pdhirapat blog

Just another weblog

pdhirapat blog

“หลวงพระบาง” มรดกโลกที่น่าไปเยือน (ตอนที่1)

000-6

มีเหตุปุ๊บปั๊บให้ผมต้องออกเดินทางอีกครั้ง….

 

“แม่อยากทำบุญ” คำพูดสั้นๆ ที่ทำให้ผมต้องคิดทริปสั้นๆ เดินทางในช่วงเวลา 2-3 วัน

 

“หลวงพระบาง” กลายเป็นเมืองแรกที่ผมคิดถึง อาจจะเป็นเพราะผมยังไม่เคยไปยังหลวงพระบาง และคงมีอะไรบางอย่างอยากให้ผมมาที่นี่

 

ผมวางแผนเดินทางมาในครั้งนี้แบบง่ายๆ เดินทางช่วงเที่ยงจากเมืองไทย และกลับช่วงบ่ายๆจากประเทศลาว เพื่อให้ไม่เหนื่อยมากนัก

 

เครื่องบินจากเมืองไทย(สนามบินสุวรรณภูมิ) ในปัจจุบันมี 3 สายการบินที่เดินทางตรงมายัง บางกอกแอร์เวย์ ลาวแอร์เวย์และการบินไทย โดยผมเลือกที่จะเดินทางมากับสายการบินไทย โดยจะบินมาในวันจันทร์และกลับในวันพุธ

 

ไฟล์ท 12:25 น. ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1:35 นาที เรียกได้ว่าไกลกว่านั่งเครื่องบินไปเชียงใหม่แค่นิดเดียว

 

สนามบินขนาดไม่ใหญ่เหมือนเทียบกับสนามบินนานาชาติหลายแห่งที่ผมเดินทางไป เรียกพูดแรกที่ผมได้ยิน “สบายดี” คำทักทายของคนลาวต่อแขกผู้มาเยือนอย่างผม

 

ใช้เวลาในการตรวจเอกสารไม่นาน กระเป๋าเดินทางถูกเรียงออกมาตามสายพานอย่างเป็นระเบียบ ประมาณคครึ่งชั่วโมงหลังจากเครื่องบินลงจอดทุกอย่างก็เรียบร้อย

 

ครั้งนี้ผมเลือกที่จะใช้ไกด์ส่วนตัวและรถส่วนตัวเพื่อให้สะดวกในการเดินทาง และสำหรับผมการได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง เยอะ สำคัญมากสำหรับการเขียนข้อมูลต่างๆ และไกด์ของผมในทริปนี้เป็นหญิงมีอายุ ซึ่งถือว่าเป็นไกด์เซเลบฯ ของหลวงพระบางเลยก็ว่าได้เพราะที่ผ่านมาเคยรับหน้าที่เป็นไกด์ให้กับคนดังของเมืองไทยมาอย่างมากมาย

 

“พี่สมจิตร ไกด์เซเลป ที่ผมพูดถึง”

 

จากสนามบินใช้เวลาประมาณ 10 นาทีผมเดินทางมาถึงโรงแรมที่พักเพื่อเอากระเป๋าเดินทางมาเก็บให้เรียบร้อย ก่อนจะออกเดินทางไปตามภารกิจทำบุญในครั้งนี้

 

หลวงพระบาง เมืองขนาดไม่ใหญ่ที่ถูกขึ้นทะเบียนให้เป็นเมืองมรดกโลกในปี ค.ศ.1995 โดยเมืองแห่งนี้ถึงขนาบด้วยแม่น้ำ 2 สาย คือ แม่น้ำโขง และแม่น้ำคาน ภายในตัวเมืองถูกแบ่งออกเป็นเขตๆ เพื่อจัดอันดับของความสำคัญหลังจากได้รับประกาศเป็นมรดกโลก

 

ภายในเมืองชั้นในหลายอย่างจะถูกควบคุมโดยยูเนสโก (UNESCO) ไม่ว่าจะเป็นอาคาร ตึก บ้านพัก โรงแรม จะต้องถูกต้องตามแบบที่ถูกกำหนดไว้เท่านั้น การก่อสร้างเพิ่มเติมจะต้องได้รับอนุญาตจากยูเนสโกเท่านั้นเช่นกัน ถนนหลายอย่าง และรูปแบบหลายอย่างๆ ในเมืองถูกเข้ามาจัดสรรให้เหมาะกับพื้นที่เพื่อรักษาความเป็นมรดกโลก

 

เมืองด้านใน ในเขตที่คนพื้นเมืองเรียกว่าเขต A จะเป็นเขตที่ค่อนข้างเข้มงวด อาคารทั้งหมดจะมีความสูงไม่เกิน 2 ชั้น หากจะสร้างมากกว่า 2 ชั้นจะต้องเป็นชั้นใต้ดิน และรูปแบบอาคาร หลังคา รวมถึงสี และป้ายต่างๆ จะถูกเข้ามาตรวจสอบและควบคุมแบบในการก่อสร้างทั้งหมด

 

