septimus' blog

Posts under ‘การเมือง’

Landlord ในต่างแดน

 

 

“การตัดต้นไม้ใหญ่ๆในบ้านทิ้ง เป็นอาชญากรรมขั้นร้ายแรงในสายตาของชาวญี่ปุ่น ถ้าเราจะซื้อที่ดินในประเทศญี่ปุ่น
เจ้าของที่ดินเขาจะถามเราว่า
ซื้อแต่ที่ดินเปล่า หรือ จะซื้อต้นไม้ด้วย
เพราะราคาไม่เหมือนกัน ราคาที่ดินเท่านั้น ราคาต้นไม้อีกเท่านี้ ถ้าเราบอกว่าต้องการซื้อแต่ที่ดินไม่ต้องการต้นไม้ เขาจะขุดเอาไปหมด ยิ่งต้นไม้ใหญ่โตขนาดอายุ 100 ปี ยิ่งจะต้องการขุดกัน
ต้นไม้ไม่ใช่ทรัพย์ติดที่ดิน การซื้อที่ดินไม่ได้หมายความว่าซื้อต้นไม้ด้วย ถ้าจะซื้อต้นไม้ด้วยก็ต้องบอกกันให้แน่นอน”
[“ตามรอยคิดจากนวนิยายของหลวงวิจิตรวาทการ” เรียบเรียงโดย วิจิตรา รังสิยานนท์]
อ่านจบได้พาร์ทตรึงใจแล้วให้พอดีได้เวลาเหินฟ้าสู่ประเทศมหาอำนาจอีกแห่งอันเป็นต้นแบบกลายๆในการกู้ชาติของลูกพระอาทิตย์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
 
 

 

ช่วงหนึ่งในการเดินทางไกลนับหมื่นกิโลเมตร เราสังเกตเห็นตัวโรบอทอะไรสักอย่างโยกหัวขึ้นลงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
อันที่จริงก็สังเกตเห็นตั้งแต่นั่งรถเข้าเมืองจากสนามบินเอลเอสู่ย่านฮอลิวูดแล้วว่ามีตัวอะไรดำมะเมื่อมก้มๆเงยๆนับร้อยตัวอยู่สองข้างทาง
คนขับรถอพยพมาจากลังกาก็ตอบไม่ได้

 

 

 
โดยเฉพาะพบอย่างหนาแน่นก็ที่รัฐโลนลี่สตาร์…เท็กซัส
 
ในลักษณะกระจายกันไปไม่เป็นระเบียบ ตรงโน้นบ้างตรงนี้บ้าง หนาแน่นเป็นหย่อมๆ บางแห่งก็ตั้งอยู่ข้างๆบ่อพักทรงกระบอกขนาดใหญ่ บางแห่งก็เหมือนมีมานานแล้ว และบางแห่งก็อยู่หลังบ้านติดรั้วซะเลย
 
 
 
การไม่ซักถามอะไรเลยนั้นไม่ใช่เรา “นั่นอะไรคะ ก้มๆเงยๆอยู่ตรงนั้น”
“เครื่องเจาะน้ำมันไงคะ” ไกด์สาวเลือดผสมตอบ
 
 
อาการหูผึ่งของเราเกิดขึ้นทันที… ได้คนเล่าแระ
“น้ำมันที่นี่ขุดแล้วเป็นของใคร พวกคุณมีวิธีจัดการอย่างไรกันเหรอ”
 
 
“ก็ขุดในที่ดินของใครก็เป็นของคนนั้นสิคะ”
 
 
“ว้าว แล้วพวกคุณขุดเจาะกันเองเลยเหรอ แล้วรู้ได้ยังไงว่ามีน้ำมันอยู่ใต้ดิน” 
คำถามไร้เดียงสาถูกถามออกไปโดยไม่ยั้งคิดว่าอันที่จริงทุกรัฐในประเทศนี้ต่างก็มีน้ำมันและทรัพย์ในดินสินเป็นแร่ธาตุด้วยกันทั้งสิ้น
แต่ไกด์สาวก็ดีใจหายค่อยๆอธิบาย ย่อได้ว่า…
“พวกเราไม่ขุดกันเองค่ะ ใครที่ต้องการให้ขุดก็ติดต่อไปยังบริษัทน้ำมัน แล้วทางบริษัทฯก็จะจัดส่งชุดเฉพาะกิจมาติดตั้งเครื่องหน้าตาประหลาดนี้ให้อย่างรวดเร็วในทันทีที่ตีราคาคุณภาพน้ำมันและทั้งสองฝ่ายตกลงพอใจกับค่าตอบแทนแล้วค่ะ
 
 
 
นานมาแล้วนะคะคุณพ่อเดี้ยนก็เคยเรียกเค้ามาตกลงราคาที่ฟาร์มของเราค่ะ
แต่คุณพ่อไม่เดินหน้าต่อเพราะได้แค่ 7 เหรียญ(ฟังเพลินจนไม่ได้ซักว่าต่อบาเรลรึเปล่า) ท่านว่าไม่คุ้ม สู้ปลูกอะไรขายเหมือนเดิม หรือไม่ก็ไปทำงานกินเงินเดือนดีกว่า ว่าแล้วคุณพ่อก็เลยไปสมัครเป็นครูมีรายได้ต่อเดือนที่แน่นอนมาเลี้ยงดูเดี้ยนกับพี่มาจนโตเนี่ยแหละค่ะ”
 
 
 
 
มิน่าล่ะ มีบางช่วงในเส้นทางเราจึงได้เห็นป้ายเบ้อเริ่มปักไว้(เสี้ยดายถ่ายรูปไม่ทัน)ว่า…
 
 
 
 
“ถ้าในที่ดินของท่านมีน้ำมัน กรุณาให้โอกาสแก่เราด้วยเถอะ”
 
 

 

 

 

 

 

..
0
ขอขอบคุณทีมงานMblogทุกท่านค่ะ

ขั้นเทพ

เอโดะ… โชกุน… ซามูไร… อิ๊กคิว…
นึกถึงแล้วก็ต้องคว้าหนังสือประจำบ้านสองเล่มมาอ่านอีกครั้งพร้อมๆกัน… อาทิตย์อัสดง และ ฉากญี่ปุ่น
 

“คนญี่ปุ่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ยากจะมีชนชาติใดเสมอเหมือน นิสัยประจำชาติของชาวญี่ปุ่นได้นำความเจริญมาสู่ประเทศชาติ จนสามารถทำให้ญี่ปุ่นอยู่ในฐานะเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งเอเชีย—

สำหรับคุณสมบัติด้านดีนั้นเห็นจะต้องยอมรับว่า ความอดทนและความมานะพยายาม ไม่มีชนชาติใดแข็งแกร่งเหมือนญี่ปุ่น เรื่องความสามัคคีพร้อมเพรียงกันไม่มีใครสู้เขา ทำอะไรทำเหมือนกัน พูดอะไรพูดเหมือนกัน

ดูเหมือนว่าชาวญี่ปุ่นจะได้รับการอบรมคุณธรรม 2 ชนิดให้เข้าอยู่ในสายเลือดตั้งแต่เกิดจนตาย

อย่าง 1 คือความอดทน อีกอย่าง 1 คือความสามัคคีพร้อมเพรียงในระหว่างพวกเขาเอง

ถ้ากรรมกรญี่ปุ่น 10 คนขุดดินอยู่ด้วยกัน เขาจะยกจอบพร้อมกัน ลงจอบพร้อมกัน หยุดงานพร้อมกัน เริ่มงานพร้อมกัน ทุกหนทุกแห่ง

ผู้ที่ได้พบเห็นอาจจะคิดว่า เขาอวดความพร้อมเพรียงแต่ต่อหน้าคนมากๆ

แต่ไม่ว่าที่ไหน ไม่ว่างานจะเล็กใหญ่โตเพียงใด ความพร้อมเพรียงความมีวินัยในการทำงานร่วมกัน ก็จะมีปรากฏให้เห็นเสมอ—“

 

 

 

 

 

 

อีกสักตัวอย่างหนึ่งอันเป็นเรื่องจริงที่เกิดกับนักเรียนไทยสมัยครั้งกระโน้น…

 

นักเรียนไทยสามสี่คนซึ่งพูดภาษาญี่ปุ่นได้ดี ออกไปเที่ยวเล่นในชนบทของญี่ปุ่น

แล้วก็ไปพบไร่ข้าวโพด มีฝักข้าวโพดที่กำลังโตพอดีรับประทานกำลังอร่อยสำหรับคนไทย

แต่ญี่ปุ่นไม่รับประทานจนกว่าจะแก่จัด ซึ่งคนไทยไม่ชอบเพราะแข็งเกินไป

นักเรียนไทยจึงขอซื้อข้าวโพดนั้นจากเจ้าของไร่ท่านหนึ่งเพื่อเอามาแบ่งกันรับประทาน

“ยังขายไม่ได้ ยังไม่แก่พอที่จะรับประทานได้”

นักเรียนไทยทราบดี ชาวญี่ปุ่นจะรับประทานข้าวโพดเมื่อแก่มากเท่านั้น จึงพยายามชี้แจงแก่เขาว่าไทยเราชอบรับประทานขนาดนี้ ถ้าแก่มากไปกว่านี้เราก็ไม่ชอบรับประทาน

“ยังขายไม่ได้ ยังไม่แก่พอ”

“ราคาข้าวโพดของท่านขายเท่าไหร่”

“นี่ยังขายไม่ได้เพราะยังไม่แก่”

 

“ถ้าเป็นข้าวโพดที่แก่แล้ว ท่านขายเท่าไหร่”

“สองฝักต่อ 1 เยน”

“ฉันให้ฝักละ 1 เยน ขอซื้อขนาดที่เป็นอยู่นี่”

“ขายไม่ได้”

“ทำไมจึงขายไม่ได้”

“เพราะยังไม่แก่”

 

แล้วเขาก็ไม่ยอมขายจริงๆ ให้สักเท่าไหร่ก็ไม่ยอมขาย ด้วยเหตุผลอย่างเดียวกัน คือข้าวโพดของเขายังไม่แก่

 

 

Photobucket
ขอขอบคุณ
ทายาทหลวงวิจิตรวาทการ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่2
ภาพ เชอรี่บลอสส่อม จากอินเตอร์เน็ต
 
 
 

Updated “ขั้นเทพ”

กอ.รมน. สวนรื่นฤดี
23 July 2013

 
ญี่ปุ่น..ประเทศที่ทำให้โลกต้องทึ่ง
และ ต้องหันมาดูเป็นตัวอย่างว่า..
เขาสร้างคนในชาติกันอย่างไร???..ที่เมืองไซตะมะ ญี่ปุ่น ผู้โดยสารรถไฟพร้อมใจกันลงรถ
ร่วมกันผลักดันรถไฟ เพื่อช่วยหญิงบาดเจ็บขาติด
รถไฟเสียเวลาเพียงแค่ 8 นาที
ส่วนผู้หญิงรอดปลอดภัย!!

