Blog nabhasan

ระบายสี ให้ วัน…เวลา (บอกเล่าถึงประสบการณ์- แลกเปลี่ยนความคิด – มุมมองของตนเองกับเรื่องต่าง ๆ)

ธรรมะในวันหยุด

February6

ภาพประกอบอินเตอร์เน็ต

.

ก้าวข้ามสังคมองคุลิมาล

 

 

                  เอ่ยชื่อ องคุลิมาล ชาวพุทธทุกคนคงรู้จัก เพราะท่านเป็นคนดังหรือเซเลบแถวหน้าในสมัยพุทธกาล เดิมนั้น องคุลิมาลชื่อ อหิงสกะ แต่พอออกจากบ้านไปเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยตักสิลา ถูกครู วางยา ให้ไปล่านิ้วมือคน จึงได้ชื่อใหม่เป็น องคุลิมาล แปลว่า ผู้มีนิ้วมือเป็นพวงมาลัย

 

                  เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า อหิงสกะเป็นนักเรียนประเภทเกียรตินิยมเหรียญทอง เรียนอะไรก็ได้ที่หนึ่ง  เพื่อนๆ จึง  ริษยา อาการสืบเนื่องของโรคริษยาก็คือ เห็นคนอื่นได้ดีแล้วทนอยู่ไม่ได้ เมื่อทนอยู่ไม่ได้ก็ต้องหาทาง ทำลาย บรรดาศิษย์ร่วมสำนักที่ป่วยด้วยโรคริษยา หาทุกวิถีทางมาทำลายอหิงสกะ  แต่ไม่เป็นผล ในที่สุดจึงใช้หมัดเด็ด แบ่งกันเป็นคณะทยอยเข้าพบอาจารย์ใหญ่ ใส่ไฟว่า อหิงสกะแอบ ตีท้ายครัว อาจารย์ พออาจารย์ถูกเป่าบ่อยๆ ในที่สุดก็ปลิวตามคำเขาว่า จึงคิดยุทธศาสตร์ขึ้นมาว่า จะฆ่าอหิงสกะเอง ก็คงไม่สง่างาม จึงออกอุบายให้อหิงสกะไปตัดนิ้วมือคนให้ได้พันนิ้ว เพื่อนำมาเป็นเครื่องบูชาครูสำหรับวิชาขั้นสุดท้าย ถ้าอหิงสกะทำได้ก็เป็นอันสำเร็จการศึกษา อหิงสกะอิดออด ไม่อยากทำ อาจารย์ก็เป่าว่า ถ้าไม่ทำ ก็เลิกหวังว่าจะสำเร็จการศึกษา อหิงสกะอยากเรียนจบเสียเต็มประดา มองไม่เห็นว่า ถ้าไม่ทำตามที่อาจารย์บอก ก็คงได้แก่ตายคามหาวิทยาลัยแน่ จึงตัดสินใจเข้าป่าไป เจอคนที่ไหน ก็ฆ่าที่นั่น ฆ่าแล้วก็ตัดเอานิ้วมือมาร้อยเป็นพวงมาลัย เมื่อแรกฆ่าคน ก็ปอดๆ ใจคอไม่สบาย แต่พอฆ่าไปเรื่อยๆ ก็เห็นเป็นเรื่องธรรมดา ฆ่าไปฆ่ามารวบรวมนิ้วได้ ๙๙๙ นิ้ว เหลือนิ้วสุดท้าย จึงตั้งใจรอเหยื่อรายนี้ด้วยใจจดจ่อ เช้าวันนั้นเอง เหยื่อรายสุดท้ายหาใช่ใครอื่นไม่ หากแต่เป็นแม่ของตัวเอง   ที่ออกตามหาลูกชาย หมายจะส่งข่าวว่า หากลูกชายไม่เลิกพฤติกรรมเป็นมหาโจร หน่วยเฉพาะกิจของพระเจ้าปเสนทิโกศล จะยาตราทัพมาจัดการขั้นเด็ดขาดในเร็ววันนี้ แต่ทันทีที่แม่โผล่เข้าสู่วิถีทางของตนเอง องคุลิมาลก็ถูกความโลภบังตา ดีใจเสียนักหนา   มองเห็นแต่ มือ ของแม่แกว่งอยู่ไหวๆ  ทว่าไม่เห็นแม่ทั้งคนที่กำลังเดินมาด้วยความห่วงลูกสุดใจ  องคิลุมาลวิ่งไปพร้อมเงื้อดาบขึ้นสุดแขน แต่ก่อนที่จะลงดาบนั่นเอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เสด็จมาขวางทางไว้เสียก่อน ทรงตรัสเตือนให้องคุลิมาลได้สติ จนยอมทิ้งดาบ หันหน้าเข้ามาบวชเป็นพระ ปฏิบัติธรรมไปสักพักใหญ่ก็ได้เป็นพระอรหันต์ ก่อเกิดตำนานโจรกลับใจให้คนทั้งหลายได้ยึดเป็นเยี่ยงอย่างมาจนทุกวันนี้

