~La lune dans noir globe~

กรุงเทพวันนี้ (๔)

April15

 

 

 

ทหารฆ่าประชาชน ทหารฆ่าประชาชน ทหารฆ่าประชาชน

 

 

 


เสียงแกนนำเสื้อแดงตะโกนผ่านลำโพงซ้ำๆ อยู่แบบนั้น ขัดกับภาพที่ปรากฎอยู่ในคลิปเดียวกัน

ที่แสดงให้เห็นถึงภาพของทหารที่กำลังพยายามช่วยเหลือเพื่อนทหารที่ได้รับบาดเจ็บนอนแน่นิ่ง

อยู่บนพื้นถนน อีกทั้งมีการส่งสัญญานมือจากทางฝ่ายทหารเพื่อขอร้องให้เสื้อแดง

ยุติการโจมตีก่อนเนื่องจากมีทหารได้รับบาดเจ็บ แต่ฝ่ายเสื้อแดงก็ไม่ได้มีใจจะปราณีแต่อย่างใด

ยังคงขว้างระเบิดเพลิงแดงประดิษฐ์เข้าใส่ ซ้ำจากนั้นยังมีการยิงฝ่ายทหารด้วย M79 ตามมาอีกลูก

 

.

 

 

10 เมษา ไกลจากฝั่งจ.ระนอง ณ ช่วงเวลาบ่ายที่ฉันได้รับโทรศัพท์ว่าทหารจะเคลียร์ม็อบแล้ว

อัพเดทสถานการณ์สั้นๆ เพียงเท่านั้นแต่ก็ทำให้ฉันเกิดความกังวลว่าทหารไม่น่าจะคุมสถานการณ์ได้

ในเมื่อไม่อาจจะมองข้ามความจริงว่าอีกฝ่ายพร้อมที่จะใช้ความรุนแรงมาแต่เริ่มแล้ว

หรือหากว่าจะคุมสถานการณ์อยู่ก็คงไม่พ้นต้องมีคนบาดเจ็บหรือล้มตายกันบ้าง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หัวค่ำวันเดียวกันสถานการณ์ก็ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งฉันก็รับข่าวความเคลื่อนไหวผ่านทางโทรศัพท์

เป็นระยะๆ เล่นเอาใจฉันไม่อยู่กับงานสังสรรค์ตรงหน้าจนเพื่อนร่วมวงจับสังเกตได้

หนึ่งในนั้นเป็นนักข่าวของสำนักข่าวต่างประเทศแห่งหนึ่ง ซึ่งเดินทางมาก่อนหมายกำหนด

การทำงานในประเทศไทย ความเข้าใจต่อสถานการณ์ของเขายึดไว้เพียงประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ

ในการชุมนุม เขายกตัวอย่างเรื่องการชุมนุมในบางประเทศที่มีความรุนแรงอยู่เกือบจะทุกครั้ง

เมื่อมีการชุมนุมเรียกร้องแต่หลังจากนั้นสถานการณ์ก็กลับสู่ภาวะปกติ

 

 

 

 

 

เขาจึงไม่ได้มองว่าการที่ทหารทำการเคลียร์ม็อบในวันนั้นเป็นสถานการณ์ที่น่าวิตกแต่อย่างใด

ซึ่งนั่นก็คงจะเป็นเพราะว่าเขามองสถานการณ์ด้วยสายตาของ “คนต่างชาติ” ที่ไม่เข้าใจสถานการณ์

ภายในบ้านเราอย่างถ่องแท้ หากแต่ฉันแย้งว่ามันจะไม่จบเพียงเท่านั้นนอกเสียจากว่าทหารจะฮึดขึ้นมา

ทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งก็คาดเดาได้ยากสำหรับทหารในยุคปัจจุบันนี้ที่ดูจะห่วงภาพลักษณ์

