septimus' blog

Posts under ‘ชีวิต-สังคม’

เพื่อนเดินทาง…เวจจีส์ชิพส์

 

ขนมขบเขี้ยว หรือ ขนมกินเล่น หรือของกินเล่น เมืองฝรั่งที่ได้ลิ้มลองคราวนี้เป็นอะไรที่น่าทึ่งกับภูมิปัญญาของชาวสวนอเมริกัน

 

 

ที่ไม่ยอมพ่ายแพ้แก่โชคชะตา(หรือคอยร้องขอแต่ความช่วยเหลือจากภาครัฐฯแต่เพียงอย่างเดียว)

 

 

…..

 

การปลูกไม้ผลที่มากมาย มีบางปีที่อาจได้ผลเกิดคาด…มากมายเสียจนไม่สามารถนำส่งถึงผู้บริโภคได้หมดทันเวลา

Veggie Chips / 3lb Bag

การถนอมอาหาร เป็นหนทางที่พวกเค้านำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างสูงสุดและงดงาม

 

เวจจีส์ ชิพ… ผักผลไม้อบกรอบ

 

ผักผลไม้อบกรอบคลุกเกลือเล็กน้อยพอได้รสเค็มปะแล่มๆเข้าแทรกรสหวานธรรมชาติด้วยตัวของผักหรือผลไม้เอง บรรจุอยู่ในถุงพลาสติค

รสชาติเอร็ดอร่อย กินเพลิน หมดถุงไม่รู้ตัว ยามที่รู้สึกเหงาปากอยากกินไรสักอย่างเล่นๆ

BBQ Veggie Chips

เมืองไทยจะทำได้มั้ยนะ สแนคส์ง่ายๆให้คุณแก่ร่างกายอย่างนี้

 

เกษตรอินทรีย์ลอยน้ำ

ที่อินเลย์

ที่ที่มีชนเชื้อสายมอญอาศัยอยู่มาก(ความจริงก็มากทุกหนแห่งที่เราได้ไปเยือน)

 
 

 

ที่ที่เค้ามองผู้มาเยือน… ใช่คนสยามญาติของเค้าฤาไม่
 
 

 

 

ที่นี่เราได้นั่งเรือไกลออกไปกลางทะเลสาปอันกว้างใหญ่ กับความลึกที่ไม่ต้องพูดถึง 10 เมตรอาจจะน้อยไป
 
 
เรามีโอกาสได้เห็นการพายเรือขาเดียวจับปลา…

 

 

 

 

การทอผ้าด้วยใยบัว
 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แต่นั่นก็ยังไม่น่าทึ่งน่าประทับใจเท่าการปลูกข้าวแลพืชผักสวนครัวบนผิวน้ำเพื่อนำส่งเข้าเมืองใหญ่เช่นรางกูน มันฑะเลย์
 
 

 

 

(โคลนตมที่มีค่ายิ่งกว่าทองคำ)

 

จะด้วยความผูกพันทางสายเลือดหรือทางภูมิศาสตร์หรืออะไรก็ตาม

 

 

 

 

สิ่งที่ได้รู้ได้เห็นครั้งนี้ชวนให้เราคิด… เกษตรกรรมลอยน้ำ ภูมิปัญญาที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ เมืองไทยเองก็เคยมีใช่หรือไม่
 
 
 
 
 

 

 

ฝรั่ง(ก็)กินข้าว

 

 

 

 

 

 

 
 
ที่หลุยส์เซียน่า
 
 
 
 
ยามรถขับผ่านนาข้าว เราบอกตนเอง “ข้าวสาลีไว้ทำขนมปัง”
 
 
 
 
เกือบครึ่งชั่วโมงต่อมา ในครัวบ้านชาวนาหลังงามท่านหนึ่ง ปรากฏมีหม้อหุงข้าวไฟฟ้าตั้งตระหง่านประกาศตนเป็นสมาชิกประจำห้องครัวแห่งนี้
เราบอกตนเอง “คงมีเพื่อนชาวเอเชียแวะมาเยี่ยมบ่อย”
 
 
 
 
กลางโต๊ะอาหารกลางวันตอนบ่ายแก่ๆวันนั้น ปรากฏข้าวสวยร้อนๆ 1 โถวางอยู่ท่ามกลางกับข้าวแนวฝรั่ง เราก็บอกตนเอง “ไม่น่าจะเพื่อเราคนเดียวหรอกน่ะ”
 
 
 
 

 

 

 

 

 
หม่ำกันไปคุยกันไป…
 
 
 
 
“พวกเราแถบนี้กินข้าวกันทุกบ้านทั้ง 3 มื้อ
เราปลูกข้าวไว้กินและขายมาช้านานแล้ว… สืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น
ของครอบครัวเราตอนนี้มีเพียง 68 เอเคอร์เท่านั้น เราได้ขายฟาร์มเกือบ 900 เอเคอร์ตอนที่คิดว่าต้องเกษียณซะที แล้วก็มาซื้อที่ตรงนี้ปลูกบ้านอยู่อาศัยกันไป
คุณเคยได้ยินไหม
You can get farmer out of the farm but you can not get farm out of the farmerนั่นล่ะ ถึงเราจะย้ายมาอยู่ที่นี่บนเนื้อที่ที่มีขนาดเล็กกว่ามาก
แต่เราก็ยังปลูกข้าวกินเอง เนื้อที่เหลือหรือหลังจากปลูกข้าวเสร็จเราก็ปลูกหญ้าขาย…
พวกเราขาดข้าวไม่ได้หรอก”
 
 
 
 
“โอ้โห ตั้ง 68 เอเคอร์
แล้วท่านปลูกข้าวกันอย่างไรบนที่ดินกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาออกอย่างนี้คะ
และยังมีเมื่อก่อนนี้อีก…  เดี๊ยนไม่อยากคิดเลยค่ะ (ความจริงคิดไม่ออกมากกว่า)”
 
 
 
 
“เราใช้เฮลิคอปเตอร์ปลูกกัน มีบางทีก็ใช้รถไถหว่านแต่มันช้า”
 
 
 
“แว๊ก… ใช้เฮลิคอปเตอร์ปลูก! เมืองไทยบ้านเดี๊ยนใช้แรงคน… ค่อยๆจิ้มทีละต้นล่ะคร่า”
 
 
 
 
“ฮ่าฮ่า เรารู้ เรารู้ทุกอย่างว่าทางโน้นปลูกข้าวกันอย่างไร
งานหนักนะนั่น สายตัวแทบขาดเลยล่ะกว่าจะเสร็จกว่าจะได้ข้าว”
ท่านชาวนาคุยไปส่ายหน้าระอาใจไปด้วยไม่เข้าใจแนวคิดชาวนาเพื่อนร่วมอาชีพฝั่งเอเชีย(อาคเนย์)…
 
 
เสร็จแล้วก็ถามเราว่า…
 
 
“ทำไมเค้าไม่คิดใช้เฮลิคอปเตอร์อย่างเราล่ะ?

 

 

..
.

 

 

 

 

 

 

Landlord ในต่างแดน

 

 

“การตัดต้นไม้ใหญ่ๆในบ้านทิ้ง เป็นอาชญากรรมขั้นร้ายแรงในสายตาของชาวญี่ปุ่น ถ้าเราจะซื้อที่ดินในประเทศญี่ปุ่น
เจ้าของที่ดินเขาจะถามเราว่า
ซื้อแต่ที่ดินเปล่า หรือ จะซื้อต้นไม้ด้วย
เพราะราคาไม่เหมือนกัน ราคาที่ดินเท่านั้น ราคาต้นไม้อีกเท่านี้ ถ้าเราบอกว่าต้องการซื้อแต่ที่ดินไม่ต้องการต้นไม้ เขาจะขุดเอาไปหมด ยิ่งต้นไม้ใหญ่โตขนาดอายุ 100 ปี ยิ่งจะต้องการขุดกัน
ต้นไม้ไม่ใช่ทรัพย์ติดที่ดิน การซื้อที่ดินไม่ได้หมายความว่าซื้อต้นไม้ด้วย ถ้าจะซื้อต้นไม้ด้วยก็ต้องบอกกันให้แน่นอน”
[“ตามรอยคิดจากนวนิยายของหลวงวิจิตรวาทการ” เรียบเรียงโดย วิจิตรา รังสิยานนท์]
อ่านจบได้พาร์ทตรึงใจแล้วให้พอดีได้เวลาเหินฟ้าสู่ประเทศมหาอำนาจอีกแห่งอันเป็นต้นแบบกลายๆในการกู้ชาติของลูกพระอาทิตย์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
 
 

 

ช่วงหนึ่งในการเดินทางไกลนับหมื่นกิโลเมตร เราสังเกตเห็นตัวโรบอทอะไรสักอย่างโยกหัวขึ้นลงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
อันที่จริงก็สังเกตเห็นตั้งแต่นั่งรถเข้าเมืองจากสนามบินเอลเอสู่ย่านฮอลิวูดแล้วว่ามีตัวอะไรดำมะเมื่อมก้มๆเงยๆนับร้อยตัวอยู่สองข้างทาง
คนขับรถอพยพมาจากลังกาก็ตอบไม่ได้

 

 

 
โดยเฉพาะพบอย่างหนาแน่นก็ที่รัฐโลนลี่สตาร์…เท็กซัส
 
ในลักษณะกระจายกันไปไม่เป็นระเบียบ ตรงโน้นบ้างตรงนี้บ้าง หนาแน่นเป็นหย่อมๆ บางแห่งก็ตั้งอยู่ข้างๆบ่อพักทรงกระบอกขนาดใหญ่ บางแห่งก็เหมือนมีมานานแล้ว และบางแห่งก็อยู่หลังบ้านติดรั้วซะเลย
 
 
 
การไม่ซักถามอะไรเลยนั้นไม่ใช่เรา “นั่นอะไรคะ ก้มๆเงยๆอยู่ตรงนั้น”
“เครื่องเจาะน้ำมันไงคะ” ไกด์สาวเลือดผสมตอบ
 
 
อาการหูผึ่งของเราเกิดขึ้นทันที… ได้คนเล่าแระ
“น้ำมันที่นี่ขุดแล้วเป็นของใคร พวกคุณมีวิธีจัดการอย่างไรกันเหรอ”
 
 
“ก็ขุดในที่ดินของใครก็เป็นของคนนั้นสิคะ”
 
 
“ว้าว แล้วพวกคุณขุดเจาะกันเองเลยเหรอ แล้วรู้ได้ยังไงว่ามีน้ำมันอยู่ใต้ดิน” 
คำถามไร้เดียงสาถูกถามออกไปโดยไม่ยั้งคิดว่าอันที่จริงทุกรัฐในประเทศนี้ต่างก็มีน้ำมันและทรัพย์ในดินสินเป็นแร่ธาตุด้วยกันทั้งสิ้น
แต่ไกด์สาวก็ดีใจหายค่อยๆอธิบาย ย่อได้ว่า…
“พวกเราไม่ขุดกันเองค่ะ ใครที่ต้องการให้ขุดก็ติดต่อไปยังบริษัทน้ำมัน แล้วทางบริษัทฯก็จะจัดส่งชุดเฉพาะกิจมาติดตั้งเครื่องหน้าตาประหลาดนี้ให้อย่างรวดเร็วในทันทีที่ตีราคาคุณภาพน้ำมันและทั้งสองฝ่ายตกลงพอใจกับค่าตอบแทนแล้วค่ะ
 
 
 
นานมาแล้วนะคะคุณพ่อเดี้ยนก็เคยเรียกเค้ามาตกลงราคาที่ฟาร์มของเราค่ะ
แต่คุณพ่อไม่เดินหน้าต่อเพราะได้แค่ 7 เหรียญ(ฟังเพลินจนไม่ได้ซักว่าต่อบาเรลรึเปล่า) ท่านว่าไม่คุ้ม สู้ปลูกอะไรขายเหมือนเดิม หรือไม่ก็ไปทำงานกินเงินเดือนดีกว่า ว่าแล้วคุณพ่อก็เลยไปสมัครเป็นครูมีรายได้ต่อเดือนที่แน่นอนมาเลี้ยงดูเดี้ยนกับพี่มาจนโตเนี่ยแหละค่ะ”
 
 
 
 
มิน่าล่ะ มีบางช่วงในเส้นทางเราจึงได้เห็นป้ายเบ้อเริ่มปักไว้(เสี้ยดายถ่ายรูปไม่ทัน)ว่า…
 
 
 
 
“ถ้าในที่ดินของท่านมีน้ำมัน กรุณาให้โอกาสแก่เราด้วยเถอะ”
 
 

 

 

 

 

 

..
0
ขอขอบคุณทีมงานMblogทุกท่านค่ะ

ขั้นเทพ

เอโดะ… โชกุน… ซามูไร… อิ๊กคิว…
นึกถึงแล้วก็ต้องคว้าหนังสือประจำบ้านสองเล่มมาอ่านอีกครั้งพร้อมๆกัน… อาทิตย์อัสดง และ ฉากญี่ปุ่น
 

“คนญี่ปุ่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ยากจะมีชนชาติใดเสมอเหมือน นิสัยประจำชาติของชาวญี่ปุ่นได้นำความเจริญมาสู่ประเทศชาติ จนสามารถทำให้ญี่ปุ่นอยู่ในฐานะเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งเอเชีย—

สำหรับคุณสมบัติด้านดีนั้นเห็นจะต้องยอมรับว่า ความอดทนและความมานะพยายาม ไม่มีชนชาติใดแข็งแกร่งเหมือนญี่ปุ่น เรื่องความสามัคคีพร้อมเพรียงกันไม่มีใครสู้เขา ทำอะไรทำเหมือนกัน พูดอะไรพูดเหมือนกัน

ดูเหมือนว่าชาวญี่ปุ่นจะได้รับการอบรมคุณธรรม 2 ชนิดให้เข้าอยู่ในสายเลือดตั้งแต่เกิดจนตาย

อย่าง 1 คือความอดทน อีกอย่าง 1 คือความสามัคคีพร้อมเพรียงในระหว่างพวกเขาเอง

ถ้ากรรมกรญี่ปุ่น 10 คนขุดดินอยู่ด้วยกัน เขาจะยกจอบพร้อมกัน ลงจอบพร้อมกัน หยุดงานพร้อมกัน เริ่มงานพร้อมกัน ทุกหนทุกแห่ง

ผู้ที่ได้พบเห็นอาจจะคิดว่า เขาอวดความพร้อมเพรียงแต่ต่อหน้าคนมากๆ

แต่ไม่ว่าที่ไหน ไม่ว่างานจะเล็กใหญ่โตเพียงใด ความพร้อมเพรียงความมีวินัยในการทำงานร่วมกัน ก็จะมีปรากฏให้เห็นเสมอ—“

 

 

 

 

 

 

อีกสักตัวอย่างหนึ่งอันเป็นเรื่องจริงที่เกิดกับนักเรียนไทยสมัยครั้งกระโน้น…

 

นักเรียนไทยสามสี่คนซึ่งพูดภาษาญี่ปุ่นได้ดี ออกไปเที่ยวเล่นในชนบทของญี่ปุ่น

แล้วก็ไปพบไร่ข้าวโพด มีฝักข้าวโพดที่กำลังโตพอดีรับประทานกำลังอร่อยสำหรับคนไทย

แต่ญี่ปุ่นไม่รับประทานจนกว่าจะแก่จัด ซึ่งคนไทยไม่ชอบเพราะแข็งเกินไป

นักเรียนไทยจึงขอซื้อข้าวโพดนั้นจากเจ้าของไร่ท่านหนึ่งเพื่อเอามาแบ่งกันรับประทาน

“ยังขายไม่ได้ ยังไม่แก่พอที่จะรับประทานได้”

นักเรียนไทยทราบดี ชาวญี่ปุ่นจะรับประทานข้าวโพดเมื่อแก่มากเท่านั้น จึงพยายามชี้แจงแก่เขาว่าไทยเราชอบรับประทานขนาดนี้ ถ้าแก่มากไปกว่านี้เราก็ไม่ชอบรับประทาน

“ยังขายไม่ได้ ยังไม่แก่พอ”

“ราคาข้าวโพดของท่านขายเท่าไหร่”

“นี่ยังขายไม่ได้เพราะยังไม่แก่”

 

“ถ้าเป็นข้าวโพดที่แก่แล้ว ท่านขายเท่าไหร่”

“สองฝักต่อ 1 เยน”

“ฉันให้ฝักละ 1 เยน ขอซื้อขนาดที่เป็นอยู่นี่”

“ขายไม่ได้”

“ทำไมจึงขายไม่ได้”

“เพราะยังไม่แก่”

 

แล้วเขาก็ไม่ยอมขายจริงๆ ให้สักเท่าไหร่ก็ไม่ยอมขาย ด้วยเหตุผลอย่างเดียวกัน คือข้าวโพดของเขายังไม่แก่

 

 

Photobucket
ขอขอบคุณ
ทายาทหลวงวิจิตรวาทการ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่2
ภาพ เชอรี่บลอสส่อม จากอินเตอร์เน็ต
 
 
 

Updated “ขั้นเทพ”

กอ.รมน. สวนรื่นฤดี
23 July 2013

 
ญี่ปุ่น..ประเทศที่ทำให้โลกต้องทึ่ง
และ ต้องหันมาดูเป็นตัวอย่างว่า..
เขาสร้างคนในชาติกันอย่างไร???..ที่เมืองไซตะมะ ญี่ปุ่น ผู้โดยสารรถไฟพร้อมใจกันลงรถ
ร่วมกันผลักดันรถไฟ เพื่อช่วยหญิงบาดเจ็บขาติด
รถไฟเสียเวลาเพียงแค่ 8 นาที
ส่วนผู้หญิงรอดปลอดภัย!!

