lek_nuaon's blog

สระบุรี เมืองนี้มีความสำคัญ

เรามารู้จักประวัติความเป็นมาของเมืองนี้ให้มากกว่าที่รู้ว่ามีรอยพระพุทธบาทกันดีไหม?

เมื่อพูดถึงเมืองสระบุรี ฉันว่าใครๆ ก็รู้จัก เพราะเมื่อถึงสระบุรีทีไรเป็นต้องเลี้ยวขวาทุกทีไป...ไม่ใช่สิ ฉันว่าลองเลี้ยวซ้ายเข้าตัวเมืองบ้างก็ดีนะ  เพราะมีอะไรๆ ที่น่าสนใจอีกตั้งเยอะ

สระบุรีตามแผนที่ปัจจุบันอยู่ในเขตภาคกลางตอนบนด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงเทพฯ เป็นชุมทางคมนาคมของภาคกลางในการเดินทางไปสู่ภาคต่างๆ โดยมีทิศเหนือติดกับลพบุรี  ทิศใต้ติดกับนครนายกและปทุมธานี  ทิศตะวันออกติดกับนครนายกและโรคราช  ทิศตะวันตกติดกับอยุธยา  

ลักษณะภูมิประเทศด้านตะวันตกส่วนหนึ่งเป็นที่ราบลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง  บริเวณกลางจังหวัดเป็นเขาลูกโดด  ด้านตะวันออกเฉียงเหนือเป็นคลื่นลอนต่ำๆ   ด้านตะวันตกเฉียงเหนือเป็นแนวทิวเขาสูงพาดลงทางใต้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทิวเขาด้านตะวันตกของดงพญาเย็น[1]  มีแม่น้ำป่าสักไหลผ่านเข้าอำเภอมวกเหล็ก อำเภอแก่งคอย อำเภอเมืองและอำเภอเสาไห้และไหลผ่านไปอำเภอท่าเรือ อยุธยา  นอกจากนี้ยังมีห้วยขนาดเล็กอีกหลายสาย   ทำให้สระบุรีมีความอุดมสมบูรณ์อย่างมาก        

ความเป็นมาของเมืองสระบุรีนี้ปรากฏในเอกสารครั้งแรกๆ ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระมหินทราธิราช แต่ก่อนหน้านั้นหลักฐานทางโบราณคดีและโบราณวัตถุบ่งชี้ว่ามีมนุษย์อาศัยมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์เรื่อยมาจนปัจจุบัน[2]  ฉันจะเล่าความสำคัญของเมืองสระบุรีโดยลำดับ ดังนี้ 

1.  สระบุรีในฐานะเมืองระดมพลในยามสงคราม ชื่อเมืองสระบุรีปรากฏครั้งแรกในหนังสือพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระมหินทราธิราช (พ.ศ. 2111 2112)  เมื่อคราวที่พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองยกทัพมาล้อมอยุธยา  พระไชยเชษฐาแห่งกรุงศรีสัตนาคนหุตทรงยกกองทัพจากเมืองเวียงจันทน์ลงมาช่วยโดยนำกองทัพเลียบแม่น้ำป่าสักลงมา  พระเจ้าหงสาวดีให้พระมหาอุปราชาคุมกองทัพคอยซุ่มโจมตีอยู่ที่เมืองสระบุรี  และตีกองทัพจากกรุงศรีสัตนาคนหุตแตกกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2112    ดังนั้นเมืองสระบุรีน่าจะตั้งขึ้นก่อนปี พ.ศ. 2112[3]   

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรง ราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า

