pdhirapat blog

Just another weblog

pdhirapat blog

หลบไปติดเกาะ เลาะไปเที่ยวใน “สิงคโปร์” (3)

000

ผมเริ่มต้นวันที่ 3 กับหนึ่งในโปรแกรมไฮไลต์ของคนที่มาเที่ยวสิงคโปร์นั้นคือ สวนพฤกษศาสตร์ขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นและเปิดอย่างเป็นทางในช่วงปี 2012 Gardens By The Bay และหนึ่งในที่สุดฮิปของสิงคโปร์ที่คนไทยจำนวนไม่น้อยต้องไปนั้นคือ The Blog Shop ย่านสุดฮิปของสิงคโปร์ อีกหนึ่งแหล่งที่วัยรุ่น

 

ผมเปลี่ยนแผนในการเดินทางเล็กน้อยในช่วงเช้า โดยผมเปลี่ยนไปหนึ่งในวัดที่ได้รับความนับถือมากที่สุดแห่งหนึ่งในสิงคโปร์จากชาวจีนในสิงคโปร์ นั้นคือวัด Kuan Im Thong Hood Cho Temple หรือ วัดเจ้าแม่กวนอิมตงฮุดโซ

1.jpeg

2.jpeg

วัดที่อยู่ในย่านบูกิส หรือ Bugis โดยจากสถานีรถไฟใต้ดิน สถานี Bugis เดินออกทางออก C เดินต่อประมาณ 7-10 นาทีจะเห็นวัดที่อยู่กลางตลาด ด้านหน้าวัดจะมีของสำหรับไหว้ไว้ขายอย่างมากมาย นักท่องเที่ยวทั้งคนไทย และชาวจีนจำนวนมากต่างมาขอพรที่นี่

 

เสร็จจากการไหว้วัดเจ้าแม่กวนอิม ในวันที่ฝนตกพรำๆ ผมต่อไปยังย่านสุดฮิปของสิงคโปร์ The Blog Shop ถนนที่เรียงรายไปด้วยร้านเสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องประดับ ร้านกาแฟ ฯลฯ และสถาปัตยกรรมที่ถูกตกแต่งโดยภาพวาดมากมายตามกำแพงต่างๆ

3.jpeg

4.jpeg

5

6

มีจุดมีมุมให้ถ่ายรูปตลอดถนนเส้นดังกล่าว นักท่องเที่ยวไม่น้อยที่ยืนต่อคิวเพื่อรอถ่ายรูปในมุมที่ต้องการ หลังจากถ่ายรูปได้ซักพักผมเดินทางต่อไปยังทีท่องเที่ยวที่น่าจะฮอตฮิตที่สุดของสิงคโปร์นั้นคือ Gardens By The Bay

 

จากสถานีรถไฟใต้ดินสถานี Bugis ผมมุ่งหน้าไปยังสถานี Bayfront ผมออกทางออก C โดยระยะทางเดินค่อนข้างไกลเลยทีเดียวจากสถานีไปจนถึงด้านหน้าของ Gardens by the bay โดยเราสามารถเลือกซื้อตั๋วเพื่อเข้าชมด้านใน โดยมี 2 จุดเป็นทางเลือกให้นักท่องเที่ยวนั้นคือ The Cloud Forest และ The Flower Dome ซึ่งจะเปลี่ยนไปตามแต่ละช่วงโดยครั้งที่ผมไปจะเป็นช่วงที่มีการจัดสวนกล้วยไม้

 

ราคาตั๋วสำหรับการเข้าชมทั้ง 2 โดมอยู่ที่คนละ 28 เหรียญ โดยทางเลือกเพื่อเข้าไปด้านในนักท่องเที่ยวสามารถเลือกที่จะซื้อตั๋วรถนำเที่ยวเพื่อนั่งต่อไปด้านในในราคา 3 เหรียญต่อคน หรือจะเลือกเดินเข้าไปด้านในก็ได้

 

