ตลอดปี 2546 ฉันได้ทำหน้าที่ดำเนินรายการวิทยุที่ FM 97.5 Mhz. เวลาเที่ยงคืนถึงตีสาม ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เป็นรายการประเภท ทอล์ค วาไรตี้ ชื่อรายการ “นินทาผู้ชาย” เราทำกัน 4 สาว สลับกันมานินทา โดยฉันเป็นเจ้าบ้านประจำทุกคืน การทำรายการของเรานั้น จะมีประเด็นมานินทาเม้าท์แตกกันอย่างสนุกสนาน และรับสายสดจากผู้ชมทางบ้าน มีโทรศัพท์มาเยอะมากๆๆ มีแฟนรายการยั่งยืนมากมาย ชนิดที่โทรมาปุ๊บรู้ปั๊บว่าคนนี้จะคุยเรื่องอะไร จำเสียงจำสไตล์การคุยกันได้ และ...จนทุกวันนี้ เรายังพบเจอกันอยู่หลายคน ในกลุ่มของแฟนคลับ มีสาวน้อยเสียงใสคนหนึ่ง เธอโทรมาตั้งแต่วันแรกของการทำรายการ และโทรมาแทบทุกวัน เรื่องราวที่เธอนำมาถ่ายทอดนั้นมีเสน่ห์ เธอเป็นคนคุยสนุก น้ำเสียงน่าฟัง ไม่ว่าเราจะคุยกันในประเด็นอะไร เธอเข้าเรื่องได้ตลอด บางวันฉันยังให้เธอร่วมจัดรายการทางโทรศัพท์ตลอด 3 ชั่วโมงเลย เธอชื่อ “ศศิ”
มีอีกหนุ่มหนึ่ง โทรมาตั้งแต่วันแรกเช่นกัน เสียงทุ้มนุ่มดูแมนมากๆ ฟังเสียงแล้วเคลิ้ม เขาชื่อ “เตอร์” เล่นเอาผู้ดำเนินรายการทุกคน นึก (เอาเอง) ไปว่า เขาคือ “ปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล” แอบโทรมา เพราะเสียงเขาเหมือนมากๆ เราลองขอให้เขาร้องเพลงของปีเตอร์ คอร์ป เขาก็ร้องทันที
“ฉันเป็นเพียงชายคนหนึ่ง... ที่อยากดูแล...ฯ”
กรี๊ดดด...ด เขาคงเป็นปีเตอร์ คอร์ป แน่ๆ เล้ยยยย...
และแล้ว ทั้งผู้ดำเนินรายการ และผู้ฟัง ก็พากันวาดภาพว่า เตอร์ ผู้โทรเข้ารายการ คือ ปีเตอร์ คอร์ป โดยไม่ได้นัดหมาย...
สองคนนี้มักจะแหย่กันทางสายฝากกันไปฝากกันมา ทั้งแรงๆ ทั้งหยอกๆ จิกๆ กัดๆ มีจีบมีกิ๊ก ระดับความฮอทสูสี จนทั้งคู่กลายเป็นพระเอก – นางเอก ของรายการ ผู้ฟังมักจะบอกว่า 2 คนนี้เป็นแฟนกัน
เราไม่เคยคิดจะจับคู่ จึงไม่ให้เข้าสายพร้อมกัน แต่วันหนึ่ง พี่จิต - คุณธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย ซึ่งเป็นทั้งรุ่นพี่ที่จัดรายการสถานีเดียวกัน แถมยังเป็นแฟนรายการพวกเราด้วย มาเป็นแขกรับเชิญ พี่จิตได้ขอในสิ่งที่เขาอยากให้เป็นมากที่สุด ในฐานะแอบลุ้นแอบเชียร์ทางหน้าปัดมานานแล้ว
คือขอ... ขอให้ ศศิ กับ เตอร์ ได้คุยในรายการพร้อมกันสองสาย
วันนั้น ศศิ กับ เตอร์ จึงได้คุยกันสดๆ ในรายการเรา โดยการเข้าสายพร้อมกัน มีเฮ มีฮา มีสายตามหลังมาเชียร์อย่างสนุกสนาน
สไตล์การคุย พอจำได้ว่าศศิ จะนำมา แรง เจ็บ เตอร์ จะสงวนท่าที เพราะบุคลิก (ทางสาย) เขาจะเป็นหนุ่มสุภาพ ให้เกียรติผู้หญิง ช่วยพวกเรานินทาผู้ชายมาตลอด
อย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรคืบหน้าสำหรับความสัมพันธ์ของสองคนนี้ ทุกอย่างกลับไปเกือบจะปรกติ
เรามีงานปาร์ตี้ เชิญแฟนคลับมากมายมาร่วมงาน แต่ 2 คนนี้ไม่มา
เมื่อถูกเรียกร้องจากผู้ฟังมากขึ้นๆ เตอร์ จึงจำเป็นต้องออกมาเปิดเผยตัวตน ด้วยการจัดโปรแกรมทัวร์ไหว้พระ 9 วัด ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ผู้ดำเนินรายการ 4 สาว ไปเพียง 2 สาว คือ ฉัน กับ คุณไก่ อมรรัตน์ อีก 2 ไม่ว่างไป ส่วนผู้ฟังไปเพียบบบ...
