Blog phakri คนเดียวในดวงใจ

ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ Thailand > เรื่องทั่วๆไปที่คนไทยควรรู้ >

ชีวประวัติบุคคลสำคัญ : พลตรีหม่อมเจ้าทองฑีฆายุ ทองใหญ่

 

พลตรีหม่อมเจ้า ทองฑีฆายุ  ทองใหญ่

 
หม่อมเจ้าทองฑีฆายุ ทองใหญ่,หม่อมลุดมิลา ทองใหญ่ ณ อยุธยา และบุตรธิดา 
  
หม่อมเจ้าทองฑีฆายุ ทองใหญ่,หม่อมลุดมิลา ทองใหญ่ ณ อยุธยา และบุตรธิดา

 

  •  

  • พลตรี หม่อมเจ้า ทองฑีฆายุ ทองใหญ่ เป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ของพระบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์  ศิลปาคม ซึ่งเป็นพระราชโอรส ในพระบาทสมเด็จพระจอม เกล้าเจ้าอยู่หัว กับเจ้าจอมสังวาลย์ ประสูติแด่หม่อมพริ้ม ทองใหญ่   เมื่อวันศุกร์ที่  4 มิถุนายน พุทธศักราช 2429 และเนื่องจากเป็นโอรสองค์แรกที่ไม่ถึงชีพิตักษัยดังเช่นโอรสและธิดาองค์ก่อน ๆ จึงเรียกว่า "ทรงรอด" ต่อมาทรงมีพระนามจริงว่า         "ทองฑีฆายุ" 

  • เมื่อเจริญพระชันษาได้ 4 ปี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม พระบิดาทรงเป็นแม่ทัพใหญ่เสด็จไปปราบฮ่อทางมณฑลอุดร และเป็นข้าหลวงสำเร็จราชการอยู่ที่นั้นเป็นเวลาหลายปี จึงทรงถวายองค์พระโอรสไว้แก่ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ   พระโอรสในสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เมื่อเจริญชันษาขึ้นได้เล่าเรียนที่โรงเรียนราชกุมารด้วยกันกับพระราชกุมารของพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นอกเวลาเรียนก็ได้ตามเสด็จเจ้านายเล็กๆ ขึ้นไปเล่นอยู่บนพระราชฐาน จนเป็นที่คุ้นเคยของพระบาท สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว(รัชการที่ 5) การเล่าเรียนของ ม.จ.ทองฑีฆายุ อยู่ในขั้นรุ่งโรจน์ เรียนเร็ว จำเร็ว แต่ไม่ขยันหมั่นเพียรนัก ทรงได้รับขนานนามเป็น เจ้ากรมซน ประจำพระราชฐาน

  • เมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสวรรคตแล้ว และ ม.จ.ทองฑีฆายุ มีชันษาสมควร พระบาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เกษากันต์ในพระราชพิธีตรุษ 

  • ปี พ.ศ.2441 สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ได้เสด็จกลับจากไปทรงศึกษาในโรงเรียน ทหารม้าที่ประเทศรัสเซียชั่วคราว และจะเสด็จกลับออกไปอีก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้ ม.จ.ทองฑีฆายุฯ โดยเสด็จออกไป ศึกษาที่ประเทศรัสเซียด้วย ขณะนั้นชันษาได้ 12 ปี เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถโปรดปราน ม.จ.ทองฑีฆายุ ถึงกับทรงรับเลี้ยง เป็นลูกเลี้ยงไว้องค์หนึ่ง

  • หม่อมเจ้าทองฑีฆายุ ได้ทรงเข้าศึกษาที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง (Military Page School) ในประเทศรัสเซียตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ.2441 สมเด็จพระเจ้านิโคลัสที่ 2 แห่งกรุงรัสเซียโปรดให้สังกัดในกรมทหารม้าฮุสซาร์ที่เมืองเปโตรกราด (เลนินกราดในปัจจุบัน) กรมทหารม้า ฮุสซาร์นั้นเป็นทหารม้าเบาเคลื่อนที่เร็ว จัดเป็นกรมทหารม้าประจัญบานมีประวัติการรบบนหลังม้าที่เกรียงไกรไม่แพ้ทหารม้าดอสแซด

