Tanya-Rapeseed Blog

ประสบการณ์ชีวิต และการทำงานในอังกฤษ

ระฆังสีน้ำเงิน ณ หุบเขาสีม่วง

May15

 

แสงแดดในบางส่วนของโลกเป็นของหายาก เวลาว่างในบ่ายวันอาทิตย์สำหรับบางคนที่ทำงานเป็นกะนับว่าเป็นสิ่งหรูหรา พยากรณ์อากาศโดยปรินซ์ชาร์ลและพระชายาบอกว่าภาคของเราอากาศแห้งและมีแสงแดด นั่นยิ่งเป็นเรื่องที่เราต้องตักตวงวันดีๆที่ไม่ค่อยจะมี

 

.

 

วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม (ดีนะที่ไม่ใช่วันศุกร์ที่ 13 ! ) บ่าย 3 โมงเย็น ฉันตื่นขึ้นมาเพราะแสงแดดในฤดูร้อนแยงตา ยังเหนื่อยจากการเข้าเวรในคืนวันเสาร์ 12 ขั่วโมง เพราะเจ้าของเนิร์สซิ่งโฮมที่ใจดีขอให้ฉันช่วยไปทำงานแทนเพื่อนร่วมงานที่ลาป่วยระยะยาวเพราะมีปัญหาด้านสุขภาพจิต 

 

ฉันลุกขึ้นแต่งตัวเพื่อไปเดินเล่น ณ ภูเขาสีม่วงไม่ห่างจากบ้านมากนัก เช่นเคยฉันต้องการเก็บภาพดอกไม้ป่านามว่าระฆังสีน้ำเงิน (Bluebells) ไว้เชยชม พรมหญ้าสีเขียวเนินเขาและแสงแดดอุ่นชวนเชิญให้ฉันนอนเล่นและคิดอะไรเพลินๆเกี่ยวกับชีวิตที่นี่

 

 

บลูเบลล์….ดอกไม้ที่เหมือนระฆังใบจิ๋วสีน้ำเงินเข้ม

 

 

 

ภูเขาที่เป็นสีม่วงเกือบทั้งลูก สถานที่นี่เรียกว่าแคมพีค (Cam Peak)  แคม (Cam) คือชื่อหมู่บ้าน มีผืนป่าขนาดใหญ่โอบรอบหมู่บ้านไว้ คนในหมู่บ้านชอบมาเดินเล่นพร้อมน้องหมา เขาไม่ได้ปล่อยให้น้องหมาอึเรี่ยราด คนที่พาน้องหมามาเดินเล่นต้องมีถุงพลาสติกติดมือมาด้วยเพื่อเก็บอึน้องหมาไปทิ้งในถังขยะที่จัดไว้ให้โดยเฉพาะ

 

 

 

 

 

อาทิตย์ที่แล้วสื่อผู้ดีพาดหัวข่าวว่าไม่เคยมีครั้งไหนที่ประชากรจะพึ่งยานอนหลับทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เขาตำหนิเศรษฐกิจที่ย่ำแย่มีผลกระทบกับความเครียด นอนไม่หลับของชาวผู้ดีเลยต้องใช้ยาช่วยให้นอนหลับเพิ่มขี้นถึง 17 %  (สถิติปี 2009/2010 : NHS) และสำนักงานบริการสาธารณสุขแห่งชาติต้องใช้งบประมาณกว่า 50 ล้านปอนด์สำหรับจัดซื้อยานอนหลับเพื่อให้เพียงพอกับใบสั่งแพทย์ 15.3 ล้านฉบับ) เป็นสถิติที่น่าตกใจ

 

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ สุขภาพจิตของประชากรน่าจะมาจากเหตุหลักๆสองประการคือความกดดันทางเศรษฐกิจและการเมือง หลายคนอาจคิดว่าการเมืองนั้นเป็นปัจจัยที่รองๆลงไป แต่หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนผลกระทบทางการเมืองนั้นไม่ได้เป็นรอง

 

