ไม่สามารถเจาะเข้าไปในระบบไอโอเอสได้

ไลน์ (Line) เป็นเครือข่ายทางสังคมอีกรูปแบบหนึ่ง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ต้องการให้ความมีตัวตนเกิดขึ้นจริงบนโลกออนไลน์ สื่อสารและติดต่อเป็นเพื่อนกันตามหลักปรัชญาสังคมออนไลน์ ไลน์ทำให้เกิดความแตกต่างโดยสร้างสติ๊กเกอร์รูปคล้ายการ์ตูน ดาวน์โหลดฟรีและชำระเงินในราคาไม่แพง การติดต่อกันเพียงแต่มีเบอร์โทรศัพท์หรือเป็นเพื่อนในสังคมออนไลน์อื่นๆ มาก่อน เพื่อนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกดปุ่มเพิ่มเพื่อนก็สามารถติดต่อกันได้ มีโปรไฟล์แสดงรูปภาพตนเอง เขียนข้อความตนเองและกิจกรรมของเพื่อนในกลุ่มได้ สามารถแบ่งปันรูปภาพ เสียง วิดีโอ เชื่อมโยงไปถึงเว็บไซด์ต่างๆ สร้างเป็นกลุ่มเพื่อนให้แชทพูดคุยกันทั้งรายบุคคลและหลายคน การแชทพูดคุยมีเสียงตือนตลอดเวลา ให้เพื่อนหรือสมาชิกในกลุ่มทราบ เป็นการกระตุ้นเตือนความน่าสนใจและดึงดูดเข้ามาเปิดอ่านข้อความ การอ่านในห้องแชทถึงบรรทัดใด เมื่อเปิดอ่านใหม่จะหยุดอยู่ที่ข้อความนั้น เกิดความสะดวกและไม่เสียเวลาตามหาข้อมูลที่ตนเองยังไม่ได้อ่าน การเชื่อมเข้ากับการค้าขายเชิงพาณิชย์คือรายได้จากส่วนแบ่งการดาวน์โหลด สติ๊กเกอร์ การโฆษณาของบริษัทต่างๆ ผ่านการดาวน์โหลดสติ๊กเกอร์ฟรีซึ่งแต่ละบริษัทสร้างขึ้นมา มีการสื่อสารการตลาดโดยตรง (Direct marketing) ถึงผู้บริโภค ไลน์สร้างจุดแข็งโดยการโทรศัพท์ฟรีทั้งผ่านเสียงพูดและการเห็นหน้าตา (โทรด้วยเสียงและโทรด้วยวิดีโอ)
ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=588875

เถ้าแ่ก่มืออาชีพ: ตอนที่ 21 วินัยทางธุรกิจ

วินัยทางธุรกิจ

วินัยทางธุรกิจเป็นหลักการที่ต้องยึดถือปฎิบัติของเถ้าแก่ทุกคน อาจเป็นกฎระเบียบภายในองค์กรที่สร้างขึ้นเพื่อพนักงานทำตาม ข้อตกลงตามกฎหมายกับลูกค้าหรือแหล่งกู้เงินมาลงทุนและหมุนเวียนในธุรกิจ บางครั้งถ้าเชื่อใจกันจริงอาจเป็นคำมั่นสัญญาให้อีกฝ่ายหนึ่งยึดถือปฎิบัติ วินัยทางธุรกิจถ้าไม่มีการกระทำให้เห็นเป็นรูปธรรม ธุรกิจจะเกิดความเสียหาย กลายเป็นการควบคุมเกมส์ธุรกิจในแนวทางตนเองไม่ได้ ธุรกิจใดเถ้าแก่ควบคุมทิศทางการดำเนินงานได้ถือว่าประสบความสำเร็จ ไม่ปล่อยให้ธุรกิจตนเองล่อยลอยไปตามยถากรรม

ร้านอาหาร ภัตตาคาร คลินิกแพทย์รักษาคน สัตว์ หรือทำฟัน ถ้าไม่มีขั้นตอนการรักษาความสะอาดเข้มงวด พนักงานละเลยการปฏิบัติตาม และเจ้าของธุรกิจไม่เอาใจใส่ในการตรวจสอบ อาจเกิดการติดเชื้อโรคไปสู่ผู้ป่วยได้ การให้พนักงานต้อนรับทำตามวิธีการอบรมเพื่อให้การบริการที่ดี การให้ข้อมูลที่ครบถ้วน หรือแม้แต่ข้อบังคับพื้นฐานในช่วงการทำงานในร้านคลินิกเป็นส่วนที่เกี่ยวกับวินัยทางธุรกิจทั้งสิ้น การไม่สนใจหรือปฏิบัติบ้างตามแต่อารมณ์ตนเอง ทำให้มาตรฐานการบริการไม่แน่นอน ลูกค้าย่อมไม่พึงพอใจ ไม่กลับมาใช้บริการอีก ธุรกิจย่อมได้รับผลกระทบและยอดกำไรตกต่ำลง

ห้องเช่าตามบ้านพัก ตึกแถว คอนโดมิเนียมมีการเซ็นสัญญาผูกมัดให้ลูกค้าปฏิบัติตาม ต้องจ่ายล่วงหน้าอย่างน้อยกี่เดือน เป็นค่าประกันความเสียหายของโต๊ะ เก้าอี้ เตียงนอน เครื่องครัว และอุปกรณ์ต่างๆ ภายในห้อง ต้องจ่ายค่าเช่าทุกเดือนภายในวันที่เท่าไหร่ มิฉะนั้นจะเลิกเช่า มีมาตรการลงโทษตัดน้ำตัดไฟ ระบุไว้ในสัญญาชัดเจนและเป็นสิทธิ์ของผู้ให้เช่าที่ขอยกเลิกการเช่าได้ทุกเวลา ในสภาพที่การแข่งขันการเช่าบ้านสูง มีคู่แข่งขันมากราย ราคาห้องเช่าจึงถูกลดราคาลง และสภาพเศรษฐกิจไม่ดี ลูกค้าหลายรายไม่ทำตามสัญญาเอาไว้ มีการผัดผ่อนไม่จ่ายค่าเช่าโดยอ้างสาเหตุต่างๆ นานา อาทิ ตนเองไม่สบาย พ่อแม่ป่วย น้ำท่วมบ้านต่างจังหวัด เงินหมุนไม่ทัน สารพัดปัญหา สรุปแล้วคือยังไม่จ่าย เลื่อนออกไปก่อน พร้อมทั้งบอกว่าจะชำระเงินภายในวันที่เท่าไหร่ พอถึงเวลาก็ไม่จ่ายอีก อ้างสาเหตุเดิมทุกประการ พูดจาให้น่าสงสาร ผลัดวันไปเรื่อยจนกระทั่งค่าจ่ายเงินล่วงหน้าหมดลง พอโดนตัดน้ำไฟก็แกล้งทำลายข้าวของในห้องเสียหาย ย้ายหนีไปพร้อมค้างชำระค่าน้ำและค่าไฟ แถมปล่อยให้การไฟฟ้านครหลวงยกหม้อแปลงหน้าห้องไปอีก บางคนขโมยโทรทัศน์และอุปกรณ์ส่วนกลางหนีหายไป เถ้าแก่มักปวดหัวกับลูกค้าประเภทนี้ นับวันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเถ้าแก่ไม่ทำตามสัญญาตกลงกันไว้ ความรู้สึกสงสารส่วนตัว เห็นใจเพื่อนมนุษย์ บวกกับคู่แข่งขันสูงและสภาพแวดล้อมไม่แน่นอน ทำให้เถ้าแก่เกิดความกังวล ลังเลใจ ไม่กล้าตัดน้ำตัดไฟและเลิกเช่า กลัวว่าห้องพักถูกทิ้งไว้นาน ไม่มีใครมาเช่าห้อง การไม่ทำตามวินัยทางธุรกิจเท่ากับเถ้าแก่ควบคุมเกมส์การดำเนินธุรกิจไม่ได้ ปล่อยให้เป็นเรื่องของลูกค้าไม่ดี ต้องขาดทุนมหาศาล เถ้าแก่ต้องแยกแยะการทำธุรกิจให้ดี ไม่ใช่เรื่องของอารมณ์ความรู้สึกสงสาร ลูกค้าอาจตั้งใจโกง ไม่จ่ายค่าเช่าจึงสร้างเรื่องราวขึ้น และการทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องการทำมูลนิธิ ต้องมีเรื่องผลกำไรขาดทุนมาเกี่ยวข้อง ส่วนเรื่องสภาพการแข่งขันสูงจนต้องลดค่าเช่าบ้าน ไม่เกี่ยวข้องกับวินัยทางธุรกิจ (การทำตามที่ระบุในสัญญาห้องเช่า) เถ้าแก่ต้องมีการปรับแผนและกลยุทธ์ทางธุรกิจให้สอดคล้องกับเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อเอาชนะคู่แข่งขัน เป็นผู้อยู่ในเกมส์ธุรกิจต่อไป

ธุรกิจโทรคมนาคม อาทิ โทรศัพท์มือถือ เคเบิ้ลทีวี มีการเก็บค่าสมาชิกรายเดือน ลูกค้ามาใช้บริการเมื่อไหร่ก็ถูกเก็บค่าบริการทุกต้นเดือนถัดไปทันที บริษัทระบุชัดเจนว่าต้องเสียตั้งแต่วันที่เท่าใด เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ ลูกค้าทุกคนต้องเข้ามาอยู่ในเกมส์ธุรกิจของบริษัท หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าเดือนแรกใช้บริการอาจไม่เต็มเดือน บางครั้งลูกค้ารู้สึกว่าไม่ยุติธรรมก็ไม่สามารถเรียกร้องได้ เนื่องจากทุกบริษัทมีการเรียกเก็บคล้ายกัน ถ้าไม่พอใจก็ต้องยกเลิกการเป็นสมาชิก การเป็นธุรกิจผูกขาดเนื่องจากต้องลงทุนสูงนับแสนล้านบาท มีคู่แข่งขันน้อยรายถือว่ามีอำนาจต่อรองกับลูกค้าสูง บางครั้งการมีวินัยทางธุรกิจมากเกินไปของเถ้าแก่ เป็นการเอาเปรียบลูกค้า ในระยะยาวไม่เป็นผลดีกับบริษัทนัก ลูกค้าไม่เกิดการภักดีต่อสินค้าและบริการ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย ลูกค้าไม่ภักดีเหล่านี้จะช่วยกันบอกต่อให้กลายเป็นปัญหาใหญ่โต บริษัทอาจเสียหายจนนับมูลค่าไม่ได้ ดังนั้นบริษัทต้องทำธุรกิจโดยใช้หลักธรรมภิบาล ไม่ให้ลูกค้ารู้สึกว่าถูกโกง ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถเก็บข้อมูลได้มหาศาล การนำมาใช้เก็บข้อมูลลูกค้าสิบกว่าล้านคนไม่ยากนัก เมื่อลูกค้าสมัครใช้บริการวันไหนของเดือน พอถึงวันที่บริษัทต้องตัดยอดค่าบริการในเดือนถัดไป ก็คิดราคาเป็นสัดส่วนกี่วันนับจากวันที่สมัครเป็นลูกค้า ไม่จำเป็นต้องคิดราคาบริการเต็มเดือน ส่วนเดือนต่อไปก็สามารถคิดค่าบริการเต็มเดือนได้ ลูกใช้จะรู้สึกว่าบริษัทยุติธรรม ไม่เอาเปรียบมากนัก ต้องการสนับสนุนกิจกรรมหรือธุรกิจอื่นของบริษัทต่อไป เป็นการรักษาวินัยทางธุรกิจด้วยกันทั้งสองฝ่าย

