พีจัง Blog

เรื่องงาน เรื่องเที่ยว…เรื่องเดียวกัน

เหลืออีก 2 ศาล…แล้วยังไง?

August1

 

ถูกศาลสั่งโทษผิด ให้จำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา แต่ยื่นหลักทรัพย์ 5 ล้านประกันตัวออกไปโฉบเฉี่ยว ไม่ต้องนอนคุก ยื่นอุทธรณ์ตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรม…

 

.

ไม่ติดใจการยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดี เพราะใครๆก็ไม่อยากติดคุกอยู่แล้ว

 

แต่ติดใจเรื่องที่พูดกันจังว่า… ยังเหลืออีก 2 ศาล 2 ศาล…

 

 

เมื่อวานข่าวเที่ยง หลังมีคำตัดสินของศาล ผู้ประกาศสาวเอ็นบีที…พูดซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า 2 ครั้ง 3 ครั้ง ว่า ยังเหลือขั้นตอนต่อสู้ได้อีก 2 ศาล คือ อุทธรณ์ และฎีกา

 

 

เมื่อเช้าครอบครัวข่าวฯ ผู้ดำเนินรายการข่าว เฮีย ส. ก็ย้ำซ้ำหลายครั้งหลายคราเรื่องยังเหลืออีก 2 ศาลนี่แหละ

 

 

2 ศาลแล้วไงเหรอ? หวังจะรอดซักศาลใช่ปะหละ…

 

 

แล้วจะรอดด้วยวิธีไหน…เงินงั้นเหรอ

 

 

ขนมไส้เงิน 2 ล้าน ยังไม่ใช่คำตอบอีกเหรอ … ว่า เงินไม่ได้ซื้อได้ทุกอย่าง

 

 

อย่างว่า เรื่องนั้นอาจจะเป็นคำตอบสำหรับหลายๆคน แต่อาจจะไม่ใช่คำตอบของคนรวยที่ใช้เงินซื้อทุกอย่าง

 

 

คดีนี้แค่ศาลชั้นต้น ที่ยังอุทธรณ์สู้คดีได้ หากรอดคดีนี้ได้ แต่ก็อย่าชะล่าใจว่าจะพ้นคุก!!!

 

 

เพราะคดีที่สำคัญกว่า แล้วส่อเค้าว่าดิ้นหลุดได้ยาก คดีที่ดินรัชดา ที่อยู่ใน ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลซึ่งไม่มีโอกาสอุทธรณ์หากถูกตัดสินให้ผิด

 

 

…ไม่งั้นเราคงไม่เห็นภาพอดีตรัฐมนตรีถึง 2 คน หนีหัวซุกหัวซุนในวันที่ศาลเขาเรียกให้มาฟังคำตัดสินหรอก…ซึ่งเราอาจจะได้เห็น สามี ภรรยา คู่นี้ หนีซะตั้งแต่ยังไต่สวนไม่เสร็จด้วยซ้ำ

 

 

และถ้ายังหวังจะใช้เงินซื้อศาลนี้… ขนมเงิน 2 ล้าน น่าจะเป็นคำตอบได้ว่า ศาลนี้ซื้อไม่ได้

 

 

…ยิ่งยุคนี้ เป็นยุคตุลาการภิวัฒน์ ซึ่งต้องยอมรับว่า ภิวัฒน์ จริงๆ เมื่อสถาบันนิติบัญญัติ ซึ่งมีหน้าที่ถ่วงดุลโดยตรงกับอำนาจบริหาร หรือรัฐบาล กลายเป็นเนื้อเดียวกับอำนาจบริหารซะแล้ว ก็จะขอเชียร์สถาบันตุลาการเต็มที่ ให้เครื่องมือในการถ่วงดุล แม้การถ่วงดุลจะก้าวล้ำการทำงานของฝ่ายบริหารให้สะดุดก็เถอะ แต่ถ้าการสะดุดนั้นจะทำให้กลโกง กลกิน ชะลอลง… คนชั่วร้ายเติบโตช้าลง

 

 

ใครไม่ยอม…แต่เรายอม

 

 

 

………………………

 

 

 

มีปาฐกถาดีๆ ของ องคมนตรี ธานินทร์ กรัยวิเชียร เรื่อง จริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ระบุว่า

 

 

ประเทศไทยมีประมวลจริยธรรม 3 ฉบับ ที่ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่างคือ ประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการสภา ผู้แทนราษฎร พ.ศ.2542 ประมวลจริยธรรมของสมาชิกวุฒิสภาและกรรมาธิกาของวุฒิสภา พ.ศ.2545 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ.2543 … เพราะ ทั้ง 3 ฉบับเหมือนเด็กเล่นขายของ เขียนเพียงว่าหากมีการละเมิดบทลงโทษแค่ตำหนิ หรือประณามเท่านั้น หากข้าราชการการเมืองละเมิดมาตรฐานคุณธรรมจริยธรรมก็ไม่มีบทลงโทษ เพียงแค่ให้นายกรัฐมนตรี พิจารณาตามความเหมาะสม จึงเป็นเพียงแค่เสือกระดาษเท่านั้น

 

 

รัฐธรรมนูญปี 2550 ได้กำหนดขั้นตอนการลงโทษตามความร้ายแรงของการกระทำ ซึ่งอยากชี้ให้เห็นว่าเหตุที่รัฐธรรมนูญ ต้องกำหนดให้มีประมวลจริยธรรม เพราะสังคมยังมีการฉ้อราษฎร์บังหลวง มีการซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้งทั้งระดับชาติและท้องถิ่น มีการประมูลซื้อขายตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่วนภาคเอกชนก็สมยอมราคาในการประมูลโครงการต่างๆ แม้แต่ประชาชนยังหลบเลี่ยงภาษีอากร

