~La lune dans noir globe~

พักโฆษณา : วันสุดท้าย

April4

 

 

 

เช้านี้รถติดมากๆ .. แม้ว่าจะเป็นเวลาเช้าตรู่ของวันหยุดก็ตาม แต่ดูเหมือนชาวกรุง

ล้วนแล้วแต่มีกิจธุระที่ต้องกระทำในวันนี้พร้อมๆกัน  แต่อาจจะไม่ใช่ ณ ปลายทางเดียวกัน

 

 

.

 

 

วัดที่เราไปทำบุญเช้าวันนี้ อยู่ไม่ไกลจากบ้านนัก แต่ด้วยความที่ถนนตัดลัดเลาะ

ลดเลี้ยวเข้าซอกซอยไม่อาจจะตัดตรงเข้าวัดเลยได้ ก็ทำให้ต้องขับอ้อมออกนอกเส้นทางไปเป็นกิโล

 

 

ฉันนึกถึงสมัยก่อนที่ตาพาเราลงเรือแล้วพายไปยังวัดแห่งนี้ มันเป็นความตื่นเต้นแบบบอกไม่ถูก

คงเพราะเรือของเราต้องลัดผ่านจากคลองสายเล็กๆที่ไหลผ่านหน้าบ้าน ไปออกคลองขุดขนาดใหญ่

ที่ผ่านตรงหน้าวัด พอหัวเรือเริ่มบ่ายออกคลองขุด คลื่นลูกใหญ่จากเรือหางยาวลำโต

จะกระทบเรือของเราจนโคลงเคลง น่าหวาดเกรงว่าจะล่ม แต่เรือลำเล็กของเราก็ไม่เคยล่มซักครั้ง

 

 

สมัยนี้หาคนที่ไปวัดทางเรือยากเต็มที ไม่แม้แต่ชาวบ้านชายคลองใกล้วัด

เพราะทางเขตจัดการสร้างถนนคนเดินเส้นเล็กๆขนาบชายคลอง จนชาวบ้านชาวช่อง

ไม่ต้องใช้เรืออีกต่อไป แต่อาศัยเดินตรงเลียบริมคลองไปวัดได้สบายๆเลย

 

 

ระหว่างทาง .. ฉันนั่งฟังพวกผู้ใหญ่คุยกันไปเรื่อยๆ ด้วยสารพัดเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานเช็งเม้ง

ตั้งแต่วิวัฒนาการของเครื่องเซ่นไหว้ ที่ว่าสมัยนี้ให้จัดลงตะกร้าเป็นชุดๆไป จะสะดวก

ไม่ต้องไปหยิบยืมจานชามของวัดเอามาผลัดใส่ ยันว่าวันนี้ใครเตรียมอะไรมาไหว้บ้าง

แล้วยังมีอะไรอีกที่เดี๋ยวเมื่อไปถึงวัดแล้ว ต้องออกไปหาซื้อที่ร้านค้าหน้าวัด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จังหวะหนึ่ง .. น้าสะใภ้หันมาบอกฉันว่า .. ” นี่เดี๋ยวรุ่นต่อไปเธอก็รับช่วงไหว้ไปนะ ”

ฉันได้แต่ยิ้ม แต่เธอก็ยังคะยั้นคะยอจะเอาคำตอบจากปากฉันให้ได้ เพราะลำพังลูกๆเธอเอง

ก็ดูท่าว่าจะไม่มีใครสนใจในเรื่องพิธีการอะไรแบบนี้นัก ฉันจึงได้แต่เอ่ยปากออกไปว่า ..

