นายหนึ่งเดียว

หลากหลายเรื่องราวที่จะนำมาเล่าสู่กันฟัง…

ต่อยอดการเมืองใหม่ : การศึกษาขั้นพื้นฐานของประชาชน

July7

“ร่วมกันสรรค์สร้างสังคมใหม่ที่จะทำให้ประเทศไทยพัฒนา”

.

หลังจากที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เกริ่นนำว่าหลังจากนี้ประเทศไทยต้องมีการเมืองในรูปแบบใหม่แทนที่การเมืองแบบเก่าที่น้ำเน่าบัดซบ  ทำให้หลายภาคส่วนในสังคมออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในหลายมุมมอง บ้างก็เห็นด้วยแต่ก็มีนักวิชาเกินหลายคนออกมาบอกว่าพันธมิตรฯ ไม่มีทางลงเลยเอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้าง แต่ในส่วนของความคิดของข้าพเจ้าคิดว่าสิ่งนี้ควรทำมาตั้งแต่ ปี 2535 หลังช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬแล้ว แต่นับจากนั้นมาถึงเหตุการณ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนในปี 2540 เรื่องมาจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีอะไรที่เป็นรูปธรรมเลย การเมืองยังน้ำเน่าเหมือนเดิม และยิ่งน้ำเน่าและฉาวโฉ่ที่สุดก็เมื่อปี 2544 ที่รัฐบาลความหวังของคนทั้งชาติ(ตอนนั้น) เข้ามาเป็นรัฐบาลมีการสร้างการเมืองแบบใหม่คือทุกอย่างรวมศูนย์อยู่ที่หัวหน้ารัฐบาลคนเดียวเท่านั้น ส.ส.ทั้งหลายต้องหุบปากและทำตามที่หัวหน้า(เหลี่ยม) รัฐบาลสั่งเท่านั้น  ในช่วงนี้เองการเมืองของเมืองไทยแทบจะเป็นง่อย เพราะไม่มีใครคิดและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้เลย เรื่อยมาเกือบ 8 ปี จนเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า แตะหมูเข้าปากหมา ในเดือนกันยายน 2549 รัฐบาลขิงเน่าเข้ามาบริหารประเทศก็แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงแถมยังเน่ายิ่งกว่าเดิม มันเป็นเหมือนนิยายเมืองไทยที่มีการต่อสู้ระหว่างความดีและความเลวแล้วสุดท้ายสิ่งที่ประชาชนคิดว่าดีกลับสวามิภักดิ์กับระบอบกินบ้านโกงเมือง  แต่ในวันนี้ ปี 2551 เรามีแกนนำและภาคประชาชนที่แข็งแกร่งกว่าเดิม เราจึงขอเสนอแนวคิดใหม่ในระบบการเมืองไทย

การเมืองแบบใหม่ในเวอร์ชั่นประเทศไทย…  

การศึกษาขั้นพื้นฐานของประชาชน 

        ในความคิดเห็นของข้าพเจ้าตรงกับ อ.พิภพ ธงชัย  คือการเมืองใหม่ต้องเริ่มจากการปฎิรูปการศึกษาใหม่ทั้งระบบ เริ่มจากตั้งแต่อนุบาลไปจนถึงปริญญาตรี คือการที่ประชาชนชาวไทยสามารถเรียนฟรีในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยของรัฐบาลจนถึงระดับปริญญาตรี โดยรัฐบาลต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าเล่าเรียนทั้งหมดและต้องตรวจสอบโรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั้งหลายห้ามมิให้มีการเรียกรับเงิน แป๊ะเจี๊ย หากพบว่ามีการรับเงินผู้บริหารทั้งหมดต้องถูกถอดออกจากตำแหน่งทันทีและมีบทลงโทษที่รุนแรง (ประมาณว่าจำคุก 20-30 ปี เป็นขั้นต่ำ)

 

 

 

… 

    

