pdhirapat blog

Just another weblog

pdhirapat blog

แบกเป้จากศูนย์สู่”หลังคาโลก” ทิเบต (6)

000-7

พระราชวังโปตาลา  – วัดโจคัง ศูนย์รวมใจของชาวทิเบต

 

โปรแกรมของเราเริ่มต้นขึ้นแต่เช้า เพราะคิวที่เราได้ในการเข้าชมพระราชวังโปตาลา คือ เวลา 9 โมงเช้าแต่ด้วยเพราะเราจัดการกับตัวเองในช่วงเช้าช้าไปพอสมควร ทำให้ไกด์แจ้งว่าเราอาจจะต้องเดินอย่างรวดเร็วหน่อยเพื่อให้ทันเวลาในการเข้าชม

 

รถมารับเราที่โรงแรมก่อนจะใช้เวลาประมาณ 15 นาทีไปส่งยังที่เราต้องเดินเข้าไป จริงๆแล้วดูไม่เหมือนเดินเท่าไหร่นัก ต้องเรียกกว่าเดินเร็วหรือวิ่งน่าจะเหมาะกว่า เพราะไกด์ของเรามีสีหน้ากังวลเล็กน้อยเพราะเราไปช้ากว่าที่ควรจะไปถึงประมาณ 10 นาทียังไม่แน่ใจว่าเจ้าหน้าที่จะอนุญาตให้เราเข้าไปได้หรือไม่

 

ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตรเศษจากจุดที่รถส่งให้เราลงเดินไปถึงยังประตูด้านหน้าเพื่อเข้าพระราชวังโปตาลา เราทั้งหมดมีอาการเหนื่อยเห็นได้ชัด เพราะบนความสูง 3,600 จากระดับน้ำทะเลต้องมาเดินไวแบบนี้แค่ 200 เมตรแรกก็รู้สึกเหนื่อยเหมือนวิ่งเป็นกิโลแล้วครับ

 

ด้านทางเข้าแรกมีการตรวจกระเป๋า ตั๋วเข้าชม อย่างเข้มงวด หลังจากหลุดเข้าไปเราจะพบกับบริเวณที่โล่งที่พอจะมีเวลาให้เราได้ถ่ายรูปแบบเต็มๆของพระราชวังโปตาลาได้ครั้งแรก เราใช้เวลาไม่นานนักเพราะเรายังถือว่ามาช้ากว่าเวลาที่ควรจะมาถึงเราจึงต้องเร่งเดินไปจุดตรวจที่ 2 เพื่อการันตีว่าเราจะสามารถเข้าชมได้แน่นอน

 

จุดตรวจที่ 2  ยังคงต้องใช้ตั๋วในการตรวจอีกครั้งเพื่อตรวจสอบเวลาให้ชัดเจน เพราะการเข้าชมพระราชวังโปตาลา จะมีการจำกัดเวลาที่ค่อนข้างชัดเจน ทั่งเรื่องการเวลาการเข้าชม และการใช้เวลาด้านใน โดยเรามีเวลาเดินขึ้นไปด้านบนซึ่งสูงประมาณ 250-300 เมตรจากจุดตรวจแรกประมาณ 30 นาทีและจะมีเวลาชมด้านในพระราชวังอีก 1 ชั่วโมง นั้นแปลว่าเรามีเวลาชมพระราชวังจำนวน 1 ชั่วโมงครึ่งโดยประมาณ

 

ไม่นานหลังจากจุดตรวจที่ 2 เรียบร้อยแปลว่ายืนยันได้ว่าเราสามารถชมพระราชวังได้อย่างแน่นอน ไกด์หยุดให้เราได้ถ่ายรูปบริเวณด้านในเพื่อเป็นการพักอีกครั้ง

001-8

จำนวนนักท่องเที่ยวในแต่ละวันที่จะเข้าชมพระราชวังแห่งนี้จำกัดอยู่ที่ 4,000 คนต่อวัน ไม่รวมชาวทิเบตที่จะมาเข้าชมได้ตลอดวัน

 

จากจุดแรกหลังจากที่เราผ่านการตรวจเช็คทุกอย่าง คล้ายเป็นจุดพักของทุกคน เราจะเห็นนักท่องเที่ยว ชาวทิเบต รวมถึงลามะจากที่อื่นที่มานั่งพักเพื่อเตรียมตัวเดินขึ้นไปชมด้านบน โดยเราจะต้องเดินขึ้นบันไดประมาณ 300 ขั้นจากจุดดังกล่าว

 

ภาพที่ผมเห็น พระราชวังโปตาลา แตกต่างจากในรูปที่ผมค้นหาในอินเทอร์เน็ตมาพอสมควร ผมรู้สึกได้ว่าจริงๆแล้วใหญ่กว่าในรูปที่ผมเห็น และรู้สึกได้ถึงความศรัทธาของผู้คนชาวทิเบตที่มีต่อสถานที่แห่งนี้

 

ข้อมูลที่ผมได้รับจากไกด์ พระราชวังแห่งนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ อาคารฝั่งสีขาว จะเป็นพื้นที่ที่ใช้ในเรื่องการประกอบกิจกรรมทางด้านศาสนา รวมถึงการเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูป สถูปขององค์ดาไลลามะองค์ก่อนๆ ในขณะที่อาคารฝั่งสีแดง จะเป็นพื้นที่ที่องค์ดาไลลามะ ใช้สำหรับการประกอบภารกิจราชการ

 

องค์ดาไลลามะ ซึ่งชาวทิเบตเชื่อว่าเป็นองค์อวตารของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร นั้นจึงทำให้พระองค์เป็นที่นับถือมากของชาวทิเบต และทำให้พระราชวังโปตาลา เป็นเสมือนศูนย์กลางแห่งจิตวิญญาณของชาวทิเบตเช่นกัน

002-5

ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีเพื่อไต่ระดับจาก 3,660 เมตรความสูงของเมืองลาซาจากระดับน้ำทะเลขึ้นไปยังด้านบนของพระราชวังโปตาลาที่อยู่ในระดับความสูงประมาณ 3,900 เมตร แม้ว่าระยะทางจะไม่ไกลนักแต่ก็ทำให้เราเหนื่อยกันทีเดียวครับ

 

ตลอดเส้นทางเดินขึ้น มีทั้งนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ คนท้องถิ่นชาวทิเบต รวมถึงลามะหลายรูปเดินขึ้นไปพร้อมๆกับเรา ผมได้เห็นคนสูงอายุหลายคนที่เดินตัวปลิวนำหน้าผมไปไกล โดยไม่มีอาการเหนื่อยซักนิด ผิดกลับคณะผมที่แม้ว่าจะอายุไม่มากแต่ก็ต้องหยุดพักเป็นช่วงๆ ตลอดทาง

 

ด้านหน้าก่อนถึงบริเวณาลานกว้างจะมีแนวบันไดให้หยุดพักอีกครั้ง เราเลือกที่หยุดพักเพื่อถ่ายรูปด้านหน้า ก่อนจะเดินต่อไปยังลานกว้างซึ่งจะเป็นที่สุดท้ายที่เราจะสามารถบันทึกภาพได้ ผมว่าเป็นเรื่องที่ดีนะครับที่ไม่อนุญาตให้บันทึกภาพได้ด้านใน เพราะนั้นดูจะสร้างความขลังให้กับสถานที่เพิ่มมากขึ้นด้วย

 

เบื้องหน้าผมตอนนี้เป็นพระราชวังด้านในที่ผมยังจะต้องเดินขึ้นไปบันไดอีกครั้ง และจะมีการรักษาความปลอดภัยด้านหน้าอีกครั้งเช่นกัน พระราชวังแห่งนี้มีอายุประมาณ 1,300 ปี แต่โครงสร้างที่เราเห็นในปัจจุบันเกือบทั้งหมดเป็นโครงสร้างใหม่หลังจากที่ถูกทำลายไปก่อนหน้านี้ โดยองค์ดาไลลามะองค์ที่ 5 ได้ทำการบูรณะ ปฎิสังขรณ์และต่อเดิม

003-2

จะมีเพียง 2 ห้องด้านในเท่านั้นที่เป็นห้องดั้งเดิมที่มีอายุมากกว่า 1,300 ปี โดยโครงสร้างใหม่ที่เราเห็นเฉลี่ยจะมีอายุประมาณ 600-700 ปี ซึ่งด้านในทั้งพระราชวังจะมีห้องต่างๆที่ถูกใช้ในภารกิจหลากหลายรวม 1,000 ห้อง

 

ด้านในนอกเหนือจากที่จะมีห้องที่ใช้ในการประกอบภารกิจในด้านต่างๆขององค์ดาไลลามะแล้วนั้น อีกฟากหนึ่งจะเป็นห้องที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงห้องที่ประดิษฐานพระธาตุ พระศพ ขององค์ดาไลลามะองค์ก่อนๆรวม 8 พระองค์ คือ องค์ที่ 5, 7, 8, 9, 10, 11, 12 และ 13

 

องค์ที่ดูจะสำคัญที่สุดองค์หนึ่งนั้นคือ องค์ที่ 5 ซึ่งชาวทิเบตถือว่าพระองค์มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากในการนำความรุ่งเรืองทางพระพุทธศาสนากลับมา และยังเป็นองค์ที่บูรณะพระราชวังแห่งนี้ให้กลับมาเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทิเบตอีกครั้ง

 

หลังจากผ่านประตูทางขึ้นสุดท้ายเข้ามา เราจะพบกับห้องต่างๆในส่วนของฝั่งปฎิบัติภารกิจด้านการเมืองขององค์ดาไลลามะ ห้องประชุม ห้องทำงาน ห้องบรรทม ห้องยา ห้องรับรองแขกคนสำคัญ ฯลฯ ถูกแบ่งเป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน

 

เราใช้เวลาดูตลอดทางเดินไม่นานนัก ผมค่อยๆซึมซับได้ถึงแรงศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาของชาวทิเบตที่มีมากล้นในทุกๆที่ ด้านในแสดงให้เห็นถึงศิลปะ วัฒนธรรม ความเชื่อ ความศรัทธา ความยิ่งใหญ่ของพระราชวังได้อย่างน่าสนใจ

 

ผ่านอีกด้าน ในส่วนของห้องที่ใช้สำหรับพิธีกรรมทางศาสนา ด้านในเราจะพบกับพระพุทธรูปองค์ต่างๆที่ชาวทิเบตนับถือ ทั้งพระพุทธเจ้าองค์ต่างๆ ทั้งองค์อดีต ปัจจุบัน และองค์อนาคต แต่ที่สำคัญที่สุดองค์หนึ่งคือ พระศรีอาริยเมตไตรย ที่ถือว่าเป็นองค์ประธานของพระราชวังแห่งนี้

004-1

ในส่วนของสถูปของดาไลลามะองค์ก่อนๆที่ประดิษฐานที่พระราชวังแห่งนี้ องค์ที่ใหญ่ที่สุดคือ ดาไลลามะองค์ที่ 5 จากข้อมูลพบว่า สถูปนี้ถูกสร้างด้วยทองคำน้ำหนักรวมกว่า 6 ตัน ถือว่าใหญ่มากครับ และภายในก็น่าสนใจมากทีเดียวครับ

 

ด้านหนัาของสถูปจะมีพระพุทธรูปปางต่างๆ ค่อนข้างดูมีมนต์ขลังมากสำหรับผม นอกจากนี้ผมยังได้เดินไปยัง 2 ห้องที่ผมเกริ่นไว้ก่อนหน้านี้ว่าเป็น 2 ห้องที่เป็นโครงสร้างเดิมเมื่อ 1,300  ปีที่แล้วที่ไม่ถูกทำลาย โดยได้มีการสร้างโครงสร้างใหม่ครอบไว้เพื่อเสริมความแข็งแรงให้กับ 2 ห้องดังกล่าว

