madonalily blog

Just another weblog

คุยสบาย ๆ เรื่องกิน

November23

                         ดิฉันนั่งนึกว่ากลางวันนี้จะไปกินอะไรดีระหว่างเสต็กกับอาหารที่ศูนย์อาหาร ในห้างฯ

นึกไปนึกมาก็คิดว่า “ทำไมเดี๋ยวนี้มันยุ่งยากนักวะ   ตอนเด็ก ๆ  ก็แค่เดินไปกินก๋วยเตี๋ยวร้านเจ๊ใกล้ๆ บ้านนี่

หรือไม่ก็ซื้อก๋วยจั๊บรถเข็นกิน   หรือไม่ก็ขนมจีนแกงไก่ที่แม่ค้าหาบมาขายหน้าบ้าน   

                          โอ้….กาลเวลามันทำให้การกินการอยู่ของดิฉัน(และอาจจะชาวกรุงเทพฯอีกหลายคน )

เปลี่ยนไปมากขนาดนี้เลยหรือ?

                        ย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน    เย็นลงก็จะได้ยินเสียงตำน้ำพริกที่บ้าน  และบ้านใกล้เคียง

อา…..มันช่างเป็นเสียงที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นจริง ๆ     สมัยนั้นจำได้ว่ายังไม่มีตู้เย็น  จะทำกับข้าวทีก็ต้องออกไปซื้อผักหญ้า หมู หมา กาไก่ กันที่ตลาด  หรือไม่ก็ร้านขายของชำใกล้ ๆ บ้าน   มาทำกันสด ๆ ร้อนๆ  ในมื้อนั้น   

                     ซึ่งคนสมัยนี้อาจรู้สึกว่า พระเจ้าจอร์ช!  มันยุ่งยากมากเลย    แต่แม่บ้านสมัยนั้นไม่ได้รู้สึกถึงความยุ่งยากอะไรเลย    เพราะแม่บ้านสมัยก่อนไม่เล่นเฟสบุ๊ค  ไม่เล่นไลน์   ทีวีก็ไม่มีให้ดูตลอด 24 ชั่วโมง   จึงมีเวลาว่างกันมาก  ไม่เหมือนสมัยนี้   พอใกล้มื้อกลางวัน บางทีต้องอัพบล็อกก่อน    แล้วเข้าไลน์   ไหนจะโพสต์รูปลงเฟสบุ๊คอีก เฮ้อ! จะเที่ยงแว้วค่ะ   แล้วก็ต้องออกไปกินข้าวนอกบ้านตามเคย

                    เมื่อก่อนตอนมื้อกลางวันดิฉันจะออกไปกินก๋วยเตี๋ยวหรือข้าวผัดที่ร้านใกล้ ๆบ้าน  น้ำแข็งเปล่าฟรี   บางวันก็ซื้อก๋วยจั๊บ  ซาลาเปา  เกี๊ยวเคาะก๊อก ๆ   รถเข็น   ขนมจีนแกงเขียวหวาน  ซึ่งหาบมาขายหน้าบ้าน   ซึ่งพอจะไว้ใจได้ในความสะอาด    เพราะขายประจำ  แม่ค้าบางคนก็อยู่แถวบ้านนี่แหละ   และรถราสมัยนั้นยังไม่ขวักไขว่เหมือนสมัยนี้

                     ส่วนขนมหวานเราจะกินกันกะร่อยกะหริบ    ขนมเค้กก็ไม่มีขาย มีเพียงขนมไทยพวกบ้าบิ่น  สังขยาฟักทอง  ขนมเปียปูน  ขนมกล้วย  ขนมใส่ไส้  ที่ขายตรงหัวมุมถนนร้านเดียว     และมีร้านกล้วยทอดเพิงหมาแหงนของยายแก่ ๆ   คนหนึ่ง   ผิดกับสมัยนี้ที่มองไปทางไหนก็เจอแต่ของหวานเต็มไปหมด   แม้แต่อาหารคาวก็ยังหวานเจื้อยแจ้ว

                     เวลาที่เราออกไปเที่ยว  ไปดูหนัง    ก็กินก๋วยเตี๋ยวรถเข็นที่ขายอยู่ด้านหลังโรงหนัง    ไม่ได้กินของแพง ๆ จานละร้อยสองร้อยเหมือนสมัยนี้

                      เดี๋ยวนี้คำว่า “น้ำแข็งเปล่าฟรี”  คงไม่มีอีกแล้ว   ถึงจะมีก็น้อยมาก     อาหารรถเข็นหรือที่แม่ค้าหาบมาขายอาจไม่น่าไว้วางใจเหมือนสมัยก่อนแล้วเพราะอาจไม่พิถีพิพิถันในการปรุง     และมลพิษจากควันรถและฝุ่นตามท้องถนน     อาหารสมัยนี้ก็ประดังประเดกันแต่ผงชูรส   รสชาติของข้าวแกงก็ไม่อร่อยเหมือนเก่าก่อน  โดยเฉพาะแกงเผ็ดก็ใช้เครื่องแกงสำเร็จรูป  ใส่น้ำมันแทนกะทิ   