ที่มา https://www.facebook.com/195039450574297/photos/a.228606590550916.55136.195039450574297/495804227164483/?type=1&theater
..
.
.
..
และจากบล็อก “เบื้องหลังการมีวินัยของคนญี่ปุ่น”  http://mblog.manager.co.th/septimus/th-111025/ เคยบันทึกความเป็น “ขั้นเทพ” ไว้เช่นกัน…
  1. ชาวเน็ตฯ จีน ยกย่องวินัยฯ ญี่ปุ่นในยามวิกฤติ

    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 มีนาคม 2554 13:00 น.

    Photobucket
    หลังจากรถไฟหลายขบวนระงับการให้บริการ ประชาชนจำนวนมากต้องอดทนยืนรออย่างเป็นระเบียบ และอาการสงบ (ภาพเอเยนซี)

    เอเยนซี – ทั่วโลกได้เห็นภาพชีวิตหลังแผ่นดินไหวของชาวญี่ปุ่น เช่นเดียวกับชาวเน็ตฯจีน ซึ่งได้ส่งต่อแพร่หลาย ชื่นชมวินัย และท่าทีอันสงบของผู้คนในประเทศ ด้านผู้นำจีนสนทนาทางโทรศัพท์แสดงความเสียใจต่อองค์จักรพรรดิอากิฮิโตะ พร้อมส่งมอบความช่วยเหลือฯ ให้ญี่ปุ่นฝ่าวิกฤติ

    ขณะที่ชาวญี่ปุ่นในหลายจังหวัดทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ กำลังเผชิญผลกระทบหลังจากแผ่นดินไหว และคลื่นยักษ์สึนามิครั้งร้ายแรงในวันศุกร์ที่ 11 มี.ค. ที่ผ่านมา วิกฤตด้านนิวเคลียร์ยังไม่มีทีท่าจะสิ้นสุดและดูว่าจะเลวร้ายขึ้น พร้อมกับความกังวลเกี่ยวกับภาวะการขาดแคลนอาหาร และพลังงาน การคมนาคมเป็นอัมพาต รถไฟโดยสารมากกว่า 100 สายในกรุงโตเกียวปิดให้บริการเป็นบางส่วน หรือทั้งหมด ซ้ำบรรยากาศยังเลวร้ายยิ่งขึ้น เมื่อมีรายงานข่าว ซึ่งอ้างผู้เชี่ยวชาญที่ระบุว่า มีโอกาสมากที่จะเกิดแผ่นดินไหวอีกครั้ง
    Photobucket
    ชาวญึ่ปุ่นที่ยืนเข้าคิวเพื่อใช้โทรศัพท์สาธารณะ (ภาพเอเยนซี)

    นายกรัฐมนตรี นาโอโตะ คัง ของญี่ปุ่นกล่าวในวันอาทิตย์ที่ 13 มี.ค. ที่ผ่านมาว่า ภัยพิบัติครั้งนี้นับว่าเป็นวิกฤตร้ายแรงที่สุดของประเทศนับตั้งแต่ สงครามโลกครั้งที่ 2

    แต่กระนั้น ภาพที่โลกได้เห็นคือ ผู้คนที่มีสีหน้าสงบนิ่ง และมีสติพอที่จะอยู่ในระเบียบวินัย ไม่มีข่าวคราวความวุ่นวายโกลาหล ลักขโมย หรือฉกฉวยโอกาสซ้ำเติมเอาเปรียบจากเคราะห์กรรมของเพื่อนมนุษย์

    ชาวเน็ตฯ จีนส่วนใหญ่ ได้เห็นภาพเหล่านี้ ต่างส่งต่อแสดงความเห็นในทางชื่นชม ว่าแม้สองชาติจะมีประวัติศาสตร์ที่ร้าวฉานกันอย่างถึงที่สุด แต่เราชาวจีนก็คงได้เรียนรู้ และยอมรับในบุคลิกลักษณะนิสัยอันน่ายกย่องโดยเฉพาะจิตสำนึกสาธารณะของคนญี่ปุ่น

    ชาวเน็ตฯ จีนจำนวนมาก พบว่าความสงบนิ่งในยามวิกฤติใหญ่นี้ สะท้อนคุณภาพจิตใจที่พัฒนามาอย่างดี พร้อมกันนี้ ต่างพิมพ์ข้อความให้กำลังใจ และขอให้ชาวญี่ปุ่นได้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปด้วยดี ในเร็ววัน

    ด้านรัฐบาลจีน หลังจากเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้ส่งทีมกู้ภัยชุดแรกไปให้การช่วยเหลือญี่ปุ่น จำนวน 15 คนแล้ว ล่าสุด รัฐบาลส่งมอบเงินให้ญี่ปุ่น 30 ล้านหยวน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยฯ ในเบื้องต้น และเริ่มจัดส่งวัสดุบรรเทาทุกข์ อาหาร เต็นท์ ผ้าห่มต่างๆ จากสนามบินนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตงไปยังญี่ปุ่นแล้วเช่นกัน

    นอกจากนี้ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (14 มี.ค.) ประธานาธิบดีหู จิ่นเทา ยังได้สนทนาทางโทรศัพท์กับองค์จักรพรรดิอากิฮิโตะ เพื่อแสดงความห่วงใย และเสียใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกล่าวว่า จีนขอร่วมมือกับญี่ปุ่นในทุกทางเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้
    Photobucket
    ภาพเด็กนักเรียนประถมในโรงเรียนแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ขณะเกิดเหตุแผ่นดินไหว ซึ่งได้ทำตามขั้นตอนที่ฝึกซ้อมฯ (ภาพเอเยนซี)

    Photobucket
    ประชาชนที่ตกค้างพลัดที่อยู่ กำลังเฝ้ารอคำแนะนำของทางการฯ โดยต่างไว้วางใจในรัฐบาลและพร้อมให้ความร่วมมือ ในการเผชิญวิกฤติ ขณะเจ้าหน้าที่ฯ เร่งส่งความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว และทั่วถึง (ภาพเอเยนซี)

    Photobucket
    กลุ่มประชาชนที่ถูกจัดให้ไปอยู่อาศัยชั่วคราวในโรงเรียนแห่งหนึ่ง (ภาพเอเยนซี)

    Photobucket
    ท่ามกลางความยุ่งยาก แต่กลับไม่พบความวุ่นวาย และเด็กกับสตรีจะได้รับความช่วยเหลือก่อนเสมอ (ภาพเอเยนซี)

    Photobucket
    ประชาชนเหล่านี้ต้องเดินเท้ากลับบ้าน ซึ่งบางคนอยู่ไกลออกไปถึงเกือบ 20 กิโลเมตร หลังถนนหลายสายถูกตัดขาด และบริการขนส่งสาธารณะเป็นอัมพาตเกือบหมด (ภาพเอเยนซี)

    Photobucket
    แม้จะเหน็ดเหนื่อยอยากนอนเหยียดเท้า แต่ทุกคนยังคงมีสติพอที่จะเบียดตัวนั่งชิดขอบราวบันได เพื่อไม่ให้กีดขวางทางขึ้น-ลง แม้ว่าจะไม่มีคนเดินในขณะนั้นเลยก็ตาม (ภาพเอเยนซี)

    Photobucket
    ภาพจากวงจรปิด เผยให้เห็น กลุ่มครูในสถานเลี้ยงเด็กเล็กช่วยกันห้อมล้อม คร่อมตัวป้องกันเด็กๆ ในตอนแผ่นดินไหว (ภาพเอเยนซี)

     

     

  1. septimus

    นี่คือจดหมายของ ฮา มินห์ ตัน เป็นตำรวจที่ฟูกุชิม่า เขาเป็นชาวเวียดนาม เขียนถึงเพื่อนที่เวียดนาม ถูกพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ New America Midia เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2554 แสดงให้เห็นถึงหัวจิต หัวใจของชาวญี่ปุ่น เศษเสี้ยวของชีวิตกลางวิกฤติ ณ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟูกุชิม่า

    ==========

    พี่ครับ
    พี่และครอบครัวสบายดีนะครับ? สองสองวันมานี้อะไรต่ออะไรสับสนอลหม่านไปหมด หลับตาผมก็ มองเห็นแต่ซากศพ ลืมตาก็เห็นแต่ซากศพ พวกเราทำงานกันวันละ 20 ชม. ผมอยากให้วันหนึ่งมี 48 ชม. พวกเราจะได้มีเวลาช่วยเหลือพวกเขาได้มากขึ้นอีก เราไม่มีน้ำไม่มีไฟ อาหารปันส่วนก็เกือบจะ เกลี้ยงแล้ว การอพยพผู้คนเป็นไปอย่างยากลำบาก จากที่นี่ไปที่โน่น ตอนนี้ผมอยู่ในฟูกุชิม่า ห่างจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ประมาณ 25 กม.

