我的抽屉里 Drawer of Memories

February 12, 2015

“เป็ดป่าเดียวดายในแสงอัศดง” ผลงานของจิตรกรผู้อาภัพแห่งราชวงศ์หมิง

Filed under: Uncategorized @ 4:08 pm and

 

ภาพ  "เป็ดป่าเดียวดายในแสงอัศดง(落霞孤鹜)" วาดโดย ถัง อิ๋น(唐寅) สมัยราชวงศ์หมิง  ขนาด 189.1 x105.4 ซ.ม. ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติซั่งไห่ เมืองเซี่ยงไฮ้  ประเทศจีน

ภาพ “เป็ดป่าเดียวดายในแสงอัศดง(落霞孤鹜)” วาดโดย ถัง อิ๋น(唐寅) สมัยราชวงศ์หมิง ขนาด 189.1 x105.4 ซ.ม. ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติซั่งไห่ เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน

ภาพ “ลั่วสยากูอู้(落霞孤鹜)” ซึ่งแปลว่า เป็ดป่าเดียวดายในแสงอัศดง เป็นภาพทิวทัศน์ ในภาพปรากฏต้นหลิวน้อยใหญ่ยืนต้นระรายอยู่บนเงื้อมเงาชะง่อนผา มีบุคคลผู้หนึ่งนั่งอยู่ในเก๋งน้อยเพ่งชมเป็ดป่าบินเดียวดายภายใต้แสงอัศดงแห่งวันด้วยความเงียบสงัด

 

ในภาพ จิตรกรใช้เทคนิคพู่กันเปียก หมึกเข้มมีน้ำหนัก แต่งแต้มรอยพู่กันแบบหน้าขวานตัดเล็กเป็นภูเขาหินผาที่อยู่ใกล้สายตา ทำให้ทั้งภาพมองดูรวบรัดชัดเจน ภาพ ลั่วสยากูอู้ นี้เป็นหนึ่งในภาพอันเป็นตัวแทนผลงานของจิตรกรนาม ถัง อิ๋น(唐寅) ผู้นี้

 

ถัง อิ๋นจารึกบทกวีไว้บนภาพ ความว่า “ขื่อคานม่านมุกในวารีเลือน เป็ดป่าอัสดงพลันไร้ร่องรอย พันปีอยากพบเจ้าทะเลใต้ หยิบยืมสายลมแห่งราชามังกร” โดยมีนัยยะถึงความอิจฉาของเจ้าตัวที่มีต่อชีวิตของ หวัง ป๋อ(王勃) นักกวี 1 ใน 4 ศิลปินเอกสมัยราชวงศ์ถังตอนต้น เจ้าของบทประพันธ์เลื่องชื่ออย่าง “เก๋งเถิงหวัง(滕王阁序)” ผู้ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังเยาว์ ขณะที่ชะตาชีวิตของ ถัง อิ๋น กลับผิดแผกแตกต่างออกไป

 

ภาพ หวังสู่กงจี้(王蜀宫妓) อีกผลงานของ ถัง อิ๋น ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้าม(กู้กง) ปักกิ่ง ประเทศจีน

ภาพ หวังสู่กงจี้(王蜀宫妓) อีกผลงานของ ถัง อิ๋น ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้าม(กู้กง) ปักกิ่ง ประเทศจีน

ถัง อิ๋น มีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ.1470 – 1523 เขาเป็นชาวเมืองอู๋(ปัจจุบันคือซูโจว) มณฑลเจียงซู  แหล่งรวมปัญญาชนที่เดินทางหลบหนีมาจากราชสำนักที่ปกครองด้วยชนเผ่ามองโกลในสมัยราชวงศ์หยวน จวบจนสมัยหมิง แม้แผ่นดินจะเปลี่ยนกลับมาปกครองโดยชาวฮั่น แต่ที่นี่ยังคงเป็นดินแดนแห่งศิลปกรรม และเป็นแหล่งกำเนิดจิตรกรรมสกุลอู๋ อันโด่งดัง

 

ถัง อิ๋น เกิดในตระกูลพ่อค้า เป็นผู้มีปฏิภาณไหวพริบตั้งแต่ยังเล็ก ครั้นอายุได้ 20 ปีบริบูรณ์โชคชะตากลับเล่นตลกทำให้บิดา มารดา และภรรยาเสียชีวิต จากนั้นเขาจึงอุทิศตนเองให้กับตำรับตำราและการศึกษา เมื่ออายุได้ 29 ปี ถัง อิ๋นสอบผ่านตำแหน่ง เจี้ยหยวน(บุคคลผู้สอบได้ในตำแหน่งที่หนึ่งในการสอบชิงตำแหน่งบัณฑิตระดับชนบทในสมัยราชวงศ์หมิงและชิง) เขาจึงเดินทางไปสอบยังกรุงปักกิ่ง ทว่าถูกเจ้าหน้าที่กล่าวหาว่าทุจริตในการสอบจนต้องคดีถูกคุมขัง เมื่อออกจากคุก ถัง อิ๋น แบกความสิ้นหวังกลับซูโจวบ้านเกิด ละทิ้งเส้นทางบัณฑิต ทุ่มเทชีวิตให้กับงานศิลปะแทน

 

ภาพ เถากู่เจิ้งสือ(陶榖赠词) อีกผลงานของ ถัง อิ๋น ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์กู้กง ไทเป ไต้หวัน

ภาพ เถากู่เจิ้งสือ(陶榖赠词) อีกผลงานของ ถัง อิ๋น ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์กู้กง ไทเป ไต้หวัน

จิตรกรอาภัพผู้นี้ ถนัดวาดภาพทิวทัศน์ บุคคล นกดอกไม้  ผลงานของเขาได้รับอิทธิพลจาก โจว เฉิน(周臣) จิตรกรชื่อดังผู้เป็นอาจารย์ ทั้งนี้ผลงานของโจว เฉิน ที่ตกทอดมาถึงปัจจุบันหลายต่อหลายชิ้นคาดว่าวาดโดยถัง อิ๋น ผู้เป็นศิษย์ผู้นี้ โดยเอกลักษณ์คือเทคนิคการใช้พู่กันรอยขวานตัดเล็ก สะท้อนความแข็งแกร่งสง่างาม ขณะที่ฝีพู่กันเรียวเล็ก เป็นระเบียบเรียบร้อย ส่วนภาพบุคคลโดยมากมักเป็นสตรีในตำนานหรือประวัติศาสตร์จีน นอกจากนี้ถัง อิ๋น ยังได้รับยกย่องว่าเป็นจิตรกรที่ระบายสีได้สวยงาม ส่วนผลงานภาพนกดอกไม้ของเขาส่วนใหญ่ฝีแปรงจะเคลื่อนไหวอย่างมีอิสระ และนอกจากภาพวาดแล้ว ถัง อิ๋น ยังมีความสามารถในการเขียนอักษรพู่กันจีนด้วย

 

อย่างไรก็ดี บั้นปลายชีวิตของถัง อิ๋น ลำบากยากแค้น เขาเสียชีวิตในวัย 54 ปี กระนั้นเขายังได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 4 จิตรกรเอกสกุลอู๋ ร่วมกับเสิ่น โจว(沈周), เหวิน เจิงหมิง(文征明) และโฉว อิง(仇英)

ภาพ ชุนเฉวียนเสี่ยวอิ่น(春泉小隐) หนึ่งในภาพเด่นของโจว เฉิน ผู้เป็นอาจารย์ของถัง อิ๋น ภาพนี้ปัจจุบันเก็บอยู่ที่หอศิลป์ แห่งมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน มลรัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา

ภาพ ชุนเฉวียนเสี่ยวอิ่น(春泉小隐) หนึ่งในภาพเด่นของโจว เฉิน ผู้เป็นอาจารย์ของถัง อิ๋น ภาพนี้ปัจจุบันเก็บอยู่ที่หอศิลป์ แห่งมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน มลรัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา

 

September 25, 2014

ภาพจีนโบราณ#11 : “ขี่ม้าท่องภูยามวสันต์” โดย “โจวเฉิน” ศิลปินผู้ถ่อมตัวแห่งราชวงศ์หมิง

ภาพ  "ขี่ม้าท่องภูยามวสันต์" วาดโดย โจวเฉิน(周臣) สมัยราชวงศ์หมิง ม้วนภาพ ขนาด 185.1 x64 ซ.ม.  ปัจจุบัน เก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้าม (กู้กง) กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

ภาพ “ขี่ม้าท่องภูยามวสันต์” วาดโดย โจวเฉิน(周臣) สมัยราชวงศ์หมิง ม้วนภาพ ขนาด 185.1 x64 ซ.ม. ปัจจุบัน
เก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้าม (กู้กง) กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

 

ภาพ “ชุนซานโหยวฉี(春山游骑)” เป็นภาพที่บรรยายถึงธรรมเนียมโบราณในการขี่ม้าเดินทางท่ามกลางภูเขาในวสันต์ฤดู ในภาพประกอบด้วยภูสูงผาชันสลับซับซ้อน หอน้อยโดดเด่นอยู่ท่ามกลางหุบผา ดำรงระเบียบอยู่ในความวุ่นวาย ทิวทัศน์ระยะใกล้คือไม้ดอก หน้าผา ลำน้ำ และบุคคล ซึ่งหนึ่งควบม้า หนึ่งนำทาง หนึ่งแบกหาม เดินข้ามสะพาน เหนือภูสูงสนใหญ่แน่นขนัดทั้งทรงพลังและมีชีวิตชีวา

