septimus' blog

Posts from ‘October, 2013’

ล่องอียาวดี

  สุริยันลาวันลับ แต่จันทร์และดวงดาราน้อยใหญ่ก็ไม่ปล่อยให้พวกเราในเรือลำเดียวกันเงียบเหงาเกินไปกับเสียงกบเขียดอึ่งอ่างและอื่นๆที่เราไม่รู้จัก เสียงสวบสาบบนท้องทุ่งจากหนุ่มๆพม่าเปลี่ยนเป็นเสียงเฮเมื่อแทงกบ เอ้ย ปักหลักให้เรือเรายึดไม่ลอยคว้างไปไหนในค่ำคืนนั้นได้สำเร็จ ท่ามกลางเสียงระงมของบรรดาสรรพชีวิตทั้งในน้ำ บนบก อากาศ และครึ่งบกครึ่งน้ำ… พวกเราหยุดผจญภัยนั่งล้อมวงหม่ำมื้อเย็นใต้แสงเทียนฝีมือแม่ครัวที่แอบดูกี่ทีก็พ่อครัวมากกว่า อย่างเอร็ดอร่อยราวกับหิวโหยกันมากมายทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรเลยมาทั้งวันนอกจากนั่งนอนยืนเดินกินลมชมธรรมชาติฟังเสียงวิหกนกเค้าคูขันกันสนั่นเจื้อยแจ้วมาตลอดสองฟากฝั่งแม่น้ำอียาวดี       นกเค้าเยอะเจงๆ ไม่รู้นกอะไรต่อนกอะไร   “รังนกพวกนี้อยู่ที่ไหนเนาะ” เสียงถามแหวกขึ้นมาท่ามกลางเสียงบรรเลงเซ็งแซ่ของเหล่าวิหค       และไม่ต้องรอให้ใครตอบ กัปตันเหมือนจะได้ยินซะเอง ก็เลยวาดหัวเรือเข้าใกล้ฝั่งให้เห็นกันจะๆ…   “วู้ววว ถามโง่ๆ” เสียงเดียวกันเอ่ยขึ้นอีกครั้ง           [เรือใหญ่บรรทุกท่อนซุงที่ประมูลได้ไปขายต่อที่ย่างกุ้ง]   [บรรดาเรือกำลังร่อนหาทองคำในแม่น้ำ] อาหารคาวที่ไม่เคยกินที่ไหนมาก่อนถูกกวาดเรียบลงกระเพาะของทุกคนภายในเวลาที่สมควร ผลไม้ถูกจัดเสิร์ฟตามมาติดๆชนิดไม่มีช่องไฟเว้นวรรค พวกเราเริ่มคุยเริ่มแลกเปลี่ยนประสพการณ์การเดินทางในที่ต่างๆและตามด้วยเรื่องเล่าส่วนตัวที่ปิดบังไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร…     [ตรงนี้ถ้าไม่ใช่ลานสาวกอดเมียนมาร์ ก็น่าจะเป็นบริเวณที่กำลังทำพิธีทางศาสนาพุทธ] [หนูน้อยเมียนมาร์ลุกขึ้นยืนโบกมือทักทายชาวต่างชาติ]     “คุณแม่คุณหมอท่านเป็นสุภาพสตรียุควิคตอเรี่ยน ท่านกับคุณพ่อพบกันโดยบังเอิญบนเรือที่มุ่งหน้าสู่อินเดีย สมัยนั้นสุภาพสตรีอังกฤษถ้าอายุเลยยี่สิบห้าแล้วยังไม่มีคู่ โดยมากจะลงเรือไปหาคู่กันที่นั่น ตอนนั้นเค้าเรียกค่ายทหารที่นั่นว่า เว็ดดิ้งมาร์เก็ต แต่ก่อนไปก็จะมีนายหน้าเอ้ยแม่สื่อแม่ชักแนะนำให้ติดต่อรู้จักกันซะก่อนทางจดหมาย และญาติผู้ใหญ่ที่เหลืออยู่ของคุณแม่คุณหมอก็ได้ใช้บริการนี้จนพอใจกันทั้งสองฝ่าย จึงตกลงรับหมั้นกับว่าที่สามีซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ทางโน้น หลังจากหมั้นกันแล้ว คุณแม่คุณหมอก็ออกเดินทางเพื่อไปเข้าพิธีแต่งงาน […]

