อาจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม

คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

บริหารการเงินส่วนบุคคลในภาวะวิกฤต ตอนที่ 1

October2

ในประเทศไทย รัฐมนตรีคลัง และนักการเงินการธนาคารหลายคนก็ออกมาวิเคราะห์ว่า ตอนนี้หุ้นราคาลดลงมาก P/E Ratio = 1.5 หุ้นราคาถูกลงแล้ว ตลาดหลักทรัพย์และตลาดการเงิน ตลาดทุนไทยไม่ได้รับผลกระทบมากนักหรอกจากวิกฤตการเงินโลก ดังนั้นรีบเข้าไปลงทุนกันเถอะ คำถามคือแค่เพียงคำกล่าวเหล่านี้ บุคคลเท่าๆ ไปที่ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ นักการเงินควรหรือไม่ที่จะเริ่มต้นลงทุน แล้วถ้าจะลงทุนโดยใช้ปัญญา โดยมีความเสี่ยงในระดับที่พอรับได้ ไม่เกินตัว โดยมีความรู้เท่าทัน ไม่ละโมบจนเกินไป เราจะต้องเริ่มต้นอย่างไร การลงทุนแบบเศรษฐกิจพอเพียงเป็นอย่างไร

 

.

ในช่วงที่เกิดภาวะวิกฤตการเงินวิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา และวิกฤตก็กำลังลุกลามไปทั่วโลกเช่นในขณะนี้ ตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกก็อยู่ในภาวะตกต่ำ การลงทุนทางการเงินอื่นๆ ก็ดูมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับเงินทุนคืน นักลงทุนทั่วโลกต่างก็ยอมรับว่าในขณะนี้ขอแค่ให้เงินต้นอยู่ในภาวะที่ปลอดภัย มีสภาพคล่องสูง อัตราผลตอบแทนต่ำ หรือไม่ได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยเลย นักลงทุนก็พร้อมที่จะนำเงินไปลงทุน ยกตัวอย่างเช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่เป็นระยะสั้น (T-bill, Treasury bill) ให้อัตราผลตอบแทนที่ระดับ 0% ก็ยังมีนักลงทุนพร้อมที่เข้าไปซื้อ

 

เมื่อเป็นเช่นนี้ “ทองคำ” ที่เป็นโลหะมีค่าที่คนทั้งโลกยอมรับคุณค่าในตัวของมันเอง จึงกลายเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจอย่างยิ่งในขณะนี้ ราคาทองคำแท่งในตลาดโลกที่เริ่มปรับตัวลดลงในช่วงที่ผ่านมา แต่ในขณะนี้ราคาทองคำแท่งในตลาดโลก และในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นทุกวัน คำถามที่สำคัญคือ แล้วถ้าเราจะลงทุนในทองคำ การลงทุนอย่างพอเพียง อย่างรู้เท่าทัน ต้องคำนึงถึงสิ่งใดบ้าง

 

ในประเทศไทย รัฐมนตรีคลัง และนักการเงินการธนาคารหลายคนก็ออกมาวิเคราะห์ว่า ตอนนี้หุ้นราคาลดลงมาก P/E Ratio = 1.5 หุ้นราคาถูกลงแล้ว ตลาดหลักทรัพย์และตลาดการเงิน ตลาดทุนไทยไม่ได้รับผลกระทบมากนักหรอกจากวิกฤตการเงินโลก ดังนั้นรีบเข้าไปลงทุนกันเถอะ คำถามคือแค่เพียงคำกล่าวเหล่านี้ บุคคลเท่าๆ ไปที่ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ นักการเงินควรหรือไม่ที่จะเริ่มต้นลงทุน แล้วถ้าจะลงทุนโดยใช้ปัญญา โดยมีความเสี่ยงในระดับที่พอรับได้ ไม่เกินตัว โดยมีความรู้เท่าทัน ไม่ละโมบจนเกินไป เราจะต้องเริ่มต้นอย่างไร การลงทุนแบบเศรษฐกิจพอเพียงเป็นอย่างไร

 

สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงเวลาจะลงทุนแบบพอเพียงคือ ถ้าคิดจะเริ่มต้นลงทุน ต้องรับรู้ถึงฐานะทางการเงินที่แท้จริงของตนเองเสียก่อน ต้องกลับไปสำรวจเสียก่อนว่าตนเองมีเงินเก็บอยู่เท่าใด เพียงพอหรือไม่ มีหนี้สินอยู่มากน้อยแค่ไหน ในทางเศรษฐศาสตร์ John Maynard Keynes ปรมาจารย์ผู้ถือเป็นต้นคิดเศรษฐศาสตร์มหภาค วิเคราะห์ไว้ว่าคนเราจะมีความต้องการถือเงินไว้เพื่อประโยชน์ 3 อย่าง นั่นคือ ถือเงินเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน, ถือเงินเพื่อเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉิน, ถือเงินไว้เพื่อการทำกำไร คำถามคือการเก็บเงินที่มีสภาพคล่องสูงเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน และเพื่อใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน ต้องถือเงินไว้มากน้อยเพียงใด นักการเงินตะวันตกที่เชี่ยวชาญทางการเงินส่วนบุคคล (Personal Finance) แนะนำว่า คุณควรมีเงินสำรองเป็นเงินสดเก็บไว้ อย่างน้อยเท่ากับรายจ่ายที่คุณสามารถใช้ได้อย่างสบายๆ ประมาณ 3 เดือน นั่นก็แปลว่าก่อนที่จะลงทุนเราควรสำรวจเสียก่อนว่าในแต่ละเดือนเราต้องมีรายจ่ายของตนเองและครอบครัวเท่ากับเท่าใด หลังจากนั้นเราก็ควรมีเงินสดเก็บไว้ในบ้านอย่างน้อยเท่ากับเงินจำนวนนี้คูณด้วย 3 หรือเตรียมไว้สำหรับ 3 เดือนในรูปของเงินสด ซึ่งแนวคิดนี้ก็สอดคล้องกับการเงินระหว่างประเทศครับ ที่ประเทศควรมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างน้อยเพียงพอเท่ากับมูลค่าการนำเข้าสินค้าประมาณ 3 เดือน

