septimus' blog

แท้หรือคือสยาม

 

 
อ่าน “สยามประเทศคือยูโทเปีย” ของคุณสุภาพิมพ์แล้วอดรู้สึกภาคภูมิใจในบ้านเกิดเมืองนอนขึ้นมาไม่ได้
ต้องขอบคุณคุณสุภาพิมพ์ที่นำมาเล่าสู่กันฟังทำให้รับทราบกันว่าฝรั่งมังค่ายามนี้ก็ยังมีการตีความอยู่เนืองๆถึงความเป็นไปได้ว่า ยูโทเปีย แท้จริงแล้วมีจริง ใช่สิ่งเพ้อฝัน หรือเป็นเพียงเกาะเป็นเพียงสังคมอันแสนสมบูรณ์พูนสุขในอุดมคติเท่านั้น
ที่สำคัญ ก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากพวกเรา … สยามประเทศ
โดยมีกรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองหลวง Amaurote ตามท้องเรื่อง
 
 
โธมัส มัวร์ เจ้าของวรรณกรรม ยูโทเปีย เป็นนักกฏหมาย เป็น 1 ในอัครมหาเสนาบดี ของพระเจ้าเฮนรี่ที่แปดแห่งราชวงศ์ทุดอร์ ที่ต้องถูกบั่นคอในที่สุดเมื่อทำตัวเป็นจระเข้ขวางพระราชประสงค์…
-ไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตามเห็นดีเห็นงามด้วยในเรื่องที่พระองค์จะทรงหย่าขาดจากพระมเหสีพระองค์แรก… พระนางแคทเธอรีนออฟอาราก้อน… แล้วหันมายกย่องแต่งงานกับพระนางแอนน์โบลีนแทน 1
– ไม่เห็นด้วยกับการแยกตัวออกจากวาติกันเพื่อตั้งนิกายใหม่ขึ้นในอังกฤษ…Church of England 1

ก่อนจะถึงวาระสุดท้ายของ โธมัส มัวร์ นักบุญในคริสตศาสนานิกายโรมันคาธอลิค เขาได้รังสรรค์วรรณกรรมชิ้นเยี่ยม “ยูโทเปีย” ขึ้นในปี 1516 ด้วยการเขียนในสิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับสภาพความเป็นอยู่ของสังคมในสมัยนั้นในภาษาละตินมีแทรกภาษากรีกเป็นระยะๆ… ที่หากจะโยกมุมมองก็จะเห็นเป็นการวิจารณ์ความชั่วช้าเลวทรามของสังคมสมัยเขาอย่างแยบยลนั่นเอง

 

 

“ที่นั่นเป็นเมืองที่ทุกคนอยู่อาศัยอย่างเท่าเทียมกัน
มีเพียงกฎหมายไม่กี่ข้อเพราะประชาชนอยู่ในศีลธรรมอันดี
เงินทองไม่ใช่สิ่งจำเป็น ไม่มีใครต้องทำงานหนัก
สมาชิกทุกคนมีอิสระเต็มที่ในการนับถือศาสนา
พวกเขาไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตและสงครามไม่ใช่สิ่งที่ปรารถนา
ชีวิตของพวกเขาเปิดเผยและมีเกียรติ”

 

 

ฟรองซัวส์ มองเซล สมาชิกชมรม โธมัส มัวร์ หลังจากทุ่มเทศึกษาตามรอย “ยูโทเปีย” แล้วได้เขียนบทความขึ้นมา 2 ชิ้น

-ชิ้นแรกเป็นการตีความเล่นคำในภาษากรีกและเกรโก-ละตินที่ปรากฏในเรื่อง “ยูโทเปีย”

-ชิ้นที่สอง เป็นชิ้นที่อ่านไปอมยิ้มไปเพราะคุณมองเซลพยายามให้ความกระจ่างแก่ความลึกลับ 500 ปีของ 2 เรื่องคือ ราฟาเอล อิโตเดล คือใคร และเกาะในเรื่อง ยูโทเปีย นั้นมีจริงไหม โดยสรุปได้ว่า ราฟาเอล อิโตเดล นั้นเป็นนักบวชผู้นำกระแส humanism และยังเป็นนักเดินเรือชาวโปรตุเกสด้วยผู้หนึ่ง ส่วนเมืองหลวง Amaurote และสภาพของเกาะนั้นก็ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับ สยามประเทศในศตวรรษที่ 16 ซะนี่กระไร

 

 

 

 