                      กลางวันนี้ดิฉันจะไปกินข้าวที่ไหนดี   คงไมทำกับข้าวแน่ เพราะยังอัพบล็อกไม่เสร็จ 555     จะไปกินก๋วยเตี๋ยวร้านใกล้ ๆ บ้านเหมือนเมื่อก่อนคงไม่ไหวเพราะมันร้อนมาก    ดูปากดิฉันนะคะ”มันร้อนมากกกกก”      น้ำก๋วยเตี๋ยวก็เค็ม   ไปกินร้านข้าวแกงก็ไม่ไหวร้านอยู่ริมถนน  ทั้งควันรถทั้งฝุ่นคงลงไปในอาหารกันตรึม     ไปกินเคเอฟซีก็ดูสะอาดหน่อยและไม่แพงมากนัก   

                    ส่วนมื้ออื่น ๆ ถ้ามีเวลาก็คงทำกินเอง   ดิฉันคิดว่าอาหารที่เราทำเองกับมือสดสะอาด  ได้คุณค่า ดีต่อสุขภาพ   ที่สำคัญคือเราไม่ใส่ผงชูรส    บางทีออกไปกินข้างนอกตามร้านอาหารหรือภัตตาคาร   กลับมาก็คอแห้ง   รู้เลยอะว่าอาหารใส่ผงชูรส   แล้วมื้อกลางวันนี้คุณออกไปทานที่ไหนกันบ้างคะ?

 

*****************************

by posted under ชีวิต สังคม | tagged under  |  Comments Off on คุยสบาย ๆ เรื่องกิน    

มะหมา….สัตว์โลกน่ารักที่ไม่น่ากิน

October21

 

                เมื่อคลิปหมาถูกลวกน้ำร้อนทั้งเป็นเพื่อนำมาเป็นอาหารถูกเผยแพร่ออกไป   ได้สร้างความไม่พอใจให้แก่คนรักน้องหมาเป็นอย่างมาก   ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันว่าทำไมมนุษย์ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ประเสริฐถึงได้ทำกับสัตว์เดรัจฉานอย่างทารุณโหดร้ายเช่นนี้

               ดิฉันเองก็รักและเอ็นดูหมาเช่นกัน     เมื่อเห็นลูกหมาตัวอ้วนน่ารักน่าชัง  วิ่งส่ายหางดุ๊กดิ๊ก  ก็อยากจะเข้าไปกอดมันยิ่งกว่าทารกมนุษย์ตัวน้อยซะอีก     ดิฉันคิดว่าหมาเป็นสัตว์น่ารักที่ไม่น่าจะเป็นอาหารของมนุษย์เลยเพราะ

             1. หมามีความจงรักภักดีต่อเจ้าของ   มีความซื่อสัตย์อย่างไม่ผันแปร    แม้บางครั้งที่มันดื้อ  มันซน  แล้วเจ้าของลงโทษ  มันก็ยังคงรักและภักดีต่อเจ้าของ   นัยน์ตาคู่นั้นของเจ้าสี่ขาดูน่าสงสารและดูอ่อนน้อมถ่อมตนต่อเจ้าของเสมอ

             2. หมาเป็นสัตว์ที่มีประโยชน์   คือ   ช่วยเฝ้าบ้าน    ทำให้บ้านดูมีชีวิตชีวา ไม่เงียบเหงา   บ้านไหนที่มีแต่คนเฒ่าคนแก่อยู่ลำพัง  ก็ได้อาศัยหมาเป็นเพื่อน    คุยกับมันบ้าง   ลูบหัวลูบหางมันบ้าง   พอให้หายเหงา

             3. หมาเป็นสัตว์ที่ช่วยเติมเต็มทางด้านจิตใจให้แก่คนที่ไม่มีลูก     หลายคนที่ไม่มีหรือยังไม่มีลูก   ก็หาหมามาเลี้ยงเป็นลูก   ซึ่งเลี้ยงง่ายไม่ซับซ้อนเหมือนลูกคน     พวกเขารักหมาและเลี้ยงดูมันอย่างดีและหมาก็รักและซื่อสัตย์ต่อพวกเขา   เป็นการสร้างความสุขให้แก่กันและกัน

             4. หมาเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างฉลาด   เคยมีหมาบางตัวที่ช่วยชีวิตคนไว้ได้   และคนสามารถฝึกหมาให้ช่วยงานของตำรวจได้   เช่น   การตรวจจับยาเสพติด   หรือค้นหาคนที่ติดอยู่ในซากตึก ฯลฯ   หรือนำมาฝึกในการช่วยบำบัดจิตใจของคนไข้ในโรงพยาบาล

          สรุปก็คือ หมาเป็นสัตว์ที่มีความดีอยู่ในตัวและเป็นสัตว์ที่มีประโยชน์     ไม่สมควรที่จะถูกทารุณกรรมหมาหรือนำหมามาเป็นอาหาร   

          ในทางพุทธศาสนา    วิญญานทั้งหลายเวียนว่ายตายเกิดกันมาหลายภพหลายชาติ     หมาบางตัวอาจจะเคยเป็นมนุษย์ที่เคยทำความบาปกรรมไว้    เลยต้องมาเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานที่ต้องทุกข์ทรมานนานับประการ     สมควรแล้วหรือที่มนุษย์จะซ้ำเติมความทุกข์ยากให้แก่มันอีก

         อย่างในกรณีหมาที่ท่าแร่    ชาวบ้านเอาหมาที่เลี้ยงไว้ไปให้รถเร่เพื่อแลกกับกาละมังใบเดียว    ทำไมเขาทำกับสัตว์เลี้ยงที่ซื่อสัตย์ของตัวเองได้ลงคอ       สัตว์เลี้ยงผู้ซื่อสัตย์ที่เคยมาเคล้าคลอเอาหัวแนบตักด้วยนัยน์ตาโศก   เขาทำกับมันได้อย่างไร?