  • ปี พ.ศ.2451 พระเจ้าอยู่หัวประเทศรัสเซียทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศเป็นนายร้อยตรี สังกัดนายทหารนอกกอง กรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ ซึ่งเป็นกรมที่หรูหราที่สุดในรัสเซียในสมัยนั้น   และในระหว่างประจำกรม ได้ทรงมีโอกาสศึกษาวิชาพิเศษ คือ วิชาเคมี วิชาเสนาธิการทหารบก และวิชาสัตวแพทย์ตลอดระยะเวลา 3 ปี ก่อนเสด็จกลับพระนคร

  • ปี พ.ศ.2452 ม.จ.ทองฑีฆายุ ได้เข้าโรงเรียนทหารม้าเฉพาะสำหรับนายทหารม้าเฉพาะสำหรับนายทหารชั้นสูง (Cavalry School for Officers) และจบจากโรงเรียนเมื่อปี พ.ศ.2454

  • ปี พ.ศ.2454 ในตอนต้นปี ม.จ. ทองฑีฆายุ ได้สมรสกับ นางสาวลุดมิล่า บาร์ซูก๊อฟ ธิดาคนโตของนายแชร์เก อิวาโปวิท์ซ บาร์ซูก๊อฟ เลขาธิการกรมศิลปากร   เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก ต้นตระกูลบาร์ซูก๊อฟ เป็น คอสแซค   และรับราชการในราชสำนักมาตลอดหลายสมัย  

  • เมื่อสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลก ประชานารถซึ่งเสด็จราชการในยุโรป จะเสด็จกลับพระนคร ประจวบกับ ม.จ. ทองฑีฆายุ ได้สำเร็จการเล่าเรียน จึงได้โดยเสด็จกลับพระนครเมื่อเดือน พฤศจิกายน 2454 นั้นเอง ม.จ. ทองฑีฆายุ ได้รับพระกรุณาจาก สมเด็จพระปิตุลาธิราช เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถเป็นส่วนพระองค์มากมาย นอกจากจะทรงเลี้ยงไว้ดุจพระโอรสบุญธรรม ยังทรงสร้างวังประทานที่ถนนเศรษฐศิริ บางซื่อ มีที่ดินกว้าง 4 ไร่ ทรงให้ช่างฝรั่งออกแบบและดำเนินการสร้าง ทรงอนุเคราะห์ ม.จ. ทองฑีฆายุ และหม่อมลุดมิล่า ตลอดจนโอรสธิดาด้วยพระเมตตาสม่ำเสมอ เมื่อสมเด็จพระปิตุลาธิราชได้เข้าเริ่มรับภาระอำนวยหลักการของทหารบก ม.จ.ทองฑีฆายุ ซึ่งสำเร็จวิชาทหารม้า จึงได้สนองพระเดชพระคุณทันเวลาที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อในการจัดระบงานของกองทัพบก

  • ตำแหน่งทางราชการครั้งแรกของ ม.จ.ทองฑีฆายุ ทองใหญ่ เมื่อกลับจากประเทศรัสเซีย ใน พ.ศ.2454 คือ นายทหารประจำแผนกจเรทหารม้า ยศร้อยโท และเป็นราชองครักษ์เวร  ในระหว่างที่ประจำกรมอยู่ที่นั้น ทรงดำริว่า "ม้าของทหารบกในเวลานั้นก็มีอยู่มาก ตลอดจนช้าง โค กระบือ แต่ไม่มีสัตวแพทย์สำหรับช่วยรักษาและบำรุงเลี้ยงดูตลอดจนดูแล ให้มีการใช้งานที่ถูกที่ควร คงมีแต่นายสัตวแพทย์ แผนโบราณเพียงไม่กี่นาย"