ที่มา https://www.facebook.com/195039450574297/photos/a.228606590550916.55136.195039450574297/495804227164483/?type=1&theater
..
.
.
..
และจากบล็อก “เบื้องหลังการมีวินัยของคนญี่ปุ่น”  http://mblog.manager.co.th/septimus/th-111025/ เคยบันทึกความเป็น “ขั้นเทพ” ไว้เช่นกัน…
  1. ชาวเน็ตฯ จีน ยกย่องวินัยฯ ญี่ปุ่นในยามวิกฤติ

    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 มีนาคม 2554 13:00 น.

    Photobucket
    หลังจากรถไฟหลายขบวนระงับการให้บริการ ประชาชนจำนวนมากต้องอดทนยืนรออย่างเป็นระเบียบ และอาการสงบ (ภาพเอเยนซี)

    เอเยนซี – ทั่วโลกได้เห็นภาพชีวิตหลังแผ่นดินไหวของชาวญี่ปุ่น เช่นเดียวกับชาวเน็ตฯจีน ซึ่งได้ส่งต่อแพร่หลาย ชื่นชมวินัย และท่าทีอันสงบของผู้คนในประเทศ ด้านผู้นำจีนสนทนาทางโทรศัพท์แสดงความเสียใจต่อองค์จักรพรรดิอากิฮิโตะ พร้อมส่งมอบความช่วยเหลือฯ ให้ญี่ปุ่นฝ่าวิกฤติ

    ขณะที่ชาวญี่ปุ่นในหลายจังหวัดทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ กำลังเผชิญผลกระทบหลังจากแผ่นดินไหว และคลื่นยักษ์สึนามิครั้งร้ายแรงในวันศุกร์ที่ 11 มี.ค. ที่ผ่านมา วิกฤตด้านนิวเคลียร์ยังไม่มีทีท่าจะสิ้นสุดและดูว่าจะเลวร้ายขึ้น พร้อมกับความกังวลเกี่ยวกับภาวะการขาดแคลนอาหาร และพลังงาน การคมนาคมเป็นอัมพาต รถไฟโดยสารมากกว่า 100 สายในกรุงโตเกียวปิดให้บริการเป็นบางส่วน หรือทั้งหมด ซ้ำบรรยากาศยังเลวร้ายยิ่งขึ้น เมื่อมีรายงานข่าว ซึ่งอ้างผู้เชี่ยวชาญที่ระบุว่า มีโอกาสมากที่จะเกิดแผ่นดินไหวอีกครั้ง
    Photobucket
    ชาวญึ่ปุ่นที่ยืนเข้าคิวเพื่อใช้โทรศัพท์สาธารณะ (ภาพเอเยนซี)

    นายกรัฐมนตรี นาโอโตะ คัง ของญี่ปุ่นกล่าวในวันอาทิตย์ที่ 13 มี.ค. ที่ผ่านมาว่า ภัยพิบัติครั้งนี้นับว่าเป็นวิกฤตร้ายแรงที่สุดของประเทศนับตั้งแต่ สงครามโลกครั้งที่ 2

    แต่กระนั้น ภาพที่โลกได้เห็นคือ ผู้คนที่มีสีหน้าสงบนิ่ง และมีสติพอที่จะอยู่ในระเบียบวินัย ไม่มีข่าวคราวความวุ่นวายโกลาหล ลักขโมย หรือฉกฉวยโอกาสซ้ำเติมเอาเปรียบจากเคราะห์กรรมของเพื่อนมนุษย์

    ชาวเน็ตฯ จีนส่วนใหญ่ ได้เห็นภาพเหล่านี้ ต่างส่งต่อแสดงความเห็นในทางชื่นชม ว่าแม้สองชาติจะมีประวัติศาสตร์ที่ร้าวฉานกันอย่างถึงที่สุด แต่เราชาวจีนก็คงได้เรียนรู้ และยอมรับในบุคลิกลักษณะนิสัยอันน่ายกย่องโดยเฉพาะจิตสำนึกสาธารณะของคนญี่ปุ่น

    ชาวเน็ตฯ จีนจำนวนมาก พบว่าความสงบนิ่งในยามวิกฤติใหญ่นี้ สะท้อนคุณภาพจิตใจที่พัฒนามาอย่างดี พร้อมกันนี้ ต่างพิมพ์ข้อความให้กำลังใจ และขอให้ชาวญี่ปุ่นได้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปด้วยดี ในเร็ววัน

    ด้านรัฐบาลจีน หลังจากเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้ส่งทีมกู้ภัยชุดแรกไปให้การช่วยเหลือญี่ปุ่น จำนวน 15 คนแล้ว ล่าสุด รัฐบาลส่งมอบเงินให้ญี่ปุ่น 30 ล้านหยวน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยฯ ในเบื้องต้น และเริ่มจัดส่งวัสดุบรรเทาทุกข์ อาหาร เต็นท์ ผ้าห่มต่างๆ จากสนามบินนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตงไปยังญี่ปุ่นแล้วเช่นกัน

    นอกจากนี้ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (14 มี.ค.) ประธานาธิบดีหู จิ่นเทา ยังได้สนทนาทางโทรศัพท์กับองค์จักรพรรดิอากิฮิโตะ เพื่อแสดงความห่วงใย และเสียใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกล่าวว่า จีนขอร่วมมือกับญี่ปุ่นในทุกทางเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้
    Photobucket
    ภาพเด็กนักเรียนประถมในโรงเรียนแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ขณะเกิดเหตุแผ่นดินไหว ซึ่งได้ทำตามขั้นตอนที่ฝึกซ้อมฯ (ภาพเอเยนซี)

    Photobucket
    ประชาชนที่ตกค้างพลัดที่อยู่ กำลังเฝ้ารอคำแนะนำของทางการฯ โดยต่างไว้วางใจในรัฐบาลและพร้อมให้ความร่วมมือ ในการเผชิญวิกฤติ ขณะเจ้าหน้าที่ฯ เร่งส่งความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว และทั่วถึง (ภาพเอเยนซี)

    Photobucket
    กลุ่มประชาชนที่ถูกจัดให้ไปอยู่อาศัยชั่วคราวในโรงเรียนแห่งหนึ่ง (ภาพเอเยนซี)

    Photobucket
    ท่ามกลางความยุ่งยาก แต่กลับไม่พบความวุ่นวาย และเด็กกับสตรีจะได้รับความช่วยเหลือก่อนเสมอ (ภาพเอเยนซี)

    Photobucket
    ประชาชนเหล่านี้ต้องเดินเท้ากลับบ้าน ซึ่งบางคนอยู่ไกลออกไปถึงเกือบ 20 กิโลเมตร หลังถนนหลายสายถูกตัดขาด และบริการขนส่งสาธารณะเป็นอัมพาตเกือบหมด (ภาพเอเยนซี)

    Photobucket
    แม้จะเหน็ดเหนื่อยอยากนอนเหยียดเท้า แต่ทุกคนยังคงมีสติพอที่จะเบียดตัวนั่งชิดขอบราวบันได เพื่อไม่ให้กีดขวางทางขึ้น-ลง แม้ว่าจะไม่มีคนเดินในขณะนั้นเลยก็ตาม (ภาพเอเยนซี)

    Photobucket
    ภาพจากวงจรปิด เผยให้เห็น กลุ่มครูในสถานเลี้ยงเด็กเล็กช่วยกันห้อมล้อม คร่อมตัวป้องกันเด็กๆ ในตอนแผ่นดินไหว (ภาพเอเยนซี)

     

     

  1. septimus

    นี่คือจดหมายของ ฮา มินห์ ตัน เป็นตำรวจที่ฟูกุชิม่า เขาเป็นชาวเวียดนาม เขียนถึงเพื่อนที่เวียดนาม ถูกพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ New America Midia เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2554 แสดงให้เห็นถึงหัวจิต หัวใจของชาวญี่ปุ่น เศษเสี้ยวของชีวิตกลางวิกฤติ ณ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟูกุชิม่า

    ==========

    พี่ครับ
    พี่และครอบครัวสบายดีนะครับ? สองสองวันมานี้อะไรต่ออะไรสับสนอลหม่านไปหมด หลับตาผมก็ มองเห็นแต่ซากศพ ลืมตาก็เห็นแต่ซากศพ พวกเราทำงานกันวันละ 20 ชม. ผมอยากให้วันหนึ่งมี 48 ชม. พวกเราจะได้มีเวลาช่วยเหลือพวกเขาได้มากขึ้นอีก เราไม่มีน้ำไม่มีไฟ อาหารปันส่วนก็เกือบจะ เกลี้ยงแล้ว การอพยพผู้คนเป็นไปอย่างยากลำบาก จากที่นี่ไปที่โน่น ตอนนี้ผมอยู่ในฟูกุชิม่า ห่างจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ประมาณ 25 กม.

    ถ้าจะให้ผมเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ นิสัยใจคอของพวกเขามันคงได้เป็นหนังสือเล่มใหญ่ พวกเขายังคงอยู่ในความสงบ พวกเขามีศักดิ์ศรีและทำตัวเรียบร้อยเหลือเกิน นั่นทำให้สถานการณ์ไม่เลวร้ายลงไปอีก แต่ผมรับประกันไม่ได้ว่าอีกสักอาทิตย์หนึ่งเราดูแลสถานการณ์ให้เรียบร้อยอย่างนี้ได้ต่อไป

    พวกเขาก็เป็นมนุษย์ธรรมดาเมื่อความหิวกระหายถึงขีดที่อยู่เหนือความทระนง แม้ว่ารัฐบาลพยายามส่งเสบียงอาหารและยาให้ทางอากาศ แต่มันก็เหมือนโปรยเกลือเล็กๆ น้อยๆ ลงในมหาสมุทร
    มีเรื่องประทับใจเกี่ยวกับเด็กชายญี่ปุ่นคนหนึ่งที่ให้บทเรียนกับผมว่าศักดิ์ศรีของการเกิดเป็นมนุษย์คนหนึ่งควรจะเป็นยังไง
    คืนก่อนผมถูกส่งไปที่รร.สอนภาษาแห่งหนึ่งเพื่อช่วยองค์กรการกุศลจัดตั้งหน่วยแจกอาหารให้ผู้ประสบภัย พวกเขาเข้าคิวเป็นแถวเคี้ยวคดยาวอย่างกับงูเลื้อย แล้วผมก็พบเด็กผู้ชายอายุราวๆ 9 ขวบคนหนึ่ง เขาสวมแค่เสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นเท่านั้น มันหนาวมากและเขาก็อยู่ท้ายๆ แถวโน่น ผมกลัวว่ากว่าจะถึงคิวของเขาอาหารที่แจกก็อาจจะหมดเสียก่อน ผมก็เลยพูดคุยกับเขา
    เขาเล่าว่าเขาอยู่ที่ รร. ตอนเกิดเหตุแผ่นดินไหว พ่อของเขาทำงานอยู่ใกล้ๆ กำลังขับรถมารับเขา ขณะนั้นเขาอยู่บนระเบียงชั้น 3 ของ รร. เห็นรถของพ่อถูกคลื่นสึนามิกวาดไปต่อหน้าต่อตา ผมถามถึงแม่ของเขา เขาบอกว่าบ้านของเขาอยู่ใกล้ๆ ชายหาด คิดว่าแม่กับน้องสาวก็คงไม่อยู่แล้ว เขาสั่นหน้าและป้ายน้ำตาเมื่อผมถามถึงญาติๆ

    เขาหนาวจนตัวสั่นผมเลยเอาแจ็กเก็ตเครื่องแบบของผมห่มให้เขา ห่ออาหารปันส่วนของผมก็เลยหล่นออกมา ผมเก็บขึ้นมาและส่งให้เขาพร้อมกับบอกว่า “กว่าจะถึงคิวหนูอาหารอาจจะหมดแล้วก็ได้ เอานี่ไปกินเสียก่อนนะ ผมกินอิ่มแล้ว” เด็กชายรับอาหารไปพร้อมกับโค้ง ผมคิดว่าเขาจะกินมันทันทีแต่ไม่ใช่ เขาเอาห่ออาหารเดินไปวางรวมกับกองอาหารที่กำลังแจกอยู่
    ผมอึ้งไปเลย ผมถามว่าเอาไปไว้ตรงนั้นทำไม ทำไมไม่กินเสีย เขาตอบว่า “ก็ผมเห็นมีคนอีกตั้งเยอะที่หิวกว่าผม ผมเอาไปรวมไว้จะได้แบ่งกันได้ทั่วถึง” ผมเบือนหน้าหนีเพื่อจะได้ไม่มีใครเห็นน้ำตาของผม

    สังคมไหนนะที่ผลิตเยาวชนอายุ 9 ขวบ ให้เข้าใจถึงการเสียสละอันยิ่งใหญ่เช่นนี้…ต้องเป็นสังคมที่ ยิ่งใหญ่…เป็นประชาคมที่ยิ่งใหญ่

    ครับพี่ ผมก็เขียนมาด้วยความคิดถึงพี่และครอบครัวนิดหน่อย ถึงเวลาทำงานกะของผมแล้วครับ…

    ฮา มินห์ ตัน

    ==========

    ถอดความมาฝาก…ด้วยใจคารวะ

     

    1. septimus

      First pictures emerge of the Fukushima Fifty as steam starts pouring from all four reactors at the stricken nuclear power plant
      By Matt Blake and Richard Shears
      Last updated at 8:42 AM on 24th March 2011

      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket

      Read more: http://www.dailymail.co.uk/news/article-1369216/Japan-nuclear-crisis-Fukushima-Fifty-pictures-inside-nuclear-power-plant.html#ixzz1HWGQjDPM

      Thank you very much dailymail of UK

       

       

      Photobucket

       

       

       

Repeat: เรามิใช่คนป่า

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประชวรด้วยพระโรคไข้ป่าอันเนื่องมาจากการเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่ต.หว้ากอ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จนเหลือที่กำลังแพทย์หลวงจะเยียวยาพระอาการแล้วก็ทรงมีรับสั่งให้เจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์เข้าเฝ้าเพื่อทรงมีพระราชดำรัสสั่งเป็นครั้งสุดท้ายว่า

“ขอท่านเจ้าคุณได้ดูแลรักษาพระราชโอรสของฉันผู้จะสืบสันตติวงศ์ต่อไปให้ดีด้วย การใดที่ควรไม่ควรขอให้ช่วยตักเตือนและว่าราชการแทนไปจนกว่าจะถึงเวลาอันควร”

เมื่อเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ได้ถวายสัตย์ปฏิญานเบื้องพระพักตร์แล้วถวายบังคมลา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ให้อาลักษณ์เข้าไปจดคำขอขมากรรมต่อพระรัตนตรัยและปัจฉิมโอวาทเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นได้ทรงบรรทมหลับพระเนตรในลักษณะการเข้าฌานแล้วสิ้นสุดอัสสาสะปัสสาสะลงแต่บัดนั้น

 

เจ้าชายจุฬาลงกรณ์สยามมกุฏราชกุมารได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นผู้สืบสันตติวงศ์เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๑๑ พระชนม์มายุได้ ๑๕ พระชันษาในขณะที่ก็ทรงประชวรด้วยพระโรคไข้ป่าดุจเดียวกับสมเด็จพระบรมชนก พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ได้แต่เพียงในพระนาม โดยมีเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์(ช่วง บุนนาค)ว่าราชการต่างพระเนตรพระกรรณ

เมื่อทรงหายจากพระอาการประชวรแล้วก็เสด็จไปทรงศึกษาวิชาการกับฝรั่งที่เป็นครูสอนพิเศษที่สมเด็จพระบรมชนกทรงจ้างมาเพื่อถวายพระอักษรโดยเฉพาะ

ทรงเป็นยุวกษัตริย์ที่ต้องอยู่ภายใต้ความกดดันหลายด้าน ไหนจะต้องระวังพระองค์เองเพราะในขณะที่มีคนรักก็มีคนชัง และยังต้องระวังพระองค์ในข้อวัตรปฏิบัติในฐานะของพระผู้ที่เป็นเจ้าชีวิตของคนทั้งประเทศ

นอกจากระเบียบประเพณีและกฏมณเฑียรบาลจะตีกรอบไว้แล้ว ยังจะต้องทรงเรียนรู้ถึงเรื่องการปกครองและการบริหารงานบ้านเมืองไปทีละน้อยๆโดยพระวิริยะอุตสาหะอย่างเต็มกำลัง

ระหว่างที่ยุวกษัตริย์ทรงเล่าเรียนอักษรศาสตร์กับพระอาจารย์ที่เป็นชาวตะวันตกนั้นได้ทรงซักถามถึงความคิดเห็นที่ชาวตะวันตกมีต่อประเทศสยามและชาวสยาม ครูฝรั่งได้กราบทูลว่า

 

“ประเทศสยามนั้นชาวตะวันตกเรียกว่าประเทศด้อยพัฒนา เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน มีที่ดินและทรัพยากรมากแต่ไม่ได้ใช้ให้เป็นประโยชน์ ความเจริญทั้งหลายในโลกตะวันตกไม่เคยเข้ามาถึงประเทศสยาม

ระบบศักดินาขุนนางของสยามยังคงล้าสมัย ขุนนางมีข้าทาสบริวารมากมาย มีแต่คอรัปชั่น การกอบโกยผลประโยชน์ของขุนนางที่แบ่งกันเป็นส่วนๆ ความเจริญส่วนใหญ่จึงอยู่แต่ในพระบรมมหาราชวังและในบ้านของบรรดาขุนนาง คนในชนบทไม่เคยได้รับการศึกษามีแต่ถูกกดขี่ข่มเหงอยู่ตลอดมา

การเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ยังคงมีการหมอบคลาน มองไปทางใดในยามค่ำคืนมีแต่ความมืด ถนนหนทางก็ไม่มี มีแต่ไต้และโคม กฏหมายก็มิได้ทันสมัย ชาวตะวันตกจึงมองเห็นว่าชาวสยามคือคนป่าที่ยังไม่ได้พัฒนา”

 

เมื่อทรงได้ฟังความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาจากพระอาจารย์ชาวตะวันตกแล้วก็ทรงครุ่นคิดถึงวิธีการที่จะทำให้ประเทศสยามได้รับการยอมรับจากนานาอารยะประเทศในสมาคมโลก

ดังนั้นเมื่อทรงเสด็จขึ้นครองราชย์อย่างแท้จริง(เป็นครั้งที่สองเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๑๖)แล้ว

สิ่งแรกที่พระราชทานแก่ขุนนางข้าราชการและทูตานุทูตต่างประเทศคือ ทรงประกาศเลิกประเพณีการหมอบเฝ้าทั้งหมด ให้เข้าเฝ้าได้ด้วยการยืนเฝ้าและนั่งเก้าอี้ ยกเว้นในกรณีการถวายราชกิจอย่างเป็นทางการตอนออกท้องพระโรงจึงจะมีการกราบถวายบังคมแล้วเข้านั่งในที่นั่งเฝ้าต่อไป

บรรดาทูตานุทูตและชาวต่างประเทศต่างมีความยินดีและเขียนสดุดีในพระราชวินิจฉัยให้ยกเลิกการหมอบเฝ้ากันอย่างขนานใหญ่

 

พระองค์เองก็ได้ทรงเล่าเรียนภาษาอังกฤษอย่างเอาเป็นเอาตายและสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดีเท่ากับเจ้าของภาษาเป็นที่ยอมรับในหมู่ชาวต่างชาติและเมื่อทรงเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกนั้น พระปรีชาสามารถในด้านภาษาต่างประเทศ(กับทั้งทรงเข้าใจวิธีคิดวิธีจัดการของชาวต่างประเทศอย่างลึกซึ้ง)จึงเป็นที่ยอมรับของชาวตะวันตกอย่างแท้จริง

ทรงว่าจ้างชาวต่างประเทศโดยมิจำกัดเชื้อชาติศาสนาให้เข้าทำงานในกิจการราชการต่างๆเช่นกิจการตำรวจหลวง และพลตระเวน(ตำรวจภายนอกพระราชฐาน)

ทรงปรับปรุงกฏหมายว่าด้วยลักษณะอาญาและแพ่งให้ทันสมัยขึ้น ตราพระราชบัญญัติการพิจารณาความอาญาและการศาลให้เป็นระบบแบบเดียวกับต่างประเทศ ทั้งนี้เพราะในเวลานั้นบรรดากงสุลของประเทศต่างๆไม่ยอมขึ้นศาลไทยโดยตั้งข้อรังเกียจเรื่องแนวทางการพิจารณาคดีและระบบการสอบสวนผู้ต้องหาที่เรียกว่าจารีตนครบาล อันได้แก่การลงทัณฑ์ทรมานแก่นักโทษเพื่อให้สารภาพด้วยวิธีการอันทารุณเช่น ตอกเล็บ บีบขมับ เป็นต้น เมื่อเกิดกรณีพิพาทระหว่างชาวต่างชาติกับชาวไทย การพิจารณาโทษจะต้องไปพิจารณากันในศาลกงศุลของชาตินั้นๆ ทำให้ฝ่ายไทยเสียเปรียบมาโดยตลอด ในที่สุดก็ทรงโปรดเกล้าให้ยกเลิกจารีตนครบาลอย่างสิ้นเชิงและปรับขบวนการสอบสวนให้เป็นระบบสากลนิยม เพื่อให้เป็นที่ยอมรับจากชาวต่างชาติยอมมาขึ้นศาลไทยเมื่อถึงคราวที่ต้องมีการพิจารณาคดีกับคนสยาม

 

พระราชโอรสทุกพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ทรงส่งเสด็จไปเรียนวิชาการในประเทศยุโรปในสาขาต่างๆเช่นการแพทย์ การทหาร การวิศวกรรม ทรงส่งไปทั้งอังกฤษ เยอรมัน และรัสเซีย เพื่อเล่าเรียนวิชาการแล้วนำกลับมาใช้งานในราชการบ้านเมือง พระราชโอรสของพระองค์เมื่อเสด็จกลับมาได้สร้างความเจริญให้แก่ประเทศชาติเป็นอันมาก

 

ไม่เพียงแต่เท่านั้น พระองค์ยังได้ทรงขยายการศึกษาออกไปนอกพระบรมมหาราชวังให้ประชาชนทั้งหลายได้มีโอกาสเล่าเรียนเขียนอ่านศึกษาอย่างเป็นระบบ มิต้องไปขอเรียนจากบรรดาพระในวัดเหมือนเช่นที่เคยมีมาในอดีต โดยตั้งโรงเรียนแห่งแรกขึ้นที่พระตำหนักสวนกุหลาบ ให้การศึกษาแก่เจ้านายในวัง ทรงมีพระราชดำรัสแสดงให้เห็นถึงน้ำพระหฤทัยห่วงใยในการศึกษาของบรรดาลูกขุนนางและลูกราษฎรธรรมดาว่า

 

“เมื่อได้กล่าวถึงโรงเรียนนี้ว่าจะเป็นการสงเคราะห์แด่ตระกูลเจ้านายดังนี้ใช่ว่าจะลืมตระกูลข้าราชการและราษฎรเสียเมื่อไร โรงเรียนนี้ที่มีอยู่แล้วและที่จะตั้งขึ้นต่อไปในภายหน้า ได้คิดจัดการโดยอุตส่าห์เต็มกำลังที่จะให้เป็นการเรียบร้อยพร้อมเพรียงเหมือนกับที่โรงเรียนนี้และคิดจะให้แพร่หลายออกไปโดยกว้างขวาง มีคนที่ได้เรียนมากกว่าแต่ก่อน ทั้งจะมีโรงเรียนวิชาการชั้นสูงขึ้นไปอีก ซึ่งได้กำลังคิดจัดอยู่บัดนี้

เจ้านายราชตระกูลตั้งแต่ลูกฉันเป็นต้น ลงไปถึงราษฎรที่ต่ำสุด จะให้มีโอกาสได้เล่าเรียนเสมอกันไม่ว่าเจ้าไม่ว่าไพร่ เพราะฉะนั้นจึงขอบอกได้ว่าการเล่าเรียนในบ้านเมืองเรานี้จะเป็นข้อสำคัญที่หนึ่ง ซึ่งฉันจะอุตส่าห์จัดให้เจริญขึ้นให้จงได้”

¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬
คาถาบูชาพระสยามเทวาธิราช
สยามะเทวาธิราชาเทวาติเทวา มหิทธิกา เทยยรัฏฐัง อนุรักขันตุ อาโรคะเยนะ สุเขนะ จะ
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ สุวัตถิ โหตุ สัพพะทา สยามะเทวานุภาเวนะ สยามะเทวะเตชะสา
ทุกขะโรคะภะยะ เวรา โสกาสัตตุ จุปัททะวา อเนกา อันตะรายาปิ วินัสสันตุ อะเสสะโต
ชะยะสิทธิ ธะนัง ลาภัง โสตถิภาคะยัง สุขัง พะลัง สิริ อายุ จะ วัณโณ จะ โภคัง วุฑฒิ จะ
ยะสะวา สะตะวัสสา จะ อายุ จะ ชีวะสิทธี ภะวันตุ เม
¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬

Tag: พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เขียนโดย septimus ที่ 2008-10-11 14:05:36 น. 17 ความคิดเห็น
..
.
.
ความคิดเห็นที่ 6, เว็บไซต์ :
ทั้งล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖
ต่างทรงมีพระราชประสงค์ให้ประเทศไทย
เป็นประเทศประชาธิปไตยแต่เนื่องด้วยชาวไทย การศึกษาไม่สูงนัก
จึงทรงเกรงว่า เมื่อเปลี่ยนการปกครองแล้ว
แทนที่จะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง
กลับจะเป็นโทษแทนดังนั้น ทั้งสองพระองค์ จึงได้วางรากฐานการศึกษา
และปรับปรุงระบบการศึกษาให้เข้มแข็ง
เพื่อปูพื้นฐานระบอบประชาธิปไตย

เสียดาย … ที่ประเทศไทยชิงสุกก่อนห่าม
จึงได้แต่เพียงประชาธิปไตย wanna be

^_^

 | nelumbo | 11 ตุลาคม 2551 | 23:21:00

ความคิดเห็นที่ 7, เว็บไซต์ :ใช่ค่ะคุณnelumboคะน่าเสียดายเหลือเกิน
แล้วพวกชิงสุกก่อนห่ามก็ไม่เห็นตายดีสักคนแต่ยังไงก็ไม่คุ้มไม่สาสมเลยกับผลกรรมที่ตกทอดมาถึงพวกเราในปัจจุบันนะคะคุณบัว…ตามล้างตามเช็ดกันไม่หวัดไม่ไหว

 | septimus | 12 ตุลาคม 2551 | 11:52:10

 

 

 

 

 

 

 

ที่มา http://septimustidbits.blogspot.com.au/2012/08/blog-post_3898.html

 

 

 

 

[ขอบคุณ ไทยทีวีสีช่อง 3 และ ทีวีซีน แอนด์ พิคเจอร์]

 

 

 

 

ครบหนึ่งเดือน

 

 

 

“ประเดี๋ยวถึงหน้าปากซอยแล้วอาจจะได้ยินประกาศปฏิวัตินะครับ”

“อ้าว ประกาศแล้วเหรอคะ”

เราทั้งสองฝ่ายที่ไม่เคยรู้จักกันต่างส่งยิ้มแห่งความปลื้มปิติให้แก่ประเทศชาติอันเป็นที่รักของเราระหว่างเดินสวนกันตรงบันไดของตึกใหญ่กลางซอยคดเคี้ยวที่ติดต่อถึงกันไหนต่อไหน

“ครับ เค้าเพิ่งประกาศเมื่อสี่โมงครึ่งนี่เอง รถคงจะติดหน่อย ยังไงก็เดินทางปลอดภัยนะครับ”

เรายิ้มให้เขาอย่างที่คนไทยพึงยิ้มต่อกัน “ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ บ้านเราจะได้สงบสุขอย่างที่เคยเป็นมาเสียทีนะคะ”

“ก็หวังเช่นนั้นเหมือนกันครับ”

 

สายลมเอื่อยๆเย็นนั้นช่างนุ่มนวล เราเดินลอยชายเพื่อออกปากซอยสู่ถนนใหญ่ ไม่หวั่นสักนิดถึงความมืดที่เริ่มโรยตัวลงมา

มีแวะถามเส้นทางเพื่อความแน่ใจกับสาวนางหนึ่งที่กำลังก้มๆเงยๆเหมือนหาอะไรสักอย่างตรงกำแพงบ้านหลังหนึ่ง

“เป็นคนไทยรึเปล่า” เราถามระหว่างที่คุยด้วยแล้วรู้สึกเธอไม่ใช่พวกเรา

“คนไทย เป็งคนไทยละ” ฮ่าฮ่า ชัดซ้า

“มินกะลาบา” เราร่ำลาเธอเมื่อแฮ็กข้อมูลเสร็จ

“เอ๊อะ!” เธอตะลึงแล้วหัวร่องอหายอย่างใสซื่อ

 

 

 

 

 

ที่หน้าปากซอย ภาพตรงหน้าเรา รถติดขัดจอดแทบนิ่งสนิททุกทิศทาง รถแท็กซี่เต็มทุกคัน

เท้าไวกว่าความคิด ก้าวขึ้นรถปรับอากาศที่ขยับมาตรงหน้าพอดี เห็นป้ายแว่บๆว่าผ่านจุดหมายที่เราต้องการจะไปแต่ไปเส้นไหนไม่รู้

บนรถ คนแน่นมากมาย แต่เราก็ยังสู้ได้ที่นั่งหลังจากยืนเป็นชาวกทม.ได้ไม่นาน

เราได้นั่งข้างสาวงามนางหนึ่ง เธอกำลังแชทกับเพื่อนวุ่นวายบนไอโฟน

ข้างเราอีกด้านหนึ่งเป็นหนุ่มออฟฟิศที่เพิ่งเลิกงานกำลังฟังประกาศฯ

เราตัดสินใจคุยกับคนนั่งข้างเรา เธอเป็นคนนิ่งๆเย็นๆดี

“น้องคะ ไปถึงไหนแล้วคะ”

เธอยิ้มให้แบบคนไทยยิ้มให้แก่กัน มิตรภาพและความเป็นไทยที่หายไปเริ่มกลับมาแล้วทันที เราคิด

“ตอนนี้ — — แล้วค่ะ แต่รถก็ติดจังเลยนะคะ”

“คงเพราะทุกคนเร่งกลับให้ถึงบ้านก่อนสี่ทุ่มกันเนอะ น้องว่าป่ะ” —

เราและคนที่ยืนข้างๆเรา ต่างพูดคุยถึงความเป็นไปในห้วงเวลานั้นด้วยความสุขใจ สีหน้าทุกคนไม่วิตกอะไรเลย หากเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังว่า บ้านเรากำลังจะดีขึ้น ทุกสิ่งอันเป็นความงามของแผ่นดินและเป็นความสุขของเรากำลังจะกลับคืนมา

และ…

ขอให้ท่านผู้กล้าทั้งหมดอยู่กับเราไปนานๆ

 

 

 

 

สองทุ่มแล้ว พวกเราที่เหลือในรถต้องลงจากรถเพื่อรอรถคันใหม่

ความร้อนแล้งจากอากาศภายนอกบวกความร้อนของเครื่องยนต์ที่ต้องทำงานหนักมาทั้งวัน ทำให้รถปรับอากาศคันนั้นตัดสินใจหยุดฉลองฯซะกลางทางนั่นเอง

หากก็มิเป็นไร พวกเราที่เหลือลงมารอรถคันใหม่ด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มแม้นว่าเหลือเวลาแห่งความร่วมมือร่วมใจอีกไม่ถึงสองชั่วโมงดี

หลายคนตัดสินใจต่อรถสายอื่นหรือรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างแทน

ที่สุดก็เหลือเรากับน้องนักศึกษาสองคนบนถนนที่ไม่เคยหลับไหลมาก่อนยกเว้นค่ำคืนนี้ 22 พ.ค. 2557

เราจึงชวนให้เดินทางต่อร่วมกัน

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ท่ามกลางรถแท็กซี่ทุกคันที่แล่นผ่านพร้อมกับปิดป้ายรับบริการ

พลันมีรถแท็กซี่เก่าคร่ำคันหนึ่ง แล่นเข้ามาจอดรับเราสองคนอย่างช้าๆ

เสียงเครื่องยนต์บอกให้รู้ว่าเค้าวิ่งมาแล้วทั่วกทม.เป็นเวลาช้านานนนน และหากมีฝนตกตอนนั้นก็ไม่แน่ว่าคนขับต้องยื่นมือออกไปปัดน้ำฝนด้วยหรือไม่… แถ่ด แถ่ด แถ่ด…

 

คุณลุงคนขับผู้มีผมยาวสยายขาวโพลนทั้งศีรษะ ไม่พูดอะไรสักคำ ค่อยๆออกรถไปอย่างช้าๆหลังจากที่เราขอให้ไปส่งน้องนักศึกษาก่อน

เราสามคนฟังเพลงรักเมืองไทย ต้นตระกูลไทย หนักแผ่นดิน และเพลงอื่นๆอีกหลายเพลงจากวิทยุเก่าๆมีเสียงคลื่นแทรกเล็กๆเป็นระยะๆ

ไม่ต้องบอกก็รู้กันเองว่า สุขใจ

 

 

 

 

“น้องรู้จักเพลงพวกนี้มั้ยคะ”

“เพิ่งได้ยินเป็นครั้งแรกในชีวิตค่ะพี่”

“ฟังแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง โบฯป่ะ เนอะ”

“เปล่าค่ะ รู้สึกภูมิใจในชาติของเรามากๆค่ะ”

ส่วนคุณลุงแท็กซี่ไม่พูดอะไรเร่งเสียงเพลงขึ้นอีกนิดแล้วบรรจงขับรถให้พวกเรามากขึ้น

 

“ขอบคุณมากค่ะพี่ กลับบ้านดีๆนะคะ” น้องนักศึกษายกมือไหว้และโบกมือลาเมื่อเราส่งเธอถึงที่หมายแล้ว

“เช่นกันค่ะน้อง เรียนจบไวๆได้งานดีๆทำนะคะ”

 

 

 

 

 

 

“ขอบคุณมากนะคะลุง ลุงก็กลับบ้านดีๆนะคะ ใกล้สี่ทุ่มแล้ว ลุงต้องไปอีกไกลมั้ย” เรากล่าวพร้อมกับยื่นค่ารถเป็นสองเท่าของตัวเลขบนมิเตอร์ปัดเศษเป็นหลักร้อยให้คุณลุงแท็กซี่เมื่อถึงที่หมายของเรา

 

“ครับ ขอบคุณครับ ไม่ไกลครับ แป๊บเดียวก็ถึง ก่อนสี่ทุ่มครับ” คุณลุงแท็กซี่กล่าวกับเราเป็นครั้งแรกแล้วค่อยๆออกรถจากไป… แถ่ด แถ่ด แถ่ด…

เรายืนมองตามเสียงครางของรถคุณลุงจนลับตา…

 

