Tanya-Rapeseed Blog

ประสบการณ์ชีวิต และการทำงานในอังกฤษ

บันทึกสาว(ไม่)โสด

April2

 

เพื่อนที่ฉันสนิทที่สุดมาจากอัฟริกา เราเป็นคนต่างถิ่นและทำงานหนักเหมือนๆกันมาจากครอบครัวใหญ่และต้องช่วยดูแลครอบครัวที่อยู่ไกล วันหนึ่งเธอชวนฉันไปเดินเล่นหลายๆไมล์ ฉันบอกเธอว่าวัฒนธรรมการเดินเล่นไกลๆไม่ใช่วัฒนธรรมไทย …..เธอย้อนว่าอะไรคือวัฒนธรรมของเธอ !!??

 

.

 

ฉันนิ่งไปชั่วขณะก่อนคิดได้ว่าละครหลังข่าวร้อยละร้อยมีฉากพบปะกันที่โต๊ะอาหาร…..แม้แต่สามีของฉันก็มีข้อสังเกตว่าเวลาสาวไทยพบกันเรามีกิจกรรมเพียงสองอย่างเท่านั้นคือกินและเม้าท์ ……ฉันบอกเพื่อนสนิทของฉันว่าส่วนใหญ่เมื่ออยู่เมืองไทยฉันมักนัดพบเพื่อนๆที่ร้านอาหาร หรือคาราโอเกะ กิน ร้องเพลงและคุยพบปะกันด้านสังคม ซึ่งแตกต่างจากที่นี่ที่คนท้องถิ่นพบกันก็ดื่มและคุยกันที่ผับหรือร้านกาแฟ แล้วแยกย้ายกันไปกินอาหารที่บ้าน(เพราะว่าการทานอาหารที่ร้านนั้นแพง)

 

เพื่อนของฉันคนนี้มีฉันเท่านั้นที่เป็นเพื่อนสนิทเพราะเธอฝังใจว่าคนที่นี่เหยียดผิวอย่างรุนแรง เธอเคยเป็น ผช อาวุโสแต่คนท้องถิ่นไม่ทำตามคำสั่งหรือคำแนะนำของเธอ เธอลาออกจากตำแหน่งนั้นเป็นเพียง ผช พยาบาลธรรมดา เธอตื้นตันใจที่ฉันใส่ใจในความรู้สึกของเธอและเชิญเธอไปทานอาหารด้วยกันบ่อยๆและไปเดินเล่นคุยกันในวันอากาศดีๆ เพื่อนคนนี้มีสามีเป็นคนท้องถิ่นผู้น่ารักและรักเธอมากๆ เขาทั้งสองพบกันที่อัฟริกาเมื่อสามีของเธอไปทำงานที่โน่น เธอติดตามสามีมาอยู่อังกฤษ

 

การคบกันของเราต่างเติมเต็มและแลกเปลี่ยนประสบการณ์การต่อสู้ในดินแดนของสามี …..การทำงานหนักและการเข้าอบรบคอร์สต่างๆเป็นสองวิธีที่ทำให้เราเพิ่มขีดความสามารถและแข่งขันกับคนท้องถิ่นในที่ทำงานได้ เราพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้หลายหัวข้อ ในส่วนของฉันเธอเติมเต็มบทสนทนาที่ฉลาดและลึกซึ้ง ……เป็นสิ่งเดียวที่ฉันกระหายและขาดแคลนในชีวิตประจำวันด้านสังคม (นอกจากสามีแล้ว เพื่อนคนไทยที่ฉันมีอยู่น้อยนิดเพราะเธอเหล่านั้นส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ๆ และสาวไทยที่นี่ก็มาจากภูมิหลังที่แตกต่างกันมาก โดยเฉพาะเมื่อมีความขัดแย้งอย่างรุนแรงด้านการเมืองของไทย เราต่างก็ระมัดระวังและหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงการเมืองไทย ซึ่งข้อนี้ทำให้ฉันอีดอัดและเสียเพื่อนที่มีอุดมการณ์ด้านการเมืองที่แตกต่างกัน)

 

บางทีการคบเพื่อนต่างถิ่นที่ไม่มีอคติหรือแนวคิดด้านการเมืองโน้มเอียงไปในทางใดกลับดีเสียกว่าคนที่มาจากถิ่นเดียวกัน….. บทสนทนาของเราครอบคลุมไปทั่วตั้งแต่เรื่องงาน เรื่องส่วนตัว เรื่องแฟชั่น เพื่อนของฉันมีร้านรองเท้า กระเป๋า และให้เช่าชุดแต่งงานที่บ้านของเธอ หลายๆครั้งฉันก็ไปเป็นเพื่อนช็อปปิ้งซื้อของลดราคาที่นี่ส่งไปบ้านของเธอ สาวๆประเทศของเธอก้บ้าแบรนด์เนมเหมือนกัน !!

