|
|
พลตรี หม่อมเจ้า ทองฑีฆายุ ทองใหญ่ เป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ของพระบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ ศิลปาคม ซึ่งเป็นพระราชโอรส ในพระบาทสมเด็จพระจอม เกล้าเจ้าอยู่หัว กับเจ้าจอมสังวาลย์ ประสูติแด่หม่อมพริ้ม ทองใหญ่ เมื่อวันศุกร์ที่ 4 มิถุนายน พุทธศักราช 2429 และเนื่องจากเป็นโอรสองค์แรกที่ไม่ถึงชีพิตักษัยดังเช่นโอรสและธิดาองค์ก่อน ๆ จึงเรียกว่า "ทรงรอด" ต่อมาทรงมีพระนามจริงว่า "ทองฑีฆายุ"
เมื่อเจริญพระชันษาได้ 4 ปี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม พระบิดาทรงเป็นแม่ทัพใหญ่เสด็จไปปราบฮ่อทางมณฑลอุดร และเป็นข้าหลวงสำเร็จราชการอยู่ที่นั้นเป็นเวลาหลายปี จึงทรงถวายองค์พระโอรสไว้แก่ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ พระโอรสในสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เมื่อเจริญชันษาขึ้นได้เล่าเรียนที่โรงเรียนราชกุมารด้วยกันกับพระราชกุมารของพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นอกเวลาเรียนก็ได้ตามเสด็จเจ้านายเล็กๆ ขึ้นไปเล่นอยู่บนพระราชฐาน จนเป็นที่คุ้นเคยของพระบาท สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว(รัชการที่ 5) การเล่าเรียนของ ม.จ.ทองฑีฆายุ อยู่ในขั้นรุ่งโรจน์ เรียนเร็ว จำเร็ว แต่ไม่ขยันหมั่นเพียรนัก ทรงได้รับขนานนามเป็น เจ้ากรมซน ประจำพระราชฐาน
เมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสวรรคตแล้ว และ ม.จ.ทองฑีฆายุ มีชันษาสมควร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เกษากันต์ในพระราชพิธีตรุษ
ปี พ.ศ.2441 สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ได้เสด็จกลับจากไปทรงศึกษาในโรงเรียน ทหารม้าที่ประเทศรัสเซียชั่วคราว และจะเสด็จกลับออกไปอีก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้ ม.จ.ทองฑีฆายุฯ โดยเสด็จออกไป ศึกษาที่ประเทศรัสเซียด้วย ขณะนั้นชันษาได้ 12 ปี เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถโปรดปราน ม.จ.ทองฑีฆายุ ถึงกับทรงรับเลี้ยง เป็นลูกเลี้ยงไว้องค์หนึ่ง
หม่อมเจ้าทองฑีฆายุ ได้ทรงเข้าศึกษาที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง (Military Page School) ในประเทศรัสเซียตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ.2441 สมเด็จพระเจ้านิโคลัสที่ 2 แห่งกรุงรัสเซียโปรดให้สังกัดในกรมทหารม้าฮุสซาร์ที่เมืองเปโตรกราด (เลนินกราดในปัจจุบัน) กรมทหารม้า ฮุสซาร์นั้นเป็นทหารม้าเบาเคลื่อนที่เร็ว จัดเป็นกรมทหารม้าประจัญบานมีประวัติการรบบนหลังม้าที่เกรียงไกรไม่แพ้ทหารม้าดอสแซด
ปี พ.ศ.2451 พระเจ้าอยู่หัวประเทศรัสเซียทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศเป็นนายร้อยตรี สังกัดนายทหารนอกกอง กรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ ซึ่งเป็นกรมที่หรูหราที่สุดในรัสเซียในสมัยนั้น และในระหว่างประจำกรม ได้ทรงมีโอกาสศึกษาวิชาพิเศษ คือ วิชาเคมี วิชาเสนาธิการทหารบก และวิชาสัตวแพทย์ตลอดระยะเวลา 3 ปี ก่อนเสด็จกลับพระนคร