 

                  ชีวิตขององคุลิมาล มีบทเรียนหลายเรื่องที่น่าจะนำมา อ่าน ความเป็นไปของสังคมไทยในวันนี้ เช่น

 

                  (๑) คนเก่ง ทุกยุคทุกสมัย มักถูกริษยา และเพราะความริษยานี่เอง คนเก่งจึงถูกทำหมันเสียผู้เสียคนไปมากต่อมาก หลวงวิจิตรวาทการ คงจะเข้าใจสัจธรรมข้อนี้ดีจึงเขียนเตือนเอาไว้ว่า       

 

                  อันที่จริงคนเขาใคร่ให้เราดี

 

              แต่พอเด่นขึ้นทุกทีเขาหมั่นใส้

 

              จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย

 

              ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน

 

                  ความริษยา แม้เป็นธรรมดาของปุถุชน แต่ก็เป็นธรรมดาเฉพาะปุถุชนที่ยังด้อยการศึกษาเท่านั้น สำหรับคนมีการศึกษา มีปัญญาที่แท้แล้ว เมื่อเห็นคนเก่งจริง ดีจริง แทนที่จะริษยา เขาจะลุกขึ้นมาช่วยกันส่งเสริม อุ้มชู ให้ได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ จนกลายเป็นคนดีคนเด่นที่สำคัญของประเทศชาติบ้านเมือง  ในวัฒนธรรมตะวันตกส่วนใหญ่ที่กลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว   หากเห็นคนเก่ง เขาจะช่วยกัน ดัน แต่ในสังคมไทยของเราเอง   หากเห็นคนเก่ง เรากลับมีแนวโน้มที่จะช่วยกัน ดึง มากกว่า   กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ในตะวันตกเขาจะมีท่าทีต่อคนเก่งในลักษณะ  ดี  เด่น ดัน แต่ในเมืองไทยนั้นเรามักจะมีท่าทีแบบ  ดี  เด่น  ดึง สังคมไทยจึงใช้คนดีเปลืองเป็นอันมาก โดยเฉพาะคนดีระดับผู้นำประเทศ ใครขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ มักถูกดึงเสียจนไม่เป็นอันทำงาน ดึงธรรมดาถ้าไม่ลง ก็หาทาง ดับ จนเสียผู้เสียคน บางรายก็ถึงกับระหกกระเหินไปเสียชีวิตในต่างแดนอย่างน่าสมเพช

 

                  ความริษยา เป็นโรคติดต่อร้ายแรงอย่างหนึ่งของสังคมไทย ที่เราน่าจะช่วยกันหาวิถีถ่ายถอนออกไปให้ได้ คนเก่ง คนดี จะได้ไม่ป่วยด้วยโรคสมองไหล ย้ายไปอยู่อเมริกาหรือยุโรปกันเสียหมด

 

                  (๒) ความริษยานั้น มีอาการข้างเคียงก็คือ ทำให้ รวมกันไม่ติด หรือ แตกสามัคคี ริษยากันมากๆ ก็แตกสามัคคีใหญ่หลวง  ถึงขนาดปล่อยให้บ้านเมืองแตกกระจายเป็นผงคลีธุลีดินเหมือนในสมัยกรุงศรีอยุธยาก็เคยมีบทเรียนให้เห็นมาแล้ว ในเมืองไทย มากมายไปด้วยคนเก่ง คนดี แต่เพราะเราไม่สามารถขยายขนาดของหัวใจให้ยอมรับคนเก่ง คนดี ด้วยจิตโมทนาสาธุการเหมือนดอกบัวโมทนาต่อแสงอาทิตย์ด้วยการแย้มบานอย่างบริสุทธิ์ใจ  ด้วยเหตุนั้น  เราจึงปล่อยให้คนเก่ง คนดี ในแต่ละวงการว้าเหว่   เดียวดาย  ลุยทำงานไปคนเดียว หรือแบกภาระแทบทุกอย่างเหมือนเป็นซูเปอร์แมน   กระทั่งในที่สุดทนแบกไม่ไหว  ก็ลาออกจากวงการไปทำอะไรที่เป็นเรื่องส่วนตัว หันหลังให้สังคมหรือประเทศชาติบ้านเมืองอย่างสิ้นเชิง เมื่อคนเก่ง คนดี ตัวจริง   ถอยหลังลาวงการไป คนสุกๆ ดิบๆ กระดำกระด่าง ไร้ยางอาย  ใจกล้าหน้าทน ช่างสอพลอ รอประจบ คบคนเลว ก็ขึ้นมากุมอำนาจรัฐ หรืออำนาจขององค์กรต่างๆ ในระดับผู้บริหาร    แต่เป็นเพราะมีแต่ ความอยาก หากแต่ขาด ความรู้ความสามารถ ก็นำไปได้ไม่ตลอด ยิ่งบริหาร ก็ยิ่งทำให้กิจการของรัฐ ขององค์กรยุ่งเหยิงวุ่นวาย ตกต่ำ ขาดทุน เสียหาย เหมือนรัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ บางแห่งในเมืองไทยเวลานี้ที่ทำอย่างไรก็ขาดทุนซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