และวันนั้น... เตอร์ ซึ่งถูกวาดภาพให้เป็น ปีเตอร์ คอร์ป นักร้องหนุ่มสุดหล่อค่ายแกรมมี่ ก็สลายไปจากหัวใจของพวกเรา เพราะ... ถ้าเตอร์จะเหมือนคนดังซักคน ก็มีคนกระซิบฉันว่า เหมือน... เหมือนจริงๆ... เหมือน โดเรม่อน... โธ่ ปีเตอร์ คอร์ป!!
ฉันไม่ได้คาดหวัง แต่เรื่องวาดภาพในใจนั้น ใครๆ ก็มีสิทธิ์จินตนาการกันได้ อย่างไรฉันก็ชื่นชมคุณเตอร์ เขานิสัยน่ารักดีออก
วันเวลาผ่านไป เรากับผู้ฟังสนิทกันมากขึ้นๆ น้อยจอยเพื่อนส้ม น้าป้อม คิ้วท์บอย นายจิม ฯลฯ ทำอาหารมาให้กินบ่อยๆ ป๋าแซงซ้ายกับภรรยาชวนไปคาราโอเกะกับคุณยายเต่า ฯลฯ เราเจอกันบ่อยกว่าแฟนตัวจริงซะอีก แต่... อย่างไรๆ ศศิ ก็ไม่ยอมปรากฎตัว
จนวันหนึ่ง ทาง อสมท. เอาคลื่นคืน เราจำเป็นต้องยุติการดำเนินรายการ ที่กำลังสนุก เมามัน ติดลม (ความจริงฉันหยุดงานแค่ เสาร์ – อาทิตย์ เองค่ะ วันจันทร์ถัดไป ฉันก็มาเริ่มทำรายการโทรทัศน์ ที่ ASTV ซึ่งเพิ่งก่อตั้ง ตอนนั้นต้นปี 2547 ค่ะ และทำมาจนบัดนี้)
เราบอกลาแฟนรายการก่อนเลิกรายการแค่ 2 – 3 วัน แฟนรายการอยู่ไม่ติดบ้าน มารวมตัวกันอยู่ในห้องส่งบ้าง หน้าห้องส่งบ้าง แน่นไปหมด หลายท่านมาแค่หน้าป้อมยาม ฝากของไว้ให้ ไม่กล้าขึ้นมาพบพวกเรา
คืนก่อนวันสุดท้าย ฉันประกาศขอเชิญ ศศิ มาร่วมรายการวันสุดท้าย เพราะอยากเจอกับเธอ แฟนๆ รายการหลายคนก็อยากรู้จักเธอ แต่เธอไม่ได้มา...
โปรดิวเซอร์ มาบอกกับเราในคืนก่อนปิดรายการว่า ศศิ โทรมา บอกว่าไม่สะดวกมาด้วยตัวเอง อาจจะให้พ่อมาด้วย ไม่แน่ใจว่าพ่อจะว่างไหม เธอมาได้ แต่ไม่แน่ใจว่าจะมีคนพามาไหม...