         ภาพหมาแออัดยัดเยียดอยู่ในกรงที่ทับกันในรถเร่ที่จะนำมันไปขาย   ช่างเป็นภาพที่น่าสลดหดหู่ใจเหลือเกิน   นัยน์ตาของหมาเหล่านั้นดูหวาดกลัว  ระคนกับความเศร้าสร้อย  สิ้นหวัง   ทรมาน   อย่างไม่รู้ชะตากรรมว่าจะไปสิ้นสุดที่ไหน  อย่างไร?

         การนำหมามาเป็นอาหารด้วยวิธีการที่ทารุณต่างๆ นานา     เป็นสิงที่ไม่ควรกระทำ ถือเป็นการสร้างบาปสร้างกรรม     เป็นการกระทำที่โหดร้ายทารุณ   ขาดความเมตตากรุณา     และผู้ใดสร้างกรรมใดไว้กรรมนั้นก็ต้องสนองไม่ช้าก็เร็ว   

 

*************************** 

by posted under Uncategorized, ชีวิต สังคม | tagged under  |  Comments Off on มะหมา….สัตว์โลกน่ารักที่ไม่น่ากิน    

ดูข่าวเหี้ยแล้วละเหี่ยใจ

October12

       เมื่อเร็ว ๆ นี้มีข่าวที่นำเสนอเรื่องหมู่บ้านแห่งหนึ่งมีตัวเหี้ยวิ่งเเพ่นพ่านไปหมดทั้งบนบกและในน้ำ    เมื่อนักข่าวสอบถามชาวบ้านก็ได้ความว่า   ในบริเวณหมู่บ้านนี้มีตังเหี้ยมาอาศัยอยู่หลายตัวโดยที่ชาวบ้านก็มิได้รังเกียจรังงอนแต่ประการใด   และนั่งมองดูตัวเหี้ยกันอย่างเพลิดเพลินใจ    บ้างก็โยนพวกเนื้อสัตว์ไปให้มันกิน   ฝ่ายตัวเหี้ยนั้นเล่าก็ไม่ได้ทำร้ายคน เรียกว่า  คนก็อยู่ส่วนคน  เหี้ยก็อยู่ส่วนเหี้ย   ต่างฝ่ายต่างอยู่โดยไม่ทำร้ายกัน   แต่ถ้าคนเข้าไปใกล้ๆ  เหี้ยจะกลัวคน     เพราะนั่นเป็นธรรมชาติของมัน

         ภาพที่ปรากฏในข่าวเป็นภาพตัวเหี้ยขนาดเขื่อง  บ้างอยู่บนบก  บ้างแหวกว่ายอยู่ในสายธาร   ซึ่งคาดว่าพวกมันจะอย่ในหมู่บ้านแห่งนี้ไปอีกนานตราบใดที่มนุษย์ไม่ไปทำร้ายมัน

         ช่างดูเป็นตัวเหี้ยที่มีความสุขซะเหลือเกิน  และต่างกับตัวเหี้ยที่ผู้เขียนเคยเห็นอย่างสิ้นเชิง    มันเป็นตัวเหี้ยลายดอกขนาดยักษ์ที่ถูกกักขังอยู่ในตู้กระจกในสวนสัตว์เดียวกับเจ้ากอริลล่าบัวน้อย       ซึ่งเมื่อได้ไปเห็นคราใดต้องสลดหดหู่ใจทุกทีด้วยเหี้ยลายดอกตัวนั้นถูกกักขังในตู้กระแจกอันคับแคบไม่เห็นเดิอนเห็นตะวันมาเป็นแรมปี  และมันมีท่าทีดิ้นรนหาทางออกอยู่ตลอดเวลา     จนเป็นที่กังขาของผู้เขียนว่าเหตุใดมนุษย์ถึงทำกับเพื่อนร่วมโลกได้เพียงนี้     ไม่เพียงตัวเหี้ยเท่านั้น  สัตว์อื่นๆ อีกหลากชนิดหลายตัวก็โดนกักขังในที่อันคับแคบในสวนสัตว์แห่งนี้เช่นกัน    นี่มันนรกหรืออย่างไร?

         มนุษย์บางคนเอาสัตว์มาขังไว้ในกรงแล้วบอกว่าตัวเองเป็นคนรักสัตว์    เช่น   เอานกกรงหัวจุกมาขังไว้ในกรงให้หมดอิสรภาพ    จนมันบินไปไหนไม่ได้เลย  ได้แต่เดินเวียนวนอยู่ในกรงอย่างทุกข์ทรมาน    อย่างนี้เรียกว่ารักสัตว์เช่นนั้นหรือ ?   ในกรณีสวนสัตว์ย่านฝั่งธนฯแห่งนี้ก็เช่นกัน   คนที่มีสามัญสำนึกก็พอจะมองออกว่าสัตว์ที่นี่ไม่มีความสุขเลย   

        ถ้าเราไม่ช่วยสัตว์เหล่านี้ให้ได้รับอิสรภาพ     (ซึ่งไม่จำเป็นต้องเอาไปปล่อยเข้าป่า  เพียงแต่นำพวกมันออกจากที่จองจำไปสู่ที่ที่กว้างขวางกว่า  และมีสภาพเป็นธรรมชาติ)    ยิ่งเนิ่นนานไปพวกมันก็ยิ่งทุกข์ทรมานมากขึ้นเท่านั้น

        ในขณะที่มนุษย์สุขสำราญบานใจ   ได้ท่องเที่ยวไปในที่ใด ๆ ตามแต่ใจต้องการในขณะที่สัตว์จำนวนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนร่วมโลกถูกขังให้หมดอิสรภาพอย่างทารุณกรรมในสวนสัตว์ลอยฟ้าแห่งนี้     มันยุติธรรมไหม?

