Tanya-Rapeseed Blog

ประสบการณ์ชีวิต และการทำงานในอังกฤษ

สุขทุกข์เป็นปกติของชีวิต (จริงหรือ?)

November1

ชีวิตคนเรามีฤดูกาลที่แตกต่างออกไป…..ฤดูร้อนที่สดใสดั่งดอกไม้ได้สายฝนและแสงแดดที่เพียงพอ ฤดูใบไม้ร่วง….ฤดูหนาวที่วันเป็นสีเทาหนาวเยือกและไร้แดด มีฤดูใบไม้ผลิที่ต้นไม้ผลิใบอีกครั้งคืนสีเขียวให้ธรรมชาติและดอกไม้หลากสีสดสวย…..

 

.

 

วันฮัลโลวีน 2011

เป็นวันหยุดวันเดียวในสัปดาห์นี้ ฉันใช้เวลาอย่างขี้เกียจทำงานบ้าน ทำการบ้านเรื่องจิตเวช ทำรายการจ่ายของเข้าบ้านอาทิตย์นี้ รอไปรษณีย์มาส่งหนังสือ อ่านข่าวน้ำท่วมที่เมืองไทย คุยกับเพื่อนๆเอ็มบล็อกและเฟซบุ้ค(สื่อสารด้านเดียว ฝากข้อความไว้มีเวลากลับมาตอบอีกครั้ง) โทรศัพท์หาแม่ที่เมืองไทยผ่านโทรศัพท์ระหว่างประเทศราคาถูกเพียงนาทีละหนึ่งเพ็นนี

ถามข่าวน้ำท่วมที่บ้านอุดรธานี เป็นปกติทุกปีในหน้าฝนที่น้ำจะเอ่อท่วมโรงรถหรือนาข้าวเพียงไม่กี่วันน้ำก็ลดไม่ได้ทำความเสียหายมากมายอะไร มีเฉพาะตัวอำเภอรอบนอกที่เสียหายบ้างแต่เทียบไม่ได้กับความเสียหายที่เกิดขึ้นใน กทม หรือจังหวัดอื่นๆ 60 จังหวัดของไทยในปัจจุบัน

ฉันมีญาติอยู่ กทม หลายคนแถวนนทบุรีและเขตลาดปลาเค้า ที่นนทบุรีคุณน้าและญาติๆขนของขึ้นชั้นสามของบ้าน ร้านตัดเย็บและขายชุดนักเรียนในตลาดขัวญเสียหาย คุณน้าอีกคนที่ลาดปลาเค้าอพยพไปอยู่อุดรธานีชั่วคราวหนีน้ำท่วม แม่เล่าว่าชาวบ้านในหมู่บ้านที่ไปตั้งถิ่นฐานที่ กทม อพยพกลับมาบ้านทั้งครอบครัว มีคนหนีน้ำท่วมจาก กทม เยอะมากทำให้หมู่บ้านคึกคัก เรื่องราวที่แม่เล่าทำให้ฉันนึกถึงเมื่อครั้งทำงานในโครงการช่วยเหลือชาวบ้านที่ตกงานยุคที่เมืองไทยตกต่ำด้านเศรษฐกิจช่วงโรคต้มยำกุ้ง ในช่วงนั้นเมื่อฉันออกไปทำงานภาคสนามฉันเห็นชาวบ้านได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้างงานเป็นจำนวนมาก ฉันมั่นใจว่าวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่ในรอบครึ่งศตวรรษนี้อาจมีผลกระทบเป็นวงกว้างมากกว่าช่วงต้มยำกุ้งหลายเท่านัก

…………………………………………………………………………………

 

เมื่อตืนนี้ฉันเข้าไปกล่าวราตรีสวัสดิ์กับคุณตาโจ ทหารเรือเก่าแห่งราชนาวีอังกฤษ คุณตาโจไม่สบายมากคุณหมอบอกว่าคุณตาเหลือเวลาในโลกนี้ไม่เกิน  5 เดือน ด้วยโรคร้ายที่รุมเร้าทำให้คุณตาอ่อนแอกว่าปกติ คุณตาจับมือฉันและโดยไม่คาดหวังคุณตาโน้มตัวฉันลงไปกอด หน้าอุ่นๆของคุณตาซุกอยู่ที่คอ หยดน้ำตาไหลริน

'ธันยา ฉันจะผ่านค่ำคืนนี้ไปได้อย่างไร ฉันเจ็บปวดเหลือเกิน ขอให้ฉันตายไปได้ไหม'

'ฉันเข้าใจว่าความเจ็บปวดทำให้คุณตาพูดแบบนั้น คุณตาไม่ได้หมายความเช่นนั้นใช่ไหมคะ '

'คุณตายังไม่ได้อยู่ในภาวะนั้นหรอกคะ ทานยาแล้วพยายามนอนให้หลับนะคะ มะรืนพบกันใหม่'

…..น้ำตาคุณตาเปื้อนชุดทำงานของฉัน ตลอดเวลาที่ขับรถกลับบ้านฉันไม่อาจลืมสีหน้าและแววตาของคุณตาได้

 

 

…………………………………………………………………………………….

