~La lune dans noir globe~

Give Peace A Chance ..

September19

 

 

 

ด้วยวลีเดียวที่เลนนอน (John Lennon) ตอบนักข่าว

ระหว่างการให้สัมภาษณ์บนเตียงในช่วงฮันนีมูนของเขากับโยโกะ โอโน่

ซึ่งต่อมาวลีนั้นได้ถูกเขียนขึ้นเป็นเพลง และทำการบันทึกเสียงในห้องพักเลขที่ 1742

โรงแรม Queen Elizabeth ในเมืองมอนทรีอัล ด้วยระบบการบันทึกเสียง

ที่สุดแสนจะธรรมดา แต่คราคร่ำด้วยผู้มีชื่อเสียงในแวดวงสังคมและนักข่าวมากมาย

ที่ถูกเชิญให้เข้าร่วมรับฟังการบันทึกเสียงครั้งนั้น แล้วต่อจากนั้นเพลงนี้ก็ถูกนำมาใช้

เป็นเพลงสัญลักษณ์ของกลุ่มต่อต้านสงครามในช่วงปี ค.ศ.1969

 

 

.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วลีที่ว่านั้นคือ ‘ All we are saying is give peace a chance

และสงครามที่ว่านั่น จะเป็นสงครามอื่นไปไม่ได้เลยนอกจากสงครามเวียดนาม

สงครามที่ทำให้มหาอำนาจยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกา แพ้ศึกอย่างหมดรูปต่อกองทัพอีแตะ

( ทหารของกองทัพเวียดนามเหนือไม่สวมเครื่องแบบ ไม่สวมบู๊ทแต่สวมเพียงรองเท้าแตะ

ด้วยงบจำกัดจำเขี่ยแต่รบด้วยใจแห่งสังคมนิยม ) ทั้งเสียกำลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์

และเงินงบประมาณในการทำสงครามจำนวนมหาศาล

 

 

 


ก่อให้ชาวอเมริกันเกิดความเคียดแค้นชิงชังรัฐบาลนิกสันจนมีการประท้วงและจราจล

ต่อต้านสงครามไปทั่วทุกหัวระแหง จนแทบจะกลายเป็นสงครามกลางเมือง

ในประเทศอเมริกาเอง การประท้วงเริ่มจากเบาไปหาหนัก และมีผู้ชุมนุมเสียชีวิต

ด้วยการกระทำเกินกว่าเหตุของตำรวจอเมริกันไปหลายคน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สงครามเวียดนามในครั้งนั้น มิใช่ว่าจะจำกัดผลกระทบของการทำสงคราม

อยู่เพียงในประเทศเวียดนาม หากแต่ได้ลุกลาม รุกรานเข้าไปในกัมพูชา

และยังก่อให้เกิดสภาวะตื่นตระหนกไปทั่วโลกกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

 

 

 

 


โชคดีของประเทศไทยที่มีความเป็นเอกราชอย่างมั่นคงเข้มแข็งมายาวนาน

แต่ก็ใช่ว่าผลกระทบจากสงครามภายในประเทศเพื่อนบ้านจะไม่กระเทือนถึงเรา

เพราะเมื่อเขาพลัดถิ่นที่อยู่มาทางเราก็ต้องอ้าแขนโอบรับให้เข้ามาพำนักพักพิง

เยี่ยงประเทศที่มีมนุษยธรรมพึงกระทำ และผู้อพยพเหล่านั้นก็ล้วนแต่เป็นคนกัมพูชา

ประเทศรั้วติดกันกับเรานี่เอง

 

 

 

 