 

******************************

by posted under Uncategorized, ชีวิต สังคม | Comments Off on ดูข่าวเหี้ยแล้วละเหี่ยใจ    

วิธีดู 8 อย่าง

December31

 

1. ดูบ้านเมือง                          ดูที่ความสะอาด

2. ดูประชาชาติ                       ดูที่ความสามัคคี

3. ดูคนดี                                 ดูที่การงาน

4. ดูลูกหลาน                           ดูที่การเคารพ

5. ดูหญิง                                 ดูที่ความอาย

6. ดูชาย                                  ดูที่ความกล้าหาญ

7. ดูพระ                                   ดูที่กิจวัตร

8. ดูคฤหัสถ์                              ดูที่ความขยัน 

 

**************************

by posted under ธรรมะ 5 นาที | tagged under  |  Comments Off on วิธีดู 8 อย่าง    

จดหมายถึงตุ้ม ฉบับที่ 5

December16

 

                ตุ้มเพื่อนรัก

                              สังคมที่ไม่สงบสุขในทุกวันนี้     ก็เพราะคนมีความโลภ  โกรธ หลง   โลภอยากได้ทรัพย์สิน  เงินทอง  อันเนื่องมาจากค่านิยมในวัตถุ    มีความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม     ใช้เงินจนเกินฐานะ   จมไม่ลง  หลงมัวเมาในอำนาจ มีการใช้เงินซื้อทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ  และให้คนอื่นทำในสิ่งที่ตนต้องการ   จึงต้องแสวงหาเงินทองเพื่อสร้างความร่ำรวยด้วยวิธีต่างๆ     แม้วิธีนั้นจะต้องคดโกงมาก็ตาม        

                              คนลักษณะนี้มักเป็นคนหลงตัวเอง   หลงอำนาจ    มีคนชังมากกว่าคนชอบ  ด้วยเหตุที่เขาใช้เงินสร้างสัมพันธ์กับผู้อื่นมากกว่าใช้ใจ     ในขณะที่เขายังมีอำนาจวาสนาอยู่ก็จะมีคนที่รับเงินจากเขาคอยเอาอกเอาใจหรือยอมรับใช้ประดุจดุจทาสผู้ซื่อสัตย์        แม้จะถูกกดขี่หรือถูกใช้ให้ทำความชั่วก็ยอม  จนไม่เหลือศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อีกต่อไป    ด้วยมัวเมาอยู่ในอำนาจของเงินตราและยศศักดิ์ที่โดนประเคนให้     จนเกิดภาวะที่เรียกว่าใช้เงินเป็นตัวตั้งมากกว่าความดี

                                 คนลักษณะนี้มักเอาเงินภาษีของปชช.ที่หามาด้วยความสุจริตและเหนื่อยยากกว่าจะได้เงินร้อยเงินพัน    เอาไปใช้อย่างฟุ่มเฟือยและไม่ซื่อสัตย์สุจริตมีการโกงกินกันมหาศาล    ถือว่าเป็นคนบาปหนา

                                 ตุ้มเพื่อนรัก  ถ้าเราจ้างใครซักคนมาทำความสะอาดบ้าน  แต่คน ๆ นั้นกลับทำบ้านเราไม่สะอาดเท่าที่ควร    แต่เราก็ยังให้อภัยและให้เขาทำความสะอาดต่อไป     ซึ่งเขาเองก็ทำทีว่าเขาทำได้และเป็นคนทำความสะอาดที่ดีได้     ทั้ง ๆ ที่เขาทำไม่ได้  นั่นหมายถึงเขากำลังโกหกเราและคนในบ้านของเราเพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่าง    ในที่สุดเขาก็ทำบ้านของเราเละเทะไปหมด    กระนั้นพอเราไล่เขาไป  เขาก็ยังแสร้งว่าเขายังทำงานในหน้าที่ได้โดยไม่มีสำนึก  ไม่มีความละอาย  และหวังเพียงผลประโยชน์ส่วนตน     นั่นคือตัวอย่างหนึ่งของความไม่ซื่อสัตย์  ความไม่รู้จักละอาย 

                                  และในความเป็นจริง   ความไม่ซื่อสัตย์ของคนกลุ่มหนึ่งที่เอาเงินภาษีของมวลมหาประชาชน   ซึ่งเขาหามาอย่างเหนื่อยยาก    ไปใช้ก่อกรรมทำเข็ญแล้วยังไม่ละอาย  ไม่รู้สำนึก      ยังมีหน้าที่จะอยู่ใช้เงินภาษีของประชาชนอย่างไม่ทกสะท้าน    ทำให้สังคมไทยต้องเดือดร้อนวุ่นวายในขณะนี้

