我的抽屉里 Drawer of Memories

September 25, 2014

ภาพจีนโบราณ#11 : “ขี่ม้าท่องภูยามวสันต์” โดย “โจวเฉิน” ศิลปินผู้ถ่อมตัวแห่งราชวงศ์หมิง

ภาพ  "ขี่ม้าท่องภูยามวสันต์" วาดโดย โจวเฉิน(周臣) สมัยราชวงศ์หมิง ม้วนภาพ ขนาด 185.1 x64 ซ.ม.  ปัจจุบัน เก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้าม (กู้กง) กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

ภาพ “ขี่ม้าท่องภูยามวสันต์” วาดโดย โจวเฉิน(周臣) สมัยราชวงศ์หมิง ม้วนภาพ ขนาด 185.1 x64 ซ.ม. ปัจจุบัน
เก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้าม (กู้กง) กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

 

ภาพ “ชุนซานโหยวฉี(春山游骑)” เป็นภาพที่บรรยายถึงธรรมเนียมโบราณในการขี่ม้าเดินทางท่ามกลางภูเขาในวสันต์ฤดู ในภาพประกอบด้วยภูสูงผาชันสลับซับซ้อน หอน้อยโดดเด่นอยู่ท่ามกลางหุบผา ดำรงระเบียบอยู่ในความวุ่นวาย ทิวทัศน์ระยะใกล้คือไม้ดอก หน้าผา ลำน้ำ และบุคคล ซึ่งหนึ่งควบม้า หนึ่งนำทาง หนึ่งแบกหาม เดินข้ามสะพาน เหนือภูสูงสนใหญ่แน่นขนัดทั้งทรงพลังและมีชีวิตชีวา

ภาพเหมือนศิลปิน โจวเฉิน วาดโดย ฮวา ก้วนฮุ่ย นักวาดภาพสมัยราชวงศ์ชิง

ภาพเหมือนศิลปิน โจวเฉิน วาดโดย หวา ก้วนฮุ่ย นักวาดภาพสมัยราชวงศ์ชิง

ศิลปินโจวเฉิน(周臣) นามเดิมตงชุน เป็นชาวเมืองอู๋(ปัจจุบันคือเมืองซูโจว มณฑลเจียงซู) อายุขัยทั้งสิ้น 80 กว่าปี เป็นจิตรกรผู้มีฝีมือในสมัยราชวงศ์หมิง ทว่าผลงานของเขากลับไม่เป็นที่รู้จักมากเท่ากับลูกศิษย์ 2 คน คือ ถังเอี่ยน(唐寅) และ โฉวอิง(仇英) แม้ว่าแท้ที่จริงแล้ว ผลงานของถังเอี่ยนหลายต่อหลายชิ้นที่ตกทอดมาถึงปัจจุบันนั้น เป็นผลงานของอาจารย์โจวเฉิน ที่ให้ศิษย์ถังเอี่ยน ลงพู่กันแทนเท่านั้น นอกจากนี้ศิลปินโจวเฉินยังมีความสามารถด้านการประพันธ์โคลงกวีอีกด้วย

 

ภาพ "ซานลู่ซงเซิง" ของศิลปินถังเอี่ยน

ภาพ “ซานลู่ซงเซิง” ของศิลปินถังเอี่ยน

 

ด้านซ้ายของภาพ ชุนซานโหยวฉี ระหว่างกลุ่มก้อนหินผา ปรากฏนาม “ตงชุนโจวเฉิน” จารึกอยู่ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับภาพ “ซานลู่ซงเซิง( 山路松声)” ซึ่งแปลว่า เสียงสนบนทางเขา ของศิลปินถังเอี่ยนอันโด่งดังแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรอยตัดของเงื้อมเงาชะง่อนผา ลายเส้น-แสงเงา ที่ละเอียดแข็งแกร่ง รอยพู่กันแบบหน้าขวานตัด ล้วนมีความคล้ายคลึงกัน และบ่งชี้ว่าเป็นรูปแบบงานของสำนักซ่งใต้ แต่ฝีพู่กันของโจวเฉินจะมีความหนักแน่นและเคร่งครัดมากกว่า ขณะที่ลายเส้นของถังเอี่ยนจะผ่อนคลายพลิ้วไหว ภาพ ขี่ม้าท่องภูยามวสันต์ ของโจวเฉินมีความสลับซับซ้อน เก็บรายละเอียดของมิติใกล้ไกลทั้งหมดอย่างดี ขณะที่ภาพของถังเอี่ยนนั้นแม้จะเน้นมิติของภาพเช่นเดียวกัน แต่ช่องว่างระหว่างวัตถุใกล้และไกลมักจะละเว้น ไม่ลงรายละเอียด

 

ภาพ "เซียงซานจิ่วเหล่า(香山九老)" ของโจวเฉิน ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเทียนจิน

ภาพ “เซียงซานจิ่วเหล่า(香山九老)” ของโจวเฉิน ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเทียนจิน

 

นอกจากนี้สิ่งที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดระหว่างศิลปินศิษย์อาจารย์คู่นี้คือชื่อที่จารึกบนภาพ โดยโจวเฉิน นิยมจารึกชื่อในบริเวณที่ไม่สะดุดตา ดังเช่นในก้อนหินของภาพนี้ นอกจากนั้นยังมักไม่มีโคลงกวีประกอบ ขณะที่งานของผู้เป็นศิษย์อย่างถังเอี่ยน มักจะเขียนชื่อจารึกประกอบโคลงกลอนอย่างอ่อนช้อยงดงาม ส่วนใหญ่จัดวางไว้ในบริเวณพื้นที่ว่างที่ดึงดูดสายตา หรือบางครั้งใช้วิธีเขียนด้วยตัวอักษรใหญ่เพื่อให้สะดุดตา

 

ภาพ "หลิวหมิน(流民)" ของ โจวเฉิน ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะ คลีฟแลนด์ สหรัฐอเมริกา

ภาพ “หลิวหมิน(流民)” ของ โจวเฉิน ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะ คลีฟแลนด์ สหรัฐอเมริกา

