pdhirapat blog

Just another weblog

pdhirapat blog

“นิวยอร์ก” ไปคนเดียวก็เที่ยวได้…. (4)

001-Em-1

หากคุณว่าเซ็นทรัลพาร์คคือหนึ่งในสัญลักษณ์ของนิวยอร์ก ตอนนี้อาจจะทำให้คุณอีกหลายสัญลักษณ์ที่กลายเป็นตัวแทนของมหานครนี้ ที่ทำให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกอยากที่จะมาเยือนมาสัมผัสซักครั้งหนึ่ง

 

ผมเริ่มในจุดที่ต่อเชื่อมจากเซ็นทรัลพาร์คทางตอนล่างฝั่งตะวันออก อาคารกระจกขนาดใหญ่ที่คุณจะเห็นนักท่องเที่ยวต่อแถวยาวด้านหน้าตึก ก่อนจะเรียงคิวเดินแถวลงไปด้านล่างนั้นคือที่ตั้งของร้าน Apple store สาขาใหญ่ที่สุดสาขาหนึ่งในนิวยอร์ก

 

หากเดินต่อมาทางด้านล่างไล่ลองมาบนถนน 5th Ave. เรื่อยๆ จะเจอกับหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่หลายคนต่างอยากจะมีซักครั้งเมื่อมาถึงนิวยอร์กนั้นคือ “The Museum of Modern Art” หรือ MOMA แหล่งรวบรวมศิลปะร่วมสมัย และศิลปะสมัยใหม่มากมาย

002-MOMA-1

ภายในเต็มไปด้วยผลงานศิลปะร่วมสมัยจากศิลปะดัง โดยหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของจิตกรที่เราอาจจะคุ้นชื่อ นั้นคือ “Vincent Van Gogh” หรือ แวนโก๊ะ ซึ่งภาพเขียนที่ดูเหมือนว่าหลายๆ คนอยากจะมาเห็นก็คือ Starry Night

 

หลายคนที่มาชมงานศิลปะ ภาพเขียน ภาพวาด ภาพถ่าย งานจิตกรรม ก็อาจจะเป็นอย่างผมที่ดูเหมือนจะเข้าไม่ถึงจิตวิญญาณของงานชิ้นนั้นเท่าไหร่ แต่ก็ชื่มชอบ ชื่นชมที่จะมาดูมาชมงานศิลปะนี้อยู่ตลอด ผมมักจะใช้คติที่ว่างานศิลปะเราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปเข้าถึง เข้าใจ มันมากหรอก ถ้าชอบนั้นแปลว่าชอบละครับ

003-MOMA-2

004-MOMA-3

005-MOMA-4

การจัดการแสดงแบ่งออกเป็นสัดเป็นส่วนแบ่งแยกห้องออกตามช่วงเวลา และผลงานของศิลปิน มีแผนที่บอกเลขห้องอย่างชัดเจนจึงไม่ยากสำหรับคนที่อยากจะพุ่งเป้าไปที่ห้องใดห้องหนึ่งเลย ด้านล่างเป็นห้องโถงขนาดใหญ่พร้อมทั้งมีสวนขนาดย่อมๆ อยู่ด้านนอกตึกแสดงผลงานศิลปะ หลายคนหลบไปนั่งพัก รับแดด รับลม บ้างก็นั่งมองงานศิลปะ บ้างก็นั่งสร้างสรรค์งานศิลปะของตัวเอง

 

มีเคล็ดลับเล็กน้อยกับการเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ในนิวยอร์กครับ นอกเหนือจากที่ผมเคยบอกว่าเราอาจจะไม่ต้องจ่ายราคาค่าตั๋วตามราคาแนะนำแล้ว หลายพิพิธภัณฑ์ยังมีการประกาศเพื่อให้เข้าชมฟรีในเวลาจำกัดซึ่งเราต้องศึกษาก่อนล่วงหน้า เช่น MOMA มีให้เข้าชมฟรีในทุกวันศุกร์ 16:00-20:00 น. หรือจะเป็น 9/11 Memorial & Museum ที่จะให้เข้าชมฟรีทุกวันอังคาร 17:00-20:00 น. แต่ส่วนใหญ่จะต้องไปต่อแถวเข้าคิวล่วงหน้าเพื่อรับสิทธิด้วย

 