บริษัทข้ามชาติ มีเงินลงทุนมหาศาลมักเปิดสาขาร้านค้าจำนวนมากครอบคลุมทั่วประเทศ ทุกจังหวัด เพื่อจำหน่ายสินค้าบริโภคและอุปโภค การทำสัญญาธุรกิจกับผู้จัดหา (Supplier) ที่นำสินค้ามาวางจำหน่ายในร้านค้า มักเสียค่าธรรมเนียมแรกเข้า หักค่าเปอร์เซ็นต์กำไรสูง และความเสียหายทุกประการเป็นของผู้จัดหาทั้งสิ้น การสร้างร้านค้าเป็นจำนวนมาก เป็นช่องทางเข้าถึงลูกค้าส่วนใหญ่ของประเทศ เกือบทุกชุมชนทำให้บริษัทข้ามชาติมีอำนาจต่อรองสูง จึงกำหนดเงื่อนไขสัญญาเพื่อตนเอง กลายเป็นเอาเปรียบผู้จัดหา ถ้าต้องการจำหน่ายสินค้าจำนวนมาก ผู้จัดหาไม่มีทางเลือกจำใจต้องทำสัญญา ในระยะยาวก็ไม่เป็นผลดีกับบริษัทข้ามชาติเช่นเดียวกัน หากมีข่าวไม่ดีกับบริษัทข้ามชาติจะไม่ได้รับความร่วมมืออย่างจริงใจ หรือหลังจากไม่ได้ร่วมค้าขายกับผู้จัดหา อาจถูกโจมตีและบอกต่อให้ลูกค้าทราบถึงเรื่องราวต่างๆ ที่บริษัทข้ามชาติเอาเปรียบ อาจเป็นเรื่องของลูกค้าที่ไม่เคยรับรู้มาก่อน กลายเป็นกระแสสังคมมาทำลายในภายหลัง ดังนั้นบริษัทข้ามชาติต้องการสร้างเกมส์ธุรกิจให้ตนเองควบคุมได้ ต้องไม่สร้างเงื่อนไขสัญญาเอาเปรียบผู้จัดหา เป็นการสร้างศัตรูทางธุรกิจโดยไม่รู้สึกตัว เท่ากับผลักดันผู้จัดหาให้ไปสนับสนุนคู่แข่งขันที่มีความยุติธรรมหรือมีวินัยทางธุรกิจเป็นธรรมและดีกว่า

บริษัทรับเหมาก่อสร้างแห่งหนึ่ง เถ้าแก่ต้องการกู้เงินธนาคารมาลงทุนโครงการอสังหาริมทรัพย์ตนเอง ธนาคารได้มองเห็นความตั้งใจจริงและความมุ่งมั่นของเจ้าของกิจการ ผู้บริหารได้ขอสิ่งหนึ่งจากเถ้าแก่ นั่นคือการมีวินัยทางธุรกิจ เงินรายได้และผลกำไรจากการลงทุนไม่นำมาใช้จ่ายส่วนตัว ต้องแบ่งแยกชัดเจน ในส่วนของเถ้าแก่ให้จ่ายเป็นเงินเดือนราวกับพนักงานบริษัทคนหนึ่ง และมีสิทธิ์ใช้จ่ายเงินทองในส่วนตนเองเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องบริษัท เถ้าแก่ได้ยึดมั่นวินัยทางธุรกิจดังกล่าวจนกระทั่งบริษัทเจริญเติบโตเป็นบริษัทอันดับหนึ่งของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ขณะเดียวกันมีบริษัทส่งออกแห่งหนึ่ง เป็นธุรกิจอาหาร มียอดจำหน่ายสูง การบริหารงานเป็นลักษณะครอบครัว มีภรรยาและลูกหลายคน ไม่มีวินัยทางธุรกิจ ต่างเอาผลประโยชน์เข้าสู่ตนเอง ไม่มีใครทำเพื่อบริษัท ในไม่ช้าบริษัทขนาดใหญ่ถึงกับขาดทุน เป็นหนี้สินมหาศาล ธนาคารไม่กล้าปล่อยเงินกู้ ธุรกิจใกล้ล้มละลาย เนื่องจากขาดวินัยทางธุรกิจ

เถ้าแก่บริษัทแห่งหนึ่ง สร้างแบรนด์สินค้าในเครือบริษัทจนโด่งดัง นำหุ้นบริษัทเกือบทั้งหมดไปขายกับบริษัทยักษ์ใหญ่ ได้เงินมาหลายพันล้านบาท โดยมีเงื่อนไขสัญญาปากเปล่าว่าจะเป็นผู้บริหารต่อไปอีก 5 ปี เมื่อเวลาผ่านไปจนครบกำหนด เขาสามารถทำให้มูลค่าหุ้นสูงขึ้นเป็นสองเท่าตัว และออกมาทำธุรกิจส่วนตัวอีกครั้งหนึ่ง การมีวินัยทางธุรกิจของเถ้าแก่ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่มีความพึงพอใจ เป็นการผูกมิตรและสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ดีต่อกัน ในอนาคตอาจมีการร่วมมือทางธุรกิจในฐานะมิตรไมตรี

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=588875

เถ้าแก่มืออาชีพ: ตอนที่ 20 แนวโน้มธุรกิจกระแสใหม่

แนวโน้มธุรกิจกระแสใหม่ 

แนวโน้มธุรกิจกระแสใหม่มักมากับความต้องการของลูกค้าเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว กะทันหัน หรือเกิดจากพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนปลง ทีละน้อย อาจเกิดจากความชอบเป็นพิเศษ ความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวัน รสนิยมร่วมกัน ต้องการมีสุขภาพดี หน้าตาสดใสและมีความเป็นหนุ่มสาวอยู่เสมอ

เทคโนโลยี มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดแนวโน้มกระแสใหม่ได้เช่นเดียวกัน แต่ผู้พัฒนาเทคโนโลยีต้องคำนึงถึงความต้องการของผู้บริโภคเป็นหลักซึ่งอาจ ถูกใจกลายเป็นความชอบในระยะสั้นและเปลี่ยนแปลงเป็นความยินดีจนกระทั่งเป็น ลูกค้าภักดีในระยะยาวอาทิ ไอโฟน (iPhone) ไอแพค (iPad) ไอพอด (iPod) ของ บริษัทแอบเปิ้ลสามารถสร้างแนวโน้มธุรกิจกระแสใหม่ เชื่อมโลกเข้าด้วยกัน เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตประจำวันให้สะดวกและง่ายดายขึ้น ลูกค้าเกิดความภักดีจนกลายเป็นสาวกราวกับลัทธิศาสนา

เฟซบุ๊ค (Facebook) ก่อ กำเนิดขึ้นจากแนวคิดให้นักศึกษาปีหนึ่งในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดรู้จักกัน มีใครและหน้าตาเป็นอย่างไร ชื่ออะไรและเรียนคณะใด คล้ายกับสมุดไดอารี่และประวัติส่วนตัว แต่ถูกต่อต้านและระงับโดยคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย อ้างว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคลและนักศึกษาไม่มีสมาธิในการศึกษาเล่าเรียน ใช้เวลาเข้ามาดูในเฟซบุ๊ค แต่ความนิยมชื่นชอบแพร่กระจายไปหลายมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาไปสู่ภูมิภาค ต่างๆ ของโลก เป็นแนวโน้มธุรกิจกระแสใหม่จนมีสมาชิกมากกว่า 1,000 ล้านคนในปัจจุบัน

การ ค้นพบเทคโนโลยีดิจิตอล ทำให้เกิดอินเทอร์เน้ตผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ มีการดาว์นโหลดรูปภาพ หนังสือ เพลง ภาพยนตร์ผ่านเว็บไซด์ โทรศัพท์มือถือประเภทสมาทโฟนและแท็บเล็ตในรูปแบบดิจิตอล ชีวิตประจำวันเกิดการเปลี่ยนแปลง ผู้บริโภคนิยมเข้าไปซื้อสินค้าเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นแนวโน้มธุรกิจกระแสใหม่ เถ้าแก่ที่มีร้านค้าจำหน่ายสินค้าจับต้องได้จึงสร้างโปรเจคใหม่ขึ้นมา อาทิ ร้านค้าจำหน่ายหนังสือ สร้างเว็บไซด์และแอพพลิเคชั่น (Website and application) ในรูปแบบอีบุ๊ค (E-book) ขึ้น มาเพื่อเป็นช่องทางในการจัดจำหน่ายอีกทางหนึ่งมีบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งได้ สร้างรูปแบบดังกล่าวขึ้นมา แต่มีความคุ้นเคยกับการบริหารแบบเดิม ไม่มีการปรับเปลี่ยนโปรเจคใหม่ให้มีความคล่องตัวและรวดเร็วขึ้นหรือเหมาะกับ การจำหน่ายในรูปอีบุ๊ค ถ้าสำนักพิมพ์และนักเขียน (Suppliers) ต้อง การนำหนังสือดิจิตอลไปจำหน่ายบนเว็บไซด์ของบริษัทต้องเดินทางมาสำนักงาน ออฟฟิศของบริษัท (แทนที่สมัครเป็นสมาชิกและอัพโหลดขึ้นไปวางจำหน่ายได้เลย อาจใช้เวลาตรวจสอบ 2-3 วัน) เพื่อฟังการนำเสนอรูปแบบการค้า การจำหน่าย และการแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน (แทนที่เขียนให้เข้าใจง่ายๆ ลงในเว็บไซด์ตนเอง) การเซ็นสัญญาจะนำส่งให้ในภายหลัง ต้องรอให้ผู้ใหญ่เซ็นชื่อในภายหลัง (แทนที่ให้ผู้บริหารบริษัทเซ็นก่อน เพราะนักเขียนเดินทางมาถึงบริษัทแล้ว การเซ็นเอกสารน่าจะทำได้ทันที ไม่ต้องรอนานเพื่อนำส่งเอกสารไปมาทางไปรษณีย์ลงทะเบียน) รูปแบบสัญญากลับเป็นสินค้าจับต้องได้ที่วางจำหน่ายในร้านค้า เขียนไว้กว้างๆ ไม่เกี่ยวกับหนังสืออีบุ๊คโดยตรง และสัญญาทุกข้อมีแต่เรื่องให้นักเขียนชดเชยค่าเสียหายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นไม่ว่ากรณีใดทั้งสิ้น (สัญญาคลุมเครือและเอาเปรียบทุกข้อ) นักเขียนไม่อาจตรวจสอบยอดดาวน์โหลดจำนวนหนังสือและรายได้ ต้องรอให้เจ้าหน้าที่บริษัทแจ้งมา เกิดความไม่โปร่งใสในการค้าขายร่วมกัน (แทนที่การตรวจสอบยอดขายโดยตรงในเว็บไซด์ผ่านชื่อผู้ใช้งาน User ID และรหัสผ่าน Login Password) การชำระเงินให้กับสำนักพิมพ์หรือนักเขียนต้องมาวางบิลกับบริษัทแม่ (แทนที่การโอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร) การจ่ายเงินค่าผลตอบแทนเพียง 30-40 เปอร์เซ็นต์ น้อยกว่าที่อื่นมาก (เว็บไซด์อื่นแบ่งปัน 50-80 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่ช่องทางจัดจำหน่าย) ระยะเวลาการโอนเงินจนถึงวางบิลนานไม่น้อยกว่า 3 เดือน (เว็บไซด์อื่นนานไม่เกิน 1 เดือน) ดังนั้นการปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่ในยุคดิจิตอล การค้าขายบนเว็บไซด์ (E-commerce) ต้อง คำนึงถึงกระบวนการบริหารจัดการที่รวดเร็ว ไม่เชื่องช้า ค้าขายสะดวกสบายบนออนไลน์ลดขั้นตอนให้น้อยที่สุดจนเหลือเพียงผู้ค้าและผู้ ซื้อเท่านั้น (node to node connection) ไม่ติดยึดกับการบริหารงานในยุคอุตสาหกรรม มีขั้นตอนหลายลำดับชั้น (Hierarchical level) จนธุรกิจไม่คล่องตัว อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน (Competitive advantage)

แนว โน้มธุรกิจกระแสใหม่มาพร้อมกับความต้องการรักษาสุภาพและความหล่อสวยงาม หน้าตายังคงความเป็นหนุ่มสาวไว้นานที่สุด จึงเกิดอาชีพต่างๆ ตามมา เช่น ธุรกิจเสริมสวยความงาม การนวดสปา การนวดแผนไทย การรักษาด้วยสมุนไพร การฝังเข็ม การแพทย์แบบองค์รวม การออกกำลังกายในศูนย์ฟิตเนส การศัลยกรรมเสริมความงาม อาหารเสริมประเภทวิตามินและต้านอนุมูลอิสระ ครีมล้างหน้าส่งผลต่อใบหน้าอ่อนเยาว์และขาวสดใส ยาสีฟันทำให้ฟันขาวสะอาด โลชั่นผิวขาว เป็นต้น

เครื่อง ดื่มชาเขียวมีสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพและได้รับความนิยมสูง เหนือกว่าเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลมที่มีผลเสียต่อสุขภาพ ทำให้กลายเป็นแนวโน้มธุรกิจกระแสใหม่ในช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมา บรรจุน้ำชาเขียวลงในขวดพลาสติก เป็นเครื่องดื่มแก้กระหายและบำรุงสุขภาพกันอย่างแพร่หลาย รวมทั้งนำไปผสมในอาหาร ของหวาน ไอศกรีม ขนมขบเคี้ยวต่างๆ เพื่อลูกค้าซื้อหามารับประทาน กระตุ้นยอดขายได้เป็นอย่างดี