และพยายามรักษาภาพพจน์กองทัพเพื่อประชาชนกว่าอื่นใด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เบ็ดเสร็จข่าวสุดท้ายของค่ำคืนนั้นที่ได้ยินคือยอดทหารเสียชีวิต 4 นายและนักข่าวต่างประเทศอีก 1

และประชาชนที่ตัวเลขยังไม่นิ่ง(ในขณะนั้น) งานสังสรรค์ที่ยังคงดำเนินไปอย่างยืดเยื้อ

ทำให้ฉันต้องกระซิบบอกคนข้างๆ ว่าฉันรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ จากนั้นก็ขอตัวออกมาจากงาน

ตลอดทางที่เดินกลับที่พัก ฉันเฝ้าแต่ถามตัวเองว่า .. ทำไม .. ทั้งๆ ที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่าเหตุการณ์เช่นนี้

ต้องเกิดขึ้น แต่ก็อดที่จะถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนั้นไม่ได้

 

 

 

 

 

เช้ามืดวันที่ 13 เมษา .. บนถนนเมืองกรุงที่เคยคึกคักกลับดูเงียบเหงาจนแทบจะกลายเป็นเมืองร้าง

ด้วยความที่ไกลกรุงไปเกือบ 10 วันอีกทั้งสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่เป็นปกติ เลยทำให้ฉันรู้สึกว่า

เป็นคนแปลกหน้าสำหรับกรุงเทพซะอย่างนั้น

 

 

 

 

 

ข่าวคราวความเคลื่อนไหวแรกที่ได้รับกับเช้าแรกที่กลับเข้ากรุงเทพก็ไม่พ้นได้ยินจากปากคนขับแท๊กซี่

ที่เอ่ยคำแรกก็คือ ” สงสารทหาร ” และต่อมาก็คือ ” สงสารนายก ” ฉันนั่งฟังเขาเล่าเหตุการณ์ในวันนั้น

อย่างเงียบๆ เนื่องจากว่ายังต้องการที่จะได้เห็นได้อ่านข่าวต่างๆ ด้วยตัวเองสียก่อน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

และฉันยังจำหลายๆ อ้อมกอดในเช้าวันที่ 11 เมษาได้ดี อ้อมกอดของเพื่อนต่างชาติหลายต่อหลายคน

ที่ตรงเข้ามาหาที่โต๊ะอาหารเช้า ทุกๆ คนเอ่ยเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ เสียใจ .. ที่เกิดเรื่องเช่นนี้

ในประเทศไทย
ฉันเองก็ตอบกลับไปว่าฉันเองก็เสียใจที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ในบ้านเมืองเรา

ยอมรับว่าเช้าวันนั้นฉันรู้สึกหดหู่กับเหตุที่เกิดในคืนก่อนหน้า จนไม่อาจจะพูดอะไรออกไปได้มากกว่านั้น

 

 

 

 

 

ใครคนหนึ่งเอ่ยปลอบฉันเบาๆ ว่า .. พวกเขาทำตามหน้าที่ .. ฉันเองก็เข้าใจดีว่าหน้าที่ของทหาร

คือการรักษาความสงบ มั่นคงให้บ้านเมือง หากแต่ฉันไม่อาจจะยอมรับได้ว่า ทหารมีหน้าที่

ออกไปยืนรอรับกระสุนหรือระเบิด อีกทั้งภาพความป่าเถื่อนที่ประเดประดัง ถ่ายทอดออกมาเป็นคลิปวิดีโอ

ยิ่งทำให้ฉันไม่อาจจะยอมรับได้ และผิดหวังที่รัฐบาลและผู้นำกองทัพ ไม่ใช้ความเด็ดขาดในการจัดการ

เพราะภาพด้านลบมันคงจะไม่ได้มากไปกว่านั้นแล้ว ในเมื่อมีภาพด้านลบก็ควรจะจบเสียในคราวเดียว

