Blog saoburi

saoburithai@live.ca

แก่งคอย

March29

  

                      

                          อำเภอแก่งคอย…..

 

 

 

.ประวัติ อำเภอแก่งคอยเดิมทีเดียวทางราชการวางระบบการปกครองท้องที่ แบบสมัยโบราณ ขึ้นตรงกับเมืองสระบุรี ในช่วงรัชสมัยกรุงรัตนโกสินธ์ รัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 3 (พ.ศ. 2325-2370) สมัยนั้นแก่งคอยมีฐานะเป็นแขวง อยู่ในความปกครองของแขวงเมืองสระบุรี

        พลเมืองแก่งคอยที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ในแขวงแก่งคอยสมัยก่อนนั้น ส่วนมากเป็นคนลาวซึ่งอพยพมาจากนครเวียงจันทร์ (กรุงศรีสัตนาคนหุต, ช้างเผือกร่มขาวนครเวียงจันทร์) เดิมที่เดียวเป็นแขวงเมืองชายแดน เมืองชัยภูมิ กับเมืองนครราชสีมา การอพยพลงมาสมัยนั้นอาศัยลำน้ำป่าสักเป็นปัจจัยสำคัญ ส่วนใหญ่เป็นครัวเชลยที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  แห่งกรุงธนบุรี โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ต่อมาคือพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) กับพระยาสุรสีห์ (บุญมา) เป็นแม่ทัพยกกองทัพไทยข้งไปปราบกบฏเวียงจันทร์ เมื่อได้รบชนะแล้วได้กวาดต้อนครัวลงมาให้พำนักพักสร้างบ้านปลูกเรือน ทำมาหากินอยู่ในเขตเมืองลพบุรีบ้าง เมืองสระบุรีบ้าน เป็นต้น ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ปี พ.ศ. 2369 ประชากรที่แก่งคอยไม่มีมากนัก ท้องที่แห่งนี้เต็มไปด้วยป่าไม้น้อยใหญ่และเทือกเขา จะมีคนอาศัยปลูกบ้านเรือนอยู่เฉพาะริมฝั่งแม่น้ำป่าสักเป็นบางแห่งเท่านั้น ที่ใดมีพื้นที่ราบ ดินอุดมสมบูรณ์ดี ราษฎรก็พากันเข้าไปจับจองบุกรุกถางป่า เผาพง ทำนาย ทำไร่ตั้งบ้านเรือนขึ้นเป็นกลุ่มย่านชุมชน ค่อยเจริญเติบโตขึ้นโดยลำดับ ราษฎรเมืองสระบุรีที่มีอยู่กันหนาแน่น มีอยู่ในแถบแขวงเสาไห้ ซึ่งเป็นที่ตั้งเมืองสระบุรีในสมัยนั้น 

      เมื่อชุมชนที่แก่งคอยมีจำนวนมากขึ้น ทางราชการเมืองสระบุรี จึงกำหนดเขตนี้ขึ้นเป็น “แขวง” คงเรียกและให้มีการปกครองกันเองตามลักษณะปกครองหัวเมืองในสมัยนั้น เจ้าเมืองสระบุรีดูแลไม่ทั่วถึงจึง แต่งตั้งลูกหลานลาวอพยพ ที่มีอิทธิพลคนเกรงกลัวในแถบนั้นขึ้น เป็นหัวหน้า ประมาณปี พ.ศ. 2370 จึงตั้งท้าวโนรี ขึ้นเป็นหัวหน้าแขวง (ตำแหน่งเทียบเท่านายอำเภอในปัจจุบัน) ท้าวโนรี ต่อมาทำความดีความชอบได้เป็นที่ยกกระบัตรและต่อมาได้บรรดาศักดิ์เป็นคุณหลวง นามว่า หลวงพลกรมราช ตั้งแต่ พ.ศ. 2370-2406 ท่านผู้นี้นับว่าเป็นนายอำเภอคนแรกของอำเภอแก่งคอย 

       อนึ่ง ยกกระบัตรโนรี หรือหลวงพลกรมราช เจ้าแขวงหรือนายอำเภอแก่งคอยคนนี้ ได้เป็นคุณหลวงในรัชกาลที่ 4 เนื่องจากท่านเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงคนหนึ่ง ในการเสาะหาสถานที่ให้พระบาทมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระอนุชา ในรัชกาลที่ 4) ซึ่งเสด็จมาหาสถานที่เพื่อสร้างเมืองหลวงสำรองทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ คุณหลวงพลกรมราช ได้นำเสด็จไปสำรวจเขาคอก และบ้านสีทา เพื่อโปรดเกล้าให้สร้างเป็นวังที่ประทับ กับบริเวณเขาคอกใช้เป็นชัยภูมิชุมนุมพลราบพลช้าง ป้องกันข้าศึกแบบสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา วังที่ตำบลบ้านสีทาได้โปรดให้สร้างขึ้น มีนามว่า “พระบวรราชวังสีทา” (ปัจจุบันอยู่ในหมู่ที่ 7,8ตำบลสองคอน ส่วนเขาคอกซึ่งมีแนวเทือกเขาล้อมรอบตามธรรมชาติเป็นปริมณฑล ปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลท่าคล้อ อำเภอแก่งคอย)  พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดสถานที่ดังกล่าวนี้มาก และเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 7 มกราคม 24088 