    ถ้าจะให้ผมเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ นิสัยใจคอของพวกเขามันคงได้เป็นหนังสือเล่มใหญ่ พวกเขายังคงอยู่ในความสงบ พวกเขามีศักดิ์ศรีและทำตัวเรียบร้อยเหลือเกิน นั่นทำให้สถานการณ์ไม่เลวร้ายลงไปอีก แต่ผมรับประกันไม่ได้ว่าอีกสักอาทิตย์หนึ่งเราดูแลสถานการณ์ให้เรียบร้อยอย่างนี้ได้ต่อไป

    พวกเขาก็เป็นมนุษย์ธรรมดาเมื่อความหิวกระหายถึงขีดที่อยู่เหนือความทระนง แม้ว่ารัฐบาลพยายามส่งเสบียงอาหารและยาให้ทางอากาศ แต่มันก็เหมือนโปรยเกลือเล็กๆ น้อยๆ ลงในมหาสมุทร
    มีเรื่องประทับใจเกี่ยวกับเด็กชายญี่ปุ่นคนหนึ่งที่ให้บทเรียนกับผมว่าศักดิ์ศรีของการเกิดเป็นมนุษย์คนหนึ่งควรจะเป็นยังไง
    คืนก่อนผมถูกส่งไปที่รร.สอนภาษาแห่งหนึ่งเพื่อช่วยองค์กรการกุศลจัดตั้งหน่วยแจกอาหารให้ผู้ประสบภัย พวกเขาเข้าคิวเป็นแถวเคี้ยวคดยาวอย่างกับงูเลื้อย แล้วผมก็พบเด็กผู้ชายอายุราวๆ 9 ขวบคนหนึ่ง เขาสวมแค่เสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นเท่านั้น มันหนาวมากและเขาก็อยู่ท้ายๆ แถวโน่น ผมกลัวว่ากว่าจะถึงคิวของเขาอาหารที่แจกก็อาจจะหมดเสียก่อน ผมก็เลยพูดคุยกับเขา
    เขาเล่าว่าเขาอยู่ที่ รร. ตอนเกิดเหตุแผ่นดินไหว พ่อของเขาทำงานอยู่ใกล้ๆ กำลังขับรถมารับเขา ขณะนั้นเขาอยู่บนระเบียงชั้น 3 ของ รร. เห็นรถของพ่อถูกคลื่นสึนามิกวาดไปต่อหน้าต่อตา ผมถามถึงแม่ของเขา เขาบอกว่าบ้านของเขาอยู่ใกล้ๆ ชายหาด คิดว่าแม่กับน้องสาวก็คงไม่อยู่แล้ว เขาสั่นหน้าและป้ายน้ำตาเมื่อผมถามถึงญาติๆ

    เขาหนาวจนตัวสั่นผมเลยเอาแจ็กเก็ตเครื่องแบบของผมห่มให้เขา ห่ออาหารปันส่วนของผมก็เลยหล่นออกมา ผมเก็บขึ้นมาและส่งให้เขาพร้อมกับบอกว่า “กว่าจะถึงคิวหนูอาหารอาจจะหมดแล้วก็ได้ เอานี่ไปกินเสียก่อนนะ ผมกินอิ่มแล้ว” เด็กชายรับอาหารไปพร้อมกับโค้ง ผมคิดว่าเขาจะกินมันทันทีแต่ไม่ใช่ เขาเอาห่ออาหารเดินไปวางรวมกับกองอาหารที่กำลังแจกอยู่
    ผมอึ้งไปเลย ผมถามว่าเอาไปไว้ตรงนั้นทำไม ทำไมไม่กินเสีย เขาตอบว่า “ก็ผมเห็นมีคนอีกตั้งเยอะที่หิวกว่าผม ผมเอาไปรวมไว้จะได้แบ่งกันได้ทั่วถึง” ผมเบือนหน้าหนีเพื่อจะได้ไม่มีใครเห็นน้ำตาของผม

    สังคมไหนนะที่ผลิตเยาวชนอายุ 9 ขวบ ให้เข้าใจถึงการเสียสละอันยิ่งใหญ่เช่นนี้…ต้องเป็นสังคมที่ ยิ่งใหญ่…เป็นประชาคมที่ยิ่งใหญ่

    ครับพี่ ผมก็เขียนมาด้วยความคิดถึงพี่และครอบครัวนิดหน่อย ถึงเวลาทำงานกะของผมแล้วครับ…

    ฮา มินห์ ตัน

    ==========

    ถอดความมาฝาก…ด้วยใจคารวะ

     

    1. septimus

      First pictures emerge of the Fukushima Fifty as steam starts pouring from all four reactors at the stricken nuclear power plant
      By Matt Blake and Richard Shears
      Last updated at 8:42 AM on 24th March 2011

      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket

      Read more: http://www.dailymail.co.uk/news/article-1369216/Japan-nuclear-crisis-Fukushima-Fifty-pictures-inside-nuclear-power-plant.html#ixzz1HWGQjDPM

      Thank you very much dailymail of UK

       

       

      Photobucket

       

       

       

Repeat: เรามิใช่คนป่า

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประชวรด้วยพระโรคไข้ป่าอันเนื่องมาจากการเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่ต.หว้ากอ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จนเหลือที่กำลังแพทย์หลวงจะเยียวยาพระอาการแล้วก็ทรงมีรับสั่งให้เจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์เข้าเฝ้าเพื่อทรงมีพระราชดำรัสสั่งเป็นครั้งสุดท้ายว่า

“ขอท่านเจ้าคุณได้ดูแลรักษาพระราชโอรสของฉันผู้จะสืบสันตติวงศ์ต่อไปให้ดีด้วย การใดที่ควรไม่ควรขอให้ช่วยตักเตือนและว่าราชการแทนไปจนกว่าจะถึงเวลาอันควร”

เมื่อเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ได้ถวายสัตย์ปฏิญานเบื้องพระพักตร์แล้วถวายบังคมลา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ให้อาลักษณ์เข้าไปจดคำขอขมากรรมต่อพระรัตนตรัยและปัจฉิมโอวาทเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นได้ทรงบรรทมหลับพระเนตรในลักษณะการเข้าฌานแล้วสิ้นสุดอัสสาสะปัสสาสะลงแต่บัดนั้น

 

เจ้าชายจุฬาลงกรณ์สยามมกุฏราชกุมารได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นผู้สืบสันตติวงศ์เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๑๑ พระชนม์มายุได้ ๑๕ พระชันษาในขณะที่ก็ทรงประชวรด้วยพระโรคไข้ป่าดุจเดียวกับสมเด็จพระบรมชนก พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ได้แต่เพียงในพระนาม โดยมีเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์(ช่วง บุนนาค)ว่าราชการต่างพระเนตรพระกรรณ

เมื่อทรงหายจากพระอาการประชวรแล้วก็เสด็จไปทรงศึกษาวิชาการกับฝรั่งที่เป็นครูสอนพิเศษที่สมเด็จพระบรมชนกทรงจ้างมาเพื่อถวายพระอักษรโดยเฉพาะ

ทรงเป็นยุวกษัตริย์ที่ต้องอยู่ภายใต้ความกดดันหลายด้าน ไหนจะต้องระวังพระองค์เองเพราะในขณะที่มีคนรักก็มีคนชัง และยังต้องระวังพระองค์ในข้อวัตรปฏิบัติในฐานะของพระผู้ที่เป็นเจ้าชีวิตของคนทั้งประเทศ

นอกจากระเบียบประเพณีและกฏมณเฑียรบาลจะตีกรอบไว้แล้ว ยังจะต้องทรงเรียนรู้ถึงเรื่องการปกครองและการบริหารงานบ้านเมืองไปทีละน้อยๆโดยพระวิริยะอุตสาหะอย่างเต็มกำลัง

ระหว่างที่ยุวกษัตริย์ทรงเล่าเรียนอักษรศาสตร์กับพระอาจารย์ที่เป็นชาวตะวันตกนั้นได้ทรงซักถามถึงความคิดเห็นที่ชาวตะวันตกมีต่อประเทศสยามและชาวสยาม ครูฝรั่งได้กราบทูลว่า

 

“ประเทศสยามนั้นชาวตะวันตกเรียกว่าประเทศด้อยพัฒนา เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน มีที่ดินและทรัพยากรมากแต่ไม่ได้ใช้ให้เป็นประโยชน์ ความเจริญทั้งหลายในโลกตะวันตกไม่เคยเข้ามาถึงประเทศสยาม

ระบบศักดินาขุนนางของสยามยังคงล้าสมัย ขุนนางมีข้าทาสบริวารมากมาย มีแต่คอรัปชั่น การกอบโกยผลประโยชน์ของขุนนางที่แบ่งกันเป็นส่วนๆ ความเจริญส่วนใหญ่จึงอยู่แต่ในพระบรมมหาราชวังและในบ้านของบรรดาขุนนาง คนในชนบทไม่เคยได้รับการศึกษามีแต่ถูกกดขี่ข่มเหงอยู่ตลอดมา

การเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ยังคงมีการหมอบคลาน มองไปทางใดในยามค่ำคืนมีแต่ความมืด ถนนหนทางก็ไม่มี มีแต่ไต้และโคม กฏหมายก็มิได้ทันสมัย ชาวตะวันตกจึงมองเห็นว่าชาวสยามคือคนป่าที่ยังไม่ได้พัฒนา”

 

เมื่อทรงได้ฟังความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาจากพระอาจารย์ชาวตะวันตกแล้วก็ทรงครุ่นคิดถึงวิธีการที่จะทำให้ประเทศสยามได้รับการยอมรับจากนานาอารยะประเทศในสมาคมโลก

ดังนั้นเมื่อทรงเสด็จขึ้นครองราชย์อย่างแท้จริง(เป็นครั้งที่สองเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๑๖)แล้ว

สิ่งแรกที่พระราชทานแก่ขุนนางข้าราชการและทูตานุทูตต่างประเทศคือ ทรงประกาศเลิกประเพณีการหมอบเฝ้าทั้งหมด ให้เข้าเฝ้าได้ด้วยการยืนเฝ้าและนั่งเก้าอี้ ยกเว้นในกรณีการถวายราชกิจอย่างเป็นทางการตอนออกท้องพระโรงจึงจะมีการกราบถวายบังคมแล้วเข้านั่งในที่นั่งเฝ้าต่อไป

บรรดาทูตานุทูตและชาวต่างประเทศต่างมีความยินดีและเขียนสดุดีในพระราชวินิจฉัยให้ยกเลิกการหมอบเฝ้ากันอย่างขนานใหญ่

 

พระองค์เองก็ได้ทรงเล่าเรียนภาษาอังกฤษอย่างเอาเป็นเอาตายและสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดีเท่ากับเจ้าของภาษาเป็นที่ยอมรับในหมู่ชาวต่างชาติและเมื่อทรงเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกนั้น พระปรีชาสามารถในด้านภาษาต่างประเทศ(กับทั้งทรงเข้าใจวิธีคิดวิธีจัดการของชาวต่างประเทศอย่างลึกซึ้ง)จึงเป็นที่ยอมรับของชาวตะวันตกอย่างแท้จริง

ทรงว่าจ้างชาวต่างประเทศโดยมิจำกัดเชื้อชาติศาสนาให้เข้าทำงานในกิจการราชการต่างๆเช่นกิจการตำรวจหลวง และพลตระเวน(ตำรวจภายนอกพระราชฐาน)

