pdhirapat blog

Just another weblog

pdhirapat blog

แบกเป้จากศูนย์สู่”หลังคาโลก” (4)

30

นั่งรถไฟไป “หลังคาโลก” ทิเบต

 

เราตื่นเช้าอีกครั้ง สำหรับการใช้เวลาในเมืองซิหนิงเพราะในช่วงเย็นเราจะต้องเดินทางไกลด้วยรถไฟเพื่อไปเมืองลาซา ทิเบต

 

เราใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 นาทีจากโรงแรมออกมายังนอกเขตเมือง โดยห่างจากตัวเมืองออกมาประมาณ 26 กิโลเมตร เพื่อมา วัดกัมบัม KumBum หรืออีกชื่อ Ta’er Monastery หนึ่งในวัดสำคัญของศาสนาพุทธนิกายวชิรยานซึ่งเป็นที่ประดิษฐานสถูปลามะสำคัญๆหลายองค์

1

2

ด้านหนัาของวัดเราจะพบเห็นภาพชาวพุทธที่มีศรัทธาแรงกล้าต่อพระพุทธศาสนาที่มากราบไหว้ในท่าอัษฎางคประดิษฐ์จำนวนไม่น้อย

 

นอกจากนี้บริเวณลานกว้างหลังจากเดินขึ้นบันไดมาจะพบสถูป 8 สถูปสีขาวตั้งเด่นสง่าด้านหนัา โดยแต่ละสถูปด้านในก็จะเก็บรูปพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตย์ และส่วนหนึ่งจะถูกเก็บศพของลามะชั้นสูงเพื่อเป็นการสักการะ ซึ่งโดยทั่วไปศพของลามะหลังจากเสียชีวิตชาวทิเบตจะนำไปทำพิธีห่มฟ้า หรือการแยกร่างให้นกกิน

 

ด้านในของวัดแห่งนี้ จะเป็นลักษณะคล้ายตึกหลายๆ ตึกขนาดไม่ใหญ่นัก ซึ่งแต่ละตึกจะมีเรื่องราวและการประดิษฐานของพระพุทธที่แตกต่างกันออกไป โดยด้านในจะมีทั้งรูปและองค์จำลองของพระพุทธเจ้าทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต รวมถึงพระโพธิสัตว์องค์ต่างๆ มากมาย

 

การเลือกใช้สีในการตกแต่งในเชิงสถาปัตยกรรมของชาวทิเบตก็จะสื่อความหมายที่ได้อย่างลึกซึ้ง เช่น สีขาว หมายถึง ความกรุณา, สีเหลือง หมายถึง ความอ่อนโยน, สีแดง หมายถึง ปัญญา, สีน้ำเงิน หมายถึง จิตวิญญาณ , สีดำ หมายถึง อำนาจ

 

นอกจากนี้ที่เราจะเห็นได้อย่างมากมายในวัดทิเบต ก็คือกงล้อมนต์ตรา เป็นเครื่องช่วยในการสวดมนต์ โดยจะมีทั้งแบบถือที่ผู้คนจำนวนมากจะใช้ถือและหมุนตลอดเวลาในการสวดมนต์ รวมถึงที่วัดและสถานที่ทางศาสนาจะได้เห็นอย่างมากมาย

 

ภายด้านในอาคารทุกหลังจะไม่สามารถถ่ายรูปได้ ซึ่งโดยรอบด้านนอกจะมีการติดตั้งกงล้อมนต์ตราไว้ให้ประชาชนที่เดินทางมาได้หมุนเกือบตลอดเส้นทาง

3

5

7

8

หลังจากเดินชมด้านในวัดเสร็จ ด้านหลังของวัดจะมีพื้นที่คล้ายตลาดเล็กๆ มีสินค้ามากมายให้เลือกหาได้ตามใจครับ แต่ที่เหมือนจะเยอะหน่อยน่าจะเป็นร้านถ่ายรูปที่จะมีชุดนายแบบ นางแบบพื้นเมืองของจีนมาบริการนักท่องเที่ยว

