pdhirapat blog

Just another weblog

pdhirapat blog

เรื่องเล่าวันอังคารที่ 14 กุมภาฯ…

001-16809198_10155124974528054_730909505_n


“ถ้าผลลัพธ์ที่รอคอยมีความหมายที่ล้ำค่า และคุ้มค่ามากพอ คุณจะมีแรง มีความอดทน มีความพยายามมากกว่าขีดจำกัดของตัวเอง แม้จะต้องตากแดด ตากลม เหงื่อไหลเป็นทาง ยืนจนขาแข็ง หิวจนท้องร้องหลายรอบ หรือไม่รู้ว่าจุดหมายจะอยู่อีกไกลแค่ไหนก็ตาม”

 

จาก 8:17 นาที – 15:49 นาที ช่วงเวลากว่า  7 ชั่วโมงครึ่งกับการยืนรอเพื่อโอกาสเพียงเสี้ยววินาทีในการได้กราบถวายสักการะและแสดงมุทิตาจิตต่อสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 ของประเทศไทย ณ วัดราชบพิธสถิตรมหาสีมารามราชวรวิหาร

16787953_10155124974093054_1981995531_n

แถวเรียงยาวของพุทธศาสนิกชนจากทั่วประเทศที่มายืนรอบริเวณโดยรอบวัดราชบพิธเพื่อโอกาสในการเข้าสักการะสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) เจ้าอาวาสวัดราชบพิธที่ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

 

หางแถวที่ถูกจัดรูปเรียงยาวออกไปหลายกิโลเมตรในพื้นที่รอสำหรับจำนวนประชาชนที่หลั่งไหลมาเพื่อกราบสักการะ สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 ตั้งแต่ช่วงเช้า แถวยาวขึ้นและยาวขึ้นจากหางแถวช่วงเช้าที่ผมไปถึงออกไปจนเรียกได้ว่าแถวตลอดเส้นทางวนรอบวัดราชบพิธได้หลายรอบเลยทีเดียวครับ

 

ผมได้เข้าไปอยู่กับกลุ่มเพื่อนร่วมทางสูงวัยที่บ้างก็เดินทางมาจากสระบุรี บ้างก็เดินทางมาจากอยุธยา บ้างก็เดินทางมาจากสุรินทร์ แต่ทั้งหมดมาด้วยเหตุผลเดียวกันคืออยากมีโอกาสซักครั้งในชีวิตในการได้เข้ากราบสักการะองค์สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 ของประเทศไทย

16809176_10155124974318054_1196042727_n

เสียงหัวเราะ รอยยิ้มของเหล่าประชาชนที่มายืนต่อแถวท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนจัด ร้อนจนเราจะได้เห็นคนจำนวนไม่น้อยที่ถูกพยุง ถูกช่วยเหลือในการปฐมพยาบาลหลังเกิดอาการเป็นลมหน้ามืดจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดในวันนั้น

 

หลายคนที่พักฟื้นอาการดีขึ้นแล้วขอที่จะกลับเข้ามาในแถวที่เรียงคิวเพื่อเข้าสักการะองค์สมเด็จพระสังฆราชอีกครั้ง โดนไม่ย่อท้อแม้ว่าบางช่วงของการรออาจจะต้องยืนหยุดนิ่งๆ แบบนั้นเป็นเวลามากกว่า 1 ชั่วโมงกว่าจะสามารถขยับเคลื่อนที่ไปด้านหน้าได้ซัก 5 เมตร

 

สำหรับผมแล้วโอกาสในครั้งนี้นอกเหนือจากใจของผู้ร่วมเส้นทางแล้ว ภาพประทับใจ ช่วงเวลาประทับใจมากมายของระยะเวลาเกือบ 8 ชั่วโมงเพื่อแลกกับผลลัพธ์ที่ล้ำค่า แม้ว่าจะสามารถเห็น สัมผัสบรรยากาศนั้นได้เพียงเสี้ยววินาทียังคงติดอยู่ในความทรงจำของเรื่องราวในครั้งนี้

16809258_10155124974973054_1292244718_n

ภาพนักเรียนโรงเรียนวัดราชบพิธ ซึ่งครั้งหนึ่งผมก็เคยได้เพิ่มพูนวิชาความรู้จากสถาบันแห่งนี้ ในวันที่นี้ในวันที่กลายเป็นศิษย์เก่าและได้เห็นภาพน้องๆ ร่วมสถาบันออกมาช่วยงานในพิธีสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการเดินนำน้ำดื่ม ยาดม มาแจก หรือมาเก็บขยะจากประชาชนที่เดินทางมาในครั้งนี้

 

หรือจะเป็นภาพผู้ร่วมเดินทางที่ซื้อขนมมาแจกเพื่อนร่วมทางท่านอื่น หยิบยื่นร่มให้กับเพื่อนร่วมทางที่ไม่มีที่บังแสงจากแดด หรือจะเป็นรอยยิ้มที่ต่างฝ่ายต่างยิ้มให้กัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน

 

ตลอดเวลาเกือบ 8 ชั่วโมงหรือถ้าเริ่มต้นตั้งแต่ออกจากบ้านจนกลับถึงบ้านรวมกว่า 10 ชั่วโมง สำหรับผมแม้ว่าจะเหนื่อย ร้อน เมื่อย หิว ฯลฯ แต่ทั้งหมดนั้นก็คุ้มค่ามากครับกับช่วงเวลาแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้มีโอกาสได้เข้าสักการะสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 ของประเทศไทย

 

ในฐานะของศิษย์เก่าโรงเรียนวัดราชบพิธ ผมถือว่านี่เป็นบุญอันยิ่งใหญ่ของตัวเองที่ครั้งหนึ่งได้ร่ำเรียน ศึกษาหาความรู้จากโรงเรียนแห่งนี้ โรงเรียนที่ ณ วันนี้อยู่ในการดูแล อุปถัมภ์จากองค์สมเด็จพระสังฆราชของคนไทยทุกคน

16809559_10155124972573054_420416952_n

16830124_10155124973853054_1906277026_n

16830406_10155124973168054_375583670_n

16831391_10155124972908054_1810619752_n

16831653_10155124973468054_1541534363_n

“นิวยอร์ก” ไปคนเดียวก็เที่ยวได้…(8)

Processed with Snapseed.
ในตอนสุดท้ายของการเดินทางลัดเลาะท่องเที่ยวของผมจะพาคุณเดินทางต่อขึ้นไปยังทางเหนือของมหานครนิวยอร์ก โดยจุดหมายหลักของเป้าหมายผมจะอยู่ที่น้ำตกที่ได้ขึ้นชื่อว่าใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งอยู่ระหว่างชายแดนของประเทศสหรัฐอเมริกากับประเทศแคนาดา

 

ในส่วนของพรมแดนของประเทศสหรัฐอเมริกาจะอยู่ที่เมืองบัฟฟาโล เมืองชายฝั่งตะวันออกของรัฐนิวยอร์ก ขณะที่อีกฝากหนึ่งในพรมแดนของประเทศแคนาดา จะอยู่ในพื้นที่ของเมืองออนตาริโอ และน้ำตกที่ว่านั้นก็คือ น้ำตกไนแองการานั้นเองครับ

 

จากข้อมูลจะพบว่า น้ำตกไนแองการา เกิดขึ้นจากน้ำตกน้ำตกที่ชื่อว่า Horseshoe Falls และ American Falls ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดใหญ่และยังมีน้ำตกขนาดเล็กอีก 1 สาย คือ Bridal Veil Falls มาไหลรวมกันทำให้เกิดน้ำตกขนาดใหญ่ที่นักท่องเที่ยวสามารถมองความยิ่งใหญ่ได้จากทั้ง 2 ฝั่ง

Processed with Snapseed.

ถ้าหลับตาตามภาพของน้ำตกไนแองการา พื้นที่ส่วนใหญ่จะอยู่ในบริเวณของฝั่งอเมริกา โดยหากมองจากมุมสูงจะมีรูปร่างคล้ายเกือกม้า ซึ่งหากจะมองความยิ่งใหญ่ของน้ำตกแห่งนี้แบบมุมกว้างหลายคนจึงมักจะแนะนำให้นักท่องเที่ยวข้ามไปมองจากฝั่งแคนาดาซึ่งนั้นแปลว่าจะต้องมีวีซ่าแคนาดาด้วย เพราะวีซ่าของสหรัฐอเมริกาไม่สามารถข้ามไปยังฝั่งแคนาดาได้

 

สำหรับการเดินทางจากมหานครนิวยอร์กเพื่อมายังน้ำตกไนแองการาสามารถเดินทางมาได้ด้วยกันหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นขับรถมาเองซึ่งน่าจะใช้เวลาประมาณ 6-8 ชั่วโมง หรือจะเป็นรถบัส รถไฟ หรือแม้กระทั่งเครื่องบินเพื่อมาลงยังเมืองบัฟฟาโล่แล้วนั่งรถต่อไปยังบริเวณน้ำตก

 

สำหรับผม ผมเลือกจะใช้บริการบริษัททัวร์ท้องถิ่นจากนิวยอร์กแบบประเภท 2 วัน 1 คืน ซึ่งจริงๆ แล้วราคาก็ถือว่าไม่แพงมาก แต่อาจจะต้องนั่งรถนานซักหน่อย เพราะนอกเหนือจากการเดินทางไปยังน้ำตกไนแองการาแล้วมักจะมีโปรแกรมควบระหว่างทาง และจะเป็นจุดค้างคืนในโปรแกรมด้วย โดยผมเลือกที่จะควบโปรแกรมการเดินทางไปชมอีก 1 สถานที่ นั้นคือ Thousand Islands หรือ พันเกาะ ซึ่งคล้ายทะเลสาบขนาดใหญ่ที่มีจำนวนเกาะน้อยใหญ่ทั่วบริเวณจำนวนเป็นพันเกาะนั้นเอง

Processed with Snapseed.

ใช้เวลาประมาณ 6-7 ชั่วโมงจากแมนฮัตตันเพื่อมาถึงยังบริเวณท่าเทียบเรือ ซึ่งจะมีเรือจำนวนมากคอยรับนักท่องเที่ยวเพื่อเดินทางล่องในแม่น้ำ หรือทะเลสาบที่ไหลต่อเนื่องมาจากน้ำตกไนแองการาและยังเป็นพรมแดนของประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศแคนาดาอีกด้วย

 

เรือท่องเที่ยวขนาดเล็กบ้าง ใหญ่บ้างตามจำนวนนักท่องเที่ยวแต่ละกรุ๊ปต่างทยอยออกจากท่าเรือ โดยจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงกับการนั่งชมบรรยากาศโดยรอบ สำหรับผมผมค่อนข้างชอบที่นี่ครับ เพราะเราจะได้เห็นวิถีการใช้ชีวิตของผู้คนอีกรูปแบบหนึ่ง บ้านจำนวนไม่น้อยที่อยู่บนเกาะขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้าง หลายหลังอาจจะเป็นแค่บ้านขนาดเล็กบนพื้นที่ที่สามารถสร้างได้เพียงบ้านเท่านั้น แต่อีกหลายหลังที่ใหญ่โตเป็นคฤหาสน์หลังโตทีเดียวครับ

 

ผมถามกับเจ้าหน้าที่ประจำเรือที่เป็นคนให้ข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่บริเวณนั้น ได้คำตอบหลายอย่างที่หลายๆ คนอาจจะสนใจ จำนวนเกาะทั้งหมดในบริเวณนั้นตามข้อมูลคือ 1,864 เกาะ บ้านที่ดูเหมือนจะราคาถูกที่สุดในบริเวณนั้นอยู่ที่ราคาประมาณ 6 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่บ้านพร้อมเกาะส่วนตัวที่ราคาแพงที่เคยมีการตั้งราคาขายซึ่งไม่แน่ใจว่าขายได้หรือยังอยู่ที่ประมาณ 400 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้นเองครับ เผื่อใครสนใจลองติดต่อสอบถามกันได้อีกทีครับ

Processed with Snapseed.

ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเศษผมออกเดินทางต่อเพื่อไปยังที่พักบริเวณไม่ห่างจากน้ำตกไนแองการามากนัก โดยส่วนใหญ่ของการเดินทางกับบริษัททัวร์แบบนี้ ข้อดีก็อยู่ตรงนี้ครับตรงที่ที่พักแม้ว่าจะอยู่นอกเมือง ด้วยเหตุที่ราคาถือว่าค่อนข้างถูกแต่ก็จะค่อนข้างดี ห้องใหญ่ สะอาดตามมาตรฐานที่ดีครับ อาหารการกินก็ถือว่าดีครับ นี่อาจจะตัวเลือกที่ดีสำหรับคนที่เดินทางเอง และไม่อยากขับรถครับ

 

เช้าของอีกวันกับการเดินทางต่อไปอีกประมาณ 45 นาทีจากที่พักผมเดินทางมาถึงยังน้ำตกไนแองการา น้ำตกขนาดใหญ่ที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ขึ้น หากเราเคยเห็นภาพน้ำตกมาบ้างแล้วคงต้องบอกครับว่าสิ่งที่คุณจะได้เห็นนั้นดูจะยิ่งใหญ่กว่าในรูปแน่นอน

 

กิจกรรมหลักๆ ของการเดินทางมาชมน้ำตกไนแองการาจะมีอยู่ 4-5 อย่างแล้วแต่นักท่องเที่ยวจะเลือกตามเวลาและความชื่นชอบส่วนตัว ไฮไลท์ที่สุดของการเดินทางมาชมน้ำตกไนแองการา น่าจะเป็นการล่องเรือเพื่อไปชมน้ำตกบริเวณด้านล่างซึ่งทุกคนจะได้สัมผัสถึงพลังของน้ำตกแห่งนี้ได้อย่างชัดเจน

Processed with Snapseed.

ผมเริ่มต้นกับน้ำตกไนแองการากับการเข้าไปชมเรื่องเล่า ประวัติโดยย่อของน้ำตกแห่งนี้ใน Niagara Adventure Theatre ซึ่งใช้เวลาประมาณ 30 นาทีต่อรอบ ก็ถือว่าเป็นการรับรู้ข้อมูลแบบย่อด้วยความรวดเร็วที่น่าสนใจมากครับ

 

หลังจากนั้น นักท่องเที่ยวเกือบทุกคนที่เดินทางมายังที่นี่ จะมุ่งหน้าเดินต่อไปยังด้านหลังบริเวณน้ำตกเพื่อลงลิฟต์ต่อไปยังกิจกรรมที่เป็นไฮไลท์ นั้นคือ Maid of the Mist โดยหลังจากต่อแถวเพื่อลงลิฟต์ไปด้านล่างเราจะเห็นเรือขนาดใหญ่ที่จะนำนักท่องเที่ยวเข้าไปชมน้ำตกไนแองการาแบบใกล้ชิด

 

โดยก่อนจะลงเรือนักท่องเที่ยวจะได้รับแจกเสื้อกันฝนพลาสติกสีชมพูกันทุกคน เพื่อป้องกันละอองน้ำแต่นั้นก็คงช่วยอะไรไม่ได้มากครับ เพราะทุกคนที่ลงเรือส่วนใหญ่ก็จะเปียกกันทั้งนั้น ใครที่จะไปถ่ายภาพอาจจะต้องเตรียมอุปกรณ์สำหรับกันน้ำให้ดีครับ เพราะพลังของน้ำที่กระเด็นไปทั่วบริเวณที่เรือเข้าไปใกล้น้ำตกทำให้ทุกคนชุ่มช่ำอย่างแน่นอนครับ

Processed with Snapseed.

