การดูงานศิลปะโดยเฉพาะงานทัศนศิลป์ ควรดูโดยพิจารณาถึงคุณค่าของผลงาน 3 ประเด็นคือ คุณค่าด้านองค์ประกอบศิลปะ คุณค่าด้านเทคนิคและวิธีการสร้างและคุณค่าทางด้านเนื้อหาเรื่องราวหรือบริบทของสังคมที่ถูกสะท้อนออกมาในงานศิลปะ ในที่นี้จะยกตัวอย่างการเข้าถึงความงามในงานทัศนศิลป์ 3 ประเภท ได้แก่ จิตรกรรม ประติมากรรมและสถาปัตยกรรม
การเข้าถึงความงามในงานจิตรกรรม ลักษณะความงามในงานจิตรกรรมไทยประเพณีอยู่ที่ความประณีตสวยงาม แสดงความรู้สึกถึงความมีชีวิตจิตใจและความเป็นไทยที่มีความอ่อนโยนละมุนละไมจนเกิดเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ตัวอย่างของงานจิตรกรรมไทย เช่นภาพมารผจญ ที่พระที่นั่งพุทไธสวรรย์กรุงเทพฯ
งานจิตรกรรมชิ้นนี้ใช้เทคนิคสีฝุ่น (Tempera) ในการวาด เริ่มแรกช่างต้องเตรียมฝาผนังปูนด้วยการนำใบขี้เหล็กสดมาตำกรองน้ำมาล้างผนังหลาย ๆ ครั้งเพื่อล้างความเค็ม เมื่อผนังแห้งใช้ขมิ้นชันสดลองขีดบนผนังถ้าเป็นสีแดงแสดงว่าผนังยังคงมีความเค็มอยู่ ถ้าเป็นสีเหลืองแสดงว่าผนังหมดความเค็มใช้การได้ จากนั้นนำเม็ดมะขามมาคั่วแล้วต้มจนกลายเป็นแป้งเปียกผสมกับดินสอพองทาบนผนัง เมื่อแห้งแล้วจึงใช้กระดาษขัดพื้นให้เรียบเสมอกันแล้วจึงลงมือร่างภาพ ระบายสี ปิดทองแล้วจึงตัดเส้น (สมชาติ มณีโชติ, 2529 : 44) เนื้อหาในภาพเป็นตอนหนึ่งในพุทธประวัติที่รู้จักกันว่า “มารผจญ” หรือ “มารวิชัย” เป็นตอนที่พระพุทธองค์ใกล้บรรลุโพธิญาณแต่มีพญามารเข้ามาขัดขวาง ทำให้พระองค์ต้องเรียกพระแม่ธรณีขึ้นมาเป็นพยานในการทำความดี และช่วยปราบเหล่ามารให้พ่ายแพ้ไป บริเวณตรงกลางด้านบนเป็นพระพุทธองค์ประทับนั่งใต้โพธิ์บัลลังก์ ถัดลงมาเป็นพระแม่ธรณีประทับยืนบีบมวยพระเกศา ด้านซ้ายของพระพุทธองค์เป็นกองทัพพญามารและด้านขวาเป็นภาพเหล่ามารที่ถูกน้ำพัดพากระจัดกระจาย
โดยทั่วไปเมื่อเราพิจารณาถึงความงามในงานจิตรกรรมไทย สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือการใช้เส้นที่อ่อนหวาน การตัดเส้นที่มีน้ำหนักอ่อนแก่ รองลงมาอาจเป็นเรื่องของสี รูปร่างรูปทรงและการจัดวางพื้นที่ว่าง ในที่นี้ เส้นโค้งและรูปร่างของเหล่ากองทัพมารที่พุ่งเข้าหาพระพุทธองค์ในทิศทางเดียวกันเป็นการเน้นให้เห็นถึงจุดเด่นที่อยู่ตรงกลาง ในขณะที่อีกด้านหนึ่งของภาพ เส้นโค้งของเหล่ามารที่แลดูเคลื่อนที่อย่างไร้ทิศทางสร้างความรู้สึกโกลาหลสอดคล้องกับเหตุการณ์ในพุทธประวัติ สีแดงชาดที่ช่างใช้เป็นสีของพื้นหลังยิ่งเพิ่มความรู้สึกตื่นเต้นและความสว่างไสว รวมทั้งการปิดทองเพื่อเน้นถึงจุดเด่นในจังหวะที่เหมาะสมทำให้องค์ประกอบทางความงามในงานจิตรกรรมชิ้นนี้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