ทรงปรับปรุงกฏหมายว่าด้วยลักษณะอาญาและแพ่งให้ทันสมัยขึ้น ตราพระราชบัญญัติการพิจารณาความอาญาและการศาลให้เป็นระบบแบบเดียวกับต่างประเทศ ทั้งนี้เพราะในเวลานั้นบรรดากงสุลของประเทศต่างๆไม่ยอมขึ้นศาลไทยโดยตั้งข้อรังเกียจเรื่องแนวทางการพิจารณาคดีและระบบการสอบสวนผู้ต้องหาที่เรียกว่าจารีตนครบาล อันได้แก่การลงทัณฑ์ทรมานแก่นักโทษเพื่อให้สารภาพด้วยวิธีการอันทารุณเช่น ตอกเล็บ บีบขมับ เป็นต้น เมื่อเกิดกรณีพิพาทระหว่างชาวต่างชาติกับชาวไทย การพิจารณาโทษจะต้องไปพิจารณากันในศาลกงศุลของชาตินั้นๆ ทำให้ฝ่ายไทยเสียเปรียบมาโดยตลอด ในที่สุดก็ทรงโปรดเกล้าให้ยกเลิกจารีตนครบาลอย่างสิ้นเชิงและปรับขบวนการสอบสวนให้เป็นระบบสากลนิยม เพื่อให้เป็นที่ยอมรับจากชาวต่างชาติยอมมาขึ้นศาลไทยเมื่อถึงคราวที่ต้องมีการพิจารณาคดีกับคนสยาม

 

พระราชโอรสทุกพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ทรงส่งเสด็จไปเรียนวิชาการในประเทศยุโรปในสาขาต่างๆเช่นการแพทย์ การทหาร การวิศวกรรม ทรงส่งไปทั้งอังกฤษ เยอรมัน และรัสเซีย เพื่อเล่าเรียนวิชาการแล้วนำกลับมาใช้งานในราชการบ้านเมือง พระราชโอรสของพระองค์เมื่อเสด็จกลับมาได้สร้างความเจริญให้แก่ประเทศชาติเป็นอันมาก

 

ไม่เพียงแต่เท่านั้น พระองค์ยังได้ทรงขยายการศึกษาออกไปนอกพระบรมมหาราชวังให้ประชาชนทั้งหลายได้มีโอกาสเล่าเรียนเขียนอ่านศึกษาอย่างเป็นระบบ มิต้องไปขอเรียนจากบรรดาพระในวัดเหมือนเช่นที่เคยมีมาในอดีต โดยตั้งโรงเรียนแห่งแรกขึ้นที่พระตำหนักสวนกุหลาบ ให้การศึกษาแก่เจ้านายในวัง ทรงมีพระราชดำรัสแสดงให้เห็นถึงน้ำพระหฤทัยห่วงใยในการศึกษาของบรรดาลูกขุนนางและลูกราษฎรธรรมดาว่า

 

“เมื่อได้กล่าวถึงโรงเรียนนี้ว่าจะเป็นการสงเคราะห์แด่ตระกูลเจ้านายดังนี้ใช่ว่าจะลืมตระกูลข้าราชการและราษฎรเสียเมื่อไร โรงเรียนนี้ที่มีอยู่แล้วและที่จะตั้งขึ้นต่อไปในภายหน้า ได้คิดจัดการโดยอุตส่าห์เต็มกำลังที่จะให้เป็นการเรียบร้อยพร้อมเพรียงเหมือนกับที่โรงเรียนนี้และคิดจะให้แพร่หลายออกไปโดยกว้างขวาง มีคนที่ได้เรียนมากกว่าแต่ก่อน ทั้งจะมีโรงเรียนวิชาการชั้นสูงขึ้นไปอีก ซึ่งได้กำลังคิดจัดอยู่บัดนี้

เจ้านายราชตระกูลตั้งแต่ลูกฉันเป็นต้น ลงไปถึงราษฎรที่ต่ำสุด จะให้มีโอกาสได้เล่าเรียนเสมอกันไม่ว่าเจ้าไม่ว่าไพร่ เพราะฉะนั้นจึงขอบอกได้ว่าการเล่าเรียนในบ้านเมืองเรานี้จะเป็นข้อสำคัญที่หนึ่ง ซึ่งฉันจะอุตส่าห์จัดให้เจริญขึ้นให้จงได้”

¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬
คาถาบูชาพระสยามเทวาธิราช
สยามะเทวาธิราชาเทวาติเทวา มหิทธิกา เทยยรัฏฐัง อนุรักขันตุ อาโรคะเยนะ สุเขนะ จะ
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ สุวัตถิ โหตุ สัพพะทา สยามะเทวานุภาเวนะ สยามะเทวะเตชะสา
ทุกขะโรคะภะยะ เวรา โสกาสัตตุ จุปัททะวา อเนกา อันตะรายาปิ วินัสสันตุ อะเสสะโต
ชะยะสิทธิ ธะนัง ลาภัง โสตถิภาคะยัง สุขัง พะลัง สิริ อายุ จะ วัณโณ จะ โภคัง วุฑฒิ จะ
ยะสะวา สะตะวัสสา จะ อายุ จะ ชีวะสิทธี ภะวันตุ เม
¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬

Tag: พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เขียนโดย septimus ที่ 2008-10-11 14:05:36 น. 17 ความคิดเห็น
..
.
.
ความคิดเห็นที่ 6, เว็บไซต์ :
ทั้งล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖
ต่างทรงมีพระราชประสงค์ให้ประเทศไทย
เป็นประเทศประชาธิปไตยแต่เนื่องด้วยชาวไทย การศึกษาไม่สูงนัก
จึงทรงเกรงว่า เมื่อเปลี่ยนการปกครองแล้ว
แทนที่จะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง
กลับจะเป็นโทษแทนดังนั้น ทั้งสองพระองค์ จึงได้วางรากฐานการศึกษา
และปรับปรุงระบบการศึกษาให้เข้มแข็ง
เพื่อปูพื้นฐานระบอบประชาธิปไตย

เสียดาย … ที่ประเทศไทยชิงสุกก่อนห่าม
จึงได้แต่เพียงประชาธิปไตย wanna be

^_^

 | nelumbo | 11 ตุลาคม 2551 | 23:21:00

ความคิดเห็นที่ 7, เว็บไซต์ :ใช่ค่ะคุณnelumboคะน่าเสียดายเหลือเกิน
แล้วพวกชิงสุกก่อนห่ามก็ไม่เห็นตายดีสักคนแต่ยังไงก็ไม่คุ้มไม่สาสมเลยกับผลกรรมที่ตกทอดมาถึงพวกเราในปัจจุบันนะคะคุณบัว…ตามล้างตามเช็ดกันไม่หวัดไม่ไหว

 | septimus | 12 ตุลาคม 2551 | 11:52:10

 

 

 

 

 

 

 

ที่มา http://septimustidbits.blogspot.com.au/2012/08/blog-post_3898.html

 

 

 

 

[ขอบคุณ ไทยทีวีสีช่อง 3 และ ทีวีซีน แอนด์ พิคเจอร์]

 

 

 

 

วันยุทธหัตถี

                
[พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ จะเสด็จพระราชดำเนินไปยังพระบรมราชานุสรณ์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี ในวันที่ 25 มกราคม ของทุกปี]
 
 
 
เมื่อได้พบเมียนมาร์เชื้อสายรามัญ เรายินดีราวกับได้พบเครือญาติ พวกเขาเหล่านั้นก็เช่นกัน ต่างถามไถ่ทุกข์สุขราวกับไม่ได้พบกันมานานแสนนาน
 
ครั้นมีเวลาเป็นของตัวเอง หวลนึกถึงภาพเหล่านั้นคราใด ก็อดไม่ได้ที่จะบอกตนเองว่า เกือบไป…
เกือบไปแล้วที่เราจะได้เป็นเมียนมาร์เชื้อสายสยามไทย…
ที่ยามหายใจแต่ละทีต้องคอยเหลือบตามองผู้เป็น นาย และ พวกพ้องของนาย
 
ถ้าไม่ด้วยพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ทรงกอบกู้เอกราช นำอิสรภาพกลับคืนสู่ทุกชีวิตชาวสยาม เมื่อสองครั้งกระโน้น
 
 
 
เจ้าพี่จะยืนอยู่ใยในร่มไม้เล่า ขอเชิญออกมาทำยุทธหัตถีด้วยกันให้เป็นเกียรติยศไว้ในแผ่นดินเถิด
ด้วยภายหน้าต่อไปจักไม่มีพระเจ้าแผ่นดินที่จะกระทำยุทธหัตถีแล้ว
 
 
ตราบจนถึงปัจจุบัน พระร่มฉัตรและพระบารมีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็ยังคงแผ่ปกคลุมไปทั่ว กินบริเวณกว้างใหญ่ไพศาลข้ามเทือกเขาไปถึงฝั่งโน้น
 
สังเกตได้ชัดเจนจากความหวั่นเกรงปนชื่นชมในแววตาของชาวเมียนมาร์เมื่อได้ยินเพียงคำว่า ไทย…
พวกเขาจะนึกย้อนกลับไปถึงสมเด็จพระองค์ดำผู้ทรงมีพระสติปัญญาเฉลียวฉลาดเก่งกาจกล้าหาญและมีน้ำใจ
 
ทหารไทยใหญ่หรือฉานอันเป็นชนกลุ่มน้อยของเมียนมาร์ ยามออกศึกยังคงต้องทำพิธีขอพระบารมีของพระองค์ดำเป็นที่พึ่ง…
ตั้งสมาธิให้มั่นกำหนดจิตรำลึกถึงพระองค์เพื่อให้จิตใจเข้มแข็งเด็ดขาดห้าวหาญ… ทุกครั้งไป
 
 
กับสยามไทยเอง พงศาวดารฉบับหนึ่งเล่าว่า เมื่อคราวเสียกรุงฯครั้งที่สอง พระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรซึ่งประดิษฐานอยู่ในวังได้ส่งเสียงกระทืบพระบาทดังสนั่นไปทั่วทั้ง 4 ทิศ คาดว่าพระองค์คงทรงพิโรธสุดประมาณ
 
พระองค์ไม่ทรงเสด็จละทิ้งแผ่นดินสยามไปไหน พระองค์ยังคงคอยปกปักรักษาดูแลแผ่นดินด้วยความห่วงใยตลอดมา…
ในยามศึกสงคราม พระวิญญานของพระองค์ประทับอยู่ในสายเลือดทหารไทยทุกคน… พร้อมรบอย่างไม่กลัวตายดุจเดียวกับเหล่าทหารกล้าในสมัยอยุธยาของพระองค์
หมายเหตุ
วันจันทร์ แรม 2 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง สมัยก่อนเคยคำนวณว่าตรงกับวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2135 ทางราชการได้กำหนดให้วันที่ 25 มกราคมเป็นวันกองทัพไทย
แต่จากการคำนวณใหม่ตามแบบปฏิทินเกรกอเรี่ยนเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ได้ทราบว่าแท้จริงแล้วตรงกับวันที่ 18 มกราคม ทางราชการจึงมีประกาศใหม่ให้วันที่ 18 มกราคมเป็นวันกองทัพไทย
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