       คำว่าอำเภอแก่งคอย” เป็นคำภาษาไทยแท้ อ่านและฟังเข้าใจทันที แต่ถ้าจะแยกคำออกจะได้ 2 พยางค์ ดังนี้

       “แก่ง” หมายถึง หินตั้งขวางน้ำ ที่กีดขวางกระแสน้ำ ขยายความออกไปได้ว่าโขดหินที่โผล่ขึ้นขวางกระแสน้ำที่ปรากฏเห็นตามลำธาร ลำแม่น้ำ

       “คอย” หมายถึง รอ รอคอย หรือการรอ การคอย ขยายความออกไปได้ว่าอาจจะเป็นการรอหรือคอยมิตรสหาย รอพาหนะ เดินทางเพื่อขึ้นล่อง ต่อไป

       รวมความว่า “แก่งคอย” หมายถึงบริเวณโขดหิน (แก่ง) ที่คนมานั่งรอคอยเรือโดยสารที่จะขึ้นหรือร่องตามลำน้ำป่าสัก

       ระหว่างปี พ.ศ. 2370 ที่ว่าการอำเภอแก่งคอยที่แท้จริงนั้นไม่มี คงใช้บ้านเรือนของท่านยกกระบัตรโนรีเป็นตัวที่ว่าการอำเภอไปในตัว เช่นเดียวกับศาลากลางจังหวัดสมัยโน้ม ตัวเจ้าเมืองสระบุรีมีบ้านเรือนอยู่ที่ไหนศาลากลางเมือง ก็อยู่ตรงนั้นคือติดตามเจ้าเมืองไปด้วยทุกหนทุกแห่ง ท่านยกกระบัตรโกนรี มีบ้านช่องอยู่ที่บ้านตาลเดี่ยว (ปัจจุบันเป็นตำบล) ที่บ้านตาลเดี่ยวเป็นอำเภอในสมัยโน้มและมีการย้ายอำเภอต่อไปอีกนับได้รวมเจ็ดครั้ง

       ต่อมาความเจริญทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมมากยิ่งขึ้นๆ ทางการเห็นว่าที่ว่าการอำเภอแก่งคอยซึ่งย้ายมาเป็นครั้งที่ 6 คับแคบ บริเวณที่ตั้งไม่เหมาะสมไม่อาจจะขยับขยายออกไปได้อีก ในปี พ.ศ. 2497 ทางการได้ออกพระราชกฤษฎีกา เวนคืนที่ดินและทรัพย์สินบริเวณดังกล่าว ซึ่งตรงกับสมัยของนายร้อยตำรวจโทพงษ์ผจญ ศศิธร เป็นนายอำเภอแก่งคอย (พ.ศ. 2497-2499) ระยะเดียวกัน มีพระยายับพิชัยกิจ อดีตปลักจังหวัดเพชรบูรณ์ได้มาจัดสรรที่ดินบริเวณแก่งคอย ในปีต่อๆ มาด้วย คุณพระยายับ ได้ยกที่ดินให้ทางราชการสร้างทีว่าการอำเภอแก่งคอยขึ้นพร้อมกับสถานีตำรวจอำเภอแก่งคอย อยู่ในแนวเดียวกันสำเร็จลงและสามารถบริการประชาชนได้เรียบร้อยใน ปีพ.ศ. 2505 ในสมัยของนายพิบูลย์ ธุรภาคพิบูลย์ เป็นนายอำเภอแก่งคอยสมัยนั้น (พ.ศ. 2501-2510) จึงนับได้ว่าเป็นที่ว่าการอำเภอแก่งคอยแห่งใหม่ล่าสุด นับเป็นการย้ายอำเภอครั้งที่ 7 ดังปรากฏสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ที่มา………..  http://ridceo.rid.go.th/saraburi/lass/Au_KK.htm

 

                                         อ่านต่อภาค 2……..(^;^)

 

.

