pdhirapat blog

Just another weblog

pdhirapat blog

แบกเป้จากศูนย์สู่”หลังคาโลก”ทิเบต (5)

001

ขอต้อนรับสู่ดินแดน “หลังคาโลก”

 

หลังจากนอนหลับสนิทบนรถไฟสายหลังคาโลก คณะของผมรวมตัวกันอีกครั้งเวลาประมาณ 8 โมงเช้าเพื่อกินอาหารเช้าในตู้อาหารตู้ถัดไป

 

ภาพตลอดเส้นทางที่เราเห็นยังเป็นทิวทัศน์ภูเขาหินสลับพื้นที่กว้างขนาดใหญ่ สีน้ำตาลอ่อนของพื้นดินตัดกับสีฟ้าเข้มของท้องฟ้าได้อย่างลงตัว

4

เราไม่สามารถอาบน้ำบนรถไฟขบวนนี้ได้ เนื่องจากมีเพียงห้องน้ำเท่านั้นเราจึงต้องใช้ระบบซักแห้งไปในตัวเป็นเวลา 1 คืนกับ 1 วันเต็มๆ มีที่ให้เราได้ล้างหน้า แปรงฟัน ในบริเวณตู้รถไฟที่เรานอน

 

เจ้าหน้าที่รถไฟเริ่มเข็นรถขายเครื่องดื่ม อาหารเช้า มาเป็นระยะ สำหรับตู้นอนจะเป็นลักษณะการล็อกจากด้านใน ซึ่งหากเราจะล็อกจากด้านนอกจะต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ หรือพนักงานขายของให้ล็อกจากด้านนอกได้ ผมใช้เวลาตามหาเจ้าหน้าที่อยู่ระยะหนึ่งจึงล็อกห้องได้ก่อนเดินไปยังตู้อาหาร

 

เหตุการณ์ระทึกในตู้อาหารเกิดขึ้น เพียงไม่กี่นาทีที่หลังจากที่คณะเราไปรวมตัวกันเพื่อกินอาหารเช้า เราสั่งอาหารด้วยภาษามือ และภาษาจีนจากการเปิดหนังสือ หลังจากสั่งอาหารได้ไม่นานสมาชิกหนึ่งคนที่เดินทางไปกับผมในคณะนี้ที่อายุน้อยที่สุด เกิดอาการที่เรียกกันว่า attitude sickness ขึ้นมาอย่างกระทันหัน หน้าซีดจนน่าตกใจ เราช่วยกันประคองน้องเค้ามานั่งพักพร้อมแจ้งพนักงานเพื่อขอออกซิเจนอย่างเร่งด่วน

 

เจ้าหน้าที่บนรถไฟหลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์เริ่มเข้ามาให้ความช่วยเหลือ น้องคนนั้นในสภาพที่ไม่รู้สึกตัว ในอาการของภาวะขาดออกซิเจน สมองบวมทำให้เราต้องเร่งทำการปฐมพยาบาลโดยด่วน ออกซิเจนกระป๋องถูกฉีดพ่นเข้าปากเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนที่ไปเลี้ยงสมองให้มากขึ้น เราต้องให้น้องกินยาไดอาม็อกซ์อีกเม็ดอย่างเร่งด่วน

 

เราโชคดีที่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งสามารถพูดภาษาอังกฤษได้บ้างจึงพอจะสื่อสารกันได้ เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวไปช่วยเรียกผู้โดยสารที่มีเครื่องมือในการวัดความดัน วัดค่าออกซิเจนในเลือดมาช่วยปฐมพยาบาลอย่างเร่งด่วน ผลที่ปรากฎในครั้งแรกค่อนข้างเป็นที่น่าตกใจเพราะค่าออกซิเจนค่อนข้างต่ำมาก การเต้นของหัวใจก็ค่อนข้างต่ำจนน่าตกใจ

 

