septimus' blog

ล่องอียาวดี

 

สุริยันลาวันลับ แต่จันทร์และดวงดาราน้อยใหญ่ก็ไม่ปล่อยให้พวกเราในเรือลำเดียวกันเงียบเหงาเกินไปกับเสียงกบเขียดอึ่งอ่างและอื่นๆที่เราไม่รู้จัก
เสียงสวบสาบบนท้องทุ่งจากหนุ่มๆพม่าเปลี่ยนเป็นเสียงเฮเมื่อแทงกบ เอ้ย
ปักหลักให้เรือเรายึดไม่ลอยคว้างไปไหนในค่ำคืนนั้นได้สำเร็จ
ท่ามกลางเสียงระงมของบรรดาสรรพชีวิตทั้งในน้ำ บนบก อากาศ และครึ่งบกครึ่งน้ำ…
พวกเราหยุดผจญภัยนั่งล้อมวงหม่ำมื้อเย็นใต้แสงเทียนฝีมือแม่ครัวที่แอบดูกี่ทีก็พ่อครัวมากกว่า อย่างเอร็ดอร่อยราวกับหิวโหยกันมากมายทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรเลยมาทั้งวันนอกจากนั่งนอนยืนเดินกินลมชมธรรมชาติฟังเสียงวิหกนกเค้าคูขันกันสนั่นเจื้อยแจ้วมาตลอดสองฟากฝั่งแม่น้ำอียาวดี
 
 
 
นกเค้าเยอะเจงๆ ไม่รู้นกอะไรต่อนกอะไร
 
“รังนกพวกนี้อยู่ที่ไหนเนาะ” เสียงถามแหวกขึ้นมาท่ามกลางเสียงบรรเลงเซ็งแซ่ของเหล่าวิหค
 
 
 
และไม่ต้องรอให้ใครตอบ กัปตันเหมือนจะได้ยินซะเอง ก็เลยวาดหัวเรือเข้าใกล้ฝั่งให้เห็นกันจะๆ…
 
“วู้ววว ถามโง่ๆ” เสียงเดียวกันเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
 
 
 

 

 

[เรือใหญ่บรรทุกท่อนซุงที่ประมูลได้ไปขายต่อที่ย่างกุ้ง]

 

[บรรดาเรือกำลังร่อนหาทองคำในแม่น้ำ]
อาหารคาวที่ไม่เคยกินที่ไหนมาก่อนถูกกวาดเรียบลงกระเพาะของทุกคนภายในเวลาที่สมควร
ผลไม้ถูกจัดเสิร์ฟตามมาติดๆชนิดไม่มีช่องไฟเว้นวรรค
พวกเราเริ่มคุยเริ่มแลกเปลี่ยนประสพการณ์การเดินทางในที่ต่างๆและตามด้วยเรื่องเล่าส่วนตัวที่ปิดบังไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร…
 
 


[ตรงนี้ถ้าไม่ใช่ลานสาวกอดเมียนมาร์ ก็น่าจะเป็นบริเวณที่กำลังทำพิธีทางศาสนาพุทธ]


[หนูน้อยเมียนมาร์ลุกขึ้นยืนโบกมือทักทายชาวต่างชาติ]
 
 
“คุณแม่คุณหมอท่านเป็นสุภาพสตรียุควิคตอเรี่ยน ท่านกับคุณพ่อพบกันโดยบังเอิญบนเรือที่มุ่งหน้าสู่อินเดีย
สมัยนั้นสุภาพสตรีอังกฤษถ้าอายุเลยยี่สิบห้าแล้วยังไม่มีคู่ โดยมากจะลงเรือไปหาคู่กันที่นั่น
ตอนนั้นเค้าเรียกค่ายทหารที่นั่นว่า เว็ดดิ้งมาร์เก็ต
แต่ก่อนไปก็จะมีนายหน้าเอ้ยแม่สื่อแม่ชักแนะนำให้ติดต่อรู้จักกันซะก่อนทางจดหมาย และญาติผู้ใหญ่ที่เหลืออยู่ของคุณแม่คุณหมอก็ได้ใช้บริการนี้จนพอใจกันทั้งสองฝ่าย จึงตกลงรับหมั้นกับว่าที่สามีซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ทางโน้น
หลังจากหมั้นกันแล้ว คุณแม่คุณหมอก็ออกเดินทางเพื่อไปเข้าพิธีแต่งงาน
แต่ก็นะ…
บุพเพสันนิวาสของท่านเพิ่งออกตัว ช่างชักช้าซะเหลือเกิน
ระหว่างที่คุณแม่กำลังจะลงเรือ ก็พอดีได้รับความช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆจากคุณพ่อซึ่งกำลังจะเดินทางไปรับตำแหน่งใหม่เป็นหมอประจำค่ายทหารที่อินเดียเหมือนกัน
ทั้งคู่ก็เลยได้เริ่มรู้จักกันนับแต่นั้น และได้คบหาเรียนรู้ซึ่งกันและกันไปอย่างไม่ตั้งใจตลอดการเดินทางที่ยาวนานนับเดือนบนเรือลำนั้น
ครั้นถึงอินเดีย คุณแม่ก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว… ยกเลิกการหมั้นหมายและการแต่งงานกับคู่หมั้น ทันที”
 
 

 

[เรือคู่ชีพใช้ตก เอ้ย ร่อนหาทองคำในแม่น้ำ]

 

[เหมือนชนบทที่เมืองไทย]

 

[กิจกรรมยามสายของชาวบ้านเมียนมาร์]

 

[อาบน้ำกันข้างสุสานที่คล้ายกับของชาวโรมันมากๆ]

 

[พาหนะชาวบ้าน สวยดี]

 

 

