Tanya-Rapeseed Blog

ประสบการณ์ชีวิต และการทำงานในอังกฤษ

ปฏิทินส่วนตัว (ไม่นู้ด)

September21

 

เดือนกันยายนทุกปีในชีวิตของฉันมีความสำคัญเป็นอย่างมากเนื่องจากเป็นวันเกิดของพ่อ ไม่ว่าจะอยู่ไกลหรือใกล้บ้านสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยขาดคือบอกรักพ่อและพาพ่อไปทานข้าวนอกบ้าน แต่สี่ปีมานี้เดือนกันยายนสำหรับฉันกลับมีความหมายมากขึ้น…

 

.

 

ฉันเริ่มงานที่นี่ในเดือนกันยายนเมื่อสี่ปีที่แล้ว สิ่งที่ฉันจำได้เกี่ยวกับเดือนนี้คืออากาศที่เริ่มเย็นลง แสงอาทิตย์ที่เคยเจิดจ้าในฤดูร้อนตอนสามทุ่มเริ่มหายไป วันเริ่มสั้นลงสองทุ่มก็มืดแล้ว ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสี ถนนหนทางเงียบเหงาคนท้องถิ่นส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ในบ้าน เพียงหกโมงเย็นฉันแทบจะเป็นเพียงคนขับรถคนเดียวอยู่ในชนบทเล็กๆแห่งนี้ ตอนนี้กระจกรถยามเช้าก็เป็นฝ้าเพราะอากาศหนาวเย็นแล้ว ยังมีฝนตกเป็นบางวัน แต่วันนี้อากาศอุ่นขึ้น เอาแน่นอนกับอากาศที่นี่ไม่ได้เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเห็นคนท้องถิ่นห่อหุ้มด้วยเสื้อผ้าหนาๆหน้าหนาวและอีกมือถือร่ม อากาศช่างเปลี่ยนแปลงได้ง่ายดาย

 

 

 

 

 

 

นอกจากครอบครัว งาน สิ่งที่ฉันให้ความสำคัญคือมิตรภาพระหว่างเพื่อน ฉันเป็นเด็กหอตั้งแต่วัยรุ่น ฉันจึงเติบโตมากับเพื่อนๆ เรียนผิดเรียนถูกและบริหารอิสรภาพเอง เพื่อนเป็นสิ่งสำคัญและเป็นความประทับใจในชีวิต บางครั้งเมื่อมีปัญหาคนที่ยืนอยู่เคียงข้างเสมอคือเพื่อน สิ่งที่ขาดแคลนในชีวิตต่างแดนของฉันคือเพื่อนที่มีภูมิหลังคล้ายๆกันที่เมืองไทย สาวไทยที่นี่มีน้อยส่วนใหญ่เขาอยู่ในเมือง และยิ่งมีน้อยลงไปเมื่อความคิดเห็นที่ขัดแย้งในทางการเมืองของไทยเพิ่มมากขึ้น ฉันเคยคิดว่าฉันมีสามีเป็นเพื่อน มีงานสองจ็อบ มีเรื่องเรียน การฝึกอบรม แค่นี้เวลาก็หมดไปในแต่ละวันอย่างไม่รู้ตัว แต่ต้องสารภาพว่ามันยังไม่เพียงพอเพราะคนเรามีความต้องการด้านสังคมด้วย สิ่งที่ฉันทำเพื่อทดแทนการขาดเพื่อนที่เมืองไทยคือการมีบล็อกนี้เอง ปัญหาของฉันคือความไม่สม่ำเสมอในการตอบความคิดเห็นและตามไปเยี่ยมเพื่อนที่บล็อก ขอขอบคุณและขอโทษเพื่อนๆมา ณ ที่นี่ด้วยคะ

 

 

เพื่อนของฉันคนหนึ่งกำลังจะกลับประเทศฟิลิปปินส์เป็นการถาวร เวลาสามเดือนที่เธอมาอยู่กับน้องฟ้า(น้องสาวไทย)ทำให้เราได้รู้จักสนิทสนมกันมากกว่าตอนที่ทำงานด้วยกันเสียอีก สองวันเธอจะกลับบ้านแล้ว ฉันถามเธอว่าอยากไปเที่ยวที่ไหนบ้างเพราะว่าโอกาสข้างหน้าเราคงจะได้เจอกันน้อยมาก นอกจากฉันไปฟิลิปปินส์ หรือเธอมาเที่ยวเมืองไทยช่วงที่ฉันกลับบ้าน หรือฉันไปหาเธอที่อเมริกา ที่ซึ่งเธอจะบินไปทำงานกับสามีที่ตั้งรกรากอยู่ที่โน่น สำหรับการไปอเมริกาของฉันนั้นโอกาสมีน้อยมาก เพราะถ้าฉันมีเวลาประเทศที่ฉันอยากไปที่สุดคือเมืองไทย