                                  คนดีเกิดมาเพื่อทำให้โลกอยู่เย็นเป็นสุข      แต่คนชั่วทำให้โลกร้อนเป็นไฟ      นั่นคือความแตกต่างระหว่างคนดีกับคนชั่ว    การที่มวลมหาประชาชนออกมาชุมนุมกันเป็นล้าน ๆ นั่นคือมีคนจำนวนหนึ่งสุมไฟใส่ประเทศไทย   ด้วยการโกงกิน ทุจริต  คอรัปชั่น   หลงมัวเมาในอำนาจและเงินตรา    จนทำชั่วได้ทุกอย่างทั้งการโกหก   การลุแก่อำนาจและพยายามรักษาอำนาจของตัวเองมากกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน     พยายามทำผิดให้เป็นถูก    แสวงหาผลประโยชน์ให้ตนและพวกพ้อง     หมิ่นสถาบัน  อกตัญญูต่อแผ่นดินเกิด   ไม่มีคุณธรรมจริยธรรม    ขาดความละอาย   ไร้สำนึก  จนในที่สุดประชาชนอดรนทนกันไม่ไหวจึงลุกขึ้นมาต่อต้านความชั่วร้าย    ถึงกระนั้นเมื่อประชาชนออกมากันหลายล้านคนเพื่อชุมนุมกันขับไล่คนชั่ว   พวกเขาก็หาได้สำนึกไม่  

                                  ตุ้มเพื่อนรัก   การโดนคนเลวด่าเรามันไม่ร้ายเท่าคนดีด่าเรา   ถ้าฉันโดนคนดีมีสติปัญญาเขาด่า เขาไล่ทุกวันอย่างนี้    คงต้องกลับมาพิจารณาตัวเองแล้วก็ลาออกจากงานที่ทำด้วยความละอาย

                                   เอาหล่ะคุยกับตุ้มมานานพอสมควรแล้ว    สุดท้ายนี้ฉันอยากจะบอกว่า  คนบางคนที่ถูกยกย่องว่าเก่ง    กล้า   แท้จริงแล้วเขาไม่ได้เก่ง  กล้า   สิ่งเลว ๆ ที่เขาทำทุกอย่าง  มวลมหาปชช.ก็ทำได้แต่เขาไม่ทำเพราะ”มีความละอาย”

                                    คนเราเกิดมาทั้งทีแล้วมีความเห็นผิดเป็นชอบ   ปล่อยให้กิเลสตัณหา  คือความโลภ  โกรธ  หลง  เข้าครอบงำ  ลุ่มหลงในลาภยศสรรเสริญ   อำนาจ  เงินตรา   ปล่อยให้ความฟุ้งเฟ้อ ความสำราญบานใจต่างๆ  เข้าครอบงำ     ถือว่าชีวิตของคน ๆ นั้นเป็นหมัน  นับว่าเสียชาติเกิด!

 

***********************************

by posted under ชีวิต สังคม | Comments Off on จดหมายถึงตุ้ม ฉบับที่ 5    

เว็บโป๊…..

November29

 

                                เมื่อก่อนสื่อลามก อนาจาร  จะอยู่ในรูปของหนังสือ    และมีขายกันอย่างโจ๋งครึ่มตามแผงหนังสือ  เช่นที่สนามหลวง   จะมีคนขายหนังสือมาถามคนที่เดินตามแผงหนังสือว่า”โป๊มั๊ยครับ  โป๊มั๊ยครับ”    และมีซีดีลามกทั้งขายและให้เช่า   แต่ปัจจุบันสื่อลามกหาดูได้ง่ายมากและยังโหลดได้ฟรีทางอินเตอร์เน็ต   ซึ่งเราเรียกกันว่า”เว็บโป๊”     ซึ่งเดี๋ยวนี้มีความแปลกพิสดารมากขึ้นไปทุกที    โดยมีวิธีการมีเพศสัมพันธ์ด้วยวิธีแปลกๆ  ใช้ของแปลกๆ   ซึ่งเป็นสุดยอดแห่งความลามก อนาจาร   และมีเพศสัมพันธ์กับสัตว์ซึ่งเป็นความน่าสะอิดสะเอียน  เช่น  ม้า  สุนัข  ฯลฯ

                                แต่เรื่องจริงของเว็บโป๊ คือ  เคยมีนางแบแบที่แสดงในเว็บโป๊บอกว่า เธอไม่เคยมีความรู้สึกทางเพศเลยในขณะแสดง    และพวกดาราเว็บโป๊ทั้งหลายจำนวนหนึ่งกำลังเป็นโรคเอดส์      

                               บางคนบอกว่า”การดูเว็บโป๊เป็นเรื่องธรรมดา  และเรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมชาติ  ไม่ใช่เรื่องลามกอนาจาร”  

                               เรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมชาติก็จริง      แต่ถ้าผู้ชายกระทำต่อผู้หญิงที่ไม่ใช่ภรรยาตน    หรือแม้แต่เป็นสามีภรรยากันถ้ากระทำกิจกรรมทางเพศในที่โล่งแจ้ง ก็ถือเป็นเรื่องลามก อนาจาร  