 

วันนี้อากาศดีมีแสงแดดแม้จะหนาวนิดหน่อย (12 องศาเซลเซียส) เมื่อฉันไปเข้าเวรตอนเข้าอากาศติดลบหนึ่งองศาเซลเซียส เป็นอาทิตย์ที่อากาศแปลกประหลาด (หรือเป็นเพราะตลกร้ายวัน April fool 's day 555 ) อากาศเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ แต่เพราะเรามีความคาดหวังว่าอากาศจะดีเหมือนอาทิตย์ที่ผ่านมาที่แดดแจ๋และร้อนถึงยี่สิบสององศาเซลเซียส เราปรับเวลาให้เร็วขึ้นหนึ่งขั่วโมงสำหรับฤดูร้อนเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปอากาศจะเย็นลงเรื่อยๆ เขาพยากรณ์ว่าอาจมีหิมะตกในปลายสัปดาห์ ไม่อยากจะเชื่อเลย……

 

เราเดินเล่นกันไปเรื่อยๆดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิออกดอกสวยงามแดฟโฟดิลใกล้จะวาย

 

 

 ดอกแม็กโนเลียก็ร่วงเป็นส่วนใหญ่คงเพราะอากาศร้อนมากๆเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา

 

 

ดอกเชอร์รี่กำลังจะบาน ……

 

 

เราเดินผ่านปั๊มน้ำมันหลายๆวันมานี่คนก็ยังตระหนกกับสาส์นที่ผิดพลาดของรัฐบาลเลยตุนน้ำมันจนบางปั๊มน้ำมันขาดแคลน พักนี้แทนที่เราจะถามไถ่กันถึงเรื่องดินฟ้าอากาศ บทสนทนาก็เปลี่ยนไปว่าเธอไปเติมน้ำมันเต็มถึงหรือยัง 555555

 

เราแวะไปเคารพหลุมศพ สว ของเราที่เสียชีวิต ที่ฝังศพของหมู่บ้านนั้นอยู่ใกล้ๆแนวป่า

 

ฉันพยายามแนะนำเพื่อนสาวชาวอัฟริกันว่า สุภาษิตไทยนั้นสอนให้เก็บความไม่ชอบใจไว้ข้างใน แบบน้ำขุ่นไว้ในน้ำใสไว้นอก อย่างน้อยเมื่อต้องประสานงานกับคนหมู่มากการไม่ประกาศเป็นศัตรูกับใครอย่างเป็นทางการ ก็ทำให้งานไม่ยากเท่าไหร่ ….ฉันยกคำพูดของเพื่อนสาวชาวฟิลิปปินส์ว่า เธอมาทำงานไม่ได้มาทะเลาะกับใคร การมีกัลยาณมิตรจากที่ทำงานนั้นเธอไม่ได้คาดหวัง หากมันเกิดขึ้นก็ถือว่าเป็นโบนัส เพื่อนสาวชาวอัฟริกันไม่เชื่อเท่าไหร่ ….วิธีคิดนี้คงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะชาวเอเชียโดยแท้……

 

 

………………………………..

 

ด้วยกุศโลบายดังกล่าวฉันจึงมีเพื่อนสนิทชาวท้องถิ่นอีกคน เธอชอบเมืองไทยมาเที่ยวเมืองไทยหลายครั้งแล้ว ยิ่งได้ใกล้ชิดเธอ ได้เห็นวิธีคิดของสาวผู้ดีที่มีรูปร่างลักษณะ บุคลิกภาพ และการแสดงออกเหมือนตัวเอกของภาพยนต์ดังเรื่องนี้คะ……บริดเจต โจนส์ (จากหนังดัง Bridget Jones's Diary) ของนักเขียนอังกฤษนามว่า เฮเลน ฟิลดิง

 

เพื่อนๆหลายคนยังเป็นโสดในช่วงอายุสามสิบกว่าปี ไม่แปลกอะไรเพราะคนประเทศนี้เขาอยู่กันถึง 100 ปี 55555

 

สาวคนนี้มักปรารภกับฉันเสมอว่าไม่มีแฟนสักทีทั้งที่เธอสวยและนิสัยดี วันหนึ่งเธอเล่าให้ฉันฟังด้วยความตื่นเต้นว่าเธอออกเดทกับอดีตเจ้านาย เป็นเดทที่น่าประทับใจ เมื่อก่อนฉันปลอบเธอว่าอายุสามสิบไม่มีแฟนนั้นไม่เป็นไร อย่างไรก็ยังดีกว่าอายุเท่ากันแล้วเป็นซิงเกิ้ลมัม

 

…..อาจไม่ใช่คำปลอบใจที่ดีนักแต่บนเส้นทางแห่งรักนั้น หญิงสาวก็ยังคงแสวงหา 'มิสเตอร์ไรท์ 'อยู่ร่ำไป กว่าเราจะค้นพบ 'มาร์ค ดาร์ซี' บางทีเราอาจต้องคบหาดูใจกับ 'ดาเนียล คลีเวอร์' ก่อนกระมัง

 

ขอบคุณที่แวะมาอ่านคะ

 

You must be logged in to post a comment.