septimus' blog

กำแพงเซรามิคที่ฮานอย

 

 

เมื่อแรกเข้ากรุงฮานอย สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือสิ่งที่ไกด์ไม่พูดถึงเลย…Hanoi Ceramic Mosaic Mural

 

 

 

 

มาทราบทีหลังว่าเป็นปฏิมากรรมที่กินเนสบุ๊คได้บันทึกไว้เมื่อปี 2010 ว่าเป็นกำแพงเซรามิคที่ยาวที่สุดในโลก..

 

 

 

 

นั่นคือพวกเขาและเพื่อนร่วมโลกได้ช่วยกันเนรมิตขึ้นมา ได้ความยาวทั้งสิ้น 4 กิโลเมตร

 

 

 

เพื่อให้เป็นที่ระลึกถึงวันครบรอบฮานอยได้เป็นอิสระปลดแอกออกจากจีนครบ 1 พันปี

 

 

 

หลังจากที่ได้ตกเป็นไก่รองบ่อน เอ้ย เป็นเมืองขึ้นของจีนมานานตั้ง 1 พันปี

 

 

 

 

ก็ทำให้เกิดความสงสัยจนเป็นคำถามออกมาทางสายตาว่า ทำไมตลอดเวลา 1 พันปีที่โดนยึดครองนั้น  เวียดนามยังคงดำรงตนยืนหยัดเป็นเวียดนามอยู่ได้ ทำไมไม่ถูกกลืนชาติไปเสียสิ้น

 

 

 

 

ไกด์ก็ดูเหมือนจะรู้ว่าเราสงสัยอะไร จึงเล่าซะเอง…

 

 

 

 


เหตุที่พวกเรายังคงความเป็นเวียดนาม ภาษาขนบธรรมเนียมยังคงดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบันเพราะบรรพบุรุษของเรามีความเฉลียวฉลาดและรักพวกพ้อง ..

 

 


Hano 1010-2010




ในกาลนั้นพวกท่านได้ออกแบบให้หมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านล้อมกรอบรอบนอกด้วยกอไผ่ที่หนาทึบจนใครไม่สามารถเล็ดลอดเข้าไปได้ แล้วภายในหมู่บ้านก็ให้มีถนนเส้นหลักตัดผ่านกลางหมู่บ้านเพียงเส้นเดียว ..





 


ที่หัวและท้ายถนนเส้นนี้จะมีประตูหมู่บ้านที่มีเวลาปิดเปิดที่แน่นอนในแต่ละวัน ทั้งนี้เพื่อให้สมาชิกของหมู่บ้านได้ออกไปทำไร่ไถนากันตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ..




 


จากถนนเส้นใหญ่ของหมู่บ้านก็จะมีซอยแยกย่อยกันออกไปราวกับกิ่งก้านไม้ใหญ่ ..


โดยแต่ละซอยก็กำหนดให้เป็นที่อยู่อาศัยของแต่ละสกุล ..

 

http://youtu.be/Cb8j72kOL8U


สกุลหนึ่งๆก็จะมีหัวหน้าสกุลที่ดูแลความเป็นไปของสมาชิกร่วมสกุลเดียวกัน .. 

และจากนั้นในแต่ละบ้านของแต่ละสกุลก็จะมีพ่อแม่ปู่ย่าตายายทำหน้าที่เลี้ยงดูอบรมบุตรหลานของตนพร้อมถ่ายทอดความรู้ความชำนาญความรักสายสกุลตลอดจนความรักชาติรักแผ่นดินให้สืบต่อกันไปมิให้ขาดตอน ..



http://youtu.be/5z0sEuarO-o

 


หัวหน้าสกุลของทุกสกุลจะร่วมกันเป็นสมาชิกสภาหมู่บ้าน โดยมีหัวหน้าหมู่บ้านรับผิดชอบความเป็นความตายของลูกบ้านทั้งหมด ตลอดจนมีหน้าที่ติดต่อกับโลกภายนอก ว่ากันว่าหัวหน้าหมู่บ้านบางคนมีอิทธิพลมากกว่าจักรพรรดิ์เวียดนามในเวลานั้นเสียอีก ..




