นายหนึ่งเดียว

หลากหลายเรื่องราวที่จะนำมาเล่าสู่กันฟัง…

ผญา (สุภาษิตของคนอีสาน)

February6

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ “ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ”

.

    หลังจากที่ได้อ่าน blog ของใครหลายๆ คน ที่เล่าประสบการณ์ครั้งยังเป็นเด็กน้อย  ที่อยู่ตามต่างจังหวัด…ทำให้คิดถึงบ้านขึ้นมาทันที  ทั้งที่ผมจากบ้านเมื่อไม่กี่ปีมานี้นี่เอง(และพึ่งกลับบ้านมาเมื่อกลางเดือน มกราฯ นี่เอง) แต่ทุกครั้งที่ผมเห็นรถทะเบียน จ.อุบลราชธานี ผมจะนั่งอมยิ้มตลอด…แล้วคุณละเคยไหม????

    ก็

รูปปั้นเทียนพรรษาของ จ.อุบลราชธานี  ตั้งอยู่ที่ทุ่งศรีเมือง

 

    ก็เลยเกิดไอเดีย เพราะว่าตอนนี้ ‘เบี่ย’ ‘การเมียง’ มาก  ก็เลยกะว่าจะเขียน ‘ซีรี่ย์’ แบบ ‘ตะวันออก(เฉียงเหนือ)’ สัก 4-5 ตอน

    ประเดิมตอนแรกในวันนี้ด้วย…’สุภาษิตอีสาน….น’  *** ผญา*** (อ่านว่า:ผะ-หยา)

 

 

       คนอีสานมีคำคม สุภาษิตสำหรับสั่งสอนลูกหลานให้ประพฤติตนอยู่ใน ฮีตคอง ไม่ออกนอกลู่นอกทาง คำคมเหล่านี้รู้จักกันทั่วไป ในชื่อ ผญาหมายถึง ปัญญา ปรัชญา ความฉลาด ปัญญา ปรัชญา หรือผญา เป็นกลุ่มภาษาเดียวกัน มีความหมายคล้ายคลึงกัน ใกล้ เคียงกันหรือบางครั้งใช้แทนกันได้ ซึ่งหมายถึง ปัญญา ความรู้ ไหวพริบ สติปัญญา ความเฉลียว ฉลาดปราชญ์เปรื่อง หรือบางท่านบอกว่า ผญา มาจากปัญญา โดยเอา ป เป็น ผ

 

        ผญาเป็นลักษณะแห่งความคิดที่แสดงออกมาทางคำพูด ซึ่งอาจจะมีสัมผัสหรือไม่ก็ได้ผญา คือ คำคม สุภาษิต หรือคำพูดที่เป็นปริศนา คือฟังแล้วต้องนำมาคิด มาวิเคราะห์เพื่อค้นหาคำตอบที่เป็นจริงและชัดเจนว่าหมายถึงอะไรผญา เป็นคำพูดที่คล้องจองกัน ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องมีสัมผัสเสมอไป แต่เวลาพูดจะ ไพเราะสละสลวย และในการพูดนั้นจะขึ้นอยู่กับจังหวะหนักเบาด้วย

        ผญา เป็นการพูดที่ต้องใช้ไหวพริบ สติปัญญา มีเชาวน์ มีอารมณ์คมคาย พูดสั้นแต่กินใจความมากการพูดผญาเป็นการพูดที่กินใจ การพูดคุยด้วยคารมคมคาย ซึ่งเรียกว่า ผญา นั้น ทำให้ผู้ฟังได้ทั้งความรู้และความคิดสติปัญญา ความสนุกเพลิดเพลิน ยิ่งไปกว่านั้น ยังทำให้เกิด ความรักด้วย จึงทำให้หนุ่มสาวสมัยก่อน นิยมพูดผญากันมาก และการโต้ตอบเชิงปัญญาที่ทำ ให้แต่ละฝ่ายเฟ้นหาคำตอบ เพื่อเอาชนะกันนั้นจึงก่อให้เกิดความซาบซึ้ง ล้ำลึกสามารถผูกมัด จิตใจของหนุ่มสาวไม่น้อย ดังนั้น ผญา จึงเป็นเหมือนมนต์ขลังที่ตรึงจิตใจหนุ่มสาวให้แนบแน่นลึกซึ้งลงไป