  • ปี พ.ศ.2455 ได้ทรงขอตั้งโรงเรียนนายดาบสัตวรักษ์ เพื่อผลิตนายสัตวแพทย์ที่มีความรู้ทั้งทางวิชาการรักษาสัตว์และวิชาสัตวบาล ร่วมกัน ต่อมาได้ทรงเปลี่ยนเป็น "โรงเรียนนายสิบสัตวรักษ์" และเปลี่ยนเป็น "โรงเรียนอัศวแพทย์ทหารบก" ในภายหลัง  ดังนั้นในต้นปีนี้ จึงถือได้ว่า โรงเรียนสอนวิชาสัตวแพทย์แห่งแรกในประเทศไทยจึงเกิดขึ้น นักเรียนในโรงเรียนอัศวแพทย์รุ่นแรกนั้นคัดเลือกจากนายสิบตามกองทหารต่างๆ ที่มีความรู้หนังสือไทย ภาษาและมีความประพฤติดีพอใช้ โดยให้สอบคัดเลือกความรู้จากกองพลละ 2 - 3 นาย เมื่อคัดเลือกได้แล้วให้ส่งไป ที่กรมเจรทหารบก เพื่อสอบคัดเลือกอีกครั้งหนึ่ง   เพื่อให้ได้จำนวนนักเรียน 20 คนตามความต้องการ ที่เหลือส่งกลับหน่วย ลูกศิษย์ของท่าน รุ่นแรกได้แก่ หลวงสนิทรักษาสัตว์ และหลวงสนั่นรักษาสัตว์   ในการคัดเลือกในปีต่อๆ มา ก็คัดเลือกเฉพาะผู้ที่มีความรู้วิชาสามัญดี เข้าเป็น นักเรียนสัตวแพทย์ หลักสูตร 5 ปี   จนปรากฏเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายท่านในปัจจุบันนี้

  • ม.จ.ทองฑีฆายุ ทรงดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนอัศวแพทย์ทหารบกได้จัดแบ่งหลักสูตรเป็น 5 ปี คือ

  • ตอนที่ 1  ศึกษาวิชาสัตวแพทย์ วิชาคำนวณ ภาษา เคมี ฟิสิกส์และระเบียบข้อบังคับ มีกำหนด 1 - 2 ปี 

  • ตอนที่ 2  ออกไปฝึกความชำนาญตามหน่วยอัศแพทย์ของกองทัพบก มีกำหนด 1 - 2 ปี 

  • ตอนที่ 3 เข้าศึกษาวิชาอัศแพทย์เพื่อศึกษาวิชาสัตวแพทย์ สัตวบาล คำนวณ ภาษา เคมี ฟิสิกส์ อีก 2 ปี     รวมการศึกษาและอบรม 5 ปี ผู้ที่สอบไล่ได้ เรียกว่า ผู้สำเร็จวิชาชั้นประกาศนียบัตรอัศวแพทย์ของกระทรวงกลาโหม ได้เลื่อนยศเป็น ว่าที่ร้อยตรี และออกไปรับราชการ ตามหน่วยสัตวรักษ์ของกองพันทหารม้า กองพันทหารปืนใหญ่หรือหน่วยผสมสัตว์และเสบียงสัตว์ต่อไป  อาจารย์ที่ใช้สอน ในโรงเรียน อัศวแพทย์ทหารบก นอกจากพระองค์ท่านแล้วยังมีนายสัตวแทพย์หลายท่าน ทั้งที่เป็นคนไทยและเป็นชาวต่างประเทศ คือ   หมอเฮนวินเฮนสปราเตอร์ นายสัตวแพทย์ชาวเยอรมัน   สำเร็จวิชาสัตวแทพย์เยอรมัน ได้รับยศเป็นพันตรีในกองทัพบกไทย คือ   พันตรี หลวงพรรฤกสรศักดิ์        พันตรี หลวงอัศดรผดุง         พันตรี หลวงบำรุงอัศว์        พระยาราญรอนอริรา    ร้อยเอก หม่อมเจ้า ทินทัต สอนวิชาภาษาละติน       อาจารย์จากโรงเรียนนายร้อย อีก 4-5 ท่าน มาสอนวิชาคำนวณ ฟิสิกส์และเคมี 