การจับต้นชนปลายของฟรองซัวส์ มองเซล

จากบทสนทนาของราฟาเอล อิโตเดล คู่สนทนาในเรื่องของ โธมัส มัวร์ ที่เขาบรรยายว่าเป็นนักเดินทางชาวโปรตุเกสนั้น ปรากฏว่าเป็นการสะท้อนตัวตนและความคิดอ่านของ นักบวชเอราสมุส ซึ่งเคยสอนภาษากรีกที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในอังกฤษ และเอราสมุสเองก็เป็นนักเดินทาง(ภายในยุโรป) ที่เคยพบปะและคุ้นเคยกับโธมัส มัวร์ มาก่อน

ยูโทเปียของโธมัส มัวร์ ผู้อ่านหลายคนจะเข้าใจว่าคืออินเดีย ซึ่งก็อาจเป็นไปได้เพราะนักเดินเรือชาวโปรตุเกสได้เดินทางไป Kerala ที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้และบางส่วนยังปักหลักอยู่ที่นั่น ภูมิประเทศของยูโทเปียจะละม้าย Kerala นอกจากนั้น ยูโทเปีย ยังกล่าวถึงคำว่า gymnosophon ถึง 2 ครั้งซึ่งน่าจะหมายถึง พวกชีเปลือยในอินเดีย(gymnosophon แปลว่า ชีเปลือย)

และเมื่อเอ่ยถึงอินเดีย ก็อาจหมายถึง อินเดีย-ชมพูทวีป หรือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ได้ด้วยเหตุผล ยูโทเปีย ของโธมัส มัวร์ นั้นตั้งอยู่ระหว่างทวีปอเมริกาและเกาะซีลอน ดังนั้นน้ำหนักแห่งความเป็นไปได้จึงควรเป็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แทนที่จะเป็นอินเดีย แม้ว่าประเพณีของอินเดียจะเป็นส่วนหนึ่งของประเพณีในท้องเรื่องก็ตาม อีกทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ได้รับวัฒนธรรมจากอินเดียเข้าไปมาก มีตำนานเล่าว่าวัดของโซโลมอนที่เยรูซาเล็มนั้นสร้างด้วยหินจาก Ophir ซึ่งก็คือมะละกาหรือดินแดนที่อยู่ใกล้เคียง(แผ่นดินทองหรือสุวรรณภูมิ?)

แต่เดิมชาวยุโรปไม่รู้จักเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยกเว้นมีการกล่าวถึงในแผนที่ของปโตเลมีเพราะรู้จักแต่จีนและอินเดียเท่านั้น กระนั้นเมื่อมาร์โคโปโลเดินทางกลับจากพุกามและจีน ก็ได้แวะอาณาจักรจัมปา(เวียดนามในปัจจุบัน)และเกาะสุมาตรา ทั้งยังได้กล่าวถึง Locac ดินแดนที่เขาไม่ได้ไปเยือน

ในยุคสมัยของโธมัส มัวร์ นักเดินเรือชาวโปรตุเกสจำนวนมากเดินทางมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในหนังสือของเขา Duarte Barbosa และ Tomé Pires ได้กล่าวถึงประเทศที่ทั้งสองไม่เคยไปได้แต่ฟังเรื่องเล่าขานกันมาเท่านั้น โดย Duarte Barbosa เอ่ยถึง Ansiam และ Tomé Pires เรียก Siam ทว่านักเดินเรือชาวโปรตุเกสส่วนใหญ่เรียก Sião

ว่ากันตามทางภูมิศาสตร์แล้วยูโทเปียน่าจะเป็นประเทศสยาม ด้วยเหตุผลที่ยังไม่เคยมีใครเดินทางไปถึง(Utopia แปลว่า nowhere) สำหรับชาวยุโรปแล้วคือสยามนั่นเอง สยามได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่วิเศษสุด ได้รับการขนานนามว่าเป็นแผ่นดินทอง หรือ สุวรรณภูมิในภาษาสันสกฤต

 

 

ประเพณีต่างๆที่กล่าวถึงในยูโทเปียละม้ายคล้ายกับประเพณีของชาวสยาม ประเพณีบางอย่างเชื่อมโยงกับพระพุทธศาสนาและปฏิทินจันทรคติเช่นประเพณีสงกรานต์ซึ่งถือเป็นปีใหม่ หรือวันพระในศาสนาพุทธที่เน้นการสวดมนต์และมีเครื่องบูชาที่ประกอบด้วยธูปและเทียน ไม่ใช่การนำสัตว์มาเซ่นสรวงบูชา

การกล่าวถึงบรรพบุรุษผู้บำเพ็ญบารมีได้รับการเทิดทูนบูชาประดุจพระผู้เป็นเจ้า ถือเป็นพระเจ้าสูงสุด ซึ่งก็คือพระพุทธเจ้านั่นเอง