เราใช้เวลาปฐมพยาบาลอยู่ประมาณ 5-7 นาที ทั้งการหาของหวานมาให้กิน และเจ้าหน้าที่คนหนึ่งก็เอาน้ำตาลไปผสมในน้ำต้มสุกให้น้องคนนั้นดื่ม รวมถึงการพ่นออกซิเจนตลอดเวลา และการออกฤทธิ์ของยาที่ค่อนข้างเร็ว ทำให้ค่าออกซิเจน และอัตราการเต้นของหัวใจกลับมาดีขึ้น

 

สีหน้าของน้องคนนั้นจากที่ซีดไร้สีของเลือด เริ่มมีสีสันมากขึ้น เราทุกคนเริ่มใจคอดีขึ้นหลังจากที่น้องเริ่มพยักหน้าตอบคำถามที่เราถามได้บ้าง ใช้เวลาต่อไปอีกไม่นานอาการโดยรวมของน้องคนนั้นก็ดูจะดีขึ้นตามลำดับ กลับมาหายใจเองได้เป็นปกติ แม้ว่าจะดูมีอาการเหนื่อยๆ บ้างก็ตาม

 

เราสั่งข้าวต้มให้น้องทานเพื่อที่จะได้กลับไปนอนพักที่ห้อง คณะเราทั้งหมดหันหน้าเข้าหากัน คนที่ยังไม่ได้กินยาไดอาม็อกซ์เม็ดที่ 2 จึงรีบกินยาทันทีหลังจากเห็นอาการของผู้ร่วมทริป

 

หลังจากกินข้าวและทุกคนกินยาเรียบร้อย เราต้องพยุงน้องคนเดิมกลับมาที่ห้องพัก ครั้งนี้เราได้แจ้งขอสายออกซิเจนกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งในบริเวณหัวที่นอนของทุกเตียง จะมีคล้ายเครื่องปล่อยออกซิเจน โดยถ้าเราต้องการใช้จะต้องติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอสายต่อเครื่องดังกล่าว

 

หลังน้องคนเดิมได้นอนพักพร้อมกับการสอดสายออกซิเจนเข้าจมูกประมาณ 2 ชั่วโมงอาการทั่วไปก็เกือบเป็นปกติ ผมได้พูดคุยภายหลังกับน้องว่ารู้ตัวอะไรบ้างมั้ยในช่วงที่เกิดอาการ Attitude sickness ขึ้น น้องเค้าจำได้แค่ว่าก่อนหน้าที่จะไม่รู้ตัว จะเริ่มชาตามตัว เริ่มรู้สึกไม่มีแรง ตาจะเริ่มมองไม่เห็นอะไร สีดำจะเข้ามาแทนที่ภาพต่างๆและก็ไม่รู้สึกตัวอีก

 

ผมแอบคิดในใจว่าเป็นโชคดีที่ช่วงที่น้องเค้าเกิดอาการนี้ขึ้นมาเราเดินทางไปที่ตู้อาหาร ซึ่งมีเจ้าหน้าที่อยู่เป็นจำนวนมากจึงสามารถช่วยเหลือได้อย่างทันการ โดยผมมารู้ทีหลังว่าช่วงที่เกิดเหตุเป็นช่วงที่รถไฟขบวนที่เราเดินทางได้ไต่ระดับขึ้นไปบนจุดสูงสุดของเส้นทางที่เกือบ 5,100 เมตร นั้นอาจจะเป็นเหตุผลที่อาการนั้นเกิดขึ้น (อยากฝากแนะนำนักเดินทางที่สนใจจะเดินทางบนเส้นทางนี้นะครับ ยาถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก หากกินได้ควรกินก่อนที่จะเดินทางประมาณ 1 วันเพื่อให้ร่างกายได้ปรับสภาพกับสภาพแวดล้อมใหม่ และการทำกิจกรรมใดๆ ไม่ว่าจะเดิน ลุกขึ้นยืน ปีนขึ้นเตียงนอนควรทำอย่างช้าๆ เพราะนั้นอาจจะส่งผลกระทบต่อการหายใจในพื้นที่สูงของเราได้)