. ภาค 2

                     สถานที่ท่องเที่ยวอำเภอแก่งคอย…

   …..ถ้ำพระธาตุเจริญธรรม สามารถเดินทางได้ 2 เส้นทาง ได้แก่

      1) จากตัวเมืองสระบุรีไปตามถนนมิตรภาพ เส้นทางไปจังหวัดนครราชสีมา ประมาณ 12 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าตัวอำเภอแก่งคอย ผ่านตลาดแล้วข้ามสะพานอดิเรกสารซึ่งทอดข้ามแม่น้ำ

ป่าสักไปอีกประมาณ 8 กิโลเมตร ก็ถึงถ้ำพระธาตุเจริญธรรม หรือ

      2) จากสระบุรีใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ทางไปจังหวัดลพบุรีประมาณ 15 กิโลเมตร ถึงหน้าโรงเรียนพุแควิทยา ฝั่งตรงข้ามโรงเรียนจะมีถนนสายพุแค-แก่งคอย เข้าไปประมาณ 10 กิโลเมตร จากปากทางเข้าจะปูด้วยหินอ่อนเป็นทางเดินชมทั่วบริเวณถ้ำโดยตลอด ภายในถ้ำแบ่งออกเป็นห้องขนาดใหญ่ 3 ห้อง ได้แก่ ห้องที่ 1 ชื่อว่า “ถ้ำบ่อปลา” มีปลาว่ายน้ำเข้ามาในบริเวณถ้ำเป็นจำนวนมาก ห้องที่ 2 ชื่อว่า “ถ้ำท้องพระโรง” มีหินงอกหินย้อยสวยงาม มีรูปร่างคล้ายเจ้าแม่กวนอิม และฮก ลก ซิ่ว ส่วนห้องที่ 3 ได้แบ่งซอยเป็นห้องเล็ก ๆ มีจุดเด่นอยู่ที่หินงอกหินย้อยหลายรูปแบบ มีรูปร่างคล้ายหินปะการังซึ่งจะเข้าได้ในช่วงฤดูแล้ง นอกจากนั้นทางด้านหลังยังมีถ้ำขนาดใหญ่อีก 2 ถ้ำ ได้แก่ ถ้ำสามเขา และถ้ำเทพประทาน ถ้ำจะปิดในวันธรรมดา ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์จะเปิดระหว่างเวลา 08.00-18.00 น.

……..ผาเสด็จ ตั้งอยู่ริมทางรถไฟ ตำบลทับกวาง ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 30 กิโลเมตร ไปตามถนนมิตรภาพ(ทางหลวงหมายเลข 2) ประมาณ 25 กิโลเมตร ระหว่างกม.ที่ 132-133 หากไปจากสระบุรีเลี้ยวซ้ายตรงบริเวณโรงเรียนบ้านซับบอนไปประมาณ 3 กิโลเมตร ผาเสด็จอยู่เลยจากสถานีรถไฟไปประมาณ 50 เมตร เป็นหน้าผาที่รัชกาลที่ 5 และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จมาประทับเมื่อคราวสร้างทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา เมื่อ พ.ศ. 2438 ทั้งสองพระองค์ได้ทรงจารึกพระปรมาภิไธย จปร. และ สผ. ไว้ ณ หน้าผาแห่งนี้

……..ถ้ำพระโพธิสัตว์ ตั้งอยู่ในบริเวณวัดถ้ำพระโพธิสัตว์ ตำบลทับกวาง ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 32 กิโลเมตร ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 2 ถนนมิตรภาพ ทางไปจังหวัดนครราชสีมาประมาณ 15 กิโลเมตร หากไปจากสระบุรีวัดจะอยู่ทางด้านซ้ายมือ มีป้ายบอกไปวัดถ้ำพระโพธิสัตว์อีกประมาณ 11 กิโลเมตร ถ้ำพระโพธิสัตว์ ที่ผนังมีภาพสลักนูนต่ำเป็นรูปพระพุทธเจ้ากำลังแสดงธรรม และภาพเทพเจ้าในศาสนาฮินดู และภายในผนังถ้ำยังมีเจดีย์ทรงลังกา ศิลปะสมัยทวารวดี มีหินงอก หินย้อย บริเวณภายนอกถ้ำมีต้นไม้นานาพรรณ นอกจากนั้นยังมีถ้ำธรรมทัศน์ ถ้ำลุมพินี สวนหิน และถ้ำสงัดเจดีย์

……..พระพุทธบาทน้อย ตั้งอยู่ในบริเวณวัดพระพุทธบาทน้อย ที่ตำบลสองคอน ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 20 กิโลเมตร ไปตามถนนมิตรภาพ เส้นทางหลวงหมายเลข 2 ให้เลี้ยวซ้ายเข้าอำเภอแก่งคอย ข้ามสะพานอดิเรกสาร แล้วเลี้ยวซ้ายไปตามถนนอดิเรกสาร จากนั้นเลี้ยวขวาไปตามถนนสองคอน-พระบาทน้อย-พุแค ประมาณ 7.5 กิโลเมตร จนถึงวัดพระพุทธบาทน้อย ภายในมีรอยพระพุทธบาทจำลอง ประทับลึกลงไปในดินกว้าง 1 ศอกเศษ ยาว 3 ศอก