 

 

มวลมหาประชาชนไทย 9.12.13

 

วันนี้เมื่อเวลาประเทศไทย 9:39 น.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตามดูภาพบบางส่วนกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

และก่อนหน้านี้ไม่กี่วันก็มีประมาณนี้…อันเป็นที่ประทับอกประทับใจมวลมหาประชาชนพลโลกมาแล้ว…

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ติดตามภาพมวลมหาทายาทรับมอบพระราชอำนาจจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่7ใส่เกล้าใส่กระหม่อม ต่อได้ที่นี่ค่ะ …

 

http://www.facebook.com/hashtag/thaiuprising

 

 

 

 

 

 

ขอบคุณภาพทุกภาพจากอินเตอร์เน็ต

 

 

httpv://new.livestream.com/fmtv-live/24live

 

 

 

 

ขอขอบคุณทีมงานเอ็มบล็อกทุกท่านมากค่ะ

 

 

 

 

 

 

ย้อนรอยกรรม

“หลวงปู่เจ้าคะ ย้อนรอยกรรมนี่หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ”
 
“กรรมที่เราทำไว้ในอดีตมันไม่สูญหายไปไหน มันจะต้องกลับมาสนองเรา
ทำกรรมดีไว้กรรมดีก็จะสนอง ทำกรรมชั่วไว้กรรมชั่วก็จะกลับมา”
 
“ผลที่ได้รับก็เรียกว่ามาตามกรรม ของหลวงปู่นี่ไม่ได้มาตามกรรม
แต่ท่านย้อนนี่เจ้าคะ”
 
“อืมม์ ใช่ว่ะ ปู่ต้องเดินทางย้อนรอยเดิมขึ้นไปแก้กรรมของตัว
ไปช่วยท่าน ช่วยคนอื่นๆที่ตกทุกข์ได้ยากไว้ในอดีตด้วยฝีมือของปู่เอง
ปู่ทำชั่วไว้มาก
ท่านจึงทรมานให้ต้องติดคุกติดตะรางต้องเดินบุกป่าฝ่ารกไปกับเจ้าเก่ง 2 คน
ปู่ถือว่าหมาก็เป็นคนเหมือนปู่”
 
“ปู่เอาท่านมาเมืองไทยด้วยวิธีไหนเจ้าคะ”
 
“ไม่รู้ซี ไม่เห็นต้องแบกต้องหามท่านมานี่นา”
 
หลวงปู่โง่น โสรโย ถูกพม่าขังอยู่สิบกว่าวันน้อมจิตเข้าสู่ฌานจนกระทั่งได้พบดวงพระวิญญานของพระพี่นางสุพรรณกัลยาณี
สนทนากันจนว่ามนต์ด้ายที่พันธนาการไว้หลุด ท่านเป็นอิสระ
 
ไม่ช้าหลวงปู่ก็ถูกปล่อยออกจากที่กักขังไว้ ท่านก็พบว่าบริเวณที่ท่านถูกกักขังนั่นคือหมู่บ้านเชลยไทยสมัยก่อนโน้น
 
และพระศพของพระพี่นางและพระธิดาก็ถูกฝังด้วยอาถรรพ์อยู่ในบริเวณนั้นด้วย
ท่านได้ขุดขึ้นมาพบว่าเขาเอาโอ่งดินเผาครอบไว้ พระธิดานั้นใช้โอ่งเล็กกว่า
ในโอ่งนั้นยังมีพระทนต์ พระนขา และเครื่องประดับองค์ หลวงปู่เก็บมารวามทั้งแผ่นทองที่ใช้รัดพระองค์ไว้
บัดนี้ยังอยู่ที่วัดพระพุทธบาทเขารวก อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร
หลวงปู่นำมาพร้อมเทวรูปพระอิศวรและพระอุมา ซึ่งเป็นทองคำ
เป็นรูปเคารพของพระพี่นางสุพรรรณกัลยาณี
 
หลวงปู่ลูบหัวไม้เท้าที่มีรูปร่างคดงอพิกล ที่หัวฝังพลอยสีต่างๆ
นั่นคือไม้เท้ากันภัยที่ท้าวหิรัณย์พนาสูรถวายท่านก่อนออกเดินทางไปเมืองพม่า
 
“ขากลับท่านนั่งเรือบินกลับใช่ไหมคะ”
 
“ก็อยากเหมือนกันน่ะแหละ เงินเราก็มี ซ้ำยังไม่กลัวเรือบินตก
เพราะเคยตกมาแล้วคนตายทั้งลำ เหลือปู่อยู่ได้ยังไงคนเดียวโด่เด่”
 
“แล้วยังไงเจ้าคะ”
 
“ท่านขอร้องน่ะซีว่า ช่วยขึ้นไปทางแม่น้ำสาละวินเถิด แจกทาน
ทำบุญให้แก่วิญญานของพวกเราที่ไปตกทุกข์ได้ยากล้มตาย
ท่านบอกว่าพระราเมศวร เจ้าน้าของท่านที่ถูกพม่าขอตัวไป ก็ไปสิ้นพระชนม์แถวนั้น
พม่าใช้คนไทยขึ้นไปลาดตระเวนตามลุ่มน้ำสาละวินจนถึงดินแดนไทยใหญ่เงี้ยวโน่น
ตายกันมากด้วยการรบพุ่ง เป็นไข้ตายบ้าง ขอให้ทำบุญแจกทานอุทิศส่วนกุศลให้พวกเขา
อาจจะมีใครติดตามกลับมาเมืองไทยด้วยอีกก็ได้”
 
“หลวงปู่ก็ทำตามฝัน”
 
“ทำซีวะ ข้าบ้าอยู่แล้ว บ้าตั้งแต่ยอมเดินทางมาจากเมืองไทยแล้วนี่นา
ทำไมจะบ้าต่อไปอีกไม่ได้”
 
“เอาเงินที่ไหนซื้อของเล่าเจ้าคะ พม่ารีดไปจนหมดแล้ว”
 
“โง่ทำไม เราก็สั่งทางเมืองไทยส่งไปให้อีกซี
ซื้อของใส่หลังช้างขนไปมากมาย ใส่เรือไปบ้าง แม่น้ำสาละวินน่ะ
เรือขึ้นไปได้ไม่ไกลนัก มันเป็นแก่งหิน ต้องอาศัยเดินริมฝั่งไป พอแจกของหมด
ถึงเมืองใหญ่ๆเราก็ซื้อแจกอีก จนสุดทางถึงเมืองหาง
ทำบุญถวายสมเด็จพระนเรศวรแล้วเดินทางต่อเข้าเมืองไทยตามแนวเขาถนนธงชัย”
 
“เดินทางไปพบถ้ำแห่งหนึ่งเป็นหินเขียว เป็นถ้ำหยก
คุณเก่งลงนอนแถกเหงือกทำท่าจะตายจึงต้องหยุดพัก รักษาคุณเก่งเพื่อนคู่ชีวิตก่อน”
 
“หลวงปู่เจ้าคะ ยังจำได้ไหม จะไปขอขุดเอามาใช้หนี้สักก้อน”
 
“อย่างกนักเลย ที่พบถ้ำนั่นไม่รู้ใครบันดาล
คืนนั้นพระครูโลกอุดรก็มาสอนปู่อีก เรื่องตัวเป็นตัวแฝงนั่นแหละ ท่านห่วงนัก
แล้วท่านก็บอกว่า วิญญานทั้งหลายที่มากับเรานี้ ใครจะมาเกิดเป็นอะไรๆ”
 
“พระพี่นาง ท่านจะเกิดเป็นใครเจ้าคะ”
 
“สังเกตเอาเองสิ บอกไปมันก็ไม่ดี คนอื่นๆก็มาเกิดเป็นทหารคนใหญ่คนโต
ได้ทำงานให้บ้านเมือง”
 
“หลวงปู่เจ้าคะ
แล้วพวกที่เอาบ้านเอาเมืองไปขายต่างชาตินี่คงเป็นพวกพม่ามาเกิดนะเจ้าคะ”
 
“คนในบ้านเมืองประเทศชาติก็มีกรรมร่วมกันมา ยามสุขก็สุขด้วยกัน
ยามทุกข์ก็ทุกข์ด้วยกันตามดวงชะตาของบ้านเมือง”
 
       —-       —
[จากบทสนทนาส่วนหนึ่งระหว่างหลวงปู่โง่น โสรโย กับ คุณกาญจนา นาคนันทน์]
undefined
สำหรับเรื่องราว ย้อนรอยกรรม ตอนพระสุพรรณกัลยา ของหลวงปู่โง่น โสรโย
เนื่องจากทราบว่าเป็นหนังสือต้นฉบับที่หายาก เราจึงเก็บรวบรวมไว้ที่
http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/10/1.html

 
 
 
 
 
กราบนมัสการตัวแฝงหลวงปู่โง่น โสรโย
ขอบคุณ
-แรงบันดาลใจ…คุณกาญจนา นาคนันทน์ เจ้าของเล่มที่นำมาเรียบเรียงใหม่ “พระพี่นางสุพรรณกัลยาณี”
-ภาพ…จากอินเตอร์เน็ต
 
 
 

Roong Normally

เรื่องราวน่าสนใจ….คึดเติงท่านอุ้ยจ้าดนัก…

 

 
 
อรุณสวัสดิ์ค่ะท่านผอ.รุ่ง
ขอบคุณท่านขะหนาดเจ้าค่ะ 😀
เรื่องนี้อ่านไปก็สงสารพระนางไปค่ะ แต่ก็ได้เรียนรู้ธรรมไปด้วย ท่านรุ่งลองหาเวลาอ่านดูนะคะ คุ้มค่ะคุ้ม ข้าเจ้าได้อ่านทั้ง 2 เล่มเลยค่ะ เล่มของคุณกาญจนาจะออกแนวบันเทิงหน่อยๆเพราะเป็นบทละคร แต่ก็มีแทรกบทสนทนากับหลวงปู่ทุกตอน สนุกดีค่ะ