โบสถ์ที่ภายในมืดทึมแต่มีแสงที่ลอดเข้ามาก็คือสถาปัตยกรรมของอยุธยา กล่าวคือยุคก่อนที่ชาวโปรตุเกสจะเดินทางมาถึง

การฟ้องร้องในยูโทเปียไม่มีทนายความเช่นเดียวกับในสยามที่ผู้ร้องทุกข์จะไปยื่นร้องทุกข์กับจ่าศาลโดยตรง ซึ่งเป็นสิ่งที่เอราสมุสนำเสนอในหนังสือของเขาชื่อ Institutation du prince chrẻtien

การที่ผู้หญิงติดตามสามีออกไปรบ การกล่าวถึงกระโถนทองคำ (Tomẻ Pires และ Mendes Pinto เล่าว่าช้างเผือกในกษัตริย์สยามอุจจาระในอ่างทองคำ)

Amaurote เมืองหลวงของยูโทเปีย มีบางส่วนเหมือนกรุงลอนดอน แต่เมื่อคำนึงถึงพื้นที่ของตัวเมืองแล้วใกล้เคียงกับอยุธยามากกว่า อีกทั้งสะพานอยุธยาก็อยู่เหนือแม่น้ำเช่นเดียวกับสะพานในยูโทเปีย(สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยากว้างใกล้เคียงกับสะพานในยูโทเปีย)

ราฟาเอล อิโตเดล เล่าว่าอยู่ใน Amaurote 5 ปี เมื่อคำนึงว่า ยูโทเปีย พิมพ์ในปี 1516 หมายความว่าเขาเดินทางไปถึงเมืองหลวงของยูโทเปียในปี 1511 เหมือนกับที่นักเดินเรือชาวโปรตุเกสเดินทางไปถึงสยามในเดือนสิงหาคม 1511 (Americo Vespucci เดินทางจากมะละกามาอยุธยาซึ่งราฟาเอล อิโตเดล น่าจะเป็น 1 ในผู้ร่วมทาง)

ชาวโปรตุเกสเดินทางมาอยุธยา 4 ครั้งด้วยกัน …

Duarte Fernandes เดือนสิงหาคม 1511 
Antonio Miranda de Azevedo มกราคม 1512 
Manoel Fragoso 1513 และ 1514 ซึ่งได้รับบัญชาจากกษัตริย์โปรตุเกสให้เขียนรายงานเกี่ยวกับสยาม 
และ Duarte Coelho ในปี 1516 ซึ่งเป็นผู้ลงนามในสัญญามิตรภาพไทย-โปรตุเกสสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 
 
 
 
 

 

แล้วนักเดินเรือชาวโปรตุเกสคนไหนที่เป็น ราฟาเอล อิโตเดล

คุณมองเซลคิดว่าน่าจะเป็น Duarte Barboso ผู้ซึ่งเดินทางไป Kerala ของอินเดียและ Pegou ของอาณาจักรมอญทางตอนใต้ของพม่า เขาชื่นชอบวิถีชีวิต ภาษาและศาสนาของอินเดีย พูดภาษาของชาว Kerala และภาษาสันสกฤตได้ เขาเดินทางกลับยุโรปในปี 1515 ผ่านไปยังเมืองอองแวรส์(Anvers) ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางการค้ากับต่างประเทศของโปรตุเกส และได้พบกับโธมัส มัวร์ ที่นั่น

นอกจากคำบอกเล่าของ Duarte Barboso แล้วโธมัส มัวร์คงได้อ่านหนังสือของ Tomẻ Pires และรายงานเกี่ยวกับสยามของ Manoel Fragoso ที่ถวายต่อกษัตริย์โปรตุเกสด้วย

คนแรกที่คิดว่าราฟาเอล อิโตเดล คือ Duarte Barboso คือนักประวัติศาสตร์ชาวโปรตุเกสLuis de Matos

 

 

 

บทสรุป

ในตอนท้ายของบทความ คุณมองเซลมั่นใจว่า สยาม ที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าสุวรรณภูมิคือยูโทเปีย

และ Amaurote ก็คือ อยุธยา โดยมีบางส่วนของลอนดอนด้วย

 

 

ขอขอบคุณ
คุณฟรองซัวส์ มองเซล เจ้าของบทความ ราฟาเอล อิโตเดล และเมืองเทวดา
คุณสุภาพิมพ์ ผู้แปล
และ ข้อมูลเพิ่มเติมจากอินเตอร์เน็ต

 
 
ป.ล.