ที่เธอมาเองคนเดียวไม่ได้ เพราะ... เธอตาบอด...
เธอตาบอดเพราะอุบัติเหตุ เมื่อไม่นานมานี้ (เธอจึงเล่าเรื่องได้เหมือนคนตาดี)

พวกฉันเลยตัดสินใจ ให้ศศิ คงอยู่ในภาพลักษณ์สาวน้อยวัยใส ร่าเริงสมวัย มีประสบการณ์สนุกสนานมานินทาผู้ชายมากมาย ในใจผู้ฟังไปตลอดกาล ด้วยการไม่ไปขอร้องให้เธอมาเปิดเผยตัวเอง
แต่กระนั้น ในคืนสุดท้าย... พวกเราร่ำร้อง เรียกร้อง ขอให้เธอโทรเข้ารายการ เธอไม่โทร จนตีสาม ปิดรายการ เธอก็ไม่โทร... เธอหายไปแล้ว... หายไปจากพวกเรา และคงหายไปตลอดกาล
วันเวลาเดินทางไปอย่างรวดเร็ว เสน่ห์ของการเคยได้ดำเนินรายการวิทยุครั้งนั้นไม่เคยจางหาย ทำแค่ปีเดียว แต่เหมือนทำมาเป็นสิบๆ ปี เพราะใครต่อใครก็จำฉันได้ หลายคนรู้จักฉันเพราะงานนี้ แฟนรายการหลายคนก็ยังคบกันอยู่ ผู้ใหญ่บางท่านที่เคยพบในวงงานเมื่อสิบปีที่แล้ว ก็โทรมาคุยเพราะบังเอิญฟังรายการ
เกือบ 5 ปี...ผ่านมา...
ฉันเคยคิดว่า ศศิ จะโกรธฉัน ที่รู้ว่าเธอพิการทางสายตาแล้วไม่เชิญไปร่วมรายการ ฉันมันพวกคิดมาก ผูกพันกับทุกอย่างที่ผ่านมาในชีวิต ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าไร ฉันไม่เคยลืมศศิ เลย
ช่วงนี้ 8 – 22 สค. ฉันอยู่ในงาน“มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ปี 2551” ซึ่งฉันมาเป็นพีอาร์กลางของงาน ต้องอยู่ที่นี่ทุกวัน
วันแรกฉันเดินตาม รมต. เก็บข้อมูลไปเขียนข่าวไว้แจกนักข่าว มีดารา นุ่น ศิรพันธ์ (นางเอกเพื่อนสนิท) กับ มาริโอ เมาเร่อร์ พรีเซ็นเตอร์ของงาน เดินชมงานด้วย ทำให้ชุลมุนวุ่นวาย เพราะโรงเรียนทั่ว ปท.พาเด็กๆ มางานวันละ 20,000 – 50,000 คน มาริโอ ฮอทมากๆ ไปทางไหนเด็กๆ ก็มากรี๊ดดด... แย่งกันถ่ายรูป จนล้มเหยียบกัน
พอได้ข้อมูล ฉันก็ชิ่งกลับ Press Room รีบพิมพ์ข่าวๆๆๆๆ ทิ้งคณะ รมต.กับดารา ผู้ติดตามไปเลย กลัวทำงานไม่ทัน
ทำให้ฉันไม่ได้ไปเข้าห้อง “บทเรียนจากความมืด” พร้อม รมต.ในวันนั้น
แต่เมื่อวันที่ 9 สค. 2551 นักข่าวบางกอกโพสต์ จะมาทำสกู๊ป ฉันกับเพื่อนเลยพาไป และถือโอกาสไปลองเข้าชมห้องนั้นด้วย
ห้อง “บทเรียน...ในความมืด Dialogue in the Dark” หรือ DID เป็นห้องมืดสนิท เขาจัดให้เราไปทดลองใช้ชีวิตแบบคนตาบอด มีการจำลองบ้าน สวน ตลาด ถนน มีรถ มีตู้ไปรษณีย์ มีแทบทุกอย่าง แต่เราไม่เห็นอะไรเลย ต้องจับๆ คลำๆ เอา