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผลงานของโจวเฉินจะไม่เป็นที่รู้จักเท่ากับศิษย์ทั้งสอง แต่ในฐานะศิลปินที่สามารถฝึกฝนลูกศิษย์ขึ้นมาให้เป็นจิตรกรเอกแห่งยุคได้นั้นย่อมการันตีได้ว่า เขาคือจิตรกรที่ไม่ธรรมดาเช่นเดียวกัน

 

July 29, 2014

ภาพจีนโบราณ#9 : มองไผ่ร่ายกวี โดย ตู้จิ่น จิตรกรสมัยราชวงศ์หมิง

ภาพนี้มีชื่อว่า “ถีจู๋(题竹)” ซึ่งแปลว่า การแต่งโคลงกลอนโดยใช้ “ไผ่(竹)” เป็นหัวข้อ โดยในภาพปรากฏผู้อาวุโสถือพู่กันยืนอยู่ข้างต้นไผ่เพื่อตระเตรียมประพันธ์บทกวี ข้างกายด้านหนึ่งมีอาคันตุกะหนึ่งชราหนึ่งเยาว์วัยยืนมองด้วยความสนใจ อีกด้วนหนึ่งเด็กรับใช้ยืนถือน้ำหมึกไว้พร้อมสรรพ บรรยากาศโดยรอบด้านหน้าเป็นต้นไผ่ชะลูดสดเขียว เบื้องหลังคือเงื้อมเงาชะง่อนผา ที่แท้ภาพนี้จำลองเหตุการณ์มองไผ่ร่ายบทกวี ของซู ตงโพ(苏东坡题竹) แห่งราชวงศ์ซ่ง ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นกวีเอกสำคัญยิ่งผู้หนึ่งในประวัติศาสตร์จีน

ภาพ  "มองไผ่ร่ายกวี" วาดโดย ตู้จิ่น(杜堇) สมัยราชวงศ์หมิง  ภาพขนาด191 x 104.5 ซ.ม.  ปัจจุบันเก็บอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้าม กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

ภาพ “มองไผ่ร่ายกวี” วาดโดย ตู้จิ่น(杜堇) สมัยราชวงศ์หมิง ภาพขนาด191 x 104.5 ซ.ม. ปัจจุบันเก็บอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้าม กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

จิตรกรใช้ลายเส้นเล็กละเอียดในการวาดภาพบุคคล จากนั้นลงสีสันเจือจางแฝงความเรียบร้อยอ่อนหวาน ซูตงโพ เครายาว อยู่ในชุดยาวกรอมเท้า ยืนตระหง่านงามแฝงความแข็งแกร่ง ใบหน้ามุ่งมั่นครุ่นคิด จิตรกรใช้น้ำหนักเข้มอ่อนของหมึกสร้างมิติใกล้ไกลให้กับต้นไผ่ พุ่มใบไผ่ในความกระจัดกระจายยังคงไว้ซึ่งระเบียบแบบแผน ฝีพู่กันพลิ้วไหวลื่นไหลดุจสายน้ำ ด้านซ้ายมีโคลงประกอบภาพจรดจารึก ระบุชื่อตู้จิ่น(杜堇)

ตู้จิ่น จิตรกรเลื่องชื่อสมัยราชวงศ์หมิง มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ. 1465 – 1487 เป็นชาวเจิ้นเจียง มณฑลเจียงซู ซึ่งอยู่ตอนกลางของดินแดนชายฝั่งทะเลตะวันออกของประเทศจีนที่มีทิวทัศน์ภูเขาแม่น้ำงดงาม จึงเป็นแหล่งกำเนิดศิลปกรรมที่สำคัญของประเทศจีนมายาวนานนับตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่งเป็นต้นมา ตู้จิ่น ถนัดวาดภาพเรื่อวราว ภูเขาดอกไม้ นกดอกไม้ และที่โดดเด่นที่สุดคือภาพบุคคลในประวัตศาสตร์ยุคก่อนหน้า ภาพบุคคลของจิตรกรผู้นี้วาดด้วยฝีพู่กันหมดจดลื่นไหลให้อารมณ์ความรู้สึกที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ จนได้รับการยกย่องว่าเป็นปรมาจารย์ด้านการวาดเส้นแห่งวงการจิตรกรรมแผ่นดินหมิง ภาพบุคคลของตู้จิ่น ถือได้ว่ามีอิทธิพลต่องานแนวเดียวกันในยุคต่อมาอย่างยิ่ง อีกทั้งตู้จิ่นยังมีความชื่นชอบในโคลงกวีอีกด้วย

ผลงานอื่นๆ ของตู้จิ่น อาทิ ภาพ "ฝูเซิงโซ่วจิง(伏生授经)" ม้วนภาพขนาด 147x104.5 ซ.ม. ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิแทน(The Metropolitan Museum of Art) สหรัฐอเมริกา

ผลงานอื่นๆ ของตู้จิ่น อาทิ ภาพ “ฝูเซิงโซ่วจิง(伏生授经)” ม้วนภาพขนาด 147×104.5 ซ.ม. ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิแทน(The Metropolitan Museum of Art) สหรัฐอเมริกา

ผลงานส่วนใหญ่ของตู้จิ่นอยู่ในยุคสมัยที่ราชวงศ์หมิงเข้มแข็ง บ้านเมืองสงบร่มเย็น ประชาชนอิ่มท้อง ซึ่งส่งผลให้ศิลปกรรมก้าวหน้าพัฒนาอย่างมาก ในช่วงเวลานั้นฐานะของศิลปินจึงได้รับการยกย่องอย่างสูง ซึ่งรวมถึงตู้จิ่นเอง ทว่าเมื่อหมิงล่มสลาย แมนจูครองเมืองก่อตั้งราชวงศ์ชิง ผลงานของตู้จิ่นกลับไม่ได้รับการยอมรับเท่าใดนัก