การ ขี่รถจักรยานกำลังฮิตในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะชั่วโมงเร่งด่วน การจราจรติดขัดบนท้องถนน และน้ำมันแพงขึ้นทุกวัน การขับขี่ก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกายในช่วงเวลาจากบ้านไปถึงที่ทำงาน แต่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและการสูดดมอากาศสียบนถนน จึงมีการสร้างเลนบนทางเท้าสำหรับรถจักรยาน การสวมหน้ากากป้องกันมลภาวะอากาศเสีย ทำให้ธุรกิจเกี่ยวกับรถจักรยานเฟื่องฟู เช่น หมวก แว่นตาดำ ชุดเสื้อกางเกง ถุงมือ และรองเท้าถีบจักรยาน ภาครัฐช่วยรณรงค์ให้ประชาชนถีบจักรยานมาทำงาน จัดหาสถานที่จอดรถจักรยานในบริเวณสาธารณะ เถ้าแก่ผลิตรถจักรยานแบบพับได้เพื่อพกพาขึ้นบนรถโดยสารสาธารณะ รถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟใต้ดินเอ็มอาร์ที เป็นต้น

ปัญหา รถติดในเมืองหลวง การสร้างรถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟใต้ดินเอ็มอาร์ที เป็นแรงผลักดันให้สภาพชุมชนเปลี่ยนแปลงไปจากตึกแถว ร้านค้า บ้านสองชั้นในตัวเมืองกลายมาเป็นอาคารสูงหลายชั้น สิบชั้น และหลายสิบชั้น เช่น คอนโดมิเนียม ติดกับรถไฟฟ้าสาธารณะดังกล่าว ครอบครัวคนชั้นกลางนิยมย้ายมาอยู่คอนโดมิเนียมราคาแพงใจกลางเมืองเพื่อใช้ อาศัยทำงาน ให้ลูกเรียนหนังสือ เป็นลักษณะครอบครัวเดี่ยว (Nuclear family) ส่วนบ้านทาวน์เฮ้าส์ บ้านเดี่ยวมีเนื้อที่กว้างขวางมักอยู่แถบชานเมือง อาศัยร่วมกันทั้งปู่ ย่า ตา ยาย ลูกหลาน เป็นลักษณะครอบครัวขยาย (Extended family) นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จึงต้องปรับตัวให้ทันกับแนวโน้มกระแสใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป

เถ้าแก่ ร้านขายผ้าพับเพื่อจำหน่ายให้ลูกค้านำไปตัดเสื้อผ้าสวมใส่ มองเห็นแนวโน้มธุรกิจกระแสใหม่ที่ผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป นิยมซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปมากกว่าซื้อเสื้อผ้าไปตัดเอง มองเห็นสภาพชีวิตผู้คนเปลี่ยนแปลงมาอยู่ในรูปแบบคอนโดมิเนียม ได้หันมาจำหน่ายฟูกเตียงนอนบางๆ ในราคาไม่แพง เสื้อผ้าสำเร็จรูปและสินค้าอื่นๆ ที่เหมาะกับชีวิตคนเมือง ทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้

             ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/dek-d/writer/view.php?id=588875
 

เถ้าแก่มืออาชีพ: ตอนที่ 19 การตลาดแนวขวาง (Lateral marketing)

การตลาดแนวขวาง (Lateral marketing)

       ปัจจุบันเราพบว่าการตลาดแนวดิ่งแบบดั้งเดิม (Traditional vertical marketing) มีความอิ่มตัวจากการแบ่งตลาดออกเป็นส่วนๆ (Market segmentation) และสร้างแบรนด์ สินค้าและบริการหลายชนิดล้มเหลว ไม่ได้รับความนิยมและสร้างผลกำไร เนื่องจากตลาดคือเซ็ตของคนและสถานการณ์ในช่วงเวลาหนึ่งที่สินค้าเข้าไปสนองความต้องการได้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือมากกว่า การแบ่งส่วนตลาดมากๆ ทำให้ตลาดถูกแยกเป็นเสี่ยงๆ ซึ่งไปลดโอกาสในการก้าวไปสู่ความสำเร็จของสินค้า การตลาดที่มั่นคงเป็นสิ่งดี แต่ในขณะเดียวกันก็ปิดกั้นโอกาสในการสร้างนวัตกรรมใหม่เช่นเดียวกันจึงมีการคิดค้นหาตลาดแนวใหม่ขึ้นมา เป็นแนวคิดเพื่อสร้างนวัตกรรม มีลูกค้าและรายได้เพิ่มขึ้น เรียกว่าการตลาดแนวขวาง (Lateral marketing)

         เราสามารถแยกย่อยตลาดออกเป็นกลุ่ม และกลุ่มย่อยๆ ของสินค้า (Segment and niche market) ตามการตลาดแนวดิ่งแบบดั้งเดิมซึ่งไม่สามารถใช้ได้ผลในยุคการตลาดในปัจจุบันคือ                    1.            ความต้องการ (Need) การแบ่งสินค้าย่อยๆ ลงไปตามความต้องการเฉพาะของลูกค้ามากเกินไป ส่งผลให้สินค้าและบริการไม่มีกำไร ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน เนื่องจากตลาดมีขนาดเล็ก

         2.            คน (People) แบ่งตามอายุ เพศ เชื้อชาติ รายได้ รสนิยม และการตอบสนองการใช้ชีวิตประจำวัน จึงมีการผลิตสินค้าและบริการออกมามากมาย ตลาดอิ่มตัว และไม่ได้สร้างความแตกต่าง

         3.            สถานการณ์ (Situation) มองหาโอกาสเพื่อตอบสนองลูกค้า ถ้าสินค้าและบริการเสื่อมความนิยม หรือมีคู่แข่งขันเข้ามาเลียนแบบมากขึ้น ผลกำไรย่อมลดลง

         สถานการณ์ความเป็นจริงในปัจจุบัน สรุปได้ดังนี้

         1.            การกระจายสินค้าและบริการ ส่วนใหญ่อยู่ในเครือบริษัทยักษ์ใหญ่และบรรษัทข้ามชาติ มีห้างสรรพสินค้า ร้านค้าเป็นของตนเอง และเป็นผู้ตัดสินใจว่าผู้ผลิตสินค้ารายใด สามารถเข้ามาจัดจำหน่ายสินค้าและบริการได้

         2.            มีการสร้างแบรนด์สินค้าจำนวนมาก ในขณะที่มีผู้ผลิตน้อยราย ทำให้คู่แข่งขันเข้ามาโจมตีได้ยาก

         3.            วงจรอายุสินค้า (Product life cycles) สั้นลงเรื่อยๆ คู่แข่งขันมีการผลิตสินค้าเพื่อสร้างแบรนด์ใหม่ขึ้นอย่างรวดเร็ว และปรับปรุงสินค้าแบรนด์เดิมบ่อยๆ

         4.            การซื้อสินค้าใหม่มีราคาถูกกว่าการซ่อมแซมสินค้าเดิม และลูกค้ายอมรับไม่ใช้สินค้าเดิมเหล่านั้น เป็นตัวกระตุ้นให้มีผู้ผลิตสินค้าใหม่ออกมา

         5.            เทคโนโลยี่ดิจิตอลเป็นตัวทำให้เกิดธุรกิจสินค้าและบริการใหม่ รวมทั้งระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) ระบบการค้นหาตำแหน่ง (Global Positioning System) คอมพิวเตอร์ (Computer) และสินค้าอุปโภค (Consumer products)

         6.            การจดทะเบียนเครื่องหมายทางการค้าและลิขสิทธิ์ (Trademark and patent registrations) เพิ่มขึ้น

         7.            จำนวนสินค้าหลากหลายเพิ่มขึ้นมหาศาล

         8.            การอิ่มตัวของการโฆษณามีมากขึ้น สื่อโฆษณาที่แตกออกเป็นส่วนๆ อาทิ เว็บไซด์ บล็อก แม็กกาซีน ยูทูบ เฟสบุ๊ค ไม่สามารถสื่อสารสินค้าที่ยุ่งยากซับซ้อนไปถึงลูกค้าได้

         9.            การเข้าไปอยู่ในช่องว่างจิตใจของลูกค้าทำได้ยาก ลูกค้ากลายเป็นผู้เลือกสินค้า ละเลิกการโฆษณาสินค้าในเชิงพาณิชย์ ความใหม่/ความแปลก/ความมีประสบการณ์/นวัตกรรมของสินค้าเท่านั้นที่สามารถครอบครองจิตใจลูกค้าได้

         เมื่อเร็วๆ นี้เกิดปรากฎการณ์ทางด้านกระบวนการความคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่าง (different creative process) อาทิ แท่งเมล็ดธัญพืช (Cereal bars) ที่ทำเป็นสเน็ค (snack) สำหรับรับประทานตอนเช้าตรู่แทนที่การดื่มนม ร้านค้าจำหน่ายสินค้าบริโภคและอุปโภคในปั้มน้ำมัน พิซซ่าและโยเกิรต์แช่เย็นสำหรับผู้หญิงที่ไม่ค่อยมีเวลา สินค้าที่ได้รับความสำเร็จเหล่านี้เป็นที่มาของการตลาดแนวขวาง ข้อเปรียบเทียบระหว่างการตลาดแนวขวางกับการตลาดแนวดิ่ง ตามตารางด้านล่าง

         ตารางเปรียบเทียบระหว่างการตลาดแนวขวางกับการตลาดแนวดิ่ง

การตลาดแนวขวาง การตลาดแนวดิ่ง
  1. 1.       เหมาะสำหรับการตลาดอิ่มตัว มีการเจริญเติบโตน้อยมากหรือไม่เจริญเติบโต
1.  เหมาะสำหรับการตลาดที่เพิ่งเกิดใหม่ ในระยะแรกของการพัฒนาสินค้าและบริการ
  1. 2.       เป็นการสร้างตลาดหรือตลาดย่อยขึ้นมาใหม่ เพื่อบรรลุเป้าหมายที่สินค้าในปัจจุบันก้าวไปไม่ถึง และค้นหาวิธีใช้สินค้าในรูปแบบใหม่
2.  เป็นการพัฒนาตลาดเพื่อให้มีขนาดใหญ่โตขึ้น ด้วยการสร้างความหลากหลาย และการเปลี่ยนลูกค้าให้กลายมาเป็นลูกค้าประจำ
  1. 3.       มีความเสี่ยงมากกว่าตามหลักปรัชญาการตลาด แต่ให้ผลตอบแทนมากกว่า
3.  มีความเสี่ยงน้อยกว่าตามหลักปรัชญาการตลาด แต่ให้ผลตอบแทนน้อยกว่า
  1. 4.       ช่วงที่ต้องการเพิ่มยอดขายสินค้า
4.  ช่วงที่ต้องการรักษาระดับการขยายตัวของยอดขายสินค้า แม้ว่าตลาดจะขยายตัวหรือไม่ก็ตาม
  1. 5.       โจมตีตลาดด้วยกลยุทธ์การแข่งขันทั่วไป เป็นการโจมตีจากภายนอกพื้นที่ของคู่แข่งขัน
5.  ปกป้องตลาดด้วยการแบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆ ผ่านการสร้างแบรนด์จำนวนมาก ทำให้ตลาดกลายเป็นสิ่งที่ไม่น่าสนใจสำหรับคู่แข่งขันรายใหม่
  1. 6.       เป็นการนิยามภารกิจใหม่และแสวงหาตลาดใหม่ ก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ได้
6.  สร้างนวัตกรรมใหม่จากภารกิจเดิมและทำให้ธุรกิจมีเป้าหมาย
  1. 7.       ใช้วัตถุดิบหรือทรัพยากรในการผลิตสินค้ามากกว่า
1.  ใช้วัตถุดิบหรือทรัพยากรในการผลิตสินค้าน้อย กว่า
  1. 8.       เป็นแนวความคิดจากข้างล่างขึ้นบน (Bottom up) มาจากการระดมความคิดของพนักงานระดับล่าง
2.  เป็นแนวความคิดจากข้างบนสู่เบื้องล่าง (Top down) มาจากนโยบายของผู้บริหาร
  1. 9.       มองจากจุดเล็กๆ ไปสู่มุมมองที่กว้างกว่า(Inductive)
3.  มองจากจุดใหญ่ๆ ไปสู่มุมมองที่แคบกว่า (Deductive)

            หนังสือเรื่องการตลาดแนวขวาง (Lateral marketing) แต่งโดย ฟิลิป คอตเลอร์ (Philip Kotler) และเฟอร์นันโด้ ทิแอส เดอ เบส (Fernando Trias de Bes) เมื่อปี คศ.2004 สรุปได้ดังนี้

เลือกสินค้าหรือบริการ

–                   สินค้าที่ยังจำหน่ายในตลาด ต้องการสร้างนวัตกรรมในขณะที่สินค้ากำลังเจริญเติบโต

