เที่ยววัดเกตุกลางเมืองเชียงใหม่

July5

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่นิยมใช้เท้าในการสำรวจวิถีชีวิตของผู้คน ฉันว่าวัดๆ หนึ่งที่น่าสนใจในตัวเมืองเชียงใหม่  ริมแม่น้ำปิงฝั่งตรงข้ามตลาดวโรรส มองข้ามฝากแม่น้ำจะเห็นเจดีย์ทรงระฆังลิบๆ อยู่เหนือยอดไม้ นั่นแหละที่ตั้งของวัดเกตุ

สะพานขนาดเล็กทอดข้ามแม่น้ำปิง สร้างโดยพ่อค้าชาวซิกข์ที่อาศัยอยู่ในย่านนี้

 

.

 

ประวัติความเป็นมาของวัดเชื่อว่าสร้างขึ้นสมัยพระเจ้าสามฝั่งแกน ผู้เป็นพระราชบิดาของพระเจ้าติโลกราช ในราวพ.ศ.1971สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย นับจนถึงปัจจุบันมีอายุเกือบ 600 ปี

พระวิหารวัดเกตุ อีกมุมสงบหนึ่งของเมืองเชียงใหม่  

 

ภายในวัดประกอบด้วยสถาปัตยกรรมจำนวนมาก ได้แก่ พระอุโบสถ พระวิหาร เจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนา อาคารเรียนของพระสงฆ์ และพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

พระวิหารน่าจะสร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ แต่ยังคงมีรูปแบบเป็นสถาปัตยกรรมแบบล้านนาที่มีรูปทรงค่อนข้างเตี้ย นิยมแสดงเครื่องไม้และส่วนประกอบโครงสร้างของหลังคา ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ซึ่งเป็นงานปูนปั้นลงรักปิดทองและคงผ่านการซ่อมมานับครั้งไม่ถ้วน 

พระประธานภายในพระวิหารวัดเกตุ

 

เนื่องจากเวลาที่ฉันไปวันมหาสงกรานต์เพิ่งจะผ่านพ้นไปจึงมีร่องรอยของเครื่องบูชาที่คนนำมาไหว้พระและนำมาตกแต่งหน้าพระประธานอย่างงดงาม  บางอย่างเป็นพานพุ่มที่มีการนำของพื้นบ้านมาประดับที่หาดูได้ยากในภาคกลาง  ใครมีความรู้ช่วยบอกทีว่าภาษาล้านนาเขาเรียกการประดับพานพุ่มเช่นนี้ว่าอะไร

     

แบบที่เห็นนี้เหมือนเขาดัดไม้ไผ่ทำเป็นโครงแล้วประดับดอกไม้ ลูกหมาก หรือใบมะพร้าวที่มาพับเป็นดอกประดับลงไป  หรือบางทีเขาก็ฝานหมากแล้วเอามาร้อยเป็นพวง  สวยดีนะคุณว่าไหม

มีอีกอย่างที่น่าสนใจคือผนังด้านนอก (ด้านหลัง) ของพระวิหาร มีการประดับกระจกสีเป็นรูปต้นไม้คล้ายๆ กับที่เราเห็นที่วัดเชียงทองในหลวงพระบาง ไม่รู้ว่าของเก่าดั้งเดิมทำเป็นรูปนี้หรือเปล่า  หรือว่าที่วัดเกตุบูรณะขึ้นใหม่

งานประดับกระจกด้านหลังของพระวิหารวัดเกตุ

 

นอกจากนี้ที่มุขด้านใต้ของพระวิหารวัดเกตุยังมีศิลาจารึกตัวอักษรฝักขาม (อักษรพื้นเมืองของล้านนา) กล่าวถึงการบูรณะพระธาตุสำคัญ และการเฉลิมฉลองพระเจดีย์ รวมทั้งยกคนให้เป็นข้าวัดราว 100 ครัวเรือน

ด้านขวามือของพระวิหารเป็นเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนา

 

เจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนามักมีฐานล่างสูงเป็นฐานบัวคว่ำบัวหงายในผังสี่เหลี่ยมยกเก็จ  ซ้อนต่อด้วยชุดฐานบัวคว่ำบัวหงาย 3 ชุดในผังกลมซ้อนลดหลั่นกัน  แล้วค่อยต่อเป็นองค์ระฆังที่มีขนาดเล็กนิดเดียว แต่เสียใจด้วยคติของล้านนาเขานิยมเอาผ้าล้อมพระธาตุจนบางครั้งแทบไม่เห็นชุดฐานบัวซ้อนชั้นอย่างที่ฉันว่าเลย

