~La lune dans noir globe~

Amber Alert ..

October20

 

 

 

ตามสถิติของมูลนิธิกระจกเงาที่ทำการบันทึกจำนวนผู้ที่สูญหายซึ่งมีญาติหรือครอบครัวไปแจ้งไว้

กับทางมูลนิธิให้ช่วยตามหาตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 – 2552 มีจำนวน 1,287 คน

และที่สามารถตามหาจนพบมีจำนวน 856 คน ซึ่งทางมูลนิธินั้นรับแจ้งคนหายทุกช่วงวัย

ทั้งคนแก่ คนหนุ่มสาวหรือเด็กๆ

 

 


ระยะหลังมานี้เราๆ คงเคยจะได้รับเมลหรือ fwd. เมล หรืออาจจะเคยเห็นกรอบเล็กๆ

บนหน้าหนังสือพิมพ์ที่ลงประกาศตามหาเด็กหาย บ่อยครั้งเปิดดูแล้วเห็นดวงตากลมๆ ใสๆ

ฉันก็ได้แต่ถามตัวเองว่า เด็กพวกนี้หายไปไหน หายไปได้ยังไงและจะมีซักกี่คนที่ได้กลับบ้าน

เพราะระบบการตามหาเด็กหายของเราดูจะให้น้ำหนักและความไว้เนื้อเชื่อใจไปที่มูลนิธิต่างๆ

ที่ให้ความช่วยเหลือมากกว่าจะฝากความหวังไว้ที่ตำรวจซึ่งมีสิทธิ-ความรับผิดชอบในการสืบสวน

สอบสวนโดยตรง

 

 

.

 

 

หากจะมองเพียงแค่ตัวเลขสถิติ ปัญหาเด็กหายในบ้านเราดูเหมือนจะเทียบไม่ได้กับสถิติ

เด็กหายในอเมริกา(ซึ่งมักจะก่นด่าว่าปัญหาเด็กและเยาวชนของเราโยงใยกับการค้ามนุษย์)

ตามที่มีการบันทึกไว้ว่าเด็กๆ ในประเทศอเมริกาจำนวน 750,000 คนที่ถูกแจ้งความหายไว้

ซึ่งก็มีทั้งที่หนีออกจากบ้านและถูกลักพาตัว

 

 

 

 

ในแต่ละปีจะมีเด็กจำนวน 100 คนถูกลักพาตัว หรือ 3-4 วัน / 1 คน

9 ใน 10 คนนั้นเป็นเด็กผู้หญิง ซึ่ง 5 ใน 10 คนถูกลักพาตัวเพื่อกระทำทางเพศ

และเศร้าสลดหดหู่เพราะ 3 ใน 4 ของเหยื่อ จะถูกฆ่าภายในเวลา 3 ชั่วโมงหลังถูกลักพาตัว

 

 

 

 

 

 

 

 

Amber Hagermana , a victim

 

 

 

 

 

ปี 1996 เด็กหญิงวัย 9 ขวบ ชื่อว่า Amber Hagerman ซึ่งอาศัยอยู่ที่เท็กซัสก็เช่นกัน

ที่ตกเป็นเหยื่อของการลักพาตัว และต่อมาภายหลังมีผู้พบศพเธอและผลชันสูตรบ่งชี้ว่า

เธอถูกกระทำทางเพศก่อนที่จะถูกเชือดคอ ฆ่าปิดปาก และนำศพมาทิ้งจนมีผู้ไปพบ

 

 

 

เหตุอันน่าสลดนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นเลย หรืออาจจะไม่ต้องจบอย่างน่าเศร้าเช่นนี้

ถ้าเพียงแต่สามารถที่จะเปลี่ยนอะไรบางอย่างภายในเวลา 8 นาที หลังจากที่เด็กหญิง

เริ่มต้นขี่จักรยานออกจากบ้าน จนกระทั่งนาทีที่ 8 ที่ตำรวจได้รับแจ้งจากผู้ที่เห็นเหตุการณ์