ด้านในผมเลือกที่จะเข้า The Cloud Forest หรือป่าฝนเป็นที่แรก ซึ่งคุณสามารถไปขึ้นลิฟต์ด้านหลังเพื่อไปยังด้านบนสูงสุดก่อนและค่อยๆ เดินย้อนลงมาด้านล่าง โดยพันธุ์ไม้มากมายหลายชนิดสำหรับคนที่ชื่นชอบคงถูกใจไม่น้อย แต่อาจจะเป็นหวัดได้สำหรับใครที่เป็นหวัดง่ายจึงควรจำเสื้อกันฝนติดตัวไปด้วย เพราะด้านในละอองน้ำจะค่อนข้างฟุ้งกระจายโดยทั่วและอากาศค่อนข้างเย็นเลยทีเดียว

 

จากด้านบนเดินลงมาจนถึงด้านล่าง หากใครกลัวความสูงคงมีปัญหาไม่มากก็น้อยครับ เพราะตลอดทางเลือกจะเป็นทางเหล็กที่สามารถมองลอดลงไปเห็นด้านล่างซึ่งก็อาจจะทำให้รู้สึกหวิวๆ ได้พอสมควรเลยครับ

 

ทางออกเพื่อไปด้านนอกจะเป็นจุดขายของที่ระลึกซึ่งอีกด้านหนึ่งจะเป็นทางเข้าในโซน The Flower Dome โดยในโดมนี้จะมีนักท่องเที่ยวค่อนข้างมากเพราะจะเปลี่ยนไปตามแต่ละช่วงเวลาของการจัด นอกจากนี้ยังเป็นทางเลือกบังคับของที่จะเข้ามาด้านในโดยอย่างน้อยจะต้องเข้าที่โดมแห่งนี้ ทำให้นักท่องเที่ยวค่อนข้างมากจะมารวมที่โดมแห่งนี้

7

8

10.jpeg

11.jpeg

12

13

14

15

ผมใช้เวลาไม่มากกับการเดินด้านใน The Flower Dome เพราะคนค่อนข้างเยอะ และอยากจะใช้เวลากับการเดินเล่นด้านนอกมากมาย โดยหลังจากออกจากโดมนี้ผมเดินต่อไปยังจุดถ่ายรูปสำคัญของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาที่นี่ บริเวณต้นไม้ขนาดใหญ่ใจกลางของ Gardens By The Bay แห่งนี้ เพื่อจะขึ้นไปยังบริเวณทางเดินที่เชื่อมระหว่างต้นไม้หลายต้น โดยเราจะต้องเสียค่าตั๋วเพิ่มเติมอีกคนละ 5 เหรียญสำหรับการขึ้นไปด้านบนเพื่อเดินทางเชื่อมนี้

 

มุมมองที่ดูแปลกตา ภาพมุมกว้างที่จะทำให้เรามองเห็นทั้ง Marina Bay Sand และ Singapore Flyer ชิงช้าสวรรค์ที่มีความสูงถึง 165 เมตร โดยในแต่ละรอบจะใช้เวลาในการหมุมครบรอบประมาณ 30 นาที ลิฟต์เพื่อขึ้นไปยัง Aerial Walkway มีคิวต่อจำนวนหนึ่งเพราะมีการจำกัดจำนวนคนที่จะขึ้นไปด้านบนเพื่อความปลอดภัย

 

ความรู้สึกด้านบนคล้ายๆ กับการเดินลงด้านล่างใน The Cloud Forest เพราะทางเดินที่มองลอดเห็นด้านล่างอาจจะทำให้รู้สึกหวิวๆ ได้สำหรับคนที่กลัวความสูง และแม้ว่าจะมีการจำกัดเวลาที่จะอยู่ด้านบนไว้ประมาณไม่เกิน 15 นาที แต่นักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งก็อาจจะใช้เวลาด้านบนมากกว่านั้น เพราะรอเวลาที่แสง และท้องฟ้าจะเอื้ออำนวยมากขึ้นกับการถ่ายภาพ

 

ลงจากด้านบนจริงๆแล้วแผนของผมคือการเดินย้อนกลับไป Marina Bay Sand เพื่อขึ้นไปยังชั้น 56 ของตึกเพื่อชมอีกหนึ่งมุมมองของสิงคโปร์บนโรงแรมที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อไม่นานมานี่ โดยผู้ที่จะขึ้นไปด้านบนจะต้องซื้อตั๋วในราคา 20 เหรียญเพื่อขึ้นไปด้านบน แต่ช่วงเวลาที่ผมไปฝนตกจึงไม่สามารถขึ้นไปด้านบนได้ ผมจึงเปลี่ยนแผนกลับไปเดินเล่นที่ Clark Quay อีกครั้งในช่วงเย็นวันนี้

