ขึ้นชื่อว่าตื่นแต่เช้าในวัยเด็กๆแต่ละคนในโลกใบนี้  คงไม่มีเด็กคน

ไหนอยากจะตื่นเช้าเพื่อตั้งหน้าตั้งตาไปโรงเรียนกันหรอกนะกว่าจะลุกขึ้นมาจาก

ที่นอนอันแสนนุ่มไม่ใช่เรื่องน่าโสภาเท่าไหร่นักสำหรับเด็กๆทุกคน ฉันเองยอม

รับในข้อนี้ เป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบใจนักที่ต้องตื่นนอนมาแต่เช้าเพื่ออาบน้ำ ไป

โรงเรียน

 

           ยิ่งเมื่อย่างเข้าสู่หน้าหนาวด้วยแล้วอากาศที่น่านอนขนาดนั้น ต้องมาตื่นนอน

แต่ไก่โห่เป็นเรื่องแปลก  แถมต้องมานั่งรถไปโรงเรียนทุกวันแต่เช้าตรู่  ช่างไม่น่า

พิสมัยอะไรเลย  แม่น้องสาวตัวแสบของฉันเป็นต้องแหกปากร้องไห้ตั้งแต่เริ่มลืมตาตื่น

นอนได้ทุกเช้า ไม่อยากไปโรงเรียน ความแสบของน้องมีมากมาย  แต่มาเจอคนที่ดุ

อย่างอาปาที่ปราบเสียอยู่หมัด  วีรกรรมของน้องมีมากกว่าฉันหลายเท่าตัวนัก เรื่อง

ร้องไห้ไม่ไปโรงเรียนดูจะเป็นวีรกรรมที่หลายคนต่างนำมาพูดถึงชีวิตวัยเยาว์ของพวก

เราด้วย สร้างชื่อเสียงให้คนรู้จักกันทั้งหมู่บ้านมาตั้งแต่เด็ก

  

.

 

          มีคนคู่หนึ่งที่ทำหน้าที่ของตัวเองเพื่อเลี้ยงดูลูกมาด้วยการแบ่งหน้าที่และความ

สมดุลย์ในอำนาจหน้าที่ และการปกครอง ผู้ชายที่หลายคนเรียกว่าพ่อ ที่บ้านฉันเรียกว่า 

 อาปา    เป็นผู้รับบทบาททีดุดัน  ไม่ค่อยเล่นกับลูกเหมือนคนจีนทั่วไป แต่นับว่าการ

ดำเนินการตามบทบาทพ่อแม่ของคนคู่นี้ ทั้งคู่ต่างมีบทบาทที่ต่างกันไป  บทบาทหน้าที่

ของพ่อแม่เสมือนไม้คานที่เป็นเสาหลักค้ำยันนั้นมีความสมดุลเรื่องอำนาจอยู่พอตัว เมื่อ

อีกคนหนึ่งดุอีกคนหนึ่งจะพูดจาให้กำลังใจมาตลอดเวลา แต่ไม่มีการให้ท้ายเลยเมื่อใคร

เป็นคนดุ  สิ่งเหล่านี้ฉันเพิ่งมาเรียนรู้จากการกระทำของทั้งคู่โดยที่ไม่รู้ตัว

 

          เมื่อก่อนนี้นี้กินข้าวตอนเช้าก่อนไปโรงเรียนนับว่าเป็นอาหารมื้อที่จำใจกินมาก

เพราะไม่มีความอร่อยแล้ว กระเพาะอาหารยังไม่อยากทำงาน เพราะยังเช้าตรู่กินกับข้าว

อะไรก็ไม่อร่อยเลยน่าเบื่อจะตายไป 

  

                            แต่พอโตขึ้นเริ่มคิดได้ว่าที่เราไม่ชอบใจ ยังมีคนอีกหลายคนไม่ได้

มีกินอย่างไม่เคยอดหิวเหมือนเรา การที่ได้มีกับข้าวเย็นชืดในตอนกลางวันมันไม่อร่อยเลย

พอมื้อกลางวันก็รวมกลุ่มกินกับเพื่อนๆ แต่ไปอร่อยกับข้าวเพื่อนแทน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ

อะไร  เวลากลางวันที่โรงเรียนรู้สึกว่าการลิ้มรสอาหารของเพื่อนมักจะอร่อยกว่าของตัว 

เองทุกทีสิน่า หาเหตุผลอันควรจะเป็นไม่ได้เลย 

 

                         บางวันเป็นข้าวกล่องมีบล็อกกั้นแบ่งเป็นสองตอน ตอนหนึ่งเป็นข้าว

และอีกส่วนเป็นกับข้าว ถ้ามีกับข้าวสองอย่างโปะไปบนหน้าข้าวเลย  แต่บางวันเป็นปิ่นโต