ภาพเหมือนศิลปิน โจวเฉิน วาดโดย ฮวา ก้วนฮุ่ย นักวาดภาพสมัยราชวงศ์ชิง

ภาพเหมือนศิลปิน โจวเฉิน วาดโดย หวา ก้วนฮุ่ย นักวาดภาพสมัยราชวงศ์ชิง

ศิลปินโจวเฉิน(周臣) นามเดิมตงชุน เป็นชาวเมืองอู๋(ปัจจุบันคือเมืองซูโจว มณฑลเจียงซู) อายุขัยทั้งสิ้น 80 กว่าปี เป็นจิตรกรผู้มีฝีมือในสมัยราชวงศ์หมิง ทว่าผลงานของเขากลับไม่เป็นที่รู้จักมากเท่ากับลูกศิษย์ 2 คน คือ ถังเอี่ยน(唐寅) และ โฉวอิง(仇英) แม้ว่าแท้ที่จริงแล้ว ผลงานของถังเอี่ยนหลายต่อหลายชิ้นที่ตกทอดมาถึงปัจจุบันนั้น เป็นผลงานของอาจารย์โจวเฉิน ที่ให้ศิษย์ถังเอี่ยน ลงพู่กันแทนเท่านั้น นอกจากนี้ศิลปินโจวเฉินยังมีความสามารถด้านการประพันธ์โคลงกวีอีกด้วย

 

ภาพ "ซานลู่ซงเซิง" ของศิลปินถังเอี่ยน

ภาพ “ซานลู่ซงเซิง” ของศิลปินถังเอี่ยน

 

ด้านซ้ายของภาพ ชุนซานโหยวฉี ระหว่างกลุ่มก้อนหินผา ปรากฏนาม “ตงชุนโจวเฉิน” จารึกอยู่ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับภาพ “ซานลู่ซงเซิง( 山路松声)” ซึ่งแปลว่า เสียงสนบนทางเขา ของศิลปินถังเอี่ยนอันโด่งดังแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรอยตัดของเงื้อมเงาชะง่อนผา ลายเส้น-แสงเงา ที่ละเอียดแข็งแกร่ง รอยพู่กันแบบหน้าขวานตัด ล้วนมีความคล้ายคลึงกัน และบ่งชี้ว่าเป็นรูปแบบงานของสำนักซ่งใต้ แต่ฝีพู่กันของโจวเฉินจะมีความหนักแน่นและเคร่งครัดมากกว่า ขณะที่ลายเส้นของถังเอี่ยนจะผ่อนคลายพลิ้วไหว ภาพ ขี่ม้าท่องภูยามวสันต์ ของโจวเฉินมีความสลับซับซ้อน เก็บรายละเอียดของมิติใกล้ไกลทั้งหมดอย่างดี ขณะที่ภาพของถังเอี่ยนนั้นแม้จะเน้นมิติของภาพเช่นเดียวกัน แต่ช่องว่างระหว่างวัตถุใกล้และไกลมักจะละเว้น ไม่ลงรายละเอียด

 

ภาพ "เซียงซานจิ่วเหล่า(香山九老)" ของโจวเฉิน ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเทียนจิน

ภาพ “เซียงซานจิ่วเหล่า(香山九老)” ของโจวเฉิน ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเทียนจิน

 

นอกจากนี้สิ่งที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดระหว่างศิลปินศิษย์อาจารย์คู่นี้คือชื่อที่จารึกบนภาพ โดยโจวเฉิน นิยมจารึกชื่อในบริเวณที่ไม่สะดุดตา ดังเช่นในก้อนหินของภาพนี้ นอกจากนั้นยังมักไม่มีโคลงกวีประกอบ ขณะที่งานของผู้เป็นศิษย์อย่างถังเอี่ยน มักจะเขียนชื่อจารึกประกอบโคลงกลอนอย่างอ่อนช้อยงดงาม ส่วนใหญ่จัดวางไว้ในบริเวณพื้นที่ว่างที่ดึงดูดสายตา หรือบางครั้งใช้วิธีเขียนด้วยตัวอักษรใหญ่เพื่อให้สะดุดตา

 

ภาพ "หลิวหมิน(流民)" ของ โจวเฉิน ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะ คลีฟแลนด์ สหรัฐอเมริกา

ภาพ “หลิวหมิน(流民)” ของ โจวเฉิน ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะ คลีฟแลนด์ สหรัฐอเมริกา

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผลงานของโจวเฉินจะไม่เป็นที่รู้จักเท่ากับศิษย์ทั้งสอง แต่ในฐานะศิลปินที่สามารถฝึกฝนลูกศิษย์ขึ้นมาให้เป็นจิตรกรเอกแห่งยุคได้นั้นย่อมการันตีได้ว่า เขาคือจิตรกรที่ไม่ธรรมดาเช่นเดียวกัน

 

August 22, 2014

ภาพจีนโบราณ#10 : พระเซนสำรวมใจ…อำนาจแห่งธรรมคือที่สุด

Filed under: Uncategorized @ 11:15 am and

ในสมัยห้าราชวงศ์(ค.ศ.907-960) เป็นยุคที่แผ่นดินจีนระส่ำระสายอย่างหนัก เกิดความแตกแยกรุนแรง ผู้มีอำนาจต่างตั้งตนเป็นใหญ่สร้างกลุ่มของตัวเองขึ้นมา ศิลปกรรมยุคนี้จึงไม่มีความโดดเด่นเท่าที่ควร ทว่าเมื่อถึงราชวงศ์ซ่ง ศิลปกรรมจีนกลับฟื้นคืนและรุ่งเรืองถึงขีดสุด โดยเฉพาะด้านจิตรกรรมนั้นถือได้ว่าเด่นล้ำกว่าสมัยถังอีกขั้นหนึ่ง ทั้งยังโดดเด่นที่สุดในประวัติศาสตร์ราชวงศ์ของจีน โดยจิตรกรรมในยุคนี้มีการพัฒนารูปแบบงานศิลปกรรมขึ้นมาอย่างเมีเอกลักษณ์

ภาพ "เอ้อจู่เถียวซิน(二祖调心)" หรือ "พระเซนสำรวมใจ"  วาดโดย "สือเค่อ(石恪)"  สมัยปลายยุคห้าราชวงศ์ต่อราชวงศ์ซ่ง ขนาด 35.5x129 ซ.ม. ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ภาพ “เอ้อจู่เถียวซิน(二祖调心)” หรือ “พระเซนสำรวมใจ” วาดโดย “สือเค่อ(石恪)” สมัยปลายยุคห้าราชวงศ์ต่อราชวงศ์ซ่ง ขนาด 35.5×129 ซ.ม. ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ภาพนี้วาดโดยจิตรกรนาม สือเค่อ(石恪) ชาวเมืองเฉิงตู ผู้มีชีวิตอยู่ในช่วงรอยต่อของยุคห้าราชวงศ์กับราชวงศ์ซ่ง ถนัดในการวาดภาพนักบวช ภาพบุคคล

เอ้อจู่เถียวซิน ถือว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของจิตรกร สือเค่อ ได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนานิกายมหายาน ที่ในภาษาจีนเรียกว่า “ฉาน(禅)” หรือ “เซน” ในภาษาญี่ปุ่นนั่นเอง โดยจิตรกรรมประเภทนี้จะมีความเป็นธรรมชาตินิยม คือเคารพในคุณสมบัติเดิมแท้ของสรรพสิ่ง อีกทั้งยังเน้นความสมถะ สันโดษ เรียบง่าย มักใช้วิธีการสร้างงานแบบเฉียบพลัน ฝีแปรงเร็ว รุนแรงและคมคาย

โดยในภาพจิตรกรใช้หมึกจางในการวาดศีรษะมือเท้า ขณะที่ใช้ฝีแปรงหนาหนัก ตวัดวาดเครื่องนุ่งห่มคลุมร่างกายอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดแสงเงาในเส้นหมึกทึบ นอกจากนี้จิตรกรยังวาดภาพเสือตัวใหญ่ที่กลายเป็นดั่งหมอนให้ภิกษุหนุนนอน ซึ่งเป็นการหยิบยกสัญลักษณ์มาใช้อย่างชาญฉลาดเพื่อสะท้อนว่าอำนาจของธรรมมะในตัวของบรรพชิตยังสูงส่งกว่าอำนาจที่น่าเกรงขามของพยัคฆ์ ซึ่ง สือเค่อ สร้างสรรค์รูปแบบการใช้ฝีแปรงได้อย่างมีเอกลักษณ์โดยจะเห็นว่าในส่วนที่หมึกเข้มยังคงมีช่องว่างของสายตา ขณะที่ในหมึกสีอ่อนจางก็ยังคงมองเห็นรายละเอียดเช่นกัน จนกลายเป็นความขัดแย้งที่กลมกลืนสะท้อนออกมาจากภาพ