 

โดยตอนแรกเราเข้าใจกันว่าชุดนั้นเป็นพื้นเมืองของชาวทิเบต ก่อนจะมาได้รับคำยืนยันจากไกด์ชาวทิเบตของเราว่าไม่ใช่อย่างที่เราคิด เพราะนี้เป็นชุดพื้นเมืองของชาวจีนในบริเวณนั้น

 

มีการจัดเตรียมชุด สี เครื่องประดับแบบง่ายๆให้บริการกับนักท่องเที่ยว และจะมีช่างภาพหรือเปล่าถึงตอนนี้ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจมาคอยจัดท่าทางของนางแบบ นายแบบในหลายแอ็กชั่น

 

หลังจากถ่ายรูปเสร็จ ราคาที่เราตกลงกันก่อนจะเช่าชุดดูเหมือนจะมีปัญหาเมื่อราคากลับสูงขึ้นกว่าที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้า จากชุดละ 10 หยวน ในท้ายที่สุดเราต้องจ่ายไป 60 หยวนกับการเช่า 2 ชุดพร้อมภาพถ่าย 1 รูปจากจำนวนมากกว่า 20 รูปที่ช่างภาพคนนั้นถ่ายไป

 

ผมไม่ได้อารมณ์เสียมากมายกับเรื่องดังกล่าว เพราะก่อนมาในครั้งนี้ก็แอบคิดๆไว้ล่วงหน้าแล้วว่าอาจจะต้องเสียเปรียบบ้างในบางเรื่องกับการมาประเทศจีน แค่คิดไม่ถึงว่าจะเสียเปรียบเรื่องเงินเพียงแค่วันที่ 2 ของการเดินทางมาถึง ก่อนที่เรานั่งรถย้อนกลับเข้าไปในเมืองเพื่อกินอาหารกลางวัน ซึ่งเป็นอาหารจีน

 

หลังกินอาหารกลางวันเรียบร้อย เรามีอีก 1 โปรแกรมก่อนจะเดินทางไปยังสถานีรถไฟในช่วงตอนเย็น คือ การไปดูมัสยิดของชาวจีนที่นับถึอศาสนามุสลิม ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวในเมืองซิหนิงแห่งนี้

13

มัสยิดขนาดใหญ่กลางเมือง (Dongguan Mosque) ที่ตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีน ยังสะท้อนได้ถึงอารยธรรมจีนที่ถูกนำเข้าไปผสมในทุกๆสัดส่วนได้อย่างลงตัว ตึกในรูปทรงที่ประยุกษ์ทำให้ 2 วัฒนธรรมดูลงตัวได้ไปอีกแบบครับ

 

ภาพที่เราเห็นชาวจีนที่นับถือศาสนามุสลิมจำนวนไม่น้อยทีเดียว ที่เข้ามาประกอบพิธีต่างๆ ทั้งการสวดมนต์ และการละหมาด ทั้งด้านในและด้านนอกมัสยิดแห่งนี้

 

หลังใช้เวลาไม่นานนักจากมัสยิดกลางใจเมืองเราออกเดินทางไปยังสถานีรถไฟซิหนิง ที่จะนำเราไปยังดินแดนหลังจากโลก โดยจากเมืองซิหนิงไปถึงเมืองลาซา ระยะทางประมาณ 2,000 กิโลเมตร จะใช้เวลาเดินทางบนรถไฟประมาณ 22 ชั่วโมง

 

ซึ่งจริงๆ แล้วเราสามารถเดินทางจากซีอานไปยังเมืองลาซาได้เช่นเดียวกัน แต่จะต้องใช้เวลาเดินทางรวม 3 วัน 2 คืนเต็มๆ หรือประมาณ 50 ชั่วโมงตลอดการเดินทาง

 