จะว่าไปแล้วชาวกัมพูชานั้นเหมือนสิ่งมีชีวิตที่ถูกสาป เพราะเมื่อสืบเสาะเรื่องราว

กลับไปในประวัติศาสตร์แล้วนั้นมีแต่ความบอบช้ำที่ถูกกระทำจากเจ้าผู้ปกครองประเทศ

ไหนยังถูกครอบจากระบอบล่าอาณานิคมของฝรั่งเศสมาเป็นเวลาถึง 90 ปี

ทำมาหารับประทานได้เท่าไหร่ ก็ต้องกันส่วนใหญ่ไว้ส่งส่วยไปยังมหานครปารีส

ชาวบ้านชาวเมืองก็ขุดหัวเผือกหัวมันกินพอประทังชีวิตเป็นคราวๆ ไป

เพิ่งจะมาเริ่มหัดใช้จมูกหายใจได้เองก็ตอนที่ปลดแอกเป็นอิสระจากฝรั่งเศส

เมื่อ พ.ศ.2496 นี่เอง แต่ก็ใช่ว่าจะขาดแล้วขาดเลย เพราะอย่างไรเมื่อต้อง

ตัดสินใจอะไรใหญ่โต ก็ยังวิ่งโร่กลับไปซบอกฝรั่งเศสให้ช่วยคิดช่วยแก้อยู่ดี

 

 

 

 


เรื่องผู้คนทุกข์เข็ญ อดอยากยากแค้น หรือแม้แต่การล้มตายเป็นคราวละมากๆ

จึงดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับกัมพูชามาแต่ดึกดำบรรพ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อ้างอิงได้จาก หนังสือที่อาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนไว้

ในหนังสือ”รู้จักเพื่อนบ้าน”  (อ้างอิงถึงหนังสือ Cambodia Year Zero

ของ บาทหลวง François Ponchaud  ) ดังนี้
..

 

 

 


ถ้าคิดดูให้ดีๆ ก็ไม่น่าจะเห็นแปลก เพราะเขมรมีภูมิหลังเช่นนั้นอยู่แล้ว

ลองดูภาพนครวัด และปราสาทเขมรอื่นๆ ที่ใหญ่โตมโหฬารซึ่งสร้างมา

เป็นเวลานับพันปี ในสมัยมนุษย์ยังไม่มีเครื่องทุ่นแรงมากนัก ก็จะเห็นได้ว่า

สิ่งก่อสร้างเหล่านั้น เป็นอนุสาวรีย์ของความไม่เอื้อเฟื้อชีวิตคนและสัตว์

กว่าจะสร้างนครวัดเสร็จนั้น จะต้องเสียชีวิตมนุษย์ไปอย่างประมาณมิได้

พอๆ กับสมัยพล พต
.. “

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาวะหลังสงครามของกัมพูชานั้นไม่แตกต่างอะไรจากประเทศที่พังทลาย

ผู้คนต้องแตกกระสานซ่านเซ็น ครอบครัวเดียวกันต่างพลัดพรากคนละทิศคนละทาง

ทหารผ่านศึกสงครามเวียดนามชาวอเมริกันคนหนึ่งเคยกล่าวกับฉันว่า

จำนวนผู้คนชาวกัมพูชาและเวียดนามที่ตกเป็นผู้อพยพนั้น น่าจะเป็นสถิติโลก

ที่ไม่มีประเทศไหนในโลกนี้จะทำลายสถิตินั้นได้ง่ายๆ ในศตวรรษนี้ยันศตวรรษหน้า

 

 

 

 

เมื่อค่อยๆ กอบกู้ประเทศอย่างช้าๆ แล้วก็ใช่ว่าชีวิตผู้คนชาวกัมพูชา

จะได้รู้จักกับคำว่าอิสระเสรี สุขกายสบายใจ เพราะยังมีผีปอบการเมือง

ที่เข้ามาบริหารประเทศคอยสูบเลือดสูบเนื้อสูบหยาดเหงื่อด้วยการขูดรีด

และคอรัปชั่นอย่างหนัก

 

 

 

 

ทั้งนี้ทั้งนั้นเรื่องคอรัปชั่นในเขมร ก็มีมาตั้งแต่ก่อนสงครามจะปะทุแล้ว

ว่ากันว่ามันเป็นผลมาจากการที่กัมพูชาไม่เคยปกครองตนเองมานาน

ครั้นพอได้รับอิสรภาพจากฝรั่งเศส ผีปอบที่ถูกปลดปล่อยเลยเอ็นจอยอิทติ้ง

แด๊กบ้านแด๊กเมืองกันอย่างไม่บันยะยันยัง ชาวบ้านชาวช่องจะไม่มีกินยังไง

ก็ช่างหัวมัน แต่ต้องส่งเงินภาษีเข้าคลังและเข้ากระเป๋าตูอย่าได้ขาดเชียว

ไม่งั้นเป็นเรื่อง และก็เพราะการแด๊กไม่บันยะบันยังผู้บริหารประเทศนี่เอง

ที่เป็นสาเหตุหนึ่งให้กัมพูชาติดเอี่ยวในสงครามอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