ภิกษุ 2 รูปในภาพนี้คือ ฮุ่ยเข่อ(慧可) สังฆปรินายกองค์ที่2 แห่งแผ่นดินจีนผู้สืบทอดของปรมาจารย์ตั๊กม้อหรือพระโพธิธรรม ส่วนอีกรูปหนึ่งคือ เฟิงกัน(丰干) อาจารย์เซนผู้โด่งดัง

ทั้งนี้ เซน เป็นสาขาหนึ่งของพุทธศาสนา นิกายมหายาน ซึ่งยึดถือหลักปฏิบัติธรรมตามหลักของพระพุทธเจ้า ตามหลักของอริยสัจ 4 และ มรรค 8 มีต้นกำเนิดจากประเทศอินเดีย พัฒนาที่ประเทศจีน ก่อนที่จะถูกเผยแพร่มาสู่เกาหลีและเติบโตสูงสุดที่ประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับอิทธิพลมาจากลัทธิขงจื๊อและลัทธิเต๋าของจีนในช่วงระหว่างที่เผยแผ่มาสู่ญี่ปุ่น

ภาพปรมาจารย์ตั๊กม้อ ต๋าหมัวเมี่ยนปี้(达摩面壁) วาดโดย ซ่งซี่ว์(宋旭) จิตรกรสมัยราชวงศ์หมิง ขนาดภาพ 121.3 x 32.3 ซ.ม. โดยที่นำมาเป็นม้วนภาพส่วนท้าย ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์หลี่ว์ซุ่น(Lushun Museum) เมืองต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิง ประเทศจีน

ภาพปรมาจารย์ตั๊กม้อ ต๋าหมัวเมี่ยนปี้(达摩面壁) วาดโดย ซ่งซี่ว์(宋旭) จิตรกรสมัยราชวงศ์หมิง ขนาดภาพ 121.3 x 32.3 ซ.ม. โดยที่นำมาเป็นม้วนภาพส่วนท้าย ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์หลี่ว์ซุ่น(Lushun Museum) เมืองต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิง ประเทศจีน

ในยุคแรก เซนหรือ ฉาน เข้ามาในจีนโดย พระโพธิธรรม หรือ ต๋าหมัว(达摩) ซึ่งคนไทยมักเรียกว่า ตั๊กม้อ พระมหาเถระองค์ที่ 28 ที่สืบสายโดยตรงมาจากพระพุทธเจ้าผ่านทางพระมหากัสสปะ เดินทางเข้ามาเผยแพร่ศาสนาพุทธมหายานในประเทศจีน พระโพธิธรรมเป็นผู้สถาปนานิกายเซนขึ้นมาในประเทศจีน ทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้งวัดเส้าหลินและเผยแพร่วิชามวยจีนในหมู่พระเณรของวัดเส้าหลินจนมีชื่อเสียงมาจวบจนทุกวันนี้

July 29, 2014

ภาพจีนโบราณ#9 : มองไผ่ร่ายกวี โดย ตู้จิ่น จิตรกรสมัยราชวงศ์หมิง

ภาพนี้มีชื่อว่า “ถีจู๋(题竹)” ซึ่งแปลว่า การแต่งโคลงกลอนโดยใช้ “ไผ่(竹)” เป็นหัวข้อ โดยในภาพปรากฏผู้อาวุโสถือพู่กันยืนอยู่ข้างต้นไผ่เพื่อตระเตรียมประพันธ์บทกวี ข้างกายด้านหนึ่งมีอาคันตุกะหนึ่งชราหนึ่งเยาว์วัยยืนมองด้วยความสนใจ อีกด้วนหนึ่งเด็กรับใช้ยืนถือน้ำหมึกไว้พร้อมสรรพ บรรยากาศโดยรอบด้านหน้าเป็นต้นไผ่ชะลูดสดเขียว เบื้องหลังคือเงื้อมเงาชะง่อนผา ที่แท้ภาพนี้จำลองเหตุการณ์มองไผ่ร่ายบทกวี ของซู ตงโพ(苏东坡题竹) แห่งราชวงศ์ซ่ง ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นกวีเอกสำคัญยิ่งผู้หนึ่งในประวัติศาสตร์จีน

ภาพ  "มองไผ่ร่ายกวี" วาดโดย ตู้จิ่น(杜堇) สมัยราชวงศ์หมิง  ภาพขนาด191 x 104.5 ซ.ม.  ปัจจุบันเก็บอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้าม กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

ภาพ “มองไผ่ร่ายกวี” วาดโดย ตู้จิ่น(杜堇) สมัยราชวงศ์หมิง ภาพขนาด191 x 104.5 ซ.ม. ปัจจุบันเก็บอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้าม กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

จิตรกรใช้ลายเส้นเล็กละเอียดในการวาดภาพบุคคล จากนั้นลงสีสันเจือจางแฝงความเรียบร้อยอ่อนหวาน ซูตงโพ เครายาว อยู่ในชุดยาวกรอมเท้า ยืนตระหง่านงามแฝงความแข็งแกร่ง ใบหน้ามุ่งมั่นครุ่นคิด จิตรกรใช้น้ำหนักเข้มอ่อนของหมึกสร้างมิติใกล้ไกลให้กับต้นไผ่ พุ่มใบไผ่ในความกระจัดกระจายยังคงไว้ซึ่งระเบียบแบบแผน ฝีพู่กันพลิ้วไหวลื่นไหลดุจสายน้ำ ด้านซ้ายมีโคลงประกอบภาพจรดจารึก ระบุชื่อตู้จิ่น(杜堇)

ตู้จิ่น จิตรกรเลื่องชื่อสมัยราชวงศ์หมิง มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ. 1465 – 1487 เป็นชาวเจิ้นเจียง มณฑลเจียงซู ซึ่งอยู่ตอนกลางของดินแดนชายฝั่งทะเลตะวันออกของประเทศจีนที่มีทิวทัศน์ภูเขาแม่น้ำงดงาม จึงเป็นแหล่งกำเนิดศิลปกรรมที่สำคัญของประเทศจีนมายาวนานนับตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่งเป็นต้นมา ตู้จิ่น ถนัดวาดภาพเรื่อวราว ภูเขาดอกไม้ นกดอกไม้ และที่โดดเด่นที่สุดคือภาพบุคคลในประวัตศาสตร์ยุคก่อนหน้า ภาพบุคคลของจิตรกรผู้นี้วาดด้วยฝีพู่กันหมดจดลื่นไหลให้อารมณ์ความรู้สึกที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ จนได้รับการยกย่องว่าเป็นปรมาจารย์ด้านการวาดเส้นแห่งวงการจิตรกรรมแผ่นดินหมิง ภาพบุคคลของตู้จิ่น ถือได้ว่ามีอิทธิพลต่องานแนวเดียวกันในยุคต่อมาอย่างยิ่ง อีกทั้งตู้จิ่นยังมีความชื่นชอบในโคลงกวีอีกด้วย

ผลงานอื่นๆ ของตู้จิ่น อาทิ ภาพ "ฝูเซิงโซ่วจิง(伏生授经)" ม้วนภาพขนาด 147x104.5 ซ.ม. ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิแทน(The Metropolitan Museum of Art) สหรัฐอเมริกา

ผลงานอื่นๆ ของตู้จิ่น อาทิ ภาพ “ฝูเซิงโซ่วจิง(伏生授经)” ม้วนภาพขนาด 147×104.5 ซ.ม. ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิแทน(The Metropolitan Museum of Art) สหรัฐอเมริกา

ผลงานส่วนใหญ่ของตู้จิ่นอยู่ในยุคสมัยที่ราชวงศ์หมิงเข้มแข็ง บ้านเมืองสงบร่มเย็น ประชาชนอิ่มท้อง ซึ่งส่งผลให้ศิลปกรรมก้าวหน้าพัฒนาอย่างมาก ในช่วงเวลานั้นฐานะของศิลปินจึงได้รับการยกย่องอย่างสูง ซึ่งรวมถึงตู้จิ่นเอง ทว่าเมื่อหมิงล่มสลาย แมนจูครองเมืองก่อตั้งราชวงศ์ชิง ผลงานของตู้จิ่นกลับไม่ได้รับการยอมรับเท่าใดนัก

ทั้งนี้ สังเกตได้ว่าศิลปกรรมในประเทศจีนมักจะมีความเกี่ยวพันกับ ไผ่ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากตามความเชื่อในวัฒนธรรมจีน ไผ่ เป็นต้นไม้ที่มีความสำคัญยิ่งในหมู่ชาวจีน นอกจากนี้ ไผ่ ยังเป็นพืชที่มีประโยชน์และอยู่คู่กับชาวจีนมาอย่างช้านาน ได้รับการขนานนามว่าเป็น สามสหายแห่งเหมันต์ฤดู ร่วมกับ ต้นสนและเหมย เพราะทั้ง สน ไผ่ และเหมย ล้วนยืนต้นต้านทานอากาศหนาวเหน็บของแผ่นดินจีนได้อย่างดี จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเข้มแข็ง พากเพียร อดทน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของจริยธรรมตามลัทธิขงจื๊อ ที่มักปรากฏอยู่เสมอในงานศิลปะของจีน ทั้งในงานเขียน บทเพลง บทกวี รวมถึงภาพวาดต่างๆ โดยเฉพาะด้านงานจิตรกรรมนั้น การวาดภาพไผ่แบบจีน สามารถแยกออกมาเป็นแขนงวิชาโดยเฉพาะ เนื่องจากต้องอาศัยความสามารถทั้งด้านการใช้พู่กันจุ่มหมึก การเขียนตัวอักษรแบบจีน รวมทั้งความเข้าใจในปรัชญาความเกี่ยวพันของมนุษย์กับธรรมชาติที่แฝงอยู่ในภาพจึงจะสามารถสร้างงานออกมาได้ดี