พระแสงดาบคาบค่าย

5575

“ไปทางไหนวะคราวนี้” ชาวบ้านร้านตลาดถามไถ่กันอึงอลเมื่อพระเจ้านันทบุเรงกรีธาทัพออกจากพระนครหงสาวดีแล้ว   “ไปทางแม่สอด เข้ากำแพงเพชรเลย เจ้าอุปราชอยู่ที่นั่นแล้ว”   “กรุงศรีอยุธยาคราวนี้แหลกแน่ เจ้าเหนือหัวเสด็จไปเองเลย คนตั้ง2-3แสน ข่าวว่าเป็นทัพกษัตริย์ถึง3ทัพ เจ้าเหนือหัวทัพหนึ่ง เจ้าอุปราชทัพหนึ่ง เจ้าตองอูทัพหนึ่ง เจ้าเชียงใหม่โดนอาญาที่แพ้คราวที่แล้ว ทำโทษให้ส่งลำเลียง…” …   “เจ้านางเจ้าขา คราวนี้กรุงศรีอยุธยาคงไม่รอดเสียแล้วเจ้าประคุณทูนหัวของแว่นแก้ว” สามพระพี่เลี้ยงและเจ้าฟ้าหญิงเล็กเข้ามาล้อมฟังเรื่องราวต่างก็เป็นทุกข์เป็นร้อน   “น้าองค์ดำกับน้าองค์ขาวจะตายไหมคะ” เจ้าฟ้าหญิงเล็กทูลถามพระมารดา   “ไม่ เจ้าน้า2องค์เป็นคนดี เทวดารักษา”   พระพี่นางหวั่นพระทัยไปตามแรงข่าวนั้นทั้งๆที่อารักษ์ได้ลอบถวายรายงานมาก่อนแล้วว่าคราวนี้พระองค์ดำทรงวางกลวิธีรบใหม่ จะเป็นตำราของซุนวูแห่งประเทศจีนหรือไม่ อารักษ์ก็ไม่แน่ใจ … โดยเดิมนั้นเมื่อทราบข่าวศึกจะมาติดเมืองก็กวาดต้อนผู้คนรอบพระนครเข้ามาอยู่ในเมืองหมด แต่คราวนี้ทรงส่งกองซุ่มออกไปรวบรวมกำลังกับชาวบ้านตั้งซุ่มอยู่ในที่ต่างๆ เมื่อได้ทีเห็นข้าศึกน้อยหรือเผลอก็เข้าโจมตีตัดกำลังผู้คนทั้งเสบียงอาหารรวมทั้งจับข้าฟศึกมาเอาข่าวทัพใหญ่ได้ด้วย…  อย่างที่สอง พอเข้าหน้าฝนก็ให้ผู้คนรีบทำนารีบเกี่ยวข้าวเข้ามาเก็บไว้ในพระนคร มีกองอาสาออกไปช่วยป้องกันข้าศึกเข้ามารบกวน เมื่อมีข่าวทัพใหญ่กำลังจะมาก็รีบเกี่ยวข้าว ส่วนที่เอามาไม่ได้ก็ทำลายเสีย…  การจัดทัพ ทัพเรือมีทั้งเรือเร็วและเรือปืนใหญ่สำหรับไล่ยิงข้าศึกไม่ให้เข้ามาใกล้พระนคร   ส่วนทัพบก โปรดใช้กองแล่นออกไปจู่โจมข้าศึกเวลาได้ที รบเสร็จแล้วถอยห่าง ไม่ใช้วิธีตั้งค่ายประชิดกันอย่างแต่ก่อนแล้วยังมีกองสอดแนมคอยหาข่าวติดต่อกับพวกกองโจรที่ซุ่มซ่อนอยู่ตามตำบลต่างๆโดยรอบพระนคร ศึกจะมาทางใด มากน้อยเพียงใด พวกกองโจรจะรู้ก่อนเสมอ… ส่วนการวางกำลังคนและปืนตามป้อมปราการต่างๆอย่างที่เคยทำมาก็จัดการให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น   “เป็นห่วงองค์ดำกับองค์ขาวจริงๆ คราวนี้ผู้คนข้าศึกก็ทุ่มไปดังแผ่นดินจะทลาย สององค์จะออกหน้าไล่ฆ่าฟันทีละคนสองคน กี่ปีจึงจะหมด มิหมดแรงไปเสียก่อนหรือพี่จ๋า” พระพี่นางสุพรรณกัลยาณีบ่นกับพระพี่เลี้ยงด้วยยังอดเป็นห่วงพระอนุชาไม่ได้   “เราพากันสวดมนต์ถวายพระพรขอเทพาอารักษ์ช่วยให้พ้นภัยดีกว่ามานั่งกอดเข่าเป็นทุกข์ถึงพระองค์ท่าน” คุณน้อยชาวเมืองเพชรบุรีที่มักถูกข้าศึกยกไปรังแกอยู่เสมอเพราะมีข่าวว่าเพชรบุรีนั้นมั่งคั่ง เวลาถูกข้าศึกก่อกวน […]