    
 ถามว่าการเรียนฟรีในประเทศนี้เป็นไปได้ไหม ก็ต้องตอบว่าเป็นไปได้ เพราะเรามีศักยภาพเพียงพอ เงินภาษีที่เราถูกนักการเมืองโกงไปปีละหลายพันล้านบาท เราจะเอาส่วนนี้มาช่วยในการศึกษา(เพราะการเมืองใหม่จะไม่มีการโกงหรือฉ้อราษฏร์บังหลวง) และต้องป้องกันเหตุการณ์สมองไหล คือการไหลออกของครู-อาจารย์ที่จะเข้าไปอยู่ที่มหาวิทยาลัยเอกชนมากขึ้น โดยการเพิ่มฐานเงินเดือนของครู-อาจารย์ให้เพิ่มขึ้น เพื่อที่จะช่วยยกระดับของครู คุณเชื่อหรือไม่? ครูบรรจุใหม่เงินเดือน 6-7 พันแค่นั้นเอง (แต่หากคุณจบปริญญาตรีแล้วไปเข้าทำงานในโรงงานแถวชลบุรี เงินเดือนเริ่มต้นประมาณ 12,000 บาท ไม่นับรวมค่าสวัสดิการต่างๆ) นี่คือความแตกต่างของระบบราชการไทยที่ต้องปรับปรุงให้เหมือนกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเชีย ที่ครู-อาจารย์ของเขาเงินเดือนเท่ากันกับหมอ นี่เป็นสิ่งสำคัญที่รัฐจะสามารถกลั่นกรองนักศึกษาหัวกระทิเข้ามาเป็นครู-อาจารย์ เพื่อที่จะสอนเด็กๆ ต่อไป มิใช่อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันที่พวกไม่มีงานจะทำค่อยสมัครสอบไปเป็นครู-อาจารย์ แต่พวกหัวกระทิออกไปทำงานกับเอกชนจนหมด

มาถึงสิ่งที่ต้องเพิ่มเข้าไปในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของเมืองไทย สิ่งที่เราไม่เคยมีและไม่เคยที่คิดจะมีคือ การให้นักเรียน-นักศึกษาทราบถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของตนเอง ถามว่าในปัจจุบันนี้คนไทยรู้จักสิทธิขั้นพื้นฐานของตัวเองซักกี่คนกัน นี่เป็นสิ่งสำคัญมากเพราะโดยพื้นฐานของระบบการศึกษาไทยไม่เคยให้เด็กรู้สิ่งนี้เลย (สงสัยกลัวเด็กไทยฉลาด) ฉะนั้นเมื่อมีการเมืองใหม่ ควรให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ด้วย โดยต้องบรรจุหลักสูตรที่เกี่ยวกับกฎหมายพื้นฐานที่ประชาชนควรรู้ลงไปในการเรียนการสอนตั้งแต่อนุบาลไปจนถึงปริญญาตรี โดยเริ่มจากข้อกฎหมายง่ายๆ ก่อนในระดับอนุบาลแล้วค่อยไล่ไปเรื่อยจนถึงระดับปริญญาตรี เมื่อจบปริญญาตรีออกมาแล้วนักศึกษาทุกคนต้องรู้จักกฎหมายในการทำงาน สิทธิประโยชน์ของลูกจ้าง หรือกฎหมายที่เกี่ยวกับการทำธุรกิจ การเสียภาษี ฯลฯ นี่คือสิ่งที่ต้องรีบแก้ไขโดยด่วน… 

แล้วการเมืองใหม่ในมุมมองคุณละคือแบบไหน ???

 

 

 

 

 

 

 

 

 

2 Comments to

“ต่อยอดการเมืองใหม่ : การศึกษาขั้นพื้นฐานของประชาชน”

  1. July 8th, 2008 at 2:51 am       natayaa Says:

    เห็นด้วยกับคูหาหนึ่งที่ว่า เป็นฟรีทีวีนี่น่าสนใจ

    ดูทีไร มันดูแปลกแตกต่างจากทีวีทั่วไปดีค่ะ

    เอ๊ะ หรือว่า อิสระจากรัฐบาลสุดๆ


  2. July 8th, 2008 at 12:55 am       11arrows Says:

    ข้าพเจ้ายังอยากเห็นการปฏิรูปสื่อเป็นอันดับแรกนะขอรับ
    น้อยที่สุด…ให้ ASTV เป็นฟรีทีวี
    ไม่ได้นึกว่าต้องเชียร์ แต่ ASTV เป็นอะไรที่แตกต่าง และคนส่วนใหญ่ ไม่เคยได้เห็น
    และคนส่วนใหญที่ว่า เลือกตั้งไม่ค่อยจะเป็นเสียด้วย ฮาฮาฮาฮาฮา…


You must be logged in to post a comment.