นโยบายใหม่ๆที่รัฐบาลประกาศใช้นั้นส่งผลกระทบอย่างรุนแรงเช่นการตัดงบประมาณภาครัฐ การลดจำนวนบุคลากรของรัฐ ไปจนถึงสวัสดิการและบำนาญต่างๆ ประชาชนจำนวนหนึ่งคุ้นเคยกับสวัดิการที่ได้มาอย่างง่ายๆ แต่อย่างไรฉันก็ยังหวังว่ารัฐบาลชุดนี้จะนำประเทศผ่านพ้นปัญหาไปได้ด้วยดี เปรียบเทียบกับประเทศตนเองกับรัฐบาลที่สิ้นหวังและไร้ความสามารถ……

 

ที่ทำงานของฉันก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เขาตัดทุกอย่างลงและประหยัดอย่างถึงที่สุด รวมถึงการตัดจำนวนพนักงานลงด้วย ทำให้งานที่หนักอยู่แล้วหนักยิ่งกว่าเดิม เพื่อนร่วมงานฉันลาป่วยระยะยาวเพราะได้รับผลกระทบทางจิตใจ บางรายต้องไปบำบัด งานที่เราทำกับกลุ่มคนพิเศษนั้นยิ่งเพิ่มความเครียด ฉันคิดว่าตัวเองนั้นเข้มแข็งทั้งทางร่างกายและจิตใจ แต่งานประจำวันก็ทำให้เกือบเซ

 

 

สิ่งที่ฉันใช้บำบัดตัวเองคือการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความรู้สึกกับเพื่อนสนิท หรือไปเดินเล่น ปล่อยวางเรื่องหนักเป็นเรื่องที่ทำยากเพราะงานที่ทำนั้นเผชิญกับความเป็นความตายของคน อารมณ์เศร้า และการที่ต้องรับมือกับความรุนแรงก้าวร้าวจากคุณตาคุณยาที่ดูแลอยู่ถึง 56 คน หลายคนเป็นคนป่วยระยะสุดท้ายที่หากปราศจากเครื่องมือแพทย์ช่วยชีวิต คุณตาคุณยายเหล่านั้นก็อาจจากไปในวินาทีถัดไป

 

เสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดจากการเจ็บป่วยระยะสุดท้าย ซึ่งส่วนใหญ่มาจากโรคมะเร็งนั้นเป็นเสียงที่เราได้ยินจนคุ้นเคย ฉันพยายามที่จะไม่ทำให้ตัวเองคุ้นเคยเพราะอาจประมาทได้ ฉันจึงเดินเข้าไปดูคุณตาคุณยายบ่อยๆ หลายรายร้องไห้และเฝ้าถาม

'ฉันกำลังจะตายใช่ไหม'

' ฉันจะตายวันนี้ไหม'

'ฉันยังไม่อยากตายวันนี้'

' พ่อแม่ฉันอยู่ที่ไหน'

 

แรกๆฉันไม่กล้าตอบคำถามเพราะไม่ทราบว่าคนท้องถิ่นเขามีวิธีตอบคำถามเหล่านี้อย่างไร แท้จริงภาษากายก็สำคัญกว่าคำปลอบโยน ฉันนั่งลงข้างๆเตียงจับมือคุณตาคุณยายไว้ 

 

พยาบาลอังกฤษตอบคำถามนี้อย่างน่าสนใจ 'ถ้าคุณยังไม่อยากจะตายวันนี้ก็ไม่ต้องตาย….เมื่อเวลาของคุณมาถึงนางฟ้าจะคอยมาอยู่ข้างๆและนำคุณไปยังภพที่ดี'

 

ในครั้งหนึ่งที่ฉันเสียน้ำตาเมื่อต้องปลุกคุณตาให้ตื่นขึ้นมาอาบน้ำ โกนหนวด (ชีวิตที่เมืองไทยฉันไม่เคยโกนหนวดให้ใคร) แต่งตัวคุณตาให้ดูดีที่สุด ฉันบอกคุณตาอย่างตรงไปตรงมาว่าจะช่วยอาบน้ำแต่งตัวเพื่อไปงานศพ คุณตาส่งยิ้มให้แบบน่ารักถามฉันและเพื่อนร่วมงาน 'งานศพใครหรือหนู'

 

……เราสองคนอึ้งไปชั่วนาที นึกหาคำตอบที่ดีที่จะไม่ทำร้ายคุณตา ฉันกล่าวด้วยน้ำเสียงเสียใจ