ย้อนรอยกรรม

1238

“หลวงปู่เจ้าคะ ย้อนรอยกรรมนี่หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ”   “กรรมที่เราทำไว้ในอดีตมันไม่สูญหายไปไหน มันจะต้องกลับมาสนองเรา ทำกรรมดีไว้กรรมดีก็จะสนอง ทำกรรมชั่วไว้กรรมชั่วก็จะกลับมา”   “ผลที่ได้รับก็เรียกว่ามาตามกรรม ของหลวงปู่นี่ไม่ได้มาตามกรรม แต่ท่านย้อนนี่เจ้าคะ”   “อืมม์ ใช่ว่ะ ปู่ต้องเดินทางย้อนรอยเดิมขึ้นไปแก้กรรมของตัว ไปช่วยท่าน ช่วยคนอื่นๆที่ตกทุกข์ได้ยากไว้ในอดีตด้วยฝีมือของปู่เอง ปู่ทำชั่วไว้มาก ท่านจึงทรมานให้ต้องติดคุกติดตะรางต้องเดินบุกป่าฝ่ารกไปกับเจ้าเก่ง 2 คน ปู่ถือว่าหมาก็เป็นคนเหมือนปู่”   “ปู่เอาท่านมาเมืองไทยด้วยวิธีไหนเจ้าคะ”   “ไม่รู้ซี ไม่เห็นต้องแบกต้องหามท่านมานี่นา”   หลวงปู่โง่น โสรโย ถูกพม่าขังอยู่สิบกว่าวันน้อมจิตเข้าสู่ฌานจนกระทั่งได้พบดวงพระวิญญานของพระพี่นางสุพรรณกัลยาณี สนทนากันจนว่ามนต์ด้ายที่พันธนาการไว้หลุด ท่านเป็นอิสระ   ไม่ช้าหลวงปู่ก็ถูกปล่อยออกจากที่กักขังไว้ ท่านก็พบว่าบริเวณที่ท่านถูกกักขังนั่นคือหมู่บ้านเชลยไทยสมัยก่อนโน้น   และพระศพของพระพี่นางและพระธิดาก็ถูกฝังด้วยอาถรรพ์อยู่ในบริเวณนั้นด้วย ท่านได้ขุดขึ้นมาพบว่าเขาเอาโอ่งดินเผาครอบไว้ พระธิดานั้นใช้โอ่งเล็กกว่า ในโอ่งนั้นยังมีพระทนต์ พระนขา และเครื่องประดับองค์ หลวงปู่เก็บมารวามทั้งแผ่นทองที่ใช้รัดพระองค์ไว้ บัดนี้ยังอยู่ที่วัดพระพุทธบาทเขารวก อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร หลวงปู่นำมาพร้อมเทวรูปพระอิศวรและพระอุมา ซึ่งเป็นทองคำ เป็นรูปเคารพของพระพี่นางสุพรรรณกัลยาณี   หลวงปู่ลูบหัวไม้เท้าที่มีรูปร่างคดงอพิกล ที่หัวฝังพลอยสีต่างๆ นั่นคือไม้เท้ากันภัยที่ท้าวหิรัณย์พนาสูรถวายท่านก่อนออกเดินทางไปเมืองพม่า   […]