ตอนเข้าไป มีไกด์นำทางเป็นฝรั่ง เขาถามว่าต้องการภาษาไทย หรืออังกฤษ ฉันคิดว่า โห...ตาบอดแล้วยังต้องฟังฝรั่งอีก ไม่เอาๆ ฉันร้องขอไกด์ไทย จึงมีไกด์ไทยมาแนะนำตัว (ในความมืดสนิท)
เสียงใสๆ ร้องมาว่า
“สวัสดีค่ะ พี่ๆ ช่วยส่งเสียงแนะนำตัวหน่อยค่ะ หนูจะได้คอยดูแลให้ครบทุกคน ไม่ทิ้งพี่ๆ ไว้ในนี้”
นักข่าวส่งเสียงบอกชื่อ จนถึงพวกเรา “พี่ปุ๋ยค่ะ” “พี่อ้อค่ะ” เจ้าของเสียงใสจะขานตอบทันที และเอื้อมมาจับมือแต่ละคน และฉันคนสุดท้ายร้องบอกไปว่า
“พี่ฮอลล์ค่ะ”
ราวกับความเงียบสงัดมาปกคลุม ไกด์สาวนิ่งไปพักใหญ่ จนทุกคนอึดอัดใจ แล้วเธอก็ร้องมาดังลั่นอย่างคนตกใจสุดขีด
“พี่ฮอลล์!!!” น้ำเสียงเธอแสดงความประหลาดใจสุดๆ และพูดต่ออย่างรวดเร็ว
“พี่ฮอลล์... หนูจำเสียงพี่ได้ หนูศศิ แฟนเตอร์ไงพี่ ใช่พี่ฮอลล์มั้ย”

คนนำทางคือ ศศิ ที่จริงเธอชื่อ ศิ ค่ะ
โห... ฉันไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกอย่างไร มันตื่นเต้น ประหลาดใจ ดีใจ ประทับใจ ทำไมพี่จะจำหนูไม่ได้...ศศิ แล้วเราก็คุยกันไป ท่ามกลางการนำทางเข้าสู่โลกของคนพิการทางสายตา เธอจะคอยบอกว่า ซ้ายๆ ขวาๆ จับดูค่ะ อย่ายกไม้เท้านะ ให้ปลายไม้เท้าแตะพื้นตลอด
แล้วคอยเรียกฉัน พี่ๆ อยู่ไหน ตามทันมั้ย...
ศศิ นำทางพวกเราอย่างอบอุ่น พาเดินผ่านสวน (รู้สึกได้ที่เท้าย่ำบนหญ้า และดินนุ่มๆ พร้อมกับกลิ่นดิน - หญ้า เสียงนกร้อง)
ผ่านสิ่งของต่างๆ ที่เราจะรู้ได้ด้วยการสัมผัสเท่านั้น แวะไปบาร์ สั่งน้ำดื่ม คนขายทอนเงินถูกต้อง หยิบสไปท์ โค้ก น้ำเปล่าได้ถูกหมด (รู้ตอนออกมาข้างนอก) ฉันไม่เล่าหมดก็แล้วกัน แต่เป็นอะไรที่สุดยอดมาก ที่เราได้เรียนรู้โลกของคนพิการทางสายตาอย่างสัมผัสได้ด้วยตนเอง
แค่ 20 นาที ยาวนานราวเป็นวันๆ มหัศจรรย์จริงๆ ค่ะ
ทั้งในห้อง DID และการได้พบ “ศศิ”
หลังจากนั้นเราออกมาคุยกันข้างนอก ศศิ ตอนอายุ 18 ขับรถจะไปเที่ยว RCA กับพี่สาวฝาแฝด ยังไม่ทันถึง เกิดอุบัติเหตุ ไปรู้ตัวที่ รพ. นอนไป 6 เดือน พี่สาวฝาแฝดตาย ศศิตาบอดสนิททั้งสองข้าง
6 เดือนแรกเธอบอกว่าแทบบ้า กว่าจะทำใจได้ใช้เวลา 2 ปีเต็มๆ (ช่วงที่เป็นแฟนรายการฉัน) วันนี้เธออยู่ในโลกมืดมาครบ 8 ปี กลับไปเรียนต่อที่ ม.ราชภัฎสวนดุสิต เพื่อเป็นครูสอนคนตาบอด ตอนนี้อยู่ปี 5 ใกล้จะจบแล้ว เจ้าหน้าที่บอกว่า เธอได้รับคัดเลือกมานำทางในห้อง DID เพราะทัศนคติที่ดี สดใส ร่าเริง
ฉันจับมือเธอ กอดเธอก่อนจะลาจาก และรับปากว่าจะมาหาอีก...