 

 

คนไทยเคยอยู่อย่างไทยๆด้วยความสุขสงบมาช้านาน ทุกอณูของแผ่นดินมีเทพเทวาอารักษ์ปกปักรักษา แผ่นดินนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ ที่ใดมีธรรมที่นั่นย่อมมีชัย

 

 

[เพลง คืนความสุขให้ประเทศไทย Returning happiness to the Thai kingdomขับร้องโดยกองดุริยางค์ กองทัพบก Eng subtitleโดยหมอวิภู]

 

 

 

ขอขอบคุณ

-ภาพงามจากคุณนกบล็อกเกอร์คนเก่งค่ะ

-เพลงจากอินเตอร์เน็ต

ปกครองแบบพระองค์ดำ

 

 

 
ความร่มเย็นแห่งสยาม

หลังจากสงครามยุทธหัตถี พม่าก็ครั่นคร้ามไม่กล้าล่วงล้ำเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาอีกต่อไป

เป็นเวลาถึง 150 ปีที่ไม่มีทัพของเมืองใดกล้าประกาศสงครามเชิงรุกกับกรุงศรีอยุธยาอีกเลย

พระบารมีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงอยู่เหนือกาลเวลา อาณาจักรกรุงศรีอยุธยายิ่งใหญ่สืบเนื่องต่อจากรัชสมัยของพระองค์อีกเกือบสองร้อยปี ต่างจากพระเจ้าบุเรงนองซึ่งเมื่อสวรรคตแล้ว บ้านเมืองพม่าก็แตกสลายเป็นส่วนๆทันที

เช่นเดียวกับกษัตริย์ยอดนักรบเจงกิสข่าน หลังสิ้นพระชนม์ลง ความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิมองโกลก็ดำรงอยู่ไปอีกถึง 150 ปีเช่นกัน

มหาราชแห่งเอเชียทั้งสองได้รับการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์โลก และสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นกษัตริย์พระองค์แรกของไทยที่ต่างชาติยกย่องว่าเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่แห่งเอเชียเช่นเดียวกับเจงกิสข่าน จิ๋นซีฮ่องเต้ ฯลฯ

 

ราชอาณาไทยกว้างใหญ่ไพศาลจวบจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ซึ่งมีการแบ่งเขตแดนประเทศตามหลักสากล ถ้าไม่มีสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกู้ชาติเอาไว้ แผนที่โลกก็คงไม่มีประเทศไทย ดั่งเช่นที่มอญควรจะมีผืนดินเป็นของตนเองอย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่งของพม่าในปัจจุบันแต่กลับสูญหายไปเป็นของชาวพม่าเชื้อสายมอญแทน

 
 
 
 

เช่นเดียวกัน เราก็จะเป็นชาวพม่าเชื้อสายไทย หากมหาราชทั้งสองพระองค์ไม่สามารถกู้เอกราชกลับคืนมาได้!

 

พระบารมีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชยังคงแผ่ปกคลุมมาจนถึงทุกวันนี้ ทหารไทยใหญ่ชนกลุ่มน้อยในพม่าปัจจุบัน ก่อนออกรบทุกครั้งต้องทำพิธีสมาธิจิตระลึกถึงสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แม้พม่าเองก็ยังคงมีความเกรงกลัวฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก(เชื่อว่าท่านที่เคยไปเยือนเมียนมาร์จะสัมผัสได้ไม่ยากนัก-septimus)และเชื่อว่าแม้จะเกิดสงครามขึ้นมาจริงๆ พระวิญญาณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่ประทับในสายเลือดทหารไทยทุกคนก็พร้อมจะรบอย่างไม่กลัวความตายดั่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในสมัยกรุงศรีอยุธยาของพระองค์

 
 
 
 
 
 

การปกครองในสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

กรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นเมืองสงบ ปราศจากโจรผู้ร้าย ประชาชนดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข ตั้งมั่นในศีลธรรมและเคารพกฏหมาย

สมเด็จพระนเรศวรมหาราชแม้จะทรงเป็นนักรบแต่ก็ไม่โปรดให้มีนักเลงหัวไม้ ยิ่งทำตัวกร่างใหญ่โตเอะอะโวยวาย ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล จะถูกสั่งสำเร็จโทษทันที

พระองค์เสด็จฯทอดพระเนตรความเป็นอยู่ของประชาชนด้วยการปลอมพระองค์เป็นชาวบ้านอยู่เสมอ

แม้ในยามดึกดื่นค่ำคืน พระองค์ก็ทรงออกล่องเรือไปตามลำน้ำพร้อมด้วยองครักษ์ไม่กี่คน … ไปตามที่ต่างๆ เพื่อทรงดูแลสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่อยู่ในการปกครองของพระองค์

ก่อนที่พระองค์จะเสด็จขึ้นครองราชย์ มีโจรลักเล็กขโมยน้อยในกรุงศรีอยุธยาอยู่เต็มไปหมด เนื่องจากกำลังตกอยู่ในภาวะแพ้สงคราม … พระองค์ทรงลองใจด้วยการให้ทหารนำทองคำไปหย่อนไว้ตามที่ต่างๆแล้วแอบเฝ้าดู ใครที่เก็บเอาไปเป็นของตัวเองจะถูกนำมาประหารชีวิต … ว่ากันว่ากรุงศรีอยุธยาเวลานั้น ถ้าใครทำทองตกไว้บนท้องถนน อีก 1 ชั่วยามกลับมาดู ทองนั้นก็ยังคงอยู่ที่เดิม

ในช่วงเวลาเข้าพรรษา พระองค์ทรงมีรับสั่งห้ามราษฏรทุกคนดื่มสุรา ทรงกำหนดให้ประชาชนทุกคนอยู่ในศีลห้า ศึกษาแก่นธรรม

สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงได้รับการฝึกวิปัสสนากรรมฐานจากพระมหาเถรคันฉ่องและศึกษาการใช้หลักพระพุทธศาสนาปกครองบ้านเมือง ทรงชี้แจงให้ชาวบ้านเลิกเชื่องมงายเรื่องผีสาง เทวดา เทพารักษ์ การบูชายันต์ และให้หันมาเชื่อในความมานะพยายามของตนเอง —

พระองค์ทรงโปรดให้วัดใหญ่ชัยมงคลเป็นวัดสำหรับปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานโดยเฉพาะ และสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงมีรับสั่งให้คัดลอกพระไตรปิฏก 84,000 พระธรรมขันธ์ใหม่ทั้งหมด

ส่วนเรื่องการสานสัมพันธ์กับบรรดามิตรประเทศ พระองค์ก็ไม่ทรงละเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่เคยช่วยเหลือไทยในยามยากเช่นลาว สมัยพระไชยเชษฐาครองเมืองเวียงจันทน์ได้ยกทัพมาช่วยไทยอย่างไม่เกรงกลัวพม่าอยู่หลายครั้ง และเมื่อราชบุตรพระไชยเชษฐาต้องการให้เมืองเชียงใหม่คืนเชลยชาวล้านช้างที่กักตัวไว้ทั้งหมด สมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็ทรงแผ่พระบารมีไปยังเจ้าเมืองเชียงใหม่ให้ปล่อยเชลยกลับคืนล้านช้างทั้งหมด—

สมัยกรุงศรีอยุธยา จีนเคยส่งปืนใหญ่ทองแดงอานุภาพสูงมาให้ไทยต่อสู้กับพม่า ครั้นจีนเกิดสงครามบ้าง สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสนอจีนว่าจะช่วยยกทัพไปรบกับญี่ปุ่นซึ่งขณะนั้นกำลังก่อศึกอยู่กับจีนสมัยราชวงศ์หมิง นอกจากนี้พระองค์ยังช่วยจีนปราบโจรสลัดที่กวางตุ้งจนได้รับพระราชสาส์นขอบพระทัยจากจักรพรรดิจีน

ไทยกับจีนเป็นพันธมิตรกันทั้งด้านการสงครามและเศรษฐกิจมาจวบจนปัจจุบัน ความผูกพันระหว่างไทย-จีนเช่นเดียวกับความผูกพันระหว่างไทย-ลาว นั่นคือเปรียบเสมือนพี่น้องครอบครัวเดียวกัน เมื่อใครมีปัญหา ต่างฝ่ายต่างคอยช่วยเหลือกันอยู่เสมอ

สำหรับชาวตะวันตก พระองค์ทรงโปรดชาวฮอลันดาเป็นพิเศษ(คาดว่าน่าจะเกิดจากการที่พระองค์ทรงเห็นฤทธิ์เดชที่สามารถปกป้องยะไข่อันเป็นบ้านเมืองของชาวอาระกันจนพระเจ้าบุเรงนองไม่สามารถทำอะไรได้เลย-septimus) ทรงส่งคณะทูตานุทูตเดินทางไปถวายพระราชสาส์นแก่กษัตริย์ฮอลันดา รัชสมัยของพระองค์เป็นรัชกาลแรกที่ติดต่อทำการค้ากับฮอลันดา —

อีกสิ่งหนึ่งที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงใช้เป็นเครื่องมือในการปกครองมาโดยตลอดคือ พระราชพิธี

ทหารส่วนใหญ่เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นเวลารบทัพจับศึกพระองค์จะทรงทำพิธีที่จำเป็นทุกครั้ง เช่นเมื่อครั้งพระยาพิชัย พระยาสวรรคโลกเป็นกบฏเพราะความเกรงกลัวพม่า พระองค์ทรงดำริว่าจะจัดพระราชพิธีตักน้ำกระพังโพยศรี ซึ่งเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่สมัยสุโขทัย แล้วให้แม่ทัพนายกองไพร่พลถือสัตย์ฏิญาณว่าจะร่วมแรงร่วมใจกันต่อสู้กับพม่าจนกว่าจะได้รับชัยชนะ หลังพิธีเสร็จสิ้นลง แม่ทัพนายกองพลทหารทุกคนต่างรวมใจเป็นหนึ่งเดียว ฮึกเหิม พร้อมที่จะต่อสู้อย่างไม่กลัวเกรง —

พระราชพิธีในรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม มีพิธีการศักดิ์สิทธิ์น่าเคารพเกรงขาม พิธีกรรมที่สามารถโน้มน้าวหัวใจทุกดวงให้มารวมกันได้ย่อมสร้างพลังและพุทธานุภาพขึ้นมาได้โดยอัศจรรย์

ตามประวัติศาสตร์โลก ไม่ว่าพระมหากษัตริย์ประเทศใด ถ้าไม่ทรงยึดติดกับพิธีรีตอง ปฏิบัติพระองค์เยี่ยงคนสามัญ เล่นสนุกกับคนทั้งหลาย แม้ในเบื้องต้นประชาชนจะรักใคร่ว่าไม่ถือพระองค์แต่ในที่สุดก็จะขาดความเคารพยำเกรง หลังจากนั้นก็จะกลายเป็นการดูหมิ่นและท้าทายพระราชอำนาจในที่สุด นี่คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงจำเป็นต้องรับสั่งประหารชีวิตด้วยการเผาฝีพายเรือพระที่นั่งทั้งหมดทั้งเป็นเมื่อได้ทำการประมาทเลินเล่อนำเรือพระที่นั่งเข้าเทียบท่าผิดในพระราชพิธีราชาภิเษก ซึ่งเป็นมหาวโรกาสที่สำคัญที่สุด มิเช่นนั้นพิธีการทั้งหลายที่จะมีขึ้นหลังจากพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์จะขาดความน่าเชื่อถือศรัทธา ขาดความศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งในการปกครองประเทศ—

พงศาวดารทุกฉบับไม่ว่าของไทย พม่า มอญ ฮอลันดา โปรตุเกส จีน ญี่ปุ่น ฯลฯ ระบุไว้ตรงกันว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงเป็นกษัตริย์ที่เฉียบขาดมากที่สุด ทรงเคร่งครัดในระเบียบวินัย ผู้ใดขาดวินัยจะถูกลงพระอาญาทันที ยิ่งถ้าเป็นการละเมิดกฏหมายจะถูกนำไปเผาทั้งเป็น

รัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กรุงศรีอยุธยาจึงสงบร่มเย็นที่สุด ปราศจากโจรผู้ร้าย นักเลงหัวไม้ มีแต่ข้าราชการที่ซื่อสัตย์ ประชาชนดำรงชีวิตอย่างเป็นสุข

ช่วงระหว่างที่กรุงศรีอยุธยาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า จวบจนประกาศเอกราชและอยู่ในสภาวะสงครามตลอดรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ขณะนั้นทรัพยากรในบ้านเมืองมีอย่างจำกัดเพราะต้องนำไปใช้ในการรบ การเกษตรก็ทำได้ไม่เต็มที่เนื่องจากชายฉกรรจ์ต้องทำหน้าที่ปกป้องบ้านเมือง ถ้าพระองค์ปกครองแบบพ่อปกครองลูกเหมือนครั้งสุโขทัยก็จะควบคุมบ้านเมืองไม่ได้เลย เพราะต้องยอมรับว่าคนไทยส่วนหนึ่งไม่มีความรักชาติเท่าที่ควรพร้อมที่จะเป็นเมืองขึ้นของพม่าเพียงแต่ขอให้ตัวเองอยู่รอดไม่ต้องวุ่นวายไปรบกับใครก็พอ และก็มีคนไทยอีกส่วนหนึ่งซึ่งไม่น้อยเช่นกันที่มีนิสัยชอบลักเล็กขโมยน้อย ยิ่งช่วงเศรษฐกิจฝืดเคืองพฤติกรรมนี้ยิ่งเด่นชัด

ยังไม่นับพฤติกรรมปกติทั่วไปของคนไทยเช่นการดื่มสุรา เล่นการพนัน เป็นกิจวัตร ถ้าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชไม่ทรงปกครองบ้านเมืองอย่างเฉียบขาด เชื่อได้เลยว่าการห้ามประชาชนดื่มสุราในช่วงเข้าพรรษาทำไม่ได้แน่นอน

เป็นที่ทราบกันแล้วว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงประทับตามค่ายทหารมากกว่าในพระราชวังหลวงที่กรุงศรีอยุธยา ตลอดช่วงการปกครองบ้านเมืองประมาณ 20 ปี(นับจากวันประกาศอิสรภาพ) รวมเวลาทั้งหมดที่ประทับในพระราชวังได้ประมาณ 2 ปีเท่านั้น—

แม้จะทรงปกครองกองทัพด้วยความเข้มงวดแต่ก็ทรงร่วมทุกข์ร่วมสุขเดียวกันกับทหารหาญทั้งหลาย พระองค์ไม่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายเหนือทหารคนอื่น ไม่มีนางสนมติดตามทัพแบบกษัตริย์เมืองอื่น เวลาออกรบก็ทรงนำหน้า และพร้อมที่จะต่อสู้อย่างไม่หวั่นเกรงความตาย

พระองค์ทรงออกกฏให้ประชาชนเข้าวัดทุกวันพระ ในขณะที่พระองค์เองยามว่างจากการศึกการเมืองก็ทรงเข้าวัดปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นกิจวัตรเช่นกัน พระองค์มีรับสั่งว่า คนไทยอย่าเกียจคร้าน และก็ทรงมีพระจริยาวัตรที่เป็นแบบอย่างถึงความวิริยอุตสาหะ และถึงแม้บางกรณีพระองค์จะตัดสินประหารชีวิตประชาชนก็เชื่อว่าพระองค์ทรงเสียพระทัยอยู่ไม่น้อยแต่พระองค์ก็ตรัสว่า คนแบบนี้สมควรตาย

แม้ในปัจจุบันประเทศที่กฏหมายศักดิ์สิทธิ์ โทษหนักขั้นประหารชีวิตทันทีก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความสงบสุขของบ้านเมือง ดังจะเห็นได้ว่าประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย ไม่ค่อยมีคดีอาชญากรรมร้ายแรงเหมือนประเทศไทย

ความเด็ดขาดในการปกครองของพระองค์ ทำให้หลังจากเสด็จสวรรคต กรุงศรีอยุธยาได้กลายเป็นเมืองที่สงบปราศจากโจรผู้ร้าย มีการค้าขายคับคั่ง และเป็นศูนย์กลางของสุวรรณภูมิต่อมาอีกเป็นเวลานับร้อยปี

 
 
 
 
คัดจาก
“เจาะตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” หน้า101-113, 183-184
โดยทันตแพทย์สม สุจีรา ผู้เจาะลึกเบื้องหลังพลังจิตที่คุณไม่เคยรู้ให้อ่านสนุก
(และช่วยเพิ่มอรรถรสในการชมอภิมหาภาพยนตร์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช)
 
 
 
 
Photo: วันนี้ - 30 มิถุนายน ซื้อ 1 ที่นั่ง รับฟรีอีก 1 ที่นั่ง เมื่อชม ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยุทธหัตถี ที่โรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ
 
 
 
 
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

 

 
 

ขนมกล้วย(แม่เอ้ย)

มีบางครั้งที่กินกล้วยไม่ทันเพราะซื้อมามากเกิน จะทิ้งไปก็เสียดาย
เนื่องจากกล้วยเมืองนอกมีราคาแพงเหลื้ออออรับประทาน
 
 
 
และแล้วภาพขนมหวานคุณยายแม่ค้าย้ายมาจากเพชรบุรีก็แว่บเข้ามาในห้วงคำนึง
ขนมคุณยายท่านนี้อร่อยหมดทุกอย่าง
มีหลายอย่างที่เราชอบเดินเลี้ยวเข้าตลาดไปอุดหนุนทุกวันหยุดตอนบ่ายสามโมง
ขนมกล้วยหน้ามะพร้าวขูดก็เป็น 1 ในนั้น
ว่าแต่เคยแต่ซื้อกิน ไม่เคยทำเลย จะทำอย่างไร
 
 
 
ไม่ยาก สำหรับบัดเดี๋ยวนี้
เราเปิดหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต แล้วก็ลองทำตาม
ครั้งแรก … ไม่ผ่าน
ตามสูตรเขากำหนดให้ใช้แป้งข้าวเจ้ามากเกินไป เนื้อขนมออกมาจึงแข็ง
ครั้งที่สอง … เราปรับสูตรเอง และใช่เลย อย่างนี้แหละที่เหมาะกับเรา
 
 
 
ส่วนผสม  

1. กล้วยสุกงอม 2 ผล

2. แป้งข้าวเจ้า ครึ่งถ้วย

3. แป้งมัน ครึ่งถ้วย

4. น้ำกะทิกลิ่นใบเตย 1 ถ้วย

5. น้ำตาลทราย 1 ใน 4 ถ้วย

6. เกลือป่น ครึ่งชช.