ผลงานอื่นๆ ของตู้จิ่น อาทิ ภาพ "กงจง(宫中)" ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ซั่งไห่(เซี่ยงไฮ้) ประเทศจีน

ผลงานอื่นๆ ของตู้จิ่น อาทิ ภาพ “กงจง(宫中)” ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ซั่งไห่(เซี่ยงไฮ้) ประเทศจีน

July 10, 2014

ภาพจีนโบราณ#8 : ซู ฮั่นเฉิน ปรมาจารย์ภาพเด็กแห่งราชวงศ์ซ่ง

Filed under: Uncategorized @ 10:33 am and

 

ภาพ  "เด็กน้อยเล่นในสวนยามฤดูสารท" วาดโดย ซู ฮั่นเฉิน สมัยราชวงศ์ซ่ง  ม้วนภาพ ขนาด 197.5 x 108.7 ซ.ม.  ปัจจุบันเก็บอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์พระราชวังไต้หวัน(กู้กง) กรุงไทเป ไต้หวัน

ภาพ “เด็กน้อยเล่นในสวนยามฤดูสารท” วาดโดย ซู ฮั่นเฉิน สมัยราชวงศ์ซ่ง ม้วนภาพ ขนาด 197.5 x 108.7 ซ.ม. ปัจจุบันเก็บอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์พระราชวังไต้หวัน(กู้กง) กรุงไทเป ไต้หวัน

 

ภาพ “ชิวถิงซี่อิง(秋庭戏婴)” ซึ่งแปลว่า เด็กน้อยเล่นในสวนยามฤดูสารทหรือฤดูใบไม้ร่วง เป็นผลงานของจิตรกรนาม ซู ฮั่นเฉิน(苏汉臣) ในสมัยราชวงศ์ซ่ง(宋)(ค.ศ. 960 – 1279) ซู ฮั่นเฉิน เป็นชาวเมืองไคเฟิง เคยเป็นช่างหัตถศิลป์ในสำนักศิลปะสมัยจักรพรรดิซ่งฮุยจง มีความถนัดในการวาดภาพบุคคล ภาพนักพรตเต๋า สตรี และเด็ก โดยเฉพาะภาพการละเล่นของเด็กที่รังสรรค์โดยจิตรกรผู้นี้ถือได้ว่ามีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนกระทั่งผลงานของเขาได้รับคำจำกัดความว่า “สีสันสดใส เคลื่อนไหวดุจมีชีวิต”

ภาพ “เด็กน้อยเล่นในสวนยามฤดูสารท” นี้ จิตรกรใช้ฝีแปรงเล็กละเอียดวาดรูปเด็กน้อยในชุดผ้าไหมสองคนกำลังเล่นเกมจีนโบราณที่มีชื่อว่า “ทุยเจ่าโหมว(推枣磨)” (เกมหมุนลูกพุทราที่เสียบบนคานไม้ โดยใครหมุนได้รอบเยอะกว่าจะเป็นฝ่ายชนะ) ซึ่งไม่ว่าจะเพ่งพิศจากเรือนผม หน้าตา หรือ เสื้อผ้า ของเด็กทั้งสองล้วนแสดงถึงความตั้งใจในการวาดภาพ การลงสีอันไม่มีที่ติ รวมทั้งสอดแทรกความเปลี่ยนแปลงเอาไว้ในภาพอย่างกลมกลืน โดยอาศัยลายเส้นทอดยาวและโค้งมนในการวาดเสื้อผ้าไหม จากนั้นระบายสีลายผ้าเล็กละเอียด สะท้อนความอ่อนนุ่มและสีสันอันสดใสของผ้าไหมออกมาได้อย่างเสมือนจริง ซึ่งการทำงานที่ไม่มองข้ามรายละเอียดปลีกย่อยของจิตรกร ช่วยขับเน้นให้เด็กทั้งสองคนในภาพมีลักษณะของความสมบูรณ์ อ่อนโยน และพิถีพีถันโดยธรรมชาติ จนทำให้ผู้ที่ได้ชมภาพบังเกิดความรักเอ็นดู นักวิจารณ์ภาพจีนลงความเห็นว่า ภาพของซู ฮั่นเฉินภาพนี้มีความสมจริงในระดับสูงมาก ราวกับเด็กในภาพมีชีวิตโลดแล่นออกมาจากแผ่นกระดาษเลยทีเดียว

นอกจากนี้ กลางสวนในภาพยังมีแท่งหินสูงใหญ่ด้านและมวลไม้ดอกไม้ใบพันเกี่ยว ที่ล้วนสะท้อนบรรยากาศของฤดูใบไม้ร่วงออกมาได้อย่างแจ่มชัด รูปแบบของภาพวาดเสมือนจริงและใส่ใจในรายละเอียดเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นตัวแทนของจิตรกรรมแนวสัจนิยมในสมัยราชวงศ์ซ่งได้เป็นอย่างดี ซึ่งในภาพนี้นอกจากจิตรกรจะให้ความสำคัญกับรายละเอียดของหน้าตาเด็กในภาพ อายุ และท่วงท่าที่แตกต่างกันแล้ว ยังสามารถสะท้อนท่าทางตั้งอกตั้งใจในการเล่นของเด็กออกมาได้อย่างชัดเจน ผลงานชิ้นนี้เป็นหนึ่งในผลงานภาพเด็กของ ซู ฮั่นเฉิน ที่น่าประทับใจ และยังเป็นผลงานที่โดดเด่นที่สุดของเขาอีกด้วย

บางส่วนของม้วนภาพ ฉังชุนไป่จื้อ(长春百子) อีกหนึ่งผลงานเด่นของ ซู ฮั่นเฉิน ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์กู้กงไทเป ไต้หวัน

บางส่วนของม้วนภาพ ฉังชุนไป่จื้อ(长春百子) อีกหนึ่งผลงานเด่นของ ซู ฮั่นเฉิน ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์กู้กงไทเป ไต้หวัน

ซู ฮั่นเฉิน มีชีวิตอยู่ในช่วงปลายยุคซ่งเหนือเชื่อมต่อต้นยุคซ่งใต้ แม้ว่าจะเคยทำงานรับใช้ ซ่งฮุยจง จักรพรรดิองค์ที่แปดแห่งราชวงศ์ซ่งเหนือซึ่งทรงมีพระปรีชาสามารถในด้านจิตรกรรมอย่างสูง ทว่าก็เป็นช่วงเวลาที่ราชสำนักสั่นคลอน สุดท้ายเมื่อราชวงศ์ซ่งเหนือล่มสลาย ซู ฮั่นเฉินจึงอพยพลี้ภัยลงใต้ไปใช้ชีวิตอยู่เมืองเฉียนถัง(ปัจจุบันคือเมืองหังโจว) ในแถบดินแดนเจียงหนัน(ตอนใต้ของลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง) จนกระทั่งราชวงศ์ซ่งใต้ฟื้นคืน เขาจึงได้กลับเข้ารับใช้ราชสำนักอีกครั้ง

สำหรับช่วงเวลาในการวาดภาพนี้ หากสังเกตจากภาพ การละเล่นที่เรียกว่า ทุยเจ่าโหมว ต้องใช้ลูกพุทราเป็นอุปกรณ์สำคัญ ซึ่งพุทราเป็นผลไม้ที่ไม่มีในแดนเจียงหนันประกอบกับรายละเอียดทั้งหมดในภาพ ทำให้นักโบราณคดีจีนสันนิษฐานว่าภาพนี้น่าจะวาดขึ้นในขณะที่จิตรกรสังกัดสำนักศิลปะแห่งราชวงศ์ซ่งเหนือ

ภาพ จวงจิ้งซื่อหนี่ว์(妆靓仕女)  อีกหนึ่งผลงานเด่นของ ซู ฮั่นเฉิน เดิมเป็นสมบัติในพิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้าม กู้กง กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ วิจิตรศิลป์บอสตัน สหรัฐอเมริกา

ภาพ จวงจิ้งซื่อหนี่ว์(妆靓仕女) อีกหนึ่งผลงานเด่นของ ซู ฮั่นเฉิน เดิมเป็นสมบัติในพิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้าม กู้กง กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์
วิจิตรศิลป์บอสตัน สหรัฐอเมริกา

 

ภาพ จ๋าจี้ซี่ไห(杂技戏孩) ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์กู้กงไทเป ไต้หวัน

ภาพ จ๋าจี้ซี่ไห(杂技戏孩) ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์กู้กงไทเป ไต้หวัน

 

June 27, 2014

ภาพจีนโบราณ#8:กิ่งเหมย ณ วัดหลิงกู่ จิตรกรรมสมัยชิงโดย สือ เทา

Filed under: Uncategorized @ 9:20 am and
ภาพ “หลิงกู่ทั่นเหมย(灵谷探梅)” หรือ “กิ่งเหมย ณ วัดหลิงกู่” วาดโดย “สือ เทา(石涛)” สมัยราชวงศ์ชิงตอนต้น  ขนาด 97.5x50. 3 ซม. ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์หนานจิง(นานกิง) มณฑลเจียงซู ประเทศจีน