……..พระบวรราชวังสีทา ตั้งอยู่ที่ตำบลสองคอน ประวัติพระบวรราชวังแห่งนี้ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างที่ริมแม่น้ำป่าสักฝั่งตะวันตก ณ ตำบลบ้านสีทา ในแขวงจังหวัดสระบุรี สร้างคราวเดียวกับเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงสร้างพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ที่เมืองลพบุรี เพราะมูลเหตุที่เกิดแต่คราวหาที่สร้างราชธานีสำหรับเวลาสงครามดังกล่าวมานั้น ได้โปรดให้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ เสด็จขึ้นไปตรวจเมืองนครราชสีมา ทรงเห็นภูมิลำเนาไม่เหมาะ มาโปรดที่เขาคอก ในแขวงจังหวัดสระบุรี ว่าเหมือนเป็นป้อมอยู่โดยธรรมชาติจึงทรงสร้างที่ประทับขึ้น ณ ตำบลบ้านสีทา เห็นว่าไปมาถึงเขาคอกได้สะดวก แล้วเสด็จไปประทับ ณ ที่นั่น เพื่อตกแต่งเขาคอกไว้เป็นป้อมปราการสำหรับต่อสู้ข้าศึกแห่งหนึ่ง ได้เสด็จไปประทับที่วังสีทาเนืองๆ จนตลอดพระชนมายุ แต่วังนั้นล้วนสร้างเป็นเรือนเครื่องไม้ ครั้นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ เสด็จสวรรคตแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ โปรดให้รื้อตำหนักลงมาสร้างวัง พระราชทานพระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ บ้าง ที่เหลืออยู่ก็พังสูญไปหมด เดี๋ยวนี้ที่ซึ่งเคยเป็นพระบวรราชวังกลับเป็นที่บ้านราษฎรไปอย่างเดิม บริเวณสร้างวังกว้างขวางมาก ประมาณ 150 ไร่เศษ ซากเป็นพื้นก่อเรือนไม้ก่อด้วยอิฐฉาบปูนเป็นบัวคว่ำหงาย มีรากฐานกว้างประมาณ 10 วา ยาวประมาณ 20 วา โดยคาดว่าสร้างขึ้นเป็น 2 หลัง อิฐสมัยโน้นแกร่งแข็งแรงมาก ขนาดหนา 4 นิ้ว กว้าง 6 นิ้ว ยาว 12 นิ้ว ปัจจุบันนี้ชาวบ้านเอาบริเวณที่สร้างวังเป็นไร่ปลูกข้าวโพด มีการไถทำลายซากเดิมแทบจะสังเกตไม่ออกแล้ว ยังพอมีบริเวณที่เหลือซึ่ง กำนันสุพัฒน์ ฤทธิจำปา กันเอาไว้เป็นที่สาธารณะอยู่อีกประมาณ 4 ไร่เศษ ตรงที่เหลือนี้ ปรากฏเป็นชานประตูก่ออิฐฉาบปูน มีรอยวางแผ่นกระดานทำสะพานยื่นไปยังบึงน้ำ ชาวบ้านเรียกว่า “บึงตลาดไชย” ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของตัววังสีเทา ห่างกันประมาณ 100 เมตรเศษ เล่ากันว่าทรงใช้เป็นที่ประทับสรงน้ำ และเป็นที่ชุมนุมเหล่าสนมกำนัลนางฝ่ายใน เมื่อคราวเสด็จมาพักแรมในฤดูร้อนทุกๆ ปี เล่าสืบกันมาว่า สนมของพระองค์ทุกนางเก่งในทางแอ่วลาวมากที่สุด จนกระทั่งพระองค์เองสามารถเป่าแคนและแอ่วลาวได้ด้วย ถึงกับทรงพระราชนิพนธ์กลอนลำแอ่วลาวไว้หลายเล่มสมุดไทย คงเหลือปรากฏอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ สืบมาตราบเท่าทุกวันนี้