http://youtu.be/GoE_nHt-aSk

 


ยามใดที่มีคนแปลกหน้าเข้ามาในหมู่บ้าน(ส่วนใหญ่จะเป็นขุนนางจีนที่ถูกส่งมารีดนาทาเร้นภาษีและยึดทรัพย์สมบัติกลับไปถวายแด่องค์ฮ่องเต้จีน) บรรดาเด็กเล็กและสตรีจะพากันเก็บตัวเงียบอยู่แต่ในบ้านกันหมดทันที จะมีก็แต่หัวหน้าหมู่บ้านและทีมงานสองสามคนเท่านั้นที่ให้การต้อนรับขับสู้คนแปลกหน้าเหล่านั้น ..


เคยมีคราวหนึ่ง ขุนนางจีนคิดร้ายหมายทำลายบอนด์ความกลมเกลียวที่เหนียวแน่นในหมู่บ้านลงเสีย จึงส่งกำลังทหารเข้ายึดหมู่บ้านบางหมู่บ้าน(หมายให้เห็นเป็นตัวอย่าง)แล้วสังหารบรรดาผู้ชายในหมู่บ้านจนหมดสิ้น แต่ สุดท้ายแล้ว บรรดาลูกบ้านซึ่งเป็นเด็กหญิงและสตรีที่เหลือรอดตลอดจนบรรดาสมาชิกสายเลือดจีนที่เกิดใหม่ในเวลาต่อมาก็ยังคงสำแดงตนเป็นเวียดนามอยู่ดี ..


ทั้งนี้เพราะเหล่าสตรีเวียดนามไม่ยอมเปลี่ยนตัวเอง กินนั่งยืนนอนย่อมเป็นเวียดนาม แล้วยังสอนสั่งส่งต่อไปยังสายเลือดอย่างเข้มข้น




http://youtu.be/2VYB7MoB74A

 



ไกด์บอก เพราะเรามีสตรีเวียดนามที่มีจิตใจหนักแน่นเช่นนี้ เราจึงได้รับชัยชนะในคราวป้องกันประเทศให้พ้นจากเงื้อมมือพวกฝรั่งมังค่าได้สำเร็จ ขณะที่อาวุธยุทโธปกรณ์ที่พอมีนั้นล้าสมัยอย่างสิ้นเชิง… ซึ่งก็เมื่อไม่นานมานี้..


ทั้งในช่วงสงครามเดียนเบียนฟูหรือในช่วงสงครามเวียดนาม เหล่านายทหารทั้งเวียดกงและเวียดมินห์เมื่ออยู่ในสนามรบจะยอมรบอย่างไม่เห็นแก่ชีวิตตนเองทั้งนี้ก็เนื่องจากพวกเขารู้อยู่แก่ใจดี พวกเขามีความรักที่ไม่เปลี่ยนแปลงจากแม่จากเมียจากน้องสาวจากพี่สาวแล้ว.. พวกเขาจะอยู่รึตายนั้นไม่สำคัญ.. พวกเขาจะอยู่ในใจของพวกนางเสมอตราบชั่วนิรันดร์




http://youtu.be/001TaPG4iig

 

 


ส่วนบรรดาคนเป็นแม่นั้นเล่า ลูกชายตายเพื่อเวียดนาม ไม่เป็นไร พวกเธอยังสามารถมีลูกได้อีกนับสิบคน


ขณะที่สตรีม่ายเวียดนามที่ส่วนมากยังคงครองตัวเป็นโสดตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิตก็จะได้รับการยกย่องเชิดชูจากสังคมเป็นที่สุด



และนี่ก็คือเคล็ดลับหนึ่งเดียวของเวียดนามที่ใช้ต่อสู้กับอริราชศัตรูที่มีพลานุภาพที่เหนือกว่า

 

 

 

 

Comments are closed.