  • ในระหว่างที่ตั้งโรงเรียนอัศแพทย์ทหารบกขึ้นนั้นทรงจัดตั้งหน่วยผสมสัตว์และเสบียงสัตว์ขึ้นที่ตำบลหัวสระ และตำบลจันทึก อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา มีหน้าที่ผสมพันธุ์ม้าและโค และทำหญ้าแห้งไว้เป็นเสบียงสัตว์ของกองทัพบกด้วย

  • ในระหว่างที่รับราชการเกี่ยวกับงานอัศแพทย์และทหารม้า ได้ทรงมีส่วนเรียบเรียงตำราเกี่ยวกับทหารม้าหลายเล่มได้แก่

  • ข้อบังคับสำหรับทหารม้า   (19 มกราคม 2455)

  • ข้อบังคับระเบียบโรงเรียนอัศวแพทย์ ( กุมภาพันธุ์ 2455 )

  • แบบฝึกหัดทหารม้า เล่ม 2  ( 3 มีนาคม 2455 )

  • คำแนะนำในการเลี้ยงม้า   (1 พฤษภาคม 2455 )

  • ระเบียบการฝึกหัดสั่งสอนกองร้อยทหารม้า    (21 กรกฎาคม 2455 )

  • ในเดือนสิงหาคม ท่านได้รับพระราชทานเหรียญ ดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา

  • ปี พ.ศ.2456 ทรงได้รับพระราชยศเป็น ร้อยเอก ประจำแผนกเจรทหารม้ากองทัพบก

  • ปี พ.ศ.2457 ทรงได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บังคับการทหารม้าที่ 2 และเป็นผู้ช่วยเจรทหารม้า ได้ทรงเขียนตำราสอนนายสิบอัศวแพทย์ 8 เล่มจบ กระทรวงกลาโหมได้ออกหนังสือชมเชยและให้รางวัล 800 บาท    ในด้านการทหารทรงปรับปรุงการฝึกทหารม้า โดยปรับปรุงด้านยุทธวิธี ให้ทัดเทียมกับทหารม้าในต่างประเทศต่างๆ ของยุโรป ทรงอำนวยการฝึกภาคสนามการเคลื่อนย้ายด้วยพระองค์เอง เช่นเคลื่อนย้ายกำลัง ทหารม้าจากนครราชสีมาไปยังปราจีนบุรี เพื่อให้ทหารม้าพร้อมรบอยู่เสมอ

  • ปี.พ.ศ.2458 เดือนเมษายน ทรงได้เลื่อนยศเป็นพันตรีดำรงตำแหน่งเป็นผู้บังคับการกรมทหารม้าที่ 1 และเป็นผู้ช่วยจรทหารม้า

  • ปี.พ.ศ.2459 ทรงเป็นกรรมการที่ปรึกาสภาวิทยาศาสตร์ทหารบก

  • ปี.พ.ศ.2460 ทรงได้เลื่อนยศเป็นพันโท ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารม้ารวม

  • ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้ทรงรับหน้าที่เป็นผู้ควบคุมดูแลอุปทูต และคณะทูตออสเตรียและฮังการี และเมื่อจอมพลจอฟร์ เข้ามากราบ ทูลถึงความปิติของรัฐบาลฝรั่งเศสในการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงช่วยงานสงครามโลกนั้น ท่านได้ช่วยรับรอง และได้รับตราเลนยอง คอนเนอร์ ชั้น 3 ตอบแทนด้วย   หม่อมของท่านก็ได้รับตราดาราดำชั้น 4 จากรัฐบาลฝรั่งเศสในโอกาสเดียวกันด้วย