” หนูยังไงก็ได้ ” หมายถึง ถ้าจะต้องเป็นคนจัดการไหว้ตรุษไหว้สารทไหว้เช็งเม้งก็จะทำ

เพราะถือว่าทำกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ อีกทั้งยายก็เคยฝากฝังเอาไว้ตั้งแต่ยายยังไม่ตาย

ว่าต้องไหว้อากง อาม่า ประดาทวดๆ จะได้กินเครื่องเซ่นไหว้

 

 

แม่เลยได้จังหวะที่จะเสริมว่า ” แม่คนนี้เขาไหว้แบบมีพิธีการเชียวล่ะ ”

ก็จริงของแม่ แต่พิธีการเหล่านั้นฉันก็รับช่วงมาจากยายอีกทอดนั่นเอง ตามตำรับของยาย

ซึ่งฉันก็ไม่รู้หรอกว่า ธรรมเนียมแท้จริงเขาทำกันแบบยายหรือเปล่า กล่าวคือ ซาแซ ผลไม้สี่อย่าง

ขนมสี่อย่าง ผัดผักสี่อย่าง กับข้าวอื่นอีก 4 อย่าง น้ำชาสี่แก้ว เหล้า 2 แก้ว

มาตอนหลังฉันเพิ่มน้ำเปล่าเข้าไปอีกให้ทวดๆได้ล้างคอหลังบริโภคเรียบร้อยแล้ว

 

 

ถึงวัด เราทยอยขนของลงจากรถ ตรงไปที่บริเวณกำแพงวัดสองด้านซึ่งมีอัฐิบรรพบุรุษฝังอยู่ภายใน

กำแพงด้านเหนือตะวันออกเฉียงเหนือเป็นอัฐิของบรรพบุรุษข้างยาย ส่วนกำแพงด้านใต้

เป็นอัฐิบรรพบุรุษฝั่งตา ฉันก็ไม่รู้หรอกว่าทำไมถึงเอาอัฐิบรรจุไว้คนละทิศ

แต่ไม่ใช่เพราะไม่กินเส้นกันแน่ๆเพราะบรรพบุรุษของตาและยายนั้นเป็นเพื่อนบ้านรักใคร่

ช่วยกันลงแรงทำสวนด้วยกันมาแต่ดั้งเดิม

 

 

เหตุผลที่คิดว่าน่าจะเป็นไปได้ว่าทำไมอัฐิของบรรพบุรุษจึงแยกกันคนละทิศ ..ก็เมื่อมองไปรอบๆ

กำแพงวัดทุกด้านล้วนแต่เต็มไปด้วยกรอบบรรจุอัฐิ อีกทั้งบรรพบุรุษก็ไม่ได้พากันตายไปคราวเดียวกัน

ครั้นจะจับจองกำแพงเพื่อฝังอัฐิรวมที่เดียวกันก็คงเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อล้วนจากไปต่างกรรมต่างวาระ

และสมัยก่อนตายแล้ว เผาปุ๊บก็จะจัดการเก็บอัฐิไว้กับกำแพงวัดทันที อาจจะมีบ้างที่แบ่งบางส่วน

กลับมาไว้ที่บ้าน แต่ส่วนมากจะไม่แยก คือ เก็บอัฐิจากการฌาปนกิจมาได้เท่าไหร่

ก็เอาใส่กำแพงไปทั้งหมดนั่นเลย

 

 

สมัยนี้สบาย แยกได้หลายส่วน ส่วนหนึ่งเก็บไว้ที่วัด ส่วนหนึ่งไปลอยอังคาร อีกส่วนเก็บไว้ที่บ้าน ..

ก็เห็นหลายครอบครัวทำกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลเรียบร้อยแล้ว ฉันถึงได้มีเวลาเดินสำรวจรอบๆบริเวณวัด

ที่ค่อนข้างจะมีสภาพเก่าแต่กำลังอยู่ระหว่างการบูรณะ ทั้งดีดศาลาการเปรียญขึ้นสูง

และทาสีอุโบสถใหม่ ซึ่งก็เดาว่าค่อนข้างจะเร่งมือกันอยู่ เพราะช่วงวันสงกรานต์

วัดก็จะมีการจัดงานบุญใหญ่

 

 

ร่มไม้ภายในบริเวณวัดมีรถจอดอาศัยร่มเงากันจนเต็มไปหมด ก็ไม่ใช่รถใคร แต่เป็นรถของบรรดา

ลูกหลานที่พากันมาไหว้บรรพบุรุษในวันสุดท้ายของเทศกาลเช็งเม้ง ระหว่างที่เดินไป

ก็แอบสำรวจพฤติกรรมของประดาครอบครัวต่างๆไปด้วย บางบ้านเพิ่งจะจัดของไหว้

ในขณะที่บางครอบครัวกำลังเก็บเสื่อและสองสามวงที่กำลังลงมือกินข้าวเที่ยงร่วมกัน

ก็อาหารที่เซ่นไหว้บรรพบุรุษแล้วนั่นเอง

 