ออกจากพิพิธภัณฑ์ MOMA เดินต่อมาบนถนน 5th Ave. จะมาถึงโบสถ์ขนาดไม่ใหญ่มากที่อยู่กลางเมือง ภายในถือว่าได้มีการตกแต่งอย่างสวยงาม “Saint Patrick’s Cathedral” เป็นโบสถ์ที่ทำจากหินอ่อน ตามสไตล์โกธิก มีความคล้ายคลึงกับโบสถ์ในประเทศอังกฤษ

 

ใกล้ๆ กับโบสถ์เซ็นต์แพทริก จะเป็นย่านที่เรียกว่า Rockefeller Center ซึ่งเป็นกลุ่มตึกขนาดใหญ่หลายตึกมีบริษัทจำนวนมากมีออฟฟิศอยู่ที่นี่ นอกจากนี้บนตึกร็อคกี้ยังเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปชมมุมสวยๆ ของมหานครนิวยอร์กจากด้านบนได้ด้วยเรียกชั้นดาดฟ้าของที่นี่ว่า Top of The Rock

 

ด้านล่างของกลุ่มตึกร็อคกี้ในช่วงฤดูร้อนจะเป็นลานกว้างที่มีการเปิดพื้นที่ให้มีการขายอาหาร ของกิน รวมถึงกิจกรรมที่มีการจัดกันอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ในช่วงฤดูหนาวจะแปลสภาพเปลี่ยนไปเป็นลานสเก็ตน้ำแข็งใหญ่กลางใจเมืองที่ถูกตกแต่งประดับด้วยบรรยากาศคริสต์มาสซึ่งถือว่าเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวไม่น่าพลาดที่จะมาชม

006-Time-1

จากร็อคกี้เฟลเลอร์เซ็นเตอร์หากเดินเรื่อยมาจนถึงถนนสาย 7th Ave. จะเป็นจุดหรือสัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุดของมหานครแห่งนี้ นั้นคือ Times Square ผู้คนจำนวนมากมายทั่วโลกต่างเดินทางมาเพื่อจุดหมายปลายทางได้มายืน ได้มามองไฟ ได้มาเดินสวนผู้คนบนย่านนี้

 

ฉากที่เราเห็นในภาพยนตร์หลายเรื่องใช้จุดเด่นของไทม์สแควร์เป็นฉาก เสน่ห์ของย่านนี้ไม่ได้มีแค่ช่วงเวลาค่ำคืนที่มีการเปิดไฟจากร้านค้ามากมาย แต่ในช่วงกลางวันที่นี่ก็มีเส่นห์ไม่น้อย ถ้ามีโอกาสผมจึงอยากจะขอแนะนำให้ลองมาเยือนที่นี่ทั้งในช่วงเวลากลางวันและช่วงค่ำคืน

 

สีสันของไทม์สแควร์มีมากมายหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นตัวการ์ตูนจำนวนมากมายที่จะมาเดินสวนไปสวนมาให้เราได้ถ่ายรูปแลกกับทิปน้ำใจทั่วย่านนี้ หรือจะเป็นการแสดงมากมายหลากหลายอย่าง ที่เราเรียกว่า “Street Performer” หรือนักแสดงข้างทาง

007-Time-2

008-Time-3

การแสดงมายากล เล่นดนตรี แต่งตัวตามตัวละคร ฯลฯ มีให้เห็นกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ ร้านค้าของฝากมากมายอยู่ทั่วบริเวณเช่นเดียวกัน ทั้งร้านขายของเล่น ร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร ฯลฯ ความครึกครื้นของย่านนี้จึงไม่ได้มีแค่ช่วงเวลาค่ำคืนที่มีการเปิดไฟตามแผงโฆษณาช่วงค่ำคืนเท่านั้น

 

นอกจากนี้ในย่านไทม์สแควร์ ยังเป็นย่านที่รวบรวมการแสดงที่เรารู้จักกันในชื่อของการแสดงละครบอรอเวย์ ละครเวทีมากมายหลายเรื่องมีการแสดงโชว์ตามโรงละครทั่วบริเวณนี้ การหาตั๋วเข้าชมก็สามารถซื้อได้ในบริเวณนี้เช่นเดียวกัน หากไปช่วงก่อนจะเริ่มแสดงในบางเรื่องที่ตั๋วยังจำหน่ายไม่หมดอาจจะมีการเอามาลดราคาอย่างมากเลยทีเดียว

 