ว่ามีเด็กถูกอุ้มขึ้นรถไปในลักษณะที่เด็กดิ้นรนขัดขืนจากการลักพาตัว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข่าวอันน่าเศร้าที่เกิดขึ้นกับเด็กหญิง Amber เป็นข่าวโด่งดังไปทั่วอเมริกา

จนทำให้มีคนตั้งคำถามว่า ทำไมตำรวจกับสื่อถึงไม่ประสานงานกันในทันทีที่เกิดกรณี

มีเด็กถูกลักพาตัว และจากคำถามนั้นเองที่ผู้บริหารของสถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์ในเมโทรเพล็กซ์

คิดเห็นว่าเป็นไอเดียที่ดี จึงนำมาก่อร่างสร้างให้เป็นรูปธรรม และนำมาใช้ได้จริงในปี 1997

หรือหนึ่งปีหลังจากที่เด็กหญิง Amber ถูกลักพาตัวและสังหารโหดภายใต้ชื่อว่า

Amber Alert Plan ซึ่งการทำงานจะประสานกันระหว่างตำรวจและสื่อมวลชน

โดยในทันทีที่ได้รับแจ้งว่ามีเด็กถูกลักพา สถานีโทรทัศน์และวิทยุในท้องถิ่น

จะรายงานสดถึงรูปพรรณเด็ก รูปพรรณของคนร้าย ป้ายทะเบียนรถต้องสงสัย ฯลฯ

รวมถึงภาพถ่ายของเด็ก และของผู้ก่อเหตุซึ่งหลายกรณีเป็นคนในครอบครัวเด็กนั่นเอง

 

 

 

 

Amber Alert ทำงานได้ผลในเท็กซัส ต่อมาในปี 2000 อเมริกาจึงประกาศใช้ Amber Alert

ในกรณีเด็กหายทั่วทั้งอเมริกา หากแต่มีข้อจำกัดว่าเด็กที่ถูกแจ้งหายนั้นจะต้องมีอายุตั้งแต่ 17 ปีลงมา

และการพิจารณาใช้ Amber Alert ก็ให้อยู่ที่การตัดสินใจร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ

และผู้บริหารของสถานีโทรทัศน์ประจำท้องถิ่นนั้นๆ และหลายครั้งที่ Amber Alert

ถูกนำมาใช้ตามหาผู้ที่มีอายุมากกว่า 17 ปีด้วยในกรณีฉุกเฉินจริงๆ

 

 

 

 

 

 

 

Amber tree อนุสรณ์ ณ สถานที่สุดท้ายที่มีผู้เห็นเธอ

ก่อนถูกลักพาตัว

 

 

 

 

 


ในบ้านเรานั้น น้อยครั้งมากที่จะได้ยินว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจขอความร่วมมือประกาศตามหาเด็กหาย

และเป็นประจำที่จะได้ยินว่า พ่อแม่ผู้ปกครองเด็กได้ขอเข้ารับความช่วยเหลือจากมูลนิธิต่างๆ

ก็เพราะไม่ได้รับความช่วยเหลือที่ดีพอจากเจ้าหน้าที่รัฐ บ่อยครั้งที่พ่อแม่ไปแจ้งเด็กหาย

แต่ถูกตำรวจตะเพิดไล่ให้กลับไปนอนรอจนกว่าจะครบ 24 ชั่วโมง หลังจากที่เด็กได้หายไป

แล้วค่อยกลับมาแจ้งความใหม่ ภาระในการติดตามหาเด็กที่หายออกจากบ้านไปจึงถูกผลักให้ไปอยู่

ที่มูลนิธิต่างๆ ที่ทำงานเกี่ยวกับเด็ก แม้ว่าบ้านเรากรณีลักพาตัวอาจจะน้อยกว่ากรณีถูกล่อลวง

หรือหนีออกจากบ้านไปเองก็ตาม

 

 

 