……..การล่องแม่น้ำป่าสัก ในเขตอำเภอแก่งคอยมีแม่น้ำป่าสักไหลผ่าน ทัศนียภาพธรรมชาติตลอดริมฝั่งแม่น้ำสวยงาม รวมทั้งมีเขาตามแนวตลอดเส้นทางที่ล่องแก่ง บางแห่งมีโขดหิน และหน้าผาที่แปลกตา คล้ายรูปสัตว์ชนิดต่าง ๆ และยังสามารถเที่ยวชมไพรพักค้างที่หาดผาหมีซึ่งมีบริเวณกว้าง 2 ไร่เศษ หรือจะตกปลากระทิงในแม่น้ำ ตั้งอยู่บริเวณอำเภอแก่งคอย ระยะห่างจากจังหวัดประมาณ 15 กิโลเมตร บนเส้นทางมิตรภาพ มีเอกชนดำเนินการจัดแพและเรือยนต์ไว้บริการสำหรับนักท่องเที่ยว สามารถติดต่อเช่าเรือได้ที่รีสอร์ทต่าง ๆ ริมแม่น้ำป่าสัก เช่น โรงแรมศุภาลัยป่าสักรีสอร์ท โทร. 0 3630 6270-2

………ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและท่องเที่ยวเชิงนิเวศเจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า มีพื้นที่ 13,750 ไร่ ตั้งอยู่ ต.ท่ามะปราง มีความอุดมสมบูรณ์และหลากหลายทางชีวภาพทั้งพันธุ์พืชและสัตว์ป่านานาชนิด มีพื้นที่ติดต่อกับด้านตะวันตกของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ประกอบด้วยสังคมป่าหลายชนิด ได้แก่ ป่าดิบแล้ง ป่าดงดิบชื้น ป่าเบญจพรรณ และทุ่งหญ้า ก่อให้เกิดความหลากหลายของพันธุ์พืช เป็นต้นกำเนิดของน้ำตกต่างๆในพื้นที่ พันธุ์ไม้ที่พบมีจำพวกพืชสมุนไพร เช่น พญามีฤทธิ์ ม้ากระทืบโรง กราวเครือ ว่าน รวมทั้งเห็ดชนิดต่างๆ เช่นเห็ดแชมเปญ เห็ดปากหมูฯ สัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในบริเวณ ได้แก่ ช้างป่า กระทิง หมี กวาง เก้ง นางอาย อีเห็น กระจง หมูป่า และ นกอีกประมาณ 158 ชนิด เช่น โพระดก หัวขวาน กระแตแต้แวด ปรอด ขุนแผน ฯลฯ บินข้ามไปมาระหว่างศูนย์ฯกับเขาใหญ่

       .จากที่ทำการมีเส้นทางเดินป่าไปยังน้ำตกต่างๆ แบ่งเป็นวงรอบ ได้แก่

      รอบเล็ก (น้ำตกเจ็ดคดเหนือ) ระยะทาง 1.2 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 1 ชั่วโมง ค่าบริการ 150 บาท / เจ้าหน้าที่นำทาง 1 คน / นักท่องเที่ยว 10 คน

      รอบกลาง (น้ำตกเจ็ดคดเหนือ กลาง ใต้) น้ำตกเจ็ดคดเหนือ เป็นน้ำตกสูง 4 ชั้น รายล้อมด้วยป่าไผ่ ในช่วงเดือนธันวาคมตามลำห้วยจากน้ำตกจะมีดอกไม้ขึ้นตลอดเส้นทาง เดินลงมาทางทิศใต้ตามลำห้วยเจ็ดคดประมาณ 150 เมตร จะพบ น้ำตกเจ็ดคดกลาง ซึ่งเป็นน้ำตกชั้นเดียว มีแอ่งน้ำขนาดใหญ่ให้ลงเล่นน้ำได้ หากเดินต่อไปอีกประมาณ 150 เมตร ก็จะถึง น้ำตกเจ็ดคดใต้ เป็นน้ำตกชั้นเดียวที่มีความสวยงาม สูงประมาณ 40 เมตร เป็นน้ำตกที่ตกลงมาตั้งฉากกับลำห้วยเจ็ดคด สองข้างทางของลำห้วยเจ็ดคดเต็มไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ เช่น เอื้องหมายนา ดอกพนมสวรรค์ ต้นไคร้น้ำ เฟิร์นก้านดำ กระแตไต่ไม้ ฯลฯ และสัตว์นานาชนิด เช่น ปูหิน แมลงปอ น้ำตก และผีเสื้อหลากสีสัน ระยะทาง 3 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที ค่าบริการ 200 บาท รอบใหญ่ (น้ำตกเจ็ดคดเหนือ กลาง ใต้ และน้ำตกเจ็ดคดใหญ่) เป็นเส้นทางที่สวยที่สุด น้ำตกเจ็ดคดใหญ่ จะมีน้ำตลอดทั้งปี ซึ่งน้ำตกอื่นๆจะมีน้ำเฉพาะในช่วงฤดูฝน เส้นทางนี้มีระยะทางเดิน 4 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 4 ชั่วโมง ค่าบริการ 300 บาท และมีเส้นทางไปยังน้ำตกอื่นๆ ได้แก่