-ติดตามอ่านเรื่อง ยูโทเปีย ได้ที่ http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=ende&month=10-2007&date=04&group=8&gblog=1

-เรื่องย่อ ยูโทเปีย…

ยูโทเปีย เป็นหนังสือที่ประพันธ์โดยเซอร์โทมัส มอร์ เมื่อปี 1516 ในยุคสมัยของพระเจ้าเฮนรีที่แปดแห่งราชวงศ์ทิวดอร์ เซอร์โทมัส มอร์ขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นตัวแทนจากรัฐไปเจรจาการค้าที่แฟลนเดอร์ส หลังจากที่พระเจ้าชาร์ลสแห่งเนเธอร์แลนด์ขึ้นภาษีนำเข้าขนสัตว์จากอังกฤษในอัตราสูง ระหว่างการเดินทางเพื่อการค้าและพบปะผู้คนนี้เอง เซอร์โทมัส มอร์เกิดแรงบันดาลใจให้นึกถึงหนังสือ Republic ของเพลโตที่ว่าด้วยวิถีแห่งการปกครองที่ดี และเมื่อย้อนมานึกถึงความทุกข์ยากของอังกฤษในเวลานั้น มอร์จึงเขียนสังคมในอุดมคติอย่างเกาะยูโทเปีย เกาะในฝันที่อาจจะไม่มีอยู่จริงในโลกนี้

มอร์เขียนหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาละติน ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษในปี 1551 โดยราล์ฟ โรบินสัน ดังนั้นหากใครไม่อยากอ่านภาษาอังกฤษโบราณให้ลำบากใจแบบคนอ่าน ขอแนะนำให้อ่านฉบับแปลอื่นๆ ที่อ่านง่ายกว่า หนังสือเล่มนี้ได้รับการกล่าวขานและนำไปตีความนับครั้งไม่ถ้วน แล้วแต่ว่าใครจะเป็นคนอ่าน เช่น หากเป็นฝ่ายซ้ายอย่างคาร์ล เคาทสกี้ เลขาธิการของคาร์ล มากซ์ ยูโทเปียก็กลายเป็นคัมภีร์ของระบอบคอมมิวนิสต์ไปในทันที

ในยูโทเปีย ผู้เขียนตั้งใจเขียนเป็นวรรณกรรมเสียดสี ซึ่งล้อเลียนความโง่เขลาและความเลวร้ายของสังคมในสมัยนั้น สังเกตได้จากการตั้งชื่อต่างๆ เช่น ยูโทเปีย มาจากภาษากรีก หมายถึงเมืองที่ดีหรือเมืองที่ไม่มี ณ แห่งหนใด หรือเมืองอามอรอท (Amaurote) เมืองศูนย์กลางแห่งยูโทเปีย แปลว่าเมืองแห่งความมืดมัว ตัวละครที่เป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวของยูโทเปีย ราฟาเอล ไฮโธลเดย์ (Hythloday) แปลจากกรีกได้ว่า ผู้ที่พูดแต่เรื่องไร้สาระ หรือประเทศข้างเคียงอย่างชาวโพลีเลอไรท์ส (Polylerites) แปลว่าคนเหลวไหล ดังนี้เป็นต้น เหล่านี้ต่างบอกถึงเจตนาของผู้เขียนที่ต้องการเตือนนักอ่านว่าหนังสือนี้เป็นเพียงเรื่องแต่ง อย่าได้ถือเป็นจริงเป็นจังแต่อย่างใด

ยูโทเปียแบ่งออกเป็น 2 ภาค ภาคแรกเป็นการถกความป่วยไข้ของอังกฤษ ระหว่างไฮโธลเดย์,ไกส์ และมอร์ ขณะเดินทางโดยสารเรือไปเมืองแอนต์เวิร์ป สาระสำคัญของความเลวร้ายในสังคมคือเรื่องความยากจนของประชากร การที่ประชากรกลายเป็นขอทานหรือขโมยเพราะสถานภาพบังคับ เช่นทหารที่กลับจากสงคราม ตกยากและไม่มีงานทำ หรือชาวไร่ชาวนาที่ถูกขูดรีดภาษีจากผู้ครองที่ดิน และกลายเป็นผู้เร่ร่อนต้องปล้นกินผู้อื่น การจัดการของรัฐและการลงโทษด้วยการประหารซึ่งไม่เอื้อประโยชน์ให้ใคร นอกจากความมั่งคั่งของผู้มีอำนาจ ไฮโธลเดย์กล่าวตอนหนึ่งว่าความเลื่อมล้ำในสังคมและความโลภทำให้สังคมเกิดอาการป่วย และทางแก้คือต้องกำจัดทรัพย์สินส่วนตัว

Thus I do fully persuade myself, that no equal and just distribution of things can be made, nor that perfect wealth shall ever be among men, unless this propriety be exiled and banished. But so long as it shall continue, so long shall remain among the most and best part of men the heavy and inevitable burden of poverty and wretchedness.