ใช้เวลาไม่นานมากกับการล่องเพื่อชมน้ำตกไนแองการาแบบใกล้ชิดเรือก็จะนำคุณกลับมาส่งยังที่เดิม แต่นั้นยังไม่จบครับ หากคุณยังอยากจะไปสัมผัสกับน้ำตกไนแองการาแบบใกล้ชิดกว่านั้น อีกหนึ่งโปรแกรมที่อาจจะตอบโจทย์คุณได้นั้นคือ Cave of the winds trip ที่จะเป็นเส้นทางเดินลัดเลาะไปตามน้ำตกแบบใกล้ชิดมาก แต่หลายคนแนะนำว่าโปรแกรมคล้ายกันแบบนี้แต่ดูจะถึงใจกว่าในฝากของแคนาดานั้นคือ Journey behind the wall ซึ่งหากมีโอกาสก็แนะนำให้ไปลองกิจกรรมนี้ดูครับ คงจะได้อรรถรสอย่างที่ต้องการเลยทีเดียวครับ

 

ทั้ง 8 ตอนของ “นิวยอร์ก” ไปคนเดียวก็เที่ยวได้…. น่าจะพอที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายๆ คนที่อยากจะออกเดินทางไปตามความฝันของตัวเอง การเดินทางไม่ว่าจะไปแบบกลุ่ม แบบคณะ แบบครอบครับ หรืออาจจะเป็นแบบคนเดียว ต่างก็เพิ่มประสบการณ์ในการเดินทางให้กับนักเดินทางได้ทุกครั้ง

 

ประโยคที่ว่า จุดหมายของการเดินทางอาจจะไม่สำคัญเท่าประสบการณ์หรือเรื่องราวระหว่างทาง คงจะเป็นเรื่องจริงของนักเดินทาง เพราะเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นทั้งในแบบที่ตั้งใจ และในแบบที่ไม่ตั้งใจ จะสอน จะช่วยเพิ่มเติม หรือจะช่วยให้เราแก้ไขกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างมีสติ

Falls 9

“นิวยอร์ก” ไปคนเดียวก็เที่ยวได้…. สำหรับผมเป็นเพียงหนึ่งในการเดินทางบนเส้นทางและความฝันของผม อีกหลายๆ จุดหมายปลายทางผมโลกนี้ยังเป็นอีกหลายเส้นทางที่ผมจะออกเดินทางเพื่อไปให้เห็นกับตา ถ้าวันนี้คุณคิดว่าจะออกเดินทางซักครั้ง ผมอยากจะแนะนำเพียงแค่ว่า ลองออกไปเดินทางครับ เดินทางในช่วงที่แรง พลังยังเต็มเปี่ยมที่จะเดินทาง เดินทางในช่วงเวลาที่ยังเชื่อว่าจะแก้ไขและพร้อมจะเจอกับปัญหาเจอเรื่องราวต่างๆ มากมายในชีวิต

 

ชีวิตเป็นของเรา ถ้ามีโอกาสออกไปใช้ครับ และพบกันกับตอนต่อๆไปของการเดินทางออกไปมองโลกในมุมมองของผมครับ ขอบคุณสำหรับการติดตามมาตลอดครับ…..

Processed with Snapseed.

Falls-12

Processed with Snapseed.

Processed with Snapseed.

Island 3 Island 4 Island 5

Processed with Snapseed.

Processed with Snapseed.

“นิวยอร์ก” ไปคนเดียวก็เที่ยวได้…. (7)

Processed with Snapseed.

ผมจบตอนก่อนหน้านี้ด้วยการพาคุณข้ามเรือเพื่อไปชมสัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุดของมหานครนิวยอร์กอย่างเทพีเสรีภาพ ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะลิเบอตี้นอกเกาะใหญ่อย่างแมนฮัตตัน ในตอนนี้หาเราจะพูดถึงนิวยอร์กในอีกด้านหนึ่งของเหตุผลที่ผู้คนทั่วโลกตั้งใจเดินทางมาที่นี่คงหนีไม่พ้นการมาชื่นชมผลงานทางด้านศิลปะ เพราะมหานครแห่งนี้เป็นแหล่งรวบรวมงานศิลปะทั้งที่เราจะเห็นได้ตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ หรือตามท้องถนนก็ตาม

 

หากจะเริ่มการข้ามมายังอีกฝากหนึ่งของมหานครนิวยอร์ก คงจะเลี่ยงไม่ได้ที่จะเริ่มต้นด้วยสะพานสำคัญที่สุดสะพานหนึ่งนิวยอร์กนั้นคือ สะพานบรูคลินครับ

 

ถือว่าเป็นหนึ่งในคำแนะนำของผมเลยก็ว่าได้ครับว่าหากมีเวลาเพียงพอสำหรับการอยู่ที่นิวยอร์กลองหาเวลาไปเดินข้ามสะพานเลื่องชื่อแห่งนี้ครับ ผมเชื่อว่าคุณจะไม่ผิดหวังกับบรรยาย กับอารมณ์ตลอดการเดินข้ามฝั่งจากเกาะแมนฮัตตันเพื่อไปยังฝั่งบรูคลินด้วยระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตรเลยทีเดียว

 

 

เบื้องล่างของสะพานที่เคยเป็นสะพานแขวนที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสะพานบรูคลินคือแม่น้ำสายหลักสายหนึ่งของนิวยอร์ก คือ แม่น้ำอีสต์ หนึ่งในแม่น้ำสายหลักของเมืองนิวยอร์ก

 

ตลอดทางเดินข้ามสะพานแห่งนี้เต็มไปด้วยผู้คนตลอดทั้งวัน ด้วยเสน่ห์เหลือหลายของสะพานแห่งนี้ทำให้ในหลายๆจุดบนสะพานแห่งนี้เป็นจุดฮิตยอดนิยมที่ผู้คนที่เดินข้ามไปมาตรงแวะถ่ายรูปตลอดเส้นทาง แต่หากคุณเลือกที่จะเดินข้ามสะพานแห่งนี้อาจจะต้องระมัดระวังจักรยานด้วยนะครับ เพราะเส้นทางด้านบนสะพานมีทั้งทางคนเดินและทางจักรยานครับ

 

สะพานบรูคลินแห่งนี้อาจจะแตกต่างกับหลายสะพานในหลายๆ ที่ เพราะหากคุณเดินเริ่มต้นจากสะพานด้านหนึ่งก็จุดลงสุดท้ายของสะพานอีกด้านก็จะอยู่ที่ปลายสะพานอีกด้านหนึ่งเลย จะไม่มีจุดลงช่วงข้ามแม่น้ำเหมือนสะพานอีกหลายๆ แห่ง นั้นทำให้เส้นทางบนสะพานจะเริ่มต้นและสิ้นสุดที่ปลายสะพานทั้ง 2 ด้าน

 

หลังจากใช้เวลาประมาณ 30-45 นาทีหรืออาจจะมากกว่านั้น ก็จะไปถึงยังทางลงอีกด้านหนึ่งของสะพาน เมื่อข้ามไปถึงยังฝั่งบรูคลิน ผมแนะนำให้เดินย้อนกลับมาทางด้านติดแม่น้ำอีสต์ที่เราเพิ่งเดินผ่านมาเมื่อซักครู่บนสะพานเลยครับ

Processed with Snapseed.

เสน่ห์ของสะพานบรูคลินของใครหลายๆ คนที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นรูปถ่ายส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณด้านล่างสะพานบรูคลินฝั่งนี้เลยครับ

 

หากเดินย้อนตามถนนเพื่อไปยังด้านใต้สะพาน คุณอาจจะสะดุดตากับร้านอาหารร้านหนึ่งที่มักจะมีผู้คนมายืนต่อแถวยาวเรียงจากประตูร้านออกมาบนถนนยาวเลยทีเดียวครับ นั้นคือร้านพิซซ่าชื่อดังของย่านนี้ ถ้าหากมีโอกาสผมก็แนะนำให้ลงหาเวลาไปยืนต่อแถวเพื่อเข้าไปชิมครับ

 

เดินต่อไปยังด้านใต้สะพาน จะพบกับอีกหลายจุดที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากเลือกใช้เป็นมุมในการถ่ายรูป โดยด้านใต้สะพานดูเหมือนจะเป็นจุดหลักที่จะมีนักท่องเที่ยวไปถ่ายรูปในมุมมองที่ย้อนจากด้านล่างขึ้นไปยังสะพานด้านบนเพื่อจะได้เห็นโครงสร้างของสะพานที่ถูกโยงด้วยสลิงมากมายเลยทีเดียวครับ

Pier 5

ถัดออกไปทางด้านซ้ายมือจะเป็นท่าเรือเริ่มจาก 1 -7 ซึ่งหากมีเวลาว่างจริงๆ ก็ถือว่าเป็นเส้นทางเดินที่น่าเดินเพื่อชมนิวยอร์กในฝั่งแมนฮัตตันจากอีกมุมหนึ่ง แน่นอนครับว่าจะต้องได้รูปสวยๆ มากมายเลยบนเส้นทางนี้ แต่จุดที่นักท่องเที่ยวจะหยุดถ่ายรูปมากที่สุดนั้นน่าจะเป็นตรงท่าเรือ 1 เพราะฝั่งตรงข้ามจะเห็นเกาะแมนฮัตตันด้านล่างอย่างครบถ้วนเลยทีเดียวครับ

 

จากมุมตรงนั้นหากนักท่องเที่ยวมาในช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกดินจะเห็นนักท่องเที่ยว รวมถึงช่างภาพจำนวนมากมาตั้งกล้องเพื่อเก็บภาพสวยๆ ของเกาะแมนฮัตตันพร้อมๆ พระอาทิตย์สีทองที่กำลังจะตกขอบที่มุมซ้ายมือสุดสายตา โดยทางด้านซ้ายที่ห่างออกไปนั้นคือที่ตั้งของเกาะลิเบอร์ตี้ ซึ่งจะสามารถมองเห็นอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพจากตรงนั้นอีกด้วย

Processed with Snapseed.

หากนักท่องเที่ยวเดินอ้อมใต้สะพานบรูคลินไปอีกด้านหนึ่งทางขวามือจากทางเดินที่ลงมาจากสะพาน บริเวณนั้นในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์มักจะมีการนำงานศิลปะมาจัดแสดงโดยตลอด ซึ่งหากใครที่หลงใหลชื่นชอบงานศิลปะผมว่าแถวนี้คุณไม่ควรที่พลาดด้วยประการทั้งปวงครับ

 

ด้านหลังของบริเวณที่ปิดกั้นเพื่อทำการแสดงผลงานศิลปะจะมีคล้ายกับสวนสาธารณะขนาดไม่ใหญ่มาก ในบางเสาร์อาทิตย์ก็อาจจะมีการมาจัดตลาดของกินกลางแจ้ง รวมถึงงานศิลปะเช่นเดียวกันครับ นอกจากนั้นยังมีม้าหมุนขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า Jane’s Carousel ตรงบริเวณลานกว้างซึ่งหลายครั้งจะมีการมาจัดกิจกรรมในบริเวณนี้

 

ผมใช้เวลาซักพักใหญ่กับการถ่ายรูปบริเวณนั้น ที่นั่งมากมายนักท่องเที่ยวเปลี่ยนหน้าเปลี่ยนตาวนมานั่งแถวนั้นเพื่อชื่นชมมหานครนิวยอร์กที่อยู่เบื้องหน้าอย่างไม่ขาดสาย

 

นอกเหลือจากบริเวณสะพานบรูคลินแล้วทั่วฝั่งบรูคลินยังมีอีกหลายที่นักเดินทางน่าจะหาโอกาสแวะมาลองเดิน เดินหลงไปตามมุมโน่นมุมนี้ครับ ไม่ว่าจะเป็นตลาดนัดเก๋ๆที่จะเปิดทุกวันเสาร์ในอุโมงค์ใต้สะพานแมนฮัตตันอย่างตลาด Flea Market หรือจะเป็นการแวะไปชิมร้านไอศกรีมชื่อดังบริเวณด้านใต้สะพานบรูคลินที่ Ice Cream Factory ที่ดัดแปลงร้านมาจากอาคารเรือดับเพลิงเก่ามาเป็นร้านไอศกรีม

 

Botanic Garden และ Brooklyn Museum ซึ่งเป็นสถานที่ที่อยู่ไม่ไกลกันก็ถือว่าเป็นอีกแห่งที่น่าสนใจ แต่สำหรับผมในช่วงวันเสาร์ผมเลือกที่จะไปที่บริเวณใต้สะพาน Williamsburg Bridge จะมีสวนสาธารณะวิลเลี่ยมเบิร์ค โดยในช่วงวันเสาร์จะมีการเปิดตลาดนัดมีอาหารมากมายหลายประเทศให้เลือกกินจากที่นี่ และยังมีของขายอีกหลากหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งใครที่ชื่นชอบแผ่นเสียงที่นี่อาจจะเรียกได้ว่าสวรรค์ของคุณเลยทีเดียว

Processed with Snapseed.

ห่างออกไปจากเกาะบรูคลินทางตอนใต้ยังมีอีกจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปเยือนนั้นคือ Coney Island เกาะโคนีย์ ซึ่งคล้ายว่าจะเป็นชายหาดเกาะพักผ่อนติดทะเลของชาวนิวยอร์ก โดยคุณสามารถนั่งรถไฟใต้ดินออกจากเมืองที่ดูวุ่นวายอย่างนิวยอร์กไปได้ด้วยเวลาประมาณไม่ถึงชั่วโมง

 

เกาะโคนีย์ ดูจะคล้ายๆ กับพัทยาของบ้านเราครับ ไม่ได้มีน้ำทะเลที่ใส สวยงามเมื่อทะเลทางตอนใต้ประเทศของไทย จะก็พอจะได้บรรยากาศของเมืองชายทะเลพอสมควรครับ มีชายหาดยาวสีของทรายอาจจะออกไปทางน้ำตาลเข้มไปซะหน่อย แต่หาดแห่งนี้ก็จะเต็มไปด้วยความสนุกสนาน มีสวนสนุก เครื่องเล่นมากมายมาเปิดให้บริการในช่วงตลอดฤดูร้อน

 

สำหรับฝั่งควีนส์ ซึ่งถือว่าเป็นย่านของชาวเอเชีย คนไทย คนจีน คนเวียดนาม ฯลฯ จำนวนมากมายที่อพยพมาอยู่ที่นิวยอร์กและเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ในย่านนี้ ถ้าคุณไปยังย่านนี้บางช่วงคุณอาจจะหลงคิดไปว่านี่คุณอยู่นิวยอร์กจริงหรือเปล่า แต่ไม่ผิดหรอกครับเพราะก็คล้ายๆ กับในเมืองใหญ่ๆ ของหลายๆ ประเทศที่แต่ละย้ายก็จะมีผู้คนที่ต่างกันออกไป

 

จุดท่องเที่ยวที่สำคัญในฝั่งควีนส์คงหนีไม่พ้น Flushing Meadows Corona Park อีกหนึ่งสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 ของนิวยอร์กชิตี้เลยทีเดียว โดยจากฝั่งแมนฮัตตันจะใช้เวลานั่งรถไฟประมาณ 40-45 นาทีเพื่อเดินทางไปยังสวนสาธารณะแห่งนี้

 

สวนสาธารณะแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นสวนสาธารณะที่เน้นกิจกรรม มีการแบ่งแยกกิจกรรมออกเป็นหลายๆส่วน ทั้งสวนสัตว์, สวนพันธุ์พืช, แปลงดอกไม้, โรงละคร, พิพิธภัณฑ์ศิลปะ เป็นต้น โดยจุดเด่นที่สำคัญของสวนสาธารณะแห่งนี้ คือ ลูกโลกขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า (Unisphere) ที่ตั้งอยู่บริเวณกลางลานน้ำพุด้านหน้า

 

นอกจากนั้นถัดไปไม่ไกลนักสวนสาธารณะแห่งนี้ยังติดกับ USTA Billie Jean King National Tennis Center สนามเทนนิสที่ใช้จัดการแข่งขันรายการใหญ่อย่าง US Open ซึ่งหากคุณเป็นคนที่สนใจกีฬาเทนนิสที่นี่ถือว่าไม่ควรพลาดที่จะมาเยี่ยมชมโดยเฉพาะในช่วงที่มีการแข่งขันเลยทีเดียว รวมทั้งในฝั่งตรงกันข้ามยังมีสนามแข่งขันเบสบอลของทีม New York Mets ซึ่งเป็นทีมในลีก CitiField อีกด้วย

Processed with Snapseed.