 

                  (๓) อาจารย์ขององคุลิมาลนั้น โดยสถานภาพต้องเป็น กัลยาณมิตร แต่เพราะได้ข้อมูลที่ผิดจากศิษย์ประเภทลูกขุนพลอยพยัก  จากกัลยาณมิตร (เพื่อนแท้ทางจิตวิญญาณ) เลยกลายเป็น ปาปมิตร (เพื่อนเลว) จึงคิดทำลายศิษย์ด้วยความเขลา โดยหารู้ไม่ว่า ศิษย์อย่างองคุลิมาลนั้นเป็นบุคคลประเภท มหาบุรุษ คนหนึ่ง พออาจารย์อ่านลูกศิษย์ไม่ทะลุ ก็เลยยุให้ลูกศิษย์ไปตาย  ในแวดวงการศึกษาไทยก็เช่นกัน ครูบาอาจารย์จำนวนมาก ได้หลงลืมบทบาทของกัลยาณมิตร ก้าวไปทำหน้าที่ของปาปมิตรทำให้ศิษย์เสียผู้เสียคนไปก็มาก การปฏิรูปการศึกษาจึงไม่คืบหน้า เพราะครูยังไม่รู้ว่า การเป็นครูนั้นต้องเป็นอะไรระหว่างปาปมิตร ที่เห็นลูกศิษย์เป็น กลุ่มเป้าหมายทางธุรกิจ กับเป็นกัลยาณมิตร ที่เห็นลูกศิษย์เป็นลูกหลานของตัวเองที่ต้องฟูมฟักรักษา อบรมบ่มเพาะเพื่อให้เติบโตขึ้นมาเป็นทรัพยากรบุคคลที่ทรงคุณค่าที่สุด

 

                  (๔) องคุลิมาลโจร  เป็นบุคคลประเภท ประโยชน์นิยมที่มองเห็นแต่ ความต้องการของตัวเองเป็นสำคัญ กล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า เป็นบุคคลประเภท เห็นแก่ตัว จนไม่เห็นหัวคนอื่น เพื่อความสมหวังของตัวเองแล้ว   จึงยินดีฆ่าใครก็ได้ทั้งนั้นที่ขวางทางปืน   ผลก็คือ เขาได้กลายเป็นอาชญากรชื่อกระฉ่อน ที่ใช้อัจฉริยภาพของตัวเองไปในทางทำลายอย่างน่าเศร้าใจเป็นที่สุด  ในสังคมไทยของเรา ยังมีคนเก่ง คนเปี่ยมอัจฉริยภาพประเภทนี้อีกเป็นจำนวนมาก ที่ใช้ความเก่งไปในทางเสียหาย  วันๆ เฝ้าถามแต่ว่า ฉันจะได้อะไร โดยไม่เคยสนใจว่าในขณะที่ตัวเองได้อะไรนั้น ประเทศชาติและประชาชนต้องเสียอะไรไปบ้าง  เขาจึงทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองสมหวัง โดยไม่สนใจว่าจะทำให้ใครผิดหวัง 

 

                  (๕) แต่ไม่ว่าจะผิดพลาดมาอย่างไรก็ตาม พอได้พบกัลยาณมิตรอย่างพระพุทธเจ้าแล้ว ศักยภาพพื้นฐานขององคุลิมาล คือ การเป็นคนดี (ซึ่งศักยภาพนี้มีอยู่ในเราทุกคน)   ก็ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง และดังนั้น เขาจึงกลับตัวได้ จากอาชญากรใหญ่จึงกลายเป็นพระอริยบุคคลระดับพระอรหันต์ สามารถปล่อยวางความโกรธ เกลียด ชิงชัง การเข่นฆ่าราวี   ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด  แม้ภายหลังบวชแล้ว ได้รับการกระทำจากประชาชนที่โกรธแค้นถึงเลือดตกยางออก แต่ท่านก็ปล่อยวาง ยกใจไว้ในฐานะอันสูง จนให้อภัยทุกคนที่มุ่งร้ายหมายขวัญได้อย่างหมดใจ 