หากพิจารณาในแง่ของคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรมนับว่ามีค่าสูงยิ่ง เนื่องจากเป็นผลงานที่วาดขึ้นตั้งแต่สมัยเริ่มสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ราวปี พ.ศ.2325 นับถึงเวลานี้เป็นเวลากว่า 200 ปี แม้ว่าจะมีการวาดซ่อมมาโดยตลอดแต่โครงของภาพโดยรวมเชื่อว่าเป็นฝีมือของช่างในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ นอกจากนี้ยังมีคุณค่าในเชิงประวัติศาสตร์อีกหลายด้าน เช่น สะท้อนให้เห็นว่าวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์เป็นที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 1 เนื่องจากจิตรกรเลือกใช้ตัวทศกัณฐ์แทนพระยาวัสวดีมาร หรือจากการที่จิตรกรที่ไม่เคยเห็นว่ามารมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ก็สามารถวาดภาพมารออกมาให้มีลักษณะที่ต่างกันแสดงถึงความคิดสร้างสรรค์อันชาญฉลาดของช่างผู้วาด ฯลฯ จากคุณค่าต่าง ๆ ที่ยกตัวอย่างมานี้ประกอบกับขั้นตอนที่ยุ่งยากในการสร้างงานจิตรกรรมไทย ทำให้เราเห็นถึงความศรัทธาและความอุตสาหะของคนในสมัยโบราณได้เป็นอย่างดี
ตัวอย่างของงานจิตรกรรมตะวันตก ได้แก่ภาพอาหารเย็นมื้อสุดท้าย (The Last Supper) ของจิตรกร ลีโอนาโด ดาวินชี (Leonado Davinci) วาดในหอฉันของวัดซานตา มาเรีย เดลลา กราซิเอ ( โดยทั่วไปแล้ว เทคนิคสีฝุ่นที่ใช้วาดบนจิตรกรรมฝาผนังในโลกตะวันตกเป็นเทคนิคการนำสีฝุ่นมาผสมน้ำเขียนบนผนังปูนที่ยังเปียกอยู่ที่มีชื่อเรียกเฉพาะว่า เฟรสโก (Fresco) กล่าวคือศิลปินต้องเตรียมฉาบผนังปูนจำนวนหนึ่งแล้วจึงลงมือร่างภาพระบายสีให้เสร็จทันก่อนผนังปูนจะแห้งลง ซึ่งเป็นเทคนิคที่ต้องการความฉับไวและความแม่นยำอย่างมาก แต่ในงานชิ้นนี้ดาวินชีได้ทดลองเอาน้ำมันมาเป็นตัวผสมกับสีฝุ่นเพื่อต้องการให้สีสดใสและทดลองเขียนบนผนังปูนที่แห้งแล้ว (Laurie Schneider Adams, 2001 : 280) เนื้อหาที่วาดเป็นเหตุการณ์ตอนหนึ่งของพระคริสต์ เป็นตอนที่พระองค์ถูกไล่ล่าจากทหารโรมันและรับประทานอาหารมื้อสุดท้ายพร้อมกับสาวกอีก 12 องค์ก่อนที่จะถูกจับตัวไป ในภาพพระคริสต์ทรงอยู่ในพิธีฉลองอาหารค่ำของพระเป็นเจ้า และทรงประกาศว่าจะมีสาวกองค์หนึ่งในที่นั้นคิดทรยศโดยบอกที่ซ่อนของพระองค์ต่อทหารโรมัน
องค์ประกอบของภาพมีพระคริสต์อยู่ตรงกลาง พระพักตร์สงบนิ่ง เมื่อสิ้นเสียงคำประกาศของพระองค์เหล่าสาวกทั้ง 12 องค์ที่อยู่ด้านซ้ายและด้านขวาต่างแสดงอากัปกิริยาและสีหน้าที่แตกต่างกันไป บ้างก็แสดงความตระหนกตระหนกใจ บ้างก็โศกเศร้า บ้างก็โน้มตัวเข้าหากันเพื่อปรึกษาหารือ ถ้าเราดูให้ดีจะพบว่าดาวินชีสามารถถ่ายทอดอารมณ์และท่าทางของเหล่าสาวกแต่ละองค์ได้อย่างน่าสนใจ เส้นอันเกิดจากความโกลาหลของบุคคลในภาพที่เคลื่อนไหวไปมาขัดแย้งกับท่าทางของพระคริสต์ที่นิ่งเฉย ฉากหลังมีการใช้หลักการทัศนีวิทยา (Perspective) ให้เส้นพุ่งตรงเข้าหาพระคริสต์ที่อยู่ตรงกลาง ด้านหลังสุดมีหน้าต่างจำนวน 3 บานเผยให้เห็นภาพทิวทัศน์ที่สามารถมองทะลุออกไปไกลช่วยให้งานจิตรกรรมชิ้นนี้มีความลึกคล้ายภาพที่มองเห็นจริงในธรรมชาติ ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของพัฒนาการในงานจิตรกรรมสมัยเรอนาซอง ดาวินชีใช้วิธีการควบคุมโทนสีและบรรยากาศของภาพให้ดูมืดสลัวเพื่อต้องการแสดงบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์ลึกลับ และมีการไล่น้ำหนักแสงเงาเลียนแบบธรรมชาติได้อย่างน่าอัศจรรย์
เมื่อพิจารณาถึงคุณค่าความงามในแง่ของสังคมและวัฒนธรรมพบว่ามีค่าสูงยิ่งเนื่องจากเป็นผลงานที่วาดขึ้นตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 นับถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 500 ปี โดยภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความศรัทธาในศาสนาคริสต์ที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อสังคมยุโรปในขณะนั้น อีกทั้งเป็นผลงานของศิลปินที่ได้พิสูจน์ตนเองมาแล้วว่ามีความสามารถหลาย ๆ ด้าน เป็นต้นแบบของนักคิดที่พยายามทดลองเทคนิคใหม่ ๆ ในการสร้างผลงานที่สะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางความคิดของมนุษย์ โดยเฉพาะเป็นสิ่งที่เป็นตัวแทนของความสำเร็จในการแก้ปัญหางานจิตรกรรมให้มีลักษณะ 3 มิติได้อย่างสมบูรณ์ ปัจจุบันภาพดังกล่าวเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองมิลานที่นักท่องเที่ยวที่ชื่นชมงานศิลปะได้แวะเวียนไปเยี่ยมชมปีละนับล้านคน การเข้าถึงความงามในงานประติมากรรม
ลักษณะความงามในงานประติมากรรมไทยอยู่ที่ความประณีตและอ่อนหวาน ในที่นี้จะยกตัวอย่างการเข้าถึงความงามในงานพระพุทธรูปแบบสุโขทัย 
พระพุทธรูปลักษณะเช่นนี้จัดอยู่ในศิลปะสุโขทัยที่เจริญอยู่ในบริเวณภาคเหนือตอนล่างของไทยราวพุทธศตวรรษที่ 19 - 20 และเป็นพุทธศิลป์ที่ได้รับการยกย่องว่างามที่สุดสมัยหนึ่ง เทคนิคการสร้างคือการหล่อสำริดและเป็นเทคนิคการหล่อกลวง กล่าวคือเนื้อวัสดุที่เป็นโลหะจะปรากฏเป็นรูปทรงที่มองเห็นภายนอก ปริมาตรภายในไม่ทึบตัน เริ่มแรกช่างจะต้องเตรียมต้นแบบขึ้นโกลนพระพุทธรูป จากนั้นนำขี้ผึ้งมาปั้นโดยเก็บรายละเอียดอย่างประณีตบรรจง ขั้นตอนนี้มีความละเอียดอย่างมากเนื่องจากส่วนที่เป็นขี้ผึ้งจะถูกแทนที่ด้วยเนื้อโลหะ เมื่อเสร็จแล้วจึงทำพิมพ์ครอบและยึดพิมพ์ชั้นนอกกับต้นแบบข้างในไม่ให้เคลื่อนที่หลุดออกจากกัน จากนั้นจึงเตรียมฉนวนสำหรับการเทเนื้อโลหะ เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการดังกล่าวจึงนำไปสุมไฟเพื่อสำรอกให้ขี้ผึ้งละลายออกมาแล้วจึงค่อยเทเนื้อโลหะที่หลอมเหลวเข้าไปแทนที่ ทิ้งไว้จนแห้งจึงค่อยแกะพิมพ์และขัดตกแต่งผิวหน้าให้เรียบเสมอกัน จากนั้นจึงมีการทาด้วยน้ำรักและปิดทองให้สวยงาม จากขั้นตอนดังกล่าวเห็นได้ว่ามีความซับซ้อนยิ่งช่างผู้สร้างต้องมีความอุตสาหะประกอบกับฝีมือ ความชำนาญและความศรัทธาอย่างมาก จึงจะสามารถสร้างงานศิลปะเช่นนี้ให้สำเร็จได้