Processed with Snapseed.

ในตอนต่อไปผมจะนำคุณออกนอกเมืองนิวยอร์กเพื่อขึ้นเหนือต่อไปยังหนึ่งในความยิ่งใหญ่ทางธรรมชาติที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยธรรมชาตินั้นเอง “น้ำตกไนแองการ่า”ครับ

 

โปรดติดตามตอนต่อไปได้เร็วๆ นี้ครับ …

“นิวยอร์ก” ไปคนเดียวก็เที่ยวได้… (6)

Processed with Snapseed.

ถ้าหากว่า “ไทม์สแควร์-เซ็นทรัลพาร์ค-วอวล์สตรีท” คือจุดหมายปลายที่คุณพลาดไม่ได้เมื่อมาเยือนมหานครนิวยอร์กแล้ว จุดหมายสำคัญอย่าง “อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ” น่าจะกลายเป็นอีกจุดหมายที่สำคัญและพลาดไม่ได้มากที่สุดเมื่อคุณมาเยือนนิวยอร์กเช่นเดียวกัน

 

การเดินทางข้ามจากฝั่งแมนฮันตันเพื่อไปยังเกาะลิเบอร์ตี้ซึ่งเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพมีด้วยกันหลากหลายวิธี ทั้งการข้ามเรือจากทางตอนใต้ของแมนฮันตันจาก Battery Park สวนสาธารณะทางตอนใต้ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเลือกวิธีการข้ามไปชมอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพด้วยวิธีนี้

Processed with Snapseed.

การข้ามเรือจากแบตเตอรี่พาร์คถือว่าเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวมาใช้บริการค่อนข้างมาในแต่ละวันโดยเฉพาะอย่างยิ่งวันเสาร์และอาทิตย์ ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาในการต่อคิวเพื่อขึ้นเรือถึง 1-2 ชั่วโมงเลยทีเดียว การตรวจสัมภาระต่างๆ ก่อนจะขึ้นเรือก็ไม่ต่างจากการตรวจสัมภาระเวลาจะขึ้นเครื่องบินเท่าไหร่นัก มีการตรวจอย่างละเอียดทั้งของในกระเป๋า และเครื่องมือสื่อสาร ฯลฯ

 

ใช้เวลาสำหรับการข้ามเรือจากแบตเตอรี่พาร์คเพื่อข้ามไปยังเกาะลิเบอรตี้ไม่นานนักนักท่องเที่ยวก็จะสามารถเลือกได้ว่าจะลงไปเยี่ยมชมเดินโดยรอบบริเวณเกาะลิเบอร์ตี้หรือจะเลือกที่จะอยู่บนเรือเพื่อไปต่อที่ Ellis Island เกาะเอลลิส

Processed with Snapseed.

Processed with Snapseed.

ตลอดระยะทางระหว่างเกาะแมนฮันตันจนถึงเกาะลิเบอร์ตี้นักท่องเที่ยวจะได้เพลิดเพลินกับการถ่ายรูปกับอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพทั้งในระยะใกล้และระยะไกลรวมถึงภาพเกาะแมนฮัตตันจากอีกมุมมอง ประวัติโดยย่อของอนุสาวรีย์แห่งนี้ เทพีเสรีภาพเป็นของขวัญที่สหรัฐอเมริกาได้รับได้มอบจากประเทศฝรั่งเศสในการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีในการประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 1776

 

ฝรั่งเศสถือได้ว่าเป็นพันธมิตรในสงครามปฏิวัติอเมริกาซึ่งเป็นการต่อสู้กันระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศอังกฤษ ซึ่งตั้งแต่ปี 1984 องค์การ UNESCO ได้ประกาศขึ้นทะเบียนให้เทพีเสรีภาพเป็นมรดกโลกอีกด้วย

 

ความสูงของเทพีเสรีภาพจากฐานจนถึงปลายคบเพลิงมีความสูงถึง 93 เมตร มีบันไดวนที่สามารถเดินขึ้นไปถึงยังมงกุฎด้วยจำนวนขั้น 162 ขั้น

Processed with Snapseed.

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

Processed with Snapseed.

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ขณะที่เกาะเอลลิสอีกหนึ่งเกาะที่มีความสำคัญไม่น้อยกับนิวยอร์ก เกาะเอลลิสถือได้ว่าเป็นเกาะที่ทำหน้าที่เสมือนด่านตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐอเมริกา โดยรัฐบาลอเมริกาได้ซื้อเกาะดังกล่าวมจากทายาตระกูลแซมวล เอลลิส โดยได้มีการเปิดใช้มาตั้งแต่ปี 1892 ก่อนจะปิดตัวลงในช่วงปี 1943 และหลังจากนั้นก็ถูกปล่อยให้รกร้างจนทางการนิวยอร์กได้มีการประกาศให้เกาะเอลลิสเป็นส่วนหนึ่งของอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพโดยปรับปรุงให้มีสวนสาธารณะ พิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชาวอเมริกาอีกด้วย

 

สำหรับการเดินทางเพื่อไปชมอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพนั้นหากนักท่องเที่ยวไม่อยากที่จะลงไปที่เกาะลิเบอร์ตี้และอยากได้มุมกว้างของเทพีเสรีภาพแบบไม่เสียเงินผมแนะนำให้ไปขึ้นเรือข้ามฟากเพื่อข้ามไปยัง “Stasen Island” เกาะสเตตัน ซึ่งปกติเรือจากออกจากท่าทุกๆ ครึ่งชั่วโมงและมีเรือให้เดินทางกลับทุกครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมงตลอดทั้งวัน โดยสามารถเช็คตารางการเดินเรือได้ที่ท่าทั้ง 2 ฝั่ง

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

Processed with Snapseed.

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

Processed with Snapseed.

การเดินทางไปยังเกาะสเตตันนักท่องเที่ยวสามารถขึ้นเรือกี่รอบก็ได้ โดยในแต่ละรอบจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที ไม่เสียค่าเดินทางและไม่มีการตรวจสัมภาระเหมือนที่แบตเตอรี่พาร์ค ภาพที่ได้จากการเรือข้ามฝากถือว่าไม่แพ้การเสียเงินข้ามไปยังเกาะลิเบอร์ตี้เลยครับ และยิ่งถ้ามาในช่วงพระอาทิตย์ตกมุมมองของภาพที่มีพระอาทิตย์เป็นฉากโดยอีกข้างหนึ่งเป็นเทพีเสรีภาพถือว่าสวยงามทีเดียวครับ

Processed with Snapseed.

อีกหนึ่งวิธีสำหรับการชมเทพีเสรีภาพนั้นคือ การชมจากมุมสูงโดยเฮลิคอปเตอร์ซึ่งน่าจะให้ประสบการณ์ที่ดีที่เดียวครับ ท่าจอดเฮลิคอปเตอร์ก็อยู่ไม่ไกลจากท่าที่ขึ้นเรือข้ามฝากไปเท่าไหร่ครับ ค่าประสบการณ์ก็อาจจะสูงไปบ้างตามโปรแกรมการชม ไม่ว่าจะเป็นแบบสั้น ระยะกลาง และรอบเกาะแมนฮัตตัน แต่ถึงกระนั้นถ้ามีโอกาสผมก็แนะนำว่าควรจะลองขึ้นไปชื่นชมครับ

 

นอกจากนี้ถ้าคุณสนใจชื่นชมนิวยอร์กในอีกมุม การเดินทางโดยทางน้ำก็ถือว่าน่าสนใจทีเดียวครับ ประหยัดเวลา ได้มองเห็นนิวยอร์กในมุมที่ต่างออกไป อาจจะเลือกใช้บริการเป็น New York Water Taxi ที่จะมีการคล้ายคลึงกับ Hop-on and Hop-off รถบัสท่องเที่ยวที่จะพาคุณไปยังจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ซึ่งบางบริษัทอาจจะใช้บริการร่วมกันได้

 

หรืออีกทางเลือกที่ผมใช้บริการอยู่หลายครั้งในช่วงเวลาที่อยู่ที่นิวยอร์กนั้นก็คือ เรือข้ามฝากเพื่อเป็นการประหยัดเวลาในการเดินทาง แต่คุณจะต้องวางแผนการท่องเที่ยวมาเบื้องต้นบ้างครับเพราะเรือในแต่ละท่าจะมาถึงท่าตรงและออกตรงเวลาเสมอ

Processed with Snapseed.

ในตอนต่อไปผมจะมาเล่าถึงอีกฝากหนึ่งของนิวยอร์กที่หลายคนชื่นชอบ และส่วนตัวผมก็ชื่นชอบ เรียกว่าหลงเสน่ห์เลยก็ว่าได้ครับ นั่นคือ “บรูคลิน และควีนส์”

 

“นิวยอร์ก” ไปคนเดียวก็เที่ยวได้…. (5)

Mid 1

ในตอนนี้ผมขอแนะนำสถานที่ระหว่างจุดที่เชื่อมต่อระหว่างแมนฮันตันตอนกลางกับแมนฮันตันตอนล่าง ควบคู่ไปด้วยกับสถานที่ต่างๆ ในแมนฮันตันตอนล่าง

 

หากเราตั้งต้นจากจุดสุดท้ายที่ผมแนะนำไปเมื่อตอนที่แล้วนั้นคือ Empire State Building หากเราเดินต่อมาด้านล่างจะพบกับอีกย่านที่เต็มไปด้วยผู้คนที่มาเดินซื้อของชอปปิ้งเพราะเป็นอีกหนึ่งย่านในนิวยอร์กที่มีร้านค้ามากมายมาเปิดบริเวณนี้ในบริเวณที่เรียกว่า 34st Herald Sq.

 

ไม่ไกลกันมากจากย่านนี้เราสามารถเดินไปยังสถานที่ที่อาจจะฟังคุ้นหูกลุ่มคนที่ชื่นชอบบาสเกตบอลเอ็นบีเอ เพราะที่นั้นคือ Madison Square Garden หรือเมดิสันสแควร์การ์เดน สนามแข่งขันกีฬาในร่มขนาดใหญ่ที่เป็นมีทั้งสนามแข่งขันบาสเกตบอลและสนามแข่งขันฮอกกี้ รวมทั้งยังเป็นที่จัดคอนเสิร์ตอีกมากมายหลายคอนเสิร์ตมาแล้ว

 

หากเราเดินเลยต่อจากเมดิสันสแควร์ต่อมา จุดหนึ่งที่ผมแนะนำให้ใครที่มีเวลาลองมาใช้เวลาในการสัมผัสนิวยอร์กในอีกมุมไม่ควรจะพลาดที่นี่เลยครับ นั้นคือ High Line หรือ สวนสาธารณะไฮไลน์ อีกสวนสาธารณะในมหานครแห่งนี้ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นจากเงินทุนของกลุ่มคนที่อยู่ในบริเวณนั้น

 

โดยเป็นการสร้างสวนสาธารณะบนพื้นที่ของรางรถไฟเก่าที่ถูกยกเลิกการใช้งาน ทำให้สวนสาธารณะแห่งขึ้นเป็นสวนสาธารณะที่เรียกว่าเป็นสวนสาธารณะทางยาวโดยจากจุดเริ่มต้นถึงจุดสิ้นสุดมีระยะทางถึง 2.33 กิโลเมตร เป็นสวนขนาดไม่ใหญ่ลัดเลาะไปตามตึกอาคารจำนวนมากในบริเวณนั้น

 

ทั้งนี้จุดขึ้นหรือลงสวนสาธารณะแห่งขึ้นมีให้เลือกขึ้นและลงได้ค่อนข้างหลายจุด นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นและลงได้ตามสะดวก โดยจุดที่ผมแนะนำให้ต้องลงไปเยี่ยมชมและหาของกินอร่อยๆเป็นอย่างมากและต้องเรียกว่าไม่ควรจะพลาดด้วยประการทั้งปวงนั้นคือ  Chelsea Market ตลาดในร่มทางฝั่งตะวันตกของแมนฮัตตัน

 

แม้ว่าขนาดตลาดจะไม่ใหญ่มาก แต่ก็เต็มไปความตื่นตาตื่นใจ ภายในอาคารตกแต่งได้อย่างแนว มีของมากมาไม่ว่าจะเป็นของที่ระลึก ของฝาก ของกิน ชา กาแฟ ไวน์ ฯลฯ หรือหากใครต้องการไปกินอาหารทะเลสดๆ จากหลายแห่งในอเมริกาไม่ว่าจะเป็นกุ้งล็อบสเตอร์แบบสดๆ หอยนางรม ในราคาที่ไม่แพงมากก็สามารถหากินได้จากที่นี่เลย

Market 1

Market 2

Market 3

Market 4

Market 5

Market 6

Market 7

มหานครใหญ่อย่างนิวยอร์กสิ่งหนึ่งที่น่าจะทำให้ใครที่ชอบเดินเท้าชมเมืองคงแปลกใจไม่น้อย นั้นคือ ทั่วบริเวณแม้ว่าจะตามมุมตึกหรือตามซอกซอยต่างๆ มักจะถูกจัดวางพื้นที่ไว้สำหรับสวนสาธารณะน้อยใหญ่มากมาย โดยในบริเวณที่ไม่ไกลนักในย่าน Greenwich Village จะมีอีก 2 สวนธารณะขนาดใหญ่ นั้นคือ Union Square Park และ Washington Square Park

 

สวนสาธารณะทั้ง 2 แห่ง เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่จะมีผู้คนจำนวนมากมายมาเยี่ยมเยือนในแต่ละวัน โดยยูเนียนสแควร์พาร์ค นอกเหนือที่จากเป็นสวนสาธารณะแล้วในช่วงวันจันทร์ พุธ ศุกร์และเสาร์ ยังจะมีการเปิดเป็นตลาดนัดกลางแจ้งที่จะมีพ่อค้า แม่ค้าจำนวนมากมาขายสินค้าทั้งผลไม้ ผัก ขนมต่างๆ เป็นจำนวนมาก

 

นอกจากนั้นบริเวณยังมักจะมีการมาเปิดการแสดงของเหล่าบรรดานักแสดงหลากหลายรูปแบบ และยังเป็นที่ที่รวมของเหล่านักหมากรุกจำนวนมาก โดยจะมีเจ้าถิ่นตั้งโต๊ะรอเพื่อแข่งขันวางเดิมพันกับผู้ที่ต้องการจะประลองฝีมือโดยทั่วบริเวณ

SQ 1

SQ 2

SQ 3

SQ 4

ในขณะที่ วอชิงตันสแควร์พาร์ค เป็นสวนสาธารณะที่เราจะเห็นผู้คนต่างออกมานอนอาบแดด นั่งคุย อ่านหนังสือ หรือกินข้าว จำนวนมาก เพราะเป็นสวนสาธารณะที่ตั้งอยู่ติดกับมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ทำให้ในแต่ละวันโดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนหรือวันที่มีแดดออกจัดจะมีนักศึกษาและคนทำงานในบริเวณนั้นมาใช้พื้นที่กันค่อนข้างมาก

 

ทางตอนล่างของแมนฮันตัน ซึ่งถือว่าเป็นอีกย่านที่ถูกผสมผสานไว้ด้วยหลากหลายวัฒนธรรม เพราะว่าจะมีทั้งย่านที่เรียกว่า Little Italy ที่จะมีร้านรวงที่เป็นสไตล์อิตาเลียนแท้ๆ ทั้งร้านอาหาร ร้านขนมจำนวนมากมาย ซึ่งหากมีเวลาย่านนี้ก็เหมาะที่จะมานั่งดื่มกาแฟ จิบชา กินขนมหน้าร้านอยู่ไม่น้อย