  • ปี พ.ศ.2462 ทรงมีความอุสาหวิริยะในการศึกษาค้นคว้าความรู้อยู่เสมอได้ทรงคิดแบบหีบเครื่องมือ เครื่องยาสำหรับอัศวแพทย์ และทรงทำสมุด แนะนำการปฏิบัติบำรุงม้าใหญ่    แม้ว่าจะมีอาชีพเป็นทหารม้า และใฝ่ฤทัยทางอัศวแพทย์แต่ก็มีความสนพระทัยในวิชาอื่นๆ อีก เช่น วิชา ประวัติศาสตร์ซึ่งแต่เดิมทรงสอนในวงทหารบกเมื่อทางราชการได้จัดตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขึ้นใหม่ๆ ยังขาดบุคคลที่จะทำหน้าที่ ศาสตราจารย์ ท่านได้รับเชิญให้ทรงสอนวิชาประวัติศาสตร์ไทยและสากลและขณะที่ทรงรับตำแหน่ง อาจารย์พิเศษของคณะอักษรศาสตร์ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทรงเรียบเรียงตำราเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไว้หลายเล่ม เช่นประวัติศาสตร์สากลชั้นสูง ประวัติศาสตร์ไทย

  • ปี พ.ศ.2463 ทรงได้เลื่อนยศเป็น พันเอก ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารม้ารวม และเป็นผู้ช่วยจเรทหารม้าและสัตว์พาหนะทหารบก เป็นเวลา 6 ปี

  • ปี พ.ศ.2467 ทรงเป็นผู้ช่วยทูตทหารประเทศอังกฤษและฝรังเศส เป็นเวลา 2 ปี

  • ปี พ.ศ.2469 เสด็จกลับมาประจำแผนกจเรสัตว์พาหนะและการทหารม้า

  • ปี พ.ศ.2471 ได้รับพระราชยศเป็น พลตรีทรงดำรงตำแหน่ง เจ้ากรมจเรสัตว์พาหนะทหารบกและการทหารม้า แทน พล.ท.พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงอดิศ   ในระหว่างปี พ.ศ.2466 - 2475 ได้ทรงแต่งตำราไว้หลายเล่มซึ่งทางสัตวแทพย์ทหารได้ใช้เป็นคู่มือได้แก่

  • สรีรศาสตร์ของม้า   

  • แบทีเรีย เมติก้า
  • การสวมเกือกม้า
  • การฝึกม้า
  • พลตรี ม.จ. ทองฑีฆายุ ทรงเป็นผู้บัญชาการกองพลที่ 2 (ปราจีนบุรี) อยู่เป็นตำแหน่งสุดท้ายเมื่อมี 2475 ทรงออกจากราชการในรัชการที่ 7 เป็นนายทหารกองหนุน และทรงเป็นองค์มนตรีที่ปรึกษาราชการในพระองค์จวบจนสิ้นรัชสมัยรัชการที่ 7