        ภาษิตโบราณอีสานแต่ละภาษิตมีความหมายลึกบ้าง ตื้นบ้าง หยาบก็มี ละเอียด ก็มี ถ้าท่านได้พบภาษิตที่หยาบ ๆ โปรดได้เข้าใจว่า คนโบราณชอบสอนแบบตาเห็น ภาษิตประจำ ชาติใด ก็เป็นคำไพเราะเหมาะสมแก่คนชาตินั้น คนในชาตินั้นนิยมชมชอบว่าเป็นของดี ส่วนคน ในชาติอื่น อาจเห็นว่าเป็นคำไม่ไพเราะเหมาะสมก็ได้ ความจริง ภาษิตคือรูปภาพของวัฒนธรรมแห่งชาตินั่นเองการจ่ายผญาหรือการแก้ผญา

        การจ่ายผญา แก้ผญา เว้าผญา หรือพูดผญา คือการตอบคำถาม ซึ่งมีผู้ถามมาแล้ว ก็ตอบไป เป็นการพูดธรรมดา ไม่มีการเอื้อนเสียง ไม่มีทำนอง แต่เป็นจังหวะ มีวรรคตอนเท่านั้น ผู้ถามส่วนใหญ่จะเป็นหมอลำฝ่ายชาย คือลำเป็นคำถาม ฝ่ายหญิงจะเป็นฝ่ายตอบ หรือจ่ายผญา ด้วยเหตุนี้จึงมักจะเรียกว่า ลำผญา หรือลำผญาญ่อย เช่น

(ชาย) ….. อ้ายนี้อยากถามข่าวน้ำ ถามข่าวถึงปลา อยากถามข่าวนา ถามข่าวถึงเข้า (ข้าว) อ้ายอยากถามข่าวน้อง ว่ามีผัวแล้วหรือบ่ หรือว่ามีแต่ชู้ ผัวสิซ้อนหากบ่มี

 

*** ?ผู้ชายต้องการถามสารทุกข์ สุขดิบ ของฝ่าหญิง  แล้วถามต่อว่ามีแฟนหรือยัง(แปลเองคับ)

(หญิง) ….. น้องนี้ปอดอ้อยซ้อยเสมอดังตองตัด พัดแต่เป็นหญิงมา บ่มีชายสิมาเกี้ยว พัดแต่สอนลอนขึ้น บ่มีเครือสิเกี้ยวพุ่ม พัดแต่เป็นพุ่มไม้เครือสิเกี้ยวกะบ่มี

 

*** ?ผู้หญิงตอบว่า ตั้งแต่โตเป็นสาวมาเนี่ย ยังไม่มีผู้ชายที่ไหนมาจีบเลย? (แปลเองคับ)

 

 

การลำและจ่ายผญา ในสมัยโบราณนั้นจะนั่งกับพื้น คือ หมอลำ หมอผญาและหมอแคน จะนั่งเป็นวง ส่วนผู้ฟังอื่น ๆ ก็นั่งเป็นวงล้อมรอบ หมอลำบางครั้งจะมีการฟ้อนด้วย ส่วนผู้จ่ายผญา จะไม่มีการฟ้อน ในบางครั้งจะทำงานไปด้วยแก้ผญาไปด้วย เช่น เวลาลงข่วง หมอลำชายจะลำ เกี้ยว ฝ่ายหญิงจะเข็นฝ้ายไปแก้ผญาไป นอกจากหมอลำ หมอแคนแล้ว บางครั้งจะมีหมอสอยทำ การสอยสอดแทรกเป็นจังหวะไป ทำให้ผู้ฟังได้รับความสนุกสนาน การจ่ายผญาในครั้งแรก ๆ นั้น เป็นการพูดธรรมดา ไม่มีการเอื้อนเสียงยาว และนั่งพูดจ่ายตามธรรมดา ต่อมาได้มีการดัดแปลง ให้มีการเอื้อนเสียงยาว มีจังหวะและสัมผัสนอกสัมผัสในด้วย ทำให้เกิดความไพเราะ และมีการเป่า แคนประกอบจนกลายมาเป็น หมอลำผญาซึ่งพึ่งมีขึ้นประมาณ 30-40 ปีมานี้

 

เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไปการพัฒนาของการจ่ายผญาจึงมีมากขึ้น จากการนั่งจ่ายผญา ซึ่งมองกันว่าไม่ค่อยถนัดและไม่ถึงอกถึงใจผู้ฟัง (ด้วยขาดการแสดงออกด้านท่าทางประกอบ) จึงมีการเปลี่ยนมาเป็นยืนลำ ทำให้มีการฟ้อนประกอบไปด้วย จากดนตรีประกอบที่มีเพียง แคน ก็ได้นำเอากลอง ฉิ่ง ฉาบ และดนตรีอื่น ๆ เข้ามาประกอบ จากผู้แสดงเพียง 2 คนก็ค่อย ๆ เพิ่มเป็น 3, 4 และ 5 คน จนมารวมกันเป็นคณะ เรียกว่า คณะหมอลำผญา บางคณะได้มีหางเครื่องเข้า

 

คำผญาของชาวอีสาน

 

     คันได้กินลาบซิ้นอย่าลืมแจ่วแพวผัก       ได้กินพาเงินพาคำอย่าลืมกระเบียนฮ้าง

 

คันเจ้าได้อยู่ยอดฟ้าผาสาทประดับมุข          อย่าได้ลืมเฮียมทุกข์ผู้ขี่ควายคอนกล้า

 

คันเจ้าได้ขี่ซ้างกั้งฮ่มเป็นพระยา                  อย่าได้ลืมคนทุกข์ผู้ขี่ควายคอนกล้า

 

คันเจ้าได้ขี่ซ้างกั้งฮ่มสัปทน                        อย่าได้ลืมคนจนผู้แห่นำตีนซ้าง

แปล  ถ้าได้ดิบได้ดีหรือได้เป็นใหญ่แล้วก็อย่าได้ลืมผู้คนรอบข้าง 

 

 

     เก้าสิฆ่าสิบสิฆ่าให้เอาแก่นคะยูงตี         มาซ่างเอาหัวใจตีเน่านูมในเนื้อ

ตายกะบ่ตายแท้พอทรงวิบาก                    อยากกะกินบ่ได้คาแค้นคั่งทวง

ขอให้หาหมอส้องทำขวัญให้แน่                จั่งสิหายพยาธิฮ้ายคายส้องบ่ให้เสีย

แปล    จะฆ่าให้ตายก็ฟาดด้วยไม้เนื้อแข็ง อย่าตีด้วยความรักความสงสารเลย

 

    ใจประสงค์สร้าง    กลางดงกะว่าท่ง

ใจขี้คร้าน                กลางบ้านกะว่าดง

แปล         ถ้าใจสู้ (ขยัน) อยู่กลางป่าดงก็เหมือนกลางทุ่ง ถ้าเกียจคร้านแม้อยู่กลางหมู่บ้านก็เหมือนในกลางป่า

    

      อย่าสุไลเสียถิ้ม          พงษ์พันธุ์พี่น้องเก่า

อย่าสุละเผ่าเซื้อ              ไปย่องผู้อื่นดี

แปล    อย่าได้ลืมญาติพี่น้องของตัวเอง ไปยกย่องว่าผู้อื่นดีกว่า

 

     เชื้อชาติแฮ้ง     เหม็นสาบกันเอง

ปูสอนปูให้ย่างตรง   ห่อนฤสิทำได้

แปล    ตัวอย่างที่เลวหรือจะทำให้ผู้อื่นทำดีได้

 

     หญิงฮูปฮ้าย   ครองวัตรพางาม

ชายฮูบทราม       วิชาพาฮุ่ง

แปล    หญิงแม้รูปชั่ว แต่จริยาวัตรทำให้งดงามได้ ชายแม้รูปทราม วิชาติดตัวก็ส่งให้เจริญรุ่งเรือง

 

      ความตายนี้แขวนคอทุกบาดย่าง     ไผกะแขนอ้อนต้อนเสมอด้ามดังเดียว

แปล         ความตาย ติดตามเหมือนเงาตามตัว ไม่มีผู้ใดหลุดพ้น

 

 

.         เดินทางบ่อสุดเส้น                   อย่าถอยหลังให้เขาเหยียบ

 

ตายขอให้ตายหน้า                        พุ้นเขาสิเอิ้นว่าหาญ

แปล         นักสู้ต้องสู้ไม่ถอยให้ตายอย่างวีรบุรุษ

 

        คนผู้มีความฮู้                      ซูซีเฮ็ดบ่แหม่น

 

ความฮู้มีท่อแผ่นฟ้า                  เป็นบ้าท่อแผ่นดิน

แปล         มีความรู้ท่วมหัวแต่เอาตัวไม่รอด

 

        ให้เจ้าคอยเพียรสร้าง             เสมอแตนแปงซ่อ

 

ให้สร้างก่อสืบไว้                      เสมอเผิ้งสืบฮัง

แปล         ให้ขยันสร้างตัวเหมือนผึ้งสร้างรัง

 