นี่น่าจะเป็นแก่นสารสำคัญที่ทำให้มอร์วาดฝันถึงสังคมในอุดมคติ ในภาคสองไฮโธลเดย์เล่าถึงเกาะยูโทเปียที่เขาเคยไปอยู่มาห้าปีให้ฟัง ยูโทเปียเป็นประเทศตั้งบนเกาะกลางน้ำขนาดใหญ่ ส่วนกว้างที่สุดยาวถึงสามร้อยยี่สิบกิโลเมตร มีแม่น้ำล้อมรอบ และมีแผ่นดินล้อมรอบอีกชั้นเพื่อกันพายุและการบุกรุก มีทางเข้าทางเดียวตรงหน้าเกาะที่มีป้อมซึ่งเป็นคุกสูงตั้งอยู่ คนไม่ชำนาญก็เข้าไม่ถูกทางเพราะจะหลงกระแสน้ำ ยูโทเปียมีการปกครองแบบสาธารณรัฐ ประกอบด้วย 54 เมือง โดยเมืองหนึ่งเดินทางไม่เกินหนึ่งวันเดินเท้า

มอร์เล่ายูโทเปียออกเป็นบทๆ ในด้านต่างๆ ซึ่งเขียนได้น่าสนใจอ่านสนุกเพลินดี หากจินตนาการตามไปว่าเรื่องนี้เขียนเมื่อเกือบ 500 ปีที่แล้ว และมอร์ได้จินตนาการผังเมืองอย่างกับแฟลตหรือทาวน์เฮาส์ในสมัยใหม่ อามอรอทเป็นเมืองหลวงเพราะอยู่ตรงกลางของเกาะ ด้วยความที่ติดแม่น้ำจึงเดินทางสะดวกสบายทั้งทางบกและทางน้ำ บ้านสร้างด้วยหินสกัด ปลูกขึ้นในลักษณะหนึ่งชั้นไปจนถึงสามชั้นเป็นแถวยาว ไม่มีกำแพงมาขวางกั้น หน้าต่างติดกระจก(สมัยนั้นหน้าต่างบ้านขึงด้วยผ้าลินินชุบน้ำมันเพื่อกันลมและฝุ่น) ด้านหน้าเป็นถนนกว้างหกเมตร ด้านหลังของทุกบ้านเป็นสวนปลูกดอกไม้ ผลไม้หรือผืชผัก และมีถนนวิ่งหลังสวน ประตูบ้านมีสองทางโดยที่เปิดปิดตัวเองง่ายดายปราศจากกลอน เนื่องจากชาวยูโทเปียไม่ต้องการ เพราะทรัพย์สินนั้นเป็นของคนทุกคน จึงไม่มีอะไรต้องปิดบังหรือปิดกั้นไม่ให้คนอื่นใช้

นอกเมืองมีฟาร์มจำนวนมาก ชาวยูโทเปียจะคัดเลือกชาวเมืองปีละสามสิบครอบครัวไปอยู่ที่ฟาร์มหรือสวนเพื่อทำงานสร้างผลผลิตให้เมืองเป็นเวลาสองปี คนที่กลับมาก็จะสอนชาวเมืองอื่นๆ ให้ทำฟาร์มเป็น แล้วพอถึงเวลาก็ไปผลัดเปลี่ยน ทุกสามสิบฟาร์มจะมีผู้ดูแลปกครองหนึ่งคนที่คัดเลือกขึ้นกันเอง เรียกว่า ไซโฟแกรนท์ (ประมาณสมาชิกสภา) เหนือขึ้นไปเป็นทาร์นิบอร์ ตำแหน่งที่ดูแลไซโฟรแกรนท์สิบแห่งรวมกัน ที่บอกไซโฟแกรนท์เป็นสมาชิกสภา เนื่องจากเขาเหล่านี้ต้องทำหน้าที่เข้าสภาและเลือกตั้งเจ้าผู้ปกครองนคร ส่วนทานิบอร์นั้นน่าจะเป็นรัฐมนตรีเพราะติดตามเจ้าครองนคร เจ้าครองนครและทาร์นิบอร์ไม่มีสิทธิ์ออกกฎหมายโดยไม่ผ่านสภา และกฎหมายใดต้องผ่านการถกเถียงในสภาไม่ต่ำกว่าสามครั้ง การเปลี่ยนแปลงสิ่งใดในรัฐจึงทำได้ยากหากคนส่วนใหญ่ในเมืองไม่เห็นด้วยว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่