Athenaz Athenaz ·  Top Commenter · London, United Kingdom

ได้เคยไปกราบพระพี่นางสุพรรณกัลยา ที่หลวงปู่โง่น โสรโย และท่านพลโทถนอม วัชรพุทธ แม่ทัพกองทัพภาคที่ ๓ ได้ร่วมมือกันสร้าง พระอนุสาวรีย์ของท่าน ขนาดเท่าองค์จริง ริมฝั่ง แม่น้ำน่านใน “ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ใกล้กับพระบรม ราชานุสาวรีย์ พระอนุชาทั้งสองพระองค์ (อนุสาวรีย์ที่งดงามทั้งสามองค์ประดิษฐานอยู่ในกองทัพภาคที่สาม …. ดีใจที่ได้มีโอกาสสักการะ วีรสตรี ผู้เสียสละยิ่งใหญ่ .. โดยไปนั่งปฏิบัติบูชาริมแม่น้ำน่านหน้าอนุสาวรีย์ที่งดงามถวายค่ะ …เงียบสงบ เคยไปมาหรือยังคะ ที่พิษณุโลก

 

^___*
สาธุ อนุโมทนาบุญคะคุณพี่ คงจะเป็นงานดังภาพนี้รึเปล่าคะ คุณพี่มีบุญจังได้ทำบุญกับหลวงปู่ท่านด้วย   xxxxx   ^^  &  ^^
ว่าแต่ คุณพี่คิดว่า ตอนนี้พระพี่นางสุพรรณกัลยาท่านทรงกลับมาเกิดเป็นใครคะ ข้าเจ้าคิดว่าข้าเจ้าพอเดาออก จากประโยคนี้ค่ะ…
“…และท่านกล่าวว่า ในกาลต่อไปข้างหน้าฉันตั้งปณิธานไว้ว่า (ฉันจะไปอุบัติบังเกิด ช่วยบ้านเมืองในร่างสตรีเพศ เมื่อบ้านเมืองเดือดร้อน แต่จะไปอุบัติในสกุลสุขุมาลย์ชาติในวงศ์สกุลกษัตริย์ไทยและจะไม่เยื่อใยในการมีคู่ครอง) ฉันจะสร้างบารมีทำแต่ความดีให้นั่งอยู่บนหัวใจของคนไทยทั้งประเทศเพื่อแก้ลำที่คนไทยลืมฉัน…”

 

  • Nuno Banhat ·  Top Commenter · สำนักวายุคีรี

    “คนในบ้านเมืองประเทศชาติก็มีกรรมร่วมกันมา ยามสุขก็สุขด้วยกัน
    ยามทุกข์ก็ทุกข์ด้วยกันตามดวงชะตาของบ้านเมือง”…เห็นด้วยปยย.เป็นอย่างยิ่ง และขอบอกว่า น้าคิดเถิงมายเซปมากกว่าพ่อลุงดอกบัวชมพูคนนั่นแน่นอน นินิ นิ..
  • Nuno Banhat ·  Top Commenter · สำนักวายุคีรี

    น้าฝาก ระดมความคิดถึงสู่อ้อมใจของพี่เอที ณ ที่นี่ด้วยนะคะ ส่วนพ่อลุงดอกบัวชมพูคนนั้นไม่ต้องให้ นะ
อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณน้านูลิเกชายหาดเจ้าเก่า ขอบพระคุณคุณน้าฯม้ากกกกเจ้าค่ะ LOL..
^^ คุณพี่เอทีค้า กรุณากลับมารับฝากจากคุณน้าฯด้วยค่า คุณน้าฯท่านคิดถึงหนักเจงๆคะ 55555…..
..
.

Buadhram Sabaengpong · Gradually Progressive Worker at Suanpa Samoonprai Raina pau Fahdin

.
๐ ย้อนรอยกรรม ย้ำรอยกลอน วิงวอนไหว้
ให้ชนไทย ทั้งมวล ควรใคร่คิด
ศึกครั้งนี้ พลีพลัง ตั้งกายจิต
ร่วมพิชิต ชั่วช้า ทุนสามานย์๐ มันโกงกิน สิ้นชาติ อนาจหนัก
อยุธยา เหย้าเรือนรัก หักล้างผลาญ
พลพวกไพร่ ไร้สำนึก ปึกสันดาน
กล้ารอนราน พระราชา เพราะบ้าเงิน๐ ย้อนรอยกรรม จึงย้ำกลอน มาวอนหา
พระสุพรรณกัลยา อย่าห่างเหิน
มาดลใจ ให้ชนชาติ ล้นราชดำเนิน
มากกว่าเกิน เก้าแสนใจ ขับไล่เลว ฯะ
ขอบพระคุณบทกลอนงดงามค่ะท่านมาสเตอร์เทพบุตรบัวธรรม
แบบอย่างความกล้าหาญและความเสียสละด้วยพระสติปัญญาของพระองค์
ส่งผลให้ความเป็นสยามไทยในทุกวันนี้ได้รับการยกย่องเชิดชูปนริษยาจากเพื่อนบ้านมิเสื่อมคลายและยังได้กลายเป็นต้นแบบให้พวกเขาเดินตามอย่างที่พวกเราไม่รู้ตัวค่ะ (แต่จนบัดนี้พม่าก็ยังร้อยมาลัยไม่เป็นนะคะ ฮา..)
..
.

Athenaz Athenaz ·  Top Commenter · London, United Kingdom

หาใช่ไม่ค่ะ พี่ไม่ได้ไปงานและทำบุญร่วมกับหลวงปู่ท่านดังในภาพ … พี่หมายถึงว่าพระอนุสาวรีย์ของพระพี่นาง จัดสร้างโดยท่านและแม่ทัพภาคสามในครั้งนั้น …อนุโมทนาที่ทุกฝ่ายได้เห้นในคุณของท่านที่ทรงสละเพื่อประเทศชาติด้วยความรักชาติยิ่ง … ใครหนอที่ทรงมีปณิธาณทุกวิถึทางอยาสงชาญฉลาดเพื่อประเทศไทยโดยมีเคยเหน็ดเหนื่อย …ขอพระบารมีและบุญญาธิการแห่งบูรพกษัติริย์ไทยทรงเป็นพยานด้วยเทอญ…
..
.
^^
oxoxox
พระองค์ทรงเป็นสมาร์ทเลดี้อย่างแท้จริงคะคุณพี่
พระองค์จำต้องอยู่ทางโน้นด้วยพระสติปัญญายิ่งคะ
คำว่า “แม่ทัพ” สมควรอย่างที่สุดค่ะที่เป็นคำที่สื่อหมายถึงพระองค์แต่เพียงผู้เดียว
..
(…ในขณะที่น้องชายของฉันจากไปนั้น ฉันมีความรู้สึกสังหรณ์ใจว่า จากนี้ไปภายหน้าตลอดชีวิตฉันจะไม่ได้เห็นน้องชายทั้งสองของฉันอีกแล้ว จึงได้ยินแต่สั่งคำเดียวว่า ไปนะแม่ ไปนะแม่ น้องทั้งสองจะจดจำคำว่า แม่ แม่ แม่ ไว้ในห้วงแห่งดวงใจตลอดไป ท่านขา ในคราวนั้นเองฉันรู้สึกว่าดวงตาดวงใจของฉันมันหลุดลอยออกจากร่าง มันทำให้จิตใจเวิ้งว้าง ว้าเหว่ ไม่มีฟ้า ไม่มีดิน ได้ยินแต่เสียงน้องสั่งว่า ไปนะแม่ ไปนะแม่ ถึงเขาจะออกเดินไปแลัวจนสุดสายตาแต่เสียงสั่งลาของน้องก็ยังก้องอยู่ในโสตประสาทของฉันไม่มีวันลืมเลือน ฉันจึงยืนขึ้นเอามือขวาค้ำสะเอว ส่งกระแสจิตให้รุนแรงว่า ไปดีเน้อน้อง ไปดีเน้อน้อง

มันเป็นเคล็ดลับอย่างหนึ่งนะท่านที่พระราชบิดาของฉันสอนเอาไว้ว่า ถ้าจะอวยชัยให้พรใคร เมื่อเขาจากไป ถ้าเป็นผู้หญิงให้ใช้มือซ้าย ถ้าเป็นผู้ชายให้ใช้มือขวา ถ้าเป็นทั้งหญิงทั้งชาย ให้ใช้ทั้งสองมือ ดูแต่คราวที่พวกคณะเราจะจากท่านมา ทั้งสองครั้ง ท่านก็ใช้พระหัตถ์ทั้งสองข้างของท่านค้ำสะเอว เราจึงไปมาอย่างปลอดภัย เมื่อเขากลับไปแล้ว ได้ตั้งตัวเป็นหัวหน้าทัพ แล้วเปลี่ยนคำว่า หัวหน้าใหญ่ ให้เป็นแม่ทัพ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา แล้วประกาศเป็นพระราชอาญาว่า หากมันผู้ใดมันอุตริเปลี่ยนคำเรียกแม่ทัพให้เป็นศัพท์อื่นนามอื่นขอให้บุคคลผู้นั้นมันถึงซึ่งความวิบัติฉิบหายวายวอดเถิด…  http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/10/3.html )
..
.

Athenaz Athenaz ·  Top Commenter · London, United Kingdom
รับฝากสู่อ้้มใจ ทราบแล้วเปลี่ยน … แต่อ้อมใจมีพื้นที่รับฝากมากมายในจักรวาล ก็ขอจงแบ่งปันพื้นที่ให้ทั้งนู และดอกบัวทุกเหล่าสี กับน้องสาวคนงามของพี่ด้วยได้ไหม หนอ เนอาะๆ Nuno Banhat xxx
..
.
ขอบพระคุณคุณพี่เจ้าค่ะ บัวงามเสมอคะคุณพี่
จะว่าไปบัวบ้านเรางามกว่าบัวทางเวียดนามอันมีบัวเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติซะอีกนะคะ  ^^   xxxxxxx
..
.

Arunchot LoveKing ·  Top Commenter · ยานนาเวศวิทยาคม

อีกฉากหนึ่งของประวัติสาสตร์ไทย
..
.
แล้วก็ยังมีอีกฉากคะคุณอรุณโชติ เลิฟคิง
แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าหลวงปู่ท่านไม่ทันจะบันทึกเล่าไว้ ก็จึงมีแต่บันทึกการสนทนาช่วงหนึ่งสั้นๆกับคุณกาญจนาเท่านั้นค่ะ
..
.

Nalin Krairiksh ·  Top Commenter · Thammasat University

ได้หนังสือนี้ มาจากงานสัปดาห์หนังสือ ฯ ปีนี้เอง หนังสือเก่า
คุณนลิน ไกรฤกษ์ โชคดีจังค่ะ  ^^
..
.
ขอบคุณสต๊าฟ Mblog ทุกท่านมากค่ะ

 

Dam! … nobody wants it!