ทั้งนี้ สังเกตได้ว่าศิลปกรรมในประเทศจีนมักจะมีความเกี่ยวพันกับ ไผ่ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากตามความเชื่อในวัฒนธรรมจีน ไผ่ เป็นต้นไม้ที่มีความสำคัญยิ่งในหมู่ชาวจีน นอกจากนี้ ไผ่ ยังเป็นพืชที่มีประโยชน์และอยู่คู่กับชาวจีนมาอย่างช้านาน ได้รับการขนานนามว่าเป็น สามสหายแห่งเหมันต์ฤดู ร่วมกับ ต้นสนและเหมย เพราะทั้ง สน ไผ่ และเหมย ล้วนยืนต้นต้านทานอากาศหนาวเหน็บของแผ่นดินจีนได้อย่างดี จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเข้มแข็ง พากเพียร อดทน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของจริยธรรมตามลัทธิขงจื๊อ ที่มักปรากฏอยู่เสมอในงานศิลปะของจีน ทั้งในงานเขียน บทเพลง บทกวี รวมถึงภาพวาดต่างๆ โดยเฉพาะด้านงานจิตรกรรมนั้น การวาดภาพไผ่แบบจีน สามารถแยกออกมาเป็นแขนงวิชาโดยเฉพาะ เนื่องจากต้องอาศัยความสามารถทั้งด้านการใช้พู่กันจุ่มหมึก การเขียนตัวอักษรแบบจีน รวมทั้งความเข้าใจในปรัชญาความเกี่ยวพันของมนุษย์กับธรรมชาติที่แฝงอยู่ในภาพจึงจะสามารถสร้างงานออกมาได้ดี

ผลงานอื่นๆ ของตู้จิ่น อาทิ ภาพ "กงจง(宫中)" ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ซั่งไห่(เซี่ยงไฮ้) ประเทศจีน

ผลงานอื่นๆ ของตู้จิ่น อาทิ ภาพ “กงจง(宫中)” ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ซั่งไห่(เซี่ยงไฮ้) ประเทศจีน

June 20, 2014

ภาพจีนโบราณ#7 : “งานอาลักษ์สมัยฉีเหนือ” โดย “หยัง จื่อหวา”

เป่ยฉี(北齐: ฉีเหนือ) อยู่ในยุคที่นักประวัติศาสตร์จีนเรียกว่ายุคราชวงศ์เหนือใต้(ค.ศ. 420 – 589) โดยยุคสมัยเป่ยฉี กินระยะเวลาสั้นๆ เพียง 27 ปี(ค.ศ. 550 – 577) เนื่องจากกษัตริย์ในยุคนั้นโหดเหี้ยมทารุณ ทั้งยังหวาดระแวงว่าจะถูกโค่นอำนาจ จึงฆ่าฟันบรรดาขุนนางที่ไม่ได้รับความไว้วางใจไปมากมายทั้งชาวฮั่นและชนเผ่าเซียนเปย ทำให้ราชวงศ์เป่ยฉีสูญเสียความชอบธรรมและการสนับสนุนจากประชาชน อันเป็นเหตุแห่งความล่มสลาย ถูกเป่ยโจว(北周:โจวเหนือ) กลืนกินไปในปี 577 กระนั้นยุคราชวงศ์เหนือใต้ยังคงได้รับการยอมรับจากนักวิชาการรุ่นหลังว่าเป็นช่วงเวลาที่วงการจิตรกรรมรุ่งเรืองถึงขีดสุดอีกยุคหนึ่ง

ภาพ "เป่ยฉีเจี้ยวซู" หรือ "งานอาลักษณ์สมัยฉีเหนือ"  วาดโดย "หยัง จื่อหวา"  สมัยราชวงศ์เหนือใต้ ยุคเป่ยฉี(ฉีเหนือ) ขนาด 80x240 ซ.ม.(ภาพบางส่วน) ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์บอสตัน สหรัฐอเมริกา

ภาพ “เป่ยฉีเจี้ยวซู” หรือ “งานอาลักษณ์สมัยฉีเหนือ” วาดโดย “หยัง จื่อหวา” สมัยราชวงศ์เหนือใต้ ยุคเป่ยฉี(ฉีเหนือ) ขนาด 80×240 ซ.ม.(ภาพบางส่วน) ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์บอสตัน สหรัฐอเมริกา

ภาพ “เป่ยฉีเจี้ยวซู(北齐校书)” เดิมทีวาดโดยจิตรกรนาม “หยัง จื่อหวา(杨子华)” จิตรกรนามกระเดื่องที่ได้รับการขนานนามร่วมกับ “กู้ ข่ายจือ(顾恺之)” ยอดจิตรกรเอกแห่งประวัติศาสตร์แผ่นดินจีน ทว่าภาพต้นฉบับที่แท้จริงนั้นได้สูญหายไปเนิ่นนานแล้ว ส่วนภาพที่ได้รับการเก็บรักษาไว้ยังพิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์บอสตัน สหรัฐอเมริกานี้เป็นภาพเลียนแบบโดยศิลปินในสมัยราชวงศ์ซ่ง หยัง จื่อหวา เป็นจิตรกรในราชสำนัก ถนัดวาดภาพขุนนางสำคัญ ภาพทิวทัศน์อุทยาน ภาพรถม้า และโดยเฉพาะภาพม้าที่ร่ำลือกันว่าเหมือนจริงจนแทบได้ยินเสียงร้องของม้าดังออกมาจากภาพเลยทีเดียว

"ม้า" ซึ่งอยู่ในส่วนหนึ่งของภาพ "เป่ยฉีเจี้ยวซู" แสดงให้เห็นถึงฝีมือของ หยัง จื่อหวา ที่ได้ชื่อว่าเป็นจิตรกรที่วาดภาพม้าได้เหมือนจริงราวกับมีชีวิต

“ม้า” ซึ่งอยู่ในส่วนหนึ่งของภาพ “เป่ยฉีเจี้ยวซู” แสดงให้เห็นถึงฝีมือของ หยัง จื่อหวา ที่ได้ชื่อว่าเป็นจิตรกรที่วาดภาพม้าได้เหมือนจริงราวกับมีชีวิต