ไม่น่าเชื่อนะคะ ไกด์พิการทางสายตาที่ฝรั่งคัดเลือกมา 20 กว่าคน สลับกันทำงานเป็นกะ แต่ทำไมฉันจึงได้เจอกับศศิ?... ถ้าฉันยอมฟังฝรั่ง ฉันก็ไม่ได้เจอศศิ แปลกแต่จริง นักข่าวบางกอกโพสต์ชอบเรื่องราวของเรามาก ถึงกับขอบคุณฉัน ที่ทำให้เธอได้พบประสบการณ์แปลกๆ ซ้อนกันสองรูปแบบ และจับศศิไปสัมภาษณ์นานเชียว
ฉันประทับใจมากๆ และอยากชวนพวกเราไปงานมหกรรมวิทย์ฯ ค่ะ แค่ไปเข้าห้อง DID ก็คุ้มสุดๆ แล้ว แถมยังฟรีทั้งงาน...8 – 22 สค.ที่ไบเทค บางนา ค่ะ
ว่างๆ (ถ้าว่าง!?!?!?) จะอัพรายละเอียดเกี่ยวกับ DID ให้อ่านอีกตอนนึงนะคะ
เขียนโดย pijika ที่ 2008-08-15 20:03:55 น. 13 ความคิดเห็น
สวัสดีค่ะพี่ฮอลล์
เป็นกฎของแรงดึงดูดหรืเปล่าคะ? ที่ทำให้พี่ได้กลับมาเจอกับน้องศศิอีก ช่างเป็นเรื่องที่น่าประทับใจมากเลยนะคะ
ท่าทางน้องเค้าสดใสมากมาย...เธอช่างเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่คิดว่าทุกข์ยาก ได้ดีเลยนะคะ
คิดถึงพี่ คิดถึงดร.พี่ปุ้ย และดร.นรินทร์มากเลยค่ะ
ไม่ได้ดูรายการพี่นานแล้ว เพราะช่วงหนึ่งดาวเทียมมีปัญหา...ต่อมาแก้ได้ แต่รายการก็เปลี่ยนไปนิดหน่อย มีพิธีกรเพิ่มขึ้น...แปลกไปนิดหน่อย ไม่ใช่ไม่ชอบพิธีกรใหม่นะคะ คุณโยเธอน่ารักดีค่ะ แต่ความคิดส่วนตัวก็เริ่มแปลก ๆ ว่ารูปแบบเหมือนจะเหมือนเดิม...แต่ก็ไม่ใช่ ต่อมาจึงเลือกดูเฉพาะ News1 ค่ะ
แต่ตอนนี้ ขาดดาวเทียมไปอีกรอบ...กำลังจะติดค่ะ คงอีกไม่นาน ที่จะได้ดูดร.นรินทร์ตอบปัญหาช่วงคืนวันจันทร์
คิดถึงเสียงวุ่นวาย ๆ ของพี่ ๆ ในรายการจริง ๆ ค่ะ
ใจหายแว๊บ .. เลยต้องรีบอ่านพร้อมกับรับรู้เรื่องราวที่น่าประทับใจมากค่ะ
ถ้าพี่เชื่อเรื่องโชคชะตา ก็นี่แหละค่ะพี่ ในช่วงเวลาที่พี่เชิญน้องเขามา ชะตาคนจะยังไม่ได้เจอกันน่ะค่ะ พอถึงเวลาที่คาดไม่ถึง แต่เป็นเวลาที่ใช่ก็เลยได้พบกันจนได้ :)))
ยินดีด้วยค่ะ กับเรื่องราวดี ๆ ที่นำเสนอ
แปลกแต่จริงนะคะ..