 

 

 

เฮ้อ .. เล่าจนเหนื่อย แต่ยังคงมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายที่จะทำให้เรา

ได้รู้แก่นของกัมพูชาว่าทำไมจึงเป็นเหมือนประเทศที่มีแผลลึกในใจและเป็นชาตินิยมสุดขั้ว

ทั้งนี้ทั้งนั้นสาเหตุต่างๆ ก็เกิดมาจากการถูกกดขี่กดดันมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ

แต่จะว่าไปเรื่องจะมาระบายอารมณ์สะสมที่มีมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหา

เอากับประเทศไทยที่เคยหยิบยื่นความช่วยเหลือในครั้งลำบากลำบน และยังคงช่วย

ประคับประคองมาจวบจนปัจจุบัน ด้วยความพยายามรุกล้ำส่งกองกำลังไก่ป่า

เข้ามานั่งเสนอหน้าในแผ่นดินไทยอย่างไม่ยี่หระนั้น มันออกจะเป็น

การแสดงความอกตัญญูต่อประเทศไทยผู้มีพระคุณมากไปหน่อย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

พักสายตาจากหนังสือกองโต ฉันเอื้อมมือไปกดเล่นเพลงนี้อีกครั้ง

อดคิดไม่ได้ว่า เมื่อ ค.ศ.1969 สภาวะสงครามรุนแรงปานไหนกัน

ที่ทำให้เลนนอนถึงกับเซ็งเป็ด .. แล้วนอนฮัมวลี

‘ All we are saying is give peace a chance ‘

ทั้งที่เขากำลังดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์อยู่ อารมณ์จิบน้ำผึ้งอาจจะน้อยกว่า

ขึงความรู้สึกตนเองไว้กับคำว่าสันติภาพ ซึ่งผู้ใฝ่หาสันติภาพ

ต่างซาบซึ้งกับบทเพลงนี้ แต่ประเทศวิกฤตสงครามจะเคยซึ้งบ้างหรือไม่

ยากแก่การที่จะคาดเดา

 

 

 

 


All we are saying is give peace a chance ..

 

All we are saying is give peace a chance..

 

 

 

 

ซัวสะเดย แปลว่า สวัสดี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Give Peace a Chance – John Lennon

 

 

 


Ev’rybody’s talkin’ ’bout

Bagism, Shagism, Dragism,

Madism, Ragism, Tagism

This-ism, that-ism, ism ism ism

All we are saying is give peace a chance

All we are saying is give peace a chance

 

 

 

(C’mon)

Ev’rybody’s talkin’ ’bout

Minister, Sinister, Banisters and Canisters,

Bishops, Fishops, Rabbis, and Pop Eyes,

Bye bye, Bye byes

All we are saying is give peace a chance

All we are saying is give peace a chance

 

 

 

(Let me tell you now)

Ev’rybody’s talkin’ ’bout

Revolution, Evolution, Masturbation,

Flagellation, Regulation,

Integrations, mediations, United Nations,

congratulations

All we are saying is give peace a chance

All we are saying is give peace a chance

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


อ้างอิง

 

 

1.หนังสือรู้จักเพื่อนบ้าน ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

 


2.หนังสือ Cambodia Year Zero ของ บาทหลวง François Ponchaud

 


3.หนังสือสมุดปกดำ : ก่อนกัมพูชาแตก แปลและเรียบเรียงโดยเพตรา เบญจองค์และคณะ

 

 

 


ขอบคุณภาพทุกภาพจากอินเตอร์เน็ต

 

 

 

 

by posted under Uncategorized | 18 Comments »    
18 Comments to

“Give Peace A Chance ..”