ภาพ “หลิงกู่ทั่นเหมย(灵谷探梅)” หรือ “กิ่งเหมย ณ วัดหลิงกู่” วาดโดย “สือ เทา(石涛)” สมัยราชวงศ์ชิงตอนต้น ขนาด 97.5×50. 3 ซม. ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์หนานจิง(นานกิง) มณฑลเจียงซู ประเทศจีน

ภาพ “กิ่งเหมย ณ วัดหลิงกู่” นี้จิตรกรนามสือ เทา วาดกิ่งเหมยที่ชูช่อแข่งกับใบไผ่ โดยใช้สีหมึกเข้ม-จางอย่างมีมิติ ลายเส้นหมดจดชัดเจน ทั้งยังวาดใบไผ่พลิ้วไหวเสมือนหนึ่งโดนสายลมที่มองไม่เห็นพัดพา สร้างเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนขึ้นมา

ทั้งไผ่ และ เหมย ล้วนเป็นต้นไม้ที่ได้รับความสำคัญยิ่งในหมู่ชาวจีน ได้รับการขนานนามว่าเป็น สามสหายแห่งเหมันต์ฤดู ซึ่งประกอบด้วย ต้นสน เหมย และต้นไผ่ เพราะทั้ง สน ไผ่ และเหมย ล้วนชูช่อเบ่งบานต้านทานอากาศหนาวเหน็บของแผ่นดินจีนได้อย่างดี จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเข้มแข็ง พากเพียร อดทน ที่มักปรากฏอยู่เสมอในงานศิลปะของจีน ทั้งในงานเขียน บทเพลง บทกวี รวมถึงภาพวาดต่างๆ ส่วนวัดหลิงกู่นั้น เป็นวัดหนึ่งที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ไม่น้อย เดิมวัดหลิงกู่ (灵谷寺) ชื่อว่าวัดไคซ่าน (开善寺) ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์เหลียง(ค.ศ.502-557) แต่ในสมัยราชวงศ์หมิง ถูกโยกย้ายมาตั้งอยู่ ณ บริเวณเขตภูเขาจงซานแห่งหนานจิงพร้อมกับสุสานของ จู หยวนจาง ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์หมิง ซึ่งเป็นผู้ประทานนามใหม่ของวัดแห่งนี้ว่า วัดหลิงกู่

"สือเทาจื้อฮว่าเซียง(石涛自画像)" ภาพที่จิตรกรสือ เทา วาดตัวเอง ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์กู้กงไทเป ไต้หวัน

“สือเทาจื้อฮว่าเซียง(石涛自画像)” ภาพที่จิตรกรสือ เทา วาดตัวเอง ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์กู้กงไทเป ไต้หวัน

จิตรกรนาม “สือ เทา” คือหนึ่งในจิตรกร นักเขียนอักษรจีน ที่กล่าวได้ว่ามีความสำคัญยิ่งต่อประวัติศาสตร์จีน เป็นจิตรกรสมัยต้นราชวงศ์ชิงที่มีอายุอยู่ระหว่าง ค.ศ.1642-1078 อายุศิริรวม 55 ปี เดิมชื่อว่า จู รั่วจี๋(朱若极) ชาวเมืองฉวนโจว มณฑลกว่างซี บางตำราว่ามีศักดิ์เป็นเหลนรุ่นที่ 10 ของพระเจ้าจิ้งเจียงแห่งราชวงศ์หมิง ในรัชสมัยของจักรพรรดิซุ่นจื้อแห่งราชวงศ์ชิงเมื่อครั้งที่จู รั่วจี๋อายุได้ 16 ปี ครอบครัวประสบความลำบาก เขาจึงได้อพยพจากกุ้ยหลินมายังฉวนโจว โดยบวชเป็นพระพำนักอยู่ที่วัดเซี่ยงซาน และเปลี่ยนชื่อเป็น สือ เทา

ภาพ "เฉาหู(巢湖图)" ภาพทิวทัศน์ที่ขึ้นชื่อของ สือ เทา ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมืองเทียนจิน ประเทศจีน

ภาพ “เฉาหู(巢湖图)” ภาพทิวทัศน์ที่ขึ้นชื่อของ สือ เทา ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมืองเทียนจิน ประเทศจีน

ชีวิตของสือ เทานั้นเรียกได้ว่าต้องพเนจรเร่ร่อนไปทั่วสารทิศ เคยไปพำนักอยู่บนยอดเขาหวงซาน มณฑลอานฮุยอยู่นับ 10 ปี ภายหลังจึงเดินทางมายังหนานจิง สมัยที่จักรพรรดิคังซีเสด็จประพาสทางใต้ สือ เทาเคยเข้าเฝ้าถวายภาพวาดประกอบบทกวี จนได้รับฉายาว่าเป็น “ขุนนางในผ้าเหลือง” ทั้งยังเคยเดินทางขึ้นเหนือเพื่อคบหาบรรดาขุนนางและคหบดี ทว่าท้ายที่สุดไม่ประสบความสำเร็จจึงเดินทางกลับหนานจิง และวาดรูปขายเลี้ยงชีพใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ที่เมืองหยังโจว และใช้เวลาทบทวนปรับปรุงเคล็ดวิธีการวาดภาพที่เขาสั่งสมประสบการณ์มาตลอดชีวิต ทำให้ผลงานในยุคหลังของสือ เทา ได้รับการยอมรับว่ามีความโดดเด่นกว่าในยุคแรกมาก โดยนักประวัติศาสตร์รุ่นหลังจัดให้ สือ เทา เป็นตัวแทนของจิตรกรแนวปัจเจกนิยมคนสำคัญในสมัยนั้น บทความที่สือ เทารวบรวมเกี่ยวกับแนวคิดด้านการวาดภาพของเขา ถือว่ามีคุณูปการต่อวงการศิลปะจีนอย่างมาก โดยหลักการวาดภาพที่เขาให้ความสำคัญมากคือการเคลื่อนไหวพู่กันอย่างฉับพลัน และเป็นธรรมชาติ

ภาพ "ไอ้เหลียน(爱莲图)" ภาพดอกบัวที่ถือเป็นหนึ่งในผลงานอันโดดเด่นของ สือ เทา

ภาพ “ไอ้เหลียน(爱莲图)” ภาพดอกบัวที่ถือเป็นหนึ่งในผลงานอันโดดเด่นของ สือ เทา

June 20, 2014

ภาพจีนโบราณ#7 : “งานอาลักษ์สมัยฉีเหนือ” โดย “หยัง จื่อหวา”

เป่ยฉี(北齐: ฉีเหนือ) อยู่ในยุคที่นักประวัติศาสตร์จีนเรียกว่ายุคราชวงศ์เหนือใต้(ค.ศ. 420 – 589) โดยยุคสมัยเป่ยฉี กินระยะเวลาสั้นๆ เพียง 27 ปี(ค.ศ. 550 – 577) เนื่องจากกษัตริย์ในยุคนั้นโหดเหี้ยมทารุณ ทั้งยังหวาดระแวงว่าจะถูกโค่นอำนาจ จึงฆ่าฟันบรรดาขุนนางที่ไม่ได้รับความไว้วางใจไปมากมายทั้งชาวฮั่นและชนเผ่าเซียนเปย ทำให้ราชวงศ์เป่ยฉีสูญเสียความชอบธรรมและการสนับสนุนจากประชาชน อันเป็นเหตุแห่งความล่มสลาย ถูกเป่ยโจว(北周:โจวเหนือ) กลืนกินไปในปี 577 กระนั้นยุคราชวงศ์เหนือใต้ยังคงได้รับการยอมรับจากนักวิชาการรุ่นหลังว่าเป็นช่วงเวลาที่วงการจิตรกรรมรุ่งเรืองถึงขีดสุดอีกยุคหนึ่ง

ภาพ "เป่ยฉีเจี้ยวซู" หรือ "งานอาลักษณ์สมัยฉีเหนือ"  วาดโดย "หยัง จื่อหวา"  สมัยราชวงศ์เหนือใต้ ยุคเป่ยฉี(ฉีเหนือ) ขนาด 80x240 ซ.ม.(ภาพบางส่วน) ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์บอสตัน สหรัฐอเมริกา

ภาพ “เป่ยฉีเจี้ยวซู” หรือ “งานอาลักษณ์สมัยฉีเหนือ” วาดโดย “หยัง จื่อหวา” สมัยราชวงศ์เหนือใต้ ยุคเป่ยฉี(ฉีเหนือ) ขนาด 80×240 ซ.ม.(ภาพบางส่วน) ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์บอสตัน สหรัฐอเมริกา