ด้านหนัาของสถานีรถไฟจะมีจุดตรวจสัมภาระของเราอีกครั้ง มีทหารจีนยืนถือปืนเป็นระยะ ถือว่าค่อนข้างเข้มงวดทีเดียวสำหรับการเดินทางในครั้งนี้

16

อาคารขนาดใหญ่ ห้องโถงด้านล่างเป็นที่นั่งพักรอของผู้ที่จะเดินทางไปกับขบวนรถไฟสายต่างๆ โดยขบวนของเราจะออกจากสถานีเวลา 17:01น. และใช้เวลาโดยประมาณ 22-26 ชั่วโมงต่างไปตามสภาพอากาศในช่วงต่างๆของปี

 

ภายในสถานีด้านล่างเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ ด้านบนชั้น 2 ของทั้ง 2 ข้างจะมีร้านอาหารเล็กๆ ร้านขายของเรียงรายอยู่หลายร้าน

 

ประตูเปิดก่อนที่ขบวนรถไฟจะมาถึงเพื่อให้ผู้โดยสารได้เตรียมตัวขึ้นขบวนได้อย่างครบถ้วน โดยตั๋วจะมีทั้งแบบนอน ซึ่งมี 2 แบบ แบบเตียงนุ่ม และเตียงแข็ง นอกจากนั้นยังมีตั๋วแบบนั่งให้เลือกอีกทางหนึ่ง

20

เราเลือกเดินทางแบบ Soft Sleeper หรือ ตั๋วแบบเตียงนอนนุ่ม ซึ่งในแต่ละห้องจะมี 4 เตียง ข้างละ 2 ชั้น มีโต๊ะกลางเล็กๆ เพื่อวางของ

 

หลังจากทุกคนขึ้นรถไฟครบถ้วน 17:01น. ประตูรถไฟปิดลง การเดินทางโดยรถไฟของพวกผมเพื่อไปยังดินแดนหลังคาโลกจึงเริ่มต้นขึ้น

 

อย่างที่ทราบๆกันครับ ทิเบต เป็นดินแดนที่อยู่บนที่สูงโดยเฉลี่ยประมาณ 4,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล โดยจุดหมายแรกที่เราจะเดินทางไป คือ เมืองลาซา เมืองหลวงของทิเบตจะอยู่บนความสูงประมาณ 3,600 เมตร ระหว่างทางเกือบ 2,000 กิโลเมตรเราจะผ่านจุดสูงสุดของเส้นทางที่ถูกถึงเกือบ 5,100 เมตรจากระดับน้ำทะเล

 

รถไฟสายนี้ได้ถูกขนานนามว่าเป็นเส้นทางรถไฟที่สูงที่สุดในโลก

 

ก่อนออกเดินทางพวกเราไม่ลืมที่จะกินยาไดอาม็อกซ์ Diamox ยาซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาเรื่องการขนาดออกซิเจน เนื่องจากในพื้นที่สูง ออกซิเจนในอากาศจะเบาบางกว่าปกติ โดยผมได้รับข้อมูลมาว่าในทิเบตออกซิเจนจะอยู่ที่ประมาณ 70% ของอากาศปกติที่เราหายใจกันโดยทั่วไป

 

รถไฟเริ่มเคลื่อนตัวออกจากสถานีซิหนิง ไกด์ท้องถิ่นที่เดินทางมาส่งให้ข้อมูลกับผมว่าช่วงประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งหลังจากออกเดินทาง 2 ข้างทางจะเป็นทะเลสาบขนาดกลางสวยงามมาก

 

เราจัดแจงเก็บสัมภาระของเราในห้องที่จองไว้ล่วงหน้า เราโชคดีที่ก่อนหน้านี้คณะเราจริงๆ จะมีผู้ร่วมคณะจำนวน 8 คนแต่ภายหลังยกเลิกการเดินทางไปครั้งนี้ 2 คน เราจะเหลือผู้ร่วมเดินทางเพียง 6 คน นั้นทำให้ห้องพักที่เราจองจะมีเตียงว่างเพื่อให้เราได้วางสัมภาระได้อย่างสะดวก