7. มะพร้าวขูด เล็กน้อย

 
 
 
 
วิธีทำ
1. บดกล้วยให้ละเอียด
2. จากนั้นจึงผสมกับส่วนผสมทั้งหมด(ยกเว้นมะพร้าวขูด) … นวดหรือคนให้เข้ากัน

3. ตักส่วนผสมที่ได้ที่แล้วลงในถ้วยตะไล โรยหน้าด้วยมะพร้าวขูด

4. จัดเรียงถ้วยตะไลนี้ลงในลังถึง

5. นึ่งไฟกลางๆประมาณ 15 นาที

 

 

หมายเหตุ  
ถ้าใช้กระทงใบตอง ก็จะได้กลิ่นหอมของใบตองผสมกลิ่นใบเตยและกลิ่นกล้วย ซึ่งเป็นกลิ่นไทยๆที่คุ้นเคยกันดี
 
 
 

 

มหาศิวาราตรี

มหาศิวราตรี (Mahā Shivarātri) คือวันสำคัญทางศาสนาของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ศิวราตรี แปลว่า ราตรีหรือค่ำคืนแห่ง (การบูชา) พระศิวะเจ้า
ศิวราตรีเป็นเทศกาลสำคัญยิ่งวันหนึ่งในรอบปีของชาวฮินดู

 

 

วันนี้วันแรม14ค่ำเดือน3

คืนนี้เป็นคืนศิวาราตรี

มีคติเชื่อว่าพระศิวะเป็นเจ้าเสด็จออกตรวจโลก กำจัดพาลอภิบาลประทานพรแก่สาธุชน

พระเป็นเจ้าจะเสด็จมาจากทิศหรดีเวลา21.18นาฬิกาโดยทักษิณาวัตไปทางทิศอีสานแล้ววนทักษิณาวัตต่อไปจนถึงเขายุคลธร

ขอสาธุชนพึงผินหน้าไปทิศหรดี(ทิศตะวันตกเฉียงใต้) เปล่ง “โอม นะมะศิวะ” ให้เสียงก้องในห้วงหูด้วยโทนเสียงที่ต่ำที่สุดในยามพระเป็นเจ้าเสด็จเถิด [Credit: https://www.facebook.com/Paisal.Fanpage]

 

 

 

 

 

มหาศิวาราตรี..!

คนฮินดูในประเทศอินเดียจะเริ่มจัดงาน จัดพิธีบูชามหาเทพล่วงหน้าแล้วหลายวัน

หากวันที่สำคัญสุดจะเป็นวันแรม 14 ค่ำเดือน 3 ซึ่งจะเป็นช่วงที่เรียกว่า ‘ปักษ์ขาด’ หมายถึงจะไม่มีแรม 15 ค่ำนั่นเอง

และช่วงเวลาที่สำคัญสุด ก็จะเป็นช่วงเวลาเที่ยงคืนของวันแรม 14 ค่ำ เพราะเชื่อกันว่ามหาศิวะเจ้าจะเสด็จลงประทับบนแผ่นดินโลก เพื่ออวยพรแก่ผู้บูชาพระองค์..

และเชื่อว่าจะประสบผลได้ในทุกเรื่อง

นั่นคือความเชื่อทางเทวศาสตร์ แบบฮินดู..!

[Credit: Prasong Songthong]
..
.
.
อ่านตำนานพิธีมหาศิวราตรีต่อได้ที่ th.wikipedia.org/wiki/มหาศิวราตรี

เดินดงที่ Kalaw

ในโปรแกรมเที่ยวเมียนมาร์ของเรา มีช่วงหนึ่งไกด์นำเราไปเดินป่าทางตอนเหนือของประเทศ ณ.หมู่บ้านที่เคยเป็นสถานที่หนีร้อนเอ้ยตากอากาศของชาวเกรทบริทเทนสมัยล่าเมืองขึ้น

โดยอาศัยไกด์ท้องถิ่นอีกคนหนึ่งช่วยนำทางและเล่าอะไรต่อมิอะไรให้ฟัง

 

 

[ดีใจเจอไม้ประดับป่า เพื่อนร่วมทางจากอังกฤษบอกดีใจทำไม อยากได้ก็ไปซื้อเอาที่ตลาด]
 
[ไม้งามหอมสดชื่น]

ก่อนถึงวันเดินป่า ไกด์ก็บอกเราแล้วว่าจะได้พบคนฉาน ซึ่งสามารถเข้าใจภาษาไทยตลอดจนความเป็นไทย เพราะมาจากพื้นเพเดียวกัน

[เหมือนผักสวนครัวรั้วกินได้]
[ข้าวโพด]
[สวนส้ม มั้ง]
[หน้าตาแบบนี้ก็กินได้ เค้าบอกเอามาต้มกับน้ำซุปไก่]
[ไร่ขิง]

เราฟังแล้วก็ไม่ได้คิดอะไรแต่ก็ตื่นเต้นเล็กน้อยตรงที่จะได้พูดภาษาไทยบ้าง และก็ไม่คิดไปไกลว่าพื้นเพที่เขาว่านั้นหมายถึงรากเหง้าเดียวกันมาแต่อดีตกาลอันไกลโพ้นนนนนับพันปี (สนใจอ่านThe Thai Family Tree ที่ http://septimustidbits.blogspot.com.au/2014/02/blog-post.html )

[ไกด์บอกดอกไม้ป่าขึ้นตามธรรมชาติ กินได้]

เมื่อเริ่มต้นเดิน พวกเราก็ยังไม่คุ้นกันเท่าไหร่ 

[ฝรั่งพากันทึ่ง สงสัยกันมากมายที่น้ำกลื้งได้เหมือนปรอท]
[ต้นไมยราพ ไกด์กำลังเล่นกลให้ฝรั่งดู]

เขาก็อ่อนน้อมถ่อมตน พูดจาภาษาอังกฤษเป็นไฟ แต่ดั้นฝากเนื้อฝากตัวว่าความรู้น้อย ทั้งชีวิตมีโอกาสได้ร่ำได้เรียนแค่ 7 ปี 

[โรงเรียนที่พาพวกเขาให้รู้จักโลกภายนอก]

 

[บล็อกหินปูนที่พวกเขาเพิ่งรู้จักวิธีทำเมื่อ 15 ปีมานี้เองเพราะได้ไปเรียนหนังสือ]

 

[เขาบอกเพิ่งจะมารู้ ทั้งๆที่อยู่กับภูเขาหินปูนมาตั้งนานนนน
พอรู้แล้วก็เลยสร้างบ้านสร้างรั้วด้วยหินปูนกันใหญ่]
ภาษงภาษาอาจจะกระท่อนกระแท่นไปบ้าง ถ้าอย่างไรช่วยต่อหรือแปลให้ด้วย โดยเฉพาะเราเป็นเอเชี่ยนเหมือนเขาย่อมต้องเข้าใจเขามากกว่าใคร 
[ต้องขอบคุณไม้งามต้นนี้เมื่อเราเริ่มซักว่าทางนี้กินอย่างไรเพราะที่เวียดนามเค้ารอกินตอนเหลืองแล้วเท่านั้น… เขาก็บอกว่าคนที่นี่จะกินตอนสุกแล้ว เราจึงบอกว่ากินตอนยังเขียวอร่อยกว่าอีก เขาดีใจสุดๆบอกว่าใช่ๆ เราก็เลยถามว่าท่านทำอย่างไรกิน เขาบอกก็สับเป็นเส้นๆ ใช้ครกตำกับพริกขี้หนู กระเทียม น้ำมะนาว น้ำปลา ปลาร้า รสชาติออกเปรี้ยวๆเผ็ด แซ่บๆ ถ้าไปฉานจะเห็นทุกบ้านทำกินแบบนี้… 
เราจึงซักต่อถึงความเป็นฉานกับสยามเพราะเขาบอกว่าคือสิ่งเดียวกัน เพียงแต่ตอนนี้สยามเรียกตนเองว่าไทยด้วยเหตุผลทางการเมือง  ปรากฏ…ไหว้เหมือนกัน กินส้มตำเหมือนกัน นับหนึ่งถึงสิบเหมือนกัน… โอ้ย อะไรกันเนีย]

ฝ่ายเราก็ฟังไปเรื่อยๆว่าเขาเล่าอะไรต่อมิอะไรให้รู้จักบ้าง ส่วนมากก็เป็นเรื่องราวต้นไม้ใบหญ้าพืชผักที่ขึ้นในบริเวณนั้น และพวกเขานำมาทำประโยชน์อะไรได้

[ต้นคิวคัมเบอร์ แตงจิ้มน้ำพริก]
[มะเขือ]
[มะเขือเทศ]

เรา คนในเมืองก็จึงได้มีโอกาสรู้จักและเรียนรู้การอยู่ด้วยกันอย่างเกื้อกูลกันของบรรดาพืชผักทั้งหลายในธรรมชาติ…

[หน่วยปราบศัตรูพืช]

และความเข้าใจของการไม่จำเป็นอย่างสิ้นเชิงในการใช้สารเคมีเพื่อการเพาะปลูกให้ได้ผลสูงสุดของเราตอนนั้นก็สูงปรี๊ดทีเดียวเมื่อเห็นหน่วยปราบศัตรูพืชนานาชนิดอย่างนั้น… เหมือนๆกับไม้แต่ละคู่เกิดมาเพื่อกันและกัน

 

[เกษตรอินทรีย์ที่กำลังจะโดนแทนที่ด้วยเกษตรเคมีอย่างช้าๆด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์กับเหตุผลที่ว่าที่เมืองไทยและเวียดนามเค้าใช้กัน]

แล้วก็ยังบอกเขาว่า เมียนมาร์ต้องตัดสินใจ… 

[สัญญลักษณ์ทุนนิยมเบื้องต้น]

จะเดินตามไทยในเรื่องการใช้สารเคมีช่วยในการเพาะปลูก หรือ จะดำรงวิถีชีวิตตามธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์อยู่ต่อไปตามเดิม…

[อโวคาโด เค้าบอกปลูกง่ายมาก โยนๆเมล็ดออกไปที่ไหนก็ขึ้น]

ซึ่งอันนี้ก็ไม่เรียกว่า เมียนมาร์จะยังคงล้าสมัยไปได้ เพราะเมืองฝรั่งอย่างออสเตรียเขาทำได้สำเร็จอย่างยอดเยี่ยมมาแล้ว นั่นคือเขาสามารถประกาศต่อชาวโลกว่าอาหารการกินของบ้านเมืองเขาเป็นเกษตรอินทรีย์ และไม่ส่งออกขายไปทั่วโลก ใครอยากกินของดีบริสุทธิ์ตามธรรมชาติปลอดสารเคมี ต้องไปกินที่บ้านเขา… 

[ส้ม มั้ง]
[การเก็บพืชผลของชาวบ้าน]
[พืชผลเตรียมส่งขายเข้าแรงกูน]

และนั่น ก็ทำให้เขามีนักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมเยียนในแต่ละปีไม่ขาดสาย รวมแล้วเป็นจำนวนที่มากกว่าพลเมืองอันเป็นเจ้าบ้าน

 

[พวกเค้าไม่ได้ใช้วิธิลงแขก]

ไกด์ทั้งสองได้ฟัง เก้าะ หูผึ่ง!

[อากาศกำลังเย็นสบาย]

ฝรั่งในขบวนก็พยักหน้าหงึกๆเห็นด้วยว่าเป็นความจริง

 
 

 

 

 
[ไม้งามสวยแข็งแรงกลิ่นหอมเย็นๆแบบป่าๆ]

 

 

 

[เดินๆอยู่เจอเจดีย์ที่เค้าสร้างขึ้นเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า ชาวบ้านจะนำข้าวปลาอาหารมาถวายที่นี่ในวันนักขัตฤกษ์]

 

[กองถ่านหินข้างทางเดินที่เค้าบอกอย่างไม่สนใจใยดีว่าขนมาจากหลังภูเขาลูกข้างหน้า…
ที่นี่มีเยอะแยะ จำเป็นต้องใช้ก็ไปสกัดเอามา ไกด์บอก]

 

 