ภาพ “เป่ยฉีเจี้ยวซู(北齐校书)” เดิมทีวาดโดยจิตรกรนาม “หยัง จื่อหวา(杨子华)” จิตรกรนามกระเดื่องที่ได้รับการขนานนามร่วมกับ “กู้ ข่ายจือ(顾恺之)” ยอดจิตรกรเอกแห่งประวัติศาสตร์แผ่นดินจีน ทว่าภาพต้นฉบับที่แท้จริงนั้นได้สูญหายไปเนิ่นนานแล้ว ส่วนภาพที่ได้รับการเก็บรักษาไว้ยังพิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์บอสตัน สหรัฐอเมริกานี้เป็นภาพเลียนแบบโดยศิลปินในสมัยราชวงศ์ซ่ง หยัง จื่อหวา เป็นจิตรกรในราชสำนัก ถนัดวาดภาพขุนนางสำคัญ ภาพทิวทัศน์อุทยาน ภาพรถม้า และโดยเฉพาะภาพม้าที่ร่ำลือกันว่าเหมือนจริงจนแทบได้ยินเสียงร้องของม้าดังออกมาจากภาพเลยทีเดียว

"ม้า" ซึ่งอยู่ในส่วนหนึ่งของภาพ "เป่ยฉีเจี้ยวซู" แสดงให้เห็นถึงฝีมือของ หยัง จื่อหวา ที่ได้ชื่อว่าเป็นจิตรกรที่วาดภาพม้าได้เหมือนจริงราวกับมีชีวิต

“ม้า” ซึ่งอยู่ในส่วนหนึ่งของภาพ “เป่ยฉีเจี้ยวซู” แสดงให้เห็นถึงฝีมือของ หยัง จื่อหวา ที่ได้ชื่อว่าเป็นจิตรกรที่วาดภาพม้าได้เหมือนจริงราวกับมีชีวิต

ภาพ “เป่ยฉีเจี้ยวซู” ได้สะท้อนบรรยากาศงานอาลักษณ์ หรืองานตรวจแก้หนังสือ ตำรา ในยุคฉีเหนือ(ค.ศ.556) รัชสมัยของพระเจ้าเหวิน เซวียนตี้(文宣帝) โดยตำแหน่งนี้ได้ริเริ่มมาตั้งแต่สมัยซีฮั่น(西汉:ฮั่นตะวันตก) จากนั้นถือว่าเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญต่อราชสำนักอย่างยิ่ง ผู้ดำรงตำแหน่งนี้จะได้รับเกียรติและความเคารพนับถืออย่างสูง โดยในภาพเป็นเหตุการณ์ที่เหล่าขุนนางกำลังจัดระเบียบ “อู่จิง(五经)” หรือคัมภีร์ทั้งห้าตามหลักปรัชญาลัทธิขงจื๊อ อันประกอบด้วย “อี้จิง(易经:โหราศาสตร์)” “ซั่งซู(尚书:ประวัติศาสตร์)” “ซือจิง(诗经:บทกวี)” “หลี่จี้(礼记:พิธีกรรม)” และ”ชุนชิว(春秋:พงศาวดารและปรากฎการณ์ธรรมชาติ)”

ในภาพ จิตรกรสร้างผลงานโดยเน้นถ่ายทอดหน้าตาท่าทางรวมทั้งการแต่งกายของบุคคลในภาพออกมาอย่างเสมือนจริง ซึ่งกลวิธีการวาดภาพเช่นนี้ถือเป็นสารัตถะสำคัญในหลักการวาดภาพที่นิยมในยุคนั้น นั่นคือการเคารพธรรมชาติตามแนวปรัชญาลัทธิสัจนิยม นอกจากนี้ยังสามารถสังเกตได้จากการลงสีที่ต้องมีความสมจริงด้วยเช่นกัน ส่งผลให้ภาพ “เป่ยฉีเจี้ยวซู” ถือเป็นภาพบันทึกประวัติศาสตร์สำคัญอีกชิ้นหนึ่งของแผ่นดินจีน

May 8, 2014

ภาพจีนโบราณ#6 : ภาพม้วนทิวทัศน์เก่าแก่ที่สุดในจีน

Filed under: Uncategorized @ 2:09 pm and

 

ภาพ "โหยวชุน" หรือ "ท่องไปในวสันตฤดู" วาดโดย "จ่าน จื่อเชียน" สมัยราชวงศ์สุย ขนาด 43x80.5 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้าม(กู้กง) กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

ภาพ “โหยวชุน” หรือ “ท่องไปในวสันตฤดู” วาดโดย “จ่าน จื่อเชียน” สมัยราชวงศ์สุย ขนาด 43×80.5 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้าม(กู้กง) กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

ในประวัติศาสตร์ศิลปะจีนถือว่าภาพ ท่องไปในวสันตฤดู” ของ จ่าน จื่อเชียน เป็นภาพม้วนทิวทัศน์แบบจีนที่เก่าแก่ที่สุด และเป็นภาพทิวทัศน์ภูเขาแม่น้ำที่วาดในสมัยราชวงศ์สุย(ค.ศ.581-618)เพียงภาพเดียวที่ตกทอดสืบต่อมา เนื่องจากราชวงศ์สุยปกครองแผ่นดินด้วยระยะเวลาสั้นๆ เพียง 30 ปีก็เปลี่ยนผ่านไปสู่ราชวงศ์ถังอันเป็นยุคที่อารยะธรรมจีนเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดอีกสมัยหนึ่ง

รูปแบบการวาดภาพ ท่องไปในวสันตฤดู ของจิตรกร ถือว่าเป็นการเปลี่ยนรูปแบบจิตรกรรมทิวทัศน์จีน จากเดิมที่จิตรกรมักจะวาดภาพโดยเน้นบุคคลเป็นสำคัญ หากมีทิวทัศน์อยู่บ้างก็จะเป็นเพียงฉากหลังเท่านั้น ทั้งยังไม่ทิ้งช่องว่างในภาพซึ่งแม้แต่ผลงานของบิดาแห่งจิตรกรรมจีน กู้ ข่ายจือ จิตรกรเอกสมัยราชวงศ์จิ้นก็เป็นเช่นเดียวกัน ขณะที่ภาพของจ่าน จื่อเชียน นั้นต่างออกไป เขาวาดให้ภูเขาแม่น้ำเป็นวัตถุหลัก ส่วนบุคคลเป็นเพียงส่วนประกอบ ทั้งยังทิ้งพื้นที่ว่างไว้ในภาพให้ความรู้สึก “ใกล้แต่เหมือนไกล” ซึ่งกลายมาเป็นปรัชญาในการวาดภาพทิวทัศน์ของจีนในยุคต่อมา

ภาพ ท่องไปในวสันตฤดู บรรยายทิวทัศน์ตอนใต้ของลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียงในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ ต้นไม้ผลิบานเขียวขจี สายน้ำไหลรินจากด้านบนซ้ายมายังกลางภาพ มหานทีกว้างใหญ่เต็มไปด้วยเกลียวคลื่นเล็กๆ ทั้งยังมีนักท่องเที่ยวอยู่ในนาวาลำหนึ่งที่ลอยอยู่กลางน้ำ บางส่วนชมทิวทัศน์อยู่ริมสองฝั่ง บนคนเดินเท้าบางคนอยู่บนหลังม้า มีสะพานน้อยๆ และกระท่อมชาวบ้าน อีกทั้งอารามหลังหนึ่งหลบอยู่ด้านหลังแนวป่า วัตถุในภาพทั้งภูเขา แม่น้ำ ต้นไม้ คน มา เรือ และสิ่งก่อสร้างล้วนผสมกลมกลืน ใช้การย่อวัตถุไกล ขยายวัตถุใกล้ เพื่อสร้างมิติให้กับภาพ สามารถพบความเป็นเอกภาพในความไร้ระเบียบของกลุ่มต้นไม้ทั้งสองฝั่ง ลายเส้นฝีพู่กันละเอียดรวดรับหมดจด ส่วนต้นไม้ระบายด้วยสีเขียวขับเน้นให้เด่นที่สุดในภาพ ทว่าดึงสายตาด้วยที่ว่างขนาดใหญ่ของลำน้ำ กลายเป็นภาพที่มีสีสันแต่ไม่ไร้รสนิยม อย่างไรก็ตาม จุดเด่นอาจกลายเป็นจุดด้อยในขณะเดียวกัน นักวิชาการในยุคหลังให้ความเห็นว่า หากภาพนี้จะมีข้อด้อยอยู่บ้างก็เห็นจะอยู่ที่ต้นไม้ ซึ่งทั้งหมดมีลักษณะโครงร่างของลำต้นแบบเดียวกันทั้งภาพ จึงเป็นส่วนที่ทำให้อารมณ์ของภาพขาดหายไป แม้ว่าจิตรกรจะใช้สองวิธีในการวาดใบไม้ ทั้งการระบายและจุดหมึก แต่ในความเห็นนักวิชาการพบว่าไม่ช่วยดึงรสชาติของภาพให้เพิ่มขึ้นเท่าที่ควร

หม่า จี้ชวน ช่างฝีมือแห่งย่านหลิวลี่ฉ่างศูนย์รวมงานศิลปะและวรรณคดีเลื่องชื่อในสมัยราชวงศ์ชิง ผู้พยายามเสนอขายสมบัติชาติชิ้นนี้ให้กับต่างชาติในราคาสูงลิบ

หม่า จี้ชวน ช่างฝีมือแห่งย่านหลิวลี่ฉ่างศูนย์รวมงานศิลปะและวรรณคดีเลื่องชื่อในสมัยราชวงศ์ชิง ผู้พยายามเสนอขายสมบัติชาติชิ้นนี้ให้กับต่างชาติในราคาสูงลิบ