–                   คู่แข่งขัน ต้องการหาสิ่งทดแทน

หลักสำคัญของกระบวนการตลาดแนวขวาง มีวิธีการง่ายๆ สามประการในความคิดสร้างสรรค์คือ เน้นเลือกสินค้าหรือบริการ (Select a focus) ทำการแทนที่แนวขวางแทรกเข้าไปในตอนกลางของลำดับความคิดเชิงเหตุผลเพื่อกระตุ้นตลาด (Make a lateral displacement for generating a stimulus) และทำให้เกิดการเชื่อมโยง (Make a connection) อาทิ ดอกไม้ มีความคิดเชิงเหตุผลว่า “ดอกไม้เหี่ยวตายได้” แทนที่ด้วยความคิดแนวขวางว่า “ดอกไม้ไม่มีทางเหี่ยวตาย” ทำให้เกิดดอกไม้พลาสติก (Artificial flower) สามารถทำได้ด้วยวัตถุดิบชนิดผ้า (cloth) ไหม (silk) หรือพลาสติก (plastic) ซึ่งคงทนและไม่มีทางเหี่ยวตาย การตลาดแนวขวางจึงเชื่อมโยงสองเหตุผลความคิดเข้าด้วยกัน

ขั้นตอนที่ 1 เลือกระดับหนึ่งของกระบวนการตลาดแนวดิ่ง

          1.            ระดับตลาด ต้องสามารถค้นพบการขยายลูกค้าออกไปแนวขวาง ตามความต้องการใหม่ (new needs) หรือลูกค้าใหม่ (new persons) และสถานการณ์ (situation) ที่ไม่เคยมีการพิจารณามาก่อนหน้านั้น

          2.            ระดับสินค้า สามารถเพิ่มลูกค้าได้โดยการปรับปรุงสินค้าตามแนวความคิดการตลาดแนวขวางวิธีใดวิธีหนึ่งหรือมากกว่าซึ่งเป็นไปตามแนวทางของความต้องการ (needs) ผู้ใช้สอย (users) เป้าหมาย (targets) หรือสถานการณ์ (situation)

          3.            ส่วนที่เหลือของระดับตลาดผสมคือ ราคา (price) การจัดจำหน่าย (distribution) และการสื่อสาร (communication)

ขั้นตอนที่ 2 ทำการแทนที่ในตลาดแนวขวาง

          1.            ระดับตลาด (Marketing level) เปลี่ยนมิติที่หนึ่ง

–                   ความจำเป็นหรือประโยชน์ (need) อาทิ

การขยาย (Exaggerate) เช่น บราเซียร์สำหรับให้ผู้หญิงบางคนดูเซ็กซี่มากยิ่งขึ้น

การรวมกัน (Combine) เช่น ยาแอสไฟริน (Aspirin) ไม่เพียงเป็นยาแก้ปวดศีรษะ แต่เป็นยาละลายลิ่มเลือด สามารถป้องกันโรคหัวใจได้ (Heart attack)

–                   เป้าหมาย (target) อาทิ

คนเดียว หลายคน หรือเป็นกลุ่ม (Invert) เช่น มีดโกนสีชมพูสำหรับโกนหน้าแข้งผู้หญิง ปรกติเป็นมีดโกนหนวดสำหรับผู้ชาย

–                   เวลา (time) อาทิ

เปลี่ยนเวลา (Invert) เช่น โรงแรมมีบริการให้เช่าห้องพักในช่วงบ่าย เพิ่มเติมจากการพักค้างคืนตามปรกติ

การจัดระเบียบมิติเวลาใหม่ (Reorder) เช่น การส่งพนักงานของโรงแรมไปต้อนรับแขกผู้เข้าพักที่โรงแรมเพื่อช่วยยกกระเป๋า บอกเบอร์ห้องพัก และเรียกแท็กซี่เพื่อบอกไปโรงแรม

–                   สถานที่ (place) อาทิ

ย้ายสินค้าไปสู่รูปแบบใหม่ๆ (Reorder) เช่น โรงหนังในบ้าน มีการติดตั้งระบบเสียงโฮมเธียร์เตอร์และทีวีจอยักษ์

การเปลี่ยน (Invert) เช่น โรงแรมบูติค มีการนำบ้านเก่ามาทำเป็นโรงแรมเพื่อสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรมของชุมชน

–                   สถานการณ์ (situation) อาทิ

เชื่อมสินค้าเข้ากับเทศกาลสำคัญต่างๆ (Substitute) เช่น การดัดแปลงอาหารเจให้มีลักษณะเหมือนกับอาหารมีชื่อเสียงทั่วไปในเทศกาลถือศีลกินเจ

–                   ประสบการณ์ (experience) เอาสินค้าไปผูกกับประสบการณ์ อาทิ

การขยาย (Exaggerate)  เช่น บันจี้จั๊มปิ้ง กระโดดร่ม นำความเสี่ยงตายมาสร้างเป็นเกมส์กีฬา

          2.            ระดับสินค้า (Product level) นำไปใช้กับส่วนประกอบของสินค้า (สินค้าที่จับต้องได้ บรรจุภัณฑ์ คุณลักษณะแบรนด์ การใช้งาน หรือการซื้อ) ด้วยเทคนิค 6 อย่างคือ อาทิ การให้ดอกกุหลาบในวันวาเลนไทน์

–                   การแทนที่ (Substitute) เช่น การให้มะนาวแทนที่ดอกกุหลาบ

การให้นักศึกษาแทนที่อาจารย์ เป็นการสอนกันเองระหว่างนักศึกษาโดยมีอาจารย์ควบคุมการสอนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของอาจารย์

–                   การรวมกัน (Combine) เช่น การให้ดอกกุหลาบและสิ่งอื่นๆ ในวันวาเลนไทน์

เครื่องบินพร้อมกับห้องพักส่วนตัว นำไปสู่บริการเครื่องบินหรูหราบินข้ามประเทศสำหรับลูกค้าระดับวีไอพี

–                   การเปลี่ยนหรือทำในสิ่งตรงกันข้าม (Invert) เช่น การให้ดอกกุหลาบในวันอื่นๆ ที่ไม่ใช่ดอกกุหลาบ

ล็อตเตอร์รี่ที่มีรางวัลอยู่ในตัวเอง เพียงแค่ขูดกระดาษด้านนอกออก

การติดภาพโฆษณาในอุโมงค์รถไฟเป็นระยะๆ ทำให้มองเห็นเป็นภาพเคลื่อนไหวเหมือนชมอยู่ในโรงภาพยนตร์

–                   การกำจัด (Eliminate) เช่น ไม่ส่งดอกกุหลาบในวันวาเลนไทน์

โทรศัพท์ไม่มีสายนำไปสู่โทรศัพท์ไร้สายในบ้าน สามารถเดินไปมาได้ในทุกส่วนของบ้านในขณะโทรศัพท์

น้ำหอมปรับอากาศในบ้านแบบไร้ขวด

–                   การขยาย (Exaggerate) เช่น ส่งดอกกุหลาบหนึ่งดอก (Downward Exaggerate) หรือหลายสิบ (Upward Exaggerate) ดอกในวันวาเลนไทน์

การขยายขวดบรรจุน้ำขนาด 50 ลิตรขึ้นมา เหมาะสำหรับพนักงานหลายคนในออฟฟิศ

รถยนต์ขนาดเล็ก ทำให้บริษัทเมอร์เซเดส เบนซ์ พัฒนารถยนต์รุ่นสมาท (Smart) ออกสู่ท้องตลาด

–                   การจัดระเบียบใหม่ (Reorder) เช่น คนที่ถูกรักส่งดอกกุหลาบให้ในวันวาเลนไทน์

ถ้วยน้ำที่ทำมาจากไม้อัดแน่น มีความทนทานและใช้งานได้นาน

ป๊อปคอร์น นำไปสู่การนำเมล็ดข้าวโพดบรรจุในถุงกระดาษ ความร้อนทำให้เม็ดข้าวโพดแตกตัวและถุงพองออกเมื่อนำไปไมรโครเวฟ

          3.            ระดับส่วนที่เหลือของระดับตลาดผสม (Marketing mix level)  นำสูตรการค้าจากตลาดย่อยอื่นๆ มาใช้ ดังต่อไปนี้

–                   สูตรการตั้งราคา (Pricing formula) ของตลาดย่อยอื่นๆ อาทิ

การขยาย (Exaggerate) เช่น บัตรอีซีการ์ด (Electronic device) ใช้เติมเงินและชำระค่าทางด่วน เมื่อรถผ่านช่องประตูเก็บเงินบนถนนทางด่วน

การเปลี่ยนหรือทำในสิ่งตรงกันข้าม (Invert) เช่น ร้านอาหารบุ๊ฟเฟต์ คิดราคาค่าอาหารเดียวกันตามรายหัว แต่สามาถรับประทานอาหารนานาชนิดในร้านเท่าใดก็ได้

–                   สูตรการจัดจำหน่าย (Distribution formula) ของตลาดย่อยอื่นๆ อาทิ

การขยาย (Exaggerate) เช่น การฝากและชำระเงินผ่านระบบอิเลคทรอนิกของธนาคาร (Electronic banking)

การแทนที่ (Substitute) เช่น การช็อบสินค้าและซื้อหนังสือผ่านเว็บไซด์ของอเมซอน

–                   สูตรการสื่อสาร (Communication formula) ของตลาดย่อยอื่นๆ อาทิ

การขยาย (Exaggerate) เช่น บริษัทโทรคมนาคมสามารถโฆษณาผ่านเคเบิ้ลทีวีไปสู่ผู้บริโภคกลุ่มเล็ก

การจัดระเบียบใหม่ (Reorder) เช่น โทรศัพท์บวกกับอินเทอร์เน็ต เป็นช่องทางการซื้อขายผ่านการจองตั๋วภาพยนตร์

ขั้นตอนที่ 3 แก้ปัญหาเรื่องช่องว่างด้วยการใช้เทคนิคการประเมินค่า

–                   จินตนาการกระบวนการซื้อสินค้า

–                   ดึงจุดเด่นออกมา

–                   หารูปแบบที่เหมาะสม

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=588875

 

เถ้าแก่มืออาชีพ: ตอนที่ 17 ธุรกิจอาหารปิ้งย่าง

ธุรกิจอาหารปิ้งย่าง

ปัจจุบัน ธุรกิจปิ้งย่างได้รับความนิยมค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว กลุ่มลูกค้าเหล่านี้นิยมอาหารแปลกใหม่ อร่อย และคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายออกไป วัยนี้ไม่คำนึงถึงอาหารที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ แม้ว่าวงการแพทย์ระบุว่าอาหารประเภทปิ้งย่างทำอันตรายต่อระบบทางเดินอาหาร มากกว่าประเภทต้มและนึ่ง ความเอร็ดอร่อยจากอาหารปิ้งย่างสไตล์อเมริกัน ญี่ปุ่น เกาหลี ดึงดูดให้กลุ่มลูกค้าดังกล่าวไม่เกรงกลัว เพราะยังมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกยาวนาน ทำให้เถ้าแก่นิยมทำร้านอาหารปิ้งย่างเพื่อตอบสนองความต้องการของคนหนุ่มสาว

ธุรกิจ อาหารปิ้งย่าง การเลือกสถานที่ทำเลต้องอยู่ติดริมถนน ผู้คนพลุกพล่าน ราคาย่อมเยา ไม่แพง เช่น หมูกระทะ เคยได้รับความนิยมมาก เปิดกันทั่วบ้านทั่วเมือง วัยรุ่นนิยมมาเป็นลูกค้ามาก ภายหลังการแข่งขันมีมากเกินไป และมีข่าวไม่ค่อยดีเกี่ยวกับอุปกรณ์ภาชนะที่มีสารตะกั่ว เนื้อหมูวัตถุดิบที่มีเชื้อโรค มีคนบริโภคถึงกับเสียชีวิต ทำให้ลูกค้าไม่กล้ามาอุดหนุน ร้านค้าแบบไทยๆ จึงล้มหายไปจำนวนมาก ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากกระแสความนิยมลดลง และไม่มีการรวมกลุ่มเป็นพันธมิตรเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ขาดความน่าเชื่อถือในเรื่องความปลอดภัยอาหาร แม้ว่าบางรายสามารถทำธุรกิจต่อไปได้ แต่ก็ไม่เฟื่องฟูเหมือนกับในอดีต