[สัตว์เลี้ยงของชาวบ้าน เพิ่งเห็นว่าที่นี่เค้าเลี้ยงแกะด้วย]

 

 

 

[กำลังหาทองคำ]

 

[ชาวบ้านสานเสื่อเป็นฝาบ้าน]

 

[ท่อนซุงไม้สักลอยน้ำจำนวนมากลากลงมาจากในป่า กำลังรอให้เรือใหญ่มาประมูลแข่งราคากัน]

 

 

[ก่อนเปิดประเทศ บรรดาเจดีย์น้อยใหญ่ทั่วประเทศล้วนมีสีขาว]

 

[แล้ววันหนึ่งท่านผู้นำก็สั่งให้ทาสีทองให้หมด]

 

[หมู่บ้านปั้นหม้อที่มีความสำคัญเพราะเป็นหมู่บ้านที่กองทัพอังฤษใช้เป็นที่ประกาศชัยชนะเหนือกองทัพพระเจ้าสีป่อ]

 

[เห็นแล้วทำให้คิดว่าพวกเค้าอาจมีความเกี่ยวพันกับกลุ่มช่างปั้นหม้อที่เมืองไทย]

 

 

 
เรื่องจริงไม่อิงนิยายฉบับไหนที่ได้ยินด้วยตัวเองคราวนี้ เราถึงกับฟินนนนซ้า…
ช่างเป็นเรื่องที่ช่วยส่งเสริมเรื่องราวในวรรณกรรมใหม่เล่มหนึ่งที่เราเพิ่งชอบเป็นนักหนา… 
 
 
 
[เครื่องมือหาทองคำของชาวบ้าน]

 

[ถ้าเจ้าของยังไม่เดือดร้อนต้องใช้เงิน เครื่องมือเหล่านี้ก็จะจอดทิ้งไว้เฉยๆ]

 

 
แล้วเราก็ค่อยๆหันหน้าไปมองคุณหมอที่กำลังออกอาการง่วงอย่างชื่นชม 
และก่อนที่ท่านจะขอตัวไปพักผ่อนก่อนใคร ท่านก็กรุณาเล่าเสริมถึงชีวิตในวัยเด็กของท่านกับพี่ชายภายใต้การฟูมฟักของคุณแม่ระหว่างที่คุณพ่อต้องไปรับราชการยามสงครามโลกณ.แดนไกลโพ้นให้ฟัง
ท่านคงคิดถึงคุณพ่อกับคุณแม่ของท่านขึ้นมาในตอนนั้นอย่างจับใจเหมือนกัน
 
 
[อุตสาหกรรมป่าไม้ที่ถูกต้องตามกฏหมายของเมียนมาร์]
 
หลังจากนั้น เราเอง ท่ามกลางความมืดสนิทที่มีเพียงแสงดาวเคล้าแสงจันทร์ สัมผัสสายลมแม่น้ำพัดมาเอื่อยๆเย็นๆ  เสียงระงมแข่งกันร้องบรรเลงขับกล่อมของกบเขียดอึ่งอ่างค้างคาวแหวกเวหา ก็หาได้หลับลงไปง่ายๆไม่ 
 
 
[สงสัยจังว่าคณะศรัทธาจากที่ไหนหนอที่ดั้นด้นมาถึงที่นี่]
 
ด้วยคิดอยากจะอ่านหนังสือก่อนนอน อันเป็นตอนท้ายเล่มของวรรณกรรม “บูรพา”
จำได้ว่าท่านว.วินิจฉัยกุล ได้เล่าถึง ”ชีวิตชาววิคตอเรี่ยน“ อย่างย่อๆแทรกไว้ให้เป็นความรู้ประดับสติปัญญาและใช้ประกอบการอ่านเพื่อความเข้าใจวรรณกรรมสุดยอดเล่มนี้ของท่าน
 
 
 
[แม่น้ำที่อุดมด้วยสายแร่ทองคำ แม่น้ำที่นำส่งความมั่งคั่งแก่เกรทบริทเทนในอดีต แม่น้ำที่เมียนมาร์เป็นเจ้าของแต่ผู้เดียว… Ayeyarwady river]
::
::
::
::
:
เรื่องย่อ ชีวิตชาววิคตอเรี่ยน   http://septimustidbits.blogspot.com.au/2013/10/blog-post_26.html

 

 

 

 
[ยามเช้าราว 6 โมงของตะละแม่ LOL..]

ขอบคุณท่านมาสเตอร์เทพบุตรฯเจ้าค่ะ เพลงเปิ้นก็ม่วนหลายนะคะ ฟังแล้วฮึกเหิม(เอ๊ะ ยังไง) ตะละแม่กุสุมาต้องปลื้มมมมใจมวากเรยค่ะ ฮาฮาฮา…

อ่ะอ่ะอ่ะ ท่านพูดแล้วไม่คืนคำนะคะ สัญญาต้องเป็นสัญญาาาาาา…

ขอบคุณคุณTanetpol มากค่ะ ข้าเจ้ามีกำลังใจโม้ได้อีกเยอะเลยค่ะ ^^

เรามารื่นอภิรมย์ด้วยกันคะคุณนก สุขแบบพอเพียงเป็นอย่างนี้นี่เองนะคะ LOL..

SAM_3656

^^   xxx

ขอบพระคุณคุณพี่…สมาร์ทเลดี้ตัวจริงแห่งสยามไทย…สำหรับ River of Life มากๆๆๆๆค่ะ จุ๊บจุ๊บ..

 

Kasem Patomsakuldee

ชอบ อยากไป
คงต้องรีบนิดนึงคะคุณเกษม ก่อนที่ความงามอันบริสุทธิ์จะถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักรเครื่องยนต์หมดคะ
ขอขอบคุณทีมงานเอ็มบล็อกมากค่ะ

Comments are closed.