         น้ำตกเขาแรด เป็นเส้นทางที่ค้างคืนได้ ระยะทาง 6 กิโลเมตร ค่าบริการ 400 บาท

         น้ำตกโกรกอีดก เป็นน้ำตกที่สวยงามมากและมีความสูงถึง 7 ชั้น หรือประมาณ 300 กว่าเมตร เหมาะสำหรับผู้ที่รักการผจญภัย เพราะเส้นทางเข้าถึงน้ำตกค่อนข้างยากลำบาก ต้องมีอุปกรณ์พร้อมและมีร่างกายที่แข็งแรง แต่ก็คุ้มค่าเพราะน้ำตกโกรกอีดก โดยเฉพาะชั้นที่ 6 และ 7 มีความสวยงามเป็นพิเศษ เส้นทางนี้จุดเริ่มเดินอยู่ที่บ้านตะโกด้าน อยู่ห่างจากศูนย์ประมาณ 20 กิโลเมตร ต้องมาถึงศูนย์ก่อน 7 โมงเช้า สามารถค้างคืนได้ ค่าบริการ 400 บาท


        เส้นทางศึกษาธรรมชาติ มีอยู่ด้วยกัน 3 เส้นทาง ได้แก่

       เส้นทางที่ 1 จากจุดชมวิวซึ่งตั้งอยู่ห่างจากที่ทำการฯ 12 กิโลเมตร และสามารถชมทิวทัศน์พระอาทิตย์ตกยามเย็นได้ ไปอ่างเก็บน้ำซับป่าว่าน ระยะทาง 1.5 กม. ใช้เวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง

       เส้นทางที่ 2 จากอ่างเก็บน้ำซับป่าว่าน ไปน้ำตกหินดาดเป็นน้ำตกชั้นเดียว แต่กว้าง บริเวณโดยรอบดารดาษด้วยพรรณไม้ที่สวยงาม เช่น กล้วยไม้ ลิ้นมังกร ดอกเทียน เป็นต้น และไปยังน้ำตกคลองผักหนาม กลับมายังอ่างเก็บน้ำซับป่าว่าน ระยะทาง 4 กม. ใช้เวลา 4 ชั่วโมง

       เส้นทางที่ 3 จากอ่างเก็บน้ำซับป่าว่านไปน้ำตกเจ็ดคดเหนือ เจ็ดคดกลาง เจ็ดคดใต้ กลับมายังอ่างเก็บน้ำซับป่าว่าน ระยะทาง 4 กม. ใช้เวลา 4 ชั่วโมง

        น้ำตกอื่นๆที่พบในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียงมีความงามแตกต่างกันไป น้ำตกที่สำคัญ ได้แก่ น้ำตกเขาแคบ เป็นน้ำตก 7 ชั้น สูง 30 เมตร สวยงามมาก ช่องที่น้ำตกลงมาเป็นช่องแคบ น้ำจึงทิ้งตัวลงมาเป็นสาย และกระแทกก้อนหินเบื้องล่าง แตกกระจายเป็นฝอย อ่างน้ำตกใหญ่และลึกเห็นน้ำเป็นสีเขียวมรกต น้ำตกโกรกฝาผนัง อยู่ใกล้ๆกับน้ำตกโกรกอีดก มีความสูงประมาณ 20 เมตร มีลักษณะเป็นหน้าผาชันเหมาะสำหรับผู้ที่ชอบความโลดโผน น้ำตกซับป่าว่าน เป็นน้ำตกที่ไม่สูงนัก ต้นน้ำเกิดจากอ่างเก็บน้ำของโครงการฯเหมาะที่จะเดินท่องเที่ยวในช่วงฝนตก หรือช่วงที่มีน้ำมาก เพราะบริเวณเส้นทางของน้ำตกปลอดภัยจากน้ำป่าและเป็นทางราบเดินสบาย แต่ละชั้นของน้ำตกมีลานกว้างให้นั่งพักผ่อนหย่อนใจ

       นอกจากกิจกรรมเดินป่าแล้วทางศูนย์ยังจัดกิจกรรมส่องสัตว์เป็นระยะทาง 1 กิโลเมตร ที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวก มีบ้านพัก 6 หลัง และมีเต็นท์ถุงนอนให้เช่า นักท่องเที่ยวต้องเตรียมเสบียงมาเอง แต่ห้ามก่อไฟในบริเวณอนุญาตให้ใช้เตาปิกนิก หรือเตาถ่านได้

        การเดินทาง หากไปจากตัวเมืองสระบุรี ไปตามทางหลวงหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ) ทางเข้าศูนย์จะอยู่ฟากขวามือ ตรงข้ามกับบริษัท Furukawa จำกัด เข้าไปประมาณ 17 กิโลเมตร มีป้ายบอกทางชัดเจน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและท่องเที่ยวเชิงนิเวศเจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า หมู่ที่ 5 ต.ท่ามะปราง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี หรือสำนักงานป่าไม้เขตสระบุรี ต.หน้าพระลาน อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี โทร. 0 3634 7105-6 ต่อ 501, 400 ในเวลาราชการ 