โดยหากนักท่องเที่ยวสนใจที่จะชมละครเวที การหาซื้อตั๋วในราคาถูกอาจจะหาได้จากบริเวณ TKTS หรือที่ขายตั๋วที่จะตั้งอยู่ด้านล่างชองอัฒจันทร์สีแดงที่เป็นที่นั่งที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากมานั่งชื่นชมเสน่ห์ของไทม์สแควร์แห่งนี้ และหากถ้าเดินจนเมื่อยและอยากนั่งพัพลองไปเยี่ยมชมนิวยอร์กในมุมสูงได้โดยผมแนะนำที่ The view ซึ่งเป็นร้านอาหารบนโรงแรม Marriott Marquis ซึ่งจะตั้งอยู่บนชั้น 48 ของโรงแรม โดยด้านบนจะเป็นร้านอาหารแบบหมุนรอบ 360 องศา หากมีเวลาที่นี่ก็ถือว่าน่าสนใจที่จะไปลองนั่งชมบรรยากาศนิวยอร์กครับ

009-Time-4

010-Time-6

011-Time-5

ไม่ห่างนักจากไทม์แสควร์จะมีสวนสาธารณะอีกแห่งหนึ่งจากใจกลางมหานครนิวยอร์กที่เราจะเห็นผู้คนมากมายมานั่งตากแดด รับแสงพระอาทิตย์ในช่วงเวลากลางวัน ซึ่งสำหรับคนไทยแล้วอาจจะไม่ค่อยคุ้นกับกิจกรรมแบบนี้ โดยในช่วงฤดูหนาวที่นี่จะเป็นอีกแห่งที่กลายเป็นลานสเก็ตน้ำแข็งขนาดใหญ่กลางสวนกลางใหญ่กลางนิวยอร์ก นั้นคือ “Bryant Park”

 

บริเวณตอนกลางแมนฮัตตันนี้ยังเป็นจุดศูนย์กลางของระบบขนส่งมวลชน โดยห่างไปจากไทม์สแควร์ไปทางทิศตะวันตกจะเป็นที่ตั้งของสถานีรถบัสขนาดใหญ่ “42st Port Authority Bus Terminal” ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของรถบัสที่จะเดินทางออกไปยังหลายๆที่ในสหรัฐฯที่ออกจากนิวยอร์ก

 

ขณะที่หากเราเดินไปทางด้านตะวันออกของไทม์สแควร์จะเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “Grand Central Terminal” ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของการเดินทางด้วยรถไฟจากนิวยอร์กไปยังเมืองต่างๆในสหรัฐอเมริกา

 

ในสถานี Grand Terminal แห่งนี้ เป็นสถานีรถไฟที่ถือว่ามีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในเรื่องของสถาปัตยกรรมที่ตกแต่งทั้งภายนอกและภายใน โดยสถานีรถไฟแห่งนี้มาอายุการใช้งานมามากกว่า 100 ปี เป็นสถานีรถไฟที่ใหญ่ที่สุดที่หนึ่งในสหรัฐอเมริกา สามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึงวันละมากกว่า 200,000 คน

 

ภายในสถานีสถาปัตยกรรมที่ถูกตกแต่งอย่างสวยงาม นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่เดินทางไปที่นี่เพื่อเงยหน้าดูด้านบนที่เป็นรูปปั้นเทพ 3 องค์ คือ เฮอร์คิวลิส, เมอร์คิวรี่, และไมเนอร์ ถึงถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของสถานีรถไฟแห่งนี้ นอกจากนี้บริเวณกลางห้องโถงใหญ่จะมีนาฬิกาเรือนใหญ่ซึ่งเป็นนาฬิกาเก่าแก่ของสถานีกลายเป็นจุดนัดพบและจุดถ่ายรูปอีกจุดในสถานีรถไฟแห่งนี้

012-Em-2

สำหรับจุดไฮไลต์ของสถานที่ในช่วงตอนกลางแมนฮัตตัน น่าจะเป็นที่นี่เลยครับ “Empire State Building” ครั้งหนึ่งตึกแห่งนี้เคยได้ขึ้นชื่อว่าเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลก ด้วยความสูง 443 เมตร โดยใช้เวลาในการก่อสร้างเพียง 1 ปีกับอีก 45 วันเท่านั้น ปัจจุบันถือว่าตึกเอ็มไพร์สเตทแห่งนี้เป็นตึกที่สูงเป็นอันดับ 2 ของนิวยอร์กรองจากตึก One World Trade ตึกใหม่ที่เพิ่งสร้างเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาโดยมีความสูงอยู่ที่ 541 เมตร