เมื่อพิจารณาความงามทางด้านองค์ประกอบศิลปะพบว่าช่างผู้สร้างได้ใช้เส้นโค้งได้อย่างเหมาะเจาะลงตัว ปริมาตรของประติมากรรมไม่ดูทึบตันแต่มีรูปทรงโค้งรับกันไปมาไม่ว่าจะเป็นเส้นโค้งที่ประกอบกันเป็นพระพักตร์รูปไข่ เส้นไรพระศกที่โค้งจรดกันเป็นมุมแหลมที่กลางพระนลาฏ เส้นพระขนงโค้งล้อไปตามเส้นไรพระศกและวาดต่อลงมาที่พระนาสิกซึ่งโด่งรับกับวงพระพักตร์ ลักษณะของพระเนตรหลุบต่ำแสดงอาการสงบนิ่ง มุมพระโอษฐ์ยกขึ้นเล็กน้อยเพื่อแสดงถึงความเมตตากรุณาที่มีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย
เมื่อเราพิจารณาถึงสาระหรือแนวคิดทางพุทธศาสนาที่สะท้อนอยู่ในงานประติมากรรมเราจะพบว่าช่างผู้สร้างได้ถ่ายทอดแนวคิดของพุทธศาสนาแบบเถรวาทได้เป็นอย่างดี เนื่องจากหลักสำคัญสูงสุดคือการประกอบกรรมดีเพื่อให้บรรลุถึงนิพพานซึ่งก็คือการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด กรรมดีดังกล่าวผู้กระทำต้องประพฤติปฏิบัติด้วยตนเอง มิใช่การกราบไหว้บูชาหรืออ้อนวอนสิ่งใด แนวคิดนี้สะท้อนให้เห็นในงานประติมากรรมคือความงามที่สงบเรียบง่าย ไร้การตกแต่งใด ๆ ส่งเสริมให้จิตใจเกิดความสงบและมีสมาธิ ความสงบเรียบง่ายนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมของสุโขทัยว่าเป็นสังคมที่สงบสุขร่มเย็นตามลักษณะการปกครองแบบพ่อปกครองลูกได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันนี้หากเราได้มีโอกาสเดินตามแหล่งเช่าพระพุทธรูปแหล่งใหญ่ ๆ ในกรุงเทพฯ เช่น ตรอกวัดสุทัศน์ ฯลฯ เราจะพบว่าพระพุทธรูปที่ได้รับการสร้างขึ้นใหม่ส่วนใหญ่จะเลียนแบบความงามของศิลปะแบบสุโขทัยทั้งสิ้นเนื่องจากความงามดังกล่าวเป็นความงามที่ลงตัวและสะท้อนสาระทางพุทธศาสนาได้อย่างเหมาะสมที่สุดนั่นเอง
ต่อไปจะยกตัวอย่างประติมากรรมตะวันตก ได้แก่งาน “The Kiss” ของ โอกุสต์ โรแดง (Auguste Rodin) โอกุสต์ โรแดงเป็นศิลปินชาวฝรั่งเศส เกิดในกรุงปารีสช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 เขาได้สร้างประติมากรรม “The Kiss” ขึ้นในปี ค.ศ. 1886 ด้วยเทคนิคการแกะสลักจากหินอ่อน ผลงานดังกล่าวมีขนาดราว 75 X 47 X 45 นิ้ว กล่าวกันว่าประติมากรรมของโรแดงส่วนใหญ่ได้รับแรงบันดาลใจจากไมเคิล แองเจลโล ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยเรอนาซอง (วิบูลย์ ลี้สุวรรณ, 2538 : 177) เมื่อศึกษาความงามทางด้านองค์ประกอบศิลปะพบว่าศิลปินได้มีการจัดวางรูปทรง 2 รูปทรงและท่าทางของประติมากรรมได้อย่างสอดประสานกลมกลืน