เมื่ออาหารปิ้งย่างแบบไทยไม่ได้รับความนิยม แต่อาหารปิ้งย่างสไตล์อเมริกัน ญี่ปุ่น และเกาหลีกลับได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีความแปลกใหม่และรสชาติอร่อย สอดคล้องกับพฤติกรรม นิสัยของกลุ่มวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว ประกอบกับรายได้คนชั้นกลางเพิ่มขึ้น เถ้าแก่จึงเลือกสถานที่ทำเลในห้างสรรพสินค้าหรูหรา ทั้งนี้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือของวัตถุดิบว่าใหม่สด สะอาด มีคุณภาพและปลอดภัย (คนทั่วไปมักคิดว่าร้านอาหารหรูหรามีความปลอดภัยของอาหารมากกว่าร้านค้าเปิด โล่ง ติดถนนใหญ่)

โมเดลธุรกิจอาหารปิ้งย่าง ส่วนใหญ่ได้รับความนิยมสองประเภทดังนี้

1.  อาหาร ปิ้งย่างสไตล์อเมริกัน ส่วนใหญ่เป็นประเภทสเต็กต่างๆ เช่น เนื้อโค เนื้อหมู เนื้อปลา มีมันฝรั่ง รับประทานกับสลัดผักนานาชนิด ไม่ได้เป็นบุฟเฟต์หรือคิดเป็นรายหัว เลือกสั่งอาหารจากเมนูและชำระเงินตามอาหารนั้น บางแห่งมีการออกแบบหรูหรา เนื้อที่กว้างขวาง ทางเดินไม่คับแคบ มีสลัดบาร์ให้เลือกตักตามใจชอบ เป็นการเสริมสร้างประสบการณ์กับลูกค้า ไม่ให้เกิดความเบื่อหน่ายเมื่อต้องนั่งรับประทานอาหารเป็นเวลานาน เมื่อลูกค้าเลือกสเต็กหนึ่งรายการก็สามารถเลือกกินสลัดผักได้ฟรี จะกินกี่จานก็ได้ มีทั้งซุบต่างๆ อีกหลายชนิด ผลไม้ให้เลือกสามสี่อย่าง ของหวานเป็นเยลลี่และมูส ลูกค้าวัยรุ่นบางคนเลือกกินเฉพาะสลัดผักจนกว่าจะอิ่ม ส่วนอาหารประเภทเนื้อสเต๊กห่อกลับบ้าน เท่ากับได้รับประทานสองมื้อ ถือว่าเป็นการประหยัด ราคาอาหารอยู่ในระหว่าง 200 กว่าบาทจนถึง 300 กว่าบาทต่อเมนูหนึ่งรายการ ถ้าเป็นเนื้อสเต๊กนำเข้าจากต่างประเทศ ราคาจะเพิ่มสูงขึ้นอาจถึง 500-600 บาทต่อรายการ

การบริการจะมีเด็กผู้หญิงวัยรุ่นมารับคำสั่งตามรายการเมนูอาหาร อาหารประเภทเนื้อสเต๊กจะค่อนข้างช้าเล็กน้อย แต่ช่วงที่เดินไปตักสลัดผักนานาชนิด ซุบต่างๆ และนำรับประทานบนโต๊ะต้องใช้เวลาพอสมควร เมื่อรับประทานเสร็จก็ถึงเวลาเสริฟ์อาหารตามเมนูทันที ทำให้ไม่รู้สึกรอนานและรับประทานอาหารต่อเนื่อง ลูกค้าไม่รู้สึกหงุดหงิด มีการเปลี่ยนแปลงช้อนและซ่อมให้มีขนาดใหญ่ขึ้น วิธีนี้ทำให้รู้สึกถึงรสชาติอาหารอร่อยมากขึ้นกว่าเดิม

จุดเด่นของโมเดลธุรกิจนี้คือ การให้คุณค่ากับลูกค้า มีการแถมฟรีสลัดผัก ซุป ผลไม้ และของหวาน สามารถรับประทานได้ตลอดเวลา รู้สึกว่าอาหารไม่แพง คุ้มค่า บรรยากาศเงียบสงบ เหมาะกับการนั่งรับประทานอาหาร แต่ละโต๊ะห่างกันพอสมควร และเสริมสร้างประสบการณ์ไปตักสลัดผักตามใจชอบ ราวกับไปเลือกซื้อผักชั้นดีในชั้นวางซุปเปอร์มาเก็ต อาหารผักสดทำให้ลูกค้ามั่นใจว่าปลอดจากสารพิษตกค้าง เนื่องจากมีการโฆษณาทางโทรทัศน์ว่ามาจากแหล่งที่มีความปลอดภัยทางอาหาร

2. อาหารปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่นและเกาหลี มักเป็นประเภทบุฟเฟต์ ราคาคิดเป็นรายหัว ตั้งแต่เกือบ 400 จนถึง 400 กว่าบาท สามารถรับประทานอาหารได้ทุกอย่าง มีตะแกรงปิ้งย่างสำหรับเนื้อโค หมู ปลา กุ้ง ปลาหมึก หอย ฟักทอง แครอท โดยการสไลด์เป็นแผ่นบางๆ ทำให้อาหารสุกได้ง่าย เป็นการปิ้งย่างด้วยการใช้ถ่านแดงๆ เครื่องมือใช้ตะคีบเหล็กหยิบอาหารพลิกไปมาระหว่างการปิ้งย่าง มีกรรไกรคอยตัดเนื้อที่ไหม้ดำ และตะเกียบคอยคีบเนื้อสุกจิ้มกับน้ำจิ้มในถ้วยเล็ก (ผสมกับพริกและกระเทียม) ในเมนูมีเลือกให้รับประทานไม่จำกัด นอกเหนือจากวัตถุดิบเนื้อสัตว์ ฟักทอง แครอท อาทิ สลัดผัก ข้าวกระเทียม ซุปน้ำแกง ขนมหวาน ไอศกรีม และเครื่องดื่มชนิดต่างๆ

การบริการจะมีเด็กผู้หญิงวัยรุ่นมารับคำสั่งตามรายการเมนูอาหาร (เลือกกินได้ทุกอย่าง) ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาที เด็กเสิร์ฟก็ยกมาวางเป็นจานเล็กๆ ตามที่ลูกค้าสั่งไป เนื่องจากมีการจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าก่อนลูกค้าเข้าร้าน การจัดเรียงโต๊ะเก้าอี้ค่อนข้างติดกัน ทางเดินระหว่างโต๊ะจะคับแคบ (การจัดเรียงโต๊ะเก้าอี้เพิ่มขึ้น ทำให้จำนวนลูกค้ามากขึ้น) ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาเดินไปตักอาหารเหมือนกับบุฟเฟต์ชนิดอื่น มีพนักงานอยู่ใกล้เคียงคอยกดปากกาลงในเครื่องปาล์มสั่งอาหาร และเด็กคอยเสิร์ฟอาหารตลอดเวลา การบริการจึงรวดเร็ว ถูกใจลูกค้า นอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถรับประทานอาหารได้นาน ตั้งแต่หนึ่งชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมง ไม่ต้องรีบร้อน ปัจจุบันโมเดลลักษณะนี้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งถึงกับมีโปรโมชั่นมารับประทานอาหารสี่คน แต่จ่ายเพียงสามคนเท่านั้น

จุดเด่นของโมเดลธุรกิจนี้คือ การให้คุณค่ากับลูกค้า โดยมีอาหารประเภทซีฟู้ดเข้ามาเสริมในรายการเมนู มีการเปิดเพลงค่อนข้างเร็วเอาใจลูกค้า เสียงเพลงไม่ดังเกินไปจนกระทั่งรบกวนลูกค้า ใช้ถ่านเป็นเชื้อเพลิงในการปิ้งย่าง ถ่านมีลักษณะก้อนเล็กขนาดหนึ่งนิ้วกว่า คุณสมบัติพิเศษคือ อยู่ได้นานหลายชั่วโมง ไม่เป็นควันและกลิ่นคอยรบกวนลูกค้า ความร้อนจากถ่านแดงไม่ทำให้รู้สึกร้อนจนเกินไป (คุณสมบัติพิเศษของถ่านดังกล่าวทำให้เถ้าแก่ไม่ต้องติดเครื่องฮู้ดดูดความ ร้อน เหนือบนตะแกรงปิ้งย่าง เป็นการประหยัดการติดตั้งอุปกรณ์ของร้านอาหาร ทำเป็นเครื่องฮู้ดดูดความร้อนบนเพดานของร้านอาหารเท่านั้น)

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=588875

เถ้าแก่มืออาชีพ: ตอนที่ 15 การทำธุรกิจเริ่มต้น

การทำธุรกิจเริ่มต้น

            เมื่อลูกจ้างหรือผู้จบการศึกษาใหม่ต้องการเป็นเถ้าแก่เสียเอง ทราบจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจและเริ่มต้นธุรกิจอย่างไร ประเมินสถานการณ์เรียบร้อยว่าธุรกิจที่ตนเองต้องการทำไปรอดแน่นอน ความมีใจรัก (Passion) แบบ หลงใหลและความมุ่งมั่นจะทำให้สำเร็จตามความฝันที่วางเป้าหมายไว้ ถึงคราวลงมือทำธุรกิจเริ่มต้น เถ้าแก่ทราบตลาดและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอาชีพนั้นเป็นอย่างดี ก่อนอื่นให้ปฏิบัติดังนี้

1.    การหาทำเลสถานที่ (Place) ถ้า แก่ต้องทราบว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายคือใคร อายุเท่าใด อยู่ในวัยเด็ก วัยรุ่น วัยหนุ่มสาว วัยกลางคน (เป็นโสดหรือมีครอบครัว) หรือวัยชราปลดเกษียณ   อาศัยอยู่ที่ไหน มักมาใช้ชีวิตประจำวันอยู่ที่ใด มีความต้องการใช้สินค้าและบริการของเราสูงหรือไม่? กลุ่มลูกค้าเป้าหมายอยู่ที่ไหน? ทำเลสถานที่ก็จะอยู่ที่นั่น!! ต้องมีการนับจำนวนลูกค้าที่เดินผ่านร้านค้าที่เป็นทำเลสถานที่ว่ามีมายเพียงพอในการทำธุรกิจหรือไม่!!! นี่คือหัวใจของการหาทำเลสถานที่ ไม่ใช่เรื่องการคาดเดา นึกเอาเอง หรือจินตนาการโดยลืมความเป็นจริง

2.    เมื่อหาทำเลสถานที่ได้แล้ว ต้องวิเคราะห์คู่แข่งขัน (Competitors) ว่ามีจำนวนเท่าใดในบริเวณใกล้เคียง มีกี่ร้านค้า ขนาดกิจการเป็นอย่างไร ใหญ่โตหรือไม่ มีลูกค้าประจำมากมายเพียงใด รูปแบบการทำธุรกิจ (Business model) เป็นอย่างไร? ทำธุรกิจครบวงจรหรือไม่? ราคาสินค้าและบริการเท่าไหร่? ถ้าไม่ทราบอาจต้องทำตัวเป็นลูกค้าเสียเอง ลองไปซื้อสินค้าและใช้บริการสักหลายครั้ง หมั่นสังเกตการออกแบบดีไซน์ร้านค้า สอบถามพนักงานว่าสินค้าและบริการเป็นอย่างไร ราคาเท่าใด การโปรโมชั่นมีหรือไม่ ลูกค้าเขาพอใจมากน้อยแค่ไหน พฤติกรรมลูกค้าเป็นอย่างไร อย่าให้เป็นที่สังเกตจนพนักงานร้านค้าสงสัยว่าเรามาสอดแหนม สอบถามลูกค้ารายอื่นว่าชื่นชอบสินค้าและบริการของคู่แข่งขันหรือไม่ ต้องการอะไรเพิ่มเติมเป็นพิเศษ พยายามให้เขาแสดงความคิดเห็นออกมามากที่สุด ถ้าข้อมูลไม่เพียงพอต้องเปิดอินเตอร์เน้ท หาตำแหน่งสถานที่ตั้งของคู่แข่งขันบริเวณใกล้เคียงจากแผ่นที่กลูเกิ้ล (Google map) เข้า ไปดูเว้บไซด์ (ถ้ามี) เก็บข้อมูลให้หมดทั้งรูปแบบ การบริการ การโปรโมชั่น มีกี่สาขา การกล่าวถึงของลูกค้าในสังคมโซเชี่ยลมีเดียว่าเขาพอใจและไม่พอใจอะไรบ้าง