 

ภาพครอบครัวที่ล้อมวงกินข้าวกันอยู่นั้นทำให้ฉันคิดถึงเรื่องที่พี่สาวเพิ่งจะเล่าให้ฟังไม่กี่วันก่อน

ว่าพวกเรานั้นโชคดีที่บรรพบุรุษไม่ได้อยู่ฮวงซุ้ยและวัดที่เก็บอัฐิไกลจากบ้านเราเท่าไรนัก

เพราะเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อนของพี่สาวก็ได้เดินทางไปไหว้บรรพบุรุษที่ฮวงซุ้ยเมืองราชบุรี

หลังจากที่ไม่ได้ไปมาหลายปีแต่พอไปถึง กลับหาฮวงซุ้ยของบรรพบุรุษไม่เจอสอบถามจากคนดูแล

ได้ความว่าเห็นไม่มีใครมาไหว้หลายปีแล้วก็เลยจัดการขุดขึ้นมาทำบุญรวม

ร่วมไปกับอีกหลายๆศพในฮวงซุ้ย ก่อนที่จะจัดการยกที่ดินฮวงซุ้ยเดิม

ให้ครอบครัวอื่นที่นำบรรพบุรุษมาฝังไว้เรียบร้อยแล้ว

 

 

เพื่อนพี่สาว วัยใกล้เกษียณก็ไม่รู้จะร้องแรกแหกกระเชอกับใครอย่างไร เพราะรู้สึกว่าส่วนหนึ่งนั้น

เป็นความผิดของตัวเองด้วยที่ไม่ได้เดินทางไปเซ่นไหว้ฮวงซุ้ยของบรรพบุรุษมาหลายปีจริงๆ

สิ่งที่ทำได้ คือ เดินทางกลับบ้านด้วยความรู้สึกผิดมหันต์

 

 

พี่สาวฉันยังกล่าวต่อไปอีกว่า .. ” นี่ล่ะเวลาไปเซ่นไหว้ที่ฮวงซุ้ยถึงต้องเอาหอยเอาปูไปไหว้

เพราะเวลาไหว้เสร็จกินกันแล้วจะได้ทิ้งเปลือกไว้ให้คนดูแลมันเห็นว่ามีคนมาไหว้

มันจะได้ไม่โล๊ะของเราไปให้ใคร “

 

 

อืมม .. แม้กระทั่งสุดท้ายของชีวิตแล้ว ก็ยังมีสิทธิ์จะถูกริดรอนสินะ ..

 

 

 

 

 

 

 

 

 


เพิ่มเติมจากผู้เขียน

 

 

คำว่า เช็งเม้ง ( เชงเม้ง เช้งเม้ง ) เป็นคำเรียกในภาษาจีนแต้จิ๋ว

และ ชิงหมิง เป็นคำเรียกในภาษาจีนกลาง

 

清เช็ง เกิดจากการผสมอักษรจีน 2 คำ เข้าด้วยกัน คือ น้ำ + สีเขียว รวมกัน

หมายถึง ความใสกระจ่าง

 

明เม้ง เกิดจากการผสมอักษรจีน 2 คำ เข้าด้วยกัน คือ พระจันทร์ + พระอาทิตย์

หมายถึง ความสว่าง

 

清明 เช็งเม็ง รวมกันจึงกลายเป็น ความแจ่มกระจ่าง

และเป็นชื่อเรียกของ สาร์ทหนึ่งใน 24 สาร์ทของจีน

( 1 ปี จะแบ่งเป็น 12 เดือน เดือนละ 2 สาร์ท รวม 24 สาร์ท )

ช่วงเวลาประมาณ วันที่ 5 เมษายน ถึง 19 เมษายน ของแต่ละปี

ซึ่งบ่งบอกลักษณะอากาศในช่วงเวลานั้นว่ามีความสดใส แจ่มกระจ่าง

 

 