และหวังจะได้เจอคุณฮอลล์ที่มัฆวานช่วงวันเสาร์-
อังคารนี้ด้วยค่ะ แต่ท่าทางคุณฮอลล์งานยุ่งตลอด
ก็ไม่เป็นไรค่ะ...
:)
ช่วงต้นที่คุณฮอลล์พูดถึงรายการ นินทาผู้ชาย แล้ว คิดถึงพิธีกรสาว คนอื่นๆ เป็นอย่างไรบ้างครับ ช่วงก่อนยังเคยเห็นคุณสวยมาจัดรายการร่วมระยะหนึ่งแล้วก็หายไปพร้อมการหยุดพักรายการไประยะหนึ่ง จำได้ว่าสมัยจัดรายการวิทยุนั้นมีผู้ชายคนหนึ่งที่ชื่อ คุณกาย ก็โทรมาคุยบ่อยๆนะ แต่บางเรื่องที่คุยเข้ามาก็แล้วบางคนก็ไม่ชอบเพราะขี้คุยไปหน่อย สมัยนั้นฟังแต่เสียง แล้วเข้ามาเขียนกระทู้ในเวปบ้าง เวลาไปเร็วจังแต่ละปี คุณฮอลล์ในรายการที่นำเรื่องความเชื่อในสังคมไทยเกี่ยวกับอาหารการกินมาจากไหนครับนะครับ ขอทราบที่มาหน่อยครับ อยากนำมาศึกษาประดับความรู้จังครับ ขอบคุณมากครับ
ทศ
พี่ฮอลล์เคยเล่าเรื่องนี้ให้ฟังด้วยปาก
ฟังแล้วยังทึ่ง
พอรู้ว่าวันนี้ ได้เจอน้องศศิตัวจริง ยิ่งทึ่งสุดๆครับ
เหมือนสายใยแห่งความผูกพันที่ทำให้ได้มาพบกันในที่สุด
ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาคุย ว่างๆ จะมาคุยต่อนะคะ
พอดีเขียนเรื่องนี้ตอนว่างจากเขียนข่าวในงานไปเรื่อยๆ
ทีละย่อหน้า ตามแต่เวลาอำนวย เพราะประทับใจมาก
เมื่อวานก่อนกลับ มีเวลานิดนึง เลยอัพไว้
ความจริงงานยังเต็มเพียบอยู่เลยค่ะ
ไม่ได้ลืมหูลืมตา จนกว่าจะสิ้นเดือนนั่นแหละ
ขอบคุณจริงๆ นะ...

อ่านแล้วก็ประทับใจกับมิตรภาพที่งดงามจริงๆค่ะ คุณศศิเข้มแข็งและมีกำลังใจมากๆ เป็นพรที่พระท่านให้เธอมาอย่างแท้จริง
Very interesting story Pijika, so we know that the world is big and widen open communication among people from one to another from your radio talking show "gossip about men" bring people closer together building relationship among audiences and radio talk show moderator and guests. That's the way to build new listeners and keep the old royalty audiences stay with the program and I think there are many program that telecast the same time competing each other on the air. the story end with happy ending, being friend again finally.
You're absent for a little while is everything OK with you, good health and well being?
บอกได้อย่างเดียวว่า อ่านแล้ว ปลื้ม อิ่มเอิบ และประทับใจมากครับ เสียดายที่เพิ่งมาอ่านวันนี้ ไม่งั้นคงไปเที่ยวงานแล้วล่ะครับ
โห...
เพิ่งมาเห็น คห. คุณแฮนเซ่น ค่ะ
แฮ่ๆ
เอ๊ะ!
ทำไมฉันไม่ได้ตอบ คห. คุณ ana123 และ
คห. คุณ Karolina นะ...
งง ขอโทษด้วยค่ะ...
เพิ่งกลับมาเก็บลิ้งค์ เลยได้เห็น อ่านแล้วนะคะ
ขอบคุณมากค่ะ
เพิ่งได้มาอ่าน ..ประทับใจ และ เป็นกำลังใจ ให้ คุณศศิ ด้วยคน....
พี่ฮอลล์ ทาบทาม มาเป็นสมาชิก พรรคการเมืองใหม่ ด้วยสิครับ...แฮ่มม