 

ถัดออกไปจากเจดีย์ทรงระฆังจะเป็นโรงนักธรรมของพระสงฆ์ที่มีสัดส่วนและลายฉลุงดงาม มีป้ายระบุว่าสร้างขึ้นถวายวัดในพ.ศ.2462

โรงนักธรรมภายในวัดเกตุ ตกเย็นจะมีผู้เฒ่าผู้แก่มานั่งสนทนากัน บ้างก็มาช่วยกวาดลานวัด เป็นมุมสงบที่หาดูได้ยากจริงๆ ในเมืองเชียงใหม่

 

ถัดจากโรงนักธรรมจะเห็นพระอุโบสถขนาดเล็กที่มีงานปูนปั้นประดับอาคารภายนอก  วันที่ฉันไปเขาไม่เปิด เลยอดดูว่าพระประธานจะงามขนาดไหน

ด้านหน้าพระอุโบสถ ข้างทวารบาลแลเห็นตัวมอมตัวเบ้อเร่อที่เกาะอยู่ที่ประตู 2 ข้างของพระอุโบสถลวดลายเป็นแบบจีนๆ น่าชมทีเดียว

 

ที่สำคัญวัดนี้เขาริเริ่มจัดตั้งพิพิธภัณฑ์เพื่อเก็บรวบรวมข้าวของเครื่องใช้ของคนในชุมชนมาจัดแสดงเพื่อให้คนในปัจจุบันอย่างเราๆ รู้จักวิถีชีวิตของคนในอดีต  คุณตาแจ๊ค (จรินทร์ เบน) เป็นกำลังสำคัญในการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์เนื่องจากท่านเป็นคนเก่าแก่ที่อาศัยอยู่ในชุมชนแห่งนี้มาตั้งแต่คุณพ่อของท่านซึ่งเป็นชาวสกอตแลนด์ได้เข้ามาทำการค้าไม้สักในล้านนา 

อาคารที่เห็นด้านซ้ายมือถูกดัดแปลงจากกุฏิสงฆ์ให้เป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านของวัดเกตุ ภายในมีห้องจัดแสดงรูปภาพ ประวัติความเป็นมาของชุมชน เสื้อผ้า เครื่องใช้ วิทยุ กลอง เหรียญ พระพุทธรูป เครื่องถ้วย ตะเกียง ฯลฯ บางอย่างเห็นแล้วก็นึกไม่ออกว่าคนในสมัยนั้นเขาเอาไว้ใช้ทำอะไรกันหนอ

 

วิทยุ ลำโพงรุ่นโบราณ ดูๆ ไปของสมัยนี้ก็ลอกดีไซน์ของเก่ามาขายเหมือนกัน

 

ห้องนี้จัดแสดงเหรียญตรา พระพุทธรูป พระพิมพ์ งานแกะสลักไม้ ฯลฯ

 

ห้องนี้เป็นเครื่องถ้วย เสื้อผ้าและการแต่งกายของคนสมัยก่อน

 

เอ้า…ใครไม่เคยเห็นเหรียญรูปีที่เขาใช้เป็นสิ่อกลางทางการค้าในหัวเมืองล้านนาในสมัยรัชกาลที่ 4 – 6 ก่อนที่จะมีการนนำเงินบาทเข้าไปใช้แทนที่ในล้านนาอย่างจริงจัง

 

ถึงตอนนี้ฉันว่าคุณคงอยากไปเที่ยวชมวัดเกตุด้วยตนเองแล้วล่ะ  เพราะนอกจากวัดนี้จะมีคุณค่าทางพระพุทธศาสนาแล้ว  ยังมีโบราณสถานอันสวยงาม  ข้าวของเครื่องใช้โบราณที่ดูเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ (เนื่องจากต้องใช้จิตนาการอย่างมากว่ามันทำงานอย่างไร) รวมทั้งเป็นมุมสงบประจำเมืองเชียงใหม่อีกด้วย  ทั้งนี้ไม่นับความเก่าแก่ของอาคารบ้านเรือนซึ่งเป็นเสน่ห์อีกด้านหนึ่งของชุมชนวัดเกตุ

 

ทั้งนี้ขอขอบคุณผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์วัดเกตุ คุณตาแจ๊ค และคนในชุมชนที่เห็นถึงความสำคัญในการอนุรักษ์สิ่งเหล่านี้ไว้ให้กับคนรุ่นหลัง    

You must be logged in to post a comment.