เครื่องราชอิสสริยาภรณ์ที่ได้รับพระราชทานคือ

  • ทวิติยาภรณ์มงกุฎไทย
  • ตริตาภรณ์ช้างเผือก
  • เหรียญรัตนาภรณ์ชั้น 3 ทั้งรัชการที่ 6 และ รัชการที่ 7
  • ปี พ.ศ.2478 ได้ทรงดำริจะตั้งมหาวิทยาลัยสัตวแพทย์ขึ้นในประเทศไทยผู้ร่วมในการก่อตั้งคือ     พระองค์ท่าน  พันเอกหลวงสนิทรักษ์สัตว์       พันโทหลวงชัยอัศวรักษ์    พลตรีจัตวา หลวงสนั่นรักษาสัตว์ (ยศในปี 2497)
  •  
  • การก่อตั้งได้สำเร็จสมความมุ่งหมาย โดยทางราชการได้รับรองให้จัดตั้งคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ขึ้นในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มเปิด การศึกษาในปีแรกเมื่อ พ.ศ.2481 มีนักศึกษา 2 นาย ซึ่งได้ส่งไปศึกษาต่างประเทศทั้งสองท่าน หลักสูตรขั้นแรกมี 4 ปี ต่อมาจึงเพิ่มเป็น 5 ปี และเพิ่มหลักสูตรเป็น 6 ปีใช้มาจนทุกวันนี้   พระองค์ท่านทรงสอนนิสิตคณะสัตวแพทย์ได้เพียง 3 รุ่น จนถึงปี 2483
  •  
  • ปี พ.ศ.2485 ราวเดือนเมษายน ทรงพระประชวนเป็นบิด ต่อมาเกิดมีอาการหทัยพิการประชวรอยู่นานจึงทุเลาลง แต่ต่อมาไม่ช้ากลับประชวร ใหม่อีก ด้วยพระโรคหทัย ซึ่งเห็นได้ชัดกว่าโรคอย่างอื่น แม้หม่อมและโอรสธิดา จะได้พากเพียรพยาบาล เป็นเวลานานหลายเดือน พระอาการ ก็มิได้กระเตื้องขึ้น จนในที่สุดก็สิ้นพระชนม์ในตอนเช้าตรู่ของวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2485 รวมพระชนมายุได้ 56 ปีเศษ
  •  

        หม่อมเจ้าทองฑีฆายุ ทรงมีโอรสและธิดากับหม่อมลุดมีลา เป็นชายสอง หญิงสอง คือ

  • หม่อมราชวงศ์ ชาย จักรทอง    ทองใหญ่ 

  • หม่อมราชวงศ์หญิง ผ่องลักษณ์  ทองใหญ่ 

  • หม่อมราชวงศ์หญิง พักตร์พริ้ง  ทองใหญ่ 

  • หม่อมราชวงศ์ชาย สิงคธา   ทองใหญ่ 

  •  

พระองค์ท่านเป็นผู้ทรงพระปรีชาสามารถ และเป็นผู้มีพระกรุณาอย่างใหญ่หลวงในการวางรากฐานกิจการสัตวแพทย์ไทย และก่อตั้งหน่วยทหาร การสัตว์ คณะศิษย์ทั้งหลาย จึงขอให้สำนักราชเลขาธิการนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานซื่อค่ายทหาร ของกรมการสัตว์ทหารบก ว่า "ค่ายทองฑีฆายุ" ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานชื่อ       "ค่ายทองฑีฆายุ" เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พุทธศักราช 2535

 

นอกจากขอพระราชทานนามค่ายแล้วคณะศิษย์ได้สร้างพระรูปของพระองค์ท่านไว้ ณ กรมการสัตว์ทหารบก แห่งนี้ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้เคารพ สักการะ เป็นอนุสรณ์แห่งความอุตสาหะ วิริยะ ของ พลตรี หม่อมเจ้า ทองฑีฆายุ ทองใหญ่ "บิดาของเหล่าทหารการสัตว์และสัตวแพทย์ไทย"   สืบไป

 

ที่มาของข้อมูลจาก vetdept.rta.mi.th/hisfather.htm

 

 

 

 




Tag: ชีวประวัติบุคคลสำคัญ : พลตรีหม่อมเจ้าทองฑีฆายุ ทอง

เขียนโดย phakri ที่ 2008-04-09 00:06:50 น. 3 ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1, เว็บไซต์ :

อิ่มไปด้วยข้อมูล
อุดมไปด้วยปัญญา


    | chanpanakrit | 09 เมษายน 2551 | 00:18:46

ความคิดเห็นที่ 2, เว็บไซต์ :

...ขอบคุณข้อมูลดีๆค่ะ;-)


  | tomorrow02 | 09 เมษายน 2551 | 12:09:21

ความคิดเห็นที่ 3, เว็บไซต์ :

ได้มารู้จักท่านก็วันนี้เองครับ


    | bonkalasin | 09 เมษายน 2551 | 12:18:52