 

การขึ้นไปด้านบนเพื่อชมความสวยงามของนิวยอร์กในอีกมุมหนึ่งของตึกนี้ จะแบ่งแป็น 2 ชั้น คือชั้น 86 และ ชั้น 102 โดยทั่วไปนักท่องเที่ยวจะขึ้นไปเพียงชั้นเดียวคือชั้น 86 ซึ่งถือว่าเป็นจุดชมวิวขนาดใหญ่เป็นทางเดินภายนอกตึก โดยนักท่องเที่ยวจะต้องขึ้นลิฟต์ขึ้นไปยังชั้น 80 ก่อนจะเปลี่ยนลิฟต์เพื่อขึ้นไปชั้นที่ 86 อีกที

 

ขั้นตอนต่างๆ ก่อนจะถึงลิฟต์ก็จะต้องผ่านค่อนข้างหลายขั้นตอนไม่ว่าจะเป็นการตรวจสัมภาระอย่างละเอียด การรอซื้อตั๋วเพื่อขึ้นไปด้านบน การรอลิฟต์ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลานานเพราะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมาเพื่อขึ้นไปด้านบนในแต่ละวัน

 

ช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับการขึ้นไปด้านบน ผมขอแนะนำให้ชึ้นไปในช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกประมาณ 30-45 นาที ซึ่งในแต่ละฤดูก็จะแตกต่างกันออกไป เพราะจะทำให้ได้เห็นถึงสองบรรยากาศในช่วงเวลาที่พระอาทิตย์กำลังจะตก และช่วงเวลาที่ตึกอาคารต่างๆ เปิดไฟได้อย่างสวยงาม

014-Em-4

สำหรับผม ผมเลือกที่จะซื้อตั๋วแบบ 2 ชั้น นั้นคือขึ้นไปที่ชั้น 102 ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดของตึกนี้อีกด้วย บริเวณชั้น 102 แม้ว่าจริงๆ แล้วจะไม่มีมุม หรือวิวที่แตกต่างจากชั้น 86 ไปมาก เพียงแค่อยู่ที่ชั้นที่สูงกว่า แต่ความน่าสนใจของชั้น 102 นี่เองครับ หลายคนคงยังไม่รู้ว่าลิฟต์ที่ใช้ขึ้นจากชั้น 86 ไปยังชั้น 102 ยังเป็นลิฟต์ที่ขับเคลื่อนบังคับด้วยคน หรือ Human Control ต่างจากลิฟต์ที่เราขึ้นอยู่ทั่วไปที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งหมด

 

นอกจากนั้นทั้งประตูที่ยังคงเป็นแบบเดิมตั้งแต่ปี 1931 ที่เปิดตึกนี้ กลไกหลายอย่างยังคงใช้ระบบเดิมซึ่งถือว่าเป็นความชาญฉลาดของคนในยุคนั้นมากครับ ผมได้มีโอกาสคุยกับเจ้าหน้าที่ที่เป็นคนเปิด ปิดประตูคอยรับส่งนักท่องเที่ยวจากชั้น 86 ไปยังชั้น 102 ซึ่งทำงานนี่มามากกว่า 30 ปี

 

เจ้าหน้าที่คนนี้ดูเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีความสุขกับการทำงานบนที่สูง และเป็นเจ้าหน้าที่ที่พร้อมจะให้ข้อมูลหากมีนักท่องเที่ยวคนใดสอบถามเรื่องตึกเอ็มไพร์สเตทแห่งนี้เลยทีเดียว หากใครมีโอกาสได้ขึ้นไปเยี่ยมชมที่ชั้น 102 ผมแนะนำให้ลองถาม ลองคุยกับคุณลุงคนนี้ครับ เพราะเค้าพร้อมจะตอบทุกคำถามเกี่ยวกับเอ็มไพร์สเตทอย่างแน่นอนครับ

013-Em-3

015-Em-5

ในตอนต่อไป ผมจะพาเดินลงมาด้านล่างของแมนฮัตตันเพื่อพบกับอีกหลายสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ของมหานครแห่งนี้

 

โปรดติดตามตอนต่อไปได้เร็วๆ นี้ครับ…

Tags: , , , , , , , , , , , , , , , ,

Comments are closed.