                               และในเว็บโป๊จะมีการกระทำที่รุนแรงต่อเพศหญิง   ซึ่งในความเป็นจริง   อวัยวะเพศของผู้หญิงเป็นส่วนที่บอบบางและติดเชื้อได้ง่าย  ไม่สมควรที่จะกระทำรุนแรงหรือใส่วัตถุแปลกปลอมเข้าไป        ดาราในเว็บโป๊ส่วนใหญ่ไม่ใช้ถุงยางอนามัยและมีเพศสัมพันธ์ด้วยปาก    ซึ่งการไม่ใส่ถุงยางอนามัยและการมีเพศสัมพันธ์ด้วยปาก   อาจก่อให้เกิดการติดเชื้อเช่น  เชื้อซิฟิลิส     เชื้อเอดส์   ฯลฯ  

                               ผลจากการดูเว็บโป๊   จะทำให้เกิดความหมกมุ่นในเรื่องเพศจนเสียงานเสียการ      บางคนก็ควบคุมตัวเองไม่ได้       เมื่อถูกกระตุ้นอารมณ์ทางเพศจากเว็บโป๊   ก็ทำผิดศีลธรรม เช่น ผิดลูกเมียคนอื่น  นอกใจภรรยา   จนถึงการกระทำชำเราหญิงที่ไม่ใช่ภรรยาตน  จนเป็นอาชญากรของสังคม 

 

*****************************************

 

     

by posted under ชีวิต สังคม | tagged under  |  Comments Off on เว็บโป๊…..    

โชว์ห่วย will never die

November23

 

                                 ในความทรงจำ  สมัยเด็กๆ  ร้านโชว์ห่วยไม่ใช่ร้านโชว์สวย   แต่เป็นร้านค้าที่ขายเครื่องอุปโภคบริโภคตั้งแต่ข้าวสาร  น้ำปลา  กะปิ   ไปจนถึง ผงซักฟอก  สบู่  ยาสีฟัน   ไม้กวาดก้านมะพร้าว    ฯลฯ     แถว ๆ บ้าน ร้านโชว์ห่วยส่วนใหญ่คนจีนจะเป็นเจ้าของร้าน   บางร้านก็ขายกาแฟ    และมีพวกผลไม้แช่เย็น     น้ำเก็กฮวยแช่เย็นด้วย     บางร้านก็มีกับข้าวสด  พวกหมู  ผัก   ขายอยู่หน้าร้าน   เรียกว่าถ้าซื้อกับข้าวแล้วยังขาดกะปิ  น้ำปลา ก็ซื้อที่นี่ได้เลย   

                                 เมื่อวันเวลาผ่านไปร้านโชว์ห่วยก็เลิกกิจการไปทีละร้านสองร้าน     ด้วยเหตุผลที่ว่าเจ้าของร้านอายุมากขึ้นและลูกหลานไม่สืบทอดกิจการแต่ไปทำอาชีพอื่นกันหมด       จนปัจจุบันร้านโชว์ห่วยในละแวกนี้ก็เหลือเพียง 2- 3  ร้าน    แต่ร้านสะดวกซื้อกลับเพิ่มจำนวนขึ้นตั้งแต่หัวซอยยันท้ายซอย    ทำเอาเจ้าของร้านโชว์ห่วยถึงกับโอดว่าจำนวนของที่ขายได้ลดลงไปถึงครึ่งหนึ่ง    เพราะความนิยมในร้านสะดวกซื้อที่มีสินค้าให้เลือกซื้อมากกว่า     เดินเลือกซื้อของใส่ตะกร้าได้เลย    ขณะที่การซื้อของในร้านโชว์ห่วยบางทีต้องอธิบายกันนานกว่าเจ้าของร้านจะหยิบสินค้าที่ต้องการมาให้  เช่น  ลูกค้าบอกว่า”ซื้อผ้าอนามัยแบบมีปีก   แต่คนขายกลับหยิบผ้าอนามับแบบแมกซี่มาให้ฯลฯ”    

                                 เมื่อเซ่เว่นฯเข้ามาบุกในชุมชน  ถ้าร้านโชว์ห่วยที่มีอยู่เดิมไม่สามารถผูกใจลูกค้าได้ก็จะเสียลูกค้าไปอย่างง่ายดาย     ยิ่งร้านที่ไม่ค่อยรับแขก  ลูกค้าจะมีความรู้สึกอยากปลดแอกจากร้านเหล่านั้น      เมื่อร้านเซ่เว่นเข้ามาเปิดสาขาใหม่ใกล้บ้าน   ลูกค้าเหล่านี้จึงปลดแอกตัวเองออกจากร้านโชว์ห่วยทันที   ร้านโชว์ห่วยในละแวกนั้นจึงซบเซาเหงาหงอย    และร้านอื่น ๆ เช่น ร้านขายหนังสือพิมพ์     ร้านขายเครื่องเขียนก็พลอยหงอยเหงาไปด้วย   เพราะ(เกือบ)ทุกอย่างมีขายที่เซเว่นฯ     