“มาเด้อพี่น้องบ้านเฮา  มาโฮมกัน มาซ่อยกันแต่งผญา”

 

ข้อมูลจาก

http://www.isan.clubs.chula.ac.th/

 

 

 

 

6 Comments to

“ผญา (สุภาษิตของคนอีสาน)”

  1. August 9th, 2009 at 8:26 am       ครูกาฬสินธ์ ฮักประชาธิปไตย Says:

    คห.4 คุณโกวล้วงน่าจะลงเผยแพร่ทุกเว็บ ให้พวกเป็นใหญ่ในบ้านเมืองยุค”บักอภิสิทธิ์”กับขันทีเฒ่าเปรมที่ได้อำนาจมาจากรัฐประหารได้รับรู้หน่อย…ครูกาฬสินธ์ ฮักประชาธิปไตย(เสื้อแดง)


  2. February 8th, 2008 at 11:34 am       นายหนึ่งเดียว Says:

    ขอบพระคุณท่าน ‘โกวล้วง’ ที่เสียสละเวลาแวะเข้ามาให้คำผญา ดีๆ ขอบคุณหลายๆเด้อครับ


  3. February 8th, 2008 at 10:43 am       โกวล้วง Says:

    ได้ยินเสียงผญาหย่อย// คึดฮอดฮอยคองเก่า// คึดฮอดเสียงผู้เฒ่า// โสเหล่จ่ายผญา// แท้น้อ…//ดีหลายๆ เอาเรื่องอีสานมาเล่า คนอุบลคือกันน้อนี่…
    ……
    จิตร ภูมิศักดิ์ แต่งผญาไว้บทหนึ่ง ความหมายเหมือนกับกับผญาข้างบน คือเตือนสติคนไม่ให้ลืมความจริง แต่เป็นคนละกลุ่ม เพราะจิตภูมิศักดิ์มุ่งเตือนคนที่ “อยู่สูง” หรือ “ชนชั้นนำ” ของสังคมว่า….//อันว่าหอคำห้องผาสาทแกมแสง//ไผเดอปลูกปูนแปลง บ่แม่นมวลไพร่ฟ้า//เถิงว่าบุญขุนกล้าเกินคน พ้นขนาด ผาสาทสร้อยสิหยาดฟ้า เองได้ บ่ห่อนมี แท้แล้ว// ถ้าถอดความเป็นภาษาภาคกลางก็ได้ความหมายว่า //ปราสาทที่ใหญ่โตงดงามนั้น เกิดจากหยาดเหงื่อแรงงานของไพร่ฟ้าประชาชนทั้งสิ้น ผู้มีอำนาจวาสนาบารมีคนใดจะเก่งกล้ามาจากไหน ก็ไม่มีปราสาทสวยงามหยาดฟ้ามาให้โดยเปล่าๆแต่อย่างใด// นี่ย่อมหมายถึงตึกไทยคู่ฟ้า ตึกบัญชาการทำเนียบรัฐบาล อาคารโอ่อ่าสง่างามของกระทรวงทบวงกรมต่างๆที่ท่านอัครมหาเสนาบดี อัครเสนาบดี เสนาบดี เจ้ากรมทั้งหลายได้นั่งสง่างามอยู่นั้น เป็นแน่แท้เทียว.


  4. February 8th, 2008 at 8:04 am       petchr17 Says:

    ครับผม แล้วจะลองรับชมดูครับ “ขอบคุณหลายๆเด้อ”


  5. February 7th, 2008 at 8:51 pm       pijika Says:

    นายบอนเพิ่งพาเพื่อนไปอ่านผญาให้ฟังในรายการเองค่ะ
    และจะมาบอกว่า ลองชม ASTV3 สักหน่อย จะรู้ว่ามีอะไรเก๋ๆ เหมือนกัน เมื่อก่อนรายการ Only the lonely ก็อยู่ช่อง NEWS1 ค่ะ เพิ่งย้ายมาช่วงปรับฟังรายการ หลังกู้ชาตินี่เองค่ะ…ปีกว่าๆ ที่ผ่านมาค่ะ


  6. February 6th, 2008 at 5:39 pm       นายบอน กาฬสินธุ์ Says:

    อยากฟังสำเนียงนายหนึ่งเดียวอ่านคำผญาจังเลย อยากรู้ว่าไทอุบลจะพูดผญาไพเราะปานได๋


You must be logged in to post a comment.