7

ประมาณบ่าย 2 หรือเท่ากับเกือบ 22 ชั่วโมงเต็ม รถไฟเริ่มลดความเร็วลง สถานีจุดหมายปลายทางของเราเริ่มแสดงภาพที่ชัดเจนขึ้นหลังบรรยากาศรอบด้านมีความเป็นเมืองมากขึ้น

 

อากาศเวลานั้นถือว่าเย็นพอสมควร อุณหภูมิในเวลากลางวันอยู่ที่ประมาณ 15 องศาและจะลดลงอย่างรวดเร็วในเวลากลางคืน เราจึงต้องหยิบเสื้อกันหนาวที่หนาขึ้นมาใส่เพื่อเตรียมพร้อม

 

รถไฟจอดสนิทที่สถานีเมืองลาซา กระเป๋าและสัมภาระของเราถูกยกลงมาเพื่อเตรียมออกไปด้านนอกสถานี

 

หลังจากออกจากสถานีเราจะต้องไปยังอีกอาคารด้านข้างเพื่อยื่นเรื่องเกี่ยวกับการตรวจคนเข้าเมือง โดยคณะเราได้มีการทำใบอนุญาตสำหรับเข้าทิเบตไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว จึงแค่ต้องไปเพื่อตรวจสอบหลักฐานทั้งหมดกับเจ้าหน้าที่อีกครั้ง

 

การตรวจสัมภาระ รวมถึงคนเข้าเมืองยังดูเข้มงวดเหมือนที่ผ่านมา ทหารถือปืน บางส่วนถือคล้ายกระบองยืนคุมอยู่ด้านหน้า ซึ่งนักท่องเที่ยวไม่สามารถที่จะขอหรือถ่ายรูปทหารได้ จึงเป็นอีกหนึ่งข้อควรระวังของนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปทิเบตเพราะคุณอาจจะทำผิดกฎหมายและถูกจับกุมด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์นั้นเอง

 

ใช้เวลาไม่มากจากพิธีการตรวจคนเข้าเมือง เราจะต้องเดินลากกระเป๋าออกมาด้านนอกสถานีรถไฟเองเพื่อพบกับไกด์ท้องถิ่นตลอดการเดินทางในทิเบตของคณะผม ไกด์ผมต้อนรับพร้อมกล่าวคำทักทายในภาษาทิเบต

 

รถที่เราจะใช้สำหรับการเดินทางตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในทิเบต เป็นแบบรถตู้ 9 ที่นั่ง  แต่ด้วยจำนวนผู้ร่วมเดินทางของผม 6  คนทำให้ค่อนข้างสะดวกสบายพอสมควร

13

สิ่งแรกที่ไกด์ตอนรับคณะของผม คือการคล้องผ้าพันคอสีขาว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการกล่าวยินดีต้อนรับของชาวทิเบต ผ้าพันคอสีขาวถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับชาวทิเบต โดยปกติแล้วจะใช้เพื่อเป็นการต้อนรับผู้ที่มาเยือน รวมถึงเป็นสิ่งของที่ชาวทิเบตจะนำไปถวายต่อพระพุทธรูป หรือสิ่งที่ตนเองเคารพนับถือ

 

ผมได้รับคำแนะนำ สำหรับวันแรกหลังจากที่เรามาถึงเมืองลาซาว่า ควรทำทุกอย่างที่เคยทำอย่างช้าๆ เพราะปริมาณออกซิเจนในอากาศที่ลดลงค่อนข้างมากเนื่องจากเรามาอยู่ที่สูงจะส่งผลทำให้เราเหนื่อยง่ายขึ้น ออกซิเจนกระป๋องกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนแปลกหน้าอย่างเรา

 