'ขอโทษนะคะคุณตาที่ฉันต้องบอกข่าวร้าย เราจะไปงานศพของคุณยายภรรยาสุดที่รักของคุณตาคะ'

 

คุณตาอายุเกือบร้อยปีและอยู่ในสภาวะความจำเสื่อม คุณตาจำไม่ได้ว่าภรรยาเสียชีวิตที่นี่(อยู่คนละห้อง)เมื่อสองอาทิตย์ก่อน หลังจากที่ฉันบอกคุณตาก็ร้องไห้จนแต่งตัวเสร็จ

 

นี่คือสื่งที่ฉันเผชิญอยู่ทุกวัน บางครั้งมีเตะ ถีบ ข่วน กัด ตบหน้า (ว้นก่อนฉันไม่ทันระวังตัวขณะอาบน้ำให้คุณยาย) เพื่อนบางคนถูกดึงผมยาวๆจนหน้าหงายและถูกตึด้วยไม้เท้า (เมื่อเราทำงานอย่างใกล้ชิด เช่นเปลี่ยนผ้าอนามัย ทำความสะอาดร่างกาย ช่วยเหลือในการใช้ห้องน้ำ) ในกลุ่มของ สว ที่อยู่ในสภาวะความจำเสื่อมนั้นหลายคนก้าวร้าวและใช้ความรุนแรงทั้งทางกายและทางคำพูด

 

การใช้เอฟเวิร์ด (Fxxx off,fxxx this,fxxx that ) เป็นเรื่องที่ปกติมากเมื่อถูกรบกวนพาใช้ห้องน้ำโดยเฉพาะเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาในช่วงประกาศใครเป็นผู้ชนะเลิศในรายการทีวียอดฮิตบริเตนก็อททาเลนท์ คุณยายส่วนใหญ่นั่งลุ้นสาวน้อยและน้องหมา (คนที่นี่รักสัตว์เลี้ยงมาก)

 

กิจวัตรประจำวันในการทำงานทำให้ฉันนึกขอบคุณความเข้มแข็งของตัวเอง การปรับสมดุลด้านอารมณ์ การเข้าใจและการใช้ชีวิตให้คุ้มค่าที่สุด ฉันไม่เคยคิดว่าฉันจะพิศวาสทุ่งหญ้า สายลม แสงแดดและดอกไม้อย่างที่เป็นในปัจจุบัน ไม่เคยคิดว่ฉันจะดื่มด่ำและซาบซึ้งกับการนอนให้ไอแดดแผดเผาและปล่อยใจให้ว่างเปล่าและซึมซับช่วงเวลาดีๆแบบนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

เป็นเวลากว่าชั่วโมงที่ฉันนอนบนพรมหญ้าสีเขียวนุ่มที่แซมด้วยดอกระฆังสี้น้ำเงิน ท้องฟ้าช่างสีสวยลมเย็นๆพัดผ่านตลอดเวลาเพราะเป็นภูเขาโล่งๆ ผืนป่าสีเขียวอ่อนเพราะเพิ่งผ่านฤดูใบไม้ผลิ มองเห็นหมู่บ้านที่ฉันอาศัยอยู่ไม่ไกลออกไป พร้อมทุ่งเรปซีดสีเหลืองทองและแม่น้ำเซเวิร์น แม่น้ำสายที่ยาวที่สุดในเกรทบริเตน ภูเขาด้านโน้นที่มองเห็นลิบๆคือแคว้นเวลส์ตอนใต้

 

 

Rapeseed  เรปซีดสีเหลืองทองสีสันแห่งฤดูร้อน

 

 

 

ฉันนึกอยากทำอะไรสนุกๆเล่นจึงกลิ้งตัวลงมาจากยอดเขาอย่างช้าๆ ในฤดูหนาวแคมพีคแห่งนี้จะกลายเป็นที่เล่นสกิเมื่อหิมะปกคลุม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นี่อาจเป็นคำตอบสำหรับคนที่เคยสงสัยว่าสาวไทยบางส่วนมีชีวิตอยู่อย่างไรและประกอบสัมมาอาชีพอะไรในต่างแดน ขอบคุณที่แวะมาอ่านคะ

You must be logged in to post a comment.