 

หนึ่งร้านอาหารที่เป็นที่รู้จักอย่างดีของคนไทยที่มาเที่ยวที่สิงคโปร์ Jumbo SeaFood ร้านอาหารสุดฮิตของคนไทยที่มาเยือนสิงคโปร์ คิวต่อที่ไม่น้อยกว่าครึ่งชั่วโมงหรือบางครั้งอาจจะต้องรอถึง 2 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น อาจจะเป็นอุปสรรคให้กับคนที่มากินที่นี่โดยไม่ได้จองคิวไว้ล่วงหน้า

 

ผมโชคดีมากสำหรับมื้อค่ำวันอาทิตย์แบบนี้ เพราะผมรอไม่นานก็ถึงคิว วิธีการจองก็ไม่ยากครับสำหรับใครที่ยังไม่เคยมาจองที่ร้านนี้ ขั้นแรกเพียงทำรายการจองผ่านคอมพิวเตอร์ด้านหน้าร้าน ระบบจะให้กรอกเปิดโทรศัพท์ซึ่งสามารถใช้เบอร์ที่เมืองไทยได้ปกติครับ จำนวนที่นั่ง หลังจากนั้นระบบจะคำนวณเวลาในการรอโดยประมาณให้ พร้อมถามว่าจะสามารถนั่งรวมโต๊ะได้หรือไม่ เท่านั้นระบบในการจองก็จะเรียบร้อย รอเพียงข้อความทางโทรศัพท์ที่จะส่งกลับมาเมื่อถึงคิวที่คุณได้รับ

 

ใช้เวลาดื่มด่ำไปกับการกินอาหารทะเลพักใหญ่จากเดิมที่ว่าจะตรงกลับไปห้องพักเพื่อเก็บแรงสำหรับวันสุดท้ายของการมาสิงคโปร์ครั้งนี้ แต่เมื่อกินจนอิ่มเต็มที่ผมเลยเปลี่ยนแผนที่จะไปยังสัญลักษณ์สำคัญที่สุดของสิงคโปร์ที่ทุกคนต้องมาคือ  Merlion Park รูปปั้นสิงคโปร์ที่เป็นจุดถ่ายรูปสัญลักษณ์ของประเทศสิงคโปร์

16

17

18

บรรยากาศโดยรอบบริเวณริมน้ำที่เป็นที่ตั้งของสัญลักษณ์รูปปั้นเมอร์ไลออนในช่วงเวลากลางคืนค่อนข้างมีสีสันเลยทีเดียวครับสำหรับคนที่ชื่นชอบการถ่ายภาพกลางคืนคงชอบที่นี่ไม่น้อย เพราะบรรดาตึกโดยรอบจะเปิดไฟกันเต็มที่ โดยเฉพาะอีกฝากหนึ่งของสระน้ำอย่าง Marina Bay Sand ที่จะมีโชว์แสงสีเป็นประจำในทุกๆ ค่ำคืน

 

ผมดูโชว์เปิดไฟของ Marina Bay Sand พักใหญ่ก่อนจะเดินข้ามถนนไปยังโรงแรมอีกฝากหนึ่งของถนนเพื่อไปถ่ายรูปกับอีกหนึ่งสะพานด้านหลังโรงแรม The Fullerton Hotel ชื่อ Cavenagh Bridge ที่เชื่อมไปยังพิพิธภัณฑ์อีกฝากหนึ่งของแม่น้ำสิงคโปร์

 

ตลอดทางเดินริมแม่น้ำสิงคโปร์บริเวณนั้น หากคนที่ชื่นชอบการถ่ายรูปกลางคืนน่าจะถูกใจไม่น้อยเพราะมีหลากหลายมุมที่น่าถ่ายรูปได้สวยๆ เลยครับ เดินจนเมื่อยก่อนจะเดินไปยังสถานีรถไฟ Raffles Place เพื่อกลับไปยังที่พัก

Tags: , , , , ,

Comments are closed.