ฉันสตาร์ทรถตั้งใจว่าจะไปเทสโก้ซื้ออาหารมาเก็บไว้ทานสำหรับอาทิตย์นี้ เหลือบไปเห็นซาร่ากำลังพาน้องหมาชื่อชาร์ลีไปเดินเล่น อากาศวันนี้ไม่หนาวมากหลังฝนตกใบไม้เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแดง เราเพิ่งหมุนเวลากลับมาเหมือนดิม ซึ่งเป็นสัญญาณว่าฤดูหนาวได้เริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ซาร่าบอกว่าจะไปซื้อของขัวญคริสต์มาสในตัวเมืองกลอสเตอร์และชวนฉันไปด้วย ฉันพยักหน้ารับอย่างง่ายดาย ฉันปิดประตูรถตัวเองและเดินไปขึ้นรถของซาร่า

การผูกมิตรกับเพื่อนบ้านเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งยามที่สามีอยู่ระหว่างท่องเที่ยวและใช้ชีวิตที่เมืองไทย ซาร่าเป็นแม่ที่เลี้ยงลูกชายตามลำพังหลังจากหย่าร้าง (ขออภัยเจ้าของบล็อกไม่ชอบคำว่า 'แม่เลี้ยงเดี่ยว' ขออนุญาตเลี่ยงที่จะใช้คำเรียกนั้น)

ซาร่าทำงานเพียง 16 ชั่วโมงต่ออาทิตย์ก็พออยู่ได้เพราะเธอใช้ชีวิตอย่างพอเพียงด้วยเงินเดือนเพียงเดือนละ 500 ปอนด์และเงินสวัสดิการของรัฐช่วยเหลือ

ซาร่าไม่รีรอที่จะถามเรื่องน้ำท่วมเมืองไทย ทุกคนที่นี่จะชวนสนทนาด้วยเรื่องนี้ทั้งนั้นหากรู้ว่าฉันเป็นคนไทย หลายๆคนฉงนว่าทำไมมูลค่าความเสียหายจึงมหาศาลนัก ฉันมีคำตอบให้……เพราะเมืองไทยมีผู้นำมือใหม่หัดขับ บทสนทนามักจบลงหรือเปลี่ยนหัวข้อใหม่ กฏเหล็กนี้ยังใช้ได้เสมอว่าอย่าสนทนาในหัวข้อนี้หากคุณไม่สนิทเพียงพอ……การเมือง ศาสนา ยังเป็นหัวข้อต้องห้ามเสมอ

เราย้ายบทสนทนาไปที่เรื่องหวาดเสียวซึ่งเกิดขี้นอย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อปี ในหมู่บ้านของเรามีถนนต่างระดับซึ่งข้างล่างของถนนนี้คือมอเตอร์เวย์สู่ลอนดอนและไม่ไกลกันคือทางรถไฟ ซาร่าเล่าว่ามีคนกระโดดลงไปให้รถไฟทับ……

'เธอ' คนนั้นคงมีปัญหาที่แก้ไม่ตกจนถึงกับฆ่าตัวตาย ปัญหานั้นคงจะหนักหนาสาหัสเพราะเธอทิ้งลูกเล็กๆ 3 คนไว้เบื้องหลัง

ไม่ว่าเราจะเป็นประชากรอาศัยอยู่ในประเทศไหน การใช้ชีวิตนั้นมีความกดดันอยู่รอบข้าง การมีสติ การใช้ชีวิตอย่างพอเพียงตามกำลังภาวะทางเศรษฐกิจ ดูเหมือนจะปรับใช้ได้ทุกสังคม ในประเทศที่พัฒนาแล้วที่เผชิญกับภาวะทางเศรษฐกิจตกต่ำ ตกงาน การมีหนี้สินพ้นตัว ความนิยมทางวัตถุที่มากเกินไปก็นำมาซึ่งหายนะ

ส่วนในประเทศที่กำลังพัฒนาในยามวิกฤตที่ชีวิตหลายล้านคนตกอยู่ในกำมือของผู้นำที่ไม่มีความสามารถและมือไม่ถึงนั้นนำพาทั้งประเทศและชะตากรรมของประชากรสู่ก้นเหว ในวันที่ประชาชนมีความทุกข์สาหัสจากภัยธรรมชาตินั้น หลายคนคงได้ตระหนักว่าการเมืองนั้นมีอิทธิพลเหนือชีวิตของคนเราอย่างมากมาย และเชื่อว่าในวันที่ประชาชนทุกข์ทีสุดนั้นเขาต้องการแค่การมีชิวิตง่ายๆในบ้านของพวกเขาที่เคยอยู่โดยไม่มีน้ำล้อมรอบเหมือนทุกวันนี้และที่ยากไปกว่านั้นคือความไม่รู้ชะตากรรมของตัวเองว่าต้องเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ไปนานเท่าใด…….

 

ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมทุกคนคะ ขอบคุณที่แวะมาอ่าน

You must be logged in to post a comment.