ใช้เวลาในการเก็บกระเป๋า และล้างหน้าล้างตาไม่นาน สถานที่แรกที่เดินทางไปของผม ถือว่าเป็นวัดใหญ่และสำคัญที่สุดของเมืองหลวงพระบาง นั้นคือ วัดเชียงทอง ถือว่าผมโชคดีมากสำหรับการเดินทางมาในครั้งนี้ เพราะหนึ่งในพระพุทธรูปสำคัญของเมืองหลวงพระบาง คือ “พระม่าน” ซึ่งปกติจะอยู่ในวิหารด้านหลังของโบสถ์ใหญ่ซึ่งจะปิดและจะเปิดในวันสำคัญเท่านั้น

005-8

ที่ว่าผมโชคดี คงเป็นเพราะในช่วงเวลาที่ผมไปถึงวัดเชียงทอง วิหารที่พระม่านประดิษฐสถานอยู่เปิดพอดี เพราะมีพระสงฆ์จากเมืองไทยขออนุญาตเปิดเป็นกรณีพิเศษ ผมถึงได้มีการโอกาสนมัสการพระม่านเป็นองค์แรกของการเดินทางมาที่เมืองหลวงพระบางแห่งนี้

 

“หลวงพระบาง” จะมีพระพุทธรูปที่ประชาชนทั่วประเทศให้การนับถือมากๆอยู่ 2 องค์ 1 คือ พระม่านที่อยู่ที่วัดเชียงทอง และ 2 คือ พระบาง ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ

 

ด้านหนัาของวิหารที่พระม่านประดิษฐสถานยังมีงานศิลปะที่สวยงาม เป็นการใช้กระเบื้องแผ่นเล็กตกแต่งเป็นเรื่องเล่าตามตำนาน ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของวัดเชียงทอง

 

ผมเดินวนไปด้านหน้าที่ทางเข้าพระอุโบสถหลังใหญ่ของวัดเชียงทองที่ประดิษฐสถานของพระประธาน ศิลปะด้านในดูมีเอกลักษณ์เป็นอย่างมากแม้ว่าจะมีความคล้ายคลึงกับวัดทางเหนือของประเทศไทยค่อนข้างมากก็ตาม

 

ทางด้านซ้ายของอุโบสถหลังใหญ่ ยังมีวิหารหลังเล็กที่เป็นที่ประดิษฐสถานพระพุทธรูปที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ในหลวงของคนไทย) ได้พระราชทานมาประดิษฐสถานไว้ที่วัดเชียงทองแห่งนี้ นอกจากนั้นยังมีวิหารพระนอน และวิหารด้านข้างอีก 2 หลังที่ประดิษฐสถานพระพุทธรูปอีกมากมาย

 

ภายในวัดเชียงทองยังมีอาคารคล้ายพิพิธภัณฑ์ที่ถูกจัดแสดงราชรถที่เคยถูกใช้ในพระราชพิธีต่างๆ รวมถึงพระโกศของบุคคลสำคัญอีกหลายท่านในนั้นด้วย

 

ผมเดินออกจากวัดเชียงทองมุ่งหน้าสู่วัดศรีบุญเรือง วัดศิริมงกุลไชยาราม และอีกหลายวันบริเวณโดยรอบ ก่อนที่ช่วงเย็นผมจะมีแผนที่จะเดินขึ้นบันไดเกือบ 300 ขั้นเพื่อขึ้นไปนมัสการพระธาตุบนวัดพูสี อีกวัดสำคัญของชาวลาว

 

ใช้เวลาไม่นานสำหรับการเดินขึ้นไปด้านบน เพราะอากาศที่ค่อนข้างเย็นจึงทำให้เราไม่เหนื่อยมาก นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่เดินทางมายังหลวงพระบางเลือกที่จะขึ้นไปชมพระอาทิตย์ตกด้านบน เพราะจุดสูงด้านบนวัดพูสีทำให้เราได้มองเห็นเมืองหลวงพระบางโดยรอบ และเห็นแม่น้ำโขง แม่น้ำคาน แม่น้ำ 2 สายหลักของหลวงพระบางอย่างชัดเจน

 

หลังจากเดินลงกลับมาด้านล่าง ตลาดนัดกลางคืนที่เริ่มตั้งตอนช่วงที่เราเดินขึ้นไปก็เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ข้าวของพื้นเมืองมากมายถูกจัดเรียงเพื่อขายกับนักท่องเที่ยว ความเปลี่ยนแปลงของเวลาทำให้ความเจริญได้เริ่มลุกเข้ามาในวิถีชีวิตของชาวบ้านมากขึ้น

 

ผมจบการเดินทางในวันแรกที่หลวงพระบางกับตลาดกลางคืน เพราะพรุ่งนี้ผมมีโปรแกรมเช้าที่จะต้องเดินช่วงตี 5 เพื่อมาร่วม 1 ในกิจกรรมที่เป็นเหมือนไฮไลต์ที่สุดของการเดินทางมาประเทศลาว นั้นคือ การตักบาตรข้าวเหนียวตอนเช้า

001-3

002-4

003-5

004-7

006-9

007-10

008-11

009-12

010-13

011-14

Tags: , , , , , , , , , , , ,

Comments are closed.