                                   ร้านเซเว่นฯมีสินค้าที่จัดวางสวยงามน่าซื้อ     ภายใต้บรรยากาศในร้านที่สว่างไสว     แอร์คอนดิชั่นเย็นฉ่ำ     มีซาละเปานุ่มฟู     ข้าวกะเพราไข่ดาว   หนังสือพิมพ์เซิร์ฟร้อนๆ ทุกเช้า  และสินค้าจิปาถะทั้งของกินของใช้          แต่ถึงกระนั้นบางสาขาก็มีพื้นที่คับแคบจนผู้ซื้อต้องเดินเบียดเสียดกันจนจะได้เสียเป็นผัวเมีย    และมีลูกค้าบ่นเรื่องการที่ต้องเสียเวลาตรงเคาน์เตอร์เพื่อที่จะฟังโปรโมชั่น    เพราะบางทีก็หิ้วของหนักอยู่    พนักงานก็ไม่คิดเงินให้ซักที  ชักชวนซื้อสินค้าอยู่นั่น    บางคนท้องไส้ไม่ดีขรี้จะไหลและต้องรีบกลับบ้านไปเข้าห้องน้ำด่วน  หล่อน(พนักงานขาย)ก็ไม่คิดเงินให้ซักที     นี่คือความน่ารำคาญของเซ่เว่นฯ

                                  ความน่ารำคาญใจของเซเว่น   ทำให้ลูกค้าหลายคนโหยหาถึงร้านโชว์ห่วยในวันเก่าๆ   ที่เดินเข้าไปซื้อของโดยไม่ต้องมายืนฟังโปรโมชั่นจากอาแปะ     น่าเสียดายที่ร้านโชว์ห่วยหลายร้านต้องปิดตัวไป     ถ้าร้านโชว์ห่วยที่เหลืออยู่เพิ่มสินค้าให้หลากหลาย    จัดสินค้าให้น่าซื้อ ทำร้านให้สะอาด  สว่าง(กลิ่นต้องดีด้วย)    ผูกใจลูกค้าด้วยบริการที่ดี    รับรองว่าโชว์ห่วยจะไม่มีวันตาย……

                                 และลูกค้าอย่างเรา ๆ ถ้าเข้าไปอุดหนูนร้านโชว์ห่วยบ้าง  ก็จะช่วยกระจายรายได้ให้แก่ผู้ลงทุนรายเล็ก    และได้ช่วยเหลือเจ้าของร้านซึ่งบางทีก็เป็นผู้สูงวัยด้วย

 

******************************

by posted under ชีวิต สังคม | tagged under  |  Comments Off on โชว์ห่วย will never die    

พลังประชาชน พลังบริสุทธิ์

November8

                               ความพยายามที่จะผลักดันพ.ร.บ.นิรโทษ อัปยศ ให้เป็นผลสำเร็จ     ทำให้ประชาชนทุกหมู่เหล่า  ทุกเพศ  ทุกวัย   ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นพ่อค้า   นักศึกษา   นักวิชาการ  นักธุรกิจ    ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ตื่นรู้และมีปัญญา    ออกมาชุมนุมคัดค้านกันทั่วประเทศจำนวนมหาศาลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย      บางที่มากันเป็นหมู่คณะ   บางที่ก็ต่างคนต่างมากันอย่างอิสระโดยไม่มีใครว่าจ้าง   ด้วยหัวใจที่รักความถูกต้องเป็นธรรม     และมีอุดมการณ์อันแน่วแน่ที่อยากจะให้ประเทศไทยดีขึ้นกว่าเป็นอยู่     มาชุมนุมกันโดยสงบด้วยหัวใจที่เบิกบาน

                                ไม่เพียงแต่พ.ร.บ.อัปยศ      แต่ผลงานของรัฐบาลที่ผ่านมาที่ขาดความจริงใจในการเข้ามาบริหารประเทศเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนอย่างแท้จริง    แต่เข้ามาเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง   ด้วยการโกง  ทุจริต   คอรัปชั่น     มาถึงขั้นความสุกงอมของความไม่ชอบธรรมที่จะบริหารประเทศอีกต่อไป    ก่อให้เกิดความไม่พอใจแก่ประชาชนผู้รักความถูกต้องเป็นธรรมไปในวงกว้าง  

                                  ภาพของมวลมหาชนที่มาชุมนุมกันโดยสงบเป็นภาพที่สวยงามดั่งดอกไม้แห่งศีลธรรมที่กำลังเบ่งบานไปทั่วสารทิศ    นั่นเป็นนิมิตหมายที่ดีที่คนไทยส่วนใหญ่ยังรักความถูกต้องเป็นธรรม       

                                  ถ้าประเทศไทยซึ่งมีทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์    ถูกขับเคลื่อนโดยทรัพยากรมนุษย์ที่อุดมปัญญาและมีคุณธรรมจริยธรรม   ประเทศไทยคงไปได้ไกลกว่านี้แน่

 

******************************************

 

by posted under ชีวิต สังคม | Comments Off on พลังประชาชน พลังบริสุทธิ์    

ข้อคิดคำคม

September13

 

      หลายครั้งหลายคราที่ได้ไปฟังเทศน์ฟังธรรมที่วัด   ก็ได้ข้อคิดมาหลายๆ อย่างที่อยากจะนำมาเล่าสู่กันฟังค่ะ  เช่น

 

                         อยู่ก็ให้เขารัก   จากไปก็ให้คนเขาคิดถึง

                   ผู้มีศีล และบริจาคทาน  จะไม่ขาดแคลนและอุดมไปด้วยเครื่องอุปโภคบริโภค

                   แม้มีศีล 5  ก็ไปนิพพานได้

                   ยิ่งมีภรรยาหลายคนก็ยิ่งทุกข์มาก

                   ผู้ที่ถือพรหมจรรย์จะไปสู่นิพพานได้ง่ายกว่าผู้ที่ไม่ถือพรหมจรรย์

 