ในยุคแรก ภาพนี้เป็นสมบัติของ จักรพรรดิซ่งฮุยจง แห่งยุคซ่งเหนือ ที่ระบุเอาไว้ว่าเป็น ภาพท่องไปในวสันตฤดู โดยจ่าน จื่อเชียน ต่อมาภาพดังกล่าวตกทอดไปนอกราชสำนัก จนกระทั่งสมัยจักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิงจึงค่อยกลับมาเป็นสมบัติในวังอีกครั้ง และถูกขโมยไปในปลายยุคราชวงศ์ชิง ต่อมา ปี 1946 ภาพท่องไปในวสันตฤดู ถูกพบอยู่ที่ร้านขายของเก่าแห่งหนึ่งในเมืองฉางชุน สุดท้ายตกเป็นของ หม่า จี้ชวน ช่างฝีมือแห่งย่านหลิวลี่ฉ่างซึ่งเป็นศูนย์รวมงานศิลปะและวรรณคดีเลื่องชื่อในสมัยราชวงศ์ชิงที่เมืองปักกิ่ง ต่อมา หม่า จี้ชวนเสนอขายภาพวาดชิ้นนี้ให้กับชาวต่างชาติด้วยราคาสูงลิบ แต่นักสะสมของเก่า จาง ปั๋วจีว์ ทราบข่าว ด้วยความที่ไม่อยากให้สมบัติชาติถูกขายไป เขาจึงไปขอซื้อ ทว่าสู้ราคาไม่ไหว  จาง ปั๋วจีว์ จึงตัดใจขายบ้านหลังหนึ่งและเครื่องประดับของภรรยาทั้งหมด เพื่อซื้อภาพชิ้นนี้เอาไว้ได้ และได้มอบให้กับพิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้าม(กู้กง)แห่งปักกิ่งไปพร้อมกับวัตถุโบราณอื่นๆ ในปี 1956

จาง ปั๋วจีว์ นักสะสมของเก่าชาวจีนที่ไม่อยากให้สมบัติชาติตกไปอยู่ภายนอกประเทศ ตัดใจขายบ้านหลังหนึ่งและเครื่องประดับของภรรยาทั้งหมดเพื่อซื้อภาพชิ้นนี้และมอบให้พิพิธภัณฑ์กู้กงเพื่อเป็นสมบัติชาติจีนต่อไป

จาง ปั๋วจีว์ นักสะสมของเก่าชาวจีนที่ไม่อยากให้สมบัติชาติตกไปอยู่ภายนอกประเทศ ตัดใจขายบ้านหลังหนึ่งและเครื่องประดับของภรรยาทั้งหมดเพื่อซื้อภาพชิ้นนี้และมอบให้พิพิธภัณฑ์กู้กงเพื่อเป็นสมบัติชาติจีนต่อไป

March 28, 2014

ภาพจีนโบราณ#5 :หวัง เจาจวิน โดยปรมาจารย์ภาพอีโรติกสมัยหมิง

ภาพนี้เป็นหนึ่งใน 10 ภาพชุด “เหรินอู้กู้ซื่อ” หรือ “ภาพบุคคล” วาดโดย “ฉิว อิง” สมัยราชวงศ์หมิง   ขนาด 41.4x33.8ซม.  ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้ามกู้กง กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

ภาพนี้เป็นหนึ่งใน 10 ภาพชุด “เหรินอู้กู้ซื่อ” หรือ “ภาพบุคคล” วาดโดย “ฉิว อิง” สมัยราชวงศ์หมิง ขนาด 41.4×33.8ซม. ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้ามกู้กง กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

ภาพที่นำมานี้ เป็นหนึ่งในชุด ภาพบุคคล ของจิตรกรนาม ฉิว อิง ซึ่งมีทั้งหมด 10 ภาพด้วยกัน โดยเนื้อหาของภาพเป็นการรวบรวมบุคคลสำคัญจากเรื่องราวและตำนานในประวัติศาสตร์ อาทิ นักปราชญ์ นักกวี นักดนตรี วีรบุรุษ และหญิงงาม แม้ว่างานในรูปแบบเดียวกันนี้มักจะถูกหยิบยกมาวาดโดยจิตรกรหลายยุคหลายสมัย แต่งานของฉิว อิง ที่กลายเป็นมรดกของชาติชิ้นนี้ได้ถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยแนวทางการวาด ฝีแปรง และเทคนิคพิเศษอย่างมีเอกลักษณ์ โดยภาพวาดของฉิว อิง จะมีลักษณะเรียบร้อย นุ่มนวล มีระเบียบแบบแผน และมีความละเอียดในการใช้สีสัน ถนัดการใช้สีเขียว-ฟ้า ซึ่งกลายเป็นแนวการลงสีสมัยใหม่ยุคราชวงศ์หมิง

ภาพชุดบุคคล เป็นหนึ่งในสุดยอดผลงานของฉิว อิง กริยาท่าทางของบุคคลในภาพลึกซึ้งละเอียดอ่อนสวยงาม สิ่งก่อสร้างมีเส้นสายที่เป็นระเบียบ ฝีแปรงเคลื่อนไหวอิสระแฝงความเด็ดขาด แต่นุ่มนวล และสง่างาม สีสันสอดคล้องกลมกลืนไปทั้งภาพ ผลงานภาพบุคคลชุดนี้ ไม่เพียงใส่ใจในรายละเอียดของทุกกิจกรรมของบุคคลในภาพ แต่ใส่ใจไปถึงรายละเอียดของเฉดสีสิ่งแวดล้อมภายในภาพทั้งหมด ซึ่งสะท้อนสุนทรียรสของภาพออกมาได้เป็นอย่างดี

ดังเช่นตัวอย่างที่นำมาให้ชม เป็นตอนหนึ่งที่บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติจีน เกี่ยวกับหญิงงามนาม หวัง เจาจวิน ที่ถูกจักรพรรดิฮั่นหยวนตี้ส่งไปสมรสกับข่านฮูหานเสีย แห่งเผ่าซงหนู เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี โดยเรื่องราวของหญิงงามผู้นี้มีอยู่ว่า ภายใต้การปกครองสมัยฮั่นหยวนตี้ หวัง เจาจวินถูกคัดเลือกเข้าเป็นนางสนม ตามกฎแล้วจิตรกรจะเป็นผู้วาดภาพสาวงามถวายให้ฮ่องเต้คัดเลือก ซึ่งถ้าผู้ใดติดสินบนจิตรกรก็จะวาดภาพให้จนงามพริ้ง แต่เพราะหวังเจาจวินไม่ยอมติดสินบน ภาพที่วาดออกมาจึงไม่งามเหมือนตัวจริงด้วยเหตุนี้แม้หน้าตาสวยเพียงไร นางก็ไม่เคยได้เข้าถวายการปรนนิบัติฮ่องเต้เลยแม้แต่ครั้งเดียว เมื่อข่านฮูหานเสีย แห่งเผ่าซงหนู เดินทางมาเชื่อมสัมพันธไมตรี ฮั่นหยวนตี้ได้ตัดสินใจคัดเลือกนางสนม แต่งตั้งเป็นองค์หญิงแต่งงานไปซงหนู ซึ่งหวัง เจาจวินก็ถูกคัดเลือกไปในครั้งนี้ ทว่าในวันส่งตัวหวัง เจาจวินไปแดนไกล ฮั่นหยวนตี้ได้ยลโฉมหวัง เจาจวินเป็นครั้งแรกถึงกับตะลึง และรู้สึกพิโรธจิตรกรที่วาดรูปนางอย่างมาก จึงรับสั่งให้ประหารชีวิตจิตรกรคนนั้นเสีย หลังจากที่หวัง เจาจวินแต่งงานกับข่านซงหนูสัมพันธ์สองดินแดนก็แน่นแฟ้น ไม่มีการทำสงครามระหว่างกัน แต่การจากไปครั้งนี้ ก็ทำให้นางไม่ได้กลับมาเหยียบแผ่นดินเกิดอีกเลย

ผลงานภาพ "ชุนกงฮว่า" ของ ฉิว อิง

ผลงานภาพ “ชุนกงฮว่า” ของ ฉิว อิง

จิตรกร ฉิว อิง เป็นชาวเมือง ไท่ชัง มณฑลเจียงซู เดิมเป็นช่างทำเครื่องเขิน เคยฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของจิตรกรเอก โจว เฉิน เพื่อฝึกวาดภาพ ชำนาญในการวาดภาพภูเขาลำธารบุคคลและหญิงงาม นอกจากนั้น ฉิว อิง ยังถูกขนานนามว่าเป็นปรมาจารย์ในด้านการวาดภาพอีโรติกโบราณของจีนซึ่งเรียกว่า ชุนกงฮว่า (春宫画) อีกด้วย ฉิวอิง ถูกขนานนามร่วมกับจิตรกร นาม ถัง หยิน โดยผลงานภาพชุนกงฮว่าของจิตรกรสองท่านนี้ส่งผลให้ชาวจีนรุ่นหลังยกย่องกันว่าในช่วงปลายของราชวงศ์หมิงเป็นยุคที่รุ่งโรจน์ที่สุดของภาพชุนกงฮว่า และทำให้ในยุคต่อมามีจิตรกรคนอื่นพยายามแอบอ้างชื่อไปใส่ไว้ผลงานของตัวเองก็มีมาก (หากผู้อ่านสนใจรายละเอียดประวัติศาสตร์ของภาพ ชุนกงฮว่าสามารถตามไปอ่านได้ในบทความ “ซิ่ง’ ปกขาว (จบ)” โดย วริษฐ์ ลิ้มทองกุล) http://www2.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9480000064627