3.     หา ความรู้เพิ่มเติมจากธุรกิจเดียวกันว่าเขาทำสำเร็จได้อย่างไร ลองไปสังเกตดูร้านค้าและการบริการ ใครเป็นเจ้าตลาดอันดับหนึ่ง ส่วนแบ่งการตลาดกี่เปอร์เซ็นต์และมูลค่าปริมาณเท่าใด (Market share) คู่แข่งขันรายใดกำลังเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง มีแนวโน้มว่าอาจครอบครองหรือดึงส่วนแบ่งการตลาดไปได้ เข้าไปดูในเว้ปไซด์ หัดเล่นสังคมออนไลน์หรือโซเชี่ยลมีเดีย อาทิ เฟสบุ๊ค (เป็นแฟนเพจ) ทวิตเตอร์ (Following) เพื่อติดตามความเคลื่อนไหว การเปลี่ยนแปลงและความรู้ต่างๆ แบบเรียลไทม์ (ปัจจุบัน) รวมทั้งศึกษาข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับรูปแบบการทำธุรกิจ วัตถุประสงค์และเป้าหมายบริษัท การดำเนินงาน (Operation process) การขยายธุรกิจ การลงทุนในรูปแบบครบวงจร เพื่อศึกษากลยุทธ์ของบริษัทเหล่านี้ อาจทำให้เราเกิดมุ่งมองความคิดที่แตกต่างออกไป ทราบความเคลื่อนไหวตลอดเวลาของเจ้าตลาดและดาวรุ่ง ข้อมูลที่ศึกษาอาจนำมาใช้ในการปรับปรุงสินค้าบริการให้แตกต่าง ดีขึ้นกว่าเดิมจนกิจการเติบโตได้ในอนาคตข้างหน้า

4.    ทำการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจเดียวกัน อาจเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน รุ่นพี่และรุ่นน้องจากคณะหรือสถาบันเดียวกันที่รู้จักกัน มีอาชีพเดียวกัน เพื่อติดต่อกันทางสังคมโซเชี่ยลมีเดีย อาทิ กลุ่มทางเฟสบุ๊ค กลุ่มทางไลน์ เพื่อติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและความรู้ใหม่ๆ ได้ทันทีตลอดเวลา เถ้าแก่เริ่มกิจการใหม่ต้องหมั่นติดตามผู้เชี่ยวชาญทางอาชีพเกี่ยวข้องเพื่อ เพิ่มเติมทางเทคนิคอย่างสม่ำเสมอ เช่น บล็อก (Blog) ยูทูบ YouTube)

5.    การโฆษณาประชาสัมพันธ์ เถ้าแก่ดำเนินธุรกิจเริ่มต้นให้ทำใบปลิวแจกบริเวณใกล้เคียงสถานที่ตั้งของ ร้านค้า ระบุชื่อร้านค้าและวันที่จะเปิดร้านใหม่ให้ชัดเจน แผนที่ร้านค้าอยู่แห่งใด ซอยชื่ออะไร บ้านเลขที่ ใกล้กับสถานที่ใดซึ่งคนแถวนั้นรู้จักเป็นอย่างดี บอกเบอร์โทรศัพท์ร้านค้าและเบอร์โทรมือถือ สินค้าและบริการคืออะไร คุณลักษณะดีเยี่ยมอย่างไรจึงจะทำให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเกิดความต้องการ อย่างมากเพื่อมาซื้อสินค้าและบริการ ถ้าเป็นความเชี่ยวชาญพิเศษที่แตกต่างจากเจ้าอื่นต้องบ่งบอกในแผ่นใบปลิวด้วย เป็นการจูงใจให้ลูกค้าอยากมาซื้อสินค้าและบริการ อาทิ นวดแบบรักษา ไม่ใช่นวดตัวผ่อนคลาย และมีความรู้ทางด้านแพทย์แผนไทย ถ้าบริเวณใกล้เคียงมีชาวต่างประเทศอยู่อาศัย ต้องมีภาษาอังกฤษควบคู่กับภาษาไทยในแผ่นโฆษณา การแจกใบปลิวต้องทั่วถึงรัศมีโดยรอบไม่ต่ำกว่าหนึ่งกิโลเมตร บ้านทุกหลังและคอนโดมิเนียมทุกห้อง อาจจ้างคนไปแจกได้โดยเถ้าแก่คอยยืนสังเกตการณ์ รวมถึงการทำป้ายบ่งบอกชื่อร้านค้าและเบอร์โทรศัพท์ชัดเจน การโฆษณาประชาสัมพันธ์ต้องทำก่อนเปิดร้านค้าใหม่ไม่น้อยกว่าสองสัปดาห์

6.    การออกแบบดีไซน์ร้านค้าต้องบ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของธุรกิจที่สื่อสารไปถึง ลูกค้า การเลือกสี รูปถ่าย และสิ่งของตกแต่งต้องตรงกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย อาจเป็นการตกแต่งง่ายๆ ไม่ต้องลงทุนมาก สิ่งสำคัญคือด้านหน้าและภายในร้านค้าต้องสะอาด ไม่มีกลิ่นเหม็นอับ หรือสิ่งแวดล้อมเสียงดังอึกทึก ถ้าเป็นการนวดแบบรักษาต้องมีภาพกดคลายจุดตามร่างกายต่างๆขนาดใหญ่ที่ผนัง ห้องซึ่งลูกค้ามองเห็นได้ชัดเจนด้านหน้าเวลานวด เป็นการให้ความรู้กับลูกค้าเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ มีการอธิบายตามรูปภาพดังกล่าวให้เห็นว่าเรามีความรู้และเชี่ยวชาญจริง ถือว่าเป็นความสามารถหลักอย่างหนึ่ง (Core competency) ของเถ้าแก่ในการสร้างภาพให้เห็นถึงความแตกต่างจากการนวดแบบทั่วไป เปิดเพลงบรรเลงเบาๆให้เข้ากับบรรยากาศ แสงไฟสลัว ไม่เปิดแสงสว่างจ้าเกินไปจนรบกวนสายตาลูกค้า

7.    การคำนวณเรื่องการลงทุนแบบง่ายๆ ให้ยึดหลักจุดคุ้มทุน (Break-even point) หมายถึง ระดับจุดที่การผลิตหรือการขายสินค้าและบริการที่ก่อให้เกิดรายได้รวม (Totalrevenue) เท่ากับราคาต้นทุนรวม (Total cost) ต้นทุนรวมแบ่งออกเป็นสองประเภทคือ ต้นทุนคงที่ (Fixed costs) และต้นทุนผันแปร (Variable cost)

ต้นทุนคงที่ คือต้นทุนที่ไม่ผันแปรไปตามหน่วยการผลิตหรือการขายสินค้าและบริการซึ่งจะคง ที่ตลอดเวลา เช่น ค่าเสื่อมราคา (กรณีเป็นเจ้าของโรงงาน ร้านค้า หรืออสังหาริมทรัพย์) ค่าภาษีโรงเรือน ค่าเช่า (กรณีไม่ใช่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์) ค่าเงินเดือนลูกจ้าง (กรณีจ้างคนอื่นมาทำแทน) ค่าเงินเดือนตนเอง ค่าอุปกรณ์การตกแต่ง โต๊ะทำงาน เตียงนวด (กรณีเป็นธุรกิจนวดแบบรักษา) ค่าไฟฟ้าและค่าน้ำ เป็นต้น  ไม่ว่าจะมีลูกค้าหรือไม่ก็ตาม ถือว่าเป็นต้นทุนที่เถ้าแก่ต้องจ่ายเป็นประจำเท่ากันในแต่ละวันที่เปิดร้านค้า

ต้นทุนผันแปร คือต้นทุนที่ผันแปรไปตามหน่วยการผลิตหรือการขายสินค้าและบริการ เช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าแรงงาน (กรณีเป็นโรงงาน) ค่านายหน้า (กรณีเป็นธุรกิจการติดต่อซื้อขายเป็นรายๆ) ค่าไฟฟ้าและค่าน้ำที่เปิดเกินเวลาของร้านค้า เป็นต้น

วิธีคำนวณก่อนเปิดกิจการธุรกิจคือ จุดคุ้มทุนต้องใช้เวลานานเท่าใดถึงจะคืนต้นทุนรวม เช่น ธุรกิจนวดตัวแบบรักษา ลงทุนไปกับการเปิดร้านใหม่ประมาณห้าหมื่นบาท (ค่าเช่าร้านเดือนละหกพันบาท จ่ายล่วงหน้าสามเดือนเท่ากับ 18,000 บาท บวกกับค่าอุปกรณ์ต่างๆ อาทิ โต๊ะ เก้าอี้ เตียงนวดอย่างละหนึ่งตัวคิดเป็นเงินทั้งหมดเท่ากับ 10,000 บาท รวมกับค่าตกแต่งดีไซน์ร้านค้าและค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์ทั้งหมดเท่ากับ 22,000 บาท) รายได้รวมคำนวณจาก รายได้รวมในแต่ละวันหักด้วยต้นทุนรวมในแต่ละวัน (เถ้าแก่เป็นเจ้าของคนเดียว ลงมือนวดคนเดียว ไม่จ้างใคร สามารถนวดได้วันละห้าชั่วโมง ต้องการมีรายได้วันละหนึ่งพันบาท สมมติว่ามีต้นทุนรวมค่าไฟฟ้าค่าน้ำและอื่นๆ วันละห้าร้อยบาท ดังนั้นต้องมีรายได้รวมยังไม่หักต้นทุนในแต่ละวันเท่ากับ 1,500 บาท ถ้าสามารถนวดได้แค่ 5 ชั่วโมง เท่ากับว่าต้องคิดค่านวดแบบรักษาชั่วโมงละ 300 บาท (1,500 หารด้วย 5) จึงจะมีรายได้จริงวันละ1,000 บาท คูณด้วย 30 วัน เท่ากับมีรายได้เดือนละ 30,000 บาท สรุปคือใช้เวลาประมาณสองเดือนจึงจะได้จุดคุ้มทุน 50,000 บาท

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=588875

เถ้าแก่มืออาชีพ: ตอนที่ 14 กลยุทธ์รูปแบบทางธุรกิจ (Strategy of business model)

  14.  กลยุทธ์รูปแบบทางธุรกิจ (Strategy of business model)

กลยุทธ์แต่ละรูปแบบทางธุรกิจ (Business model) ย่อมแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับจำนวนคู่แข่งขัน (Competitors) และสภาพแวดล้อมการแข่งขัน (Rivalry among existing firms) ในท่ามกลางแข่งขันธุรกิจประเภทเดียวกัน (Industry competitors) เถ้าแก่ ทุกคนต้องมองเห็นในภาพรวมทั่วไปเพื่อนำมากำหนดกลยุทธ์ต่อสู้กับคู่แข่งขัน ทั้งเจ้าตลาด เจ้าเก่าและใหม่ที่เกิดขึ้นทุกวัน ยิ่งความต้องการลูกค้าถูกกระตุ้นตามข้อเสนอต่างๆ ของบริษัทผู้ผลิต เถ้าแก่ที่อยู่ในธุรกิจเดียวกันยิ่งต้องรีบปรับตัวให้ทันกับความต้องการไม่ มีที่สิ้นสุดของลูกค้า กำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นตามรายได้และจำนวนผู้บริโภคเป็นตัวผลักดันให้เถ้าแก่ อยากผลิตสินค้า บริการใหม่ออกมาเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาด เพิ่มยอดขาย เอาชนะคู่แข่งขันให้ได้ ไม่ว่าด้วยวิธีการใดของการทำธุรกิจ กลยุทธ์แต่ละรูปแบบทางธุรกิจต้องโดนใจลูกค้า ได้ยอดผลกำไรคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่ลงทุนไปกับการดำเนินธุรกิจ

การทำธุรกิจแบบอุตสาหกรรมต้องมีการผลิตสินค้าออกมาในรูปแบบจับต้องได้ (Physical product) อาจมีการจ้างโรงงานอื่นให้ผลิตสินค้าแทน หาวัตถุดิบมาป้อนโรงงาน (Suppliers) หรือ กำหนดสเปคสินค้าให้โรงงานผลิตออกมาตามคำสั่งซื้อของลูกค้า เพื่อสร้างแบรนด์ของตนเอง เมื่อทำไปสักระยะหนึ่งมีทุนรอนสะสมมากขึ้นก็ไปสร้างโรงงานผลิตสินค้าเอง เป็นเจ้าของวัตถุดิบเอง เช่น เจ้าของฟาร์มไก่ ไร่กาแฟ ไร่ข้าวโพด นาข้าว เป็นต้น ตั้งหน่วยงานวิจัยพัฒนาและปรับปรุงสินค้า (Research and development) มีการรับสมัครและฝึกอบรมพนักงานให้มีทักษะการผลิต (Human resource management) และ ตั้งหน่วยงานต่างๆ เพิ่มขึ้นในบริษัท เช่น การตลาด การบัญชีและการเงิน ตลอดจนขยายช่องทางการจัดจำหน่ายทั้งขายส่งและขายปลีก มีร้านค้าจำหน่ายเองไปตามชุมชนต่างๆ  ห้างสรรพสินค้า หรือปั้มน้ำมันที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าเถ้าแก่จะเริ่มต้นธุรกิจจากต้นน้ำคือผู้จัดหาวัตถุดิบไปสู่ปลายน้ำคือ ร้านจำหน่ายสินค้า หรือจากปลายน้ำไปสู่ต้นน้ำไม่ใช่สิ่งสำคัญ ขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของเถ้าแก่เป็นหลัก ต้องค้นหาลูกค้าเป้าหมายให้เจอ มีจำนวนมากพอในการส่งผลกำไรและธุรกิจอยู่รอดได้ บางรายมีความถนัดการทำอาหารก็อาจเริ่มต้นเปิดร้านอาหาร (ปลายน้ำ) ไปสู่การขยายสาขา ตั้งศูนย์กระจายวัตถุดิบหรือสินค้า สร้างโรงงาน และเป็นเจ้าของวัตถุดิบจนกระทั่งครบวงจร แต่เถ้าแก่บางรายเก่งทางด้านผลิตวัตถุดิบ (ต้นน้ำ) อาจเป็นผู้จัดหาป้อนให้กับโรงงานบริษัทใหญ่ เมื่อมีทุนมากพออาจกู้เงินมาลงทุนสร้างโรงงานเองไปสู่การตั้งร้านค้าจัด จำหน่ายเอง หรือส่งไปจำหน่ายต่างประเทศ

