Blog nabhasan

ระบายสี ให้ วัน…เวลา (บอกเล่าถึงประสบการณ์- แลกเปลี่ยนความคิด – มุมมองของตนเองกับเรื่องต่าง ๆ)

สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม

August25

“โลโก ปตฺถมฺภิกา เมตฺตา – เมตตาเป็นเครื่องค้ำจุนโลก

.

ระยะหลังมานี่ ดิฉันดูข่าว เกิดอาการจิตตก! ขึ้นทุกวัน

เมื่อดูข่าวแต่ละช่อง
 หนังสือพิมพ์แต่ละฉบับ 

มีข่าวการฆ่ากันตายทุกวัน

รู้สึกว่า ใจคอคนสมัยนี้ ค่อนข้างโหดร้าย

คนไม่ค่อยเกรงกลัวต่อบาป

หรือมีความละอายในการทำบาปกัน

ทั้ง ๆ ที่บ้านเรานับถือศาสนาพุทธ

ความเมตตาในจิตใจของมนุษย์สมัยนี้ หายไปไหน?

คนติดคุกก็นับวันยิ่งเยอะแยะไปหมด!

ทั้ง ๆ มนุษย์เราก็เห็นไปทำบุญ กราบไหว้

อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ให้เมตตาต่อตนเอง!
 

ยามที่ตนเองมีทุกข์ 

หากมองในแง่กลับกัน มนุษย์เองยังไม่สามารถเมตตาต่อสัตว์ หรือผู้อื่นได้!!

แล้วเหล่าเทพยดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ องค์ไหนจะยื่นมือมาช่วยท่านได้อย่างไร?

ช่างน่าขันนัก! ทุกข์ของตนเองใหญ่เท่าทวีคูณ  แต่ของคนอื่นไม่รู้!

เมื่อวันก่อน ดิฉันก็ดูข่าวของคุณสรยุทธ์ ที่ออกรายการทีวีช่วงเย็น

มีคนใช้รถปิ๊กอัพ ลากสุนัข ไปไว้อีกฝากถนน

ทำให้สุนัขตัวนั้นถึงแก่ความตาย

มีภาพบนเว็บไซด์ พันธุ์ทิพย์

โดยเป็นเรื่องราวการดำเนินคดีชั้นศาล

เนื่องจากมีการทำทารุณสัตว์ เกินกว่าเหตุ

จริง ๆ แล้ว หากสุนัขตัวนั้นดุร้าย บ้าคลั่ง เที่ยวไล่กัดคนที่มาทำบุญ

ไม่น่าจะกระทำเกินกว่าเหตุ โดยใช้รถปิกอัพลากมันไปตาย!

มีวิธีการอื่น ๆ อีกตั้งหลายวิธี ที่จะไม่ให้มันมากัดคนแถวนั้น

แต่นี่เหมือนเป็นการเจตนา ที่จะทรมาน ให้มันตายต่อหน้าต่อตา

ดิฉันเห็นภาพแล้ว สลดใจไม่หาย 

นึกไม่ถึงว่า จะมีมนุษย์จิตวิปริตแบบนี้

ด้วยเหตุผลส่วนตัว ดิฉันยังไม่นึกอยากขับรถยนต์เลย

ทั้ง ๆ  ที่ดิฉันขับรถยนต์เป็นแล้ว

ดิฉันยังกลัวว่าวันใด วันหนึ่งเกิดขับรถไปทับสิ่งมีชีวิต

แล้วลากเขาไปโดยไม่รู้ตัวแบบในทีวี ดิฉันคงสยองไปทั้งชีวิต!

ใจคอคนเรา สมัยนี้ ความเมตตา หายไปในจิตใจตั้งแต่เมื่อไร?

ทำไมไม่นึกถึงว่า หากตนเองเป็นเจ้าสุนัขตัวนั้น ถูกลากไปแบบนั้น

จะมีความรู้สึกเช่นไร?  

สุนัขบ้า!  มันไล่กัดคนได้ เพราะมันเป็นสัตว์เดรัจฉาน และบ้า

แล้วมันจะเอาสติมาจากไหน ว่าอะไรควรทำ และไม่ควรทำ
!

แต่มนุษย์เราต่างหาก ที่มีสติ รู้ดี รู้ชั่ว แต่ก็ยังทำ!

แล้วมันจะเลวกว่าสุนัขบ้าไหมล่ะนั่น!



หรือว่าใจของมนุษย์เริ่มต่ำลงไปสู่ สัตว์นรก
! แล้วก็ไม่รู้!

ความมืดมิดของจิตใจ บดบังจิตอันดีงาม!

ไม่ต้องร้องขอชีวิต หากคุณจะพบว่า

วันนึงคุณได้รับผลการกระทำอันนั้น
!

ไม่ต้องร้องไห้ อ้อนวอนขอความเป็นธรรมต่อเทพยดาฟ้าดิน!

ถึงความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในชีวิต

แต่มันเป็นเพราะ สิ่งที่คุณลิขิตด้วยมือของคุณเอง
! มาก่อนหน้านั้น!