………องค์การศาสนาเซไคคิวเซเคียวประจำประเทศไทย มีเนื้อที่ประมาณ 430 ไร่ ตั้งอยู่ที่ 90/1 หมู่ 1 ต.ชำผักแพว อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ห่างจากกรุงเทพฯมาตามถนนมิตรภาพ 126 กิโลเมตร แยกจากถนนมิตรภาพเข้ามาประมาณ 8 กิโลเมตร มีโครงการจัดทำสวนพฤกษศาสตร์เขตร้อนมิโรคุ โดยมีวิสัยทัศน์ที่จะให้มีความเป็นเลิศทางวิชาการ การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ ศาสนา และศิลปะความงามด้านพืชศาสตร์ ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง มีสระน้ำ ประติมากรรมหินอ่อน รูปทรงต่างๆ และสวนญี่ปุ่น มีภูมิทัศน์ที่สวยงามและอีกฟากหนึ่งของโครงการจะมีแปลงสาธิตเกษตรธรรมชาติ โดยใช้ EM เทคโนโลยี คือการใช้จุลินทรีย์ให้เกิดประโยชน์เพื่อลดมลภาวะในสิ่งแวดล้อม


.ที่มา…   http://www.geocities.com/greenac_121/Saraburi.htm

 

 

           Click for Full Size View
ช่วงหนึ่งของแม่น้ำป่าสัก……แก่งคอย
                      .

 

 

 

by posted under Uncategorized | 25 Comments »    
25 Comments to

“แก่งคอย”

  1. February 13th, 2013 at 11:45 am       king1688 Says:

    บริการแจ่มๆๆสุด

    http://www.gamble1688.com


  2. January 25th, 2013 at 1:56 pm       iteam Says:

    goldclub
    sbobet
    ibcbet


  3. October 1st, 2012 at 2:31 pm       เรื่องของกู อย่ายุง Says:

    gfdgf


  4. June 21st, 2012 at 4:30 pm       savanvegas Says:

    thx you


  5. June 20th, 2012 at 3:50 pm       casino Says:

    ต้องเวลาไปเที่ยวบ้างละ


  6. February 9th, 2012 at 4:44 pm       เด็กโง่ Says:

    ขอบคุณที่ให้ความรู้กับคนโง่


  7. December 14th, 2011 at 7:06 pm       คาสิโนออนไลน์ Says:

    สวยมากค่ะ มีโอกาสต้องไปให้ได้


  8. June 11th, 2011 at 8:54 am       เด็กเรียน Says:

    ขอบคุนที่ให้ความรู้


  9. May 22nd, 2011 at 9:40 pm       แอม Says:

    ขอบคุสำหรับข้อมูลดีๆ


  10. July 21st, 2010 at 10:30 pm       ืืnaruto Says:

    ขอบคุณมากค่ะ

    อยู่อำเภอเดียวกันเลยนะค่ะ


  11. January 2nd, 2009 at 8:33 am       ตีน Says:

    ไม่มีไรทำ


  12. March 31st, 2008 at 9:49 pm       saoburi Says:

    มวกเหล็ก กับปากช่อง ก็เฉียดเลยแก่งคอยไปหน่อยแล้วค่ะคุณชนสุรินทร์
    กำลังจะลงภาพและเที่ยวแวนคูเวอร์ให้ชมเร็ว ๆ นี้ค่ะ
    ตอนนี้เชอร์รี่บอสซั่มกำลังบูมค่ะ


  13. March 31st, 2008 at 9:46 pm       saoburi Says:

    คุณนกยูง ไปยังไม่ถึงแก่งคอยเลยนะคะ แต่ก็อยู่ในจังหวัดเดียวกันค่ะ


  14. March 31st, 2008 at 7:54 am       chonsurin Says:

    นี่คุณพี่
    ขออภัยนะครับ คราวก่อน บอกว่าไป ปากช่อง
    ปากช่องมันของโคราช มวกเหล็กนะใช่ คือปากช่องอยู่ติดกับมวกเหล็กก็เลยพูดเหมารวมกันไปเลย

    เพิ่งนึกได้ว่า เคยไปเที่ยวเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ด้วย เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๗

    หาแหล่งท่องเที่ยวอำเภออื่นมาเสนออีกก็ได้ครับพี่สาว

    เหอะๆๆ ไม่ต้องบอกก็ทราบได้แล้วละครับว่า พี่สาวมาจากแก่งคอย แล้วตอนนี้ พี่ยังคอยใครอยู่อีกหรือเปล่าครับ…อิอิ…