ขอบคุณภาพและข้อมูลเพิ่มเติม Google search keyword : เช็งเม้ง

 

 

 

13 Comments to

“พักโฆษณา : วันสุดท้าย”

  1. April 5th, 2009 at 6:06 pm       sazzie Says:

    สวัสดีค่ะพี่ฮอลล์ หนุหางๆเชื้อแล้วค่ะพี่ ที่บ้านแต่ก่อนก็เอาไว้บ้านค่ะ ตอนหลังทยอยเอาไปไว้ที่วัดหมด เหลือแต่ของยายกับตาบางส่วนน่ะค่ะ ที่น้าๆเอาไว้บ้านเขากัน

    ถ้าแบบไทย ก็มีวันสงกรานต์นะคะที่เอาโกฐออกมาพรมน้ำอบ

    good evening ค่ะพี่ ;)))))


  2. April 5th, 2009 at 6:03 pm       sazzie Says:

    สวัสดีค่ะคุณ birdzaa แบบนี้ต้องเขียนเล่าประสบการณ์ที่มีกับวัดดอนให้อ่านบ้างแล้วนะคะ

    เคยอ่านแต่ใน พล นิกร กิมหงวนค่ะเป็นเรื่องแต่งที่อ่านไปขำไปแต่ก็ได้บรรยากาศบรื๋ออ ดีด้วยค่ะ

    good evening ค่า ;)))))


  3. April 5th, 2009 at 6:01 pm       sazzie Says:

    สวัสดีค่ะพี่ชาย อย่างที่แจงใน คห.5 น่ะค่ะ
    ก็หนูอ่ะบอกพี่แล้วใช่มั้ยว่า พี่ชายคนโตหนูอ่ะคล้ายพี่มากๆๆๆๆ ทั้งรูปร่าง หน้าตา สีผิว บุคคลิกภาพคล้ายกันหมดเลยค่ะ

    good evening ค่า ;)))))


  4. April 5th, 2009 at 5:59 pm       sazzie Says:

    สวัสดีค่ะน้องดาว แล้วคุณพ่อคุณแม่ แวะเที่ยวที่กรุงเทพมั้ยคะ ? ;p

    ของพี่ค่อยยังชั่วหน่อยค่ะน้อง ได้ร่มใต้หลังคาอุโบสถน่ะค่ะ เพราะเราโยงสายสิญจน์มาได้น่ะค่ะ

    แต่หลวงพี่หลวงพ่อท่านคงรับนิมนต์เยอะค่ะ เพราะสวดสั้น ทำเวลามากๆ 5555

    good evening ค่า ;)))))


  5. April 5th, 2009 at 4:47 pm       pijika Says:

    เพิ่งทราบว่าคุณน้องมีเชื้อจีนนะเนี่ย

    ของพี่ไม่มีเลยค่ะ
    ็มีการเก็บกระดูกไว้ที่บ้าน
    ไม่ต้องเดินทางไปไหว้ไกลบ้านค่ะ


  6. April 5th, 2009 at 2:18 pm       birdzaa007 Says:

    เป็นคนมีเชื้อจีนเหมือนกันครับ จีนแต้จิ๋ว ตอนเด็กก็เรียนที่โรงเรียนโกศลวิทยา แถววัดดอน สอนภาษาจีนด้วย ตอนเด็กๆอยู่แถวป่าช้าวัดดอนได้เห็นอะไรเยอะแยะเกี่ยวกับสุสานจีนแถววัดดอน


  7. April 5th, 2009 at 8:35 am       hanzen Says:

    เป็นบทความที่ให้ความรู้ด้วยนะ ว่าแต่ว่า คุณน้องมีเชื้อจีนด้วยเหรอเนี่ย ^^


  8. April 5th, 2009 at 8:29 am       alphabet Says:

    สวัสดีค่ะพี่ศศิ
    เมื่อวานไปเช็งเม้งที่มหาชัยมา
    ร้อนมากกกกกกกกก
    แต่ดีค่ะ ได้เจอญาติ ๆ เยอะ


  9. April 4th, 2009 at 8:41 pm       sazzie Says:

    สวัสดีค่ะท่านศร มีเชื้อบ้างค่ะ 555 เตี่ยของตากับเตี่ยของยายน่ะค่ะที่เป็นคนจีนแท้ๆ