ภาพ “เป่ยฉีเจี้ยวซู” ได้สะท้อนบรรยากาศงานอาลักษณ์ หรืองานตรวจแก้หนังสือ ตำรา ในยุคฉีเหนือ(ค.ศ.556) รัชสมัยของพระเจ้าเหวิน เซวียนตี้(文宣帝) โดยตำแหน่งนี้ได้ริเริ่มมาตั้งแต่สมัยซีฮั่น(西汉:ฮั่นตะวันตก) จากนั้นถือว่าเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญต่อราชสำนักอย่างยิ่ง ผู้ดำรงตำแหน่งนี้จะได้รับเกียรติและความเคารพนับถืออย่างสูง โดยในภาพเป็นเหตุการณ์ที่เหล่าขุนนางกำลังจัดระเบียบ “อู่จิง(五经)” หรือคัมภีร์ทั้งห้าตามหลักปรัชญาลัทธิขงจื๊อ อันประกอบด้วย “อี้จิง(易经:โหราศาสตร์)” “ซั่งซู(尚书:ประวัติศาสตร์)” “ซือจิง(诗经:บทกวี)” “หลี่จี้(礼记:พิธีกรรม)” และ”ชุนชิว(春秋:พงศาวดารและปรากฎการณ์ธรรมชาติ)”

ในภาพ จิตรกรสร้างผลงานโดยเน้นถ่ายทอดหน้าตาท่าทางรวมทั้งการแต่งกายของบุคคลในภาพออกมาอย่างเสมือนจริง ซึ่งกลวิธีการวาดภาพเช่นนี้ถือเป็นสารัตถะสำคัญในหลักการวาดภาพที่นิยมในยุคนั้น นั่นคือการเคารพธรรมชาติตามแนวปรัชญาลัทธิสัจนิยม นอกจากนี้ยังสามารถสังเกตได้จากการลงสีที่ต้องมีความสมจริงด้วยเช่นกัน ส่งผลให้ภาพ “เป่ยฉีเจี้ยวซู” ถือเป็นภาพบันทึกประวัติศาสตร์สำคัญอีกชิ้นหนึ่งของแผ่นดินจีน

March 28, 2014

ภาพจีนโบราณ#5 :หวัง เจาจวิน โดยปรมาจารย์ภาพอีโรติกสมัยหมิง

ภาพนี้เป็นหนึ่งใน 10 ภาพชุด “เหรินอู้กู้ซื่อ” หรือ “ภาพบุคคล” วาดโดย “ฉิว อิง” สมัยราชวงศ์หมิง   ขนาด 41.4x33.8ซม.  ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้ามกู้กง กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

ภาพนี้เป็นหนึ่งใน 10 ภาพชุด “เหรินอู้กู้ซื่อ” หรือ “ภาพบุคคล” วาดโดย “ฉิว อิง” สมัยราชวงศ์หมิง ขนาด 41.4×33.8ซม. ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้ามกู้กง กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

ภาพที่นำมานี้ เป็นหนึ่งในชุด ภาพบุคคล ของจิตรกรนาม ฉิว อิง ซึ่งมีทั้งหมด 10 ภาพด้วยกัน โดยเนื้อหาของภาพเป็นการรวบรวมบุคคลสำคัญจากเรื่องราวและตำนานในประวัติศาสตร์ อาทิ นักปราชญ์ นักกวี นักดนตรี วีรบุรุษ และหญิงงาม แม้ว่างานในรูปแบบเดียวกันนี้มักจะถูกหยิบยกมาวาดโดยจิตรกรหลายยุคหลายสมัย แต่งานของฉิว อิง ที่กลายเป็นมรดกของชาติชิ้นนี้ได้ถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยแนวทางการวาด ฝีแปรง และเทคนิคพิเศษอย่างมีเอกลักษณ์ โดยภาพวาดของฉิว อิง จะมีลักษณะเรียบร้อย นุ่มนวล มีระเบียบแบบแผน และมีความละเอียดในการใช้สีสัน ถนัดการใช้สีเขียว-ฟ้า ซึ่งกลายเป็นแนวการลงสีสมัยใหม่ยุคราชวงศ์หมิง

ภาพชุดบุคคล เป็นหนึ่งในสุดยอดผลงานของฉิว อิง กริยาท่าทางของบุคคลในภาพลึกซึ้งละเอียดอ่อนสวยงาม สิ่งก่อสร้างมีเส้นสายที่เป็นระเบียบ ฝีแปรงเคลื่อนไหวอิสระแฝงความเด็ดขาด แต่นุ่มนวล และสง่างาม สีสันสอดคล้องกลมกลืนไปทั้งภาพ ผลงานภาพบุคคลชุดนี้ ไม่เพียงใส่ใจในรายละเอียดของทุกกิจกรรมของบุคคลในภาพ แต่ใส่ใจไปถึงรายละเอียดของเฉดสีสิ่งแวดล้อมภายในภาพทั้งหมด ซึ่งสะท้อนสุนทรียรสของภาพออกมาได้เป็นอย่างดี

ดังเช่นตัวอย่างที่นำมาให้ชม เป็นตอนหนึ่งที่บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติจีน เกี่ยวกับหญิงงามนาม หวัง เจาจวิน ที่ถูกจักรพรรดิฮั่นหยวนตี้ส่งไปสมรสกับข่านฮูหานเสีย แห่งเผ่าซงหนู เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี โดยเรื่องราวของหญิงงามผู้นี้มีอยู่ว่า ภายใต้การปกครองสมัยฮั่นหยวนตี้ หวัง เจาจวินถูกคัดเลือกเข้าเป็นนางสนม ตามกฎแล้วจิตรกรจะเป็นผู้วาดภาพสาวงามถวายให้ฮ่องเต้คัดเลือก ซึ่งถ้าผู้ใดติดสินบนจิตรกรก็จะวาดภาพให้จนงามพริ้ง แต่เพราะหวังเจาจวินไม่ยอมติดสินบน ภาพที่วาดออกมาจึงไม่งามเหมือนตัวจริงด้วยเหตุนี้แม้หน้าตาสวยเพียงไร นางก็ไม่เคยได้เข้าถวายการปรนนิบัติฮ่องเต้เลยแม้แต่ครั้งเดียว เมื่อข่านฮูหานเสีย แห่งเผ่าซงหนู เดินทางมาเชื่อมสัมพันธไมตรี ฮั่นหยวนตี้ได้ตัดสินใจคัดเลือกนางสนม แต่งตั้งเป็นองค์หญิงแต่งงานไปซงหนู ซึ่งหวัง เจาจวินก็ถูกคัดเลือกไปในครั้งนี้ ทว่าในวันส่งตัวหวัง เจาจวินไปแดนไกล ฮั่นหยวนตี้ได้ยลโฉมหวัง เจาจวินเป็นครั้งแรกถึงกับตะลึง และรู้สึกพิโรธจิตรกรที่วาดรูปนางอย่างมาก จึงรับสั่งให้ประหารชีวิตจิตรกรคนนั้นเสีย หลังจากที่หวัง เจาจวินแต่งงานกับข่านซงหนูสัมพันธ์สองดินแดนก็แน่นแฟ้น ไม่มีการทำสงครามระหว่างกัน แต่การจากไปครั้งนี้ ก็ทำให้นางไม่ได้กลับมาเหยียบแผ่นดินเกิดอีกเลย