 

 

การทุจริตได้พัฒนารูปแบบจากผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นการคอร์รัปชันเชิงนโยบาย ขณะที่คนจำนวนไม่น้อยมีทัศนะคติว่าโกงกินบ้างไม่เป็นไรขอให้มีผลงานก็พอ และมองว่าซื่อสัตย์สุจริตเป็นคนโง่ที่ถูกเอาเปรียบ คนทุจริตต่างหากที่เป็นคนเก่ง และเอาตัวรอดได้ในสังคมยุคใหม่สังคมไทย เป็นสังคมวัตถุนิยมที่เห่อคนร่ำรวยคนมีอำนาจ หวังพึ่งพาโดยไม่คำนึงว่าเขาร่ำรวย หรือมีอำนาจมาอย่างไร

 

 

ทางแก้คือ…ต้องทำให้ผู้บริหารเป็นคนดี แต่ยังหาไม่ได้ เพราะมีแต่พวกมือถือสาก ในประเทศอังกฤษมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีความเข้มงวดมาก หากรัฐมนตรีคนใดออกจากสภาโดยมีมลทินมัวหมองจะไม่มีทางหวนกลับสู่สภาอีก ซึ่งเป็นมาตรการคว่ำบาตรกำจัดคนชั่ว ไม่ให้มีโอกาสทำชั่วอีกมาตรการทางสังคมเช่นนี้ นำมาใช้กับการเมืองไทยลองคิดดูเอาเองจะเหลือสักกี่คน ประมวลจริยธรรมไม่อาจแก้ไข หรือควบคุมจริยธรรมผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐได้ทุกเรื่อง เพราะกฎหมายไม่ใช่ยาครอบจักรวาล จึงไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมหรือนิสัยคนได้ ยิ่งมีกฎหมายมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีช่องว่าง สำหรับผู้มีจิตใจคิดจะโกงมากเท่านั้น

 

 

ประชาชนต้องมีจิตสำนึกสาธารณะ ให้ความสำคัญและพิถีพิถันเลือกสรรผู้มีศีลธรรม และยึดถือความถูกต้อง ชอบธรรมให้มารับชอบทางการเมือง ทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ เปรียบเสมือนการร่อนทองที่ต้องค่อยๆ คัดเอาเศษหินเศษดินออก และค่อยๆ จนกระทั่งได้ทองบริสุทธิ์จริงๆ

 

 

สัจธรรมในระบอบประชาธิปไตย ที่ว่าหากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นบุคคลประเภทใด ก็จะได้คนประเภทเดียวกันเข้ามาเป็นรัฐบาลปกครอง จึงอยากถามว่าพอใจในวัฒนธรรมการเมืองไทยขณะนี้หรือไม่?

 

 

พอใจในจิตสำนึกตัวเองและเพื่อนร่วมชาติ ในแง่ของการตระหนักในฐานะหน้าที่ของบ้านเมืองหรือไม่?

 

 

การเลือกตั้งที่จะเรียกว่าเป็นเสียงประชาชน ต้องไม่มาจากการซื้อเสียง ถ้าซื้อเสียงต้องเรียกว่าเสียงน้ำเงิน กระแสสังคมต้องใช้วิจารณญาณควบคู่

 

 

การตัดสินคดีอาญา ผิดก็คือผิด ถูกคือถูกไม่ใช่เอาเสียงข้างมากมาตัดสินความอยู่รอดของบ้านเมือง และเพื่อแก้ไขวิกฤติการณ์สังคมไทย ขณะนี้ จำเป็นต้องกำหนดเรื่องความยึดมั่นถูกต้องชอบธรรม ให้เป็นคติประจำชาติ จัดให้เป็นวาระแห่งชาติ มีการทำแผนพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรม ในสังคมทุกระดับ และบรรจุในหลักสูตรการเรียนการสอนทุกระดับชั้น และมีการติดตามประเมินผลด้านจริยธรรม คุณธรรมอย่างเสมอโดยต้องมีการให้รางวัลเชิดชูเกียรติ ผู้ประกอบคุณงามความดีเพื่อเสริมสร้างขวัญและกำลังใจ

 

 

แต่ที่ผ่านมาจุดอ่อนของการรณรงค์และจัดกิจกรรมคุณธรรมและจริยธรรมของรัฐบาล คือทำได้เพียงลุ่มๆ ดอนๆ บ้างก็สนับสนุนเต็มที่ แต่บ้างก็ทำอย่างเสียมิได้ ดังนั้นเพื่อให้มีผลในการปฏิบัติระยะยาวควรกำหนดให้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่กำหนดยุทธศาสตร์ในการรณรงค์เรื่องคุณธรรม จริยธรรมและหลักธรรมาภิบาล ในการบริหารจัดการองค์กร ทั้งภาครัฐ และเอกชนผ่านกระบวนการตราเป็น พระราชบัญญัติเพื่อให้มีผลบังคับเป็นกฎหมาย

 

 

ป.ล.

 

 

ไม่บังอาจย่อเนื้อความปาฐกถาขององคมนตรี เพราะทุกถ้อยคำ มันคือความจริงที่สังคมไทยควรต้องรู้ ตะหนัก และคิดตาม

 

by posted under Uncategorized | No Comments »    

You must be logged in to post a comment.