 

                  องคุลิมาล   คือ    แบบอย่างของคนที่รู้จัก ถอยหลัง เพื่อ ก้าวไปข้างหน้า ที่ควรสรรเสริญโดยแท้  การถอยหลังเพื่อตั้งต้นใหม่ ไม่ใช่สิ่งที่สายเกินไป และการยอมแพ้แก่คนอื่น แต่ชนะกิเลสในใจตน ก็เป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่เสียยิ่งกว่าการพยายามเอาชนะคนอื่นอย่างไม่มีทางเทียบกันได้

 

                  ความริษยา การแตกสามัคคี กัลยาณมิตร ความเห็นแก่ตัว การให้อภัย การถอยหลังเพื่อตั้งต้นใหม่ นับเป็น ถ้อยคำมหัศจรรย์ ที่เราคนไทย น่าจะได้ให้เวลาหันมาเรียนรู้ร่วมกันให้มาก บางที ด้วยการทำความเข้าใจถ้อยคำเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง วิกฤติของประเทศที่ยืดเยื้อเรื้อรัง  อาจผ่อนเพลาเบาบางลงไปได้โดยที่ไม่ต้องมีการบาดเจ็บล้มตายเหมือนในอดีตที่ผ่านมา.

 

ธรรมะประจำวัน :  ท่าน ว.วชิระเมธี

http://www.vimuttayalaya.net

ฝากธรรมะดี ๆ ให้ได้อ่านกันค่ะ ^_^

nabhasan

๖ กุมภาพันธ์  ๒๕๕๓

25 Comments to

“ธรรมะในวันหยุด”

  1. February 14th, 2010 at 6:28 pm       nabhasan2007 Says:

    ขอบคุณ สำหรับคำอวยพร ทุกท่านที่แวะมานะคะ ^_^


  2. February 14th, 2010 at 1:02 pm       pkkk2714 Says:

    Photobucket

    รักแท้


  3. February 13th, 2010 at 11:41 pm       11arrows Says:

    fu

    HCNY 2010

    :)


  4. February 13th, 2010 at 9:18 pm       ana123 Says:

    K. Nabha สุขสันต์วันตรุษจีนแห่งความรักนะคะ

    :)))


  5. February 10th, 2010 at 10:46 pm       ana123 Says:

    ธรรมะสวัสดีค่ะ คุณนภา

    ฝันดีนะคะ

    :)))

    ฝันดี, good night, ทักทาย, ไปนอน,comment hi5
    [widget.sanook.com – *More Feel*]


  6. February 7th, 2010 at 6:47 pm       nabhasan2007 Says:

    ขอบคุณคุณเจี๊ยบที่แวะมาอ่านค่ะ
    ต้องขอบคุณ พุทธศาสนาในเมืองไทย ที่ยังมีพระดี ๆ
    คอยเตือนสติคนไทยให้มีความรัก สามัคคีด้วยน่ะค่ะ ^_^


  7. February 6th, 2010 at 8:14 pm       initmate Says:

    การแตกสามัคคี …. การให้อภัย

    ขอให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา … เร็วที่สุดเนอะคะ


  8. April 7th, 2008 at 6:21 pm       nabhasan2007 Says:

    ขออภัยที่ให้ แขกรอนานหลายชั่วโม …เจ้าบ้านไปหม่ำข้าวเย็นมาแล้วค๊า! หม่ำเผื่อคุณมัทด้วย คุณมัทอิ่มไหมคะ ^_^


  9. April 7th, 2008 at 12:48 pm       tomorrow02 Says:

    …เอ เจ้าบ้านหายไปไหนนะ ปล่อยให้แขก(ไม่มีหนวด) ที่น่ารักอย่าเราๆต้องมาวิ่งเล่นคนเดียวในบ้านเนี่ย แงงง…กลับมาด่วนค่ะ


  10. April 7th, 2008 at 12:47 pm       tomorrow02 Says:

    …วันนี้ทำงานเปล่าค่ะ…ทานข้าวเที่ยวหรือยัง ถ้ายังรอแป๊บนะเด๋วเค้าจะไปเลี้ยง 55555+


  11. April 7th, 2008 at 12:45 pm       tomorrow02 Says:

    …จ๊ากกก รู้เขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอกค่ะ..เหอเหอ สงกรานต์ไปเที่ยวไหนค่ะ…;-)