 

คงจะต้องยอมรับว่าปัญหาเด็กและเยาวชนในบ้านเรานั้น เป็นปัญหาท้ายๆที่รัฐบาลผู้บริหารประเทศ

จะหันมาให้ความสนใจอย่างจริงจัง เนื่องจากว่ารัฐบาลและผู้บริหารประเทศทุกยุคทุกสมัยต่างยุ่ง

กับการจัดการความกระสันต์ในอำนาจของตัวเองเป็นหลัก เรื่องอื่นนั้นไม่สำคัญเท่า

จนกว่า … จะมีเด็กถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยมซักที ก็จะกระดิกตัวหันมาหาทางล้อมคอกกันซะคราว

หรือไม่ก็มีข่าวกับเด็กทางหน้าสื่อแล้วซะครั้ง ทีนี้ละคุณเอ๊ยย .. ท่านนั่น ท่านนี่ คุณโน่น คุณนั้น

แห่กันไปให้ความช่วยเหลือทันทีจนน่าหมั่นไส้ แต่ถ้าไม่มีข่าวทางหน้าสื่อ

ต่อให้เด็กมันปลูกกระต๊อบไม่มีฝาอยู่หน้าบ้าน อบต. ก็ไม่เคยมีใครชายตาแล

 

 

 

15 Comments to

“Amber Alert ..”

  1. October 21st, 2009 at 5:30 pm       เจ้าเงาะ Says:

    ไม่เขียนไรต่อเหรอเพ่


  2. October 21st, 2009 at 4:03 pm       bangwai Says:

    ขอบคุณที่ให้กำลังใจในบางหวาย และรู้สึกขายหน้าห้าแต้มที่พบว่าท่านเขียนกลอนดีกว่าผมเสียอีก อนึ่งผมยังไม่คล่องการใช้บล็อกครับ ไม่ทราบจะตอบกลับลงในความคิดเห็นที่ส่งเข้ามาอย่างไร อ้อ การวางเลย์เอาท์ของท่านก็ดูเข้าที (อย่าหาว่าสอนจระเข้เลยนะ ถ้าจะติงว่าตัวอักษรขาวบนพื้นดำอ่านได้ไม่นานนะครับ ตาลายก่อน ขอโทษนะครับ ถ้ามีเหตุผลส่วนตัว) นับถือ


  3. October 21st, 2009 at 11:50 am       peacock Says:

    เรื่องเด็กหายเนี่ย..เป็นเรื่องที่น่ากลัวที่สุด เหมือนฝันร้ายที่สุดเลยนะคะ…แต่เกิดขึ้นได้บ่อยๆ


  4. October 20th, 2009 at 11:10 pm       athenaz Says:

    บ้านเรานอกจากเด็กหายโดยทั่วไป ปัญหาทางเพศ ข่มขืน ฆ่าชิงทรัพย์มากเหลือเกิน

    ทักษะในการใช้ชีวิตในของพ่อแม่แทบวางใจไม่ได้เลยนะคะ

    ทุกวันนี้พี่เองต้องไปรับลูกสาวทุกวัน สถานี BTS ก็ไม่ไกลบ้าน แต่เดินเข้ามาไม่ได้ พอมาถึงค่ำหน่อยก็ต้องตาดูหูใส่กันเอง
    เพราะหากเกิดอะไรขึ้น ไม่น่าจะหวังพึ่งใครได้ทั้งนั้น
    ดีว่า โทรมือถือ ช่วยในชีวิตประจำวันแม่ๆลูกๆ ได้แยะนะคะ ..