 

 

 

 

 

 

 

ใจคนเริ่มผิดเพี้ยนไปเหมือนสัตว์เข้าทุกวัน

คนที่ผิดศีล
5  ศีลอันบริสุทธิ์

ศีล เป็นสิ่งที่ทำให้คนเป็นมนุษย์ได้สมบูรณ์

ทำให้เราอยู่ในสังคมได้เป็นปรกติสุข

หากคนใดขาดศีลเหล่านี้ไป  คนเราก็เป็นสัตว์ฯ ดี ๆ นี่เอง

ดิฉันคนนึงล่ะ ไม่สนับสนุนให้คนดูหนังแนวฆาตกรรม โหดสยอง ผี เลือดกระฉูด!

เพราะมันไม่ได้ช่วยจรรโลงจิตใจให้มนุษย์ดีขึ้น มีแต่จะทำให้จิตใจมนุษย์ต่ำลง

มีจิตใจที่ด้านชา ต่อภาพร้าย ๆ ที่เคยเห็น

ซึ่งเป็นตัวหล่อหลอมจิตมนุษย์ให้มีพฤติกรรมไม่ต่างจากสัตว์ด้วย 

จริงหรือไม่ ลองคิดดู
! กันนะคะ ^__^

 

เขียนโดย

nabhasan

๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๒

เพิ่มเติม

ฟังเสียงธรรมะ เมตตาค้ำจุนโลกได้ที่

http://www.dhammajak.net/books-plien/6.html

6 Comments to

“สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม”

  1. August 27th, 2009 at 8:20 am       nabhasan2007 Says:

    ขอปิดบ้านชั่วคราว
    เนื่องจากตัวเงินตัวทองเข้าบ้านดิฉันเต็มไปหมด
    อ้อ! จะทำพิธีไล่พวกที่เรียกตนเองว่าเป็นเทวดา
    แต่ตกสวรรค์ด้วยค่ะ อิอิ ^___^


  2. August 26th, 2009 at 2:15 pm       septimus Says:

    ฝรั่งบอกว่าAnimal make us Human แต่กรณีนี้ดิฉันคิดว่าAnimal make us Devilนะคะ

    :)


  3. August 25th, 2009 at 11:28 pm       nabhasan2007 Says:

    เพราะผลพลอยได้ของการชมภาพยนตร์นี่แหล่ะ ที่เป็นดาบสองคมนะคะ ท่าน chan หากชมแล้ว แต่ขาดโยนิโสมนสิการ (การพิจารณาอย่างละเอียด)ก็ทำให้เกิดมิจฉาทิฎฐิ ขึ้นได้ง่าย ซึ่งเรื่องเหล่านี้ ก็มีข้อบัญญัติห้ามผู้ถือศีล มิให้ชมการแสดง ละครฟ้อนรำ เหมือนกัน

    งั้น ข้าพเจ้าขออธิบายขยายความคำว่า ปรโฆษะ ของท่าน chan หน่อยก็แล้วกันนะคะ เผื่อใครมาอ่านแล้วไม่เข้าใจภาษาบาลีคำนี้นะคะ

    ——————————————-

    เหตุเกิดของมิจฉาทิฏฐิ

    ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ก็มีอยู่ 2 อย่าง อย่างหนึ่งก็คือปรโต โฆษะ แปลว่าเสียงจากคนอื่น หมายถึงสิ่งแวดล้อมทั้งหลาย เป็นครู เป็นหนังสือ เป็นสำนัก เป็นอะไรก็ตามที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่รอบตัวเรา ทำให้ถ้าเราเข้าสำนักผิด เราคบกับคนที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ คบคนผิด เราพอใจในความเห็นอย่างนั้นของเขา เราก็พลอยเป็นไปด้วย

    ถ้าเผื่อไม่มีโยนิโสมนสิการ คือการไตร่ตรองโดยแยบคาย เพราะฉะนั้นจึงมีข้อ 2 ด้วยคืออโยนิโสมนสิการ การพิจารณาไตร่ตรองโดยไม่แยบคาย

    ข้อ 1 คือ ปรโต โฆษะ คำสอนจากคนอื่น ตอกย้ำบ่อยๆถึงเรื่องใดคนก็โน้มใจไปทางนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่ไม่มีปัญญาจะวินิจฉัยได้ด้วยตัวเอง ว่าอะไรผิดอะไรถูก โดยเฉพาะเสียงของคนที่ตนเคารพนับถือด้วย ก็ยิ่งเป็นเสียงที่มีน้ำหนัก และขาดโยนิโสมนสิการ เรียกว่าอโยนิโสมนสิการด้วย อันนี้เป็นเหตุเกิดของมิจฉาทิฏฐิ