21

ห้องนอนขนาดไม่ใหญ่นัก เป็นแบบเตียง 2 ชั้น ชั้นล่างจะราคาแพงกว่าชั้นบนเล็กน้อย โดยเตียงล่างราคา 808 หยวน ขณะที่เตียงบนจะราคา 781 หยวน หลังจากจัดสัมภาระทุกอย่างเข้าที่ผมจึงเริ่มทำการสำรวจบนพาหนะที่จะนำเราไปยังดินแดนหลังคาโลก

 

ภายในตู้รถไฟแบบที่นอนที่คณะผมจองไว้ จะถูกแบ่งออกเป็น 8 ห้อง โดยในแต่ละขบวนจะมีห้องน้ำ ที่ล้างหน้า ตู้ทำน้ำร้อน และเก้าอี้นั่งระหว่างทาง ถือว่าสะดวกสบายแบบในมาตรฐานจีนครับ

 

ไม่ไกลกันนักจะเป็นตู้อาหาร ซึ่งจะขายอาหารตามช่วงเวลามื้ออาหาร 3 ช่วง เช้า กลางวัน และเย็น มีที่นั่งกินอาหารในตู้พอสมควร แต่อาจจะมีปัญหาบ้างก็คือในบริเวณดังกล่าวสามารถสูบบุหรี่ได้ อาจจะมีปัญหาบ้างสำหรับคนที่แพ้บุหรี่

 

เกือบ 2 ชั่วโมงหลังออกจากสถานีซิหนิง บรรยากาศ 2 ข้างทางเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เทือกเขาหินสูงไร้ต้นไม้ มองเห็นได้ตลอดเส้นทาง ภูเขาบางลูกด้านบนยอดถูกปกคลุมด้วยหิมะสีขาวโพลน และเป็นไปตามที่ไกด์บอกผมก่อนออกเดินทางครับ เส้นทางในบริเวณนั้นมีทะเลสาบขนาดไม่ใหญ่อยู่ไม่ห่างจากตัวรถไฟมากนัก

24

ภาพตัดกันของสีภูเขาหิน สีน้ำตาลเข้มและอ่อนสลับกัน โดยด้านบนยังถูกปกคลุมด้วยหิมะที่สีขาว ตัดกับพื้นน้ำสีเขียวใส ซึ่งสะท้อนกับเมฆบนฟ้าที่ต้องเรียกว่าฟ้าแบบฟ้าจริงๆ กลายเป็นภาพที่เหมือนการต้อนรับคณะเราได้อย่างประทับใจ

 

เรายังดื่มด่ำกับภาพบรรยากาศ 2 ข้างทางอยู่ระยะใหญ่ เพราะแม้ว่าเวลาในตอนนั้นจะเกือบ 2 ทุ่มแล้วก็ตามแต่ฟ้ายังคงสว่างเหมือนช่วงเย็นเท่านั้นเอง ในช่วงเวลาที่ผมเดินทางไปในครั้งนี้ฟ้าจะเริ่มมืดในเวลาประมาณ 3 ทุ่มและจะสว่างในเวลาประมาณตี 5 เท่านั้นเอง

 

ก่อนนอนข้ามคืนบนรถไฟสายที่สูงที่สุดในโลก เราปิดท้ายค่ำคืนนั้นด้วยมาม่าตามแบบไทยๆ เสบียงที่เรานำไปด้วย และด้วยการต้องตื่นเช้า นั่งรถไปนอกเมือง ก่อนจะกลับมาขึ้นรถไฟเที่ยวนี้ช่วงเย็นทำให้ทุกคนเพลีย ไม่ถึงเที่ยงคืนคณะเราส่วนใหญ่จึงหลับพักผ่อน

22

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

Tags:

Comments are closed.