 

ไม่ไกลจากย่านลิตเติ้ลอิตาลี จะเป็นอีกย่านหนึ่งที่ไม่ว่าจะเมืองไหนก็มักจะมีย่านนี้ที่กลายเป็นจุดหลักสำคัญของชาวเอเชีย นั้นคือ China Town ซึ่งก็ไม่ต่างจากไชน่าทาวน์ในหลายๆ เมืองทั่วโลก วัตถุดิบ ของกินมากมายหาซื้อได้จากที่นี่อย่างแน่นอน

 

ในตอนล่างของแมนฮัตตันนอกเหนือจากเป็นย่านที่ถูกผสมผสานด้วยวัฒนธรรมหลากหลายอย่าง อีกจุดหนึ่งที่สำคัญของย่านแมนฮัตตันตอนล่างนั้นคือ ย่านนี้ถือว่าเป็นย่านธุรกิจที่สำคัญที่สุดที่หนึ่งของโลก นั้นคือ Wall Street

 

บนถนนเล็กๆ ที่มีทางเดินประมาณ 1 กิโลเมตร แต่เต็มไปด้วยสถาบันการเงินขนาดใหญ่ของโลก และยังเป็นที่ตั้ง New York Stock Exchange ตลาดหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก ตลอดเส้นทางบนถนนเล็กๆ เส้นนี้เราจะเห็นผู้คนใส่สูท ผูกไท หนุ่มสาววัยทำงานเป็นจำนวนมาก

 

หนึ่งในสัญลักษณ์ของถนนเส้นนี้ คงหนีไม่พ้นเจ้ากระทิงรูปปั้นขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างด้วยทองแดงน้ำหนักถึง 3,200 กิโลกรัม Charging Bull ที่มีผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกมารอยืนถ่ายรูปทั้งด้านหน้าและด้านหลังเป็นจำนวนมาก โดยผมแนะนำว่าหากอยากจะถ่ายรูปกับเจ้ากระทิงนี้แบบไม่มีคนเบียดเสียดควรจะมาในวันเสาร์ หรืออาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดทำงานของผู้คนบนถนนสายนี้จะสะดวกมากกว่า

Board 1

อีกหนึ่งสถานที่ในบริเวณแมนฮันตันตอนล่างที่ถูกสร้างเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ที่สร้างความสูญเสียและความสลดใจเป็นอย่างมากให้กับชาวอเมริกาและผู้คนทั้งโลก นั้นคือ 9/11 Memorial &Museum อนุสรณ์สถานบนพื้นที่อาคารตึก World Trade เดิมที่ถูกเครื่องบินพุ่งชนเมื่อปี 2001

 

อนุสรณ์สถานที่ถูกสร้างบนตำแหน่งเดิมของตึกทั้ง 2 แห่ง โดยสร้างเป็นน้ำตกขนาดใหญ่มีบ่ออยู่ตรงกลาง โดยรอบจะมีการสลักชื่อผู้ที่เสียชีวิตทั้งหมดจากเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมทั้งยังมีการสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงประวัติเกี่ยวกับการก่อสร้างและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 11 กันยายน 2001

 

หากคุณมีโอกาสได้ไปยืนบริเวณโดยรอบของบ่อน้ำขนาดใหญ่ทั้ง 2 บ่อที่ถูกสร้างบริเวณตัวโครงสร้างตึกทั้ง 2 ตึก คุณจะเห็นต้นไม้ขนาดใหญ่โดยรอบบ่อน้ำทั้ง 2 บ่อ ที่ผมสอบถามกับเจ้าหน้าที่ได้รับคำตอบว่า ต้นไม้โดยรอบถูกปลูกเพื่อบอกเขตระยะของตึกโดยรอบ ขณะที่บ่อน้ำคือบริเวณตัวตึกเดิมที่ถูกถล่มลงมาจากเหตุการณ์ครั้งนั้น

911 1

911 2

911 3

911 4

911 5

ในบริเวณทางตอนล่างของแมนฮันตันยังถือว่าเป็นจุดเชื่อมระหว่างแมนฮัตตันกับฝั่งบรูคลิน เพราะเป็นจุดที่มีสะพานสำคัญที่สร้างเชื่อมระหว่าง 2 ฝั่ง นั้นคือ Manhattan Bridge และ Brooklyn Bridge ผมอยากจะแนะนำสำหรับใครที่มีเวลามากพอลองใช้เวลาไปเดินข้ามสะพานบรูคลินครับ

 

สะพานบรูคลิน ถือได้ว่าเป็นสะพานที่มีชื่อที่สุดในนิวยอร์ก และเป็นสะพานแขวนที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกา ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1883 มีความยาวทั้งสิ้น 1,825 เมตร ตลอดทางเดินบนสะพานจะมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่มาเดินข้ามสะพานแห่งนี้ ในขณะที่จำนวนอีกไม่น้อยที่ปั่นจักรยานข้ามสะพานแห่งนี้เช่นเดียวกัน

 

ใช้เวลา 30-45 นาทีบนสะพานบนระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตรก็จะข้ามแม่น้ำอีสต์ไปฝั่งบรูคลิน โดยตลอดทางสามารถหยุดถ่ายรูปความคลาสสิคของสะพานแห่งนี้ได้โดยตลอด นอกจากนี้เรายังสามารถเห็นผู้คนจำนวนไม่น้อยที่นำกุญแจที่เขียนชื่อตัวเองมาล็อคแขวนไว้บนสะพานเป็นจำนวนมาก กลายเป็นจุดที่ผู้คนจำนวนมาถ่ายรูปบนสะพานแห่งนี้

 

และเมื่อเดินข้ามจากฝั่งแมนฮัตตันไปยังบรูคลินทางด้านล่างฝั่งบรูคลินถือว่าเป็นอีกจุดยอดนิยมสำหรับการมาถ่ายภาพมหานครนิวยอร์กในมุมกว้างอีกมุมเลยทีเดียว

 

ในตอนหน้าผมจะมาเล่าถึงหลายสถานที่ที่ตั้งอยู่นอกเกาะแมนฮัตตัน ซึ่งหนึ่งในนั้นถือว่าเป็นจุดสำคัญที่สุดของมหานครนิวยอร์กแห่งนี้ นั้นคือ Statue of liberty หรือที่เรารู้จักอย่างเป็นทางการในชื่อ อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ

 

โปรดติดตามตอนต่อไปได้เร็วๆนี้ครับ…..

หนาวนี้ต้องลองไป “เชียงราย” “เส้นทางจากภูชี้ฟ้า สู่ดอยผาตั้ง ถึงภูชี้ดาว”

ภูชี้ดาว

ภูชี้ดาว

หลังจากกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศแจ้งว่าประเทศไทยเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ ผมเริ่มคิดถึงแผนการเดินทางเพื่อไปเยือนอากาศหนาวตามประกาศนั้น ก่อนจะได้ข้อสรุปกับการใช้ช่วง 4 วัน 3 คืนในรอบนี้ที่จังหวัดเชียงราย เมืองที่เต็มไปด้วยเรื่องราว ศิลปะ ธรรมชาติ และวิถีของชาวบ้าน

 

หากเราจะปักหมุดเดินทางโดยเริ่มต้นที่เมืองเชียงรายแบบผม ในช่วงวันแรกของการเดินทางที่มุ่งตรงมาจากกรุงเทพฯเพื่อไม่ให้เหนื่อยกับการเดินทางมากนัก ผมจึงเลือกใช้วันแรกของการเดินทางในตัวเมือง ก่อนที่จะไปยังเป้าหมายหลักของการเดินทางในครั้งนี้ในวันรุ่งขึ้น

 

ผมว่าจริงๆ แล้วเชียงรายอย่างที่หลายคนรู้จักครับ สถานที่ท่องเที่ยวมีค่อนข้างหลากหลาย และหลายสถานที่เป็นที่ที่เรารู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น วัดร่องขุ่น หรือวัดขาว ผลงานอันเลื่องชื่อของจิตรกรคนสำคัญของประเทศไทย อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ หรือ จะเป็นบ้านดำ ของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี

 

นอกเหนือจากชิ้นงานทางศิลปะที่ทุกคนคงเข้าถึงความงดงามแล้ว ทางด้านความศรัทธาทางพระพุทธศาสนา วัดวาอารามสำคัญหลายๆ แห่งก็ถือว่าเป็นเป้าหมายของนักเดินทางที่เดินทางมาที่เชียงรายแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็น วัดพระแก้ว วัดที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต, วัดพระสิงห์, วัดแสงแก้วโพธิญาณ, หรือจะเป็นวัดห้วยปลากั้ง เป็นต้น

 

สถานที่ทั้งหมดที่ผมพูดถึงอาจจะเป็นสถานที่ที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนเชียงราย แต่เป้าหมายจริงๆของผมสำหรับการเดินทางมาในครั้งนี้ คือ ยอดเขาสูง ภูสูงชัน ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงรายออกไปประมาณ 100 กิโลเมตร

 

ออกจากตัวเมืองเชียงราย บนเส้นทางผ่านสนามบินนานาชาติแม่ฟ้าหลวงมุ่งหน้าไปยัง อ.เทิง ก่อนจะเลี้ยวขึ้นด้านภูเขาผ่านโค้งนับร้อย เลาะเลียบขอบเขาหลายลูกเพื่อขึ้นไปยังที่พักในหมู่บ้านร่มฟ้าทอง โดยใช้เวลาประมาณ 1:30 – 2 ชั่วโมงแล้วแต่ความชำนาญและปริมาณนักท่องเที่ยว โดยที่พักสำหรับคืนนี้ผมเลือกที่จะพักที่โฮมสเตย์เล็กๆ ชื่อ ม่านฟ้าฮิลล์ ที่มีห้องพักเพียง 8 ห้อง ราคาสำหรับการเข้าพักจะคิดรวมอาหารมื้อเย็นและอาหารมื้อเช้าไปด้วย ต้องขอบอกครับว่าที่นี่เจ้าของใจดีมากครับ

ม่านฟ้าฮิลล์ 1

ม่านฟ้าฮิลล์

2 ภู กับอีก 1 ดอย เป็นเป้าหมายหลักของการเดินทางมายังเชียงรายในครั้งนี้ของผมอยู่ห่างออกไปไม่ไกลจากที่พัก ผมวางแผนที่จะขึ้นภูทั้ง 2 ภูเพื่อชมพระอาทิตย์ในช่วงเวลาที่ต่างกัน ทั้งพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า และพระอาทิตย์ตกในช่วงเย็น และใช้เวลาในระหว่างวันกับการเดินขึ้นดอยเพื่อสัมผัสอีกบรรยากาศของการเดินทาง

 

“ภูชี้ฟ้า” คือยอดภูที่ผมเลือกเดินทางขึ้นเพื่อไปชมพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า นักท่องเที่ยวมากมายเดินทางขึ้นมาเพื่อชมปรากฎการณ์ทะเลหมอกบนภูสูงแห่งนี้ จากที่พักผมเลือกที่จะใช้บริการของรถในพื้นที่ให้มารับที่ที่พักที่จะมารับเวลาตี 5:20 เพื่อขึ้นไปยังจุดจอดรถก่อนจะต้องเดินเท้าขึ้นไปอีกประมาณ 400 เมตร ค่ารถจากที่พักเพื่อขึ้นในยังจุดจอดรถคิดค่ารถคนละ 60 บาท

 

ปัจจุบันการขึ้นไปยังยอดภูชี้ฟ้าสามารถขึ้นได้จาก 2 เส้นทาง ด้านหนึ่งคือฝั่งด้านที่ทำการวนอุทยาน ซึ่งถือว่าเป็นเส้นทางดั้งเดิม จากจุดจอดรถจะต้องเดินเท้าขึ้นไปอีกประมาณ 700 เมตร แต่เส้นทางจะไม่ชันเท่าอีกทางที่เพิ่งเปิดให้ขึ้นคือฝั่ง หน่วยจัดการต้นน้ำ ซึ่งจะเดินเท้าจากจุดจอดรถเพียง 400 เมตรแต่เส้นทางค่อนข้างลาดชัน

 

ฝั่งที่ขึ้นจากที่ทำการวนอุทยานเมื่อขึ้นไปถึงยังด้านบนภูชี้ฟ้าจะไปทางด้านหน้า ด้านหน้าผารูปสิงโตสัญลักษณ์สำคัญของภูชี้ฟ้าแห่งนี้ แต่เส้นทางจากหน่วยจัดการต้นน้ำจะขึ้นไปยังด้านท้ายของภู ซึ่งจะมีลักษณะเป็นลานที่กว้างกว่า โดยมีจุดให้นักท่องเที่ยวเลือกที่จะนั่งพักรอการขึ้นประกายแสงของพระอาทิตย์ค่อนข้างกว้าง แต่ในด้านท้ายเป็นคล้ายช่องลมซึ่งต้องบอกเลยครับว่าลมด้านบนโดยเฉพาะด้านท้ายของภูชี้ฟ้าแรงมากเลยทีเดียว

 

ไกด์เด็กในพื้นที่ที่จะรอรับนักท่องเที่ยวที่สนใจให้เดินขึ้นไปด้วยจะมารอรับนักท่องเที่ยวตั้งแต่บริเวณจุดจอดรถ ผมเลือกที่จะใช้บริการไกด์เด็กครับ เพื่อที่จะได้สอบถามข้อมูลต่างๆ รวมทั้งขอคำแนะนำจุดตั้งกล้องในการเฝ้ารอการปรากฎแสงของพระอาทิตย์

 

ไม่นานนักพระอาทิตย์เริ่มทอแสงขึ้น จากความมืดสนิทในช่วงแรก แสงสีเหลือง ส้ม ทอง เริ่มทวีความเข้มข้นขึ้น เบื้องหน้าภูเขาลูกน้อยใหญ่ในฝั่งประเทศลาว ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกขาวโพลนโดยทั่ว เสียงกดชัตเตอร์กล้อง รวมถึงโทรศัพท์มือถือเริ่มดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

นักท่องเที่ยวหลายคนเริ่มหาจุด หามุมส่วนตัวเพื่อเก็บภาพความประทับใจเหล่านั้น และคงหลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับมุมสำคัญที่นักท่องเที่ยวอาจจะต้องต่อแถวเข้าคิวเพื่อถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกอย่างบนหน้าผาที่รูปลักษณะคล้ายหัวสิงโต กำลังมองเชิดหน้าไปอีกด้านหนึ่งของภูเขา

ภูชี้ฟ้า 1

ภูชี้ฟ้า 2

ภูชี้ฟ้า 3

ภูชี้ฟ้า 4

ภูชี้ฟ้า 5

ภูชี้ฟ้า 6

หลังจากพระอาทิตย์ขึ้นส่องแสงไปทั่วฟ้านักท่องเที่ยวต่างทยอยลงตามเส้นทางที่ตัวเองเดินทางขึ้น ทางลงดูง่ายกว่าทางขึ้นในตอนแรก สีเขียวของต้นไม้น้อยใหญ่ ต้นหญ้ารวมถึงดอกไม้หลายสีที่เริ่มออกดอกตลอดเส้นทาง ไกด์เด็กที่นำผมขึ้นไปด้านบนก็เดินกลับมาส่งผมในจุดเริ่มต้น โดยนักท่องเที่ยวสามารถให้ค่าน้ำใจสำหรับการบริการ การให้ข้อมูลเท่าไหร่ก็ได้ขึ้นอยู่กับแต่ละคน ในช่วงสายของวันเดียวกันผมอยากจะแนะนำให้ไปลองขึ้นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของการเดินทางมายังภูชี้ฟ้า

 

สัญลักษณ์ที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 25 กิโลเมตร จากฝั่งหน่วยจัดการต้นน้ำ โดยระยะทางจากฝั่งหน่วยจัดการต้นน้ำกับฝั่งวนอุทยานห่างกันประมาณ 6 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงจากที่พักของผม ก็จะเดินทางมาถึงจุดจอดรถทางขึ้นเส้นทางสำหรับขึ้นไปยัง ดอยผาตั้ง โดยจะมีร้านขายของ ผลไม้ สินค้าของชาวบ้านขายอยู่ด้านล่าง

 

การเดินทางขึ้นไปยังดอยผาตั้งเพื่อไปชมยังจุดสำคัญๆ ที่มีด้วยกันอยู่หลายที่ ผมเลือกที่จะใช้บริการของไกด์เด็กๆ ในพื้นที่อีกครั้ง เพราะนอกจากจะเป็นรายได้ที่น้องๆ จะได้รับเพื่อเป็นทุนการศึกษาแล้วนักท่องเที่ยวก็จะได้รับข้อมูล ได้ใช้เวลาในการเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะอย่างที่บอกครับมีหลายจุดที่ค่อนข้างน่าสนใจกับการเดินขึ้นมาบนดอยผาตั้งแห่งนี้

ดอยผาตั้ง 1

จุดแรกของการเดินขึ้นดอยผาตั้ง จะเป็นลักษณะประตูสีแดงที่นักท่องเที่ยวจะเดินผ่านเข้าไป มีความเป็นสัญลักษณ์รวมถึงภาษาจีนอยู่ไม่น้อย เพราะคนพื้นที่บริเวณนี้ส่วนใหญ่เป็นคนจีนฮ่อ สามารถพูดได้ทั้งภาษาไทย และภาษาจีน ซึ่งนั้นหมายถึงทั้งจีนเฉพาะพื้นที่และจีนกลางครับ

 

จุดแรกที่ไกด์เด็กของผมพาเดินไปชม นั้นคือ ผ่าบ่องประตูรักแห่งขุนเขา ลักษณะเป็นเหมือนช่องระหว่างเขา โดยครั้งหนึ่งจุดนี้จะทำเป็นเพียงประตูกั้นเล็กๆ ซึ่งเป็นการแบ่งเส้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศลาว แต่ปัจจุบันได้มีการตกลงเพื่อเปิดประตูนั้น และสร้างเป็นจุดชมวิวจากฝั่งไทยเข้าไปยังฝั่งลาว โดยจะมีสัญลักษณ์รูปหัวใจอยู่ที่ลานด้านล่าง ที่น่าสนใจตรงบริเวณนั้นนั้นคือ ที่ขั้นบันไดขั้นสุดท้ายเมื่อก้าวลงไปนั้นแปลว่านักท่องเที่ยวได้ข้ามจากดินแดนของประเทศไทยไปอยู่ยังดินแดนของประเทศลาว

 

เมื่อเดินย้อนกลับมาด้านบนเพื่อไปยังจุดต่อไป เราจะผ่านลานที่จะพบกับกลุ่มชาวบ้านที่จะมาพร้อมกับม้า ซึ่งหากใครอยากจะขี่ม้าเพื่อขึ้นไปยังเขาด้านบนก็สามารถทำได้ โดยค่าบริการจะอยู่ที่คนละ 120 บาท เส้นทางไปยังจุดไกลสุดห่างออกไปประมาณ 950 เมตร แต่สำหรับผมผมว่าค่อนข้างอันตรายเลยทีเดียวครับ ผมจึงเลือกที่จะเดินเท้าขึ้นไปด้านบน

 

จุดที่ 2 ที่ไกด์พาผมขึ้นมาดู ลักษณะเป็นเหมือนเก๋งจีนขนาดไม่ใหญ่นัก เป็นศาลาอนุสรณ์นายพลหลี ผู้นำที่สามารถยึดคืนพื้นที่นี้กลับมาสู่ประเทศไทยได้ในช่วงของการต่อสู้ในอดีตจึงได้มีการสร้างศาลาแห่งนี้เพื่อให้เกียรตินายพลท่านนี้ ไม่ไกลนักจากศาลานายพลหลีจะมีลานที่มีพระพุทธรูปเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สักการะ โดยด้านข้างพระพุทธรูปจะมีระฆังว่ากันว่าใครอยากจะโด่งจะดังต้องมาตีระฆังนี้เลยครับ

ดอยผาตั้ง 2

ดอยผาตั้ง 3

ดอยผาตั้ง 4

ดอยผาตั้ง 5.jpeg

ดอยผาตั้ง 6.jpeg

ดอยผาตั้ง เนิน 102 1.jpeg

ดอยผาตั้ง เนิน 102 2.jpeg

ดอยผาตั้ง เนิน 103 1.jpeg

ดอยผาตั้ง เนิน 103 2.jpeg

ดอยผาตั้ง เนิน 103 3.jpeg

หลังจากหยุดพักไม่นานผมเดินขึ้นต่อไปยังด้านบน จุดที่น่าสนในอีกจุดนั้นก็คือ ช่องผาขาด น้องไกด์เล่าให้ฟังว่าเดิมบริเวณดังกล่าวเป็นหน้าผาที่ยาวติดกันตลอด แต่เมื่อเกิดการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกทำให้หน้าผาดังกล่าวแยกตัวออกจากกัน จึงเรียกช่องผานั้นว่า ช่องผาขาด จากจุดนั้นวิวด้านเบื้องหน้าถือว่าสวยมากทีเดียวครับ ธรรมชาติ ภูเขา ต้นไม้ แม่น้ำ ทางด้านฝั่งลาวดูยังคงความสมบูรณ์เลยทีเดียวครับ

 

เดินต่อจากช่องผาขาดจะเป็นเส้นทางขึ้นไปยังยอดผาตั้ง โดย 2 จุดไฮไลท์ของดอยผาตั้งนั้นคือ เนิน 102 และเนิน 103 ระยะทางประมาณ 450 เมตรจากจุดเริ่มต้นจะไปถึงเนิน 102 ซึ่งเป็นลานกว้างด้านบนทำให้เราสามารถเห็นมุมต่างๆได้อย่าง 360 องศา นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่หยุดพักถ่ายรูปในบริเวณนี้ ใครที่ขี่ม้าขึ้นม้าอาจจะมีการถ่ายรูปบนหลังม้าจากมุมสูง ซึ่งสวยงามทีเดียวครับ และจากจุดนี้นักท่องเที่ยวส่วนมากก็จะตัดสินใจเดินกลับไปยังด้านล่างเพราะเนิน 103 ที่สูงกว่าจะต้องเดินต่อไปอีกประมาณ 500 เมตรเพื่อขึ้นไปยังยอดดอยของภูเขาอีกลูก

 

ผมแนะนำแบบนี้ครับ ถ้าใครไม่ไหวจริงๆ จุดชมวิวบนเนิน 102 ก็ถือว่าสวยมากครับ แต่หากยังมีเรี่ยวแรงอยู่ผมอยากจะแนะนำให้เดินต่อขึ้นไปยังเนิน 103 ครับ ใช้เวลาเดินต่อไปอีกไม่นาน บรรยากาศ มุมมองแม้ว่าจะไม่แตกต่างกันมาก แต่ผมเชื่อว่าจากจุดนั้นสวยงามมากเลยทีเดียวครับ ผมใช้เวลาค่อนข้างนานกับการหยุดถ่ายรูปกับเนินทั้ง 2 แห่ง

 

จุดตัดระหว่างประเทศไทยกับประเทศลาว โดยการแบ่งกั้นจากธรรมชาติดูลงตัวไม่น้อย ต้นไม้ ใบหญ้า แม่น้ำ ท้องฟ้า แสงอาทิตย์ดูประสานกันอย่างลงตัวในช่วงที่อากาศเริ่มเย็นลง จากดอยผาตั้งซึ่งถือว่าเป็นจุดไฮไลท์สำคัญอีกจุดหนึ่งสำหรับการเดินทางมาเยือนภูชี้ฟ้าในครั้งนี้ ผมยังมีอีกไฮไลท์หนึ่งที่ซึ่งเพิ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปเยี่ยมชมไม่นานนั้นก็คือ “ภูชี้ดาว”

 

จริงๆแล้วภูชี้ดาว เป็นที่ท่องเที่ยวใหม่ที่เพิ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปเยี่ยมชมในช่วงปีที่ผ่านมา ปีนี้จึงเป็นเพียงปีที่ 2 ของเส้นทางขึ้นไปยังภูชี้ดาว และในปีนี้วันที่ 1 ธันวาคม จะมีการเปิดเส้นทางใหม่เพื่อขึ้นไปยังอีกหนึ่งจุดชมวิวที่ชื่อว่า “ภูชี้เดือน” ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันของทั้ง 2 จุด

 

การขึ้นภูชี้ดาว จากดอยผาตั้งให้ย้อนกลับไปยังเส้นทางเดิมที่มุ่งหน้าไปยังภูชี้ฟ้า โดยภูชี้ดาวจะอยู่บนเส้นทางระหว่างภูชี้ฟ้าและดอยผาตั้ง ห่างจากหน่วยจัดการต้นน้ำประมาณ 5 กิโลเมตร โดยนักท่องเที่ยวจะต้องไปจอดรถบริเวณด้านล่าง เพื่อต่อรถของชาวบ้านขึ้นไปยังจุดจอดรถด้านบนที่ต้องขึ้นไปประมาณ 3 กิโลเมตรด้วยเส้นทางที่ค่อนข้างชันมาก

 

ค่าบริการของรถที่จะขึ้นไปยังจุดจอดรถจะอยู่ที่คนละ 100 บาท หรือราคาเหมาในราคาคันละ 500 บาท ใช้เวลากับระยะทาง 3 กิโลเมตรประมาณ 10 นาทีซึ่งผมว่าค่อนข้างอันตรายมากถ้าหากจะขับรถขึ้นมาเอง และจริงๆ แล้วเส้นทางนี้ก็ให้ขึ้นเฉพาะรถของชาวบ้านที่มีความชำนาญเส้นทางเท่านั้น

 

ทางชันขึ้นเรื่อยๆ จากจุดเริ่มต้นของการขึ้นรถ ตัดผ่านเข้ามายังเส้นทางที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่ ถนนที่ลัดเลาะไปตามล่องของป่าที่ดูสมบูรณ์อย่างมาก ตลอดเส้นทางนักท่องเที่ยวจะต้องระวังกิ่งไม้ที่อาจจะมาเกี่ยวหัวได้ ประมาณ 10 นาทีก็มาถึงยังจุดจอดรถ ซึ่งจะมีร้านเล็กๆ ของชาวบ้านที่เตรียมไว้ขายน้ำ ขายของกินง่ายๆ ให้กับนักท่องเที่ยว

 

จากจุดจอดรถเราจะมองเห็นยอดเขาด้านบนจุดหมายปลายทางของภูชี้ดาวที่เราจะเดินเท้าขึ้นไป โดยระหว่างทางจากจุดเริ่มต้นจนถึงด้านบนประมาณ 700 เมตร เส้นทางก็ถือว่าช่วงแรกจะค่อนข้างชันเลยทีเดียวครับกับช่วงแรกประมาณ 400 เมตร ก่อนที่จะเป็นทางลาดไม่ชันมากเมื่อเดินขึ้นไปถึงยังสันเขาด้านบน

 

ประมาณ 15-20 นาทีกับการเดินฝ่าความชันของเส้นทาง แม้ว่าจะเหนื่อย จะเมื่อย จะหิวน้ำ แต่ภาพเบื้องหน้าที่ค่อยๆชัดขึ้นทำให้ขาผมที่เหมือนจะหมดแรงก็มีแรงขึ้นมาอีกครั้ง เป็นภาพที่เหมือนงานศิลปะที่ถูกสร้างสรรค์ไว้อย่างลงตัวกับวิวและบรรยากาศที่ได้เห็นเบื้องหน้า

 

มุมมองแบบ 360 องศาไม่มีอะไรมาบังตา สีสันที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้น ต้นไม้ ภูเขา ท้องฟ้า ลงตัวอย่างที่ต้องเรียกว่าสมบูรณ์แบบ มีจุดพักเก้าอี้ไม้ยาวให้นั่งพักได้ด้านบนสันเขา โดยช่วงสุดท้ายของการเดินบนสันเขาไปสู่ยอดภูชี้ดาวจะมีราวไม้ให้จับตลอดเส้นทาง

ภูชี้ดาว 1

ภูชี้ดาว 2

ภูชี้ดาว 3

ภูชี้ดาว 4

ภูชี้ดาว 5

ภูชี้ดาว 6

ภูชี้ดาว 7

ด้านบนจุดสูงสุดของภูชี้ดาว เบื้องหน้าคือ ภูชี้ฟ้า ในช่วงเวลาที่ผมเดินขึ้นไปด้านบนใกล้เวลาพระอาทิตย์ตกทำให้บรรยากาศในตอนนั้นยิ่งทำให้ภาพที่อยู่เบื้องหน้าผมสวยขึ้นอีกมาก ผมพัดเย็นๆ ปะทะหน้า กับแสงอาทิตย์สีทองผมเชื่อว่าคงเป็นบรรยากาศที่ใครๆ ก็อยากขึ้นไปสัมผัส

 

ต้องเรียกว่าอยากจะหยุดหายใจกับภาพและบรรยากาศที่อยู่เบื้องหน้า เบื้องหลัง รอบๆตัวผมจากบนนั้น ผมใช้เวลาค่อนข้างนานกับการจ้องมองพระอาทิตย์ที่ค่อยๆ เเคลื่อนตัวลงลับขอบฟ้าทางด้านหลังภูชี้ฟ้าที่อยู่ด้านหน้า ก่อนที่จะแสงพระอาทิตย์จะหมดลงในวันนั้น ผมเดินลงมาด้านล่างจุดจอดรถก่อนจะนั่งรถกระบะลงไปด้านล่างอีกที

 

2 ภู “ภูชี้ดาว-ภูชี้ฟ้า” กับอีก 1 ดอย “ดอยผาตั้ง” หากคุณคือนักเดินทางเดินทาง ผมว่าที่นี่ควรจะเป็นหนึ่งในเป้าหมายของการเดินทางของคุณครับ เมืองไทยยังมีสถานที่อีกมากมายที่รอให้ผมและคุณไปสัมผัส ความสุขกับการได้อ่านไม่เท่ากับการได้เห็นกับตา ลองหาเวลาแล้วออกเดินทางเพื่อไปเห็นครับ

ภูชี้ดาว 8

ภูชี้ดาว 9

ภูชี้ดาว 10

ภูชี้ดาว 11

ภูชี้ดาว 12.jpeg

ภูชี้ดาว 13.jpeg

ภูชี้ดาว 14.jpeg

“นิวยอร์ก” ไปคนเดียวก็เที่ยวได้…. (4)

001-Em-1

หากคุณว่าเซ็นทรัลพาร์คคือหนึ่งในสัญลักษณ์ของนิวยอร์ก ตอนนี้อาจจะทำให้คุณอีกหลายสัญลักษณ์ที่กลายเป็นตัวแทนของมหานครนี้ ที่ทำให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกอยากที่จะมาเยือนมาสัมผัสซักครั้งหนึ่ง

 

ผมเริ่มในจุดที่ต่อเชื่อมจากเซ็นทรัลพาร์คทางตอนล่างฝั่งตะวันออก อาคารกระจกขนาดใหญ่ที่คุณจะเห็นนักท่องเที่ยวต่อแถวยาวด้านหน้าตึก ก่อนจะเรียงคิวเดินแถวลงไปด้านล่างนั้นคือที่ตั้งของร้าน Apple store สาขาใหญ่ที่สุดสาขาหนึ่งในนิวยอร์ก

 

หากเดินต่อมาทางด้านล่างไล่ลองมาบนถนน 5th Ave. เรื่อยๆ จะเจอกับหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่หลายคนต่างอยากจะมีซักครั้งเมื่อมาถึงนิวยอร์กนั้นคือ “The Museum of Modern Art” หรือ MOMA แหล่งรวบรวมศิลปะร่วมสมัย และศิลปะสมัยใหม่มากมาย

002-MOMA-1

ภายในเต็มไปด้วยผลงานศิลปะร่วมสมัยจากศิลปะดัง โดยหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของจิตกรที่เราอาจจะคุ้นชื่อ นั้นคือ “Vincent Van Gogh” หรือ แวนโก๊ะ ซึ่งภาพเขียนที่ดูเหมือนว่าหลายๆ คนอยากจะมาเห็นก็คือ Starry Night

 

หลายคนที่มาชมงานศิลปะ ภาพเขียน ภาพวาด ภาพถ่าย งานจิตกรรม ก็อาจจะเป็นอย่างผมที่ดูเหมือนจะเข้าไม่ถึงจิตวิญญาณของงานชิ้นนั้นเท่าไหร่ แต่ก็ชื่มชอบ ชื่นชมที่จะมาดูมาชมงานศิลปะนี้อยู่ตลอด ผมมักจะใช้คติที่ว่างานศิลปะเราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปเข้าถึง เข้าใจ มันมากหรอก ถ้าชอบนั้นแปลว่าชอบละครับ

003-MOMA-2

004-MOMA-3

005-MOMA-4

การจัดการแสดงแบ่งออกเป็นสัดเป็นส่วนแบ่งแยกห้องออกตามช่วงเวลา และผลงานของศิลปิน มีแผนที่บอกเลขห้องอย่างชัดเจนจึงไม่ยากสำหรับคนที่อยากจะพุ่งเป้าไปที่ห้องใดห้องหนึ่งเลย ด้านล่างเป็นห้องโถงขนาดใหญ่พร้อมทั้งมีสวนขนาดย่อมๆ อยู่ด้านนอกตึกแสดงผลงานศิลปะ หลายคนหลบไปนั่งพัก รับแดด รับลม บ้างก็นั่งมองงานศิลปะ บ้างก็นั่งสร้างสรรค์งานศิลปะของตัวเอง

 

มีเคล็ดลับเล็กน้อยกับการเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ในนิวยอร์กครับ นอกเหนือจากที่ผมเคยบอกว่าเราอาจจะไม่ต้องจ่ายราคาค่าตั๋วตามราคาแนะนำแล้ว หลายพิพิธภัณฑ์ยังมีการประกาศเพื่อให้เข้าชมฟรีในเวลาจำกัดซึ่งเราต้องศึกษาก่อนล่วงหน้า เช่น MOMA มีให้เข้าชมฟรีในทุกวันศุกร์ 16:00-20:00 น. หรือจะเป็น 9/11 Memorial & Museum ที่จะให้เข้าชมฟรีทุกวันอังคาร 17:00-20:00 น. แต่ส่วนใหญ่จะต้องไปต่อแถวเข้าคิวล่วงหน้าเพื่อรับสิทธิด้วย

 

ออกจากพิพิธภัณฑ์ MOMA เดินต่อมาบนถนน 5th Ave. จะมาถึงโบสถ์ขนาดไม่ใหญ่มากที่อยู่กลางเมือง ภายในถือว่าได้มีการตกแต่งอย่างสวยงาม “Saint Patrick’s Cathedral” เป็นโบสถ์ที่ทำจากหินอ่อน ตามสไตล์โกธิก มีความคล้ายคลึงกับโบสถ์ในประเทศอังกฤษ

 

ใกล้ๆ กับโบสถ์เซ็นต์แพทริก จะเป็นย่านที่เรียกว่า Rockefeller Center ซึ่งเป็นกลุ่มตึกขนาดใหญ่หลายตึกมีบริษัทจำนวนมากมีออฟฟิศอยู่ที่นี่ นอกจากนี้บนตึกร็อคกี้ยังเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปชมมุมสวยๆ ของมหานครนิวยอร์กจากด้านบนได้ด้วยเรียกชั้นดาดฟ้าของที่นี่ว่า Top of The Rock

 

ด้านล่างของกลุ่มตึกร็อคกี้ในช่วงฤดูร้อนจะเป็นลานกว้างที่มีการเปิดพื้นที่ให้มีการขายอาหาร ของกิน รวมถึงกิจกรรมที่มีการจัดกันอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ในช่วงฤดูหนาวจะแปลสภาพเปลี่ยนไปเป็นลานสเก็ตน้ำแข็งใหญ่กลางใจเมืองที่ถูกตกแต่งประดับด้วยบรรยากาศคริสต์มาสซึ่งถือว่าเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวไม่น่าพลาดที่จะมาชม

006-Time-1

จากร็อคกี้เฟลเลอร์เซ็นเตอร์หากเดินเรื่อยมาจนถึงถนนสาย 7th Ave. จะเป็นจุดหรือสัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุดของมหานครแห่งนี้ นั้นคือ Times Square ผู้คนจำนวนมากมายทั่วโลกต่างเดินทางมาเพื่อจุดหมายปลายทางได้มายืน ได้มามองไฟ ได้มาเดินสวนผู้คนบนย่านนี้

 

ฉากที่เราเห็นในภาพยนตร์หลายเรื่องใช้จุดเด่นของไทม์สแควร์เป็นฉาก เสน่ห์ของย่านนี้ไม่ได้มีแค่ช่วงเวลาค่ำคืนที่มีการเปิดไฟจากร้านค้ามากมาย แต่ในช่วงกลางวันที่นี่ก็มีเส่นห์ไม่น้อย ถ้ามีโอกาสผมจึงอยากจะขอแนะนำให้ลองมาเยือนที่นี่ทั้งในช่วงเวลากลางวันและช่วงค่ำคืน

 

สีสันของไทม์สแควร์มีมากมายหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นตัวการ์ตูนจำนวนมากมายที่จะมาเดินสวนไปสวนมาให้เราได้ถ่ายรูปแลกกับทิปน้ำใจทั่วย่านนี้ หรือจะเป็นการแสดงมากมายหลากหลายอย่าง ที่เราเรียกว่า “Street Performer” หรือนักแสดงข้างทาง

007-Time-2

008-Time-3

การแสดงมายากล เล่นดนตรี แต่งตัวตามตัวละคร ฯลฯ มีให้เห็นกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ ร้านค้าของฝากมากมายอยู่ทั่วบริเวณเช่นเดียวกัน ทั้งร้านขายของเล่น ร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร ฯลฯ ความครึกครื้นของย่านนี้จึงไม่ได้มีแค่ช่วงเวลาค่ำคืนที่มีการเปิดไฟตามแผงโฆษณาช่วงค่ำคืนเท่านั้น

 

นอกจากนี้ในย่านไทม์สแควร์ ยังเป็นย่านที่รวบรวมการแสดงที่เรารู้จักกันในชื่อของการแสดงละครบอรอเวย์ ละครเวทีมากมายหลายเรื่องมีการแสดงโชว์ตามโรงละครทั่วบริเวณนี้ การหาตั๋วเข้าชมก็สามารถซื้อได้ในบริเวณนี้เช่นเดียวกัน หากไปช่วงก่อนจะเริ่มแสดงในบางเรื่องที่ตั๋วยังจำหน่ายไม่หมดอาจจะมีการเอามาลดราคาอย่างมากเลยทีเดียว

 

โดยหากนักท่องเที่ยวสนใจที่จะชมละครเวที การหาซื้อตั๋วในราคาถูกอาจจะหาได้จากบริเวณ TKTS หรือที่ขายตั๋วที่จะตั้งอยู่ด้านล่างชองอัฒจันทร์สีแดงที่เป็นที่นั่งที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากมานั่งชื่นชมเสน่ห์ของไทม์สแควร์แห่งนี้ และหากถ้าเดินจนเมื่อยและอยากนั่งพัพลองไปเยี่ยมชมนิวยอร์กในมุมสูงได้โดยผมแนะนำที่ The view ซึ่งเป็นร้านอาหารบนโรงแรม Marriott Marquis ซึ่งจะตั้งอยู่บนชั้น 48 ของโรงแรม โดยด้านบนจะเป็นร้านอาหารแบบหมุนรอบ 360 องศา หากมีเวลาที่นี่ก็ถือว่าน่าสนใจที่จะไปลองนั่งชมบรรยากาศนิวยอร์กครับ

009-Time-4

010-Time-6

011-Time-5

ไม่ห่างนักจากไทม์แสควร์จะมีสวนสาธารณะอีกแห่งหนึ่งจากใจกลางมหานครนิวยอร์กที่เราจะเห็นผู้คนมากมายมานั่งตากแดด รับแสงพระอาทิตย์ในช่วงเวลากลางวัน ซึ่งสำหรับคนไทยแล้วอาจจะไม่ค่อยคุ้นกับกิจกรรมแบบนี้ โดยในช่วงฤดูหนาวที่นี่จะเป็นอีกแห่งที่กลายเป็นลานสเก็ตน้ำแข็งขนาดใหญ่กลางสวนกลางใหญ่กลางนิวยอร์ก นั้นคือ “Bryant Park”

 

บริเวณตอนกลางแมนฮัตตันนี้ยังเป็นจุดศูนย์กลางของระบบขนส่งมวลชน โดยห่างไปจากไทม์สแควร์ไปทางทิศตะวันตกจะเป็นที่ตั้งของสถานีรถบัสขนาดใหญ่ “42st Port Authority Bus Terminal” ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของรถบัสที่จะเดินทางออกไปยังหลายๆที่ในสหรัฐฯที่ออกจากนิวยอร์ก

 

ขณะที่หากเราเดินไปทางด้านตะวันออกของไทม์สแควร์จะเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “Grand Central Terminal” ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของการเดินทางด้วยรถไฟจากนิวยอร์กไปยังเมืองต่างๆในสหรัฐอเมริกา

 

ในสถานี Grand Terminal แห่งนี้ เป็นสถานีรถไฟที่ถือว่ามีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในเรื่องของสถาปัตยกรรมที่ตกแต่งทั้งภายนอกและภายใน โดยสถานีรถไฟแห่งนี้มาอายุการใช้งานมามากกว่า 100 ปี เป็นสถานีรถไฟที่ใหญ่ที่สุดที่หนึ่งในสหรัฐอเมริกา สามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึงวันละมากกว่า 200,000 คน

 

ภายในสถานีสถาปัตยกรรมที่ถูกตกแต่งอย่างสวยงาม นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่เดินทางไปที่นี่เพื่อเงยหน้าดูด้านบนที่เป็นรูปปั้นเทพ 3 องค์ คือ เฮอร์คิวลิส, เมอร์คิวรี่, และไมเนอร์ ถึงถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของสถานีรถไฟแห่งนี้ นอกจากนี้บริเวณกลางห้องโถงใหญ่จะมีนาฬิกาเรือนใหญ่ซึ่งเป็นนาฬิกาเก่าแก่ของสถานีกลายเป็นจุดนัดพบและจุดถ่ายรูปอีกจุดในสถานีรถไฟแห่งนี้

012-Em-2

สำหรับจุดไฮไลต์ของสถานที่ในช่วงตอนกลางแมนฮัตตัน น่าจะเป็นที่นี่เลยครับ “Empire State Building” ครั้งหนึ่งตึกแห่งนี้เคยได้ขึ้นชื่อว่าเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลก ด้วยความสูง 443 เมตร โดยใช้เวลาในการก่อสร้างเพียง 1 ปีกับอีก 45 วันเท่านั้น ปัจจุบันถือว่าตึกเอ็มไพร์สเตทแห่งนี้เป็นตึกที่สูงเป็นอันดับ 2 ของนิวยอร์กรองจากตึก One World Trade ตึกใหม่ที่เพิ่งสร้างเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาโดยมีความสูงอยู่ที่ 541 เมตร

 

การขึ้นไปด้านบนเพื่อชมความสวยงามของนิวยอร์กในอีกมุมหนึ่งของตึกนี้ จะแบ่งแป็น 2 ชั้น คือชั้น 86 และ ชั้น 102 โดยทั่วไปนักท่องเที่ยวจะขึ้นไปเพียงชั้นเดียวคือชั้น 86 ซึ่งถือว่าเป็นจุดชมวิวขนาดใหญ่เป็นทางเดินภายนอกตึก โดยนักท่องเที่ยวจะต้องขึ้นลิฟต์ขึ้นไปยังชั้น 80 ก่อนจะเปลี่ยนลิฟต์เพื่อขึ้นไปชั้นที่ 86 อีกที

 

ขั้นตอนต่างๆ ก่อนจะถึงลิฟต์ก็จะต้องผ่านค่อนข้างหลายขั้นตอนไม่ว่าจะเป็นการตรวจสัมภาระอย่างละเอียด การรอซื้อตั๋วเพื่อขึ้นไปด้านบน การรอลิฟต์ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลานานเพราะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมาเพื่อขึ้นไปด้านบนในแต่ละวัน

 

ช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับการขึ้นไปด้านบน ผมขอแนะนำให้ชึ้นไปในช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกประมาณ 30-45 นาที ซึ่งในแต่ละฤดูก็จะแตกต่างกันออกไป เพราะจะทำให้ได้เห็นถึงสองบรรยากาศในช่วงเวลาที่พระอาทิตย์กำลังจะตก และช่วงเวลาที่ตึกอาคารต่างๆ เปิดไฟได้อย่างสวยงาม

014-Em-4

สำหรับผม ผมเลือกที่จะซื้อตั๋วแบบ 2 ชั้น นั้นคือขึ้นไปที่ชั้น 102 ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดของตึกนี้อีกด้วย บริเวณชั้น 102 แม้ว่าจริงๆ แล้วจะไม่มีมุม หรือวิวที่แตกต่างจากชั้น 86 ไปมาก เพียงแค่อยู่ที่ชั้นที่สูงกว่า แต่ความน่าสนใจของชั้น 102 นี่เองครับ หลายคนคงยังไม่รู้ว่าลิฟต์ที่ใช้ขึ้นจากชั้น 86 ไปยังชั้น 102 ยังเป็นลิฟต์ที่ขับเคลื่อนบังคับด้วยคน หรือ Human Control ต่างจากลิฟต์ที่เราขึ้นอยู่ทั่วไปที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งหมด

 

นอกจากนั้นทั้งประตูที่ยังคงเป็นแบบเดิมตั้งแต่ปี 1931 ที่เปิดตึกนี้ กลไกหลายอย่างยังคงใช้ระบบเดิมซึ่งถือว่าเป็นความชาญฉลาดของคนในยุคนั้นมากครับ ผมได้มีโอกาสคุยกับเจ้าหน้าที่ที่เป็นคนเปิด ปิดประตูคอยรับส่งนักท่องเที่ยวจากชั้น 86 ไปยังชั้น 102 ซึ่งทำงานนี่มามากกว่า 30 ปี

 

เจ้าหน้าที่คนนี้ดูเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีความสุขกับการทำงานบนที่สูง และเป็นเจ้าหน้าที่ที่พร้อมจะให้ข้อมูลหากมีนักท่องเที่ยวคนใดสอบถามเรื่องตึกเอ็มไพร์สเตทแห่งนี้เลยทีเดียว หากใครมีโอกาสได้ขึ้นไปเยี่ยมชมที่ชั้น 102 ผมแนะนำให้ลองถาม ลองคุยกับคุณลุงคนนี้ครับ เพราะเค้าพร้อมจะตอบทุกคำถามเกี่ยวกับเอ็มไพร์สเตทอย่างแน่นอนครับ

013-Em-3

015-Em-5

ในตอนต่อไป ผมจะพาเดินลงมาด้านล่างของแมนฮัตตันเพื่อพบกับอีกหลายสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ของมหานครแห่งนี้

 

โปรดติดตามตอนต่อไปได้เร็วๆ นี้ครับ…

“นิวยอร์ก” ไปคนเดียวก็เที่ยวได้ … (3)

001-Roosevelt-4

จากครั้งที่แล้วที่ผมผ่านเดินสวนสาธารณะกลางมหานครนิวยอร์กอย่างเซ็นทรัลพาร์ค ในตอนนี้เราจะยังอยู่ Uptown หรือแมนฮัตตันตอนเหนือ โดยเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นหากเราให้เซ็นทรัลพาร์คเป็นศูนย์กลางเราจะแยกฝั่ง Uptown ได้ออกเป็นฝั่งด้านทิศตะวันออกกับด้านทิศตะวันตก

 

ผมเริ่มที่ฝั่งทิศตะวันออก แถวทางออกด้านไม่ไกลจาก “Strawberry Fields” อนุสรณ์สำหรับจอห์น เลนนอน สมาชิกวงเดอะบีทเทิลที่ผมพูดถึงครั้งที่แล้ว เราสามารถเดินเชื่อมต่อไปยัง “American Museum of Natural History” หรือพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติทางด้านประวัติศาสตร์ ซึ่งเราอาจจะคุ้นๆ กับสถานที่แห่งนี้จากภาพยนตร์หลายๆ เรื่องโดนเฉพาะจากภาพยนตร์เรื่อง Night at the Museum

009-Night-1

010-Night-2

011-Night-3

ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะรวบรวมเรื่องราวทางธรรมชาติ อารยธรรม วัฒนธรรม จากทั่วทุกมุมของโลก รวมถึงสิ่งมีชีวิตจากอดีตจนถึงปัจจุบัน โดยไฮไลต์อาจจะอยู่ที่โครงกระดูกไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ที่จะอยู่ต้อนรับเราเป็นอย่างแรกเมื่อเดินผ่านเข้าประตูไปเลยทีเดียว

 

สำหรับคนที่ชื่นชอบความเป็นมาเป็นไปของอารยธรรมในโลกนี้ตั้งแต่อดีตเมื่อหลายล้านปีที่ผ่านมาคงจะใช้เวลาอยู่ที่นี่ไม่น้อยอย่างแน่นอนครับ สถานที่ถูกแปลงจัดสัดส่วนได้อย่างลงตัว หากมีเวลาค่อยๆ เดินไปตามห้องแสดงต่างๆ รวมถึงการแสดงพิเศษที่จะถูกหมุนเวียนมาในแต่ละช่วงต่างกันไปก็ถือว่าจะได้ความรู้อะไรมากมายเลยทีเดียวครับ

 

สำหรับค่าเข้าชมในพิพิธภัณฑ์หลายๆ แห่งในสหรัฐอเมริกาแม้ว่าจะมีการกำหนดค่าตั๋วเข้าชมไว้แล้ว แต่บางแห่งเหมือนที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เราก็อาจจะเลือกที่จะซื้อตั๋วแบบ Suggested ก็ได้ โดยเราสามารถจ่ายค่าเข้าชมเท่าไหร่ก็ได้จากราคาแนะนำ เช่น 5-10 เหรียญจากราคาแนะนำที่เกือบ 30 เหรียญ

 

หากคุณใช้เวลาเต็มที่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้แล้วยังพอมีเวลาเหลือ อาจจะเลือกที่จะเดินเลาะมาตามด้านข้างของเซ็นทรัลพาร์คลงมาด้านล่างก็จะพบกับอีกทางเข้าหลังของเซ็นทรัลพาร์คทางด้านประตูทิศตะวันตก โดยจะเป็นที่ตั้งของ Columbus Circle” อนุสาวรีย์หินอ่อนที่มีรูปปั้นของโคลัมบัส ผู้ที่ค้นพบทวีปอเมริกายืนอยู่บนเสาด้านบนคล้ายบนเสากระโดงเรือ

 

อนุสาวรีย์จะถูกล้อมรอบด้วยลานน้ำพุ ที่นั่งบริเวณโดยรอบจะมีผู้คนจำนวนมากมายมานั่งพัก และบ้างช่วงอาจจะมีนักแสดงมาแสดงความสามารถเรียกทิปก็ได้ ไม่ไกลจากอนุสาวรีย์โคลัมบัสมีอีก 2-3 จุดที่หากพอมีเวลาก็น่าจะเดินไปถ่ายรูปมุมสวยๆ ก็ดีครับ

 

“Time Warner Center” ตึกไทม์วอร์เนอร์เซ็นเตอร์ด้านหน้าจะมีสัญลักษณ์ลูกโลกขนาดใหญ่ที่ใครหลายคนชอบที่จะมาถ่ายรูป นอกจากนั้นไม่ไกลจากหน้าตึกจะเห็นสตูดิโอของสำนักข่าวใหญ่อย่าง CNN อยู่อีกฝากหนึ่งของถนน ซึ่งผู้คนจำนวนไม่น้อยก็คอยที่จะถ่ายรูปจากจุดนั้น

002-Warner-4

016-Warner-1

017-Warner-3

003-MET-1

004-MET-2

005-MET-3

006-MET-7

007-MET-9

008-MET-10

ขณะที่อีกฝากหนึ่งของเซ็นทรัลพาร์ด้านทิศตะวันออก อีก 1 พิพิธภัณฑ์ที่ผมใช้เวลาค่อนข้างมากสำหรับการเข้าชมนั้นคือ “The Metropolitan Museum of Art (The Met)” พิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมงานศิลปะจากหลายยุคหลายสมัยทั้งจากภาพวาด งานปั้น หรืองานภาพถ่าย ก็ตาม

 

ชิ้นงานสำคัญๆ ของจิตรกรเอกของโลกหลายคนยังถูกจัดแสดงที่นี่ โดยภายในจะถูกจัดแบ่งห้องออกเป็นตามช่วงระยะเวลา ซึ่งนั้นจะทำให้เราเห็นวิวัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงของศิลปะในทั่วทุกมุมของโลก รวมทั้งยังจัดสัดส่วนของศิลปะแยกตามทวีปต่างๆ ซึ่งหากใครมีความสนใจด้านไหนเป็นพิเศษก็สามารถมุ่งตรงไปยังห้องแสดงนั้นๆ ได้เลย

 

ด้านหน้าของ The Met จะมีลักษณะเป็นบันไดขึ้นขนาดใหญ่ที่จะมีผู้คนมากมายในนั่งพักรับลมเย็นๆ โดยด้านข้างทั้ง 2 ด้านจะลานกว้างที่มีนักแสดงสลับเปลี่ยนหมุมกันไปมานำเสนอการแสดงหลายรูปแบบ รวมทั้งนักดนตรี จิตรกรที่นำรูปภาพวาดมาวางขายอีกเป็นจำนวนมาก

012-Roosevelt--4

013-Roosevelt-1

014-Roosevelt-2

015-Roosevelt-3

อีกหนึ่งที่น่าสนใจที่อยู่บนบริเวณแมนฮัตตันตอนเหนือ คือ “Roosevelt Island” เกาะรูสเวลท์ ซึ่งมีลักษณะเป็นเกาะเล็กๆ แยกตัวออกไปจากเกาะแมนฮัตตัน โดยเราสามารถจะเดินทางไปได้โดยขึ้น Tramway หรือกระเช้าเพื่อข้ามไปอีกฝากหนึ่งโดยจะใช้เวลาในการขึ้นกระเช้าประมาณรอบละ 4 นาที

 

ซึ่งหากคุณได้ซื้อตั๋วรถไฟใต้ดินแบบ Unlimited ride ก็จะสามารถขึ้นกระเช้านี้ได้ฟรีด้วย โดยตลอด 4 นาทีบนกระเช้าภาพของเกาะแมนฮัตตันแม้ว่าจะอยู่ในมุมมองที่ไม่สูงมากก็ถือว่าตื่นตาไม่น้อยทีเดียวครับ ใช้เวลาไม่น่าจะนานเมื่อข้ามไปยังเกาะรูสเวลท์คุณสามารถถ่ายภาพแมนฮัตตันในมุมมองจากอีกฝากหนึ่งของเมืองได้อย่างสวยงาม

 

ในตอนหน้าผมจะพาทัวร์ในกลุ่มของ Midtown ซึ่งถือว่าเป็นย่านสำคัญที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่ดินทางมาที่มหานครนิวยอร์กจะต้องมาที่จุดนี้ นั้นคือ Times Square

 

โปรดติดตามตอนต่อไปได้เร็วๆนี้ครับ…..

 

“นิวยอร์ก” ไปคนเดียวก็เที่ยวได้…. (2)

Bethesda 1

ผมอยากจะเริ่มต้นการเดินทางมายังมหานครที่นักท่องเที่ยวหรือนักเดินทางจากทั่วโลกมีความใฝ่ฝันว่าครั้งหนึ่งจะต้องเดินทางไปให้ได้อย่างมหานครนิวยอร์ก ด้วยการตอบคำถามที่ว่าทำไมมาเที่ยวคนเดียว มาไกล และมานานขนาดนี้

 

คำตอบของคำถามนั้น ผมขอตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ผมมาใช้ชีวิตครับ” คำว่าใช้ชีวิตของผมคือการเดินทางมาเพื่อให้รู้ ให้ได้ลอง ให้ได้เดินถูกๆ ผิดๆ หลงบ้างถูกทางบ้าง เจออะไรที่ตั้งใจบ้าง เจออะไรที่ไม่คิดว่าจะเจอบ้าง นั้นแหละครับการใช้ชีวิตในแบบของผม

 

คุณเคยลองนับก้าวการเดินในแต่ละวันบ้างมไหมครับว่าในแต่ละวันคุณเดินเฉลี่ยเป็นจำนวนกี่ก้าว บางคนอาจจะเฉลี่ยเป็นหลักหมื่น หลายคนอาจจะอยู่ที่หลักพัน แต่สำหรับผมอยู่ในหลักไม่กี่พันเท่านั้นเองครับ เพราะส่วนใหญ่กับการเดินทางในบ้านเมืองเราผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่เลือกที่จะเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว และหลีกเลี่ยงที่จะเดินเท้าจากการใช้ชีวิตปกติ

 

จากคนที่เฉลี่ยการเดินอยู่ในหลักไม่กี่พันก้าว กลับกลายเป็นคนที่มีอัตราการเดินเฉลี่ยในช่วงประมาณ 1 เดือนที่ใช้ชีวิตในแทบตะวันออกของสหรัฐอเมริกาอยู่ในระดับมากกว่า 20,000 ก้าว ลองคิดดูครับว่าการเดินเฉลี่ยที่มากขึ้นถึง 5 เท่ากลายเป็นหนึ่งจุดที่ผมเรียกมันว่า “การใช้ชีวิต”

Bow bridge 1

Centarl park 1

ผมขอเริ่มการเดินทางที่ส่วนใหญ่เป็นการเดินเท้าด้วยการแบ่งแยกมหานครนิวยอร์กออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ นั้นคือ ฝั่งเกาะแมนฮัตตัน (Manhattan) ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของการเดินทางในครั้งนี้ของผม, ฝั่งควีน (Queens) แหล่งรวมอารยธรรมของผู้คนหลายกลุ่มบนโลก, และฝั่งบรูคลิน (Brooklyn) อีกหนึ่งย่านที่มีเสน่ห์ของนิวยอร์ก โดยจริงๆ แล้วนิวยอร์กจะมีอีก 2 เขตคือ บรองซ์ (Bronx) และสเตตัน ไอส์แลนด์ (Stanten Island)

 

โดยในส่วนของแมนฮัตตันหากจะเริ่มให้ง่ายๆ เราจะแบ่งตามแนวขวางออกเป็น 3 ส่วน นั้นคือ Downtown หรือจะเรียกว่าแมนฮัตตันตอนล่างซึ่งจะเป็นย่านสำคัญ เช่น โซโห (Soho), ไซน่าทาวน์ (China Town), ลิตเติ้ลอิตาลี (Little Italy) และไฟแนนเซียลดิสทริกต์ (Financial District) เป็นต้น, Mid town หรือ แมนฮัตตันตอนกลาง มีย่านสำคัญ เช่น เชลซี (Chelsea), หมู่บ้านกรีนิช (Greenwich Village) เป็นต้นและ Uptown หรือ แมนฮัตตันตอนเหนือ ซึ่งจะถูกแบ่งออกเป็นฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก (East Side และ West Side) ตามทิศทางการเดินทางของ Subway หรือรถไฟใต้ดินของนิวยอร์ก

 

หากเราจะเริ่มเดินทางจากด้านบนคือ Uptown หรือแมนฮัตตันตอนเหนือ โดยเริ่มจากแลนด์มาร์คสำคัญของมหานครแห่งนี้อย่าง Central Park หรือสวนสาธารณะขนาดใหญ่ใกล้ใจมหานครแห่งนี้ ซึ่งจะเป็นจุดหมายแรกของการเดินทางในครั้งนี้

 

บนพื้นที่ขนาดใหญ่มีพื้นที่รวมกว่า 3.41 ตารางกิโลเมตรของสวนสาธารณะอันเรืองชื่อแห่งนี้ หากคุณพอมีเวลาผมแนะนำว่าควรจะค่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ จากฝั่งขวาด้านล่างขึ้นไปจนถึงช่วงกลางของสวนสาธารณะนี้ซึ่งจะเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ก่อนจะวกกลับมาอีกด้านหนึ่งฝั่งซ้ายของสวนสาธารณะคุณก็จะได้สัมผัสถึงความลงตัวในจุดต่างๆ ของสวนสาธารณะแห่งนี้

Central park 2

Central park 3

จากถนน 5th Ave ตัดกับ E59th St. จะเป็นทางเข้าหลักด้านขวาของเซ็นทรัลพาร์คสิ่งแรกที่จะได้เห็นจากทางเดินซึ่งสามารถหาแผ่นที่ของเซ็นทรัลพาร์คได้ไม่ยากเพราะหากไม่ได้นำไปก็สามารถขอได้จากเจ้าหน้าที่ที่มีบริจาคเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สอบถามข้อมูลโดยตลอด

 

“The Pond” สระน้ำขนาดไม่ใหญ่มากด้านฝั่งทิศตะวันออกเฉียงใต้ เป็นจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวสามารถที่จะถ่ายรูปในเงาสะท้อนของต้นไม้และตึกขนาดสูงที่อยู่ด้านข้างได้เป็นอย่างดี

 

เดินต่อขึ้นไปตามทางจะพบกับ “Trump Rink” ซึ่งจะคุ้นตาเราเมื่อถึงฤดูหนาวเพราะบริเวณนั้นจะถูกเปลี่ยนให้เป็นลานสเก็ตน้ำแข็งกลางแจ้งขนาดใหญ่กลางเซ็นทรัลพาร์คแห่งนี้ แต่แม้ว่าผมจะไปในส่วนที่ไม่ใช่ฤดูหนาวแต่ตลอดข้างทางต้นไม้ที่เริ่มเปลี่ยนสีก็กลายเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของสวนสาธารณะแห่งนี้

The pond 1

The pond 2

The pond 3

The mall 1

ถัดไปจากบริเวณนั้นไปทางด้านใกล้ถนนจะเป็นที่ตั้งของสวนสัตว์ “Central Park Zoo” สวนสัตว์ขนาดไม่ใหญ่มากแต่ก็มีสัตว์อยู่หลากหลายชนิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปเยี่ยมชม แต่สำหรับผมผมเลือกที่จะเดินต่อไปยังตอนกลางของเซ็นทรัลพาร์คซึ่งเป็นบริเวณที่เรียกว่า “The Mall” ซึ่งเป็นทางเดินเส้นตรงขนาดยาวประมาณ 500 เมตร ต้นไม้ขนาดใหญ่ตลอด 2 ฝั่งคล้ายเป็นกำแพงทางเดิน มีม้านั่งยาวตลอดทาง 2 ข้างทางทั้ง 2 ด้าน โดยทางเดินนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในทางเดินที่ได้รับการกล่าวขานว่าโรแมนติกมาก โดยเฉพาะในช่วงที่หิมะตกทั้งบริเวณจะถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนเป็นทางยาว

 

สุดทางเดินของ The mall จะเป็นที่ตั้งของหนึ่งในสัญลักษณ์ที่คนไทยจำนวนไม่น้อยจำเซ็นทรัลพาร์คได้จากสิ่งนี้ “Bethesda Fountain & Bethesda Terrace” น้ำพุและระเบียงบีเทสด้า ในชื่อนี้หลายๆ คนอาจจะยังไม่คุ้น แต่หากผมเรียกว่า น้ำพุกุมภาพันธ์หลายๆ คนคงจะร้อง “อ๋อ!” ขึ้นมาบ้าง

Bethesda 2

Bethesda 3

Bethesda 4

Bethesda 5

Bethesda 6

มีทางเลือก 2 ทางบริเวณสุดทางเดินที่จะไปยังน้ำพุแห่งนี้ โดยมีทางลาดลงไปด้านล่างซึ่งจะเดินผ่านคล้ายห้องโถงขนาดใหญ่ ทึบๆ มีช่องทางเดินที่ดูมีสไตล์เป็นอย่างมาก กับการเลือกเดินด้านบนเพื่อชมน้ำพุแห่งนี้จากด้านบน

 

ตรงกลางของน้ำพุจะมีรูปปั้นของนางฟ้าบีเทสด้าล้อมไปด้วยสระน้ำขนาดไม่ใหญ่มาก โดยรูปปั้นดูสูงเด่นเป็นสง่าทำให้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต้องหยุดถ่ายรูปที่นี่ โดยปกติในวันสุดสัปดาห์จะมีนักแสดงมาร้องเพลง เต้น หรือโชว์ต่างๆ เพื่อเรียกทิปจากนักท่องเที่ยว ซึ่งโดยส่วนตัวผมชื่นชมและชื่นชอบการแสดงเพื่อแลกสินน้ำใจแบบนี้ เพราะหลายครั้งที่คุณจะได้ดูการแสดงที่หาดูได้ไม่ง่ายเลยทีเดียว

 

เดินต่อจากน้ำพุบีเทสด้าไปทางด้านซ้ายจะพบกลับอีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญของเซ็นทรัลพาร์คแห่งนี้นั้นคือ “Bow Bridge” สะพานข้ามทะเลสาบที่เป็นจุดที่มีนักท่องเที่ยวถ่ายรูปเยอะที่สุดจุดหนึ่งในเซ็นทรัลพาร์คแห่งนี้ โดยส่วนตัวผมแนะนำให้เดินข้ามไปอีกด้านหนึ่งของสะพานแล้วเลี้ยวไปทางขวามือจะได้มุมในการถ่ายภาพที่เก็บรายละเอียดได้ค่อนข้างดี ทั้งตัวสะพานและตึก อาคารด้านนอกในมุมกว้าง

Bow bridge 2

Bow bridge 4

หากเราเดินต่อขึ้นไปในเส้นทางที่เริ่มคล้ายกับการเดินอยู่ในป่าเพราะเซ็นทรัลพาร์คยังเต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่น้อยเป็นจำนวนมาก เราสามารถเดินขึ้นไปถึงยัง  “Belvedere Castle” ปราสาทเบลเฟเดียร์ โดยด้านบนปราสาทอาจจะเรียกได้ว่าเป็นจุดสูงสุดในเซ็นทรัลพาร์คก็ว่าได้ อาจจะมีพื้นที่บางส่วนที่สูงกว่าที่เป็นลักษณะภูเขาที่ต้องเดินขึ้นไปตามโขดหินที่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากนักสำหรับนักท่องเที่ยว

 

ชื่อของปราสาทแห่งนี้ “เบลเฟเดียร์” เป็นภาษาอิตาเลียนแปลว่า วิวที่สวยที่สุด ก่อนหน้านี้ปราสาทแห่งนี้เคยถูกใช้ในเรื่องการวัดสภาพอากาศและความเร็วลมเพื่อการพยากรณ์ ก่อนจะถูกปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปเยี่ยมชมได้

 

ปราสาทถูกแบ่งออกเป็น 3 ชั้น โดยทางขึ้นชั้น 2 และชั้น 3 จะเป็นบันไดวนขนาดไม่ใหญ่นัก นักท่องเที่ยวจะต้องสลับการเดินขึ้นลงกันโดยจะมีเจ้าหน้าที่ด้านล่างเป็นคนดูแลจัดการให้ ด้านบนเราจะได้เห็นนิวยอร์กในอีกมุมมองหนึ่ง ซึ่งโดยส่วนตัวผมเป็นคนที่ชอบมองอะไรจากมุมสูง การขึ้นไปอยู่บนปราสาทแห่งนี้ทำให้ได้เห็นเซ็นทรัลพาร์คในแบบที่อยากจะนั่งนิ่งๆ แล้วมองแบบนั้นไปเรื่อยๆ

 

จากบริเวณปราสาทเบลเฟเดียร์ซึ่งคล้ายเป็นจุดกึ่งกลางของเซ็นทรัลพาร์คจะเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ “Jacqueline Kennedy Onassis Reservoir” หรืออ่างเก็บน้ำ JKO ตามชื่อของอดีตสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐอเมริกาในสมัยของประธานาธิบดีเคนเนดี้ หรือ JFK โดยกินเนื้อที่ที่เป็นอ่างเก็บน้ำประมาณ 1 ใน 8 ของพื้นที่สวนทั้งหมด

JKO 1

JKO 2

JKO 3

ผมวนกลับมาด้านล่างของเซ็นทรัลพาร์คโดยเลือกเดินอีกด้านหนึ่งของสวน เราจะเดินผ่านมาเจอกับอีกหนึ่งสัญลักษณ์นั้นคือ “Strawberry Fields” อนุสรณ์สำหรับจอห์น เลนนอน สมาชิกวงเดอะบีทเทิล ที่ถูกฆาตกรรมขณะเดินกลับจากที่พักที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของสวนเมื่อปี พ.ศ. 2523 โดยชื่อของอนุสรณ์แห่งนี้ถูกตั้งตาม หนึ่งในชื่อเพลงดังของเดอะบีทเทิลนั้นเอง

 

สำหรับผมเซ็นทรัลพาร์คกลายเป็นสถานที่ที่ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเดินทางมานิวยอร์กในครั้งนี้  การเดินให้ทั่วเซ็นทรัลพาร์คอาจจะต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงเพราะถือว่าเป็นสวนสาธารณะขนาดค่อนข้างใหญ่มาก แต่หากมีเวลาไม่มากคุณอาจจะเลือกที่จะใช้บริการของรถม้าก็จะช่วยลดเวลาในการเดินจากที่หนึ่งไปยังอีกทีหนึ่งได้ค่อนข้างมาก

 

ผมชอบในความลงตัวของมหานครแห่งนี้ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย เสียงไซเรนจากรถตำรวจ เสียงหวอจากรถ พยาบาล หรือเสียงบีบแตรสนั่นจากรถดับเพลิง ฯลฯ ในเมืองแห่งนี้ที่อาจจะเรียกได้ว่าคุณอาจะจะไม่มีช่วงไหนที่หูคุณไม่ได้ยินเสียงนั้นเลยก็ได้ กับการประสานด้วยสวนสาธารณะขนาดใหญ่กลางใจเมือง ที่อาจจะเป็นที่พักการหลบหลีกความวุ่นวายเหล่านั้น

 

มหานครนิวยอร์กไม่ได้มีแค่เซ็นทรัลพาร์คแห่งนี้อย่างแน่นอนครับ ในตอนต่อไปผมจะเขียนถึง แมนฮัตตันตอนเหนือ ทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก (East Side และ West Side)

 

โปรดติดตามตอนต่อไปได้เร็วๆนี้ครับ

Central park 4

Central park 5

Central park 6

“นิวยอร์ก” ไปคนเดียวก็เที่ยวได้…. (1)

001-IMG_20160920_074001-334

มีคำถามกับตัวเองขึ้นมาว่า ช่วงหยุดพักของตัวเองจะไปไหน จะทำอะไรดี….

 

คิดกลับไปกลับมาอยู่หลายรอบกับหลากหลายสถานที่ที่อยากได้แต่ด้วยเวลาที่ไม่เอื้ออำนวยมากนัก สุดท้ายผมได้ข้อสรุปกับการเดินทางมายังดินแดนที่คนบนโลกขนานนามว่า “Big Apple”

 

“นิวยอร์ก” หนึ่งในดินแดนที่ดูเหมือนจะมีหลากหลายนิยามจากนักเดินทางทั่วโลก

 

ผมใช้เวลาล่วงหน้าประมาณ 3 อาทิตย์ก่อนการเดินทางกับการวางแผนคร่าวๆ จองตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรม แล้วก็หาข้อมูลสถานที่ต่างๆ ที่ควรจะไป และสถานที่บางแห่งที่ต้องไป

 

จากเมืองไทยต่อแรกของการเดินทางผมมุ่งหน้าไปยังสนามบินอาบูดาบีโดยใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง กระเป๋าเดินทางที่ถูกเช็คตรงไปยังจุดหมายเดินทางในต่อที่ 2 ทำให้ผมไม่ยุ่งยากกับการเปลี่ยนไฟลต์มากนัก ช่วงเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงกับการรอเปลี่ยนไฟลต์เดินทางหากใครยังไม่ทราบ 3 ชั่วโมงนี้อาจจะไม่มากสำหรับนักเดินทางหน้าใหม่ๆ เลยครับ

 

ขั้นตอนหลายๆ ขั้นตอนของการตรวจคนเข้าเมืองเหมือนตามปกติที่เราเดินทางไปยังประเทศต่างๆ เมื่อเดินทางไปถึงยังประเทศนั้นๆ เราจะต้องผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองของประเทศนั้นๆ แต่สำหรับการเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาโดยผ่านอาบูดาบี กับข้อมูลที่ผมทราบว่ามี 3 สายการบิน คือ Etihad Airway, Qatars Airways และ Emirates Airlines

 

ขั้นตอนของการตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐอเมริกาจะถูกยกมาอยู่ที่สนามบินอาบูดาบีเลย โดยเมื่อคุณผ่านการประทับตราอนุญาตให้เข้าสหรัฐอเมริกาเมื่อมาถึงสิ่งที่คุณทำก็คือ เดินลงจากเครื่องบินแล้วตรงไปยังสายพานที่รอรับกระเป๋าเดินทางได้เลย

 

ขั้นตอนค่อนข้างจะหลายอย่าง อาจจะเป็นเพราะว่าช่วงที่ผมเดินทางเป็นช่วงที่เพิ่งเกิดเหตุการณ์ระเบิดในใจกลางมหานครอย่างนิวยอร์กมาเพียง 1 สัปดาห์ทำให้มาตรการต่างๆ ค่อนข้างเข้มงวด มีการตรวจสัมภาระที่ถือติดตัวมาอย่างน้อยอีก 2 ด่านก่อนจะถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองที่จะต้องมีการสัมภาษณ์เล็กน้อย

 

ถือว่าเป็นเรื่องปกติของเจ้าหน้าตรวจคนเข้าเมืองที่ต้องทำหน้าตาดูเหมือนจะโกรธอะไรซักอย่าง ถามเราในประโยคเดิมๆ หลายๆ ครั้ง เช่นไปทำอะไร ไปกี่วัน ไปที่ไหนบ้าง เอาเงินไปเท่าไหร่ คิดว่าจะพอใช้หรือไง แล้วก็ถามย้อนไปย้อนมาคล้ายว่าจะพยายามหาความผิดปกติของคำตอบของเรา

 

แต่ไม่นานนักผมก็ได้รับการประทับตราให้สามารถเข้ามาอยู่ในสหรัฐอเมริการอบนี้ได้เป็นเวลา 6 เดือนรวมใช้เวลาตั้งแต่ลงเครื่องจากเมืองไทยมาจนเสร็จขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองประมาณ 2 ชั่วโมงกับการเดินทางตรงโดยไม่ได้แวะพักที่ใดเลย ใครที่กำลังจะมาสหรัฐอเมริกาก็ควรตรวจสอบเวลาในขั้นตอนต่างๆ ให้ดีนะครับ

IMG_20161007_112822

ได้เวลานั่งเครื่องต่ออีกครั้งกับการเดินทางอีกประมาณ 15 ชั่วโมง กัปตันประกาศเพื่อให้ทุกคนกลับนั่งที่ รัดเข็มขัดและเตรียมลงจอดที่ท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ เคนเนดี้ ที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ (JFK) ซึ่งเป็นสนามบินหลักของมหานครนิวยอร์ก หลังจากลงจากเครื่องบินผมตรงติ่งไปยังสายพานที่รับกระเป๋าได้เลยเนื่องจากเราผ่านการตรวจคนเข้าเมืองตั้งแต่ที่สนานบินอาบูดาบีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

หลังจากจัดการกับสัมภาระเป็นที่เรียบร้อย ผมตรงดิ่งเพื่อไปซื้อตั๋วรถไฟใต้ดิน (Subway) ซึ่งจะเป็นพาหนะหลักในการเดินทางของผมในช่วงตลอดการอยู่ที่นิวยอร์ก ตั๋วโดยสารหลักๆ อาจจะต้องขึ้นอยู่ที่การวางแผนการเดินทางของแต่ละคน สำหรับผมเลือกที่จะใช้ 1 สัปดาห์แรกในการอยู่นิวยอร์กตั๋วที่น่าจะดีที่สุดจึงควรจะเป็นตั๋วแบบ 1 สัปดาห์ขึ้นได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งในราคา 31 เหรียญซึ่งดูคุ้มที่สุดสำหรับการใช้ชีวิตที่นิวยอร์กแห่งนี้

 

เมื่อได้ตั๋วเป็นที่เรียบร้อยผมตรงดิ่งไปยังที่พักเพื่อจัดแจงกับสัมภาระทั้งหมดที่ติดตัวมาด้วย เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยด้วยช่วงเวลาที่ต่างกันในช่วงที่ผมไปที่นิวยอร์กกับประเทศไทยถึง 11 ชั่วโมง ในตอนนั้นซึ่งเป็นช่วงเกือบเช้าของเวลาไทยผมจึงเลือกที่จะนอนพักเพื่อปรับเวลาและให้ร่างกายได้เข้าที่กับสิ่งแวดล้อมใหม่ของผมที่จะอยู่ร่วมกันเกือบ 1 เดือนต่อจากนี้

 

ก่อนจะหลับตาลงผมอดนึกถึงคำถามของใครต่อหลายคนที่ถามผมก่อนจะออกเดินทางในครั้งนี้ด้วยหลายๆ คำถามไม่ว่าจะเป็น มาเที่ยวคนเดียวสนุกหรอ มาเที่ยวคนเดียวไม่เหงาหรอ มาเที่ยวคนเดียวไม่เบื่อหรอ มาเที่ยวคนเดียวจะไหวเหรอ หรือจะเป็นคำถามที่ว่าทำไมมาเที่ยวคนเดียว

 

คำถามทั้งหมดผมจะกลับมาตอบอีกครั้งกับการเดินทางคนเดียวในมหานครใหญ่ของโลกอย่างมหานครนิวยอร์กในตอนต่อๆ ไป ซึ่งผมจะแนะนำโดยแยกมหานครนิวยอร์กออกเป็นส่วนๆ เพื่อให้ง่ายขึ้นสำหรับใครที่อยากจะเดินทางไปสัมผัสมหานครแห่งนี้แบบใกล้ชิด

 

โปรดติดตามตอนต่อไปได้เร็วๆ

IMG_20160921_100413

IMG_20160921_203715

IMG_20160923_163255

IMG_20160929_113002

IMG_20160929_221941

IMG_20160930_204919

IMG_20161005_215313

IMG_20161025_094117

IMG_20161105_212826

OI000008-(1)

OI000010-(1)

OI000010-(2)

OI000032-(1)

OI000061-(2)

OI000071

OI000090-01