 

undefined

[ขอบคุณทีวีไทยพับบลิคช่อง7สี]

 

 

 

 

 ที่มา https://www.facebook.com/photo.php?fbid=439634269487579&set=a.270601686390839.61458.270599246391083&type=1&theater

 

 

undefined

ร่วมชื่นชมและให้กำลังใจคุณศศิน เฉลิมลาภ นักสู้ผู้เดินเท้าไม่เอาเขื่อน

https://www.facebook.com/sasin.chalermlarp.9

 

 

 

 

 ย้อนอดีต ที่ เคยค้านสร้างเขื่อนแม่วงก์

                                                                                 http://www.thairath.co.th/content/pol/371635

 

 

 

 

เจาะข่าวตื้น เฉพาะเขื่อนแม่วงศ์

hahahahaha……good moring ka khun P’ xxxxx  ^^

 “ถ้ามึงจะทำร้ายผืนป่า ทำร้ายธรรมชาติ ทำร้ายบ้านเกิดเมืองนอนอยู่อย่างนี้ สัตว์นรกจะมารอรับมึงแน่ แต่มึงคงไม่ตกใจ เพราะมึงเห็นในกระจกอยู่ทุกวัน คิดทำสิ่งสร้างสรรค์บ้างได้มั้ย” Cr ฉัตรชัย mr_plengpanich ( อินสตาแกรม )

.

..

.

ขออนุญาติเรียนขอบคุณท่านฉัตรชัยด้วยคนคะคุณพี่ LOL….

ส่วนรายการค.คน ข้าเจ้าขอยกลิงค์มาทางนี้นะค้า 5555…..

..

.

.

นอกจากนี้ยังมีอีกเทปที่น่าฟังเช่นกันค่ะ

เริ่มที่นาทีที่ 23.14 คะ

ลองฟังดูสักนิดนะคะว่า Health ใน EHIA มีผลถึงสุขภาพพวกเราชาวไทยอย่างไรค่ะ

 

.

..

.

 “ความเห็นต่อโครงการระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนฯ วงเงิน350,000 ล้านบาท

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556 ณ ห้องประชุมอาคาร วสท.

ตามที่ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ได้ทักท้วงในการดําเนินการโครงการ
บริหารจัดการทรัพยากรน้ํา 350,000 ล้านบาทมาเป็นลําดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการดําเนินงานที่ผิดหลัก
ขั้นตอนที่ถูกต้องตามมาตรฐาน และตามหลักวิชาการวิศวกรรม ซึ่งจะทําใหการบริหารจัดการโครงการฯ ดังกล่าวมิ
อาจคาดหวงความสำเร็จ และมิอาจเห็นผลสัมฤทธของงานได้นั้น อย่างไรก็ตามผู้บริหารจัดการโครงการฯ ก็ยัง
เดินหน้าดําเนินการจนถึงขั้นประกาศผลการคัดเลือกผู้รับจ้างเพื่อดําเนินงานในแต่ละโมดูลและเตรียมลงนามในสัญญา
กับผู้รับจ้างแล้วนั้น ทั้งนี้ด้วยความเป็นห่วงต่อการดําเนินการโครงการฯ ในขั้นตอนต่อ ๆ ไป และเพื่อให้ผู้บริหาร
จัดการโครงการฯ ได้ตระหนักถึงประเด็นสําคัญที่ไม่อาจละเลย และเป็นประเด็นทักท้วงที่ควรรับฟังจากผู้มี
ประสบการณ์ทั้งในด้านวิชาการและวิชาชีพ วสท. จึงขอแถลงข่าวสรุปประเด็นความเห็นที่สําคัญไว้ดังนี้

—–

 

(สนใจติดตามอ่านต่อได้ที่นี่ค่ะ   http://www.eit.or.th/q_download/17062013_press/Press-3.5.pdf    )

 

 

.

..

.

ระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้ รัฐบาลเตรียมเดินสายพบประชาชน ในพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบจากเมกะโปรเจคท์บริหารจัดการน้ำ หรือที่คุ้นหูกันดีในชื่อ “โครงการเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท” รวม 36 จังหวัด ตามที่ศาลปกครองที่คำสั่งไปเมื่อไม่นานนี้ —

กระบวนการทำประชาพิจารณ์ จะเริ่มตั้งแต่วันจันทร์ที่ 7 ต.ค. 2556 ณ ร.ร.จักรคำคณาทร จ.ลำพูน และไปสิ้นสุดในวันศุกร์ที่ 29 พ.ย. 2556 ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง กทม. รวมทั้งสิ้น 36 จังหวัด คาดว่าจะมีประชาชนมาร่วมเฉลี่ยเวทีละ 800-2,000 คน รวมทั้งสิ้น 40,000 คน

(ข่าวจาก http://www.naewna.com/scoop/70272)

 

 

….

….

….

 

 

 

 

โครงการ 3.5 แสนล้านแท้งโดยพื้นฐาน !??  (by คำนูณ สิทธิสมาน, October 30 at 5:14pm )

Blessing in disguise !??

เมื่อบ่ายวันอังคารที่ 29 ตุลาคม คณะกรรมาธิการการเงินการคลังการธนาคารและสถาบันการเงิน วุฒิสภา เชิญผู้แทนธนาคาร 4 แห่งที่ทำสัญญาเงินกู้กับกระทรวงการคลังในโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2556 มาชี้แจงเรื่องความบริบูรณ์ของสัญญาเงินกู้ที่ยังไม่มีการส่งมอบทรัพย์สิน (เงิน) ให้ในวันทำสัญญา

ทุกธนาคาร (ยกเว้นธนาคารออมสิน) ตอบหนักแน่นตรงกันว่าสัญญายังไม่มีผลบริบูรณ์ เพราะยังไม่มีการเบิกเงินกู้

ทั้งนี้ย่อมเป็นไปตามหลักการพื้นฐานแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมวด 2 ‘ยืมใช้สิ้นเปลือง’ มาตรา 650 วรรคสองที่ว่า…

“สัญญานี้ย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืม”

เมื่อถามต่อไปว่าแล้วเมื่อกระทรวงการคลังจะมาเบิกเงินกู้ตามสัญญา (ที่ไม่บริบูรณ์) ภายหลังจากวันที่ 30 มิถุนายน 2556 ที่หมดอำนาจกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาทตามมาตรา 3 วรรคสองแห่งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 ที่ว่า

“การกู้เงินตามวรรคหนึ่ง ให้มีมูลค่ารวมกันไม่เกินสามแสนห้าหมื่นล้านบาท และให้กระทำได้ภายในกำหนดเวลาไม่เกินวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2556”

จะยอมให้กระทรวงการคลังเบิกเงินกู้หรือไม่ ?

ทุกธนาคารตอบตรงกันว่ายังตอบไม่ได้ ต้องเข้าบอร์ดใหญ่ และตรวจสอบข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากไม่มีข้อยืนยันได้โดยปราศจากข้อสงสัย จะยังไม่ให้เบิก เพราะธนาคารจะต้องรับผิดชอบต่อผู้ฝากเงินและผู้ถือหุ้นเป็นอันดับแรก

และยินดีที่จะให้กระทรวงการคลังฟ้องเป็นคดีแพ่ง จะได้เกิดความชัดเจนทางข้อกฎหมายต่อไป

นี่ยังไม่ได้พูดถึงประเด็นคำสั่งศาลปกครองเลยนะ พูดเฉพาะประเด็นการ(จะ)เบิกเงินกู้ตามสัญญา(ที่ไม่บริบูรณ์)ในขณะที่กระทรวงการคลังหมดอำนาจการกู้เงินตามกฎหมายไปนานแล้วเท่านั้น

พูดภาษาชาวบ้านง่าย ๆ ว่าโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทแท้งไปเรียบร้อยแล้วโดยพื้นฐาน

เพราะทำไปก็ไม่แน่ว่าจะเบิกเงินกู้มาจ่ายได้หรือไม่ !

 

 

[ อ่านต่อที่ https://www.facebook.com/kamnoon/posts/609321792445112 ]

 

 

หน้ากาก

ความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน “หน้ากาก” คือ เครื่องบังใบหน้าทั้งหมดหรือบางส่วน สวมใส่เพื่อป้องกันสิ่งต่างๆ ใส่เพื่อปกปิดใบหน้า ใส่เพื่อเป็นการแสดง หรือเพื่อความบันเทิง หน้ากากมีมาตั้งแต่สมัยโบราณทั้งเพื่อประกอบพิธีกรรมและไว้ใช้งาน

 

 

 

 

ญี่ปุ่นเองก็มีประวัติการใช้หน้ากากมาอย่างยาวนาน โดยมีจุดประสงค์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้สำหรับพิธีกรรมทางศาสนา พิธีกรรมตามความเชื่อของท้องถิ่น ได้แก่พิธีกรรมเพื่อการรักษาคนป่วย หรือ พิธีกรรมการเผาศพ

 

 

 

 

โดยหน้ากากญี่ปุ่นก็จะมีลักษณะ ประเภท ความหมาย และความเป็นมาที่แตกต่างกันออกไป

 

 

 

หน้ากากบางส่วนนั้นมีพัฒนาการมาจากความเชื่อที่สืบต่อกันมา อันได้แก่ความเชื่อในสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ

 

 

Ghost Spirit (Onryo-Kei) หมายถึง “วิญญาณ”  

หน้ากากที่มีรูปร่างน่ากลัวดังข้างต้นนี้สื่อถึงวิญญาณที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นซึ่งเชื่อว่ามาจากนรก

หน้ากาก Onryo-Kei จึงมีความหมายถึงสิ่งชั่วร้ายหรือเป็นตัวแทนของความชั่วร้ายที่เข้ามาสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้าน หรือสร้างความเสียหายให้แก่พืชผลของชาวบ้านในสมัยก่อน 

 

 

 

Fierce God Style (Kijin-kei) หมายถึงเทพเจ้าซึ่งมีใบหน้าอันโหดเหี้ยม

โดยในวันก่อนปีใหม่ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าจะมีฟ้าฝนคะนอง สภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลงที่โหดร้าย ดังนั้นจึงได้จัดให้มีพิธีกรรมขับไล่ภูตผีปิศาจร้ายจนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมาตราบจนถึงปัจจุบัน และในตอนเย็นของวันปีใหม่ชาวญี่ปุ่นในอดีตก็จะมีการไปร้องเพลงที่วัด เพื่อเป็นการขับไล่วิญญาณร้าย ซึ่งในขณะที่ร้องเพลงก็มักจะมีการโรยถั่วเพื่อเป็นการต้อนรับฤดูใบไม้ผลิที่กำลังจะมาถึงไปด้วย ดังนั้นหน้ากาก Kijin-Kei จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งการปกป้องของชาวญี่ปุ่น