 

 

 

อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาของซินเธียใกล้จะหมดลงที่นี่ ฉันถามเธอว่าอยากไปเที่ยวที่ไหนเธอบอกว่าอยากไปบาธ สลิมบริดจ์ (Slimbridge-หมู่บ้านข้างเคียงของฉัน) และเวสตันเบิร์ท แหล่งท่องเที่ยวใกล้โปโลคลับของฟ้าชายชาร์ลส์ มีชื่อเสียงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชั้นนำของโลกในฤดูใบไม้ร่วง ฉันจึงพาเธอท่องเที่ยวไปในสถานที่ดังกล่าว โชคดีที่วันนั้นมีการแข่งคริกเก็ตกัน

 

 

บาธอยู่ห่างจากบ้านเราเพียงการขับรถสี่สิบนาที ฉันพาซินเธียเที่ยวสะพาน Pulteney สวนสาธารณะ Bath Abbey นั่งฟังศิลปินอิสระร้องเพลงเพื่อให้คนบริจาคเงิน ไปทานร้านอาหารไทย

 

 

 บาธเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก อายุมากกว่าสองพันปี เป็นเมืองโรมันสปาเก่าแก่ตั้งแต่ ค.ศ.43 ประชากรประมาณ 83,992 คน  อยู่ห่างจากลอนดอน 97 ไมล์ ประกาศให้เป็นเขตมรดกโลกตั้งแต่ปี 1987

 

 

บาธมีนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวแบบค้างคืนต่อปีมากกว่าหนึ่งล้านคน และมีนักท่องเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับตกปีละประมาณ 3.8 ล้านคน ที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงและใช้งบประมาณมหาศาลเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากมุมโลกคือพิพิธภัณฑ์ซึ่งเพิ่งเปิดให้เข้าชมอีกครั้งในเร็วๆนี้ งบประมาณที่ทุ่มลงไปที่ใช้ปรับปรุงครั้งใหม่นี้คือ 11 ล้านปอนด์

 

 

 

 

 

 

 

อาหารไทยที่บาธ

น่ายินดีที่อาหารไทยมีชื่อเสียงที่ดีและได้รับการอุดหนุนจากคนท้องถิ่น สาวไทยที่มีคู่สมรสเป็นคนท้องถิ่นและตลอดจนชาวต่างประเทศที่มาท่องเที่ยว ที่บาธมีร้านอาหารไทยอยู่ 10 ร้าน ล้วนอยู่ในทำเลที่ดีและหาง่าย ร้านประจำของฉัน เจ้าของเป็นสาวอิสานที่แต่งงานกับคนท้องถิ่นและทำธุรกิจร้านอาหารที่นี่ ซินเธียชอบอาหารไทยแต่ต้องไม่เผ็ดมาก เจ้าของร้านยกต้มยำปลาสูตรแซ่บมาให้ฉันชิมฟรีหนึ่งถ้วยเล็กๆ อร่อยมากฉันคิดถึงอาหารไทยรสจัดๆที่สุด

 

 

 

ฉันถามซินเธียและน้องฟ้าว่าที่ไหนที่เราไปกันและสาวทั้งสองประทับใจที่สุด ซินเธียและน้องฟ้าต่างตอบว่าสลิมบริดจ์ (เวบแคมที่อยู่ด้านขวามือของบล็อกนี้คะ) วันที่เราไปเที่ยวสลิมบริดจ์กันนั้นท้องฟ้าสลับมืดและมีแสงแดด สลิมบริดจ์เป็นสถานที่มีชื่อเสียงระดับโลกในการมาดูหงส์ นกฟลามิงโก้ เป็ด และนกอื่นๆที่หายาก แต่ละปีจะมีนักส่องนกจากทั่วโลกแบกกล้องส่องนกมาที่นี่คะ ภายนอกดูเป็นอาคารเก่าๆที่ประกอบไปด้วยไม้ แต่ข้างในสะดวกสบาย สวยงามและทันสมัย มีห้องนิทรรศการชีวิตสัตว์ มีร้านขายของระลึกบอกไว้ก่อนว่าแพงแต่ก็เพื่อสนับสนุนโครงการนี้ให้อยู่รอดเพราะว่างบประมาณที่ใช้ในการจ่ายเงินเดือนพนักงาน อาหารสัตว์ และเพื่อบำรุงรักษาสถานที่นี่เป็นเงินโขอยู่ มีร้านอาหารเครื่องดื่ม ขนมที่ซึ่งมองออกไปเห็นฟลามิงโก้ฝูงสีชมพูสวยงามน่าตื่นตาตื่นใจจริงๆคะ ค่าเข้าชมคนละ 8.60 ปอนด์ ราคาเดียวกับที่เข้าชมเวสตันเบิร์ท สวนพฤกษศาตสร์ แต่ฉันโชคดีที่จูน ลูกสาวลูกค้าที่ฉันดูแลอยู่ให้ฉันใช้บัตรที่เธอเป็นสมาชิกอยู่ (คนที่มีภูมิลำเนาอยู่ที่สลิมบริดจ์จ่ายค่าสมาชิกเดือนละสองปอนด์ สามารถเข้าชมสวนนกนี้ได้ทุกวันตลอดปี บัตรหนึ่งๆใช้เข้าชมได้สองคน) เราสามสาวจึงจ่ายเพียงตั๋วเดียว ฮาฮา สบายไป แต่เราก็ซื้อดอกไม้ไปขอบคุณจูนที่มีน้ำใจกับเรา