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
😀
สวัสดีค่าคุณน้านูลิเกบ้านหาด
เหมือนสวรรค์ที่เราเคยอยู่กันรึเปล่าคะคุณน้าฯ
แล้วมานหายไปไหนหายไปได้ยังไงเนาะคุณน้าฯเนาะ  LOL…
~~~~~~~~~~~~~~~~
ขอบคุณทีมงาน Mblog ค่ะ

 

หุงข้าวใต้ผืนทราย

 

 

 
บางทีการได้นั่งดูทีวีเป็นเรื่องเป็นราวรวดเดียว 6 ชั่วโมงโดยไม่ลุกไม่ทำอะไรอื่นก็เป็นการดีเหมือนกัน
 
ดังเช่นเมื่อวันก่อนที่ต้องขอบใจตัวเองที่ได้ทำอย่างนั้นเพราะได้เห็นของแปลกที่ไม่เคยคิดถึงมาก่อนเลย


 

 
 
 
เป็นการหุงข้าวหอมมะลิใต้ผืนทรายด้วยผ้าขาวม้าที่เมืองขแมร์… คิดค้นโดยชนขแมร์รุ่นสงครามล้างเผ่าพันธุ์เมื่อหลายปีก่อนโน้นนนน
 
อันข้าวหอมมะลิเราเคยเข้าใจว่าเป็นพันธุ์ข้าวจดลิขสิทธิ์แล้วของไทย
 
แต่เมื่อเห็นเพื่อนบ้านพูดถึงด้วยความคุ้นเคย เราก็…
 
ก็ควรจะเข้าใจเป็นอีกอย่างโดยอัตโนมัติ
 
ไปจดฯใหม่เป็น pandan rice ข้าวหอมใบเตยซะสิ้นเรื่องสิ้นราว
 

 

 

 
วิธีทำ
1 ติดเตาถ่านจนไฟลุกโชนรอ
 

 

2 ล้างข้าวหอมมะลิ
3 ขุดหลุมทรายให้กว้างพอประมาณและลึกราว 1 ฝ่ามือเรา




 
 
 

 

4 นำผ้าขาวม้าไปชุบน้ำให้ชุ่ม แล้วทบครึ่ง 2 ครั้ง หรือทบก่อนแล้วชุบน้ำก็ได้เหมือนกัน
 
 
..
 
 
..
 
 
..
 
 
..
 
 
..
 
 
..
 
 
 
 




5 ล้างใบตองที่มีขนาดพอกันกับผ้าขาวม้าที่พับทบแล้วนั้น แล้ววางซ้อนลงบนผ้า




 
 

 

6 วางข้าวที่ล้างแล้วลงบนใบตอง
 
..
 
 
..
 
 
 
 

 

7 ห่อหรือพับใบตองโดยให้ข้าวอยู่ตรงกลาง




 
..
 
 
 

 

8 ห่อหรือทบผ้าขาวม้า… ให้ใบตองห่อข้าวอยู่ตรงกลาง




 
..
 
 
 

 

9 วางห่อผ้าขาวม้าลงในหลุมทรายที่ขุดไว้ แล้วกลบทรายให้ทั่ว 


 
..
 
 
..
 
 
..
 
 
 
 

 

10 คีบถ่านแดงๆที่เตรียมไว้ วางลงบนผืนทรายตรงตำแหน่งที่ฝังห่อผ้าขาวม้านั้น (อันนี้อาจปรับเป็นก่อกองไฟแทนก็น่าจะได้เหมือนกัน)
 

 
..
 
 
..
 
 
 
 

 

11 เวลาผ่านไป 1 ชั่วโมง คีบถ่านออกให้หมด


 
 
 

 

12 โกยทรายที่คลุมผ้าขาวม้าไว้ออก (โปรดระวังมือพอง)
 
 
 
13 ยกห่อผ้าข้าวม้าร้อนๆควันฉุยทีเดียวขึ้นมา


 
..
 
 
..
 
 
..
 
 
 
14 คลี่ผ้าขาวม้าต่อด้วยคลี่ใบตองออกอย่างระมัดระวัง(เพราะร้อน) 
 
 
 
 
..
 
 
 
 





จะได้ข้าวสุกแล้วพร้อมรับประทานอยู่ข้างใน




 
 
 
 
 

วันยุทธหัตถี

                
[พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ จะเสด็จพระราชดำเนินไปยังพระบรมราชานุสรณ์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี ในวันที่ 25 มกราคม ของทุกปี]
 
 
 
เมื่อได้พบเมียนมาร์เชื้อสายรามัญ เรายินดีราวกับได้พบเครือญาติ พวกเขาเหล่านั้นก็เช่นกัน ต่างถามไถ่ทุกข์สุขราวกับไม่ได้พบกันมานานแสนนาน
 
ครั้นมีเวลาเป็นของตัวเอง หวลนึกถึงภาพเหล่านั้นคราใด ก็อดไม่ได้ที่จะบอกตนเองว่า เกือบไป…
เกือบไปแล้วที่เราจะได้เป็นเมียนมาร์เชื้อสายสยามไทย…
ที่ยามหายใจแต่ละทีต้องคอยเหลือบตามองผู้เป็น นาย และ พวกพ้องของนาย
 
ถ้าไม่ด้วยพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ทรงกอบกู้เอกราช นำอิสรภาพกลับคืนสู่ทุกชีวิตชาวสยาม เมื่อสองครั้งกระโน้น
 
 
 
เจ้าพี่จะยืนอยู่ใยในร่มไม้เล่า ขอเชิญออกมาทำยุทธหัตถีด้วยกันให้เป็นเกียรติยศไว้ในแผ่นดินเถิด
ด้วยภายหน้าต่อไปจักไม่มีพระเจ้าแผ่นดินที่จะกระทำยุทธหัตถีแล้ว
 
 
ตราบจนถึงปัจจุบัน พระร่มฉัตรและพระบารมีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็ยังคงแผ่ปกคลุมไปทั่ว กินบริเวณกว้างใหญ่ไพศาลข้ามเทือกเขาไปถึงฝั่งโน้น
 
สังเกตได้ชัดเจนจากความหวั่นเกรงปนชื่นชมในแววตาของชาวเมียนมาร์เมื่อได้ยินเพียงคำว่า ไทย…
พวกเขาจะนึกย้อนกลับไปถึงสมเด็จพระองค์ดำผู้ทรงมีพระสติปัญญาเฉลียวฉลาดเก่งกาจกล้าหาญและมีน้ำใจ
 
ทหารไทยใหญ่หรือฉานอันเป็นชนกลุ่มน้อยของเมียนมาร์ ยามออกศึกยังคงต้องทำพิธีขอพระบารมีของพระองค์ดำเป็นที่พึ่ง…
ตั้งสมาธิให้มั่นกำหนดจิตรำลึกถึงพระองค์เพื่อให้จิตใจเข้มแข็งเด็ดขาดห้าวหาญ… ทุกครั้งไป
 
 
กับสยามไทยเอง พงศาวดารฉบับหนึ่งเล่าว่า เมื่อคราวเสียกรุงฯครั้งที่สอง พระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรซึ่งประดิษฐานอยู่ในวังได้ส่งเสียงกระทืบพระบาทดังสนั่นไปทั่วทั้ง 4 ทิศ คาดว่าพระองค์คงทรงพิโรธสุดประมาณ
 
พระองค์ไม่ทรงเสด็จละทิ้งแผ่นดินสยามไปไหน พระองค์ยังคงคอยปกปักรักษาดูแลแผ่นดินด้วยความห่วงใยตลอดมา…
ในยามศึกสงคราม พระวิญญานของพระองค์ประทับอยู่ในสายเลือดทหารไทยทุกคน… พร้อมรบอย่างไม่กลัวตายดุจเดียวกับเหล่าทหารกล้าในสมัยอยุธยาของพระองค์
หมายเหตุ
วันจันทร์ แรม 2 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง สมัยก่อนเคยคำนวณว่าตรงกับวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2135 ทางราชการได้กำหนดให้วันที่ 25 มกราคมเป็นวันกองทัพไทย
แต่จากการคำนวณใหม่ตามแบบปฏิทินเกรกอเรี่ยนเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ได้ทราบว่าแท้จริงแล้วตรงกับวันที่ 18 มกราคม ทางราชการจึงมีประกาศใหม่ให้วันที่ 18 มกราคมเป็นวันกองทัพไทย
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

 

 

ตักบาตร

เมื่อฟ้าเริ่มสาง

ตาจะรีบประคองขันใบใหญ่ปากกว้างเกือบฟุตทำด้วยทองเหลืองขัดมัน ที่ชาวทุ่งเรียกกันว่า ขันลงหิน บรรจุข้าวสวยร้อนๆที่ยายเพิ่งหุงเสร็จใหม่ๆเกือบเต็มขัน เดินลงสะพานไปนั่งอยู่ที่แพท่าหน้าบ้านทุกเช้า

พอสักพัก กับข้าวร้อนๆฝีมือยาย 1 อย่างก็จะถูกยกตามลงมาวางเคียงขันข้าว

ข้าวสวยที่ตานำลงไปใส่บาตรนั้น ชาวทุ่งเรียกว่า ข้าวปากหม้อ ซึ่งสวยเป็นตัว มีรสชาติหอมอร่อยกว่าข้าวส่วนอื่นๆ เมื่อหุงข้าวสุกระอุดีแล้ว ยายจะใช้ทัพพีขูดตะล่อมข้าวสวยด้านบนสุดให้ร่วนแล้วตักใส่ขันลงหินของตา

 

หลวงตาเพ็ง เป็นพระวัยเดียวกับตา ทันทีที่ฟ้าสางพอมองเห็นลายมือ ท่านจะเข็นเรือออกบิณฑบาตก่อนพระอื่นทั้งหมด

เรือของท่านคล้ายเรือสำปั้นแต่สั้นและเรียวกว่า จึงนั่งได้เพียงองค์เดียว กระดานพื้นเรือด้านหน้าเจาะเป็นวงกลมสำหรับวางบาตรลงไปได้ถึงช่วงที่บาตรป่องกลางพอดี

ถัดจากบาตรไปจนถึงหัวเรือปูกระดานเรียบเต็ม มีโอสังกะสีเคลือบวางเรียงกันอยู่หลายใบ

หลวงตาเพ็งท่านเป็นคนขยัน พูดจริงทำจริง จึงพายเรือในลักษณะที่ชาวบ้านเรียกว่า จ้ำ คือสาวไม้พายสลับกราบซ้ายขวาไม่หยุดมือ

เรือของท่านที่มีขนาดเล็กจึงแล่นได้เร็วมาก

ท่านพายเรือทวนน้ำผ่านบ้านญาติโยมใกล้วัดเรื่อยมาตามลำดับในแม่น้ำน้อย

หากบ้านไหนลงมานั่งรอใส่บาตรอยู่ปลายสะพานแล้ว ท่านก็วาดหัวเรือชะลอเข้าจอดรับบาตร

บ้านไหนยังไม่ลงมา ท่านก็พายผ่านไป

“ท่านเพ็งมีเจตนาปฏิบัติกิจของสงฆ์ คือการบิณฑบาต พวกเราชาวบ้านก็ควรส่งเสริมท่านด้วยการลงไปนั่งรอใส่บาตรให้ทัน”

มีบางวันที่ยายยังทำกับข้าวไม่เสร็จ ตาก็จะบอกกับหลวงตาเพ็งว่า “เที่ยวล่องนิมนต์ท่านแวะบ้านนี้อีกสักครั้งโยมผู้หญิงเขาจะใส่บาตรเพิ่ม”

เพราะหากไม่นิมนต์ไว้ล่วงหน้า เมื่อหลวงตาเพ็งท่านพายขึ้นไปรับบาตรจนถึงหมู่บ้านคนจีนเหนือบ้านแล้ว ขาล่องท่านจะพายเรือกลับวัดอยู่กลางแม่น้ำไม่แวะรับบาตรซ้ำอีก จนบางครั้งยายต้องร้องตะโกนเสียงแจ๋วก้องแม่น้ำว่า “นิมนต์แวะรับบาตรก่อนเจ้าข้า”

กับข้าวของยายที่ทำใส่บาตรด้วยเสมอนั้นบางทีก็เป็นแกงเข้ากะทิที่ปรุงยากจึงทำเป็นกับข้าวมื้อเย็นเมื่อวานแต่ตักแบ่งเอาไว้ต่างหากยังไม่ใส่ผัก เมื่อเช้าจึงนำมาอุ่นแล้วใส่ผักลงไป จากนั้นก็ตักใส่ถ้วย เพื่อความสะดวกในการถวายพระ ตอนที่ท่านหยิบโอของท่านที่เรียงไว้ที่หัวเรือขึ้นมา… เทกับข้าวในถ้วยลงในโอ… แล้วยกขึ้นประเคน

นอกจากแกงแล้ว บางทียายต้มฟักหรือหัวไช้เท้ากับหมูใส่กุ้งแห้งหรือปลาหมึกแห้ง บางวันก็เป็นแกงเลียง แกงร้อน หรือต้มปลาร้าหน่อไม้ บางครั้งก็ผัดบวบ ผัดแตงกวา ผัดไชโป้หวานกับไข่ บางคราวก็มีขนมพื้นบ้านง่ายๆ หมุนเวียนกันไป

ขนมและกับข้าวเหล่านี้ นอกจากแกงเข้ากะทิแล้ว ยายปรุงใหม่ร้อนๆ ทุกชนิด

 

 

ภาพของตาใส่บาตรอย่างสม่ำเสมอจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต แล้วยายจึงรับช่วงทำหน้าที่แทนนั้นประทับอยู่ในความทรงจำ

ด้วยมีสาเหตุเบื้องหลัง… ตามีความเป็นห่วงหลวงตาเพ็ง…

ทั้งๆที่ตามีอายุมากกว่าไม่กี่ปี แต่ตาก็เคยสอนหนังสือหลวงตาเพ็งในสมัยที่ยังเป็นฆราวาส

ดังนั้นตาจึงเป็นห่วงลูกศิษย์เกรงว่าจะบิณฑบาตได้ไม่พอฉัน

 
 
ขอบคุณแรงบันดาลใจ…ประเพณีตักบาตรที่เมียนมาร์ และ ลาว

ขอขอบคุณเจ้าของเรื่อง… คุณหนานคำ

ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

มวลมหาประชาชนไทย 9.12.13

 

วันนี้เมื่อเวลาประเทศไทย 9:39 น.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตามดูภาพบบางส่วนกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

และก่อนหน้านี้ไม่กี่วันก็มีประมาณนี้…อันเป็นที่ประทับอกประทับใจมวลมหาประชาชนพลโลกมาแล้ว…

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ติดตามภาพมวลมหาทายาทรับมอบพระราชอำนาจจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่7ใส่เกล้าใส่กระหม่อม ต่อได้ที่นี่ค่ะ …

 

http://www.facebook.com/hashtag/thaiuprising

 

 

 

 

 

 

ขอบคุณภาพทุกภาพจากอินเตอร์เน็ต

 

 

httpv://new.livestream.com/fmtv-live/24live

 

 

 

 

ขอขอบคุณทีมงานเอ็มบล็อกทุกท่านมากค่ะ

 

 

 

 

 

 

19 นักรบ

 

 

 

 

 

สรรพนามบุรุษที่1:  วันนั้นนะพี่ หนูไม่รู้เป็นอะไร ยังไง้ยังไงก็ต้องไปที่ราชดำเนิน ทั้งๆที่ตัวเองไม่มีสีไม่สนใจการเมืองไม่ชอบและเกลียดเอามากๆมีแต่เรื่องของผลประโยชน์  …

แต่วันนั้น หนูทำไรไม่ได้เลย ต้องไปที่นั่นที่เดียวพี่ …

แล้วพอไปถึงนะพี่ หนูงี้ ขนแขนสแตนด์อัพเลย เพราะพอหนูมองไปบนเวที หนูเห็นพี่ หนูเห็นนักรบตัวใหญ่มวากกก  ใหญ่กว่าพวกเราอีก ยืนจังก้าในมือกำดาบตระหง่านอยู่บนนั้น กำลังก้มมองลงมาที่ผู้คนที่นั่งฟังกันสลอนอยู่ข้างล่างเวที…

หนูแอบนับได้ทั้งหมด 19 องค์ น่าจะเรียกองค์นะพี่ เป็นนักรบสมัยโบราณของชาติไทยเรา

 

 

 

 

สรรพนามบุรุษที่2:  แล้วพอรู้มั้ยว่าเป็นใครบ้าง

 

สรรพนามบุรุษที่1:  ธ่อพี่ หนูไม่รู้หรอก เห็นแค่นั้นหนูก็สั่นไปทั้งตัวแล้วพี่ หนูรู้แต่เป็นนักรบที่เข้มแข็งองอาจมากๆ แล้วหนูก็พูดว่าหนูเห็นแล้วหนูจะช่วยอะไรด้ายยย…  อีกอย่างคนอื่นๆก็มองไม่เห็นพวกท่านกันสักคน เห็นแต่พวกที่กำลังยืนพูดใส่ไมค์บนเวทีกันเท่านั้นเอง

 

แล้วก็มีเสียงสั่งมาพี่ — “ ช่วยได้สิ ช่วยไป… เท่านั้นก็พอแล้ว”

 

หนูก็เลยจัดถวายตามเสียงสั่งนั้นทันทีเลยพี่ แล้วก็ได้ผล

(อีก13วันชนะ แต่ชนะยังไงหนูไม่รู้– อันนี้ป้องปากกระซิบก่อนแยกกันไป)

 

 

 

 

19 นักรบ  19ยอดวีรบุรุษแห่งสยาม นั้นน่าจะเป็นใครบ้าง เวลาผ่านไปกว่าสัปดาห์ข้าพเจ้าลองไล่เรียงย้อนกลับสู่อดีต…

 

  1. พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
  2. กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท
  3. สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์
  4. เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)