  1. September 20th, 2009 at 8:09 pm       sazzie Says:

    สวัสดีค่ะคุณชาญ ยินดีค่า ก่อนสงครามมันมีเหตุนำมาหลายปีน่ะค่ะ

    รายละเอียดอื่นๆ ไว้จะเล่าอีกคราวนะคะ จริงๆ เคยเขียนไปบ้างแล้วน่ะค่ะ
    แต่จะอิงไปทางเวียดนามมากกว่า ที่เคยเขียนถึงกัมพูชาก็มีค่ะ

    http://mblog.manager.co.th/sazzie/th-20122/

    เอ๊ คุณชาญยังเคยแวะไปเมนท์แล้วเหมือนกันค่ะ
    งั้นครั้งหน้า หาข้อมูลย้อนกลับไปได้ไกลกว่าเดิมแล้วจะมาอัพเพิ่มอีกค่ะ

    good evening นะคะ :)))))


  2. September 20th, 2009 at 4:52 pm       chanpanakrit2 Says:

    ขอบคุณที่แบ่งปันนะขอรับ

    ได้ประโยชน์และพอเข้าใจโลกใบนี้

    ว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างลอยๆนะขอรับ
    บุพพาชนตัวจริง


  3. September 20th, 2009 at 11:17 am       sazzie Says:

    สวัสดีค่ะคุณ sep’เดี๋ยวหากเจอะข้อมูลอะไรที่กลับไปไกลกว่านี้เพิ่มเติมอีก
    แล้วจะมาอัพอีกครั้งค่ะ เพราะจริงๆ แล้วเขมรมีแผลลึกมากๆ ค่ะ

    good day ค่า ;)))))


  4. September 20th, 2009 at 11:14 am       sazzie Says:

    สวัสดีค่ะพี่กุ้ง หนูก็ไม่ได้มีจุดประสงค์จะเขียนให้สงสารค่ะ
    แต่ต้องการเขียนให้เห็นถึงสันดานเขมร ว่าเป็นอย่างไร อิอิ

    สันดานในที่นี้ไม่ได้มีความหมายหยาบคายนะคะ
    แต่หมายถึง พื้นเพ รากฐานอุปนิสัยที่บ่มจากอดีต
    แล้วถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาจนถึงปัจจุบันน่ะค่ะ

    good day ค่า ;)))))


  5. September 20th, 2009 at 11:08 am       sazzie Says:

    สวัสดีค่ะพี่เมย์ หนูส่งเมลไปรบกวนแล้วค่ะพี่

    ขอบคุณมากค่า good day ค่ะ :)))))


  6. September 20th, 2009 at 11:06 am       sazzie Says:

    สวัสดีค่ะน้องอ้อน เดี๋ยวเจอตรงไหนน่าสนใจแล้วจะมาอัพเพิ่มค่ะ


    Glitterfy.com – Glitter Graphics

    good day ค่า ;)))))


  7. September 20th, 2009 at 11:04 am       sazzie Says:

    สวัสดีค่ะเจี๊ยบจัง สงครามเป็นธุรกิจประเภทหนึ่งน่ะค่ะ
    มีสงครามที่ไหน มีเศรษฐีใหม่ที่นั่น และส่วนมากเศรษฐีพวกนั้น
    ก็มักจะเป็นเอี่ยวตัวเบ้งที่สนุบสนุนสงครามซะด้วย

    สามร้อยล้านดอลล่าร์ แลกกับชีวิตคนแค่ล้านกว่าคนเอง คุ้ม !
    (คิดแบบทุนนิยมคร่าวๆ ตามสัดส่วนคอมมิชชั่นแค่ 1% ของงบการทำสงครามของอเมริกาสมัยนั้นนะคะ)

    ที่ยังคงมีสงครามทุกวันนี้ ก็เพราะเงินเป็นตัวแปรอย่างหนึ่งด้วยน่ะค่ะ

    good day ค่า ;)))))


  8. September 20th, 2009 at 9:16 am       septimus Says:

    สวัสดีค่ะคุณศศิ(ขอทักด้วยภาษาเรานะคะ)

    เพราะช่างซาบซึ้งกับความอกตัญญูไงคะ ชีวิตผู้คนบ้านนั้นเมืองนั้นจึงถูกสาปตลอดมาและจะต้องตลอดไปค่ะ ดิฉันเชื่อเช่นนั้น

    ขอขอบคุณบทความฮิตทูเดอะพ้อยท์ในวันนี้เอ้ยเมื่อวานค่ะ(น่าจะมีตอนต่อไปน๊าคะ แม้ว่าจะทำให้อิดหนาระอาใจ)