ปัจจุบันเราพบว่าเถ้าแก่ยุคใหม่มักดำเนินธุรกิจจากปลายน้ำ (ร้าน ค้า) ไปสู่ต้นน้ำ (ผู้ผลิตวัตถุดิบ) ซึ่งสามารถเข้าถึงความต้องการของลูกค้าได้ทันที โอกาสเติบโตทางธุรกิจมีสูง แตกต่างจากเถ้าแก่ยุคเก่าที่เริ่มจากธุรกิจต้นน้ำ (ผู้ผลิตวัตถุดิบ) ไปสู่ปลายน้ำ (ร้านค้า) ทั้งนี้อาจเนื่องจากสมัยก่อนความต้องการลูกค้ามีมาก ผู้ผลิตมีน้อยราย ผลิตสินค้าจำเป็นอะไรออกมาก็จำหน่ายได้หมด เถ้าแก่จึงแย่งกันเป็นเจ้าของวัตถุดิบเพื่อครอบครองส่วนแบ่งการตลาด ต่อมาการแข่งขันสูงขึ้น ผู้ผลิตมีมากราย สินค้ามีจำนวนมากกว่าผู้ซื้อ แม้สินค้าเป็นสิ่งจำเป็นกับลูกค้าแต่อาจขายไม่หมด ต้องประสบปัญหาการขาดทุนได้ ช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าจึงถือว่าสำคัญ การขยายสาขาร้านค้าไปตามชุมชน ภูมิภาค และประเทศต่างๆ จึงเป็นหัวใจการทำธุรกิจเพื่อครอบครองส่วนแบ่งการตลาดให้มากที่สุด ดังนั้นไม่ว่าเป็นเถ้าแก่ยุคเก่าที่สร้างธุรกิจจนเติบโต หรือเถ้าแก่ยุคใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษจึงเน้นไปทางร้านค้าจัด จำหน่ายเป็นหลักเพื่อให้ได้จำนวนลูกค้าชัดเจนและเข้าถึงพฤติกรรมผู้บริโภค เป็นประโยชน์ในแง่การเจริญเติบโตทางธุรกิจต่อไป ส่วนผู้ผลิตวัตถุดิบที่ในอดีตเคยมีอิทธิพลและครอบครองส่วนแบ่งการตลาดกลับ ประสบปัญหาความยุ่งยาก ขายสินค้าไม่ได้ราคา ถูกนายทุนหรือเจ้าของโรงงานกดราคา ทำให้ขาดทุนเกือบทุกปี เป็นปัญหาให้รัฐบาลทุกสมัยต้องออกนโยบายมาอุ้มชูและพยุงราคาสินค้าเกษตรกรรม เช่น โครงการรับจำนำข้าว โครงการประกันราคาข้าว เป็นต้น

เถ้าแก่ยุคใหม่จึงเริ่มธุรกิจจากการเปิดร้านค้าก่อน (ปลายน้ำ) คิดรูปแบบธุรกิจขึ้นมาเอง ทำร้านแรกให้มียอดขายเติบโต กำไรมาก และถูกใจลูกค้าจำนวนมาก ยิ่งเป็นการบอกปากต่อปาก (Word of mouth) หรือ เป็นข่าวขึ้นมา โอกาสทำธุรกิจให้เจริญเติบโตยิ่งมีมากขึ้น ทำการขยายสาขาไปในทำเลของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในลักษณะลงทุนเอง (กู้จากธนาคาร) หาผู้ลงทุนร่วม (Joint venture) หรือขายเป็น ลักษณะแฟรนไชน์ หากขยายไปหลายสิบสาขา อาจมีการตั้งโรงงานขึ้นมาเอง ควบคุมวัตถุดิบเองโดยกำหนดมาตรฐานขึ้นมาเพื่อให้ได้สินค้าตรงตามความต้องการ ของลูกค้า บางรายอาจเป็นเจ้าของวัตถุดิบเสียเอง กลยุทธ์เริ่มแรกจึงเน้นสินค้าและบริการเป็นหลัก (เถ้าแก่ยุคใหม่อาศัยความชำนาญเฉพาะด้าน ความชื่นชอบและความหลงรักเป็นทุนเดิมในการผลักดันให้เกิดธุรกิจขึ้นมา) ต่อไปอาศัยความมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้มาเป็นแรงจูงใจให้เกิดสาขาต่างๆ ขึ้นมา เมื่อทุนรอนมากขึ้นจึงคิดสร้างโรงงานและควบคุมวัตถุดิบเสียเองในลักษณะครบ วงจร เป็นการรักษามาตรฐานสินค้าและลดต้นทุนให้ได้ และริเริ่มการสร้างแบรนด์ตนเองขึ้นมา

เถ้าแก่ ยุคเก่าส่วนใหญ่เป็นเจ้าของวัตถุดิบและมีโรงงานเสียเอง เมื่อทำการขายส่งสินค้าไม่ว่าในประเทศหรือต่างประเทศมักมีปัญหาการถูกกดราคา จากลูกค้ารายใหญ่ ทั้งนี้เนื่องจากมีผู้ผลิตมากรายและต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นทุกปี เถ้าแก่ที่ปรับตัวทันจึงแก้ไขสถานการณ์โดยการไปสร้างร้านค้าขายปลีกและช่อง ทางจำหน่ายเสียเอง ขณะเดียวกันเริ่มสร้างแบรนด์ให้กับร้านค้าโดยอยู่ภายใต้แบรนด์ใหญ่ที่มีชื่อ เสียงมานานของตนเอง ขณะเดียวกันใช้ความใหญ่ของตนเอง สามารถผลิตสินค้าปริมาณมากในราคาต้นทุนต่ำ (Economic of scale) มาแตกไลน์ร้านค้าหลายประเภทที่เกี่ยวเนื่องกับวัตถุดิบตนเองเพื่อสร้างมูลค่าสินค้า (Valued products) และพยายามอุดช่องว่างการตลาดลงไปในทุกระดับ (Segmentation) ของธุรกิจที่กำลังเติบโตและมีลูกค้าจำนวนมาก เพื่อปิดโอกาสไม่ให้เถ้าแก่รายใหม่เกิดขึ้นมาเป็นคู่แข่งขันในอนาคต

เมื่อ เถ้าแก่ยุคเก่าและใหม่สร้างธุรกิจจนครบวงจร การกำหนดกลยุทธ์จึงถูกระดมออกมาใช้ต่อสู้กัน หากรายใดผลิตสินค้าออกมาเป็นที่นิยมของลูกค้า อีกรายจะรีบออกสินค้าใหม่ที่มีคุณลักษณะเดียวกันออกมาทันที อาจเป็นการก็อบปี้ลอกเลียนแบบสินค้าและบริการเดียวกันโดยปรับปรุงให้ดีขึ้น กว่าเจ้าตลาดหรือคู่แข่งขันเพื่อตียอดขายกลับคืนมา หรือปรับปรุงสินค้ารุ่นใหม่ให้ดีขึ้นกว่าเดิม ถูกใจลูกค้าจนร้องว้าวออกมาดังๆ (Innovative product) ในต่างประเทศมีเรื่องฟ้องร้องกันหลายรายเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์สินค้า เช่น บริษัทแอบเปิ้ลกับบริษัทแซมซุง สำหรับประเทศไทยจะผลิตสินค้าใหม่ออกมา สัประยุทธ์กันในลักษณะซับแบรนด์ใหม่ภายใต้แบรนด์เดิม (Grand brand) ต่อสู้กันในเรื่องคุณลักษณะของสินค้า เช่น รสชาติ การใช้งานง่าย เป็นประโยชน์ในการใช้สอย ออกแบบดีไซน์สวยงามกว่า เป็นต้น ลงทุนโฆษณาเป็นหลักทางสถานีโทรทัศน์ จ้างดาราประเภทซุปเปอร์สตาร์มาเป็นพรีเซ็นเตอร์เพื่อกระตุ้นยอดขาย (งานวิจัยต่างประเทศระบุว่าดาราและนักร้องมีชื่อเสียงไม่อาจกระตุ้นยอดขาย ได้ตามความเชื่อของบริษัทโฆษณาและเจ้าของสินค้า ผู้เชี่ยวชาญในสาขาสินค้าประเภทนั้นๆ ตะหากที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค)

การ ต่อสู้กันของบรรดาเถ้าแก่ในท้องตลาดมักเลียนแบบกันลักษณะตาต่อตาฟันต่อฟัน ใครแจกโปรโมชั่นอะไรออกมาก็มักทำตามและเพิ่มขึ้นมากกว่าอีกเจ้าหนึ่ง เช่น แจกทองหนึ่งล้านบาท พาไปเที่ยวต่างประเทศ แจกโทรศัพท์สมาทโฟนที่คนไทยกำลังนิยม ใครลงทุนค่าการตลาดมากในขณะที่ยอดขายใกล้เคียงกัน ผู้นั้นต้องกลับกลายเป็นผู้แพ้เสียเองเพราะค่าการตลาดผลักดันให้ต้นทุน สินค้าสูงขึ้น เถ้าแก่รุ่นใหม่ที่ชาญฉลาดจึงใช้ตนเองเป็นแบรนด์เสียเอง (Personal brand) สร้างกระแสให้เป็นข่าวดังในทางที่ดี (Corporate social responsibility) หรือ มีนักข่าวมา สัมภาษณ์ลงหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ ยกย่องให้เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่มาแรง ผลิตสินค้าแปลกและแตกต่างจากเจ้าอื่นก็มีสิทธิ์ดังได้ในชั่วข้ามคืน มีผู้บริโภคมาเป็นแฟนคลับหลายหมื่นคนจนถึงหลายแสนคนในโซเชี่ยลมีเดีย เช่น เฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ เป็นต้น แฟนคลับเหล่านี้คือลูกค้าภักดี รู้สึกชื่นชอบและจับต้องแบรนด์มีชีวิตได้ พร้อมซื้อสินค้าและบริการจากเถ้าแก่รุ่นใหม่ที่ตนเองยกย่อง จะออกมาปกป้องและพูดถึงในแง่ดีเสมอ คล้ายกับกองเชียร์ในสนามกีฬาแข่งขันนั่นเอง ส่วนเถ้าแก่ยุคเก่าอาศัยชื่อเสียงแบรนด์ตนเอง ประสบการณ์และการบริหารงานแบบมืออาชีพมาทำการตลาดแบบเดิม มักเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เนื่องจากแบรนด์ตนเองไม่มีชีวิตชีวา เป็นวัตถุหรือออกแบบโลโก้ให้สวยหรูเท่านั้น ลูกค้าไม่สามารถสัมผัสจับต้องได้ การทำตลาดเพื่อสังคม (Corporate social responsibility) ไม่จริงจัง จึงใช้กลยุทธ์ในการซื้อกิจการเถ้าแก่รุ่นใหม่ในราคาแพง หรือเข้าเป็นหุ้นส่วนกับเถ้าแก่รุ่นใหม่ที่มีแววว่าธุรกิจกำลังจะเติบโต ทั้งนี้เพื่อครอบครองตลาดแต่เพียงผู้เดียว

ถ้านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=588875

เถ้าแก่มืออาชีพ: ตอนที่ 13 อุปสงค์และอุปทาน (Demand and Supply)

13.   อุปสงค์และอุปทาน (Demand and Supply)