ผลงานภาพ "ชุนกงฮว่า" ของ ฉิว อิง

ผลงานภาพ “ชุนกงฮว่า” ของ ฉิว อิง

จิตรกร ฉิว อิง เป็นชาวเมือง ไท่ชัง มณฑลเจียงซู เดิมเป็นช่างทำเครื่องเขิน เคยฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของจิตรกรเอก โจว เฉิน เพื่อฝึกวาดภาพ ชำนาญในการวาดภาพภูเขาลำธารบุคคลและหญิงงาม นอกจากนั้น ฉิว อิง ยังถูกขนานนามว่าเป็นปรมาจารย์ในด้านการวาดภาพอีโรติกโบราณของจีนซึ่งเรียกว่า ชุนกงฮว่า (春宫画) อีกด้วย ฉิวอิง ถูกขนานนามร่วมกับจิตรกร นาม ถัง หยิน โดยผลงานภาพชุนกงฮว่าของจิตรกรสองท่านนี้ส่งผลให้ชาวจีนรุ่นหลังยกย่องกันว่าในช่วงปลายของราชวงศ์หมิงเป็นยุคที่รุ่งโรจน์ที่สุดของภาพชุนกงฮว่า และทำให้ในยุคต่อมามีจิตรกรคนอื่นพยายามแอบอ้างชื่อไปใส่ไว้ผลงานของตัวเองก็มีมาก (หากผู้อ่านสนใจรายละเอียดประวัติศาสตร์ของภาพ ชุนกงฮว่าสามารถตามไปอ่านได้ในบทความ “ซิ่ง’ ปกขาว (จบ)” โดย วริษฐ์ ลิ้มทองกุล) http://www2.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9480000064627

 

ผลงานภาพ "ชุนกงฮว่า" ของ ฉิว อิง

ผลงานภาพ “ชุนกงฮว่า” ของ ฉิว อิง

December 3, 2013

ภาพจีนโบราณ#2 : วัวห้าตัว

ภาพ  "วัวห้าตัว" วาดโดย หาน ห่วง สมัยราชวงศ์ถัง  ขนาด 20.8 x 139.8 ซ.ม.  ปัจจุบันเก็บอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้าม กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

ภาพ “วัวห้าตัว” วาดโดย หาน ห่วง สมัยราชวงศ์ถัง ขนาด 20.8 x 139.8 ซ.ม. ปัจจุบันเก็บอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้าม กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

 

ภาพ “อู่หนิว(五牛)” หรือ “วัวห้าตัว” นั้นถือว่าเป็นภาพวาดบนกระดาษชิ้นเก่าแก่ที่สุดเท่าที่ค้นพบอยู่ในปัจจุบัน โดยในภาพประกอบด้วยวัว 5 ตัวในอากัปกิริยาที่แตกต่างกัน หนึ่งนั้นกำลังกินหญ้า หนึ่งนั้นแหงนเงยหัวขึ้นสูง หนึ่งนั้นหันมองตรงมาเบื้องหน้า หนึ่งนั้นเอี้ยวคอแลบลิ้น ส่วนอีกหนึ่งนั้นดุ่มเดินต่อไป โดยในภาพนอกจากเหล่าวัวและต้นไม้ต้นน้อยหนึ่งต้นแล้วก็มิมีอื่นใด ทำให้จุดเด่นของภาพจึงตกอยู่ที่วัวเพียงอย่างเดียว ซึ่งในความแตกต่างของรูปลักษณ์เหล่านั้น จิตรกรสามารถสะท้อนอุปนิสัยเฉพาะตัวของวัวแต่ละตัวออกมาได้อย่างมีรสชาติ ไม่ว่าจะเป็นความขี้เล่น เคร่งขรึม ขี้โวยวาย ขี้ขลาด หรือดื้อรั้น เป็นต้น โดยใช้ลักษณะของฝีพู่กัน บาง หนัก เข้ม อ่อน รวมทั้งความเร็วช้าในการตวัดฝีแปรงในการเน้นย้ำความแข็งแกร่ง มีพลังของวัวได้อย่างเสมอเหมือนจริง แสดงให้เห็นว่าจิตรกรมีความรู้ความเชี่ยวชาญเรื่องวัวในระดับปรมาจารย์ แม้ว่าลายเส้นของภาพจะดูเรียบง่าย แต่ก็สะท้อนมัดกล้ามแต่ละมัด โครงกระดูกแต่ละส่วน สีหน้า แววตา ของวัวออกมาได้อย่างน่ายกย่อง โดยเฉพาะในยุคสมัยที่เกษตรกรรมเป็นใหญ่ ภาพวัวนั้นถือว่ามีความหมายอย่างยิ่ง  โดยภาพวัวห้าตัว ของหานห่วง ภาพนี้ ได้รับการยกย่องว่าเป็น 1 ใน 10 ภาพอันทรงคุณค่าที่สุดในประวัติศาสตร์จีนอีกด้วย

หาน ห่วง จิตรกรผู้วาดภาพวัวห้าตัว มีชีวิตอยู่ในราชวงศ์ถัง ระหว่างรัชสมัยของพระเจ้าถังเสวียนจงถึงรัชสมัยของพระเจ้าถังเต๋อจง รวม 4 แผ่นดิน( ค.ศ. 723-787) หานห่วง เป็นชาวเมืองฉังอาน(ปัจจุบันคือซีอาน) เคยรับราชการในราชสำนัก ถนัดการวาดภาพบุคคลและภาพสัตว์

มีตำนานเล่าว่า ครั้งหนึ่ง จิตรกร หาน ห่วง พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการวาดภาพกับมิตรสหาย สหายผู้หนึ่ง ถามขึ้นว่า “เอ่ยถึงการวาดภาพ ลา วัว และม้า ในแวดวงจิตรกรรมล้วนพูดตรงกันว่าวาดยาก ไม่ทราบท่านมีความเห็นเช่นไร?”