ชาวยูโทเปีย อยู่ดีกินดีมาก มีการแบ่งสันปันส่วนเป็นระบบ ไม่จำเป็นต้องแย่งกันเพราะสิ่งจำเป็นในชีวิตมีพร้อมพูน (ต้องเก็บในโกดังทั้งเกาะให้ได้เหลือกินอย่างน้อยสองปี ที่เกินนำไปแจกประเทศยากจนส่วนหนึ่งและขายที่เหลือในราคาพอควร ขายโดยเขียนไว้หน้าลานประจำเมืองว่าเป็นเจ้าหนี้ใครอยู่เท่าไร เวลาจำเป็นจึงจะเรียกขอเก็บสักครั้ง) คติประจำชาวเมืองคือทำงานตามหน้าที่ ไม่ใช้เวลาว่างไปในทางขี้เกียจ แต่พวกเขามิได้ทำงานแบบเอาเป็นเอาตาย วันๆ หนึ่งทำงานสามชั่วโมงตอนเช้า พักกินข้าวเที่ยง ทำงานสามชั่วโมงตอนบ่าย เข้านอนตอนสองทุ่มโดยนอนไม่ต่ำกว่าแปดชั่วโมง (อ่านข้อนี้แล้วชอบมาก) ความที่ที่นี้ไม่มีผับ ร้านเหล้า การพนัน หรือสิ่งยั่วยุอื่นๆ พวกเขาจึงแสวงหาแต่ความรู้หรือเพิ่มความชำนาญต่างๆ การอ่านและการถกเพื่อความรู้เป็นเรื่องปกติของชาวยูโทเปีย พวกเขาสนใจในหลากหลายวิชา แต่ที่นิยมเป็นพิเศษคือฟิสิกส์ ส่วนเกมการละเล่นที่ถนัดคือเกมคณิตศาสตร์ห้ำหั่นกันด้วยตัวเลข เกมต่อสู้ระหว่างคุณธรรมกับความเลวร้าย หรือการฟังดนตรี

เมืองนี้ยังให้ความสำคัญกับคนสูงอายุ เพราะคนสูงอายุมีส่วนขับปัญญาให้คนอ่อนวัย ทั้งยังมีโรงพยาบาลสี่แห่งในแต่ละเมือง ใครทุกข์ทรมานเพราะไม่สามารถทนความเจ็บปวดจากโรคร้ายได้ เจ้าของนครจะออกใบอนุญาตให้ผู้ป่วยนอนหลับตามประสงค์ หากจะเดินทางข้ามเมือง ขอรับใบอนุญาตหรือพาสปอร์ตจากผู้ปกครอง โดยบอกรายละเอียดว่าเดินทางวันใดกลับเมื่อไร มีคนบริการเป็นทาสให้เสร็จสรรพ (ทาสมาจากผู้ทำผิดหรือผู้บุกรุก คนพวกนี้ใช้ชีวิตเท่าเทียมกับคนส่วนใหญ่เพียงแต่ทำงานใช้แรงงานเพิ่มขึ้น) ของก็ไม่ต้องพกไปใช้ ทุกอย่างไปใช้ฟรีเอาดาบหน้า และเมื่อเจอคนทำงานก็ต้องช่วยทำงานตามเวลาด้วย

หากว่ายูโทเปียเป็นสังคมในฝันนี้ได้ คงเพราะการสร้างค่านิยมในเรื่องการรักษาคุณธรรมและความพึงใจในการใช้ชีวิต มอร์เขียนบทนี้อย่างละเอียดเกี่ยวกับคุณธรรม และให้ตัวอย่างไว้หลากหลาย เช่นการที่พวกเขาไม่ให้ความสำคัญกับวัตถุ เงินและทองเป็นสิ่งหยาบช้าไม่มีค่า เอาไว้ทำโซ่สำหรับทาส หรือจ้างคนชั่วไปทำสงครามแทน (เป็นการกำจัดสิ่งชั่วร้ายสองต่อในนัดเดียว) ยูโทเปียไม่มีกฎหมายบีบบังคับประชากรมาก พวกเขาอยู่กันด้วยการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ใส่เสื้อผ้าเรียบง่ายคล้ายคลึงกัน ชุดหนึ่งใช้ทนทานนานเจ็ดปี (เรื่องเสื้อผ้านี่น่าสนใจเพราะชุดที่สวมใส่ออกแบบให้ใช้ได้ในหน้าร้อนและหน้าหนาว) โดยที่ผู้คนในระดับปกครองก็ไม่มีสิ่งบ่งบอกด้วยวัตถุใดใดว่าต่างจากพลเมืองอื่น เซอร์โทมัส มอร์ยังแสดงแนวความคิดอีกหลายด้านที่น่าสนใจในหนังสือ ทั้งการศาสนา สงคราม ความสัมพันธ์ของครอบครัว สังคม และการจัดการต่างๆ ของรัฐ (จาก http://www.faylicity.com)

 
 
 

 