แต่ท้ายที่สุดนอกจากไม่สามารถจะทำให้จบได้ในคราวเดียวก็คงจะต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กรุงเทพวันนี้สำหรับฉัน เป็นเมืองหลวงที่ความศิวิไลซ์ถูกซ่อนเอาไว้หลังฉากสีแดง

ยิ่งหลังจากวันที่ 10 เมษา เป็นต้นมาแล้วนั้น ดูเหมือนว่าแดงจะได้ใจในการครองเมืองมากขึ้น

โดยที่ไม่ได้ใส่ใจเลยว่า ชาวกรุงจะรู้สึก จะมีความลำบากทั้งกายและใจในการดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร

ฉันคงจะไม่รู้สึกประหลาดใจหรอก หากว่าในวันหนึ่งข้างหน้านี้ จะมีชาวกรุงที่ลุกขึ้นมาทวงสิทธิ์

ในการดำเนินชีวิตกลับคืนมาบ้าง และจะไม่ประหลาดใจเลย หากการทวงสิทธิ์นั้นจะไม่ใช่การเจรจา

ด้วยวาจา แต่เป็นการประกำลัง ก็ในเมื่อไม่อาจจะพึ่งใครได้ แล้วจะให้ชาวกรุงพึ่งใคร นอกจากพึ่งตนเอง
..

 

 

 

 

ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

 

 

 

 

by posted under Uncategorized | 4 Comments »    
4 Comments to

“กรุงเทพวันนี้ (๔)”

  1. April 16th, 2010 at 1:52 am       11arrows Says:

    (ภาพ : ศาสตราจารย์เฉลิม นาคีรักษ์ ศิลปินแห่งชาติ)

    เนื่องในดิถีสงกรานต์ พุทธศักราช 2553
    ขอให้ Sazz เจริญด้วยอายุ วรรโณ สุขัง พลัง
    บุญกุศล และโชคลาภวาสนา . . .

    :)


  2. April 15th, 2010 at 10:53 am       sazzie Says:

    สวัสดีค่ะพี่ชบา วันนั้นหนูอยู่ไกลจากฝั่งแต่ไม่ไกลจากข่าวค่ะ
    เพียงแต่ข่าวที่ได้รับไม่ละเอียดและไม่ทันอย่างใจหวัง
    แต่สิ่งหนึ่งที่บอกได้คือกระแสตอบรับของเพื่อนร่วมชาติที่ไม่ได้อยู่ในกรุงเทพ
    ที่ต่างก็แอนตี้การกระทำของเสื้อแดง ที่น่าชื่นใจอีกอย่างคือไม่เฉพาะคนไทยที่รักในหลวง
    เพราะคนต่างชาติที่หนูได้พบที่นั่น ทุกๆ คนที่ได้คุยกันเรื่องการเมืองนั้น
    ต่างก็ออกปากว่า i’m yellow i love your King
    มีอยู่คนหนึ่งที่ตอนนี้พำนักอยู่ในกัมพูชาน่ะค่ะ
    ก็เมาท์ยาวเรื่องความชั่วช้าของฮุนเซนให้ฟังเป็นของแถมด้วย

    สุดสัปดาห์นี้คงมีความเคลื่อนไหวอะไรอีกล่ะค่ะ สวัสดีปีใหม่ไทยค่ะพี่ __/|\__


  3. April 15th, 2010 at 10:44 am       sazzie Says:


  4. April 15th, 2010 at 10:28 am       chaba2550 Says:

    ขอบคุณศศิ ช่วยบันทึกประวัติศาสตร์หน้าสำคัญการเมืองไทย
    ของกรุงเทพฯ ในสงกรานต์เลือดอีกปีของเรา

    ขอร่วมแสดงความเสียใจกับผู้สูญเสียทุกท่าน

    ขอเป็นกำลังใจให้ทหารและผู้บาดเจ็บทุกคน
    จงมีกำลังใจและหายเป็นปกติโดยไว
    รักคนไทยทุกคนค่ะ..


You must be logged in to post a comment.