ปี พ.ศ.2452 ม.จ.ทองฑีฆายุ ได้เข้าโรงเรียนทหารม้าเฉพาะสำหรับนายทหารม้าเฉพาะสำหรับนายทหารชั้นสูง (Cavalry School for Officers) และจบจากโรงเรียนเมื่อปี พ.ศ.2454
ปี พ.ศ.2454 ในตอนต้นปี ม.จ. ทองฑีฆายุ ได้สมรสกับ นางสาวลุดมิล่า บาร์ซูก๊อฟ ธิดาคนโตของนายแชร์เก อิวาโปวิท์ซ บาร์ซูก๊อฟ เลขาธิการกรมศิลปากร เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก ต้นตระกูลบาร์ซูก๊อฟ เป็น คอสแซค และรับราชการในราชสำนักมาตลอดหลายสมัย
เมื่อสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลก ประชานารถซึ่งเสด็จราชการในยุโรป จะเสด็จกลับพระนคร ประจวบกับ ม.จ. ทองฑีฆายุ ได้สำเร็จการเล่าเรียน จึงได้โดยเสด็จกลับพระนครเมื่อเดือน พฤศจิกายน 2454 นั้นเอง ม.จ. ทองฑีฆายุ ได้รับพระกรุณาจาก สมเด็จพระปิตุลาธิราช เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถเป็นส่วนพระองค์มากมาย นอกจากจะทรงเลี้ยงไว้ดุจพระโอรสบุญธรรม ยังทรงสร้างวังประทานที่ถนนเศรษฐศิริ บางซื่อ มีที่ดินกว้าง 4 ไร่ ทรงให้ช่างฝรั่งออกแบบและดำเนินการสร้าง ทรงอนุเคราะห์ ม.จ. ทองฑีฆายุ และหม่อมลุดมิล่า ตลอดจนโอรสธิดาด้วยพระเมตตาสม่ำเสมอ เมื่อสมเด็จพระปิตุลาธิราชได้เข้าเริ่มรับภาระอำนวยหลักการของทหารบก ม.จ.ทองฑีฆายุ ซึ่งสำเร็จวิชาทหารม้า จึงได้สนองพระเดชพระคุณทันเวลาที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อในการจัดระบบงานของกองทัพบก
ตำแหน่งทางราชการครั้งแรกของ ม.จ.ทองฑีฆายุ ทองใหญ่ เมื่อกลับจากประเทศรัสเซีย ใน พ.ศ.2454 คือ นายทหารประจำแผนกจเรทหารม้า ยศร้อยโท และเป็นราชองครักษ์เวร ในระหว่างที่ประจำกรมอยู่ที่นั้น ทรงดำริว่า "ม้าของทหารบกในเวลานั้นก็มีอยู่มาก ตลอดจนช้าง โค กระบือ แต่ไม่มีสัตวแพทย์สำหรับช่วยรักษาและบำรุงเลี้ยงดูตลอดจนดูแล ให้มีการใช้งานที่ถูกที่ควร คงมีแต่นายสัตวแพทย์ แผนโบราณเพียงไม่กี่นาย"
ปี พ.ศ.2455 ได้ทรงขอตั้งโรงเรียนนายดาบสัตวรักษ์ เพื่อผลิตนายสัตวแพทย์ที่มีความรู้ทั้งทางวิชาการรักษาสัตว์และวิชาสัตวบาล ร่วมกัน ต่อมาได้ทรงเปลี่ยนเป็น "โรงเรียนนายสิบสัตวรักษ์" และเปลี่ยนเป็น "โรงเรียนอัศวแพทย์ทหารบก" ในภายหลัง ดังนั้นในต้นปีนี้ จึงถือได้ว่า โรงเรียนสอนวิชาสัตวแพทย์แห่งแรกในประเทศไทยจึงเกิดขึ้น นักเรียนในโรงเรียนอัศวแพทย์รุ่นแรกนั้นคัดเลือกจากนายสิบตามกองทหารต่างๆ ที่มีความรู้หนังสือไทย ภาษาและมีความประพฤติดีพอใช้ โดยให้สอบคัดเลือกความรู้จากกองพลละ 2 - 3 นาย เมื่อคัดเลือกได้แล้วให้ส่งไป ที่กรมเจรทหารบก เพื่อสอบคัดเลือกอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ได้จำนวนนักเรียน 20 คนตามความต้องการ ที่เหลือส่งกลับหน่วย ลูกศิษย์ของท่าน รุ่นแรกได้แก่ หลวงสนิทรักษาสัตว์ และหลวงสนั่นรักษาสัตว์ ในการคัดเลือกในปีต่อๆ มา ก็คัดเลือกเฉพาะผู้ที่มีความรู้วิชาสามัญดี เข้าเป็น นักเรียนสัตวแพทย์ หลักสูตร 5 ปี จนปรากฏเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายท่านในปัจจุบันนี้
ม.จ.ทองฑีฆายุ ทรงดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนอัศวแพทย์ทหารบกได้จัดแบ่งหลักสูตรเป็น 5 ปี คือ