  5. พระพุทธเจ้าหลวง
  6. พระเจ้าตากสิน
  7. พระยาพิชัยดาบหัก
  8. พระเจ้าอู่ทอง
  9. พระบรมราชาธิราชที่1 (ขุนหลวงพะงั่ว)
  10. พระอินทราชาธิราช (เจ้านครอินทร์)
  11. พระบรมไตรโลกนาถ (ทรงรบชนะพระเจ้าติโลกราชแห่งลานนาหลังจากติดพันยืดเยื้อมานาน 24 ปี)
  12. พระรามาธิบดีที่2 (ทรงเขียนตำราพิชัยสงคราม)
  13. พระไชยราชาธิราช (ทรงรบชนะพม่า)
  14. พระมหาธรรมราชา
  15. พระนเรศวรมหาราช
  16. พระเอกาทศรถ
  17. พระราชมนู
  18. พระนารายณ์มหาราช
  19. พระเจ้าเสือ

 

 

 

 

พวกเจ้าเป็นไพร่หลวง ข้าเป็นพระราชวงศ์ แต่เจ้ากับข้าเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือเราเป็นคนไทย เป็นเจ้าของแผ่นดินเหมือนกัน รบวันนี้เราจะแสดงให้ผู้รุกรานเห็นว่าเราหวงแหนแผ่นดินแค่ไหน รบวันนี้เราจะไม่กลับมาค่ายนี้อีกจนกว่าจะขับไล่ศัตรูไปพ้นชายแดน ข้าจะไม่ขอให้พวกเจ้ารบเพื่อใคร นอกจากรบเพื่อแผ่นดินของเจ้าเอง แผ่นดินที่เจ้ามอบให้ลูกหลานของเจ้าได้อยู่อาศัยอย่างเป็นสุขสืบไป [กรมพระราชวังบวรสุรสิงหนาทรับสั่งเมื่อคราวสงครามเก้าทัพ]

 

 

 

 

 

 

“… ธรรมดาพระมหากษัตริย์ท่านก็สืบสันตติวงศ์กันมา
ด้วยจิตใจที่เป็นห่วงกังวลรักบ้านเมือง สิ้นพระชนม์ไปแล้วก็ทรงกลับมาอีก
มาช่วยบ้านเมืองยามทุกข์เข็ญให้รอดพ้น ดวงพระวิญญานทั้งหลายของพระองค์เหล่านี้แหละคือพระสยามเทวาธิราช…” [หลวงปู่โง่น โสรโย http://mblog.manager.co.th/septimus/warlord-the-great/ ]

 

 

 

ล่องอียาวดี

 

สุริยันลาวันลับ แต่จันทร์และดวงดาราน้อยใหญ่ก็ไม่ปล่อยให้พวกเราในเรือลำเดียวกันเงียบเหงาเกินไปกับเสียงกบเขียดอึ่งอ่างและอื่นๆที่เราไม่รู้จัก
เสียงสวบสาบบนท้องทุ่งจากหนุ่มๆพม่าเปลี่ยนเป็นเสียงเฮเมื่อแทงกบ เอ้ย
ปักหลักให้เรือเรายึดไม่ลอยคว้างไปไหนในค่ำคืนนั้นได้สำเร็จ
ท่ามกลางเสียงระงมของบรรดาสรรพชีวิตทั้งในน้ำ บนบก อากาศ และครึ่งบกครึ่งน้ำ…
พวกเราหยุดผจญภัยนั่งล้อมวงหม่ำมื้อเย็นใต้แสงเทียนฝีมือแม่ครัวที่แอบดูกี่ทีก็พ่อครัวมากกว่า อย่างเอร็ดอร่อยราวกับหิวโหยกันมากมายทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรเลยมาทั้งวันนอกจากนั่งนอนยืนเดินกินลมชมธรรมชาติฟังเสียงวิหกนกเค้าคูขันกันสนั่นเจื้อยแจ้วมาตลอดสองฟากฝั่งแม่น้ำอียาวดี
 
 
 
นกเค้าเยอะเจงๆ ไม่รู้นกอะไรต่อนกอะไร
 
“รังนกพวกนี้อยู่ที่ไหนเนาะ” เสียงถามแหวกขึ้นมาท่ามกลางเสียงบรรเลงเซ็งแซ่ของเหล่าวิหค
 
 
 
และไม่ต้องรอให้ใครตอบ กัปตันเหมือนจะได้ยินซะเอง ก็เลยวาดหัวเรือเข้าใกล้ฝั่งให้เห็นกันจะๆ…
 
“วู้ววว ถามโง่ๆ” เสียงเดียวกันเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
 
 
 

 

 

[เรือใหญ่บรรทุกท่อนซุงที่ประมูลได้ไปขายต่อที่ย่างกุ้ง]

 

[บรรดาเรือกำลังร่อนหาทองคำในแม่น้ำ]
อาหารคาวที่ไม่เคยกินที่ไหนมาก่อนถูกกวาดเรียบลงกระเพาะของทุกคนภายในเวลาที่สมควร
ผลไม้ถูกจัดเสิร์ฟตามมาติดๆชนิดไม่มีช่องไฟเว้นวรรค
พวกเราเริ่มคุยเริ่มแลกเปลี่ยนประสพการณ์การเดินทางในที่ต่างๆและตามด้วยเรื่องเล่าส่วนตัวที่ปิดบังไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร…
 
 


[ตรงนี้ถ้าไม่ใช่ลานสาวกอดเมียนมาร์ ก็น่าจะเป็นบริเวณที่กำลังทำพิธีทางศาสนาพุทธ]


[หนูน้อยเมียนมาร์ลุกขึ้นยืนโบกมือทักทายชาวต่างชาติ]
 
 
“คุณแม่คุณหมอท่านเป็นสุภาพสตรียุควิคตอเรี่ยน ท่านกับคุณพ่อพบกันโดยบังเอิญบนเรือที่มุ่งหน้าสู่อินเดีย
สมัยนั้นสุภาพสตรีอังกฤษถ้าอายุเลยยี่สิบห้าแล้วยังไม่มีคู่ โดยมากจะลงเรือไปหาคู่กันที่นั่น
ตอนนั้นเค้าเรียกค่ายทหารที่นั่นว่า เว็ดดิ้งมาร์เก็ต
แต่ก่อนไปก็จะมีนายหน้าเอ้ยแม่สื่อแม่ชักแนะนำให้ติดต่อรู้จักกันซะก่อนทางจดหมาย และญาติผู้ใหญ่ที่เหลืออยู่ของคุณแม่คุณหมอก็ได้ใช้บริการนี้จนพอใจกันทั้งสองฝ่าย จึงตกลงรับหมั้นกับว่าที่สามีซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ทางโน้น
หลังจากหมั้นกันแล้ว คุณแม่คุณหมอก็ออกเดินทางเพื่อไปเข้าพิธีแต่งงาน
แต่ก็นะ…
บุพเพสันนิวาสของท่านเพิ่งออกตัว ช่างชักช้าซะเหลือเกิน
ระหว่างที่คุณแม่กำลังจะลงเรือ ก็พอดีได้รับความช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆจากคุณพ่อซึ่งกำลังจะเดินทางไปรับตำแหน่งใหม่เป็นหมอประจำค่ายทหารที่อินเดียเหมือนกัน
ทั้งคู่ก็เลยได้เริ่มรู้จักกันนับแต่นั้น และได้คบหาเรียนรู้ซึ่งกันและกันไปอย่างไม่ตั้งใจตลอดการเดินทางที่ยาวนานนับเดือนบนเรือลำนั้น
ครั้นถึงอินเดีย คุณแม่ก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว… ยกเลิกการหมั้นหมายและการแต่งงานกับคู่หมั้น ทันที”
 
 

 

[เรือคู่ชีพใช้ตก เอ้ย ร่อนหาทองคำในแม่น้ำ]

 

[เหมือนชนบทที่เมืองไทย]

 

[กิจกรรมยามสายของชาวบ้านเมียนมาร์]

 

[อาบน้ำกันข้างสุสานที่คล้ายกับของชาวโรมันมากๆ]

 

[พาหนะชาวบ้าน สวยดี]

 

 

[สัตว์เลี้ยงของชาวบ้าน เพิ่งเห็นว่าที่นี่เค้าเลี้ยงแกะด้วย]

 

 

 

[กำลังหาทองคำ]

 

[ชาวบ้านสานเสื่อเป็นฝาบ้าน]

 

[ท่อนซุงไม้สักลอยน้ำจำนวนมากลากลงมาจากในป่า กำลังรอให้เรือใหญ่มาประมูลแข่งราคากัน]

 

 

[ก่อนเปิดประเทศ บรรดาเจดีย์น้อยใหญ่ทั่วประเทศล้วนมีสีขาว]

 

[แล้ววันหนึ่งท่านผู้นำก็สั่งให้ทาสีทองให้หมด]

 

[หมู่บ้านปั้นหม้อที่มีความสำคัญเพราะเป็นหมู่บ้านที่กองทัพอังฤษใช้เป็นที่ประกาศชัยชนะเหนือกองทัพพระเจ้าสีป่อ]

 

[เห็นแล้วทำให้คิดว่าพวกเค้าอาจมีความเกี่ยวพันกับกลุ่มช่างปั้นหม้อที่เมืองไทย]

 

 

 
เรื่องจริงไม่อิงนิยายฉบับไหนที่ได้ยินด้วยตัวเองคราวนี้ เราถึงกับฟินนนนซ้า…
ช่างเป็นเรื่องที่ช่วยส่งเสริมเรื่องราวในวรรณกรรมใหม่เล่มหนึ่งที่เราเพิ่งชอบเป็นนักหนา… 
 
 
 
[เครื่องมือหาทองคำของชาวบ้าน]

 

[ถ้าเจ้าของยังไม่เดือดร้อนต้องใช้เงิน เครื่องมือเหล่านี้ก็จะจอดทิ้งไว้เฉยๆ]

 

 
แล้วเราก็ค่อยๆหันหน้าไปมองคุณหมอที่กำลังออกอาการง่วงอย่างชื่นชม 
และก่อนที่ท่านจะขอตัวไปพักผ่อนก่อนใคร ท่านก็กรุณาเล่าเสริมถึงชีวิตในวัยเด็กของท่านกับพี่ชายภายใต้การฟูมฟักของคุณแม่ระหว่างที่คุณพ่อต้องไปรับราชการยามสงครามโลกณ.แดนไกลโพ้นให้ฟัง
ท่านคงคิดถึงคุณพ่อกับคุณแม่ของท่านขึ้นมาในตอนนั้นอย่างจับใจเหมือนกัน
 
 
[อุตสาหกรรมป่าไม้ที่ถูกต้องตามกฏหมายของเมียนมาร์]
 
หลังจากนั้น เราเอง ท่ามกลางความมืดสนิทที่มีเพียงแสงดาวเคล้าแสงจันทร์ สัมผัสสายลมแม่น้ำพัดมาเอื่อยๆเย็นๆ  เสียงระงมแข่งกันร้องบรรเลงขับกล่อมของกบเขียดอึ่งอ่างค้างคาวแหวกเวหา ก็หาได้หลับลงไปง่ายๆไม่ 
 
 
[สงสัยจังว่าคณะศรัทธาจากที่ไหนหนอที่ดั้นด้นมาถึงที่นี่]
 
ด้วยคิดอยากจะอ่านหนังสือก่อนนอน อันเป็นตอนท้ายเล่มของวรรณกรรม “บูรพา”
จำได้ว่าท่านว.วินิจฉัยกุล ได้เล่าถึง ”ชีวิตชาววิคตอเรี่ยน“ อย่างย่อๆแทรกไว้ให้เป็นความรู้ประดับสติปัญญาและใช้ประกอบการอ่านเพื่อความเข้าใจวรรณกรรมสุดยอดเล่มนี้ของท่าน
 
 
 
[แม่น้ำที่อุดมด้วยสายแร่ทองคำ แม่น้ำที่นำส่งความมั่งคั่งแก่เกรทบริทเทนในอดีต แม่น้ำที่เมียนมาร์เป็นเจ้าของแต่ผู้เดียว… Ayeyarwady river]
::
::
::
::
:
เรื่องย่อ ชีวิตชาววิคตอเรี่ยน   http://septimustidbits.blogspot.com.au/2013/10/blog-post_26.html

 

 

 

 
[ยามเช้าราว 6 โมงของตะละแม่ LOL..]

ขอบคุณท่านมาสเตอร์เทพบุตรฯเจ้าค่ะ เพลงเปิ้นก็ม่วนหลายนะคะ ฟังแล้วฮึกเหิม(เอ๊ะ ยังไง) ตะละแม่กุสุมาต้องปลื้มมมมใจมวากเรยค่ะ ฮาฮาฮา…

อ่ะอ่ะอ่ะ ท่านพูดแล้วไม่คืนคำนะคะ สัญญาต้องเป็นสัญญาาาาาา…

ขอบคุณคุณTanetpol มากค่ะ ข้าเจ้ามีกำลังใจโม้ได้อีกเยอะเลยค่ะ ^^

เรามารื่นอภิรมย์ด้วยกันคะคุณนก สุขแบบพอเพียงเป็นอย่างนี้นี่เองนะคะ LOL..

SAM_3656

^^   xxx

ขอบพระคุณคุณพี่…สมาร์ทเลดี้ตัวจริงแห่งสยามไทย…สำหรับ River of Life มากๆๆๆๆค่ะ จุ๊บจุ๊บ..

 

Kasem Patomsakuldee

ชอบ อยากไป
คงต้องรีบนิดนึงคะคุณเกษม ก่อนที่ความงามอันบริสุทธิ์จะถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักรเครื่องยนต์หมดคะ
ขอขอบคุณทีมงานเอ็มบล็อกมากค่ะ

พระแสงดาบคาบค่าย

“ไปทางไหนวะคราวนี้”
ชาวบ้านร้านตลาดถามไถ่กันอึงอลเมื่อพระเจ้านันทบุเรงกรีธาทัพออกจากพระนครหงสาวดีแล้ว
 
“ไปทางแม่สอด เข้ากำแพงเพชรเลย เจ้าอุปราชอยู่ที่นั่นแล้ว”
 
“กรุงศรีอยุธยาคราวนี้แหลกแน่ เจ้าเหนือหัวเสด็จไปเองเลย คนตั้ง2-3แสน ข่าวว่าเป็นทัพกษัตริย์ถึง3ทัพ เจ้าเหนือหัวทัพหนึ่ง เจ้าอุปราชทัพหนึ่ง เจ้าตองอูทัพหนึ่ง เจ้าเชียงใหม่โดนอาญาที่แพ้คราวที่แล้ว ทำโทษให้ส่งลำเลียง…”
 
“เจ้านางเจ้าขา คราวนี้กรุงศรีอยุธยาคงไม่รอดเสียแล้วเจ้าประคุณทูนหัวของแว่นแก้ว” สามพระพี่เลี้ยงและเจ้าฟ้าหญิงเล็กเข้ามาล้อมฟังเรื่องราวต่างก็เป็นทุกข์เป็นร้อน
 
“น้าองค์ดำกับน้าองค์ขาวจะตายไหมคะ” เจ้าฟ้าหญิงเล็กทูลถามพระมารดา
 
“ไม่ เจ้าน้า2องค์เป็นคนดี เทวดารักษา”
 
พระพี่นางหวั่นพระทัยไปตามแรงข่าวนั้นทั้งๆที่อารักษ์ได้ลอบถวายรายงานมาก่อนแล้วว่าคราวนี้พระองค์ดำทรงวางกลวิธีรบใหม่
จะเป็นตำราของซุนวูแห่งประเทศจีนหรือไม่ อารักษ์ก็ไม่แน่ใจ



โดยเดิมนั้นเมื่อทราบข่าวศึกจะมาติดเมืองก็กวาดต้อนผู้คนรอบพระนครเข้ามาอยู่ในเมืองหมด
แต่คราวนี้ทรงส่งกองซุ่มออกไปรวบรวมกำลังกับชาวบ้านตั้งซุ่มอยู่ในที่ต่างๆ เมื่อได้ทีเห็นข้าศึกน้อยหรือเผลอก็เข้าโจมตีตัดกำลังผู้คนทั้งเสบียงอาหารรวมทั้งจับข้าฟศึกมาเอาข่าวทัพใหญ่ได้ด้วย… 



อย่างที่สอง พอเข้าหน้าฝนก็ให้ผู้คนรีบทำนารีบเกี่ยวข้าวเข้ามาเก็บไว้ในพระนคร
มีกองอาสาออกไปช่วยป้องกันข้าศึกเข้ามารบกวน เมื่อมีข่าวทัพใหญ่กำลังจะมาก็รีบเกี่ยวข้าว ส่วนที่เอามาไม่ได้ก็ทำลายเสีย… 



การจัดทัพ
ทัพเรือมีทั้งเรือเร็วและเรือปืนใหญ่สำหรับไล่ยิงข้าศึกไม่ให้เข้ามาใกล้พระนคร  

ส่วนทัพบก โปรดใช้กองแล่นออกไปจู่โจมข้าศึกเวลาได้ที
รบเสร็จแล้วถอยห่าง ไม่ใช้วิธีตั้งค่ายประชิดกันอย่างแต่ก่อนแล้วยังมีกองสอดแนมคอยหาข่าวติดต่อกับพวกกองโจรที่ซุ่มซ่อนอยู่ตามตำบลต่างๆโดยรอบพระนคร
ศึกจะมาทางใด มากน้อยเพียงใด พวกกองโจรจะรู้ก่อนเสมอ…
ส่วนการวางกำลังคนและปืนตามป้อมปราการต่างๆอย่างที่เคยทำมาก็จัดการให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
 
“เป็นห่วงองค์ดำกับองค์ขาวจริงๆ คราวนี้ผู้คนข้าศึกก็ทุ่มไปดังแผ่นดินจะทลาย สององค์จะออกหน้าไล่ฆ่าฟันทีละคนสองคน กี่ปีจึงจะหมด มิหมดแรงไปเสียก่อนหรือพี่จ๋า” พระพี่นางสุพรรณกัลยาณีบ่นกับพระพี่เลี้ยงด้วยยังอดเป็นห่วงพระอนุชาไม่ได้
 
“เราพากันสวดมนต์ถวายพระพรขอเทพาอารักษ์ช่วยให้พ้นภัยดีกว่ามานั่งกอดเข่าเป็นทุกข์ถึงพระองค์ท่าน”
คุณน้อยชาวเมืองเพชรบุรีที่มักถูกข้าศึกยกไปรังแกอยู่เสมอเพราะมีข่าวว่าเพชรบุรีนั้นมั่งคั่ง เวลาถูกข้าศึกก่อกวน ชาวเมืองที่เป็นชายก็ยกพวกกันออกสู้ศึก
พวกผู้หญิงก็คอยส่งเสบียงอาหารแล้วก็สวดมนต์ภาวนาร่วมใจกัน เมืองเพชรบุรีก็รอดพ้นเงื้อมมือข้าศึกได้เสมอ คุณน้อยจึงติดนิสัยชอบสวดมนต์เวลาลำบาก
ขณะเดียวกันที่พระพี่นางสุพรรณกัลยาณีและพระพี่เลี้ยงรวมทั้งเจ้าฟ้าหญิงเล็กนั่งสวดมนต์ภาวนาส่งกระแสจิตอยู่ทางเมืองหงสาวดีนั้น พระอนุชาทั้งสองก็โลดแล่นเล่นงานข้าศึกอย่างแสนสาหัสสากรรจ์
 