สองชั้น คราวนี้ได้แยกกับข้าวและข้าว ชั้นหนึ่งเป็นข้าวสวย อีกชั้นเป็นกับข้าว

 

                  บางบ้านมีพี่เลี้ยงหรือคนที่บ้านนำข้าวมาส่งที่โรงเรียนด้วย  ฉันได้แต่มอง

ตาละห้อยเลย เพราะเขาจะมีอาหารการกินเพียบ  ไม่ได้นึกน้อยใจอะไรเพราะบ้านเราอยู่

ไกลจากในตัวเมืองด้วย  ตื่นยังตื่นเช้ากว่าเด็กในเมือง พ่อแม่ก็ต้องทำมาหากินไม่มีเวลา

มาดูแลกันขนาดนั้นได้หรอก ชีวิตวัยเด็กไม่ถึงกับขัดสนมากมาย มีชีวิตตามอัตภาพ ไม่อด

หิวก็เกินพอแล้ว

 

 

 

       ตอนเด็กอยู่โรงเรียนอนุชนวัฒนาใส่กระโปรงสีแดง ที่โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียน

เอกชน ในสมัยนั้นโรงเรียนรัฐบาลจะให้เด็กๆได้เรียนภาษาอังกฤษกันในชั้นประถม 5 และ

 6  จำได้ว่าไม่ต้องเรียนชั้นอนุบาล 1 เพราะที่โรงเรียนจะมีครูใหญ่ ชื่อคุณครูฉวีวรรณ

วรประวัติ ท่านเข้มงวดกวดขันนักเรียนด้วยตัวเอง  เท่าที่จำได้ตอนนั้น ท่านใช้วิธีทดสอบ

เด็กที่จะเข้าเรียนอนุบาลด้วยการให้อ่านหนังสือพิมพ์ นับว่าเป็นวิธีการในการสังเกตทักษะ

การอ่านของนักเรียนว่าอ่านหนังสือได้มากน้อยแค่ไหนได้อย่างน่าทึ่ง ฉันเลยเป็นเด็กที่

เรียนพาสชั้นไม่ต้องอยู่อนุบาล 1 เพราะที่บ้านฝึกให้อ่านหนังสือพิมพ์  ไม่ได้ว่าเก่งกาจ

อะไรเลย

 

 

                                         ในมโนภาพและความทรงจำในวัยเด็กของฉัน ครูใหญ่

ท่านมีบุคลิก เหมือนกับครูไหวใจร้ายที่เป็นหนังสือที่ประทับใจเล่มหนึ่งนับว่าเป็น

วรรณกรรมที่ควรให้เยาวชนอ่านเป็นที่สุด และทางไฟว์สตาร์นำมาทำหนังด้วย คงพอจะ

ทำให้หลายคนนึกถึงบุคลิกของครูไหวได้ง่ายขึ้น

 

 

                    ช่างบังเอิญที่ฉันอ่านหนังสือพิมพ์ทำให้ได้เลื่อนไปเรียนอนุบาล 2 ท่านผู้

นี้เป็นครูในดวงใจของฉัน  เป็นผู้ที่มีวิธีการสอนภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนประถมปลาย  

ในยามนั้นไม่ได้คิดอะไรมาก รู้แต่เพียงว่าต้องท่องศัพท์เป็นการบ้าน วันละ 10 คำ เพื่อนำ

ศัพท์เหล่านั้นมาใช้ในการอ่านประกอบบทเรียนในหนังสือ ชื่อ Class Work มีเนื้อหาที่นำ

ส่วนที่เป็น Past สุดท้ายของข้อสอบ  Entrance เพื่อคัดเลือกนักเรียนมัธยมปลายเข้า

มหาวิทยาลัย ในยุคที่ยังไม่ได้เป็นระบบ Addmission  อย่างในศตวรรษ 2000 นี้

 

                      ช่างเป็นความคิดที่ก้าวกระโดดของคุณครูฉวีวรรณจริงแท้  เพราะฉัน

เองก็เพิ่งจะตระหนักในเรื่องนี้ก็โตมากแล้ว  ส่วนของการอ่านนั้นที่โรงเรียนของฉันในวัย

เยาว์ฝึกทักษะนี้ให้แก่นักเรียนมาก่อนโรงเรียนอื่นมาหลายปี

  

                       ที่โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนเอกชนที่มีพื้นที่จำกัด เพราะพื้นที่คับ

แคบ  ไม่มีสนามเด็กเล่น  พอถึงวิชาพละ  พวกเรานักเรียนจะมีกางเกงขาสั้นพกติดมา

ด้วยแล้วนำมาเปลี่ยนที่โรงเรียน เป็นกางเกงขาสั้นสีขาว เสื้อยืดสีขาว ขอบที่แขนสี

แดง รองเท้าพละเตรียมใส่จากบ้านมาตั้งแต่ตอนเช้า  พอถึงวิชาพละต้องเดินเรียงแถว

จากโรงเรียนไปใช้สนามของทางเทศบาลจังหวัดที่อยู่ใกล้โรงเรียน  

 