:::
.
:::
.
ที่นี่เป็นเมืองที่ทุกคนอยู่แบบสองลิตรร้อยอย่างเท่าเทียมกัน ^^
:::
.
septimus~ 
hahahaha…..erks!
จุ๊จุ๊ คุณน้านูลิเกบ้านหาดเจ้าของวาทะอมตะ “ความห่วงใยแผ่นดินปลุกให้กูลุกขึ้นมาทุกวัน” ค้า อย่าเอ็ดไปค่ะ เดี๊ยวคุณฟรองซัวส์ มองเซล ได้ข้อมูลใหม่จะรีบอัพเดทบทความชิ้นที่ 3 เป็นการด่วน
สยามเราเป็นอดได้ปลื้มกันคะ
ขอบคุณคุณน้านูมากค่ะ การเดินเป็นการออกกำลังที่ให้ผลดีต่อสุขภาพมากที่สุดคะ  :)))
:)))
:::
.
Sir Thomas More ท่านเพียงรจนา ตามจินตนาการ.
แต่ Siam ประเทศ นั้น คือ The reality Uthopia ขอรับ.
:::
.

 

septimus~
ขอบคุณท่านVเทพบุตรฯมากค่ะที่กรุณาช่วยยืนยันอีกเสียงหนึ่ง
ว่าแต่บ่ะเดี่ยวนี้ความชั่วร้ายส่วนตนที่หนักข้อขึ้นเรื่อยๆอย่างมั่นคงนั่นมันเริ่มมีมาตั้งแต่ครั้งไหนเนอะคะท่าน lol..
:::
.

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ

ขอบคุณครับ ชอบบล็อกนี้จริงๆ
:::
.
undefined

 

septimus~
ขอบคุณท่านพรีเมียร์ฯเช่นกันค่ะ
:::
.

Mrsa Holmes

thank you :)
:::
.

 

septimus~

thank you for your thank you ka khun Mrsa   :)
:::
.

Benben Ja · ว.พ.

^^

 

septimus~

^^ (วันนี้ท่านผอ.หญิงแกร่งมาอมยิ้มมมมอย่างเดียวคะ)
:::
.

Sombat Thavorn · Université catholique de Louvain

เมือง Anvers ไม่ใช่เมืองในเบลเยี่ยมเหรอครับ.
:::
.
undefined

 

septimus~
ใช่แล้วค่ะท่านสมบัติคะ เป็นเมืองที่มีมนต์ขลังอีกเมืองหนึ่งของเบลเยี่ยมค่ะ
:::
.

วันโชค บูรณเขตต์ · มศว. พิษณุโลก

เมืองที่สวยงาม ละเมียดละมัย กลายเป็นแบ่งฝ่ายฆ่ากันเอง ทุ่งสีทองกลายเป็นแหล่งสะสมยาฆ่าแมลง ข้าวเน่า ผู้คนมีแต่ตีหน้ายักษ์ ไร้รอยยิ้มแบบอดีต เพราะอสูรย์ทักษิณคนเดียว.
:::
.
septimus~
เรียนท่าน V วันโชคคะ  ข้าเจ้าทุกวันนี้คารวะท่านผู้กล้าฯหัวใจดิจิตอลทุกท่านค่ะ
พวกเรากำลังทวงคืนความงดงามของบ้านเมืองเรากันอย่างไม่ครนา ไม่ว่า มัน จะเป็น อสูรย์ หรือ ตัวเอเลี่ยน หรือ ตัวมอนสเตอร์!
ขอบคุณท่านV วันโชคที่แวะมาเยือนค่ะ
:::
.

 

Athenaz Athenaz · Follow ·  Top Commenter · London, United Kingdom

Miss u ka… luv this blog.. thanks for your wonderful entry ka sept/ how is your day ka.. hope all are well even we haven’t talk much recently ka XXX.
:::
.

 

 

 

septimus~
^^ miss you as well ka khun P’ xxxxxxxxxxxx
ข้าเจ้าสบายดีค่ะคุณพี่คะ ปีนี้สปริงไทม์อินวินเท่อร์ค่ะ ค่อยยังชั่ว ฮา..
:::
.