เศรษฐศาสตร์ได้อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันในท้องตลาดด้วยเส้นอุปสงค์ (Demand Curve) และเส้นอุปทาน (Supply Curve) เกิดจุดตัดกันของสองเส้นดังกล่าว เรียกว่าจุดสมดุลหรือดุลยภาพ (Initial Equilibrium) หมายถึงจุดที่ผู้บริโภคยินดีจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าบริการและพ่อค้าเต็มใจจำหน่ายสินค้าบริการนั้นให้กับผู้บริโภคในราคาที่สมดุลด้วยกันทั้งสองฝ่าย (ในรูปคือจุด PQ) ถ้าราคาสินค้าบริการเกิดสูงขึ้น ผู้บริโภคจะซื้อจำนวนหรือแต่ละครั้งลดลงตามสัดส่วนผกผันกับเส้นกราฟอุปสงค์ (D) แต่ถ้าราคาสินค้าบริการในท้องตลาดเป็นที่นิยมของผู้บริโภค พ่อค้าจะผลิตจำนวนออกมาตามสัดส่วนโดยตรงกับเส้นกราฟอุปทาน (S)

เมื่อสามร้อยกว่าปีที่ผ่านมามีนักเศรษฐศาสตร์ชื่อ อดัม สมิท (Adam Smith) ได้กล่าวถึงตลาดเสรีว่าจะมีมือที่มองไม่เห็น (Invisible hand) มาช่วยจัดระบบการตลาดให้เข้าสู่จุดดุลยภาพเอง ไม่ต้องมีใครมาช่วยจัดให้ ไม่ต้องการให้ภาครัฐมาบิดเบือนกลไกลการตลาด ปล่อยให้การค้าเสรีเข้ามาช่วยจัดการด้วยตัวให้มันเอง เขาจึงได้รับสมญานามว่า บิดาแห่งทุนนิยมเสรี (father of laissez-faire capitalism) ต่อมาภาครัฐเห็นว่าจุดดุลยภาพต้องใช้เวลาในการกลับคืนสู่สภาพปกติ อาจเป็นระยะเวลายาวนานหรือนานเท่าใดไม่มีผู้ใดทราบ และเมื่อถึงเวลานั้น อาจเกิดความเสียหายขึ้นกับสังคมและประเทศชาติ ภาครัฐจึงเข้ามาบริหารจัดการเพื่อให้จุดดุลยภาพกลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นอาจมีปัจจัยหลายอย่างรวมทั้งพ่อค้าเองมาทำให้จุดดุลยภาพนี้ไม่กลับคืนโดยเร็ว ภาครัฐจึงต้องเข้ามาปกป้องให้กลไกตลาดดำเนินต่อไปได้ ทั้งนี้เพื่อความสงบสุขของประชาชนส่วนรวม

รูปกราฟใน http://my.dek-d.com/dek-d/writer/viewlongc.php?id=588875&chapter=13

ปัจจัยที่ส่งผลให้เส้นกราฟอุปสงค์เคลื่อนที่ (Demand Curve Shift) ได้แก่ รายได้ (Income) รสชาติ (Taste) ความคาดหวังของผู้บริโภค (Expectations) จำนวนผู้ซื้อ (Number of buyers) การโปรโมชั่นสินค้าบริการ (Prices of related goods) เช่น ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง ถ้าเป็นไปในลักษณะบวกหรือเพิ่มขึ้นจะทำให้เส้นกราฟเคลื่อนที่ไปทางขวามือ (Shift to the right) คือเส้นกราฟ D1 แต่หากเป็นลักษณะลบหรือลดลงจะทำให้เส้นกราฟเคลื่อนที่ไปทางซ้ายมือ (Shift to the left) คือเส้นกราฟ D2

ปัจจัยที่ส่งผลให้เส้นกราฟอุปทานเคลื่อนที่ (Supply Curve Shift) ได้แก่ เทคโนโลยี (Technology) ความคาดหวังของพ่อค้า (Expectations) จำนวนผู้จำหน่าย (Number of sellers) ราคาวัตถุดิบ (Input prices) ถ้าเป็นไปในลักษณะบวกหรือเพิ่มขึ้นจะทำให้เส้นกราฟเคลื่อนที่ไปทางขวามือ (Shift to the right) คือเส้นกราฟ S3 แต่หากเป็นลักษณะลบหรือลดลงจะทำให้เส้นกราฟเคลื่อนที่ไปทางซ้ายมือ (Shift to the left) คือเส้นกราฟ S4

จากรูปภาพกราฟดังกล่าว สามารถแสดงถึงราคา (Price) และปริมาณ (Quantity) ได้ตามตารางข้างล่างนี้

  ไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านอุปทาน (S) การเพิ่มขึ้นด้านอุปทาน (S3) การลดลงด้านอุปทาน (S4)
ไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านอุปสงค์ (D) ราคาและปริมาณเหมือนเดิม ราคาลดลง

ปริมาณเพิ่มขึ้น

ราคาเพิ่มขึ้น

ปริมาณลดลง

การเพิ่มขึ้นด้านอุปสงค์ (D1) ราคาเพิ่มขึ้น

ปริมาณเพิ่มขึ้น

ราคาคลุมเครือ (ราคาด้านอุปสงค์เพิ่มขึ้น แต่ด้านอุปทานกลับลดลงเมื่อเทียบกับจุดดุลยภาพ)

ปริมาณเพิ่มขึ้น

ราคาเพิ่มขึ้น

ปริมาณคลุมเครือ (ปริมาณด้านอุปสงค์เพิ่มขึ้น แต่ด้านอุปทานกลับลดลงเมื่อเทียบกับจุดดุลยภาพ)

การลดลงด้านอุปสงค์ (D2) ราคาลดลง

ปริมาณลดลง

ราคาลดลง

ปริมาณคลุมเครือ (ปริมาณด้านอุปสงค์ลดลง แต่ด้านอุปทานกลับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับจุดดุลยภาพ)

ราคาคลุมเครือ (ราคาด้านอุปสงค์ลดลง แต่ด้านอุปทานกลับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับจุดดุลยภาพ)

ปริมาณลดลง

ตารางการเปลี่ยนแปลงของราคา (Price) และปริมาณ (Quantity) ทางด้านอุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply)

เราสามารถใช้รูปเส้นกราฟการเคลื่อนที่ของอุปสงค์และอุปทานอธิบายถึงการส่งผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงของราคาและปริมาณในระบบกลไกตลาด อาทิ สินค้าบริการ ค่าเงินบาท และมูลค่าหุ้น ได้ดังนี้

  1. สินค้าบริการ

1.1    มีการเปลี่ยนแปลงด้านอุปสงค์ (D) แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านอุปทาน (S)

นโยบายด้านคืนภาษีของรัฐบาล เช่น บ้านหลังแรก รถยนต์คันแรก มีการคืนภาษีจำนวนหนึ่งแสนบาทให้กับลูกค้า เกิดการเคลื่อนที่ไปทางขวามือของเส้นกราฟ D1 สร้างความต้องการเทียมเกิดขึ้นกับประชาชนทำให้มีการผลิตรถยนต์ในปริมาณมาก (Q1) ส่งผลให้รถติดมากขึ้นเพราะสร้างถนนไม่ทันกับจำนวนรถยนต์และมีการนำเข้าน้ำมันเพิ่มขึ้น เกิดเงินไหลออกนอกประเทศและค่าเงินบาทอ่อน ในอนาคตเกิดแนวโน้มราคารถยนต์สูงขึ้น (P1) ส่งผลให้ความต้องการลดลงเพื่อปรับเข้าสู่จุดดุลยภาพ (PQ)

พ่อค้ามีการโปรโมชั่นสินค้าบริการ เช่น ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง ซื้อสินค้าชิ้นที่สองลดราคาลงครึ่งหนึ่ง เกิดการเคลื่อนที่ไปทางซ้ายมือของเส้นกราฟ D2 สร้างความต้องการเทียมเกิดขึ้นกับประชาชนทำให้มีการซื้อสินค้าบริการที่ต้องการจริงๆ ในปริมาณลดลง (Q2) ในอนาคตเกิดแนวโน้มราคาสินค้าบริการลดลง (P2) ส่งผลให้ความต้องการจริงๆ มากขึ้นเพื่อปรับเข้าสู่จุดดุลยภาพ (PQ)

1.2   มีการเปลี่ยนแปลงด้านอุปทาน (S) แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านอุปสงค์ (D)

รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมอสังหาริมทรัพย์ เช่น ดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำ พ่อค้าไปลงทุนอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น ประชาชนไม่ออมเงินเนื่องจากดอกเบี้ยเงินฝากต่ำมากจึงนำไปซื้อบ้านและที่ดินแทน เกิดฟองสบู่ขึ้นทำให้มีการเก็งกำไรเพื่อขายต่อ ทำให้มีการสร้างอสังหาริมทรัพย์ในปริมาณเพิ่มขึ้น (Q3) และราคาลดต่ำลง (P3) เกิดการเคลื่อนที่ไปทางขวามือของเส้นกราฟ S3 สร้างการผลิตเทียมเกิดขึ้นกับพ่อค้า ในอนาคตเมื่อฟองสบู่แตก ส่งผลให้การผลิตอสังหาริมทรัพย์ลดลงเพื่อปรับเข้าสู่จุดดุลยภาพ (PQ)

พ่อค้ากักตุนสินค้าบริการทำให้เกิดการขาดแคลน (Q4) และราคาเพิ่มสูงขึ้น (P4) เกิดการเคลื่อนที่ไปทางซ้ายมือของเส้นกราฟ S4 ถ้าสินค้าบริการนั้นเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ภาครัฐต้องนำเข้าสินค้าบริการเพิ่มขึ้นทดแทน ทำให้ปรับเข้าสู่จุดดุลยภาพ (PQ)

1.3          มีการเปลี่ยนแปลงด้านอุปสงค์ (D) และด้านอุปทาน (S)

นโยบายด้านคืนภาษีของรัฐบาลรัฐบาล เช่น รถยนต์คันแรก (D1) พร้อมกับมีมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ หรือลดดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำ (S3) ทำให้ราคาคลุมเครือ (ราคาด้านอุปสงค์เพิ่มขึ้น แต่ด้านอุปทานกลับลดลงเมื่อเทียบกับจุดดุลยภาพ) แต่ปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น นั่นหมายถึงอาจเกิดภาวะเงินเฟ้อได้ เนื่องจากสินค้าบริการมีแนวโน้มแพงขึ้น และการจ้างงานเพิ่มขึ้นทันทีเพื่อผลิตปริมาณสินค้าบริการมากขึ้น เพื่อปรับคืนสู่จุดดุลยภาพ

นโยบายด้านคืนภาษีของรัฐบาลรัฐบาล เช่น รถยนต์คันแรก (D1) พร้อมกับมีพ่อค้ากักตุนสินค้าบริการ (S4) ทำให้ราคาสินค้าบริการเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณการผลิตคลุมเครือ (ปริมาณด้านอุปสงค์เพิ่มขึ้น แต่ด้านอุปทานกลับลดลงเมื่อเทียบกับจุดดุลยภาพ) นั่นหมายถึงเกิดภาวะเงินเฟ้อขึ้นทันที และการจ้างงานไม่แน่นอน แต่มีแนวโน้มเกิดการตกงานเนื่องจากสินค้าบริการแพง พ่อค้าต้องไปลดกำลังผลิตลงเพื่อปรับคืนสู่จุดดุลยภาพ

พ่อค้ามีการโปรโมชั่นสินค้าบริการ เช่น ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง (D2) พร้อมกับมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ หรือลดดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำ (S3) ทำให้ราคาสินค้าบริการลดลง แต่ปริมาณการผลิตคลุมเครือ (ปริมาณด้านอุปสงค์ลดลง แต่ด้านอุปทานกลับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับจุดดุลยภาพ) นั่นหมายถึงเกิดการกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนมากขึ้น เนื่องจากสินค้าบริการถูกลง ปริมาณการผลิตไม่แน่นอน แต่มีแนวโน้มว่าการผลิตเพิ่มขึ้น เป็นการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค แต่ถ้าเกิดฟองสบู่แตกจะเป็นการปรับคืนสู่จุดดุลยภาพ

พ่อค้ามีการโปรโมชั่นสินค้าบริการ เช่น ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง (D2) พร้อมกับมีพ่อค้ากักตุนสินค้าบริการบางอย่างที่จำเป็น เช่น น้ำมันปาล์ม (S4) ทำให้ราคาสินค้าบริการคลุมเครือ (ราคาด้านอุปสงค์ลดลง แต่ด้านอุปทานกลับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับจุดดุลยภาพ) แต่ปริมาณการผลิตลดลง เกิดสภาวะการตกงานหรือไม่มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นทันที  

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านต่อฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=588875

 

เถ้าแก่มืออาชีพ: ตอนที่ 10 คุณสมบัติของเถ้าแก่

Read the rest of this entry »

« Previous entries