 

ตรั้นต่อมาในศตวรรษที่ 15 ก็มีการสร้างหน้ากากเพื่อความบันเทิงมากขึ้น เรียกหน้ากากประเภทนี้ว่า Kyogen Mask 

ซึ่งหน้ากากประเภทนี้มีหลายลักษณะ เลียนแบบทั้งหน้าคนและหน้าสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นลิงหรือสุนัขจิ้งจอก

หน้ากากเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในการแสดง Noh อันเป็นนาฎศิลป์ชั้นสูงเพื่อความบันเทิง

 

หน้ากากมนุษย์ผู้หญิงและหน้ากากมนุษย์ผู้ชาย มีขึ้นเพื่อเป็นการเสริมบทบาทบนเวทีการแสดงให้ใกล้เคียงกับโลกแห่งความเป็นจริงมากขึ้น นอกเหนือจากที่มีหน้ากากวิญญาณทั้งฝ่ายปกป้อง ฝ่ายทำลาย และฝ่ายตัวตลกแล้ว

 

 

 

 

Noh  หรือละครโน เป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของชาวญี่ปุ่นที่มีประวัติยาวนานย้อนกลับไปได้ไกลถึงศตวรรษที่ 14

 

 

นับเป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมที่มีความเก่าแก่และได้รับการอนุรักษ์สืบทอดเอาไว้อย่างต่อเนื่องมาช้านาน จนในปี 2001 องค์การ UNESCO ได้ประกาศให้ละครโน เป็น Masterpieces of the Oral and Intangible Heritage of Humanity

 

 

 

 

ละครโนใช้นักแสดงเป็นผู้ชายทั้งหมด ประกอบด้วยดนตรีที่มีความสลับซับซ้อนเกินจะคาดเดา และฉากรูปต้นไม้แบบเรียบง่าย การแสดงท่าทางต่างๆ ล้วนมีความหมายต่อบทบาท อารมณ์ และบุคลิกของตัวละครทั้งสิ้น ในการแสดง ตัวละครจะเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ และมักแสดงให้เห็นถึงแนวรูปเรขาคณิตอย่างชัดเจน

 

 

 

 

 

จุดเด่นสำคัญอย่างหนึ่งของละครโน ก็คือหน้ากาก โดยผู้แสดงบทบาทสำคัญของแต่ละเรื่องจะต้องสวมหน้ากากซึ่งแกะสลักจากไม้อยู่ตลอดเวลา และไม่เปิดเผยใบหน้าจริงโดยเด็ดขาด

 

 

 

 


หน้ากากเหล่านี้จะแสดงให้เห็นถึงเพศ อายุ ประเภทของตัวละคร และสีหน้าของตัวละครนั้นๆ เช่น ผู้หญิง คนแก่ คนหนุ่ม ปิศาจ นางฟ้า ฯลฯ

 

 

 

 

หากแต่ชมเพียงหน้ากากอย่างเดียวนั้นก็ไม่อาจบอกบอกเล่าเรื่องราวของตัวละครได้หมด ต้องอาศัยสิ่งอื่นๆ เป็นส่วนประกอบด้วย เช่น

 

 

เครื่องแต่งกาย

 

 

 

เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของละครโน เรียกว่า Noh shozoku ประกอบด้วยเสื้อผ้ามากมายหลายประเภท

ทั้งเสื้อชั้นใน เสื้อชั้นนอก และเสื้อคลุมแบบต่างๆ

เสื้อผ้าเหล่านี้มีส่วนสำคัญต่อการแสดงละครอย่างมาก เนื่องจากรูปแบบและของเสื้อผ้าจะช่วยบ่งบอกถึงฐานะ อารมณ์ และบุคลิกของตัวละครได้เป็นอย่างดี

ในการแสดงแต่ละครั้ง ผู้แสดงอาจต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าหลายชุด โดยทำการเปลี่ยนต่อหน้าผู้ชมขณะอยู่บนเวทีแสดง

ตัวอย่างเสื้อผ้าที่ใช้ในการแสดงละครโน

 

Kariginu  สวมใส่โดยบทของปิศาจ เทพ จักรพรรดิ ชนชั้นสูง หรือนักบวช มักทอยกดอกสีเงินหรือทอง

 

Karaori  สวมใส่โดยตัวละครฝ่ายหญิง หรือชายหนุ่มเจ้าสำอางหรูหรา เป็นกิโมโนปักยกดอกหลายสี มีลวดลายที่ดูนุ่มนวลอ่อนโยน

 

 

Choken  เสื้อคลุมสำหรับบทหญิงสาวพรหมจรรย์หรือผีสาวในฉากเต้นรำ หรือบทของนักรบหนุ่มรูปงามและข้าราชสำนัก ทำจากผ้าที่มีความบางเบาเป็นพิเศษ และมีการปักลวดลายตราประจำตระกูลไว้บนชุด

 

 

Atsuita สวมใส่โดยตัวละครฝ่ายชาย สำหรับสวมใส่ใต้เสื้อคลุมอีกชั้นหนึ่ง มักทอเป็นลวดลายเรขาคณิต หรือลายอาวุธต่างๆ ให้ความรู้สึกแข็งแกร่ง

 

สี

 

 

ตัวอย่างสีที่บอกสถานะของตัวละคร

 

 


สีขาว หมายถึง ชนชั้นสูง
สีแดง หมายถึง หญิงสาว
สีฟ้าอ่อน หมายถึง อารมณ์ที่หุนหันพลันแล่น
สีน้ำเงินเข้ม หมายถึง คนที่มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
สีเขียวอ่อน หมายถึง ข้าทาส บริวาร
สีน้ำตาล หมายถึง คนรับใช้ หรือชาวไร่ชาวนา

 

 

 

 

 

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก www.arthousegroups.com

::::

::::

undefined

.

Nuno Banhat · สำนักวายุคีรี

นึกว่าจะได้เห็นหน้ากากผีเร่ร่อนจรจัดเผ่าดูไบตนนั้นซะอีก
แต่ยังไงซะที่นี่ยังคงคงปริ่มไปด้วยสาระความรู้สบู่นกแก้วมากมายเสมอ

:) จะหมั่นคิดถึงจ่ะ

:::
.
:::
.
septimus~
ขอบคุณท่านน้านูเจ้าค่ะ
เกรงว่าหน้ากากเผ่านั้นหายากถึงไม่มีค่ะคุณน้าค้า
เก้าะ แนวไหนๆ ก็ดั๊นนนนกลายเป็นแนวร่วมด้วยช่วยกันไปซ้าหมดค่า ฮาฮาฮา….
ว่าแต่ตอนนี้บ้านเราไม่มี เพลงจนตรอก เหรอคะคุณน้า
:::
.
:::
.
Benben Ja · ว.พ.

^^ นานาหน้ากาก
:::
.
:::
.
septimus ~
^^ เลือกไม่ถูกเลยเนอะคุณนก
:::
.
:::
.
Nuno Banhat ·  Top Commenter · สำนักวายุคีรี

เพลงจนตรอกซอกซอยน้าไม่เคยไม่รู้จักจ่ะ แต่ตอนนี้อยากกินข้าวซอยใส่น่องไก่มากกว่า
อื่นๆ ซิดนีย์สบายดีน้าาา
:::
.
:::
.
septimus ~

 555 ขอบคุณคุณน้ามากมายค่ะ

คุณน้าเมตตาร้องเพลงสามัคคีชุมนุมก็ได้คะระหว่างนี้ กินข้าวซอยใส่น่องไก่ไปร้องไป เพราะดีค่ะ

เห็นทางซิดนีย์เค้าก็จะร้องคะ

 

 

 

กำแพงเซรามิคที่ฮานอย

 

 

เมื่อแรกเข้ากรุงฮานอย สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือสิ่งที่ไกด์ไม่พูดถึงเลย…Hanoi Ceramic Mosaic Mural

 

 

 

 

มาทราบทีหลังว่าเป็นปฏิมากรรมที่กินเนสบุ๊คได้บันทึกไว้เมื่อปี 2010 ว่าเป็นกำแพงเซรามิคที่ยาวที่สุดในโลก..

 

 

 

 

นั่นคือพวกเขาและเพื่อนร่วมโลกได้ช่วยกันเนรมิตขึ้นมา ได้ความยาวทั้งสิ้น 4 กิโลเมตร

 

 

 

เพื่อให้เป็นที่ระลึกถึงวันครบรอบฮานอยได้เป็นอิสระปลดแอกออกจากจีนครบ 1 พันปี

 

 

 

หลังจากที่ได้ตกเป็นไก่รองบ่อน เอ้ย เป็นเมืองขึ้นของจีนมานานตั้ง 1 พันปี

 

 

 

 

ก็ทำให้เกิดความสงสัยจนเป็นคำถามออกมาทางสายตาว่า ทำไมตลอดเวลา 1 พันปีที่โดนยึดครองนั้น  เวียดนามยังคงดำรงตนยืนหยัดเป็นเวียดนามอยู่ได้ ทำไมไม่ถูกกลืนชาติไปเสียสิ้น

 

 

 

 

ไกด์ก็ดูเหมือนจะรู้ว่าเราสงสัยอะไร จึงเล่าซะเอง…

 

 

 

 


เหตุที่พวกเรายังคงความเป็นเวียดนาม ภาษาขนบธรรมเนียมยังคงดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบันเพราะบรรพบุรุษของเรามีความเฉลียวฉลาดและรักพวกพ้อง ..

 

 


Hano 1010-2010




ในกาลนั้นพวกท่านได้ออกแบบให้หมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านล้อมกรอบรอบนอกด้วยกอไผ่ที่หนาทึบจนใครไม่สามารถเล็ดลอดเข้าไปได้ แล้วภายในหมู่บ้านก็ให้มีถนนเส้นหลักตัดผ่านกลางหมู่บ้านเพียงเส้นเดียว ..





 


ที่หัวและท้ายถนนเส้นนี้จะมีประตูหมู่บ้านที่มีเวลาปิดเปิดที่แน่นอนในแต่ละวัน ทั้งนี้เพื่อให้สมาชิกของหมู่บ้านได้ออกไปทำไร่ไถนากันตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ..