pdhirapat blog

Just another weblog

pdhirapat blog

แบกเป้จากศูนย์สู่”หลังคาโลก” ทิเบต (9) : พลาดไม่ได้ “ทะเลสาบลาว็อก-ธารน้ำแข็งมิดุย”

001-4

เหมือนเช่นทุกวันครับ เราต้องตื่นเช้าเพื่อออกเดินทางต่อไป แต่วันนี้สำหรับผมถือว่าตื่นเต้นพอสมควรครับเพราะผมจะได้เห็นอีก 2 จุดหมายปลายทางของการเดินทางในครั้ง

 

เราออกเดินทางจากโรงแรมที่พักตอน 8 โมงเช้าเพื่อเดินทางไปยังจุดแรกนั้นคือทะเลสาบลาว็อก หรือจะเรียกว่าหลั่นวู่ ตามชาวทิเบตก็ได้ครับ

 

เส้นทางไม่ต่างจากทุกวันเท่าไหร่นัก ตลอดทางที่เรานั่งรถผ่านยังคงเป็นเขาสลับต้นไม้น้อยใหญ่ หลายช่วงถนนดูแย่กว่าที่เราผ่านมาเพราะคืนก่อนหน้าที่เราเดินทางนั้นฝนตกตลอดทั้งคืน

 

เกือบ 4 ชั่วโมงหลังจากออกเดินทางเรามาแวะที่ร้านอาหารเพื่อกินข้าวเที่ยง จริงแล้วระหว่างทางที่เรามาถึงร้านอาหารเราเพิ่งผ่านทางเข้าไปธารน้ำแข็งมิดุยมา แต่หลังจากอาหารเที่ยงเราจะมุ่งหน้าเพื่อไปดูทะเลสาบลาว็อกก่อนที่จะแวะกลับไปธารน้ำแข็งอีกครั้ง

002-1

ร้านอาหารเล็กๆ ข้างทางหลายร้านเปิดรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านมาทางนี้เพื่อเยี่ยมชมทะเลสาบจุดหมายปลายทางของเรา อาหารพื้นเมืองหลายอย่างที่เราสั่งในแต่ละมื้อรสชาติเปลี่ยนไปตามพื้นที่ตลอดเส้นทางที่เราเดินทางมา

 

หลังจากกินข้าวเสร็จเราใช้เวลาไม่นานนักเดินทางต่อไปยังทะเลสาบลาว็อก ซึ่งถือว่าเป็นทะเลสาบที่เกิดขึ้นหลังการยกตัวของพื้นดินบริเวณดังกล่าวในช่วงไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมา

 

ก่อนถึงทะเลสาบลาว็อก ไกด์แวะพาเรามาพักที่จุดพักรถอีกจุดซึ่งถือว่าเป็นจุดที่มีนักท่องเที่ยวแวะพักในจุดนี้ไม่น้อยทีเดียว เบื้องหน้าของผมในตอนนี้ แม่น้ำที่เกิดจากการละลายของหิมะด้านบนไหลเชียวพอสมควร ขณะที่ฉากด้านหลังเป็นภูเขาสูงตระหง่านยอดยังถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน

003-5

เราใช้เวลาพักใหญ่กับการดื่มด่ำบรรยากาศตรงนั้น ไกด์ของเราโชว์การกระโดดไปตามหินก้อนใหญ่ด้านล่างจนสามารถไปยืนกลางแม่น้ำได้

 

ผมใช้เวลาตัดสินใจไม่นานในการคิดก่อนจะทำตาม ต้องบอกว่าสำหรับผมที่นี่คือที่สุดที่หนึ่งของการเดินทางเลยครับ บรรยากาศธรรมชาติที่ลงตัวอย่างมาก ทั้งสีสันที่ธรรมชาติรังสรรค์แต่งเต้มให้ เสียงของน้ำที่ไหลผ่าน เป็นอีกภาพหนึ่งที่ผมจะจดจำไปอีกนาน

 

เราออกเดินทางต่อแม้ว่าตลอดเส้นทางที่เราเดินทางในวันนี้ฝนดูเหมือนจะไม่เข้าข้างเราเท่าไหร่นัก เพราะฝนตกตลอดเส้นทาง ทำให้แดดออกน้อยมาก เมฆเยอะจนบดบังวิวที่เราอยากเห็น แต่นั้นไม่ใช่อุปสรรคที่จะขัดขวางการเดินทางของเราได้

 

ผมแอบนั่งสวดมนต์ตลอดเส้นทางเพื่อขอให้อากาศเป็นใจกับเรามากขึ้น ผมแอบภาวนาว่าถ้าฝนจะตกก็ไม่เป็นไร แต่เมื่อเราไปถึงยังจุดหมายของการเดินทางขอให้ฟ้าเปิดเพื่อให้เราได้ชื่นชมกับสิ่งที่เราดั้นด้นมาหลายวันเพื่อจะได้เห็นซักครั้งในชีวิต