The Lord of Death … พระยม

lordyama

บุรุษลึกลับในเครื่องอาภรณ์สีแดงเพลิง บนเศียรมีมงกุฏหรือชฏาครอบ ร่างกายกำยำล่ำสัน ผิวออกคล้ำมีประกายส่องออกมาโดยรอบเหมือนพระอาทิตย์ ดวงตาเป็นสีแดงเพลิงหากไม่ใช่ดวงตาของมนุษย์ ในมือถือบ่วงบาศก์… พระนางสาวิตรีคิดว่าบุรุษท่านนี้ต้องเป็น เทวราช อย่างมิต้องสงสัย   “ดูกร สาวิตรีผู้จงรักภักดีต่อพระสวามีอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ผู้มีคุณสมบัติอันล้ำเลิศในการบำเพ็ญตบะ ด้วยเหตุนี้เราจึงปรากฏตัวมาสนทนากับเธอ จงทราบเถิดว่าเราคือ พระยม บัดนี้พระสัตยวาน พระสวามีของเธอได้ถึงกาลสิ้นแห่งอายุขัยเรียบร้อยแล้ว… ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องมารับดวงวิญญานด้วยตัวของเราเอง…”         พอพระยมเล่าเสร็จก็ใช้อิทธิฤทธิ์ของพญามัจจุราช ดึงเอาบุรุษที่มีขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือออกมาจากร่างของพระสัตยวาน เสร็จแล้วก็ใช้บ่วงบาศก์ที่อยู่ในมือพระยมรัดเอาไว้ ขณะที่ร่างของพระสัตยวานก็ไร้ซึ่งลมปรานพอดี นี่ก็คือการนำเอาวิญญานธาตุของมนุษย์ไปสู่ปรโลก พระยม เทพเจ้าแห่งความตาย บางทีก็เรียก  พญามัจจุราช หรือ พญายมราช หรือ ยมบาล หรือ พระกาฬ หรือในมหากาพย์มหาภารตะเรียก ธรรมเทพ ส่วนชาวจีนเรียก เงี่ยมล่ออ๋อง หรือ ไต่สือเอี๊ยะ และชาวอาหรับนั้นเรียก อิสราอิล   ในเทวตำนานยุคต้นถือว่าพระยมและท้าวจตุโลกบาลแห่งทิศทักษิณนั้นก็คือองค์เดียวกัน       เทพเจ้าแห่งความตายหรือพระยมนี้มีรูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาดุดันเป็นที่น่ากลัวแก่บรรดาผู้พบเห็นยิ่งนัก พระยมทรงเครื่องฉลองพระองค์สีแดง พระหัตถ์ขวาถือไม้เท้ายมทัณฑ์ พระหัตถ์ซ้ายถือบ่วงยมบาศก์ มีมหิงสาเป็นพาหนะ   พระยมเป็นบุตรของพระไววัสวัต หรือพระอาทิตย์ กับนางสรัญญู   พระยมมีชายาสิบสามนาง ทุกนางเป็นลูกของพระทักษะปชาบดี พระยมสถิตอยู่ในยมโลกหรือเมืองนรกซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่โตมาก ว่ากันว่าอยู่นอกขอบจักรวาลในทิศทักษิณ หรือบางตำราก็บอกว่าอยู่ใต้แผ่นดินนี่เอง       วิมานของพระยมเป็นเหล็กและทองแดง […]