    P athenaz :))


  5. October 20th, 2009 at 8:31 pm       sazzie Says:

    สวัสดีจ้ามอร์น ถูกเลยเพื่อน ยกตัวอย่างตอนปรางเล็กๆ นะ มันเดินออกไปร้านขายขนมคนเดียว

    เราลงจากบ้านหาลูกไม่เจอ โห พล่านเลยล่ะ พอนึกขึ้นมาได้ว่าลูกจะให้พาไปร้านขนม
    เลยรีบวิ่งไปร้านขนม ปรากฎว่าปรางมันยืนอยู่หน้าร้าน
    พอเห็นหน้าเรามันบอก แม่จ๋า หนม หนม .. ส่วนอีแม่แทบคลั่ง 5555

    good evening เพื่อน ;)))))


  6. October 20th, 2009 at 8:27 pm       sazzie Says:

    สวัสดีค่ะคุณ sep’ ได้รับบ่อยเช่นกันน่ะค่ะ แล้วยังชอบเปิดดูตามเว็บด้วยค่ะ ทั้งของไทยของนอก แหะๆ

    ในอเมริกาใช้ได้ผลค่ะกับวิธีการนี้ แต่บ้านเราเนื่องจากทีวีท้องถิ่นจะเป็นเคเบิ้ลเสียส่วนใหญ่
    ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็คงไม่มีเคเบิ้ลน่ะค่ะ อาจจะใช้วิธีนี้ไม่ได้ผล
    แต่ถ้าเอามาปรับใช้ก็อาจจะมีวิธีที่ทำให้เกิดการประสานงานกันฉับไวกว่าปัจจุบันน่ะค่ะ

    หรือไม่ก็คือยกให้เป็นหน้าที่ของมูลนิธิต่างๆ เต็มตัวไปเลย แต่รัฐต้องช่วยสนับสนุนเต็มที่ด้วยค่ะ
    ไม่ใช่ว่าใครใคร่จะทำงานเพื่อสังคมก็ทำไป รัฐไม่เกี่ยว แบบนี้เหมือนรัฐผลักภาระค่ะ

    good evening ค่า ;)))))


  7. October 20th, 2009 at 8:19 pm       sazzie Says:

    สวัสดีค่ะคุณคัมภีร์ราม ถูกค่ะ เห็นด้วย สังคมปัจจุบันค่อนข้างจะห่างจากความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
    สมัยก่อนละแวกกัน ญาติกันหมด สมัยนี้รั้วติดกันบางทีไม่เคยเห็นหน้าค่าตาหรือพูดจากันซักคำเลย

    เวลาศศิอยู่บนตึกสูงแล้วมองลงไปเห็นหลังคาบ้านเล็กๆ ติดๆ กันเต็มไปหมดข้างล่าง
    ไม่รู้เป็นไร ชอบคิดน่ะค่ะว่าสมมติถ้าลูกเราหายไป .. เราจะตามหาได้จากไหน
    จากหลังคาบ้านเป็นพันเป็นหมื่นหลังข้างล่างนั่น
    เราจะมีวันตามเจอมั้ยก็ไม่รู้

    good evening ค่ะ :)))))


  8. October 20th, 2009 at 8:14 pm       sazzie Says:

    สวัสดีค่ะเจ้าเงาะ ขอทานบ้านเรา เดี๋ยวนี้เป็นแก๊งค์ขอทานทั้งนั้นล่ะค่ะ
    เคยดูสารคดีที่เขาตามไปที่บ้านเช่าของขอทาน พูดคุยกับขอทาน
    แต่ละคนรายได้ระดับหนุ่มสาวชาวออฟฟิศได้อายค่ะ หลายหมื่น !
    พวกเด็กๆ ที่ถูกซื้อมาทำขอทาน ถ้าเป็นเด็กพม่าเชื่อมั้ยคะว่า ราคาซื้อขายอยู่ที่ร้อยเดียว
    ชีวิตราคาหนึ่งร้อยบาทค่ะ แค่ร้อยบาทเท่านั้น

    สังคมสงเคราะห์บ้านเราทำงานหน่วยงานเดียวไม่ไหวค่ะ เพราะปัญหาเด็กทุกวันนี้ขยายวงกว้างมาก
    แค่ต้องคอยรับเลี้ยงลูกให้ผู้ที่ไม่พร้อมก็เต็มกลืนจนน่าเห็นใจค่ะ