 

รถตู้ของเราจอดอีกครั้ง เบื้องหน้าผมในขณะที่ฝนยังตกปรอยๆ ทางเดินคล้ายสะพานไม้ทอดยาวลงไปนบริเวณด้านล่าง ปลายสุดของสะพานไม้ลักษณะคล้ายเนินเขาเล็กๆ ด้านบนมีที่ให้ยืนเพื่อชมบรรยากาศโดยรอบ

 

ตอนนี้เราเดินทางมาถึงทะเลสาบลาว็อกแล้วครับ ในช่วงที่ผมเดินทางบริเวณน้ำในทะเลสาบอาจจะไม่มากนักเพราะว่าด้านบนเขาหิมะยังปกคลุมอย่างหนา อากาศค่อนข้างหนาวเย็นมากทีเดียว และลมต้องเรียกว่าใครน้ำหนักน้อยๆอาจจะเซได้เลยครับ

004-6

พื้นที่โล่งบริเวณทะเลสาบบนทางเดิน เราทั้งคณะเดินบนสะพานไม้อย่างช้าๆ เนื่องจากลมแรงมาก อุณหภูมิในขณะนั้นอยู่ที่เพียง 2 องศาเท่านั้นเอง เราเดินไปจนถึงทางเดินขึ้นต้องหยุดพักด้านล่างเพื่อปรับสภาพร่างกายนิดหน่อย

 

เราเดินขึ้นตามบันไดไม้ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาทะเลสาบแห่งนี้ จะว่าโชคดีของเราก็ว่าได้บริเวณนั้นเราเป็นเพียงคณะเดียวที่อยู่ที่นั้นในตอนนั้น จะมีเพียงนักท่องเที่ยวที่ปั่นจักรยานมา 2-3 คันเท่านั้นที่อยู่ด้านบนกับเราด้วย

 

เราเดินขึ้นไปถึงด้านบนที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นลานไม่กว้างมากนักเพื่อชื่มชมกับบรรยากาศโดยรอบของทะเลสาบแห่งนี้ ทะเลสาบที่กลายเป็นแห่งพักน้ำของชาวบ้านในพื้นที่

 

โดยรอบของทะเลสาบแห่งนี้ จะมีพื้นที่ที่คล้ายเป็นทะเลสาบเล็กๆอีกหลายแห่ง เราสามารถเดินต่อไปยังทะเลสาบเล็กๆ ด้านข้างได้ ใช้เวลาด้านบนในสภาวะอากาศที่หนาวมากไม่นาน เราออกเดินทางต่อเพื่อไปยังอีกหนึ่งจุดหมายของเราในทริปนี้ นั้นคือ ธารน้ำแข็งมิดุย

005-8

006-11

เราใช้เส้นทางเดิมที่เราผ่านมาในช่วงหลังอาหารเที่ยง เพื่อกลับไปยังทางเข้าธารน้ำแข็งมิดุย ด้านหน้าทางเข้าเราจะต้องเสียค่าผ่านทาง และลงบันทึกแจ้งเจ้าหน้าที่ด้านหน้าเพื่อตรวจสอบการเข้าออกด้วย

 

เส้นทางที่กำลังมีการปรับปรุงทำให้ตลอดเส้นทางแม้ว่าจะไม่ไกลนักจากปากทางเข้าไปถึงบริเวณที่เราต้องเดินเท้าต่อไปได้ค่อนข้างยากลำบากทีเดียว เราสวนทางรถหลายคันที่ออกมาจากด้านในเพราะนี้เป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังเส้นทางนี้

 

เกือบ 1 ชั่วโมงบนเส้นทางเพียงไม่กี่กิโลเมตร เราเดินทางมาถึงยังลานกว้างที่จอดรถ นักท่องเที่ยวจำนวนมากเริ่มเดินออกมาจากจุดหมายที่เรากำลังจะเดินเข้าไป มี 2 ทางเลือกครับกับการไปถึงยังธารน้ำแข็งมิดุย นั้นคือ เดินเท้าซึ่งระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร และทางเลือกที่ 2 คือนั่งม้าซึ่งคิดค่าเดินทางไปกลับคนละ 100 หยวน

007-13

008-16

009-18

เราเลือกเดินเท้าครับ ไกด์พาเราลัดเลาะไปตามบ้านของชาวบ้าน บางช่วงจะต้องปีนป่ายพอสมควร เราเดินเลาะไปบนที่นาของชาวบ้านบนธรรมชาติที่เราอยากจะหยุดถ่ายรูปทุกๆ 3 ก้าวเลยก็ว่าได้ ประมาณ 1 กิโลเมตรกับการเดินเท้าในทางราบ