หาน ห่วง ตอบว่า “คำกล่าวนี้มีเหตุผล เพราะวัว ม้า ลา เป็นสัตว์ที่คนทั่วไปคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี หากวาดผิดพลาด ย่อมถูกดูออกได้โดยง่าย ดังนั้นจิตรกรส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยนิยมวาด” จากนั้นหยุดไปครู่หนึ่ง จึงกล่าวต่อว่า “แต่ข้าพเจ้าเห็นว่า นับแต่โบราณกาลมา เกษตรกรรมคืองานพื้นฐานของใต้หล้า ส่วนวัวควายไถนา ก็เป็นสมบัติล้ำค่าของเกษตรกร ขอเพียงจิตรกรใช้ใจพิเคราะห์รายละเอียดอย่างถี่ถ้วน เชื่อว่าจะวาดภาพวัว ม้า ลา ออกมาได้ดีเอง”

เมื่อสหายได้ฟังดังนั้นก็ชื่นชมในวิสัยทัศน์ของจิตรกรเอกผู้นี้เป็นอย่างยิ่ง

วันหนึ่ง  หาน ห่วง นำผู้ติดตามเดินทางไปที่ท้องนา ชมดูวัวควายไถนาในอากาศอบอุ่นจากลมฤดูใบไม้ผลิ แว่วเสียงคนเลี้ยงสัตว์เป่าขลุ่ยอยู่บนหลังวัว ไกลออกไป พบวัวในอิริยาบถต่างๆ กันทั่วท้องนา ยามนั้นหาน ห่วง ชมดูจนเกิดความรู้สึกพิเศษ รีบสั่งในผู้ติดตามนำกระดาษวาดภาพขึ้นมา จากนั้นเขาลงมือร่างภาพวัวเหล่านั้นไว้อย่างรวดเร็ว หลังจากผ่านการแก้ไขและลงรายละเอียดราว 1 เดือน สุดท้ายจึงออกมาเป็นผลงานค่าควรเมืองที่มีชื่อว่า อู่หนิว(五牛) ชิ้นนี้

นายกรัฐมนตรีคนแรกแห่งรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน นายโจวเอินไหล ควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศระหว่างปีค.ศ.1949-1958

นายกรัฐมนตรีคนแรกแห่งรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน นายโจวเอินไหล ควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศระหว่างปีค.ศ.1949-1958

 

ภาพวัวห้าตัว ตกทอดผ่านกาลเวลาต่อมาเรื่อยๆ นับตั้งแต่สมัยถัง มาจนกระทั่งสมัยหยวน หมิง และ ชิง สุดท้ายเล็ดลอดออกไปอยู่นอกประเทศ จนกระทั่ง ต้น ค.ศ. 1950  นายกรัฐมนตรีคนแรกของสาธารณรัฐประชาชนจีนโจว เอินไหล ได้รับจดหมายแจ้งว่า ภาพวัวห้าตัวไปปรากฏอยู่ที่เกาะฮ่องกง โดยในเวลานั้น เจ้าของภาพต้องการขายในมูลค่า 1 แสนดอลลาร์ฮ่องกง(ประมาณ 5 แสนบาท) ซึ่งเป็นจำนวนเงินมากเกินกว่าที่ผู้เขียนจดหมายแจ้งมาจะซื้อได้ไหว เขาจึงหวังว่ารัฐบาลจีนจะดำเนินการขอซื้อเพื่อเก็บรักษาสมบัติล้ำค่าของชาติจีนเอาไว้ โจว เอินไหล ได้มอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรมดำเนินการติดต่อซื้อภาพดังกล่าวกลับมา โดยหลังจากผ่านการเจรจาหลายครั้ง สุดท้ายรัฐบาลจีนสามารถซื้อภาพวัวห้าตัวมาได้ในราคา 6 หมื่นดอลลาร์ฮ่องกง(ประมาณ 3 แสนบาท)

ปี ค.ศ. 1977 ภาพวัวห้าตัวจึงได้กลับสู่มาตุภูมิ ถูกส่งไปซ่อมแซมและเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้าม กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน จวบจนปัจจุบัน

November 19, 2013

ภาพจีนโบราณ#1 : คนขี่มังกร

ในสมัยที่ฉันยังเป็นเด็ก เคยได้รับของขวัญจากญาติเป็นม้วนภาพวาดจีนรูปเป็ดแมนดารินคู่ ซึ่งเป็นของขวัญชิ้นพิเศษที่ประทับใจ และยังคงแขวนไว้ ณ บ้านเดิมในต่างจังหวัดจนกระทั่งทุกวันนี้ เพราะตกหลุมรักสีสันการระบายและลายเส้นอ่อนช้อยจากปลายพู่กันในภาพ โดยที่ในตอนนั้นไม่ทราบว่าภาพดังความสื่อความหมายเช่นไร เพราะไม่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมจีนแม้แต่น้อย  เป็นเพียงแต่เห็นว่าสวยงามจึงชื่นชอบ เท่านั้น

yuanyang1

ภาพเป็ดแมนดารินคู่ สัตว์มงคลสัญลักษณ์ของความรักเดียวใจเดียว วาดโดย เสิ่น เฉวียน จิตรกรสมัยราชวงศ์ชิง