    เสาร์อาทิตย์เปิด น.ส.พ.ข่าวสดอ่านประกาศตามหาพ่อแม่ ตามหาญาติของทารกที่ถูกทิ้งก็กินพื้นที่กรอบ
    แล้วค่ะ เด็กบางคนหน้าตาน่ารักมากๆ จนไม่อยากเชื่อว่าพ่อแม่ทิ้งได้ลงคอ

    good evening ค่า ;)))))


  9. October 20th, 2009 at 5:24 pm       singlemom Says:

    ปวดใจแทนคนเป็นพ่อเป็นแม่ที่เด็กหายเน๊อะ


  10. October 20th, 2009 at 3:37 pm       septimus Says:

    สวัสดีค่ะคุณศศิ

    พักนี้รู้สึกเหมือนกันค่ะว่าFwdเมลล์เด็กหายเยอะจัง มีมาแทบทุกวัน อยากทราบเหมือนกันค่ะว่าวิธีนี้จะช่วยได้มากน้อยแค่ไหน

    Have a good evening ค่ะ

    ^__^


  11. October 20th, 2009 at 12:55 pm       cumpreram Says:

    …สวัสดีครับ…
    ก่่อนชุมชนจะเข้ม…ครอบครัวต้องแข็งแกร่งก่อนครับ..เริ่มจากภายในที่ใกล้ชิดที่สุดแล้วกระจายสู่รอบด้าน..ค่อยแทรกซึมนำความดี – ถูก – ผิด..เข้าสู่หัวใจให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน…เพียงชั่วอายุคนเดียวแหละครับ..เมื่อรุ่นคนที่ถูกปลูกฝังเติบโตและแข็งแกร่ง..เขาจะเป็นฐานให้กับรุ่นลูกหลานต่อไป..เอ๊ก..เอิ๊ก…


  12. October 20th, 2009 at 12:50 pm       เจ้าเงาะ Says:

    …หนังเรื่อง Slumdog ทำให้เจ้าเงาะตัดสินใจว่า จะไม่ให้เงินกับเด็กขอทาน ข้างถนนอีกต่อไป
    …ไม่ใช่ไม่อยากช่วย แต่ไม่แน่ใจว่าเงินที่เราให้ไปนั้น ช่วยน้องเค้าหรือใครกันแน่
    …และที่ถูกแล้ว สังคมสงเคราะห์บ้านเราไม่ไหนหมด สังคมเรามาถูกทางแล้วหรือ…

    ไม่ชอบข่าวแบบนี้เลย หดหู่ แต่เป็นความจริงที่มีอยู่ และชัดเจนขึ้นทุกวันๆ…


  13. October 20th, 2009 at 11:32 am       sazzie Says:

    สวัสดีค่ะพี่เลดี้ ง่ายที่สุด ชุมชนเข้มแข็งค่ะพี่ ช่วยกันสอดส่องดูแลเด็กๆ ในพื้นที่
    เพราะจะหวังพึ่งรัฐบาล พึ่งตำรวจให้พวกเขาหันหน้ามาจัดการกับปัญหาอย่างจริงจัง คงหวังไม่ได้น่ะค่ะ
    ยังโชคดีที่บ้านเรามีหน่วยงานเอกชน มีมูลนิธิที่ทำงานเกี่ยวกับสวัสดิภาพเด็กและเยาวชน
    ที่ทำงานกันจริงจัง ให้ชาวบ้านได้ฝากความหวังไว้ด้วยได้น่ะค่ะ

    ถือว่ายังโชคดีอยู่บ้างจริงๆ ค่ะ

    good day ค่า ;)))))


  14. October 20th, 2009 at 10:17 am       lady007 Says:

    จะทำอย่างไร จะแก้ไขได้ไง…


  15. October 20th, 2009 at 10:13 am       sazzie Says:


You must be logged in to post a comment.