ตอนที่ 1 ศึกษาวิชาสัตวแพทย์ วิชาคำนวณ ภาษา เคมี ฟิสิกส์และระเบียบข้อบังคับ มีกำหนด 1 - 2 ปี
ตอนที่ 2 ออกไปฝึกความชำนาญตามหน่วยอัศวแพทย์ของกองทัพบก มีกำหนด 1 - 2 ปี
ตอนที่ 3 เข้าศึกษาวิชาอัศวแพทย์เพื่อศึกษาวิชาสัตวแพทย์ สัตวบาล คำนวณ ภาษา เคมี ฟิสิกส์ อีก 2 ปี รวมการศึกษาและอบรม 5 ปี ผู้ที่สอบไล่ได้ เรียกว่า ผู้สำเร็จวิชาชั้นประกาศนียบัตรอัศวแพทย์ของกระทรวงกลาโหม ได้เลื่อนยศเป็น ว่าที่ร้อยตรี และออกไปรับราชการ ตามหน่วยสัตวรักษ์ของกองพันทหารม้า กองพันทหารปืนใหญ่หรือหน่วยผสมสัตว์และเสบียงสัตว์ต่อไป อาจารย์ที่ใช้สอน ในโรงเรียน อัศวแพทย์ทหารบก นอกจากพระองค์ท่านแล้วยังมีนายสัตวแทพย์หลายท่าน ทั้งที่เป็นคนไทยและเป็นชาวต่างประเทศ คือ หมอเฮนวินเฮนสปราเตอร์ นายสัตวแพทย์ชาวเยอรมัน สำเร็จวิชาสัตวแทพย์เยอรมัน ได้รับยศเป็นพันตรีในกองทัพบกไทย คือ พันตรี หลวงพรรฤกสรศักดิ์ พันตรี หลวงอัศดรผดุง พันตรี หลวงบำรุงอัศว์ พระยาราญรอนอริรา ร้อยเอก หม่อมเจ้า ทินทัต สอนวิชาภาษาละติน อาจารย์จากโรงเรียนนายร้อย อีก 4-5 ท่าน มาสอนวิชาคำนวณ ฟิสิกส์และเคมี
ในระหว่างที่ตั้งโรงเรียนอัศวแพทย์ทหารบกขึ้นนั้นทรงจัดตั้งหน่วยผสมสัตว์และเสบียงสัตว์ขึ้นที่ตำบลหัวสระ และตำบลจันทึก อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา มีหน้าที่ผสมพันธุ์ม้าและโค และทำหญ้าแห้งไว้เป็นเสบียงสัตว์ของกองทัพบกด้วย
ในระหว่างที่รับราชการเกี่ยวกับงานอัศวแพทย์และทหารม้า ได้ทรงมีส่วนเรียบเรียงตำราเกี่ยวกับทหารม้าหลายเล่มได้แก่
ข้อบังคับสำหรับทหารม้า (19 มกราคม 2455)
ข้อบังคับระเบียบโรงเรียนอัศวแพทย์ ( กุมภาพันธุ์ 2455 )
แบบฝึกหัดทหารม้า เล่ม 2 ( 3 มีนาคม 2455 )
คำแนะนำในการเลี้ยงม้า (1 พฤษภาคม 2455 )
ระเบียบการฝึกหัดสั่งสอนกองร้อยทหารม้า (21 กรกฎาคม 2455 )
ในเดือนสิงหาคม ท่านได้รับพระราชทานเหรียญ ดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา
ปี พ.ศ.2456 ทรงได้รับพระราชยศเป็น ร้อยเอก ประจำแผนกเจรทหารม้ากองทัพบก
ปี พ.ศ.2457 ทรงได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บังคับการทหารม้าที่ 2 และเป็นผู้ช่วยเจรทหารม้า ได้ทรงเขียนตำราสอนนายสิบอัศวแพทย์ 8 เล่มจบ กระทรวงกลาโหมได้ออกหนังสือชมเชยและให้รางวัล 800 บาท ในด้านการทหารทรงปรับปรุงการฝึกทหารม้า โดยปรับปรุงด้านยุทธวิธี ให้ทัดเทียมกับทหารม้าในต่างประเทศต่างๆ ของยุโรป ทรงอำนวยการฝึกภาคสนามการเคลื่อนย้ายด้วยพระองค์เอง เช่นเคลื่อนย้ายกำลัง ทหารม้าจากนครราชสีมาไปยังปราจีนบุรี เพื่อให้ทหารม้าพร้อมรบอยู่เสมอ
ปี.พ.ศ.2458 เดือนเมษายน ทรงได้เลื่อนยศเป็นพันตรีดำรงตำแหน่งเป็นผู้บังคับการกรมทหารม้าที่ 1 และเป็นผู้ช่วยจรทหารม้า
ปี.พ.ศ.2459 ทรงเป็นกรรมการที่ปรึกษาสภาวิทยาศาสตร์ทหารบก
ปี.พ.ศ.2460 ทรงได้เลื่อนยศเป็นพันโท ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารม้ารวม
ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้ทรงรับหน้าที่เป็นผู้ควบคุมดูแลอุปทูต และคณะทูตออสเตรียและฮังการี และเมื่อจอมพลจอฟร์ เข้ามากราบ ทูลถึงความปิติของรัฐบาลฝรั่งเศสในการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงช่วยงานสงครามโลกนั้น ท่านได้ช่วยรับรอง และได้รับตราเลนยอง คอนเนอร์ ชั้น 3 ตอบแทนด้วย หม่อมของท่านก็ได้รับตราดาราดำชั้น 4 จากรัฐบาลฝรั่งเศสในโอกาสเดียวกันด้วย
ปี พ.ศ.2462 ทรงมีความอุสาหวิริยะในการศึกษาค้นคว้าความรู้อยู่เสมอได้ทรงคิดแบบหีบเครื่องมือ เครื่องยาสำหรับอัศวแพทย์ และทรงทำสมุด แนะนำการปฏิบัติบำรุงม้าใหญ่ แม้ว่าจะมีอาชีพเป็นทหารม้า และใฝ่ฤทัยทางอัศวแพทย์แต่ก็มีความสนพระทัยในวิชาอื่นๆ อีก เช่น วิชา ประวัติศาสตร์ซึ่งแต่เดิมทรงสอนในวงทหารบกเมื่อทางราชการได้จัดตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขึ้นใหม่ๆ ยังขาดบุคคลที่จะทำหน้าที่ ศาสตราจารย์ ท่านได้รับเชิญให้ทรงสอนวิชาประวัติศาสตร์ไทยและสากลและขณะที่ทรงรับตำแหน่ง อาจารย์พิเศษของคณะอักษรศาสตร์ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทรงเรียบเรียงตำราเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไว้หลายเล่ม เช่นประวัติศาสตร์สากลชั้นสูง ประวัติศาสตร์ไทย
ปี พ.ศ.2463 ทรงได้เลื่อนยศเป็น พันเอก ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารม้ารวม และเป็นผู้ช่วยจเรทหารม้าและสัตว์พาหนะทหารบก เป็นเวลา 6 ปี
ปี พ.ศ.2467 ทรงเป็นผู้ช่วยทูตทหารประเทศอังกฤษและฝรังเศส เป็นเวลา 2 ปี
ปี พ.ศ.2469 เสด็จกลับมาประจำแผนกจเรสัตว์พาหนะและการทหารม้า
ปี พ.ศ.2471 ได้รับพระราชยศเป็น พลตรีทรงดำรงตำแหน่ง เจ้ากรมจเรสัตว์พาหนะทหารบกและการทหารม้า แทน พล.ท.พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงอดิศ ในระหว่างปี พ.ศ.2466 - 2475 ได้ทรงแต่งตำราไว้หลายเล่มซึ่งทางสัตวแทพย์ทหารได้ใช้เป็นคู่มือได้แก่
สรีรศาสตร์ของม้า
เครื่องราชอิสสริยาภรณ์ที่ได้รับพระราชทานคือ
หม่อมเจ้าทองฑีฆายุ ทรงมีโอรสและธิดากับหม่อมลุดมีลา เป็นชายสอง หญิงสอง คือ
หม่อมราชวงศ์ ชาย จักรทอง ทองใหญ่
หม่อมราชวงศ์หญิง ผ่องลักษณ์ ทองใหญ่
หม่อมราชวงศ์หญิง พักตร์พริ้ง ทองใหญ่
หม่อมราชวงศ์ชาย สิงคธา ทองใหญ่
พระองค์ท่านเป็นผู้ทรงพระปรีชาสามารถ และเป็นผู้มีพระกรุณาอย่างใหญ่หลวงในการวางรากฐานกิจการสัตวแพทย์ไทย และก่อตั้งหน่วยทหาร การสัตว์ คณะศิษย์ทั้งหลาย จึงขอให้สำนักราชเลขาธิการนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานซื่อค่ายทหาร ของกรมการสัตว์ทหารบก ว่า "ค่ายทองฑีฆายุ" ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานชื่อ "ค่ายทองฑีฆายุ" เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พุทธศักราช 2535
นอกจากขอพระราชทานนามค่ายแล้วคณะศิษย์ได้สร้างพระรูปของพระองค์ท่านไว้ ณ กรมการสัตว์ทหารบก แห่งนี้ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้เคารพ สักการะ เป็นอนุสรณ์แห่งความอุตสาหะ วิริยะ ของ พลตรี หม่อมเจ้า ทองฑีฆายุ ทองใหญ่ "บิดาของเหล่าทหารการสัตว์และสัตวแพทย์ไทย" สืบไป
ที่มาของข้อมูลจาก vetdept.rta.mi.th/
|
|
เขียนโดย phakri ที่ 2008-04-09 00:06:50 น. 3 ความคิดเห็น