 

ค่อนข้างดึงดูดผมทีเดียว ห้องทึบๆ สีเข้มแต่ดูมีความขลังอย่างมาก นักท่องเที่ยวและคนทิเบตจำนวนหนึ่งต่อแถวเพื่อรอที่จะไหว้องค์พระพุทธรูปที่อยู่ด้านใน ทางเข้าเล็กๆเพราะถูกโครงสร้างใหม่ครอบไว้ หากไม่สังเกตให้ดีหรือไม่มีไกด์ชาวท้องถิ่นเราคงเดินผ่านไปอย่างน่าเสียดาย

 

ผมหยุดอธิษฐานต่อพระพุทธรูปใน 2 ห้องนั้นอยู่นานพอสมควร เพราะคงมีไม่กี่สถานที่บนโลกที่สถาปัตยกรรมและความเชื่อจะคงอยู่มามากกว่า 1,000 ปีได้อย่างที่นี่

 

เราเดินต่อมาเรื่อยๆ ตามทางเดินที่ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน โดยขึ้นบันไดบ้าง ลงบันไดบ้างตามเส้นทางที่ถูกจัดเตรียมไว้ เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงด้านในถือว่าสำหรับผมในตอนนั้นอิ่มบุญทีเดียวครับ ได้เห็นและสัมผัสได้ถืงความเชื่อ ความศรัทธาที่ชาวทิเบตมีต่อพระพุทธศาสนาอย่างท่วมท้น

 

ทางออกจากพระราชวัง ด้านหลังจะมีห้องน้ำและร้านจำหน่ายของที่ระลึกเล็กๆด้านนอก เราใช้เวลากันไม่นานนักสำหรับการพักที่จุดนี้ เราออกไปยังด้านหลังของพระราชวัง จากมุมด้านบนเราจะมองเห็นเมืองลาซาได้ทั่วบริเวณ เราต้องเดินเท้าลงไปด้านล่างอีกครั้งเพื่อไปยังทางออกพระราชวัง

 

ผู้คนเริ่มหนาตาตลอดเส้นทางเพราะใกล้ช่วงเที่ยง ระหว่าง 2 ข้างทางหลังจากเดินลงมาด้านล่างของพระราชวัง เราจะได้เห็นผู้คนมากมายที่เดินสวดมนต์ ในมือหมุนกงล้อมนต์ตราซึ่งถือเป็นเครื่องมือในการสวดมนต์ของชาวทิเบต ซึ่งอาจจะรวมถึงชาวภูฎาน และเนปาลด้วย

005-11_1

เวลาอาหารกลางวันพอดีเรามายังร้านอาหารใจกลางเมือง ไม่ไกลนักจะเป็นอีกหนึ่งจุดหมายสำคัญของวันนี้ นั้นก็คือ วัดโจคัง อารามหลวงกลางใจเมืองลาซา ศูนย์กลางแห่งความศรัทธาของชาวทิเบต ว่ากันว่าใครมาถึงเมืองลาซา ไม่ได้ไปเยือนพระราชวังโปตาลาเหมือนมาไม่ถึง แต่จริงๆแล้วถ้าใครไม่ได้มาวัดโจคังก็เหมือนมาไม่ถึงทิเบตเช่นเดียวกันครับ

 

อาหารพื้นเมือง รวมถึงอาหารอินเดียรสชาติแปลกจากที่เคยกิน ทำให้มื้ออาหารกลางวันเรากินอะไรกันไม่ได้มาก แม้ว่าเราจะสั่งไข่เจียวอาหารยอดฮิตของคนไทยเพิ่มแล้วก็ตาม

 