    Take care ค่ะ

    ^___*


  9. September 20th, 2009 at 8:03 am       pkkk2714 Says:

    เนื้อหาอ่านแล้วสนุก เข้าใจง่ายค่ะ

    แต่ในขณะนี้ความรู้สึกภายในใจมันตีกันเอง จากภาวะความสัมพันธ์ไทยกับเขมรในปัจจุบัน ซ้ำๆกดดันโดยคนไทยด้วยกันเอง

    เมื่อมีเนื้อหาออกมาอย่างนี้แทนที่ใจจะสงสาร

    เลยต้องสงสารตัวเองด้วยค่ะ

    กรรมคนเขมร

    กรรมคนไทย

    ใครจะหนากว่ากัน


  10. September 19th, 2009 at 8:32 pm       xanax71 Says:

    วันนี้ขับรถผ่านแยกโรงแรมอมารีรินคำ นึกถึงศศิ…เห็นว่ามีคำถามจะถามพี่ มีอะไรรึเปล่า ?


  11. September 19th, 2009 at 7:19 pm       specter Says:

    เนื้อหาเยี่ยม……(อันนี้ขอยืมพี่ชายนายบอนมาจ้า)


  12. September 19th, 2009 at 3:28 pm       initmate Says:

    สวัสดีค่ะ ศศิ

    สงครามเกิดขึ้นที่ไหน ก็มีแต่แพ้กับแพ้ นะคะ
    เพราะทุกวินาที มีแต่ชีวิตมนุษย์เป็นเดิมพัน … คิดแล้วก็เศร้าใจ

    Take care นะคะ ศศิ :)


  13. September 19th, 2009 at 11:34 am       sazzie Says:

    สวัสดีค่ะพี่ athenaz เลนนอนเขียนเพลงที่เกี่ยวกับสันติภาพและการเมืองหลายเพลงเลยค่ะ

    อีกเพลงนึง คือ Happy X’Mas ( war is over)

    เคยมีคนบอกว่าอาร์ตหลายแขนงที่เก็บประวัติศาสตร์ไว้อย่างดี
    แขนงหนึ่งนั้นก็เห็นจะเป็นบทเพลง
    ที่บอกเล่าเรื่องราวในช่วงเวลาที่บทเพลงถูกแต่งขึ้นนะคะ
    ดีต่อคนรุ่นหลังอย่างเราที่จะคุ้ยหาประวัติศาสตร์ค่ะพี่ สนุกดี :)


    Glitter Graphics – GlitterLive.com

    good day ค่า ;)))))


  14. September 19th, 2009 at 11:12 am       athenaz Says:

    Yellow Roses In My Garden (11)
    P E A C E of yellow..


  15. September 19th, 2009 at 11:09 am       athenaz Says:

    Give Peace a Chance..
    that we all beg and long for, here, too !

    เพลง imagine ของ John ก็ตามหลังมาติดๆ
    John เองก็ชอบเพลงนี้มาก
    ภายหลังมีอัลบั้มเดียวกันที่มีทั้งสองเพลงโปรดของเขา
    ..ตอนนั้นอเมริกันบอมบ์หนักในเวียตนาม

    ขอบคุณบทความที่ลึกซึ้งค่ะ sazz ..
    ลบข้างบนทิ้งให้พี่อันนึงค่ะ :(

    happy weekend ka sazz :)


  16. September 19th, 2009 at 11:05 am       sazzie Says:

    มอร์นิ่งค่าคุณบี มาหยอดคำหวานแต่เช้าอีกแล้วนะคะ
    ขอบคุณมากค่า วันนี้ทำงานมั้ยคะ ?

    อย่างไรก็เทคแคร์ด้วยค่า


    Glitter Graphics – GlitterLive.com

    good day ค่า ;)))))


  17. September 19th, 2009 at 10:18 am       siwaya2517 Says:

    บล๊อกสวย…เนื้อหาเยี่ยม..เจ้าของก็มีเสน่ห์..ชื่นชมค่ะ..


  18. September 19th, 2009 at 10:08 am       sazzie Says:

    Now Playing: Give Peace A Chance

    Free Music Downloads | Free ringtones at EZ-Tracks.com


You must be logged in to post a comment.