    ถ้าแจงจริงๆนะคะ ปู่อยุธยา, ย่าอ่างทอง, ตา จีน/ไทย , ยาย จีน/มอญค่ะ อิอิ

    goodnight ค่า ;)))))


  10. April 4th, 2009 at 8:38 pm       sazzie Says:

    สวัสดีค่ะคุณ nabhasan ถูกค่ะ และก็ต้องยอมรับว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่รักษาขนบกันได้อย่างเหนียวแน่นด้วยสิคะ

    วันนี้ไปวัด เดินสำรวจรอบๆ ออกแนวโรคจิตนิดๆค่ะ เพราะชอบเดินดูตามช่องเก็บอัฐิว่ามีคนอายุน้อยที่เสียชีวิตมากน้อยซักแค่ไหน เผิอญเดินไปทางด้านที่ไม่เคยไป ก็ไปเจอะช่องเก็บอัฐิที่มีภาพเด็กสามคนกับผู้ชายอีกคน นามสกุลเดียวกัน เสียชีวิตวันเดียวกัน ในวันส่งท้ายปีใหม่น่ะค่ะ

    เดินต่อไปอีก เจอะรูปฝรั่งเสียไปหลายปีแล้ว แต่นับว่าตอนที่เสียชีวิตอายุก็ไม่มากคือราวๆสามสิบต้นๆ ก็ยังแปลกใจค่ะว่า คงจะนับถือพุทธ ถึงทำพิธีแบบพุทธและเก็บอัฐิที่วัด

    ที่บ้านตอนก๋ง(ของแม่)ตายก็ไปวัดค่ะ ยังมีภาพเก่าๆเก็บไว้เลย แล้วก็ไม่ได้ทำพิธีแบบจีนเลยค่ะ แต่ศศิเกิดไม่ทันก๋งหรอกค่ะ มีพี่ชายคนโตที่ทัน(สองขวบ) พอพ้นรุ่นตา มาถึงยายนี่ล่ะค่ะที่เอาอัฐิบางส่วนไปลอยอังคารและน้าๆแบ่งเก็บไว้ที่บ้านน้าๆคนละส่วนน่ะค่ะ รุ่นก่อนนี้ไว้วัดทั้งหมดเลย

    บางครั้งยังคิดนะคะว่า ป่านนี้ท่านคงไปเกิดกันหมดแล้ว แต่ก็มีบางทีน่ะค่ะที่ทำให้คิดว่า อาจจะยังอยู่ในบ้านนี่แหละ 5555 goodnight ค่า ;)))))


  11. April 4th, 2009 at 8:11 pm       11arrows Says:

    โอ…sazz’ ท่านมีเชื้อจีนด้วย

    :)


  12. April 4th, 2009 at 8:07 pm       nabhasan2007 Says:

    แวะมาอ่านเช้งเม้งค่ะ คนจีนนิยมให้ลูกหลานรู้จักกตัญญูนะคะ สังเกตจากพิธีกรรม การไหว้เจ้า และไหว้บรรพบุรุษน่ะค่ะ

    ดิฉันมีเชื้อจีน แต่เป็นปลายแถวแล้วค่ะ เวลามีการตายก็ทำพิธีสวดตามแบบพุทธ เข้าวัด ฌาปนกิจ นำอัฐิไปลอยน้ำ ให้เสร็จสิ้น …เก็บไว้เพียงแต่ภาพปู่ย่าเมื่อถึงวันครบรอบ วันตายของท่านเหล่านั้น ก็ใส่บาตรทำบุญอุทิศบุญกุศลไปให้พวกท่านเหล่านั้นค่ะ …โดยปกติที่บ้านเวลาทำบุญทุกครั้ง ก็อุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษไปในตัวด้วยน่ะค่ะ (ไม่ทราบว่า พวกเขาจะได้รับกันบ้างหรือเปล่า ไปเกิดกันแล้วหรือยังน่ะค่ะ ^_^)


  13. April 4th, 2009 at 6:54 pm       sazzie Says:


You must be logged in to post a comment.