 

เมื่อเป็นตัวอย่าง ถ้าใน 1 เดือนคุณและครอบครัวมีรายจ่ายเพื่อการใช้ชีวิตทุกอย่างเท่ากับ 30,000 บาท นั่นก็เท่ากับว่าคุณควรจะมีเงินเก็บในรูปของเงินสดติดบ้านไว้ขั้นต่ำเท่ากับ 90,000 บาท อย่างที่คนเขาพูดกันครับ “ไม่มีความสุขไหน เทียบเท่าล้วงกระเป๋าแล้วเจอเงิน”

 

เมื่อเรารู้แล้วว่าเงินสดหรือสภาพคล่องในมือควรมีเท่าไร ต่อจากนี้เราก็มาดูว่าแล้วเราควรมีเงินฝากที่มีสภาพคล่องสูงรองลงมามากน้อยแค่ไหน นักการเงินหลายๆ ท่านแนะนำว่าควรมีเงินเก็บในรูปของบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง เช่น สามารถถอนเงินผ่านบัตร ATM ได้ อีกก้อนหนึ่ง โดยจำนวนเงินที่ต้องเก็บไว้ควรมีเทียบเท่ากับรายจ่ายที่คุณต้องใช้ในช่วงระหว่าง 6 - 12 เดือน จากตัวอย่างของเรา ท่านก็ควรจะต้องมีเงินเก็บในบัญชีมีอย่างน้อย 180,000 – 3,600,000 บาท ให้อุ่นใจเก็บไว้ซัก 3,000,000 ก็ได้ครับ

 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าท่านกลับไปสำรวจแล้วพบว่าท่านมีหนี้สินค้างชำระอยู่ด้วย กรุณาไปล้างหนี้ก่อนนะครับ หลังจากเก็บเงินสดในมือเท่ากับ 3 เดือนของรายจ่ายแล้ว ยังมีเงินเหลืออยู่เท่าไหร่ เอาไปล้างหนี้เสียก่อนครับ โดยเฉพาะท่านที่มีหนี้สินนอกระบบ ต้องรีบล้างหนี้เลยครับ เห็นข่าววันสองวันที่ผ่านมาที่แม่-ลูกต้องจบชีวิตหนีหนี้แล้วเศร้านะครับ

 

ในช่วงภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ในอนาคตที่ยังไม่อาจทราบได้ว่าแหล่งรายได้ที่เคยสร้างกระแสเงินสดให้กับเราทุกๆ วัน ทุกๆ เดือนจะยังดำรงอยู่ต่อไปหรือไม่ การปลอดหนี้ถือเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งครับ อย่าประมาทนะครับบริษัทการเงินยักษ์ใหญ่ในสหรัฐที่มีสินทรัพย์เป็นหลายๆ แสนล้านดอลลาร์ยังเจ๋งมาแล้วเพราะหนี้ ทั้งๆ ที่บริษัทเหล่านี้มีนักการเงินระดับปริญญาเอก ระดับ CFA-3 มาบริหารดูแล ยังเจ๋ง แล้วคนทั่วๆ ไปอย่างเราๆ ท่านๆ อย่ามีหนี้น่าจะดีที่สุด ดังนั้นถ้ามีเงินสด ถ้ามีเงินเก็บเหลือจากที่บอกไปแล้วตอนต้น เอาไปล้างหนี้ก่อนเถอะครับ ถ้ายังไม่หมด ก็ต้องอย่าก่อหนี้เพิ่ม พยายามกินใช้ให้ลดลง ใช้หนี้ให้เพิ่มขึ้น ลดดอก-ลดต้นไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็หมดครับ

 

ล้างหนี้หมดเมื่อไหร่ เก็บเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์เป็นเงินสำรองเพียงพอแล้ว เมื่อนั้นล่ะครับ เงินที่เหลือคือเงินที่คุณพร้อมสำหรับการลงทุนแล้วครับ แต่สำหรับการลงทุน เงินอย่างเดียวไม่พอนะครับ ต้องมีความรู้ด้วย ดังนั้นในตอนต่อๆ ไปผมจะพยายามสรุปให้ฟังว่า ถ้าจะลงทุนในทองคำ หรือในตราสารทางการเงินอื่นๆ เราต้องรู้อะไรบ้าง

 

5 Comments to

“บริหารการเงินส่วนบุคคลในภาวะวิกฤต ตอนที่ 1”

  1. August 23rd, 2009 at 9:00 am       yaowaratt Says:

    เพื่งเข้ามาอ่านเจอ
    สามล้านหก หรือสามแสนหกคะอาจารย์


  2. October 17th, 2008 at 4:38 pm       poon Says:

    อยากให้อาจารย์เขียนถึงวิกฤตปี 40 ย่อๆหน่อยครับ


  3. October 2nd, 2008 at 10:26 pm       manot Says:

    ครับ…


  4. October 2nd, 2008 at 8:32 pm       thanu Says:

    Good


  5. October 2nd, 2008 at 1:38 pm       ku_chad Says:

    usefulness..


You must be logged in to post a comment.