และจากบทสวดมนต์  อริยธนาคถาตอนหนึ่งมีใจความที่ควรพิจารณา  ซึ่งสรุปได้ว่า

                  

                            ผู้ใดมีศรัทธาในพระตถาถต  อย่างตั้งมั่นและไม่หวั่นไหว

                  มีศีลงดงาม  เป็นที่สรรเสริญและที่พอใจแห่งพระอริยเจ้า

                  มีความเลื่อมใสในพระสงฆ์  และมีความเห็นตรง

                  บัณฑิตกล่าวขานผู้นั้นว่า  เป็นคนไม่จน  ชีวิตของเขาไม่เป็นหมัน

 

บทกลอนสอนใจ

                         อันว่าไม้จันทน์นั้น   แม้จะแห้งก็ไม่ทิ้งกลิ่น

                   หัสดินก้าวลงสู่สงครามแล้วไม่ทิ้งลีลา

                   อ้อยแม้เข้าสู่หีบยนต์แล้ว  ย่อมไม่ทิ้งรสหวาน

                   บัณฑิตแม้จะประสพกับปัญหาของชีวิต

                   หรือได้รับความทุกข์ยากลำบากสักปานใดก็ไม่ทิ้งธรรม

 

 

*******************

 

by posted under ธรรมะ 5 นาที | tagged under  |  Comments Off on ข้อคิดคำคม    

ปัจฉิมวัย…..วัยที่ผลิบาน

August25

                               

                                   วันหนึ่งฉันเดินตามหลังหญิงชราคนหนึ่งและคิดว่า    อีกหน่อยฉันก็คงเข้าสู่วัยชราและมีสภาพเช่นนั้น  

                                   จนในวันนี้ทุกอย่างเป็นอย่างที่คิดในวันนั้น    ฉันเริ่มเข้าสู่ปัจฉิมวัย    รูปลักษณ์เริ่มเปลี่ยนเรี่ยวแรงเริ่มถอย    แต่ถึงกระนั้นหลาย ๆ คนก็บอกว่าฉันยังดูอ่อนกว่าวัย

                                    ฉันคิดว่าคนเราเมื่ออายุ 60  อาจจะมีคนทักว่าต๊าย…ยังไม่แก่นะคะ    เมื่ออายุ 70  ก็ยังมีคนทักว่าอร๊าย….ยังไม่แก่นะคะ    แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งมันก็คงต้องแก่  แม้แต่เซรุ่มพิษงู   ครีมรกแกะ   เมือกหอยทาก   หนวดเต่า  เขากระต่าย  นอแรด  อะไรต่าง ๆ นาๆ  ก็คงจะเอาไม่อยู่    นั่นคือความไม่เที่ยงของสังขาร

                                      เมื่อมองดูเงาในกระจกฉันรู้สึกถึงความไม่เที่ยงของสังขาร    สายน้ำไม่ไหลกลับฉันใดความหนุ่มความสาวก็ไม่อาจกลับมาฉันนั้น        หลายคนก็อาจคิดเช่นนั้น     จึงปลดปล่อยภาระอันหนักหน่วงด้วยการเลิกวุ่นวายและสาละวนกับสังขาร    ทำให้จิตใจสบาย  และสงบ    (ผิดกับเมื่อสมัยวัยรุ่นที่แม้แต่สิวขึ้นเม็ดเดียว   หรือผมเผ้ากระเซิงเป็นรังนกกระจอกก็กังวลจนไม่กล้าออกไปไหน  )   เมื่อจิตใจสงบ  ก็จะมองเห็นตัวเองมากขึ้น    รู้ว่าตัวเองเป็นคนแบบไหน    เหมาะที่จะเรียนอะไร  ทำงานแบบไหน   ซึ่งที่ผ่านมาอาจจะไม่รู้ตัวเองด้วยซ้ำ     

                                        การที่มองเห็นโลกมานาน   หลายๆ คนที่อยู่ในปัจฉิมวัยจะรู้สึกถึงความเป็นอนิจจังของโลก   จึงไม่ค่อยหวือหวาหรือหวาดหวั่นไปกับเหตุการณ์ต่าง ๆ มากนัก     เขาจะมองเห็นความผิดพลาดของตัวเองในอดีต   รู้ดีรู้ชั่ว  และจะไม่ทำสิ่งที่ผิดพลาดอีก   รู้ว่าใครคือสัตตบุรุษ ใครคืออสัตตบุรุษ    คนแบบไหนควรคบคนแบบไหนไม่ควรคบ

                                        เขาจะเริ่มเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ     ทำประโยชน์ให้สังคมมากขึ้น    และรู้ว่าทำอย่างไรตัวเองจึงจะมีความสุข   และคนอื่นมีความสุข     เขาค้นพบความสุขอย่างอื่นที่ไม่ใชความสุขจากวัตถุ  นั่นคือความสุขทางใจ    ซึ่งเป็นความสุขจากการทำความดี

                                        การมองเห็นอนิจจังของโลก  และสัจธรรมอื่นๆ  ทำให้เขาปล่อยวาง  จิตใจก็มีความสุข  และสงบมากขึ้น

                                       ปัจฉิมวัย  จึงเป็นวัยที่ผลิบานทางความคิดอย่างแท้จริง…..

 

**********************************

by posted under ไดอารี่ | tagged under  |  Comments Off on ปัจฉิมวัย…..วัยที่ผลิบาน    
« Older Entries