หลังจากที่ได้รับโอกาสจาก คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ให้ไปศึกษาต่อด้านภาษาจีน ณ มหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรม กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ช่วงปี พ.ศ.2546 -2550 ซึ่งถือเป็นยุคแรกๆ ที่โลกเริ่มเล็งเห็นความสำคัญของภาษาจีน มีนักศึกษาจากทั่วทุกมุมโลกเดินทางมาศึกษาภาษาจีนที่นี่

ในห้องเรียน นอกจากจะต้องเรียนคำศัพท์ ไวยากรณ์ การฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาจีนที่ถูกต้องแล้ว ยังต้องเรียนวิชาที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจีนอีกด้วย รวมถึง “จงกั๋วอี้ซู่สื่อ(中国艺术史)” หรือ  “วิชาประวัติศาสตร์ศิลปะจีน” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในวิชาพื้นฐานสำคัญ ที่นักเรียนต่างชาติต้องเรียนเพิ่มเติมเมื่อเดินทางไปศึกษาต่อทางด้านภาษาจีน และนั่นถือเป็นจุดเชื่อมต่อของความทรงจำถึงภาพวาดจีนในวัยเยาว์ของฉัน

ความรู้ในวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะจีน ทำให้ฉันทราบว่า ภาพวาดเป็ดแมนดารินที่เคยชื่นชอบ มีความหมายลึกซึ้งกว่าความสวยงามทั่วไป เพราะตามความเชื่อของชาวจีน เป็ดแมนดารินเป็นสัตว์มงคลสัญลักษณ์ของความรักเดียวใจเดียว ชาวจีนโบราณเชื่อกันว่าเป็ดแมนดารินเป็นสัตว์ที่มีผัวเดียวเมียเดียวไม่เปลี่ยนคู่จนตัวตาย เมื่อตัวใดตัวหนึ่งตายคู่ของมันก็จะตายตามไปด้วย แม้ว่าต่อมาจะมีการค้นพบว่าจริงๆ แล้วเป็ดแมนดารินมิได้ตกตายตามกัน ทว่าชาวจีนก็ยังคงยึดตามธรรมเนียมโบราณ ใช้ภาพเป็ดแมนดารินคู่ เป็นสัญลักษณ์ในวันมงคล อีกทั้งยังมักปรากฏในงานศิลปะรูปแบบต่างๆ รวมทั้งในงานจิตรกรรมของจีนที่เรียกว่า “กั๋วฮว่า” อีกด้วย

กั๋วฮว่า(国画) หรือ จงกั๋วฮว่า(中国画) คือชื่อเรียกงานจิตรกรรมที่เป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของประเทศจีนซึ่งผ่านกาลเวลามาช้านาน เป็นภาพบนกระดาษเซวียนจื่อ หรือ บนผ้าไหม ที่นำมาเข้าเป็นม้วนภาพ โดยใช้พู่กันจุ่มน้ำและหมึกในการรังสรรค์ สามารถเป็นได้ทั้งภาพบุคคล ภาพทิวทัศน์ ภาพนกดอกไม้ ภาพสัตว์มงคลดังเช่นมังกร ปลา หรือเป็ดแมนดาริน เป็นต้น

ตามประวัติศาสตร์ศิลปะจีน จัดให้งานจิตรกรรมก่อนปี 1840 เป็นภาพวาดยุคโบราณ ผลงานเหล่านี้ตกทอดสืบต่อมาในฐานะสมบัติล้ำค่าของแผ่นดิน อีกทั้งยังมีคุณูปการอันใหญ่หลวงต่อการพัฒนาจิตรกรรมยุคหลัง นอกจากนี้ไม่ว่าจะในแง่ของศิลปะการวาดหรือเนื้อหา ผลงานเหล่านี้ล้วนบ่งบอกให้ทราบถึงสภาพสังคม ความคิดปรัชญา การเมืองการปกครอง ศาสนา ตลอดจนจารีตประเพณี ณ เวลานั้นผ่านสายตาของจิตรกรยุคโบราณออกมาได้เป็นอย่างดี

เช่นเดียวกับภาพ ซึ่งมีชื่อว่า “เหรินอู้อี้ว์หลง(人物御龙)” หรือ “คนขี่มังกร” ที่นำมาให้ชมนี้ เป็นผลงานที่ได้รับการยอมรับในแวดวงศิลปะจีนว่าเป็นหนึ่งในภาพทรงคุณค่าและอาจเรียกได้ว่าเป็นจิตรกรรมชิ้นแรกๆ ในประวัติศาสตร์ชาติจีนที่ถูกค้นพบ

"เหรินอู้อี้ว์หลง(人物御龙)" หรือ "คนขี่มังกร" สมัยจั้นกั๋ว(สงครามระหว่างรัฐ) ขนาด 37.5x28 ซ.ม. ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์หูหนาน ประเทศจีน

“เหรินอู้อี้ว์หลง(人物御龙)” หรือ “คนขี่มังกร” สมัยจั้นกั๋ว(สงครามระหว่างรัฐ) ขนาด 37.5×28 ซ.ม. ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์หูหนาน ประเทศจีน

ผลงานชิ้นนี้ ถูกขุดพบภายในสุสานของรัฐฉู่ ในเมืองฉังซา มณฑลหูหนาน เมื่อปี 1973 แม้จะไม่อาจทราบได้ว่าเป็นภาพของจิตรกรคนใด แต่จากรูปแบบ ลักษณะ และวิธีการสร้างงาน คล้ายคลึงกับภาพ “หลงเฟิ่งซื่อหนี่ว์(龙凤仕女)” หรือ “มังกร หงส์ และหญิงสาว” ซึ่งถูกค้นพบก่อนหน้านั้นในปี 1949 ที่บริเวณใกล้เคียงกัน ทำให้นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าทั้งสองภาพเป็นภาพชุดเดียวกัน และน่าจะวาดขึ้นในสมัยจั้นกั๋ว(403 – 221 ปีก่อนคริสตกาล) ปัจจุบันทั้งสองภาพถูกเก็บรักษาไว้ที่ พิพิธภัณฑ์หูหนาน ประเทศจีน