    ฮ่าๆๆ


  15. March 30th, 2008 at 11:08 pm       peacock Says:

    เคยไหว้พระพุทธบาทที่สระบุรีค่ะ ละก้อไปไหว้เชงเม้งบรรพบุรุษที่สุขาวดีค่ะคุณ Sao ขอบคุณวันนี้ได้ความรู้เรื่องราวไทยๆ เยอะเลยค่ะ


  16. March 30th, 2008 at 11:55 am       saoburi Says:

    ขอบคุณที่ชมค่ะ คุณชนสุรินทร์
    นี่นำมาเสนอเฉพาะแค่อำเภอเดียวของจังหวัดสระบุรีเองนะคะ
    แก่งคอย ยังมีสถานที่น่าท่องเที่ยวอีกค่ะ
    ฤดูที่ดอกทานตะวันบานก็สวย งามมากค่ะ เหลืองเต็มท้องทุ่ง และภูเขาเลย
    โดยเฉพาะถนนสายหลังโรงงานปูนซิเมนต์ตราช้าง ติดแม่น้ำป่าสัก ที่วิ่งผ่านตลาดแก่งคอย ไปยังอำเภอวังม่วง วิวธรรมชาติสวยดีค่ะ

    คงไม่ต้องบอกนะคะว่า สาวบุรีเป็นสาวจากที่ไหน
    ก็ประชาสัมพันธ์ แนะนำเที่ยวแก่งคอย จะให้เป็นคนที่อื่นได้ไง
    ลูกแม่น้ำป่าสัก ณ.แก่งคอย


  17. March 30th, 2008 at 7:28 am       chonsurin Says:

    สวัสดีครับ พี่สาว

    เรื่องที่พี่นำลงนี้ เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาจังหวัดสระบุรีมากเลยครับ หามาเรื่อยนะครับ เรื่องประวัติแบบนี้
    แถมมีแหล่งท่องทีน่าสนใจในจังหวัดให้อีกต่างหาก
    ดีจัง
    ชนสุรินทร์เคยไปเที่ยว น้ำตกเจ็ดสาวน้อยครับ
    แล้วก็ไปอ.ปากช่อง ดงพญาเย็น
    แล้วก็ไป อ.มวกเหล็ก ไปหาทานขนมกะหรี่ปัีป
    นี่ไม่ได้ไปสองสามปีแล้ว

    มีโอกาสคงได้ไปเยี่ยมเยียนบ้างตามสมควร

    นี่แสดงว่า พี่สาว เป็นคนจังหวัดสระบุรีสิ ใช่ไหมครับ?


  18. March 30th, 2008 at 2:29 am       saoburi Says:

    คุณเมย์ ลองหาโอกาสไปเที่ยวล่องแก่งดูนะคะ สนุกดีค่ะ


  19. March 30th, 2008 at 2:28 am       saoburi Says:

    รูปนี้ถ่ายเมื่อปีที่แล้วค่ะ ตอนที่กลับมาเยี่ยมบ้านเก่า
    แม่น้ำป่าสัก อยู่หลังบ้านค่ะ มองจากหลังบ้านก็จะมองเห็นโค้งน้ำพอดี ร่มรื่นดีค่ะ


  20. March 30th, 2008 at 2:21 am       saoburi Says:

    ลองไปเที่ยวดูนะคะคุณ septimus คงจะสนุกดีน่ะ
    ฤดูหนาว ดอกทานตะวันบาน ก็น่าเที่ยวนะคะ ที่แก่งคอยดออกทานตะวันบานเต็มทุ่ง สวย งามมากค่ะ


  21. March 29th, 2008 at 6:23 pm       xanax71 Says:

    ถ้ามีโอกาสจะไปเยือนที่นี่ค่ะ ..คอยก่อนนะคะ แก่งคอย :)

    ขอบคุณที่แนะนำค่ะ


  22. March 29th, 2008 at 3:13 pm       lady007 Says:

    รูปดูร่มเย็น
    ผิดกับอากาศแผดเผาในกรุงเทพฯ ตอนนี้เลยค่ะ สาวบุรี


  23. March 29th, 2008 at 3:10 pm       septimus Says:

    เฮ! ได้ที่เที่ยวอีกแห่งแล้ว ขอบคุณค่า


  24. March 29th, 2008 at 3:01 pm       saoburi Says:

    ….d[^;^]b…ขอบคุณค่ะคุณวินฮิด สำหรับคำชม
    ฟังเพลงพอดีน่ะค่ะ เลยหาเรื่องมาลงซะเลย


  25. March 29th, 2008 at 2:55 pm       winhid Says:

    ขอบคุณกับเรื่องราวดีๆนะครับ


You must be logged in to post a comment.