มีการแสดงลักษณะทางกายวิภาคของมนุษย์เพศชายและหญิงได้อย่างสมส่วนโดยปราศจากความรู้สึกทางโลกีย์ มีการใช้เส้นแสดงความเคลื่อนไหวไปมาทำให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างรูปทรง รูปทรงทั้ง 2 โน้มเข้าหากันและต่างรับน้ำหนักซึ่งกันและกันไว้อย่างทะนุถนอม สีขาวของงานประติมากรรมเมื่อสัมผัสกับแสงทำให้เกิดน้ำหนักเข้ม – อ่อนที่ไล่ระดับกันอย่างชัดเจน ประกอบกับพื้นผิวขององค์ประกอบหลักในภาพได้รับการขัดแต่งอย่างเรียบเนียนยิ่งส่งผลให้เกิดความรู้สึกนุ่มนวล ละมุนละไม สอดคล้องกับเนื้อหาที่ศิลปินต้องการถ่ายทอดความรู้สึกของคู่รักชาย – หญิงที่กำลังจูบกันอย่างดูดดื่ม อย่างไรก็ดีศิลปินได้ควบคุมความนุ่มนวลอ่อนหวานที่อาจมีมากเกินไปในงานประติมากรรมด้วยการจัดวางท่าทางของบุคคลบนแท่งหินหรือก้อนหินที่มีขนาดกว้างดูเทอะทะและมีพื้นผิวที่ขรุขระหยาบกระด้างทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างรูปทรงชายหญิงทั้ง 2 ที่ได้รับการขัดแต่งอย่างประณีต แต่ความขัดแย้งดังกล่าวยิ่งเป็นตัวเสริมให้เกิดจุดเด่นที่องค์ประกอบหลักของงานและส่งผลให้งานชิ้นนี้มีเอกภาพในการจัดวางองค์ประกอบทางศิลปะได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดชิ้นหนึ่ง
เมื่อพิจารณาถึงความงามในแง่ของคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรมนับว่ามีค่าสูงยิ่งเนื่องจากเป็นตัวแทนของโลกยุคใหม่ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในวงการศิลปะของยุโรปที่กำลังก้าวเข้าสู่การทดลองและการแสวงหาแนวทางในการนำเสนอสิ่งใหม่ ๆ ต่อสังคม มีการให้ความสำคัญกับความคิดและจิตวิญญาณของมนุษย์มากขึ้นจนเกิดเป็นลัทธิทางศิลปะแบบอิมเพรสชั่นนิสม์ที่เป็นภาพสะท้อนถึงความคิดและความประทับใจของศิลปินที่มีต่อสรรพสิ่งรอบกาย งานของโรแดงเป็นการผสมผสานเอาลักษณะบางประการของศิลปะสมัยเรอนาซองที่สมบูรณ์แบบในเรื่องการถ่ายทอดลักษณะทางกายวิภาคของมนุษย์ บวกกับแนวคิดที่สะท้อนถึงความรู้สึกอันแสนธรรมดาของปุถุชนทั่วไป เช่น ความรู้สึกรักแบบหนุ่มสาว ความรู้สึกรักชาติ ความไม่สมบูรณ์แบบของร่างมนุษย์ ฯลฯ ผลงานของเขาแสดงถึงโลกที่เปิดเสรีทางความคิดและสะท้อนลักษณะเฉพาะตัวซึ่งเป็นหัวใจในการนำเสนอผลงานในวงการศิลปะสมัยใหม่สืบมา การเข้าถึงความงามในงานสถาปัตยกรรม
สถาปัตยกรรมคือผลงานศิลปะที่เน้นความงามทางด้านรูปร่างรูปทรง พื้นที่ว่างและประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก อีกทั้งเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพภูมิศาสตร์ของแต่ละแห่งได้เป็นอย่างดี ในที่นี้ผู้เขียนจะยกตัวอย่างของการเข้าถึงความงามในงานสถาปัตยกรรมของไทยได้แก่ เรือนไทยทับขวัญ จังหวัดนครปฐม เป็นเรือนหมู่ที่ประกอบด้วยเรือนหลายหลังเชื่อมต่อกันด้วยลานตรงกลางที่มีการเล่นพื้นต่างระดับเพื่อแยกพื้นที่ใช้สอยในแต่ละส่วน
โดยทั่วไปเรือนไทยจะมีการยกพื้นสูงเพื่อให้ใต้ถุนเรือนโปร่งสำหรับใช้สอยประกอบกิจกรรรมอื่น ๆ วัสดุที่ใช้ปรุงเรือนทำจากไม้และกระเบื้องดินเผา เดิมทีช่างคงใช้การทำเบ้าและเดือยเพื่อให้ชิ้นส่วนต่างๆ ประกอบยึดแน่นเข้าด้วยกัน โดยทั่วไปความงามของเรือนไทยอยู่ที่สัดส่วน รูปทรง พื้นที่ว่างและการแบ่งพื้นที่ใช้สอยได้อย่างเหมาะสมลงตัว สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ ส่งผลให้ผู้ดูรู้สึกได้ถึงความสง่างาม สงบร่มรื่น ความอ่อนน้อม เมื่อพิจารณาความอ่อนช้อยที่ปรากฏในความรู้สึกเกิดจากเส้นสายอ่อนโค้งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นต้นเสาสอบเรียวเนียนกลมกลึง ส่วนโค้งของป้านลมหลังคาที่พุ่งสูงขึ้นสู่ฟ้า เส้นโค้งที่ตวัดขึ้นของตัวเหงาและความละเอียดของฝีมือการเข้าไม้ชิ้นเล็กชิ้นน้อยเป็นฝาปะกน รวมทั้งลวดลายการแกะสลักของหย่องหน้าต่าง (ปิยลดา เทวกุล, 2544, หน้า 91) นอกจากนี้ยังมีความโดดเด่นของสัดส่วนอีกหลายประการ เช่น สัดส่วนที่พอเหมาะพอดีของช่องหน้าต่างกับตัวเรือน ชานเรือนที่เปิดโล่งสู่ท้องฟ้า หลังคาที่มีมิติเหลื่อมซ้อนกันอย่างมีจังหวะ สัดส่วนของปีกนกที่แผ่ออกจากตัวเรือน ฯลฯ องค์ประกอบเหล่านี้ล้วนทำให้บ้านทรงไทยมีความสง่างามและความประณีตบรรจง แต่ทว่าสิ่งเหล่านี้กลับดูสงบนิ่งกลมกลืนไปกับบรรยากาศของแมกไม้
เมื่อพิจารณาถึงความงามในแง่คุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรมพบว่าเรือนไทยหลังนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดและวิถีการดำรงชีวิตของบรรพบุรุษของเราได้เป็นอย่างดี กล่าวคือ ในอดีตสังคมชาวไทเป็นสังคมที่ดำรงชีวิตด้วยการทำนา อาศัยอยู่ใกล้แหล่งน้ำ เป็นสังคมที่ลงหลักปักฐานอยู่บนที่ดินที่ค่อนข้างถาวร ในสังคมเช่นนี้ผู้คนต่างมีเวลาว่างจากการทำนามาค่อย ๆ พัฒนาที่อยู่อาศัย จากการสังเกตทิศทางลม แนวโคจรของพระอาทิตย์ ฤดูกาลน้ำขึ้นน้ำลง วัสดุในธรรมชาติ ฯลฯ นำมาประยุกต์ปรับเปลี่ยนและพัฒนาที่อยู่อาศัยจนเกิดความประณีตสวยงามในรายละเอียดและเหมาะสมสอดคล้องสภาพแวดล้อมธรรมชาติ ดังนั้นจึงมีคุณค่าอย่างสูงในแง่ของวัฒนธรรมโดยเฉพาะเป็นสิ่งที่แสดงถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นของคนไทยในอดีต
ต่อไปจะยกตัวอย่างการเข้าถึงความงามในงานสถาปัตยกรรมตะวันตก เช่น โบสถ์เซนต์ปีเตอร์ กรุงวาติกัน ประเทศอิตาลี โบสถ์เซนต์ปีเตอร์เป็นโบสถ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงนักบุญปีเตอร์ผู้นำศาสนาคริสต์เข้าไปเผยแพร่ในประเทศอิตาลี รูปแบบของสถาปัตยกรรมที่เห็นอยู่ในปัจจุบันได้รับการออกแบบจากสถาปนิกหลายท่านซึ่งล้วนเป็นศิลปินเอกของโลก ฐานรากของโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ.1506 และได้รับการก่อสร้างต่อเติมเรื่อยมา ในช่วงเวลาหนึ่งไมเคิล แองเจลโลได้มีส่วนในการออกแบบโดมขนาดใหญ่เพื่อให้จุคนได้จำนวนมาก โดมดังกล่าวมีความสูงราว 452 ฟุตซึ่งท้าทายวงการสถาปัตยกรรมในช่วงเวลานั้นอย่างมากในการแก้ปัญหาเรื่องการรับน้ำหนัก ไมเคิล แองเจลโลเสียชีวิตลงก่อนที่การสร้างโบสถ์จะเสร็จเรียบร้อย ในปี ค.ศ. 1656 เบอร์นินี่ (Gianlorenzo Bernini) ศิลปินและสถาปนิกคนสำคัญในสมัยบาโรคได้ออกแบบต่อเติมลายเฉลียงด้านหน้าและบันไดทางขึ้น รวมทั้งต่อเติมระเบียงทางเดินที่ประกอบด้วยเสาหินโปร่งโล่ง เบื้องบนเป็นหลังคาคลุม บนหลังคาประดับด้วยประติมากรรมรูปนักบุญต่าง ๆ อย่างงดงาม เมื่อมองจากแผนผังจะพบว่าคล้ายกับแขนและมือที่ยื่นออกมาจากโบสถ์เซนต์ปีเตอร์เข้าโอบกอดลานกว้างหน้าโบสถ์ เข้าใจว่าเบอร์นินี่เจตนาออกแบบให้เป็นสัญลักษณ์พระหัตถ์ของแม่พระผู้บริสุทธิ์โอบอุ้มคริสต์ศาสนิกชนทั้งหลายผู้เดินทางมาแสวงบุญยังมหาวิหารแห่งนี้ เมื่อพิจารณาในแง่ของความงามพบว่ามีการวางแผนผังที่พุ่งเข้าสู่ศูนย์กลางโดยใช้แนวทางเดินเชื่อมต่อด้วยระเบียงที่โอบล้อมอยู่ด้านหน้าเป็นเส้นนำสายตาให้พุ่งเข้าหาตัวโบสถ์ ลานกว้างที่อยู่ด้านหน้าทำหน้าที่เป็นพื้นที่ว่างขับให้รูปทรงของตัวอาคารขนาดมหึมามีปริมาตรที่ชัดเจน หนักแน่นมั่นคงและน่าเกรงขาม รายละเอียดของเหล่าประติมากรรมที่ประดับบนหลังคาของระเบียงทางเดินที่เป็นตัวแทนของเหล่าสาวกต่าง ๆ เมื่อมองจากด้านล่างแลดูสง่างามและตัดกับฉากหลังที่เป็นท้องฟ้า

ภายในอาคารมีการแตกแต่งด้วยงานปูนปั้นระบายสี งานประดับหินสี (Mosaic) และงานประติมากรรมอย่างวิจิตรอลังการ บริเวณกลางอาคารมีโดมขนาดมหึมา ภายใต้โดมมีการสร้างบรรยากาศความศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาด้วยเจาะช่องหน้าต่างเพื่อเปิดรับแสงบริเวณฐานโดมโดยรอบ เพื่อทำให้ผู้คนที่อยู่ภายในเมื่อมองขึ้นไปบนหลังคาโดมเกิดความรู้สึกเหมือนล่องลอยอยู่บนสรวงสวรรค์อันศักดิ์สิทธิ์ของพระเป็นเจ้า โดยทั่วไปตามความเชื่อของศาสนาคริสต์โบสถ์คือการจำลองอาณาจักรของพระเป็นเจ้า เป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่วิจิตรและอลังการที่ทำให้มนุษย์รู้สึกว่าตนเองเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยเมื่อเทียบกับอาณาจักรของพระองค์ ดังนั้นความงามในงานสถาปัตยกรรมของโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ที่สถาปนิกได้ทำสำเร็จอย่างหนึ่งคือการถ่ายทอดความวิจิตรอลังการของอาณาจักรของพระเป็นเจ้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เมื่อพิจารณาความงามในแง่คุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรมพบว่า การก่อสร้างสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่เช่นมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ได้นั้น จำเป็นต้องใช้ทั้งเวลา แรงงาน เงินทองและอำนาจบารมีมหาศาลจึงจะลุล่วงไปได้ ทำให้เห็นถึงความมั่นคงของสถาบันศาสนาและอำนาจบารมีของพระศาสนาจักรโรมันคาทอลิกที่แผ่กว้างไปทั่วยุโรป นอกจากนี้ยังสะท้อนเห็นถึงสภาพสังคมยุโรปในขณะนั้นว่าเป็นยุครุ่งเรืองแห่งศิลปะวิทยาการ เป็นยุคแห่งการท้าทายภูมิปัญญาของมนุษย์ในการเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ อีกทั้งเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนา แสดงถึงความมีเอกภาพ ความสงบ ความหวังและความมั่นคงเหนือเหตุการณ์ทางการเมืองที่แปรปรวนในสังคมยุโรปในช่วงเวลานั้น และเป็นศูนย์กลางในการรวมวิญญาณของชาวคริสเตียนทั้งหมดตราบจนถึงทุกวันนี้
เห็นไหมว่าการดูงานศิลปะ แท้จริงแล้วนอกจากเราจะดูว่างามหรือไม่งาม สวยหรือไม่สวยแล้ว ยังมีคุณค่าอีกหลายที่เราควรพิจารณา เช่น คุณค่าด้านองค์ประกอบศิลป์ วัสดุหรือเทคนิคการสร้าง แนวคิดของตัวศิลปินเอง หรือสภาพของสังคมที่สะท้อนออกมาในงานศิลปะนั้น ๆ
เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว
เอกสารอ้างอิง
ปิยลดา เทวกุล. ความหลากหลายของเรือนพื้นถิ่นไทย. กรุงเทพฯ: คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2544.
วิบูลย์ ลี้สุวรรณ. "โอกุสต์ โรแดง ประติมากรผู้ยิ่งใหญ่ชาวฝรั่งเศส," สารคดี 10, 119 (มกราคม, 2538): 175 - 178.
สมชาติ มณีโชติ. จิตรกรรมไทย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2529.
Adams, Laurie Schneider. A history of Western art. Boston, Mass.: McGraw Hill, 2001.
ที่มาของภาพ
http://3.bp.blogspot.com/_JQjWqdg9EPQ/SdIhKoCoZcI/AAAAAAAAAHs/0sfzz-7VpZo/s1600-h/015.jpg
http://www.saintpetersbasilica.org/Exterior/frCastleSAngelo/StPeters-Vatican-WA.jpg
เขียนโดย leknuaon ที่ 2009-06-19 10:57:25 น. 4 ความคิดเห็น
ทุกอย่างที่เห็น ล้วนสะท้อนความคิด วัฒนธรรม เจาะจงสื่อให้ชาวอนาคตรู้ว่าคนในสมัยนั้น ยิ่งใหญ่และมีอะไรเป็นพลังหลักยึดเหนี่ยว เพื่อเสพและฝากไว้เป็นร่องรอยการตามหาคนชาวอดีต
มหาวิหารเซ็นต์ปีเตอร์ สร้างในยุคสุโขทัย
ขอบเขาแข็งแกร่งยิ่งใหญ่อลังการมากนะคะ
เคยไปเที่ยวมา งามสุดๆ จริงๆ ค่ะ...
ขอบเขา--- พิมพ์ผิดค่ะ ขอแก้...."ของเขา"
ขอเพิ่มเติมนะคะ "เรือนทับขวัญ"เป็นเรือนที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ทรงให้ช่างสร้างขึ้น เป็นแบบศิลปแบบไทย คู่กับ"เรือนทับแก้ว"ซึ่งสร้างแบบศิลปตะวันตกภายในบ้านมีเตาผิงแบบตะวันตกด้วย เรือนทั้ง 2 อยู่ตรงข้ามกันมีถนนคั่นกลาง อยู่ในอาณาเขตของพระราชวังสนามจันทร์ จนเป็นที่เรียกติดปากของคนนครปฐมว่า "ทับแก้ว-ทับขวัญ"