แม้ว่าผมจะอ่านคำแนะนำมาจากหนังสือต่างๆว่าไม่ควรจะอาบน้ำในวันแรกที่เดินทางมาถึงเมืองลาซา เพราะจะทำให้ความร้อนในร่างกายลดลงจนอาจจะทำให้ไม่สบายได้ แต่ไกด์เราบอกว่าตอนนี้ยังไม่ค่ำมากไม่น่าจะมีปัญหาถ้าเราจะอาบน้ำในตอนนี้

 

1 วันกับ 1 คืนเต็มบนรถไฟเรารู้สึกดีขึ้นหลังจากอาบน้ำเป็นที่เรียบร้อย ผมมีนัดหมายกับสมาชิกที่เดินทางไปด้วยกันว่าจะออกไปเดินสำรวจบริเวณใกล้ๆโรงแรมที่พักเพื่อดูบ้านเมือง การใช้ชีวิตของชาวทิเบตแบบแท้จริง

14

โชคดีของเราที่โรงแรมที่พักอยู่ในบริเวณกลางเมืองมาก เพียง 100  เมตรจากโรงแรมเราก็เดินมาถึงย่านตลาดการค้ากลางเมือง ซึ่งยังคงเอกลักษณ์ของท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี จากรูปลักษณ์ของอาคารบ้านช่อง สีสันที่ถูกใช้ รวมถึงรูปแบบตึกต่างๆยังมีความเป็นทิเบตได้มาก

 

ตลอด 2 ข้างทางในตลาดแห่งนี้ เราจะพบสินค้ามากมายหลากหลาย ทั้งของกิน ของใช้ ในรูปแบบพื้นเมืองหรือจะเป็นสินค้าร่วมสมัยก็สามารถพบเห็นได้โดยทั่วไป เราเดินไปจนสุดถนนจะเห็นอาคารตลอดแนวถนนทั้ง 2 ด้านเป็นตึกที่ดูคล้ายเป็นตึกอนุรักษ์เพื่อให้คงความเป็นสถาปัตยกรรมแบบทิเบตตลอดเส้นทาง สุดสายตาบนถนนเส้นนี้เรามองเห็นพระราชวังโปตาลาซึ่งจะเป็นจุดหมายสำคัญของเราในวันพรุ่งนี้

 

ใช้เวลาเพียงชั่วโมงเศษเราเดินย้อนกลับมายังโรงแรมที่พักเนื่องจากไม่ต้องการให้เหนื่อยมากสำหรับวันแรก เส้นทางเดินกลับสิ่งที่ดูแปลกตาไป คือ มีผู้คนไม่น้อยที่ทำในสิ่งที่ตัวผมเองอยากเห็นมานาน นั้นคือ การไหว้ท่าอัษฎางคประดิษฐ์ หรือการไหว้แบบนอนราบ แสดงถึงความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาในแบบของชาวทิเบต

 

ผมหยุดยืนดูอยู่หลายครั้งก่อนจะเดินกลับถึงโรงแรมที่พัก เพราะคำถามสำหรับผมในตอนนั้น คือ เค้าทำเพื่ออะไร ผมคิดว่าพรุ่งนี้ผมน่าจะได้รู้คำตอบมากขึ้นสำหรับคำถามนี้ เพราะ 2  สถานที่จุดหมายของการเดินทางในครั้งนี้ที่ผมจะได้เห็นในวันพรุ่งนี้น่าจะให้คำตอบผมได้ไม่มากก็น้อย

 

เมื่อกลับมาถึงโรงแรม คณะเราทุกคนไม่ลืมที่จะทักกันเพื่อให้ทุกคนกินยาไดอาม็อกซ์อีกครั้งเพื่อเป็นการป้องกันปัญหา Attitude Sickness เรานัดหมายกันสำหรับวันพรุ่งนี้ โดยไกด์จะมารับเราในเวลา 8 โมงเช้าเพื่อไปยังพระราชวังโปตาลาจุดหมายสำคัญของวันพรุ่งนี้

16

17

18

19

20

22

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

Tags: , , , , , , , , , ,

Comments are closed.