  12. April 7th, 2008 at 11:45 am       nabhasan2007 Says:

    ขอบคุณ คุณมัทอย่างมาก ที่ช่วย ment ให้ อ้าว! คุณมัท ไม่รู้หรอกหรือคะ ว่าพี่วางกับดักไว้ โดยลงภาพสวย ๆ ตรง comment นี่เอง ^_^


  13. April 7th, 2008 at 11:39 am       nabhasan2007 Says:

    ขอบคุณ winhid ค่ะ …ที่แวะมาทักทาย.. ชี บ่อย ๆ …ระวังจะทำศีล สมาธิ ชี กระเจิดกระเจิงนะคะ 555 ^_^


  14. April 7th, 2008 at 11:35 am       nabhasan2007 Says:

    แหม คุณ comenubb ก้อ! …ดิฉันเป็นผู้หญิงโบราณนี่คะ ..แบบว่า…มือถือดาบ …ปากถือศีล เอ้ย! ม่ายช่าย….คงประมาณว่า คล้ายดาบ ที่ถูกคนตีบ่อย ๆ ตอนร้อน ๆ เลยยิ่งคมน่ะค่ะ (ว่าไปนั่น) ^_^


  15. April 7th, 2008 at 11:24 am       nabhasan2007 Says:

    สวัสดีค่ะ คุณ J ไม่ทราบว่าสบายดีหรือเปล่าคะ …สายตาของดิฉันสงสัยจะไม่ดีค่ะ พยายามกวาดตามอง รายชื่อสมาชิกเก่า ๆ ใน Mblog ไม่ยักกะเจอบ้านคุณ J เลยค่ะ ^_^


  16. April 7th, 2008 at 9:00 am       มัท Says:

    …มาชมบ้านสวยๆ ชอบรูปหน้าต่างรูปนี้มากค่ะ ที่ให้คอมเม้นต์เนี่ยยยยย;-)


  17. April 6th, 2008 at 9:08 pm       winhid Says:

    มาทักทายครับ


  18. April 6th, 2008 at 8:54 pm       comenubb Says:

    อะฮ้า !!

    ไม่ยักกะรู้ว่า…ธรรมะใช่ย่อยเหมือนกันนะครับนี่ สตรีเหล็ก

    ฮิ้ว ๆ


  19. April 6th, 2008 at 8:35 pm       bangwera Says:

    เรื่องดีที่สุดแห่งใจคนเราเลยนะคะ “รักตัวเอง” เพื่อ รักผู้อื่นอย่างถูกต้อง ขอบคุณเรื่องราวดีดี ค่ะ :)


  20. April 6th, 2008 at 8:19 pm       nabhasan2007 Says:

    เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ท่าน9ที แวะมาที่บ้านข้าพเจ้า ^_^ ฟังธรรมะ วันละนิด จิตว่างจากลามกไปบ้าง ก็แล้วกันนะคะ อิอิ (แซวเล่นน๊ะค๊า!) ^_^….ขอบคุณที่ชมดิฉันเป็นชี ชี อิส นภา …นภา แปลว่า อากาศ หรือ ความไม่มีตัวตน ^_^


  21. April 6th, 2008 at 8:15 pm       nabhasan2007 Says:

    คุณศศิ สบายดีนะคะ ในบทบาทของคุณแม่ ดูเหมือนว่า จะคล้าย ๆ หลาย ๆท่านที่ดิฉันรู้จัก นั่นคือ ต้องเรียนรู้ให้ทันโลกตลอดเวลา พร้อมกับลูกของตนเองไปด้วย …แบบว่า ลูกเรียนจบเมื่อไร เหมือนแม่ได้รับปริญญาด้วย ^_^


  22. April 6th, 2008 at 8:11 pm       nabhasan2007 Says:

    เห็นใบหน้าคุณเสือน้อยแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าสามารถกินตับหลาย ๆ คนได้ …แต่ถ้าลดความดุนิดนึงก็ดีค่ะ อิอิ ^_^ …สบายดีนะคะ


  23. April 6th, 2008 at 7:28 pm       i999am999t Says:

    สาธุ ท่านแม่ชี ชี อีส นภา


  24. April 6th, 2008 at 6:29 pm       sazzie Says:

    ขอบคุณค่ะ พรุ่งนี้จะพาบุตรีไปไหว้พระ ทำบุญที่วัดค่ะ :))


  25. April 6th, 2008 at 4:47 pm       Littletiger Says:

    แวะมากินตับเจ้าของบล๊อก นี้ ฮ่าฮ่าฮ่า


You must be logged in to post a comment.