เพียง 100 เมตรจากร้านอาหารมายังลานหน้าวัดโจคัง สิ่งที่ผมสัมผัสได้นอกเหนือจากความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา คือ แรงศรัทธาของคนทิเบต เราจะเห็นภาพผู้คนตั้งจิตอธิษฐาน เดินทำ “อัษฎางคประดิษฐ์” หรือการไหว้แทบทุกส่วนของร่างกายสัมผัสพื้น

 

หลายคนออกเดินเท้าไหว้อัษฎางคประดิษฐ์จากบ้านมาเป็นระยะทางหลายสิบกิโลเมตร บางคนอาจจะเป็นร้อยกิโลเมตร โดยก้มลงกราบนอนราบทุกๆ 3 ก้าว ใช้เวลาเป็นแรมเดือน หรือบางคนอาจจะเป็นแรมปีจนมาถึงหน้าวัดโจคัง ที่ที่เปรียบเสมือนจุดหมายปลายทางของความศรัทธาของชาวทิเบต

 

ว่ากันว่าหากใครสามารถทำท่าไหว้ราบได้ครบ 600,000 ครั้ง ไม่ผิดครับ 6 แสนครั้งนั้นเท่ากับว่าจะต้องเดินเท้ามากกว่า 1,800,000 ก้าวผู้นั้นหากตายไปจะได้ไปสถิตในดินแดนที่เราเรียกว่า นิพพาน

006-12

หลายคนเนื้อตัวมอมแมม เสื้อผ้าดูหมองเนื่องจากใช้เวลาหลายเดือนในการเดินทางกว่าจะมาถึงที่วัดแห่งนี้ ผมถามไกด์ของเราว่าเค้าอธิษฐานอะไรกันระหว่างเดินทางมาที่วัดโจคัง ไกด์ตอบกับผมว่าคนที่นี่ทำแบบนี้เพราะความศรัทธา คำอธิษฐานเดียวไม่ใช่เพื่อตัวเองหรือเพื่อครอบครัว แต่เพื่อพระพุทธศาสนาเท่านั้น

 

ผมยิ่งศรัทธาในสิ่งที่ผมเห็น และสิ่งที่ชาวทิเบตได้ทำให้ผมเห็นในวันนั้น บางคนที่อาจจะไม่สามารถทำได้ก็อาจจะใช้โอกาสของแต่ละคนที่ไม่เท่ากัน ทำแตกต่างกันไป ผู้คนจำนวนไม่น้อยทำอัษฎางคประดิษฐ์ด้านหน้าวัด บางคนอาจจะวนแค่รอบวัด จะรอบเล็กหรือรอบใหญ่แต่ทุกคนก็ทำเพราะแรงศรัทธา

 

ด้านหน้าวัดโจคัง นอกเหนือจากลานกว้างด้านหน้าแล้วจะมีเสาใหญ่ 2 ต้นตระหง่าน ผูกมัดไปด้วยผ้าหลากสีตามความเชื่อของชาวทิเบต

 

เราเดินเข้าไปด้านในวัด จากประตูด้านข้าง พวกเราเดินสวนกับชาวทิเบตสูงอายุหลายคนที่หอบข้าวของมากมายไว้ด้านหลังของตัวเอง ผมได้รับคำตอบจากไกด์ว่าคนเหล่านี้เดินเท้ามาหลายร้อยกิโลเพื่อเดินทางมาที่วัดแห่งนี้ การได้มากราบไหว้พระพุทธรูปด้านใน พระศากยมุนี ถือว่าเป็นความฝันของชาวทิเบตทุกคน

 

พระพุทธรูปองค์ดังกล่าวถือว่าเป็นของขวัญ ที่จักรพรรดิถังไท่จงของจีน ได้พระราชทานให้ในพิธีอภิเษกสมรสระหว่างพระราชธิดาของพระองค์ คือ พระราชธิดาเหวินเฉิงกับกษัตริย์ซองต์เซ็น กัมโป แห่งทิเบต ในปีพ.ศ. 1173

 

ชาวทิเบตจะเรียกพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “พระโจโป”

007-17_1

ด้านในหลังจากผ่านประตูทางเข้าด้านข้าง เราจะพบคล้ายหม้อ หรือกระทะใบใหญ่หน้าประตูอีกบานที่จะเข้าไปถึงบริเวณกลางวัด หม้อหรือกระทะใบนั้น ซึ่งขณะนี้กลายเป็นเหมือนอ่างน้ำมนต์จากเดิมเป็นกระทะใบใหญ่ที่ประกอบอาหารถวายลามะจำนวนนับพันรูปที่จำพรรษาที่วัดโจคังแห่งนี้

 

ด้านในของวัดโจคังปัจจุบันจะมีลักษณะเหมือนระเบียง 4 ด้าน ตรงกลางเป็นพื้นที่ 4 เหลี่ยมจัตุรัส ซึ่งแต่เดิมจะมีเพียงระเบียงด้านเดียว ภายหลังได้มีการก่อสร้างเพิ่มเติม เราอยู่บริเวณด้านข้างของระเบียงเพื่อฟังข้อมูลจากไกด์ของเราอยู่ซักระยะ

 

ด้านในที่ไม่อนุญาตให้บันทึกภาพได้ พอพ้นประตูในห้องโถงขนาดใหญ่เราจะพบคล้ายที่นั่งจำนวนมากถูกตระเตรียมไว้ให้พร้อมสำหรับการประกอบพิธีกรรมที่สำคัญของวัดแห่งนี้ มีที่นั่งสำหรับลามะหลายร้อยที่นั่งถูกจัดอย่างเป็นระเบียบ

 

นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมโดยรอบได้จากทางซ้ายมือ ด้านหลังจากจุดกึ่งกลางประตูที่เราเข้ามาจะเป็นที่ประดิษฐานพระโจโป ศูนย์รวมใจของชาวทิเบตทั้งประเทศ ตลอดทางเดินด้านข้างจะมีพระพุทธรูปหลายองค์ซึ่งแต่ละองค์ก็จะมีเรื่องราว หรือประวัติเฉพาะของแต่ละองค์ไป

 

เราเดินจนมาถึงด้านหน้าของพระโจโป ภายในจะมีลักษณะคล้ายห้องเล็กๆอีกห้อง ซึ่งจะถูกกั้นไว้ด้วยม่านเหล็กโดยมีลามะยืนคุมอยู่หน้าประตู โดยปกติแล้วจะมีเพียงชาวทิเบตเท่านั้นที่จะสามารถเข้าไปในห้องดังกล่าวได้ นักท่องเที่ยวจะสามารถยืนขอพร อธิษฐานได้จากด้านหน้าเท่านั้น

 

โชคดีของผมหลังจากที่ยืนอธิษฐานด้านหน้าอยู่นาน ผมขออนุญาตลามะที่คุมอยู่ด้านหน้าแม้ว่าหน้าตาลามะรูปนั้นจะดูไม่เป็นมิตรเท่าที่ควรเพื่อมีโอกาสซักครั้งในชีวิตที่จะได้เข้าไปเห็นพระโจโปใกล้ๆ ลามะรูปนั้นยิ้มพร้อมกวักมือเรียกให้ผมและผู้ร่วมเดินทางอีกคนเข้าไป

 

สำหรับผมถือว่าเป็นบุญมากครับที่ได้เข้าไปใกล้ๆองค์จริงของพระโจโป บรรยากาศหลังม่านเหล็กหลังจากที่ลามะรูปดังกล่าวเปิดม่านให้ผมเข้า ผมขนลุกนะครับกับความขลังด้านใน ลักษณะคล้ายถ้ำ เราจะสามารถเดินรอบองค์พระโจโปได้จากด้านใน

 

พระโจโปองค์ประธาน ถูกรายรอบไว้ด้วยพระพุทธรูปอีกหลายองค์ ซึ่งไม่อาจจะมองเห็นได้จากด้านนอก ผมก้มหัวลงกราบพระโจโปจากด้านหน้าก่อนจะเดินวนซ้ายของห้อง

