
เรามารู้จักประวัติความเป็นมาของเมืองนี้ให้มากกว่าที่รู้ว่ามีรอยพระพุทธบาทกันดีไหม?
เมื่อพูดถึงเมืองสระบุรี ฉันว่าใครๆ ก็รู้จัก เพราะเมื่อถึงสระบุรีทีไรเป็นต้องเลี้ยวขวาทุกทีไป...ไม่ใช่สิ ฉันว่าลองเลี้ยวซ้ายเข้าตัวเมืองบ้างก็ดีนะ เพราะมีอะไรๆ ที่น่าสนใจอีกตั้งเยอะ
สระบุรีตามแผนที่ปัจจุบันอยู่ในเขตภาคกลางตอนบนด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงเทพฯ เป็นชุมทางคมนาคมของภาคกลางในการเดินทางไปสู่ภาคต่างๆ โดยมีทิศเหนือติดกับลพบุรี ทิศใต้ติดกับนครนายกและปทุมธานี ทิศตะวันออกติดกับนครนายกและโรคราช ทิศตะวันตกติดกับอยุธยา
ลักษณะภูมิประเทศด้านตะวันตกส่วนหนึ่งเป็นที่ราบลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง บริเวณกลางจังหวัดเป็นเขาลูกโดด ด้านตะวันออกเฉียงเหนือเป็นคลื่นลอนต่ำๆ ด้านตะวันตกเฉียงเหนือเป็นแนวทิวเขาสูงพาดลงทางใต้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทิวเขาด้านตะวันตกของดงพญาเย็น[1] มีแม่น้ำป่าสักไหลผ่านเข้าอำเภอมวกเหล็ก อำเภอแก่งคอย อำเภอเมืองและอำเภอเสาไห้และไหลผ่านไปอำเภอท่าเรือ อยุธยา นอกจากนี้ยังมีห้วยขนาดเล็กอีกหลายสาย ทำให้สระบุรีมีความอุดมสมบูรณ์อย่างมาก
ความเป็นมาของเมืองสระบุรีนี้ปรากฏในเอกสารครั้งแรกๆ ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระมหินทราธิราช แต่ก่อนหน้านั้นหลักฐานทางโบราณคดีและโบราณวัตถุบ่งชี้ว่ามีมนุษย์อาศัยมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์เรื่อยมาจนปัจจุบัน[2] ฉันจะเล่าความสำคัญของเมืองสระบุรีโดยลำดับ ดังนี้
1. สระบุรีในฐานะเมืองระดมพลในยามสงคราม ชื่อเมืองสระบุรีปรากฏครั้งแรกในหนังสือพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระมหินทราธิราช (พ.ศ. 2111 – 2112) เมื่อคราวที่พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองยกทัพมาล้อมอยุธยา พระไชยเชษฐาแห่งกรุงศรีสัตนาคนหุตทรงยกกองทัพจากเมืองเวียงจันทน์ลงมาช่วยโดยนำกองทัพเลียบแม่น้ำป่าสักลงมา พระเจ้าหงสาวดีให้พระมหาอุปราชาคุมกองทัพคอยซุ่มโจมตีอยู่ที่เมืองสระบุรี และตีกองทัพจากกรุงศรีสัตนาคนหุตแตกกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2112 ดังนั้นเมืองสระบุรีน่าจะตั้งขึ้นก่อนปี พ.ศ. 2112[3] สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรง ราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า
“ เมื่อในแผ่นดินพระมหาจักรพรรดิ พระราชบิดาของสมเด็จพระมหินทราธิราชนั้น พระเจ้าหงษาวดีตะเบงชเวตี้ยกกองทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 2091 ในสมัยนั้นมีป้อมปราการเป็นเขื่อนขันธ์กันราชธานีอยู่ 4 ทิศ คือเมืองสุพรรณบุรีอยู่ทางทิศตะวันตก เมืองลพบุรีอยู่ทางทิศเหนือ เมืองนครนายกอยู่ทางทิศตะวันออกและเมืองพระประแดงอยู่ทางทิศใต้ (ภายหลังมาเปลี่ยนเป็นเมืองธนบุรี) กองทัพพระเจ้าหงษาวดียกมาทางด้านพระเจดีย์สามองค์ข้างทิศตะวันตก กองทัพไทยจึงไปตั้งต่อสู้ที่เมืองสุพรรณบุรีรับข้าศึกไม่อยู่ต้องถอยเข้ามาเอาพระนครศรีอยุธยาเป็นที่มั่นจึงได้ไชยชนะเป็นเหตุให้เห็นว่าเมืองที่ตั้งเป็นเขื่อนขัณฑ์พระนครนั้นหาเป็นประโยชน์ดังคาดแต่ก่อนไม่ ที่สร้างป้อมปราการไว้ข้าศึกยึดเอาเป็นที่มั่นสำหรับทำการสงครามแรมปีตีพระนครก็จะกลับเป็นประโยชน์แก่ข้าศึก จึงให้รื้อป้อมปราการเมืองสุพรรณบุรี เมืองลพบุรีและเมืองนครนายกเสียทั้ง 3 เมือง คงไว้แต่เมืองพระประแดงซึ่งรักษาทางปากน้ำ (กำแพงเมืองพระประแดงพึ่งมารื้อเมื่อครั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี) อีกประการหนึ่งเห็นว่าที่รวบรวมผู้คนเพื่อจะได้เตรียมระดมมารักษาพระนครได้ทันท่วงทีในเวลาการสงครามมีมาอีก เมืองที่ตั้งใหม่ครั้งระบุชื่อไว้ในหนังสือพระราชพงศาวดารแต่ทางทิศใต้กับทิศตะวันตก คือเมืองนนทบุรี เมืองหนึ่ง (เมืองนนทบุรีมาชั้นหลังมีป้อมริมแม่น้ำข้างฝั่งตะวันตกตรงใต้ปากแม่น้ำอ้อม) เห็นจะสร้างเมื่อรัชกาลพระเจ้าทรงธรรม ป้อมวิเชียรโชฎกที่เมืองสาครนั้นพึ่งสร้างเมื่อรัชกาลที่3 กรุงรัตนโกสินทร์นี้) เมืองสาครบุรี (สมุทรสาคร) เมืองหนึ่ง แลเมืองนครไชยศรีเมืองหนึ่งแต่ทางทิศอื่นหาได้กล่าวถึงไม่ เมืองสระบุรี (แลเมืองฉะเชิงเทรา) เห็นจะตั้งขึ้นในครั้งนี้นั่นเองคือตั้งเมื่อคราว พ.ศ. 2092 ก่อนปรากฏชื่อในหนังสือพระราชพงศาวดารเพียง 20 ปี เหล่าเมืองที่ตั้งครั้งนั้นเป็นแต่สำหรับรวบรวมผู้คนดังกล่าวมาจึงกำหนด แต่เขตรแดนมิได้สร้างบริเวณเมือง ผู้รั้งตั้งจวนอยู่ที่ไหนก็ชื่อว่าเมืองอยู่ตรงนั้นไม่เหมือนเมืองที่ตั้งมาแต่ก่อนเช่น เมืองราชบุรีแลเมืองเพ็ชรบุรี เปนต้น เมืองสำหรับรวบรวมคนเช่นว่ามานี้มีอีกหลายเมืองพึ่งมาตั้งบริเวณเมืองประจำที่ต่อเมื่อรัชกาลที่ 5 กรุงรัตนโกสินทร์ทั่วกัน”[4]
หากเชื่อตามข้อสันนิษฐานของพระองค์ แสดงว่าเมืองสระบุรีเพิ่งถูกตั้งขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาในฐานะเมืองที่ใช้สำหรับเป็นที่รวบรวมไพร่พลเพื่อป้องกันพระนคร
ในสมัยรัตนโกสินทร์เมืองสระบุรีมีความสำคัญในการสงครามมากขึ้นดังปรากฏในพระราชพงศาวดาร ในปี พ.ศ. 2328 สมัยรัชกาลที่ 1 ทรงยกทัพขึ้นเหนือเพื่อรบกับพม่า และโปรดให้เจ้าพระยามหาเสนาที่ตั้งค่ายที่เมืองพิจิตรยกทัพขึ้นไปตีพม่า เจ้าพระยามหาเสนาจึงให้กองทัพพระยาสระบุรีเป็นทัพหน้าล่วงขึ้นไปก่อน แต่ทัพจากเมืองสระบุรีทำการไม่สำเร็จ พระยาสระบุรีจึงถูกประหารชีวิต ในสมัยรัชกาลที่ 3 เจ้าอนุวงศ์ยกทัพมายึดเมืองนครราชสีมาไว้และให้เจ้าราชวงศ์ยกทัพมายึดเมืองสระบุรีเนื่องจากเข้าใจว่าชาวลาวเมืองสระบุรีเป็นกบฏด้วยทั้งหมด รัชกาลที่ 3 จึงโปรดเกล้าฯ ให้กรมพระราชวังบวรไปตั้งประชุมพลที่ท่าเรือพระพุทธบาท แล้วเสด็จไปปราบเมืองนครราชสีมาโดยผ่านจังหวัดสระบุรี
2. สระบุรีในฐานะเป็นเมืองสำคัญที่มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนา ฉันว่าความสำคัญในด้านนี้เห็นได้ชัดเจนเนื่องจากสมัยพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. 2153 – 2171) พระองค์ทรงทราบเรื่องที่พระสงฆ์ลังกากล่าวว่าในสยามมีรอยพระพุทธบาทที่สุวรรณบรรพต จึงทรงรับสั่งให้สืบหารอยพระพุทธบาท ผู้ดูแลเมืองสระบุรีในขณะนั้นได้ความจากพรานบุนว่ามีรอยคล้ายเท้าคนอยู่บนไหล่เขาแห่งหนึ่งในแขวงเมืองสระบุรีจึงส่งข่าวไปยังราชธานีใน พ.ศ.2195 พระเจ้าทรงธรรมได้เสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรว่าเป็นรอยพระพุทธบาทจริง จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างมณฑปสวมรอยพระพุทธบาท แล้วทรงสถาปนาเป็นมหาเจดียสถาน จัดงานสมโภชเจ็ดวัน เจ็ดคืน ในครั้งนั้นโปรดให้กำหนดเขตวัดและโดยรอบพระพุทธบาทออกไปด้านละ 1 โยชน์ ตั้งเป็นเมืองพระพุทธบาทขึ้นและโปรดให้ชาวฮอลันดาส่องกล้องตัดถนนกว้าง 10 วา จากพระพุทธบาทไปถึงท่าเรือกรุงศรีอยุธยา[5] สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พระองค์เสด็จพระราชดำเนินนมัสการพระพุทธบาทเมื่อปี พ.ศ. 2176 ครั้งนั้นทรงมีพระบัญชาให้เสนาบดีสร้างพระตำหนักทางด้านใต้ของลำธารทองแดง และพระราชทานนามพระตำหนักว่าพระราชนิเวศน์ธารเกษม ซึ่งต่อมาตำหนักนี้เป็นที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลต่อมาหลายพระองค์ในการเสด็จพระราชดำเนินนมัสการพระพุทธบาท เช่น สมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมเด็จพระเพทราชา สมเด็จพระเจ้าเสือ พระเจ้าบรมโกษฐ์ และสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ สมัยรัตนโกสินทร์พ.ศ.2403 รัชกาลที่ 4 ทรงเสด็จไปนมัสการพระพุทธบาทและพระพุทธฉายและโปรดเกล้าฯ ให้สร้างและปฏิสังขรณ์สิ่งต่างๆ [6] สมัยรัชกาลที่ 5 ในปี พ.ศ. 2415 เสด็จพระราชดำเนินไปนมัสการพระพุทธบาททางสถลมารคและโปรดให้ปฏิสังขรณ์ส่วนที่ชำรุดภายในวัด[7]
3. สระบุรีในฐานะเมืองสำคัญไปยังอีสาน ความสำคัญในข้อนี้ฉันว่ามันยังเป็นอยู่ทุกวันนี้ ในสมัยพระเพทราชา (พ.ศ. 2231 – 2246) พระยายมราชเจ้าเมืองราชสีมาเป็นกบฏไม่ขึ้นกับกรุงศรีอยุธยา กองทัพอยุธยาจึงยกขึ้นไปปราบโดยเดินทัพทางเมืองสระบุรีขึ้นไปทางดงพระยาไฟเป็นครั้งแรก[8] สมัยกรุงธนบุรีสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ โปรดให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกยกทัพขึ้นไปตีเมืองเวียงจันทน์ในปี พ.ศ.2321และได้อัญเชิญพระแก้วมรกตพระบางและพระพุทธรูปอื่นๆ ของลาวลงมายังกรุงธนบุรี[9] และโปรดให้เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์เสด็จขึ้นไปรับพระแก้วมรกตที่ท่าเจ้าสนุก แขวงเมืองสระบุรี และจัดให้มีการสมโภชถึงสามวันสามคืน[10] สมัยรัตนโกสินทร์ พ.ศ.2344 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1 มีการจับช้างเผือกจากป่าภูเขียวได้และเดินทางจากโคราชมาสระบุรีใช้เวลา 17 คืน โดยแวะพักค้างสระบุรี 1 คืน ผู้รักษาเมืองจึงจัดการสมโภชโดยมีกรมพระราชวังบวรสถานมงคลเสด็จไปคอยรับ[11] ในสมัยรัชกาลที่ 3 เมืองสระบุรีมีบทบาทเป็นศูนย์กลางในการพักเชลยชาวลาวก่อนที่จะส่งไปที่อื่น อีกทั้งเป็นที่ขนถ่ายส่วยจากหัวเมืองลาวจากที่ต่างๆ และเป็นที่เปลี่ยนพาหนะจากเดินทางบกเป็นทางเรือทำให้สระบุรีเป็นชุมทางค้าขายที่สำคัญของหัวเมืองลาว[12] สมัยรัชกาลที่ 5 เกิดกบฏฮ่อทางเหนือทรงโปรดให้ยกทัพไปปราบฮ่อและไปตั้งประชุมพลที่ตำบลหาดพระยาทดเมืองสระบุรีเพื่อเดินทัพขึ้นไปทางดงพญาไฟ ในปี พ.ศ.2435 พระองค์ทรงโปรดฯ ให้สร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือตั้งแต่บ้านภาชี อยุธยาจนถึงเมืองนครราชสีมา ซึ่งเส้นทางรถไฟผ่านตำบลปากเพรียว เมืองสระบุรี ฝั่งซ้ายของแม่น้ำป่าสัก เมื่อทางรถไฟเสร็จเมืองสระบุรีจึงเจริญขึ้นมากและเป็นศูนย์กลางในการขายสินทางการเกษตร
4. สระบุรีในฐานะเมืองอยู่อาศัยของชาวต่างชาติ
ใครจะไปรู้ว่าเมืองสระบุรีเคยเป็นสถานที่ที่อนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามามีกรรมสิทธิ์ครอบครองที่ดินได้? จากหลักฐานสมัยอยุธยาเมื่อมีการรบชนะและกวาดต้อนผู้คนมาได้ส่วนใหญ่มักบันทึกเฉพาะการนำเชลยมาไว้ที่อยุธยาเท่านั้น ในสมัยรัตนโกสินทร์จึงปรากฏบันทึกการส่งเชลยออกไปตามหัวเมืองใหญ่ๆ เช่นเมืองสระบุรี ในปี พ.ศ. 2347 ไทยได้ยกกองทัพไปรบกับพม่าที่เมืองเชียงแสนร่วมกับกองทัพลาวโดยไทยเป็นฝ่ายชนะและกวาดต้อนผู้คนจำนวนหนึ่งมาไว้ที่สระบุรี[13] สมัยรัชกาลที่ 3 ในปีพ.ศ.2370 เมื่อปราบกบฎเจ้าอนุสงศ์ลงได้ มีการกวาดต้อนชาวลาวเวียงจันทน์ลงมาและบางส่วนถูกส่งไปยังเมืองสระบุรี[14] นอกจากนี้ในสมัยรัชกาลที่ 4 บริเวณท่าพระงามยังถูกกำหนดเป็นเขตที่ชาวต่างชาติผิวขาว ได้แก่ ฝรั่งเศส อังกฤษ และอเมริกันที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยถึง 10 ปีแล้วสามารถซื้อหรือเช่าที่ดินได้[15] ถ้าเป็นอย่างนั้น คุณว่าสระบุรีในยุคนั้นจะมีคนกี่ชาติพันธุ์เดินสวนกันไปมาในตลาด? ภาพเสาไม้ตะเคียนทอง ที่มาตำนานเสาร้องไห้ของเมืองสระบุรี 5. สระบุรีในฐานะเป็นแหล่งทรัพยากร จากตำนานเสาไห้ที่เป็นเรื่องเล่าว่าในสมัยรัชกาลที่ 1 หลังจากสร้างเสาหลักเมืองแล้ว มีการโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระบรมมหาราชวังและที่ประทับของเจ้านายต่างๆ ในการนี้รัชกาลที่ 1 โปรดให้หัวเมืองต่างๆ คัดเลือกเสาไม้ลักษณะดีส่งไปกรุงเทพฯ เมืองสระบุรีได้คัดเลือกเสาไม้จากดงพญาไฟส่งไป แต่เสาต้นหนึ่งปลายคดและถูกคัดเลือกออกไม่ได้เป็นเสาเอกจึงหนีลอยทวนน้ำและมีเสียงร้องไห้สะท้อนในลำน้ำเรื่อยมาจนมาจมที่บ้านไผ่ล้อม ปัจจุบันคือบ้านเสาไห้[16] จากตำนานดังกล่าวฉันเลยสันนิษฐานว่าเมืองสระบุรีในสมัยนั้นน่าจะมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะป่าไม้ 6. สระบุรีในฐานะเป็นราชธานีแห่งที่ 2 ความสำคัญในแง่นี้เริ่มตั้งแต่สมัยพระปิ่นเกล้าฯ โปรดให้สร้างวังสีทาบนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำป่าสัก แขวงเมืองสระบุรีเพื่อเป็นราชธานีสำรองในการป้องกันประเทศชาติหากเกิดสงครามกับชาติตะวันตกโดยพระองค์เสด็จไปประทับทุกปีตลอดจนพระชนมายุ[17] ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการปฏิรูปการปกครองส่วนภูมิภาคด้วยการตั้งมณฑลเทศาภิบาลและมีข้าหลวงเทศาภิบาลเป็นผู้บังคับราชการ ในมณฑลส่วนเมืองมีผู้ว่าการการเมืองและกรมการเมืองเป็นผู้ปกครองขึ้นกับข้าหลวงเทศาภิบาลโดยตรง สระบุรีขณะนั้นแบ่งเป็น 2 เมืองได้แก่เมืองพระพุทธบาทและเมืองสระบุรี ต่อมาในปีพ.ศ.2438 เมืองพระพุทธบาทและเมืองสระบุรีถูกรวมอยู่ในมณฑลกรุงเก่า (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นมณฑลอยุธยาในสมัยรัชกาลที่ 6) รวมกับอีก 6 เมือง คือ เมืองกรุงเก่า พรหมบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทองและอินทบุรี ในปี พ.ศ.2439 ได้ยุบเมืองพระพุทธบาทลงเป็นอำเภอขึ้นกับสระบุรี[18] สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดฯ ให้สร้างศาลากลางจังหวัดสระบุรี ณ ตำบลปากเพรียวตรงข้ามศาลากลางจังหวัดสระบุรีในปี พ.ศ.2458 ต่อมาใน ปีพ.ศ.2476 มีการยุบมณฑลเมืองสระบุรีจึงกลายเป็นจังหวัดจนทุกวันนี้ เมื่อถึงบรรทัดนี้แล้ว คุณเห็นด้วยกับฉันไหมว่าเมืองสระบุรีมีความสำคัญอย่างไร? อ้างอิงรูปภาพมณฑปพระพุทธบาทจาก
รูปภาพเสาร้องไหจาก http://statics.atcloud.com/files/entries/6/69625/images/1_original.jpg [1]คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดสระบุรี (กรุงเทพฯ : คุรุสภา ลาดพร้าว, 2542), หน้า 1 – 2.
[2]จากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่าเป็นพื้นที่ที่มีคนอาศัยมาก่อนหน้าแล้วตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์เนื่องจากพบโครงกระดูกและเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำจากหิน แก้ว และสำริด และมีการพัฒนาขึ้นเป็นเมืองที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบเมื่อรับวัฒนธรรมจากอินเดียแล้ว ต่อมาในสมัยทวารวดีพบหลักฐานงานศิลปกรรมเป็นภาพสลักนูนต่ำและจารึกภาษามอญทั้งที่ถ้ำเขาวง อำเภอพระพุทธบาทและถ้ำโพธิสัตว์ อำเภอแก่งคอย ราวพุทธศตวรรษที่ 17 เมื่อวัฒนธรรมเขมรเข้ามีอิทธิพลในภาคกลางของประเทศไทยโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองลพบุรี เมืองสระบุรีที่อยู่ติดกันจึงรับเอาวัฒนธรรมเขมรเข้ามาด้วย ปรากฏร่องรอยที่ตำบลบางโขมด อำเภอบ้านหมอพบร่องรอยของเมืองโบราณและมีการขุดพบประติมากรรมทวารบาลและรูปพระโพธิสัตว์ศิลา เมืองโบราณแห่งนี้เชื่อกันว่าคือเมืองเสนาราชนคร ปรากฏในพงศาวดารเหนือว่าเป็นเมืองลูกหลวงของเมืองละโว้ (ลพบุรี) สมัยที่เขมรมีอำนาจครอบคลุมลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาจนกระทั่งสมัยสุโขทัยโดยเฉพาะรัชกาลพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เมืองเสนานครและเมืองละโว้ก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของสุโขทัย, สำนักงานประถมศึกษาจังหวัดสระบุรี, วรรณกรรมพื้นบ้านสระบุรี (สระบุรี, มปพ. 2525), หน้า 23 – 26.
[5]กรมศิลปากร, พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับจันทนุมาศ (เจิม) กับฉบับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) (พระนคร : คลังวิทยา, 2507), หน้า 855 – 857.
[6]กรมศิลปากร, พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ฉบับหอสมุดแห่งชาติ รัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระนคร : คลังวิทยา, 2506), หน้า 582 – 583.
[7]คณะกรรมการจัดงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี, สมุดภาพสถาปัตยกรรมกรุงรัตนโกสินทร์ (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2525), หน้า 143 - 144.
[8]กรมศิลปากร, พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับจันทนุมาศ (เจิม) กับฉบับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด), หน้า 413 - 416.
[10]คณะกรรมการพิจารณาและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์, ประชุมหมายรับสั่ง ภาคที่ 1 สมัยกรุงธนบุรี (กรุงเทพฯ : สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, 2515), หน้า 33 – 45.
[11]เจ้าพระยาทิพกรวงศ์, พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1, (พระนคร : คุรุสภา, 2503), หน้า 277 – 278.
[12]บังอร ปิยะพันธุ์, ลาวในกรุงรัตนโกสินทร์ (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2541), หน้า 77 – 78.

เขียนโดย leknuaon ที่ 2009-11-24 17:33:56 น. 2 ความคิดเห็น
สระบุรี มีโอกาสต้องไปเที่ยวอีกซักครั้ง