 

 

                                        มาถึงตอนนี้เมื่อมองย้อนกลับไปมันกลับเป็นเรื่องตลกที่

เกิดขึ้นทุกเช้า   ในตอนนั้นไม่ตลกด้วยเลย เป็นความรำคาญมากกว่า อาจเป็นเพราะเกิด

มาเป็นลูกคนโต  พอมีน้องที่ร้องงอแงทุกเช้า ไม่ทำให้เป็นคนที่เรื่องมาก เลยกลาย

เป็นคนง่ายๆ มีเรื่องตลกเกิดขึ้นที่บ้านหลังหนึ่งของเราเสมอ   เท่าที่จำความได้ในวัยเด็ก

เป็นวัยที่มีความสุขสนุกสนาน  พวกเรามีกันสามคนพี่น้อง  ต้องเดินทางไปโรงเรียนที่อยู่

นอกหมู่บ้าน ตื่นนอนมาจัดแจงอาบน้ำแต่งตัวกันเอง เดินทางโดยรถประจำทางเพราะที่

บ้านห่างจากโรงเรียนหลายกิโล ประมาณ 20 กิโลเมตร หนทางไม่ได้สะดวกสบายมาก

นัก  ต้องนั่งรถนักเรียนจากหมู่บ้านเล็กๆไปโรงเรียน ที่อยู่ในตัวจังหวัด  

 

 

                                   คุณลุงคนขับรถใจดีท่านขำและหัวเราะเสมอ  เมื่อเห็นน้อง

สาวฉัน แช่งให้ขับรถไปแล้วรถคว่ำบ้าง ไปตกน้ำบ้าง  พอดีทางผ่านของการเดินทางต้อง

ข้ามสะพานเดชาติวงศ์(เด-ชา-ติ-วง)  ซึ่งเป็นสะพานใหญ่สร้างไว้ให้รถข้ามแม่น้ำเจ้า

พระยา  ไม่ว่าใครที่ต้องเดินทางขึ้นเหนือแล้วผ่านนครสวรรค์ ต้องใช้เส้นทางสายเอเชีย

A1 ต้องได้ใช้เส้นทางนี้  จะได้เห็นสะพานข้ามแม่น้ำ   แม่ข้ามสะพานไปแล้วจะเจอสี่แยก

ใหญ่ที่มีหอนาฬิกาตั้งตระหง่านอยู่กลางสี่แยกสะพานเดชาติวงศ์เป็นหัวใจของที่นี่

 

 

                                   มาถึงวันนี้สะพานข้ามแม่น้ำเริ่มเปลี่ยนไป  เป็นสะพานเดียว

ที่ฉันต้องเดินทางไปเรียนหนังสือ ในปัจจุบันได้ปรับปรุงสะพานเก่าเอาไว้สร้างเพิ่มเติมไว้

สองฝั่ง ยังเก็บสะพานเก่าที่มีสัญญลักษณ์ของความโค้งมนของสะพานเอาไว้ด้วย เพราะ

ความแข็งแรงของสะพาน ไม่ว่าใครก็ตามที่เดินทางโดยรถยนต์เพื่อเดินทางขึ้นเหนือ  จะ

ต้องใช้เส้นทางสายเอเชียเส้นนี้ ต้องผ่านสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา และสี่แยกหอ

นาฬิกา

 

                               ที่นี่มีคนไทยเชื้อสายจีนอาศัยอยู่ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์  ไม่ว่า

จะไปซื้อของที่ไหนไม่ค่อยใช้คำเรียกว่าลุง ป้าเรียกคนขายเท่าไหร่  ฉันมักจะใช้อาเจ็ก

อาแปะแทนเสียมากกว่า  สร้างความสนิทสนมคุ้นเคยเป็นการนับญาติอย่างเป็นกันเอง  

ยังเสียดายที่บ้านไม่ได้สอนให้ใช้ภาษาจีน  ไม่อย่างนั้นท่าทางจะสนุก มาเมื่อส่งภาษากัน

เวลาซื้อของ  อย่างไรเสียคนจีนด้วยกันท่านมักจะเอ็นดูลูกหลานที่มีหน่อเนื้อเชื้อสายจีน

ด้วยกัน ประมาณว่า “ตั่งหนั่งเกี๊ยะ” เป็นคนที่มีเชื้อจีนเหมือนกัน  ไม่ว่าจะไปซื้ออะไรที่

ไหนก็ต่อรองกันได้  ถ้าใครที่พูดภาษาจีนเป็นนับว่ามีโอกาสในการใกล้ชิด สนิทสนมกับ

คนเก่าแก่ที่นี่ได้ไม่ยากเลย

 

Korp@i

 

อาทิตย์ที่ 20 June 2553