 

เราเดินมาถึงทางเดินที่เป็นบันไดปูนแม้ว่าจะไม่ชันมากแต่ก็ดูสูงทีเดียวครับ ระยะทางที่เหลืออีกประมาณ 1 กิโลเมตรเราใช้เวลามากกว่าช่วงแรก มีการหยุดพักเหนื่อยเป็นระยะๆตลอดเส้นทาง

 

ปลายทางของบันไดปูน ถือสะพานไม้ที่ถูกสร้างถอดแนวออกไปเป็นลานกว้างทีเดียวครับ เบื้องหน้าผมในตอนนี้คือ จุดหมายปลายทางสำคัญของเราในครั้งนี้ ธารน้ำแข็งมิดุย 1 ใน 3 ธารน้ำแข็งในประเทศจีนครับ

 

ปลายตาที่เรามองเห็นคือภูเขาน้ำแข็งขาวโพลนที่ปกคลุมด้วยหิมะตลอดทั้งปี แม้ว่าช่วงที่ผมเดินทางไปหิมะบางส่วนจะเริ่มละลายมาบ้างแต่ภูเขาเกือบทั้งลูก จริงๆเราน่าจะเรียกว่าเทือกเขาน่าจะเหมาะสมกว่าเพราะมีภูเขามากมายในบริเวณนั้นที่ยังมีหิมะปกคลุม

 

ธารน้ำแข็งมิดุยจริงแล้วเราสามารถเดินเท้าเข้าไปได้ใกล้มากกว่านี้แต่จะต้องใช้เวลาอีกหลายชั่วโมงกับการเดินเท้า และจะสวยกว่าถ้าเรามาในช่วงฤดูหนาวเพราะน้ำด้านล่างที่เราเห็นจะกลายเป็นน้ำแข็ง เป็นธารน้ำแข็งให้เราเดินเท้าเข้าไปได้ง่ายขึ้นแต่นั้นก็ต้องแลกกับสภาพอากาศที่อาจจะต้องเรียกว่าหนาวจนถึงกระดูกทีเดียวครับ

 

เราดื่มด่ำกับจุดหมายปลายทางของเราประมาณ 1 ชั่วโมง นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาถึงที่นี่ต้องบอกว่าน้อยมากครับ เพราะเส้นทางที่แสนจะหฤโหดและยังไม่ถูกเปิดเผยสู่สายตาชาวโลกให้เป็นที่รู้จักมากนัก แต่ผมเชื่อว่าอีกไม่นานจุดหมายปลายทางของผมจะกลายเป็นที่รู้จักและมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมาถึงอย่างแน่นอนครับ

 

ป้ายข้อมูลธารน้ำแข็งมิดุย ซึ่งอยู่ในระดับ 3,800 เมตรจากระดับน้ำทะเล

010-20

011-21

012-22

ไกด์พาเราเดินกลับมาในอีกเส้นทางในทางลง เป็นเส้นทางที่หากคุณเลือกที่จะใช้บริการของม้าคุณจะเดินทางมาในเส้นทางนี้ ทางลงลาดชันไม่มีบันไดดูจะเหมาะกับม้ามากกว่าคนครับ แต่ก็ไม่ลำบากมากสำหรับการเดินลง ใช้เวลาไม่นานเราเดินมาถึงที่ราบด้านล่างซึ่งถูกรายรอบไปด้วยภูเขารอบทิศ เหมือนเราตกอยู่กลางหุบเขาทีเดียวครับ

 

เรานั่งรถกลับทางเดิมที่เราเดินทางมาเมื่อเช้าเพื่อกลับไปพักยังเมืองโพมิอีกคืนหนึ่ง เราต้องออกมาจากธารน้ำแข็งในช่วงไม่เย็นมากนักเพราะเรายังต้องเดินทางกลับที่เรายังต้องผ่านภูเขา ถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อซึ่งจะอันตรายมากหากเดินทางช่วงพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว

 

ช่วงค่ำเราเดินทางกลับมาถึงโรงแรมที่พัก ในวันนี้ไม่มีชาวพื้นเมืองออกมาเต้น ออกกำลังกายที่บริเวณด้านกลางเมืองเหมือนเมื่อวันที่ผ่านมาเพราะฝนที่ตกตลอดทั้งวัน เรากินอาหารเย็นแบบง่ายๆ ก่อนจะกลับมาพักผ่อนเพื่อวันรุ่งขึ้นจะต้องเดินทางกลับไปยังเมืองบายีอีกครั้ง

013-28

014-30

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

Tags: , , , , , , , , ,

Comments are closed.