 

ผลงานภาพ "ชุนกงฮว่า" ของ ฉิว อิง

ผลงานภาพ “ชุนกงฮว่า” ของ ฉิว อิง

January 28, 2014

ภาพจีนโบราณ#4 : ภาพม้ารับตรุษจีนปีมะเมีย

……ต้อนรับเทศกาลตรุษจีนปีมะเมีย กับภาพวาดม้าชิ้นสำคัญในประวัติศาสตร์จีน……

 

เทศกาลตรุษจีน เทศกาลเฉลิมฉลองที่สำคัญที่สุดของชาวจีน ปีนี้ตรงกับปีมะเมียหรือปีม้า(ขอบคุณภาพจากอินเทอร์เน็ต)

เทศกาลตรุษจีน เทศกาลเฉลิมฉลองที่สำคัญที่สุดของชาวจีน ปีนี้ตรงกับปีมะเมียหรือปีม้า(ขอบคุณภาพจากอินเทอร์เน็ต)

ม้า เป็นสัตว์ที่มีความสำคัญกับประเทศจีนมาตั้งแต่สมัยโบราณ ทหารม้ามีความสำคัญต่อกองทัพอย่างยิ่งในช่วงสงครามผลัดแผ่นดินในแต่ละยุคสมัย นอกจากนี้ม้ายังเป็นพาหนะ สำหรับเดินทาง และล่าสัตว์

สมัยราชวงศ์ถัง เป็นสมัยที่จิตรกรนิยมวาดภาพม้ามากที่สุดสมัยหนึ่ง โดยจิตรกรที่ได้ชื่อว่าเชี่ยวชาญการวาดภาพอาชาแห่งยุคนั้นมีนามว่า หาน ก้าน

หาน ก้าน มีพื้นเพชาติกำเนิดไม่สูงส่ง วัยเด็กเคยทำงานรับจ้างในโรงเหล้า ต่อมาได้รับการสนับสนุนจากศิลปินเอกแห่งแผ่นดินจีน หวัง เหว่ย ใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์กว่า 10 ปีจึงประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงในแวดวงจิตรกรรม หาน ก้าน ถนัดในการวาดภาพบุคคล ภาพจักราศี ภาพดอกไม้ใบไผ่ แต่ที่โดดเด่นที่สุดคือภาพม้า

หาน ก้าน มีโอกาสเข้าวังรับหน้าที่เป็นจิตรกรวาดภาพถวายเจ้าเหนือหัว ในรัชสมัยของฮ่องเต้ถังเสวียนจง ต่อมาได้ศึกษาการวาดภาพม้าเพิ่มเติมกับจิตรกรในราชสำนักนาม เฉิน หง จากนั้นเขาเริ่มค้นหาแนวทางการวาดในแบบฉบับของตัวเอง โดยการเพิ่ม “ชีวิต” เข้าไปในภาพ หาน ก้าน มักใช้เวลาส่วนใหญ่ในคอกม้า เฝ้าสังเกตพฤติกรรมและเรียนรู้ อุปนิสัยของเหล่าอาชา จากนั้นจดบันทึกไว้โดยละเอียด ความทุ่มเทดังกล่าวทำให้เขาถูกคนทั่วไปมองว่าแปลกประหลาดที่แทบจะย้ายตัวเองไปกินนอนในคอกม้า เล่ากันว่าครั้งหนึ่ง หาน ก้านเคยประกาศว่า “ข้าศึกษาการวาดภาพม้า ม้าทุกตัวในคอกนี้ล้วนเป็นดั่งอาจารย์ของข้า”

เมื่อผ่านการเรียนรู้อย่างเข้มข้น ภาพวาดม้าจากปลายพู่กันของ หาน ก้าน จึงเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ รูปร่างที่สมส่วนทั้งกระดูกและมัดกล้าม รวมทั้งอากัปกริยาร้อยพันที่เผ่นโผนดั่งมีชีวิตของม้า ทำให้เกิดเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า ม้า ของ หาน ก้านนั้นสามารถกระโดดโลดแล่นออกมาจากแผ่นภาพได้จริง

 

"เจ้าเยี่ยไป๋(照夜白)" ซึ่งแปลว่า ส่องให้ราตรีสว่าง หนึ่งในภาพม้าที่มีชื่อเสียงที่สุดของ หาน ก้าน รูปแบบม้วนภาพขนาด 30.8 x 33.5 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บอยู่ที่่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิแทน สหรัฐอเมริกา

“เจ้าเยี่ยไป๋(照夜白)” ซึ่งแปลว่า ส่องให้ราตรีสว่าง หนึ่งในภาพม้าที่มีชื่อเสียงที่สุดของ หาน ก้าน รูปแบบม้วนภาพขนาด 30.8 x 33.5 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บอยู่ที่่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิแทน สหรัฐอเมริกา

“เจ้าเยี่ยไป๋(照夜白)” ซึ่งแปลว่า ส่องให้ราตรีสว่าง เป็นหนึ่งในภาพม้าที่มีชื่อเสียงที่สุดของ หาน ก้าน รูปแบบม้วนภาพขนาด 30.8 x 33.5 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิแทน (The Metropolitan Museum of Art) นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ว่ากันว่าภาพนี้เป็นภาพอาชาที่ฮ่องเต้ถังเสวียนจงโปรนปราน โดยในภาพ ม้าสีขาวปลอดถูกพัธนาการอยู่กับหลัก แต่ยังคงอ้าปากร้อง พร้อมทั้งแสดงอากัปกริยาที่พร้อมจะห้อตะบึง เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ซึ่งจากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญ พบว่าภาพนี้ ส่วนหัว คอ ลำตัวด้านหน้าของม้านั้นเป็นงานที่เขียนขึ้นโดยหาน ก้าน เฉพาะส่วนบั้นท้ายน่าจะเป็นการต่อเติมเข้าไปโดยชนรุ่นหลัง โดยในภาพมีลายพระหัตถ์ของ หลี่อี้ว์ เจ้าครองแคว้นหนานถัง(ถังใต้) จารึกไว้ว่า “หานก้านเจ้าเยี่ยไป๋(韩干照夜白)”

ค.ศ. 1930 ภาพวาดที่มีค่าควรเมืองชิ้นนี้ เล็ดรอดออกจาก พิพิธภัณฑ์พระราชวังปักกิ่ง(กู้กง) ไปตกอยู่ในครอบครองของจิตรกรและนักเขียนอักษรจีนนาม ผู่ ซินอี๋ว์ ซึ่งเป็นญาติของ ผู่ อี๋ จักรพรรดิองค์สุดท้ายของแผ่นดินจีน จากนั้นถูกขายต่อให้กับนักสะสมชาวอังกฤษ ต่อมาถูกผ่านมือไปถึงนักสะสมชาวญี่ปุ่น ก่อนที่สมบัติของแผ่นดินจีนชิ้นนี้จะไปอยู่ ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิแทน สหรัฐอเมริกา จวบจนปัจจุบัน

 

"มู่หม่า(牧马)" หรือ เลี้ยงม้า ภาพวาดบนผ้าไหม ขนาด 27.5 x 34.1 เซนติเมตร ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้าม(กู้กง)ไต้หวัน

“มู่หม่า(牧马)” หรือ เลี้ยงม้า ภาพวาดบนผ้าไหม ขนาด 27.5 x 34.1 เซนติเมตร ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้าม(กู้กง)ไต้หวัน

ส่วนผลงานเลื่องชื่ออีกชิ้นหนึ่งของ หาน ก้าน มีชื่อว่า “มู่หม่า(牧马)” หรือการเลี้ยงม้า ภาพวาดบนผ้าไหม ขนาด 27.5 x 34.1 เซนติเมตร เป็นภาพม้าคู่สีขาวและดำ ลักษณะพ่วงพีองอาจ บนหลังมีชายผู้หนึ่งพร้อมอุปกรณ์ควบคุมบังคับม้าครบครัน บ่งบอกความเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลม้า ซึ่งมีความถนัดในการขี่ม้าล่าสัตว์ จึงสามารถควบคุมม้า 2 ตัวได้ในคราวเดียว

ภาพวาดม้าสีดำเด่นชัด ขณะที่ม้าสีขาวอาศัยประโยชน์จากเส้นแสงเงาของม้าสีดำ ขับเน้นให้โดดเด่นออกไป ภาพนี้เคยเป็นสมบัติในราชสำนักหนานถัง(ถังใต้) ราชสำนักซ่ง สมัย ฮ่องเต้ซ่งฮุยจง ซึ่งบนภาพ ปรากฏลายพระหัตถ์ระบุว่า “หานก้านเจินจี้(韩斡真迹)” ปัจจุบันภาพนี้อยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้าม(กู้กง)ไต้หวัน

 

 

 

Next Page »

© 2017 我的抽屉里 Drawer of Memories  Hosted by mblog Sites