 

 

 

นกฟลามิงโก้มีคอที่ยาวกว่าปกตินั้นก็เพื่อไว้ใช้หาอาหารและขู่สัตว์อื่นๆที่จะมารุกราน (คงหมายถึงคนด้วย ฮาฮา) ตัวผู้และตัวเมียไม่แตกต่างกัน นกฟลามิงโก้ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงตามทะเลสาบหรือหนองบึงที่มีน้ำเค็ม ทำรังด้วยโคลน นกฟลามิงโก้เมื่ออายุ 6 ปี จะเริ่มผสมพันธ์ในฤดูหนาวและออกไข่ได้ทีละหนึ่งใบ ตัวผู้และตัวเมียจะร่วมรับผิดชอบในการฟักไข่ จะใช้เวลาในการฟักประมาณ 28-32 วัน

 

อาหารของนกฟลามิงโก้คือ ไรน้ำ ลูกกุ้ง ลูกปลา แพลงตอน และสาหร่ายบางชนิด

 

 

ถิ่นอาศัย อยู่แถวบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทวีปแอฟริกา อ่าวเปอร์เซีย และอินเดียตะวันตกเฉียง

เหนือ ฝรั่งเศส และอเมริกาใต้

 

 

ในช่วงปี1980 ไข่ของฟลามิงโก้ถูกล่ามาเป็นอาหารกว่าหมื่นๆใบและปัจจุบันนกฟลามิงโก้ก็ยังถูกล่าอยู่ ที่สลิมบริดจ์นี้เขามีรั้วป้องกันสุนัขจิ้งจอก จำนวนประชากรของฟลามิงโก้ลดลงเนื่องจากถูกล่าและระยะหลังนกฟลามิงโก้มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปคือการจับคู่กันของฟลามิงโก้หนุ่มๆ !!

 

 

ฉันบอกซินเธียว่าฉันคงคิดถึงเธอแต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับเธออาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเพราะอย่างน้อยเธอตัดสินใจกลับบ้านและไปสมทบกับสามีที่อเมริกา อย่างน้อยที่สุดเมื่อชีวิตไม่เป็นไปตามหวังเรายังมีบ้านให้กลับ ยังมีคนรักที่รออยู่ และมีโอกาสใหม่ๆในชีวิต ทริปเที่ยวของเราสามสาวจบลงอย่างน่าประทับใจและน้องฟ้าได้รับการชื่นชมจาก สว ที่นั่งรถเข็นมาเที่ยวกันแต่มีความยากลำบากในการเปิดประตูเพื่อเข้าไปดูนกอื่นๆ สว ถามน้องฟ้าว่ามาจากไหน เธอตอบว่ามาจากประเทศไทยด้วยความภาคภูมิใจ สว ยิ้มให้อย่างขอบคุณ

 

 

 

 

คงดีไม่น้อยที่ทุกคนจะแสดงออกซึ่งความช่วยเหลือเกื้อกูลกันในยามที่จำเป็น ไม่ต้องให้ในสิ่งที่ยิ่งใหญ่อาจเป็นเพียงความช่วยเหลือเล็กๆแต่ถ้ามันเกิดขึ้นซ้ำๆเป็นล้านๆครั้งย่อมสร้างความแตกต่างในสังคมที่เราอยู่ร่วมกันได้ ขอบคุณที่แวะมาอ่านและขอบคุณความเห็นจากบล็อกเก่าเดี๋ยวตามไปเยี่ยมเพื่อนๆคะ

 

You must be logged in to post a comment.