    เหตุเกิดของสัมมาทิฏฐิ

    เหตุเกิดของสัมมาทิฏฐิก็มี 2 ข้อเหมือนกัน คือ ปรโต โฆษะ คือเสียงจากคนอื่น เป็นสำนัก ครู หนังสือ หรือใดๆก็ตามที่เราเสพคุ้นบ่อยๆ เป็นอาเสวนะปัจจัย ถ้าเผื่อสำนักนั้น บุคคลผู้นั้น เสียงนั้น หนังสือนั้นจูงไปในทางสัมมาทิฏฐิ ผู้นั้นก็เสพคุ้น คุ้นเคยกับสิ่งนั้น ก็จะได้ปัจจัยข้อหนึ่งของสัมมาทิฏฐิ

    อีกอย่างหนึ่ง เขาก็มีโยนิโสมนสิการ เรียกว่ามีการใคร่ครวญพิจารณาโดยแยบคาย มีปัญญาไตร่ตรองด้วยตนเองได้

    ถ้าได้ 2 อย่างนี้ ก็เป็นสัมมาทิฏฐิ ได้สิ่งแวดล้อมดี สำนึกดี ได้สัมมาทิฏฐิ แล้วตัวเองก็มีโยนิโสมนสิการ คือคิดไตร่ตรองโดยแยบคาย มีปัญญาแยกแยะ อะไรผิดอะไรถูกได้ ก็เป็นปัจจัยให้เกิดสัมมาทิฏฐิ

    พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า อาศัยปัจจัยภายนอกแล้วกัลยาณมิตร เป็นสิ่งสำคัญในการให้เกิดสัมมาทิฏฐิ ถ้าอาศัยปัจจัยภายในก็คือโยนิโสมนสิการเป็นปัจจัยสำคัญให้เกิดสัมมาทิฏฐิ

    สัมมาทิฏฐิหรือมิจฉาทิฏฐิเป็นเหมือนหัวรถจักร เหมือนพวงมาลัยของเรือหรือของรถ ที่จะนำไปทางไหนก็แล้วแต่จะหมุนพวงมาลัยไปทางไหน รถหรือเรือมันก็จะไปทางนั้น เพราะฉะนั้น ขอให้ระวังเรื่องสัมมาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิ สักหน่อย ว่าในสังคมโลกของเรานี่มิจฉาทิฏฐิก็มีมากขึ้น สัมมาทิฏฐิอาจจะน้อยลง และทำให้สังคมเดือดร้อนวุ่นวาย เพราะมิจฉาทิฏฐินั่นเอง

    มิจฉาทิฏฐิก็ดี สัมมาทิฏฐิก็ดี มันมีทั้งส่วนหยาบและส่วนละเอียด มีทั้งส่วนตื้นและส่วนลึก เพราะฉะนั้นมิจฉาทิฏฐิลึกๆนี่มองเผินๆมันก็ไม่เห็น ขอให้ระวังศึกษากันให้ดีหน่อย ศึกษากันให้ถูกต้อง ดูกันให้ดีแล้วจึงค่อยลงความเห็นไป

    จาก หนังสือ ปปัญจธรรม (วศิน อินทสระ)


  4. August 25th, 2009 at 11:04 pm       chanpanakrit2 Says:

    ดูแล้วช่วยสร้างในมุมมองความคิดที่ดี

    จะช่วยเป็น ปรโตโฆษะ

    ได้จำลองความคิด โดยที่เราไม่ต้องเผชิญประสบการณ์

    ด้วยตัวเองอย่างเห็นภาพ น่าจะเป็นสื่อทางเลือกชนิดหนึ่ง

    ส่วนมีบทหวาบหวาม นางเอกน่ารักอันนี้

    ถือเป็นผลประโยชน์พลอยได้ติดพันแบบไม่รู็ตัว

    ไม่ตั้งใจจริงๆนะเออ


  5. August 25th, 2009 at 10:19 pm       nabhasan2007 Says:

    แล้วคนที่ดูภาพยนตร์อะไร ๆ แล้วเก็บมาคิด เขาเรียกว่า จิตฟุ้งซ่านใช่ด้วยหรือเปล่าคะ ท่าน chan ^_^


  6. August 25th, 2009 at 10:06 pm       chanpanakrit2 Says:

    กระผมว่าแท้จริงไม่น่าจะเป็นเพราะมนุษย์

    เพราะธรรมชาติสร้างเราขึ้นมา

    ด้วยร่างกายที่อ่อนแอ ไร้เขี้ยวเล็บหรืออาวุธทางชีวภาพ

    เหมือนสัตว์เดรัญฉาน (ที่คนได้สมมติไว้ให้โดยไม่ได้ถาม

    ว่ามันเต็มใจรับรึไม่) ไม่ได้มีเนื้อหนังที่แข็งแกร่งพอป้องกันตัว

    ต้องคอยหาเครื่องนุ่งห่มเพื่อรักษาสมดุล

    แต่ธรรมชาติคงทำสิ่งที่ผิดพลาด ดันไปสร้างก้อนสมองขนาดใหญ่

    ที่ทำให้ปรุงแต่งสัพเพเหระมากมาย จนบางทีอาจเรียกว่า

    ฟุ้งซ่านเสียด้วยซ้ำน้อ