 

ไม่ใหญ่มากครับสำหรับห้องด้านในห้องนี้ น่าจะซัก 1 นาทีเท่านั้นผมก็เดินรอบห้องนี้พอดี ก่อนออกจากม่านเหล็กหันกลับไปไหว้อธิษฐานอีกครั้ง ก่อนจะก้าวออกมาพร้อมกับม่านเหล็กที่ปิดลง ลามะรูปดังกล่าวที่อนุญาตให้ผมเข้าไปด้านในเดินหายจากไปจากห้องนั้นพอดี

 

ผมเดินวนรอบจนมาถึงประตูด้านหน้า ในวัดแห่งนี้เรายังสามารถเดินขึ้นไปยังชั้นบนของวัดได้ โดยด้านบนเราจะมองเห็นเมืองลาซาในอีกมุมมองหนึ่ง นอกจากนี้เรายังจะมองเห็นพระราชวังโปตาลาจากตรงนั้นได้ด้วยสัญลักษณ์คล้ายระฆังด้านบนวัดโจคัง

008-16

ถือว่าเป็นอีกจุดสำคัญของการชมเมืองลาซาที่น่าประทับใจมากครับ ด้านล่างเราจะมองเห็นความศรัทธาของคนมากมายที่มายืนกราบไหว้แบบอัษฎางคประดิษฐ์ด้านหน้าวัด สุดสายตายังเป็นพระราชวังที่เป็นศูนย์รวมใจของชาวทิเบตอีกด้วย

 

เราเสร็จโปรแกรมสำหรับวันที่ 2 ในทิเบตของเราเวลาประมาณ 4 โมงเย็น เรายังพอมีเวลาในการเดินในตลาดกลางเมืองของทิเบตอีกครั้งเนื่องจากปกติในช่วงเวลานี้พระอาทิตย์จะตกเวลาประมาณ 3 ทุ่ม สำหรับอากาศต้องบอกว่าค่อนข้างร้อนในช่วงกลางวันครับ แต่ในช่วงหลังพระอาทิตย์ตกจะค่อนข้างเย็นทีเดียว

 

บางช่วงเวลาของเมืองลาซา อุณหภูมิระหว่างวันอาจจะแตกต่างกันถึง 20 องศาหรือมากกว่านั้น เพราะแม้แต่ในช่วงฤดูหนาว ช่วงกลางวันอากาศก็ยังค่อนข้างร้อนอยู่ดี อาจจะเป็นเพราะอยู่บนที่ราบสูงก็เป็นไปได้

 

ผมใช้เวลาในการเดินหาของที่ระลึกจากทิเบตในช่วงเย็นของวันนั้น เพราะจุดหมายปลายของคณะเราจุดหมายต่อไปจะเป็นเรื่องธรรมชาติ เราจะต้องเดินทางออกไปจากเมืองลาซาหลายสิบชั่วโมงเลยทีเดียว

 

ผมได้รับคำแนะนำจากไกด์ว่าจะมีจุดจำหน่ายของที่ระลึกอยู่ไม่ห่างไกลนักจากโรงแรมที่พัก ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีผมเดินมาถึงคล้ายๆกับตลาด หรืออาจจะเรียกว่าสวนลุมแห่งทิเบตก็ไม่ผิดนัก ของที่ระลึกมากมายหลายร้านมีให้เลือกอย่างมากมาย

 

ผมถูกใจกับหินทิเบต ที่ถูกกล่าวขานว่าทรงพลังมากสำหรับคนที่เชื่อ ของฝากหลายชิ้นจึงถูกซื้อจากที่นี่ ก่อนที่เราจะเดินกลับไปยังโรงแรมที่พักเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทางอีกครั้งในวันพรุ่งนี้

009-20

010-29

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

Tags: , , ,

Comments are closed.