เมื่อในแผ่นดินพระมหาจักรพรรดิ  พระราชบิดาของสมเด็จพระมหินทราธิราชนั้น พระเจ้าหงษาวดีตะเบงชเวตี้ยกกองทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 2091     ในสมัยนั้นมีป้อมปราการเป็นเขื่อนขันธ์กันราชธานีอยู่ 4 ทิศ คือเมืองสุพรรณบุรีอยู่ทางทิศตะวันตก  เมืองลพบุรีอยู่ทางทิศเหนือ     เมืองนครนายกอยู่ทางทิศตะวันออกและเมืองพระประแดงอยู่ทางทิศใต้ (ภายหลังมาเปลี่ยนเป็นเมืองธนบุรี) กองทัพพระเจ้าหงษาวดียกมาทางด้านพระเจดีย์สามองค์ข้างทิศตะวันตก  กองทัพไทยจึงไปตั้งต่อสู้ที่เมืองสุพรรณบุรีรับข้าศึกไม่อยู่ต้องถอยเข้ามาเอาพระนครศรีอยุธยาเป็นที่มั่นจึงได้ไชยชนะเป็นเหตุให้เห็นว่าเมืองที่ตั้งเป็นเขื่อนขัณฑ์พระนครนั้นหาเป็นประโยชน์ดังคาดแต่ก่อนไม่    ที่สร้างป้อมปราการไว้ข้าศึกยึดเอาเป็นที่มั่นสำหรับทำการสงครามแรมปีตีพระนครก็จะกลับเป็นประโยชน์แก่ข้าศึก  จึงให้รื้อป้อมปราการเมืองสุพรรณบุรี  เมืองลพบุรีและเมืองนครนายกเสียทั้ง 3 เมือง    คงไว้แต่เมืองพระประแดงซึ่งรักษาทางปากน้ำ   (กำแพงเมืองพระประแดงพึ่งมารื้อเมื่อครั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี)   อีกประการหนึ่งเห็นว่าที่รวบรวมผู้คนเพื่อจะได้เตรียมระดมมารักษาพระนครได้ทันท่วงทีในเวลาการสงครามมีมาอีก   เมืองที่ตั้งใหม่ครั้งระบุชื่อไว้ในหนังสือพระราชพงศาวดารแต่ทางทิศใต้กับทิศตะวันตก คือเมืองนนทบุรี     เมืองหนึ่ง (เมืองนนทบุรีมาชั้นหลังมีป้อมริมแม่น้ำข้างฝั่งตะวันตกตรงใต้ปากแม่น้ำอ้อม) เห็นจะสร้างเมื่อรัชกาลพระเจ้าทรงธรรม   ป้อมวิเชียรโชฎกที่เมืองสาครนั้นพึ่งสร้างเมื่อรัชกาลที่3 กรุงรัตนโกสินทร์นี้) เมืองสาครบุรี (สมุทรสาคร) เมืองหนึ่ง    แลเมืองนครไชยศรีเมืองหนึ่งแต่ทางทิศอื่นหาได้กล่าวถึงไม่ เมืองสระบุรี (แลเมืองฉะเชิงเทรา) เห็นจะตั้งขึ้นในครั้งนี้นั่นเองคือตั้งเมื่อคราว พ.ศ. 2092      ก่อนปรากฏชื่อในหนังสือพระราชพงศาวดารเพียง 20 ปี  เหล่าเมืองที่ตั้งครั้งนั้นเป็นแต่สำหรับรวบรวมผู้คนดังกล่าวมาจึงกำหนด แต่เขตรแดนมิได้สร้างบริเวณเมือง ผู้รั้งตั้งจวนอยู่ที่ไหนก็ชื่อว่าเมืองอยู่ตรงนั้นไม่เหมือนเมืองที่ตั้งมาแต่ก่อนเช่น เมืองราชบุรีแลเมืองเพ็ชรบุรี เปนต้น  เมืองสำหรับรวบรวมคนเช่นว่ามานี้มีอีกหลายเมืองพึ่งมาตั้งบริเวณเมืองประจำที่ต่อเมื่อรัชกาลที่ 5 กรุงรัตนโกสินทร์ทั่วกัน[4] 

หากเชื่อตามข้อสันนิษฐานของพระองค์    แสดงว่าเมืองสระบุรีเพิ่งถูกตั้งขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาในฐานะเมืองที่ใช้สำหรับเป็นที่รวบรวมไพร่พลเพื่อป้องกันพระนคร  

ในสมัยรัตนโกสินทร์เมืองสระบุรีมีความสำคัญในการสงครามมากขึ้นดังปรากฏในพระราชพงศาวดาร  ในปี พ.ศ. 2328 สมัยรัชกาลที่ 1 ทรงยกทัพขึ้นเหนือเพื่อรบกับพม่า  และโปรดให้เจ้าพระยามหาเสนาที่ตั้งค่ายที่เมืองพิจิตรยกทัพขึ้นไปตีพม่า  เจ้าพระยามหาเสนาจึงให้กองทัพพระยาสระบุรีเป็นทัพหน้าล่วงขึ้นไปก่อน  แต่ทัพจากเมืองสระบุรีทำการไม่สำเร็จ  พระยาสระบุรีจึงถูกประหารชีวิต   ในสมัยรัชกาลที่ 3  เจ้าอนุวงศ์ยกทัพมายึดเมืองนครราชสีมาไว้และให้เจ้าราชวงศ์ยกทัพมายึดเมืองสระบุรีเนื่องจากเข้าใจว่าชาวลาวเมืองสระบุรีเป็นกบฏด้วยทั้งหมด  รัชกาลที่ 3 จึงโปรดเกล้าฯ ให้กรมพระราชวังบวรไปตั้งประชุมพลที่ท่าเรือพระพุทธบาท  แล้วเสด็จไปปราบเมืองนครราชสีมาโดยผ่านจังหวัดสระบุรี

     

2. สระบุรีในฐานะเป็นเมืองสำคัญที่มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนา ฉันว่าความสำคัญในด้านนี้เห็นได้ชัดเจนเนื่องจากสมัยพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. 2153 2171) พระองค์ทรงทราบเรื่องที่พระสงฆ์ลังกากล่าวว่าในสยามมีรอยพระพุทธบาทที่สุวรรณบรรพต   จึงทรงรับสั่งให้สืบหารอยพระพุทธบาท  ผู้ดูแลเมืองสระบุรีในขณะนั้นได้ความจากพรานบุนว่ามีรอยคล้ายเท้าคนอยู่บนไหล่เขาแห่งหนึ่งในแขวงเมืองสระบุรีจึงส่งข่าวไปยังราชธานีใน พ.ศ.2195   พระเจ้าทรงธรรมได้เสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรว่าเป็นรอยพระพุทธบาทจริง  จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างมณฑปสวมรอยพระพุทธบาท  แล้วทรงสถาปนาเป็นมหาเจดียสถาน  จัดงานสมโภชเจ็ดวัน เจ็ดคืน  ในครั้งนั้นโปรดให้กำหนดเขตวัดและโดยรอบพระพุทธบาทออกไปด้านละ 1 โยชน์  ตั้งเป็นเมืองพระพุทธบาทขึ้นและโปรดให้ชาวฮอลันดาส่องกล้องตัดถนนกว้าง 10 วา จากพระพุทธบาทไปถึงท่าเรือกรุงศรีอยุธยา[5]   สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง  พระองค์เสด็จพระราชดำเนินนมัสการพระพุทธบาทเมื่อปี พ.ศ. 2176  ครั้งนั้นทรงมีพระบัญชาให้เสนาบดีสร้างพระตำหนักทางด้านใต้ของลำธารทองแดง  และพระราชทานนามพระตำหนักว่าพระราชนิเวศน์ธารเกษม  ซึ่งต่อมาตำหนักนี้เป็นที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลต่อมาหลายพระองค์ในการเสด็จพระราชดำเนินนมัสการพระพุทธบาท เช่น สมเด็จพระนารายณ์มหาราช  สมเด็จพระเพทราชา  สมเด็จพระเจ้าเสือ  พระเจ้าบรมโกษฐ์ และสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ สมัยรัตนโกสินทร์พ.ศ.2403 รัชกาลที่ 4 ทรงเสด็จไปนมัสการพระพุทธบาทและพระพุทธฉายและโปรดเกล้าฯ ให้สร้างและปฏิสังขรณ์สิ่งต่างๆ [6]   สมัยรัชกาลที่ 5 ในปี พ.ศ. 2415 เสด็จพระราชดำเนินไปนมัสการพระพุทธบาททางสถลมารคและโปรดให้ปฏิสังขรณ์ส่วนที่ชำรุดภายในวัด[7] 

3. สระบุรีในฐานะเมืองสำคัญไปยังอีสาน ความสำคัญในข้อนี้ฉันว่ามันยังเป็นอยู่ทุกวันนี้ ในสมัยพระเพทราชา (พ.ศ. 2231 2246) พระยายมราชเจ้าเมืองราชสีมาเป็นกบฏไม่ขึ้นกับกรุงศรีอยุธยา     กองทัพอยุธยาจึงยกขึ้นไปปราบโดยเดินทัพทางเมืองสระบุรีขึ้นไปทางดงพระยาไฟเป็นครั้งแรก[8]      สมัยกรุงธนบุรีสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ โปรดให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกยกทัพขึ้นไปตีเมืองเวียงจันทน์ในปี พ.ศ.2321และได้อัญเชิญพระแก้วมรกตพระบางและพระพุทธรูปอื่นๆ ของลาวลงมายังกรุงธนบุรี[9]     และโปรดให้เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์เสด็จขึ้นไปรับพระแก้วมรกตที่ท่าเจ้าสนุก แขวงเมืองสระบุรี    และจัดให้มีการสมโภชถึงสามวันสามคืน[10] 

 สมัยรัตนโกสินทร์ พ.ศ.2344 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1   มีการจับช้างเผือกจากป่าภูเขียวได้และเดินทางจากโคราชมาสระบุรีใช้เวลา 17 คืน โดยแวะพักค้างสระบุรี 1 คืน   ผู้รักษาเมืองจึงจัดการสมโภชโดยมีกรมพระราชวังบวรสถานมงคลเสด็จไปคอยรับ[11] ในสมัยรัชกาลที่ 3 เมืองสระบุรีมีบทบาทเป็นศูนย์กลางในการพักเชลยชาวลาวก่อนที่จะส่งไปที่อื่น อีกทั้งเป็นที่ขนถ่ายส่วยจากหัวเมืองลาวจากที่ต่างๆ และเป็นที่เปลี่ยนพาหนะจากเดินทางบกเป็นทางเรือทำให้สระบุรีเป็นชุมทางค้าขายที่สำคัญของหัวเมืองลาว[12]  

สมัยรัชกาลที่ 5 เกิดกบฏฮ่อทางเหนือทรงโปรดให้ยกทัพไปปราบฮ่อและไปตั้งประชุมพลที่ตำบลหาดพระยาทดเมืองสระบุรีเพื่อเดินทัพขึ้นไปทางดงพญาไฟ   ในปี พ.ศ.2435 พระองค์ทรงโปรดฯ ให้สร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือตั้งแต่บ้านภาชี  อยุธยาจนถึงเมืองนครราชสีมา   ซึ่งเส้นทางรถไฟผ่านตำบลปากเพรียว  เมืองสระบุรี ฝั่งซ้ายของแม่น้ำป่าสัก  เมื่อทางรถไฟเสร็จเมืองสระบุรีจึงเจริญขึ้นมากและเป็นศูนย์กลางในการขายสินทางการเกษตร

 

4. สระบุรีในฐานะเมืองอยู่อาศัยของชาวต่างชาติ

ใครจะไปรู้ว่าเมืองสระบุรีเคยเป็นสถานที่ที่อนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามามีกรรมสิทธิ์ครอบครองที่ดินได้?

จากหลักฐานสมัยอยุธยาเมื่อมีการรบชนะและกวาดต้อนผู้คนมาได้ส่วนใหญ่มักบันทึกเฉพาะการนำเชลยมาไว้ที่อยุธยาเท่านั้น  ในสมัยรัตนโกสินทร์จึงปรากฏบันทึกการส่งเชลยออกไปตามหัวเมืองใหญ่ๆ เช่นเมืองสระบุรี   ในปี พ.ศ. 2347 ไทยได้ยกกองทัพไปรบกับพม่าที่เมืองเชียงแสนร่วมกับกองทัพลาวโดยไทยเป็นฝ่ายชนะและกวาดต้อนผู้คนจำนวนหนึ่งมาไว้ที่สระบุรี[13]  

สมัยรัชกาลที่ 3 ในปีพ.ศ.2370 เมื่อปราบกบฎเจ้าอนุสงศ์ลงได้   มีการกวาดต้อนชาวลาวเวียงจันทน์ลงมาและบางส่วนถูกส่งไปยังเมืองสระบุรี[14]   นอกจากนี้ในสมัยรัชกาลที่ 4 บริเวณท่าพระงามยังถูกกำหนดเป็นเขตที่ชาวต่างชาติผิวขาว ได้แก่ ฝรั่งเศส อังกฤษ และอเมริกันที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยถึง 10 ปีแล้วสามารถซื้อหรือเช่าที่ดินได้[15] 

ถ้าเป็นอย่างนั้น คุณว่าสระบุรีในยุคนั้นจะมีคนกี่ชาติพันธุ์เดินสวนกันไปมาในตลาด?

           

ภาพเสาไม้ตะเคียนทอง ที่มาตำนานเสาร้องไห้ของเมืองสระบุรี

 

5. สระบุรีในฐานะเป็นแหล่งทรัพยากร

จากตำนานเสาไห้ที่เป็นเรื่องเล่าว่าในสมัยรัชกาลที่ 1   หลังจากสร้างเสาหลักเมืองแล้ว  มีการโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระบรมมหาราชวังและที่ประทับของเจ้านายต่างๆ  ในการนี้รัชกาลที่ 1 โปรดให้หัวเมืองต่างๆ คัดเลือกเสาไม้ลักษณะดีส่งไปกรุงเทพฯ     เมืองสระบุรีได้คัดเลือกเสาไม้จากดงพญาไฟส่งไป แต่เสาต้นหนึ่งปลายคดและถูกคัดเลือกออกไม่ได้เป็นเสาเอกจึงหนีลอยทวนน้ำและมีเสียงร้องไห้สะท้อนในลำน้ำเรื่อยมาจนมาจมที่บ้านไผ่ล้อม ปัจจุบันคือบ้านเสาไห้[16] จากตำนานดังกล่าวฉันเลยสันนิษฐานว่าเมืองสระบุรีในสมัยนั้นน่าจะมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะป่าไม้

 

6. สระบุรีในฐานะเป็นราชธานีแห่งที่ 2

ความสำคัญในแง่นี้เริ่มตั้งแต่สมัยพระปิ่นเกล้าฯ โปรดให้สร้างวังสีทาบนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำป่าสัก แขวงเมืองสระบุรีเพื่อเป็นราชธานีสำรองในการป้องกันประเทศชาติหากเกิดสงครามกับชาติตะวันตกโดยพระองค์เสด็จไปประทับทุกปีตลอดจนพระชนมายุ[17]   ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการปฏิรูปการปกครองส่วนภูมิภาคด้วยการตั้งมณฑลเทศาภิบาลและมีข้าหลวงเทศาภิบาลเป็นผู้บังคับราชการ ในมณฑลส่วนเมืองมีผู้ว่าการการเมืองและกรมการเมืองเป็นผู้ปกครองขึ้นกับข้าหลวงเทศาภิบาลโดยตรง

สระบุรีขณะนั้นแบ่งเป็น 2 เมืองได้แก่เมืองพระพุทธบาทและเมืองสระบุรี   ต่อมาในปีพ.ศ.2438 เมืองพระพุทธบาทและเมืองสระบุรีถูกรวมอยู่ในมณฑลกรุงเก่า  (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นมณฑลอยุธยาในสมัยรัชกาลที่ 6) รวมกับอีก 6 เมือง คือ เมืองกรุงเก่า พรหมบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทองและอินทบุรี  ในปี พ.ศ.2439 ได้ยุบเมืองพระพุทธบาทลงเป็นอำเภอขึ้นกับสระบุรี[18] สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดฯ ให้สร้างศาลากลางจังหวัดสระบุรี ณ ตำบลปากเพรียวตรงข้ามศาลากลางจังหวัดสระบุรีในปี พ.ศ.2458     ต่อมาใน ปีพ.ศ.2476 มีการยุบมณฑลเมืองสระบุรีจึงกลายเป็นจังหวัดจนทุกวันนี้          

 

 เมื่อถึงบรรทัดนี้แล้ว คุณเห็นด้วยกับฉันไหมว่าเมืองสระบุรีมีความสำคัญอย่างไร?

 

อ้างอิงรูปภาพมณฑปพระพุทธบาทจาก

www.tourdoi.com/.../10423-231329-Sv300151.jpg

 

 

รูปภาพเสาร้องไหจาก http://statics.atcloud.com/files/entries/6/69625/images/1_original.jpg

 

 



                [1]คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดสระบุรี (กรุงเทพฯ : คุรุสภา ลาดพร้าว, 2542), หน้า 1 2.

 

 

 

                [2]จากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่าเป็นพื้นที่ที่มีคนอาศัยมาก่อนหน้าแล้วตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์เนื่องจากพบโครงกระดูกและเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำจากหิน แก้ว และสำริด และมีการพัฒนาขึ้นเป็นเมืองที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบเมื่อรับวัฒนธรรมจากอินเดียแล้ว  ต่อมาในสมัยทวารวดีพบหลักฐานงานศิลปกรรมเป็นภาพสลักนูนต่ำและจารึกภาษามอญทั้งที่ถ้ำเขาวง  อำเภอพระพุทธบาทและถ้ำโพธิสัตว์  อำเภอแก่งคอย   ราวพุทธศตวรรษที่ 17 เมื่อวัฒนธรรมเขมรเข้ามีอิทธิพลในภาคกลางของประเทศไทยโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองลพบุรี เมืองสระบุรีที่อยู่ติดกันจึงรับเอาวัฒนธรรมเขมรเข้ามาด้วย    ปรากฏร่องรอยที่ตำบลบางโขมด อำเภอบ้านหมอพบร่องรอยของเมืองโบราณและมีการขุดพบประติมากรรมทวารบาลและรูปพระโพธิสัตว์ศิลา  เมืองโบราณแห่งนี้เชื่อกันว่าคือเมืองเสนาราชนคร  ปรากฏในพงศาวดารเหนือว่าเป็นเมืองลูกหลวงของเมืองละโว้ (ลพบุรี) สมัยที่เขมรมีอำนาจครอบคลุมลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาจนกระทั่งสมัยสุโขทัยโดยเฉพาะรัชกาลพ่อขุนรามคำแหงมหาราช  เมืองเสนานครและเมืองละโว้ก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของสุโขทัย, สำนักงานประถมศึกษาจังหวัดสระบุรี, วรรณกรรมพื้นบ้านสระบุรี (สระบุรี, มปพ. 2525), หน้า 23 26.

 

 

 

[3]ตรี  อมาตยกุล, ทัศนสารไทย  จังหวัดสระบุรี (พระนคร : ชวนพิมพ์, 2510), หน้า 7 8.

 

 

 

[4]หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, เลขที่ 104 สบ. 2156 ม.ท. เล่ม 6 ตำนานเมืองสระบุรี (ม.ป.ป.)

 

 

 

[5]กรมศิลปากร, พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับจันทนุมาศ (เจิม) กับฉบับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) (พระนคร : คลังวิทยา, 2507), หน้า 855 857.

 

 

 

                [6]กรมศิลปากร, พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ฉบับหอสมุดแห่งชาติ รัชกาลที่ 3    พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าพระเจ้าอยู่หัว   รัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระนคร : คลังวิทยา, 2506), หน้า 582 583.

 

 

 

                [7]คณะกรรมการจัดงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี, สมุดภาพสถาปัตยกรรมกรุงรัตนโกสินทร์ (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2525), หน้า 143 - 144.

 

 

 

                [8]กรมศิลปากร, พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับจันทนุมาศ (เจิม) กับฉบับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด), หน้า 413 - 416.

 

 

 

                [9]สิลา  วีระวงส์, ประวัติศาสตร์ลาว (กรุงเทพฯ : มติชน, 2539), หน้า 143 151.

 

 

 

                [10]คณะกรรมการพิจารณาและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์, ประชุมหมายรับสั่ง ภาคที่ 1 สมัยกรุงธนบุรี (กรุงเทพฯ : สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, 2515), หน้า 33 45.

 

 

 

                [11]เจ้าพระยาทิพกรวงศ์, พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1, (พระนคร : คุรุสภา, 2503), หน้า 277 278.

 

 

 

                [12]บังอร  ปิยะพันธุ์, ลาวในกรุงรัตนโกสินทร์ (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2541), หน้า 77 78.

 

 

 

                [13]เจ้าพระยาทิพกรวงศ์, พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1, หน้า 308 310.

 

 

 

                [14]กรมศิลปากร, พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ฉบับหอสมุดแห่งชาติ รัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, หน้า 96 97.

 

 

 

[15]ประชุมประกาศ ร.4  (2394 - 2400) (พระนคร : คุรุสภา, 2503), หน้า 200 - 204.

 

 

 

                [16]สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดสระบุรี, หน้า 8 12.

 

 

 

                [17]สุที  หริมเทพาธิป, วังสีทาของพระปิ่นเกล้าฯ,ศิลปวัฒนธรรม 21, 10 (สิงหาคม 2543) : 44 51.

 

 

 

                [18]กรมศิลปากร, ประชุมพงศาวดารภาคที่ 63 เรื่องกรุงเก่า พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เตชะคุปต์) ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2479 (พระนคร : โรงพิมพ์ พิพรรฒธนากร, 2479), หน้า 30.

 

 

 

 

 




Tag: สระบุรี ความสำคัญ

เขียนโดย leknuaon ที่ 2009-11-24 17:33:56 น. 2 ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1, เว็บไซต์ : http://www.phukettrip4u.com/

สระบุรี มีโอกาสต้องไปเที่ยวอีกซักครั้ง


  | Phukettrip4u | 27 พฤศจิกายน 2552 | 14:39:16

ความคิดเห็นที่ 2, เว็บไซต์ :

เคยไปมาแล้ว
ได้รูปมาเยอะมาก


คนที่เคยไป | 07 กุมภาพันธ์ 2553 | 11:15:54

ส่งความคิดเห็น


ชื่อ *

อีเมล์ *


เว็บไซต์



Validate code