 

Athenaz Athenaz · Follow ·  Top Commenter · London, United Kingdom

ยูโทเปียฤาสยามประเทศ?
การฟ้องร้องในยูโทเปียไม่มีทนายความเช่นเดียวกับในสยาม ที่ผู้ร้องทุกข์จะไปยื่นร้องทุกข์กับจ่าศาลโดยตรง ซึ่งเป็นสิ่งที่เอราสมุสนำเสนอในหนังสือของเขาชื่อ Institutation du prince chrẻtien… หากเรื่องได้บันทึกในยุคหลังปี 2000 จะต้องมีจ่าศาลรับเรื่องร้องทุกข์ถึงกี่คนจึงจะพอเพียงกับชาวสยามหลังยุคยูโทเปียแบบวันนี้นะ..
การเดินทางไกลอันแสนยากลำบากในอดีต ข้ามมหาสมุทรและทะเลน้อยใหญ่..น่าสนใจที่เชื่อมโยงได้ว่าอารยธรรมบางอย่างได้นำมาฝากไว้ยังดินแดนสุวรรณภูมิตั้งแต่ต้นศควรรษที่ 16 และยังดำรงอยู่… noted: athenaz.Cr: ขอขอบคุณ คุณฟรองซัวส์ มองเซล เจ้าของบทความ “ราฟาเอล อิโตเดล และเมืองเทวดา”, แปลโดย คุณสุภาพิมพ์ และ คุณ septimus ผู้ค้นคว้ารวบรวมเพิ่มเติมมาเขียนบล็อกให้ตามรอยประวัตศาสตร์ค่ะ.

 

:::
.

 

 

 

septimus~

 แค่หลับตานึกภาพก็ดูไม่จืดเรยคะคุณพี่ จ่าศาลคงโบกมือลางานกันเป็นแถ๊ววคะ 55555

แต่นี่ข้าเจ้าเพิ่งเห็นแว๊บบๆมีพูดถึงว่า เดี๋ยวนี้ชาวสยามถ้าเข้าชื่อกันแค่ 10,000คน ก็สามารถเสนอใช้กฏหมายได้เลยคะ ยกตัวอย่างเช่น เสนอบทลงโทษประหารชีวิตพวกโกงบ้านกินเมืองคอรัปชั่นทุกรูปแบบ โดยไม่มีอุทรณ์ … อะไรประมาณนี้อะค่ะ… 

… ต้องขอบคุณท่านโธมัส มัวร์ เหลือเกินเนอะคุณพี่ที่บันทึกความมีอยู่จริงของยุคทองแห่งสยาม และยังเป็นโมเดลที่ท่านปรารถนาจะให้ชาวยุโรปได้มีชีวิตความเป็นอยู่แบบเรา ………. ปลื้มมมมมมมากค่ะ พวกเราเคยศิวิไลซ์กว่าเขา ฮา..

ขอบคุณคุณพี่มากค่ะที่แวะมาแอ่ว จุ๊บจุ๊บ..

:)))

:::
.

Chantawan Dubay

เป็นเมืองที่น่าอยู่มาก
:::
.

 

 

ใช่ค่ะคุณChantawan และถ้าได้กลับคืนมา… ภูฏานก็ภูฏานเถอะนะคะ ^^
:::
.

หึหึ แน่ใจหรือว่าสยามคือ ยูโทเปีย?
เมืองที่มีแต่คนไม่ดี ครองเมือง, มีน้ำมันส่งออกมากมายแต่คนไทยก็ยังยากจนทั่วประเทศ พวกนักการเมืองรวยและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่รวย อยู่หยิบมือเดียว.กำนันเปาะ ทำผิด ก็ไม่ติดคุก, ทักษิณโกงชาติ ก็มีคนช่วยโกง

:::
.

 

 

septimus~
LOL… มันก็ชวนให้น่าสงสัยเหมือนกันนะคะคุณKittichai  
ว่ามันเป็นที่เดียวกันได้อย่างไร ศีลธรรมทำไม๊ทำไมจึงได้เสื่อมลง เสื่อมลง…
รึพวกไม่รักดีจะเป็นพวกเดรัจฉานมาเกิดอย่างที่หลวงปู่แหวนท่านได้เคยอรรถธิบายไว้นะคะ…
เมืองใดไร้ธรรมอำไพ เมืองนั้นบรรลัยแน่นอน!
ขอบคุณคุณKittichai มากค่ะ 
:::
.

 

 

 

 

Chumphon Unmanit

ส่วนตัวยังอยากให้กลับไปใช้ชื่อ สยาม ประเทศอีกครั้ง ผมว่าฟังแล้วมันเพราะหูดีชอบ.
:::
.

 

 

septimus~
คิดเหมือนกันค่ะคุณChumphonคะ
สยาม… ฟังดูมีราก มีความหนักแน่นมั่นคงกว่ากันเยอะนะคะ
อีกอย่างข้าเจ้าเคยอ่านจากเว็บฯชาวลาวท่านหนึ่ง ท่านบอกว่าสยามมาจากคำว่าสยมภูแปลว่าผู้เป็นใหญ่ค่ะ…
อันนี้ก็ดูจากแผนที่สยามก็พอจะทราบคะว่ายิ่งใหญ่จริงเพียงใด
ขอบคุณคุณChumphonมากค่ะ และสวัสดีเทศกาลเข้าพรรษานะคะ

Comments are closed.