ภาพ คนขี่มังกร อาจเรียกได้ว่าเป็นจิตรกรรมชิ้นแรกๆ ในประวัติศาสตร์ชาติจีนที่ถูกค้นพบ โดยรูปแบบเป็นการวาดภาพลงบนผืนผ้าไหม รายละเอียดของภาพประกอบด้วยบุคคลซึ่งเป็นชายไว้หนวด สวมใส่อาภรณ์ยาว เหน็บกระบี่ที่เอว ในมือถือเชือกบังเหียน ยืนหยัดอยู่บนเรือมังกรขนาดใหญ่ ศีรษะมังกรแหงนเงยสูง ขณะที่ร่างมังกรกลายเป็นนาวา ปลายหางมีนกกระสาเกาะอยู่ เหนือบุคคลขึ้นไปยังมีผ้าคลุมอีกหนึ่งผืน ซึ่งหากสังเกตโดยละเอียดจะพบว่าขณะที่บุคคลและมังกรมุ่งหน้าไปทางซ้าย สายลมด้านบนกลับพัดริบบิ้นบนผ้าคลุมไปทางขวา เน้นย้ำให้รู้สึกถึงความแข็งแกร่งของผู้ที่ควบขับเรือมังกรต้านกระแสลมไปข้างหน้า

“ในวัฒนธรรมจีน เชื่อว่ามังกร เป็นหนึ่งในสัตว์เทพซึ่งเป็นตัวแทนของความเป็นสิริมงคล ความยิ่งใหญ่ คุณธรรมความดี อีกทั้งชาวจีนยังมีความเชื่อว่ามังกรสามารถขึ้นสวรรค์-ลงสมุทร นำพามนุษย์หรือเทพเจ้าท่องไปทุกหนแห่ง ซึ่งที่มาของสัตว์วิเศษนี้ยังคงไม่ชัดเจน บางคนเชื่อว่ามังกรเป็นจินตนาการที่รังสรรค์ขึ้นจากจระเข้ บ้างว่ามาจากงู บ้างว่ามาจากหมู หรือบางรายถึงขนาดเชื่อว่า มังกรในยุคแรกๆ นั้นก็คือ สายฟ้าที่ฟาดลงมาในระหว่างฝนฟ้าคะนองนั่นเอง แต่ตามความเห็นของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในปัจจุบัน เชื่อว่ามังกรเป็นสัตว์เทพที่ตกผลึกจากการผสมผสานของสัตว์หลายประเภทเข้าด้วยกันโดยมี “งู” เป็นส่วนประกอบหลัก กล่าวคือ ลำตัวของมังกรมาจากงู ศีรษะมาจากหมู เขามาจากกวาง หูได้จากวัว หนวดมาจากแพะ กรงเล็บของอินทรี และเกล็ดของปลา” (ที่มา: กำเนิดพญามังกร…สัตว์มงคลของชาวจีน, ผู้จัดการออนไลน์)

แม้ว่ามังกรอาจจะมิใช่สัตว์ที่มีอยู่จริงบนโลกมนุษย์ เป็นเพียงจินตนาการอันบรรเจิดของคนโบราณ ทว่าการปรากฏภาพมังกรบนงานศิลปะหลายแขนงในแต่ละยุคสมัยของชนชาติจีน ก็สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อ ค่านิยม และทัศนคติของคนในยุคสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี ดังเช่น ภาพคนขี่มังกรนี้ อาจตีความได้ถึงความใฝ่ฝันของมนุษย์ที่จะพิชิตธรรมชาติ โดยเชื่อว่าวิญญาณหลังความตายนั้นสามารถขี่มังกรเพื่อขึ้นไปสถิตอยู่บนสวรรค์

จากภาพ นักประวัติศาสต์ศิลปะจีนสันนิษฐานกันว่าเป็นการวาดภาพอวยพรให้กับบุคคลในภาพผู้ล่วงลับ ซึ่งเป็นเจ้าของสุสานที่พบภาพดังกล่าว ให้ดวงวิญญาณได้โดยสารเรือมังกรขึ้นสวรรค์ ส่วนนกกระสาในวัฒนธรรมจีนถือเป็นสัญลักษณ์ของเทพเจ้าหรือเซียน เมื่อมีนกกระสาเกาะไปด้วย ก็หมายถึงชายผู้นี้ได้หมดสิ้นภาระบนโลกมนุษย์และโดยสารเรือมังกรมุ่งไปสู่วิถีแห่งเซียนวิเศษแล้วนั่นเอง

นอกจากนั้น ผลงานชิ้นนี้ยังถือว่าเป็นภาพเก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์ที่มีการใช้ผงทองระบายบนภาพ ลายเส้นของภาพบุคคลลื่นไหลหมดจด ส่วนมังกร นกกระสา และผ้าคลุม ใช้เทคนิคการแรเงาเป็นพื้นฐานสำคัญ

"หลงเฟิ่งซื่อหนี่ว์(龙凤仕女)” หรือ "มังกร หงส์ และหญิงสาว" ซึ่งถูกค้นพบก่อนหน้านั้นในปี 1949

“หลงเฟิ่งซื่อหนี่ว์(龙凤仕女)” หรือ “มังกร หงส์ และหญิงสาว” ซึ่งถูกค้นพบก่อนหน้านั้นในปี 1949

จากคนที่ไม่เคยสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศจีนแม้แต่น้อย เมื่อสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมปักกิ่ง ฉันเดินทางกลับมาประเทศไทย ทำงานซึ่งต้องเกี่ยวข้องกับการแปลภาษาจีนแทบทุกวัน งานซึ่งไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าตนเองจะสนใจและสามารถทำได้ เมื่อไหร่ที่มีโอกาสเดินทางกลับไปเยี่ยมครอบครัวยังภูมิลำเนาเดิม ทุกครั้งเมื่อมองภาพเป็ดแมนดารินคู่บนผนังบ้าน ก็อดคิดไม่ได้ว่า คงเป็นพรมลิขิตบางประการที่ชักนำฉันเข้าสู่เส้นทางแห่งองค์ความรู้ไม่สิ้นสุดของโลกบูรพาอันกว้างใหญ่นี้

 

© 2019 我的抽屉里 Drawer of Memories  Hosted by mblog Sites