เวลานั้นเป็นเดือนยี่ ข้าวยังเกี่ยวไม่เสร็จ จึงโปรดให้สมุหกลาโหมเจ้าพระยากำแพงเพชรซึ่งว่าการทหารฝ่ายเหนือทั้งหมดคุมทัพไปป้องกันให้คนเกี่ยวข้าวให้เสร็จ
ทัพอุปราชยกมาตีกองทัพเจ้าพระยากำแพงเพชรแตกหนีเข้าพระนคร
 
สมเด็จพระนเรศวรเดือดราวกับไฟเผา ตั้งแต่ออกรบมา คำว่า ”แพ้” ยังไม่เคยพบสักครั้งเดียว 
“มันเป็นถึงสมุหพระกลาโหม ว่าการทหารฝ่ายเมืองเหนือทั้งหมด แพ้มาจะเอามันไว้ทำไม”
 
“ใช่แล้วเจ้าพี่ ทหารทั้งหลายก็จะพากันครั่นคร้ามกลัวอ้ายพม่าอีก เราทำการจนทหารมีขวัญมา เหน็ดเหนื่อยหนักหนามาทำให้เสียการ เราไปเองแล้วจึงมาจัดการกับไอ้เจ้าพระยาหน้าขี้ขลาดคนนี้”
 
ปรึกษาแล้วสองพระอนุชาก็เสด็จลงเรือลำเดียวกัน เสด็จเข้าจู่โจมข้าศึกในท้องทุ่ง รบกันจนค่ำ ข้าศึกถอยไปจากค่ายเจ้าพระยากำแพงเพชร
พระองค์ขาวถูกกระสุนปืนฉลองพระองค์ขาดแต่ไม่ต้องพระองค์
 
ได้ค่ายคืนมา เสด็จกลับเข้าพระนคร ให้เอาเจ้าพระยากำแพงเพชรไปประหารชีวิตทันที…
 
พวกที่ครั่นคร้ามการสงครามทั้งหลายก็มิกล้าจะถอยแก่ข้าศึกง่ายๆ จึงยอมสู้ตาย ถ้าไม่สู้กลับมาก็ต้องตาย สู้ตายในสนามรบดีกว่า ลูกเมียอยู่ข้างหลังก็ทรงเลี้ยงดูตลอดมิได้ทอดทิ้ง หากตายด้วยพระอาญาก็พลอยพาให้คนอื่นๆต้องลำบากไปด้วย ทหารสยามไทยจึงเข้มแข็งกว่าสมัยเดิม
 
ต้องขอบใจพม่าที่เอาองค์ท่านไปเป็นเชลยเสียหลายปีจนเติบใหญ่ในหงสาวดี
ได้รับการฝึก ได้เห็นการปกครองด้วยอาญาอันเข้มงวดกวดขัน
ทัพพม่าถึงยกมาแสนไกลก็ยังเอาชนะแก่กรุงศรีอยุธยาที่นั่งกินนอนกินสบายอยู่ในเมือง
แต่ ไม่มีกำลังใจที่จะต่อสู้กับคนที่เขามาไกลเป็นร้อยโยชน์
 
 
 

 

 
วีรกรรมอันได้รับการกล่าวขวัญถึงนานมาแม้นเวลาผ่านไปเป็นร้อยๆปีก็ไม่มีวันลืมคือ
ในการสงครามคราวนี้สมเด็จพระนเรศวรได้เสด็จเข้าไปปล้นค่ายพระเจ้าหงสาวดี
 
พระองค์เสด็จลงจากหลังม้า
คาบพระแสงดาบปีนรั้วระเนียงจะหักเอาค่ายนำหน้าบรรดาทหาร
 
ทรงถูกพม่าแทงตกลงมาแต่ไม่เป็นไร
 
หักค่ายหลวงคราวนั้นไม่สำเร็จ ต้องถอยกลับ แต่วีรกรรมนั้นได้ระบือไปไกลและไม่มีใครลืมลง “พระแสงดาบคาบค่าย” อันศักดิ์สิทธิ์
“ดูดู๋ เจ้าองค์ดำทำองค์อย่างกะพลทหาร อย่างนี้เขาเรียกว่า เอาพิมเสนมาแลกเกลือ เจ้าพ่อจะรู้ไหมนี่ว่าลูกชายทำอย่างนี้”
พระเจ้ากรุงหงสาวดีตรัส


“คงไม่ทราบดอกพระเจ้าค่ะ ถ้าทราบ ใครจะปล่อยให้ลูกทำอย่างนี้ได้”
เสนาบดีผู้ใหญ่พม่าทูล


“ลูกเขาไม่ต้องคอยให้พ่อใช้ แต่ลูกเรา…” เจ้านันทบุเรงตรัสอีก พร้อมกับทรงมองไปรอบๆพลับพลาที่ประทับก็เห็นทหารคนเก่งที่เคยใช้ให้มาตั้งกองทำนาที่กำแพงเพชร เคยกำกับทัพพระเจ้าลูกเธอเมืองเชียงใหม่ จึงตรัสสั่งว่า
“เจ้า ทำไวลักมู คุมทหารเพิ่มเติมไปช่วยรักษาค่ายกองหน้า ถ้าเจ้าองค์ดำมาอีก ถึงจะเสียทหารสักเท่าใดก็จงยอม จับเอาองค์ดำมาให้จงได้”



กองสอดแนมของทำไวลักมูทราบว่าพระองค์ดำจะเสด็จไปปล้นค่ายหลวงอีกเพื่อแก้มือ
ทำไวลักมูก็เจนศึกคนหนึ่งเหมือนกัน จึงจัดกองล่อให้ติดตามมาจนเข้าที่ล้อมสำเร็จ คราวนี้ทำไวลักมูคงจะได้บำเหน็จโขทีเดียวเท่ากับตัดศึกเมืองสยามไทยได้สำเร็จ ทำไวลักมูขับม้าเข้ามาจะจับในขณะที่พระองค์ดำติดอยู่ในที่ล้อมของพม่าแล้ว แต่…
สมเด็จพระนเรศวรทรงแทงทำไวลักมูด้วยพระแสงทวนตายคาหลังม้า

พม่ากันเอาศพออกไปแล้วแต่ยังล้อมไว้ ทหารสยามไทยน้อยตัวแต่ก็สู้
สู้กันกว่าชั่วโมง ล้มตายด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่มีใครถอยให้แก่กัน
หากใครจับได้องค์ดำไปถวายพระเจ้าหงสาวดี ใครคนนั้นคงจะมีความดีความชอบได้กินเมืองสักเมืองหนึ่งเป็นแน่


แต่บุญยังมี เทวดาอารักษ์ปกป้องสยามประเทศ กองทหารราบตามไปทัน จึงแก้เอาออกจากที่ล้อมได้สำเร็จ ได้กลับคืนสู่พระนครศรีอยุธยา พระบิดาและพระชนนี
พระทัยแทบวาย
เจ้ากรุงหงสาวดีเสด็จมาทำศึกนานถึง 5 เดือน ไม่มีหนทางที่จะเอาชนะได้เลยจนถึงเดือน 6 เข้าหน้าฝน กองทัพน้ำจากบนฟ้าและจากเมืองเหนือก็จะพากันกรีธามากันแล้ว ทรงปรึกษาแม่ทัพนายกองทั้งหลาย สรุปก็ยกทัพกลับ แล้งหน้าจะมาใหม่
แต่สมเด็จพระนเรศวรไม่ปล่อยโอกาสทองให้ผ่านไปง่ายๆ ทรงตามตีทั้งทัพบกและทัพเรือ ตีขึ้นไปจนถึงค่ายหลวงที่ป่าโมก
กระทั่งพระสังกะทัตเพื่อนร่วมทำศึกเมืองรุมเมืองคังกับพระองค์เมื่อครั้งกระโน้น ได้คุมทัพตองอูมาเป็นกองหลัง มาตั้งรับเอาไว้ให้กองอื่นๆเดินทัพไปได้สำเร็จ
ทัพหงสาวดีจึงไม่ต้องแตกพ่ายอย่างหมดรูปไม่เป็นขบวน
ตั้งแต่สมเด็จพระนเรศวรทรงประกาศอิสรภาพที่เมืองแครงในปีพ.ศ.2127 จนกระทั่งบัดนี้เป็นเวลา 3 ปีที่พระองค์ไม่เคยว่างจากศึกสงครามกับพม่าเลย
และเมื่อทัพพม่าพ่ายแพ้ไป พระพี่นางสุพรรณกัลยาณีก็จะต้องทรงถูกทรมานทรกรรมจากกษัตริย์ซาดิสต์ในฐานที่เป็นใจให้พระอนุชามาแข็งข้อต่อต้านหงสาวดี


และคราวนี้ก็เช่นกัน เพียงแต่ยังไม่ถึงกับชีวิต
เมื่อชีวิตยังมีอยู่ คนเราก็อยากที่จะหวัง
พระนางทรงหวังว่าจะได้กลับไปอยุธยาอีกครั้ง




============
“หลวงปู่เจ้าคะ
สมเด็จพระนเรศวรกับพระเอกาทศรถนี่ท่านเก่ง จะเป็นพ่อขุนรามคำแหงมาเกิดใหม่ได้ไหมคะ
แม่กูชื่อนางเสือง พี่กูชื่อบานเมือง แต่ตอนนี้พี่คงจะกลับมาเป็นน้อง”
 
“ช่างคิดนี่
ธรรมดาพระมหากษัตริย์ท่านก็สืบสันตติวงศ์กันมา
ด้วยจิตใจที่เป็นห่วงกังวลรักบ้านเมือง สิ้นพระชนม์ไปแล้วก็ทรงกลับมาอีก
มาช่วยบ้านเมืองยามทุกข์เข็ญให้รอดพ้น ดวงพระวิญญานทั้งหลายของพระองค์เหล่านี้แหละคือพระสยามเทวาธิราช…”
 
“เช่นพระมหินทราธิราชหรือคะ”
 
“ใช่
พระมหินทร์ท่านทรงแค้นพระทัยที่แพ้พม่า
เพราะพระองค์ท่านอ่อนแอไม่เอาไหนจนพม่าเอาตัวไปเป็นเชลย ซ้ำยังถูกทรมาน
ประหารเอาทั้งพระญาติพระวงศ์ เหลือแต่เด็กๆอย่างพระองค์ดำพระองค์ขาวและพระพี่นาง 
เมื่อถึงคราวที่บ้านเมืองจะล่มจมอีกครั้ง
ท่านจึงมาเกิดเป็นพระเจ้าตากได้มาแก้แค้นแก้เมืองคืนให้ไทยสำเร็จ”
 
“หลวงปู่ก็ต้องมาช่วยท่าน
เพราะแกล้งท่านไว้มาก ต้องมาให้ท่านใช้เสียให้เข็ดใช่ไหมเจ้าคะ”
 
“ใช่
เวรกรรมนั้นมันมีจริงนะ เจ้าอย่าประมาทเที่ยวว่าคนโน้นคนนี้ จะโดนเขาว่าให้มั่ง”












[จาก undefined หน้า243-252]

Note: อารักษ์คืออดีตชาติของหลวงปู่โง่น โสรโย

 

 
 
ขอบคุณ
คุณกาญจนา นาคนันทน์
ภาพจากอินเตอร์เน็ต

ย้อนรอยกรรม

“หลวงปู่เจ้าคะ ย้อนรอยกรรมนี่หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ”
 
“กรรมที่เราทำไว้ในอดีตมันไม่สูญหายไปไหน มันจะต้องกลับมาสนองเรา
ทำกรรมดีไว้กรรมดีก็จะสนอง ทำกรรมชั่วไว้กรรมชั่วก็จะกลับมา”
 
“ผลที่ได้รับก็เรียกว่ามาตามกรรม ของหลวงปู่นี่ไม่ได้มาตามกรรม
แต่ท่านย้อนนี่เจ้าคะ”
 
“อืมม์ ใช่ว่ะ ปู่ต้องเดินทางย้อนรอยเดิมขึ้นไปแก้กรรมของตัว
ไปช่วยท่าน ช่วยคนอื่นๆที่ตกทุกข์ได้ยากไว้ในอดีตด้วยฝีมือของปู่เอง
ปู่ทำชั่วไว้มาก
ท่านจึงทรมานให้ต้องติดคุกติดตะรางต้องเดินบุกป่าฝ่ารกไปกับเจ้าเก่ง 2 คน
ปู่ถือว่าหมาก็เป็นคนเหมือนปู่”
 
“ปู่เอาท่านมาเมืองไทยด้วยวิธีไหนเจ้าคะ”
 
“ไม่รู้ซี ไม่เห็นต้องแบกต้องหามท่านมานี่นา”
 
หลวงปู่โง่น โสรโย ถูกพม่าขังอยู่สิบกว่าวันน้อมจิตเข้าสู่ฌานจนกระทั่งได้พบดวงพระวิญญานของพระพี่นางสุพรรณกัลยาณี
สนทนากันจนว่ามนต์ด้ายที่พันธนาการไว้หลุด ท่านเป็นอิสระ
 
ไม่ช้าหลวงปู่ก็ถูกปล่อยออกจากที่กักขังไว้ ท่านก็พบว่าบริเวณที่ท่านถูกกักขังนั่นคือหมู่บ้านเชลยไทยสมัยก่อนโน้น
 
และพระศพของพระพี่นางและพระธิดาก็ถูกฝังด้วยอาถรรพ์อยู่ในบริเวณนั้นด้วย
ท่านได้ขุดขึ้นมาพบว่าเขาเอาโอ่งดินเผาครอบไว้ พระธิดานั้นใช้โอ่งเล็กกว่า
ในโอ่งนั้นยังมีพระทนต์ พระนขา และเครื่องประดับองค์ หลวงปู่เก็บมารวามทั้งแผ่นทองที่ใช้รัดพระองค์ไว้
บัดนี้ยังอยู่ที่วัดพระพุทธบาทเขารวก อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร
หลวงปู่นำมาพร้อมเทวรูปพระอิศวรและพระอุมา ซึ่งเป็นทองคำ
เป็นรูปเคารพของพระพี่นางสุพรรรณกัลยาณี
 
หลวงปู่ลูบหัวไม้เท้าที่มีรูปร่างคดงอพิกล ที่หัวฝังพลอยสีต่างๆ
นั่นคือไม้เท้ากันภัยที่ท้าวหิรัณย์พนาสูรถวายท่านก่อนออกเดินทางไปเมืองพม่า
 
“ขากลับท่านนั่งเรือบินกลับใช่ไหมคะ”
 
“ก็อยากเหมือนกันน่ะแหละ เงินเราก็มี ซ้ำยังไม่กลัวเรือบินตก
เพราะเคยตกมาแล้วคนตายทั้งลำ เหลือปู่อยู่ได้ยังไงคนเดียวโด่เด่”
 
“แล้วยังไงเจ้าคะ”
 
“ท่านขอร้องน่ะซีว่า ช่วยขึ้นไปทางแม่น้ำสาละวินเถิด แจกทาน
ทำบุญให้แก่วิญญานของพวกเราที่ไปตกทุกข์ได้ยากล้มตาย
ท่านบอกว่าพระราเมศวร เจ้าน้าของท่านที่ถูกพม่าขอตัวไป ก็ไปสิ้นพระชนม์แถวนั้น
พม่าใช้คนไทยขึ้นไปลาดตระเวนตามลุ่มน้ำสาละวินจนถึงดินแดนไทยใหญ่เงี้ยวโน่น
ตายกันมากด้วยการรบพุ่ง เป็นไข้ตายบ้าง ขอให้ทำบุญแจกทานอุทิศส่วนกุศลให้พวกเขา
อาจจะมีใครติดตามกลับมาเมืองไทยด้วยอีกก็ได้”
 
“หลวงปู่ก็ทำตามฝัน”
 
“ทำซีวะ ข้าบ้าอยู่แล้ว บ้าตั้งแต่ยอมเดินทางมาจากเมืองไทยแล้วนี่นา
ทำไมจะบ้าต่อไปอีกไม่ได้”
 
“เอาเงินที่ไหนซื้อของเล่าเจ้าคะ พม่ารีดไปจนหมดแล้ว”
 
“โง่ทำไม เราก็สั่งทางเมืองไทยส่งไปให้อีกซี
ซื้อของใส่หลังช้างขนไปมากมาย ใส่เรือไปบ้าง แม่น้ำสาละวินน่ะ
เรือขึ้นไปได้ไม่ไกลนัก มันเป็นแก่งหิน ต้องอาศัยเดินริมฝั่งไป พอแจกของหมด
ถึงเมืองใหญ่ๆเราก็ซื้อแจกอีก จนสุดทางถึงเมืองหาง
ทำบุญถวายสมเด็จพระนเรศวรแล้วเดินทางต่อเข้าเมืองไทยตามแนวเขาถนนธงชัย”
 
“เดินทางไปพบถ้ำแห่งหนึ่งเป็นหินเขียว เป็นถ้ำหยก
คุณเก่งลงนอนแถกเหงือกทำท่าจะตายจึงต้องหยุดพัก รักษาคุณเก่งเพื่อนคู่ชีวิตก่อน”
 
“หลวงปู่เจ้าคะ ยังจำได้ไหม จะไปขอขุดเอามาใช้หนี้สักก้อน”
 
“อย่างกนักเลย ที่พบถ้ำนั่นไม่รู้ใครบันดาล
คืนนั้นพระครูโลกอุดรก็มาสอนปู่อีก เรื่องตัวเป็นตัวแฝงนั่นแหละ ท่านห่วงนัก
แล้วท่านก็บอกว่า วิญญานทั้งหลายที่มากับเรานี้ ใครจะมาเกิดเป็นอะไรๆ”
 
“พระพี่นาง ท่านจะเกิดเป็นใครเจ้าคะ”
 
“สังเกตเอาเองสิ บอกไปมันก็ไม่ดี คนอื่นๆก็มาเกิดเป็นทหารคนใหญ่คนโต
ได้ทำงานให้บ้านเมือง”
 
“หลวงปู่เจ้าคะ
แล้วพวกที่เอาบ้านเอาเมืองไปขายต่างชาตินี่คงเป็นพวกพม่ามาเกิดนะเจ้าคะ”
 
“คนในบ้านเมืองประเทศชาติก็มีกรรมร่วมกันมา ยามสุขก็สุขด้วยกัน
ยามทุกข์ก็ทุกข์ด้วยกันตามดวงชะตาของบ้านเมือง”
 
       —-       —
[จากบทสนทนาส่วนหนึ่งระหว่างหลวงปู่โง่น โสรโย กับ คุณกาญจนา นาคนันทน์]
undefined
สำหรับเรื่องราว ย้อนรอยกรรม ตอนพระสุพรรณกัลยา ของหลวงปู่โง่น โสรโย
เนื่องจากทราบว่าเป็นหนังสือต้นฉบับที่หายาก เราจึงเก็บรวบรวมไว้ที่
http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/10/1.html

 
 
 
 
 
กราบนมัสการตัวแฝงหลวงปู่โง่น โสรโย
ขอบคุณ
-แรงบันดาลใจ…คุณกาญจนา นาคนันทน์ เจ้าของเล่มที่นำมาเรียบเรียงใหม่ “พระพี่นางสุพรรณกัลยาณี”
-ภาพ…จากอินเตอร์เน็ต
 
 
 

Roong Normally

เรื่องราวน่าสนใจ….คึดเติงท่านอุ้ยจ้าดนัก…

 

 
 
อรุณสวัสดิ์ค่ะท่านผอ.รุ่ง
ขอบคุณท่านขะหนาดเจ้าค่ะ 😀
เรื่องนี้อ่านไปก็สงสารพระนางไปค่ะ แต่ก็ได้เรียนรู้ธรรมไปด้วย ท่านรุ่งลองหาเวลาอ่านดูนะคะ คุ้มค่ะคุ้ม ข้าเจ้าได้อ่านทั้ง 2 เล่มเลยค่ะ เล่มของคุณกาญจนาจะออกแนวบันเทิงหน่อยๆเพราะเป็นบทละคร แต่ก็มีแทรกบทสนทนากับหลวงปู่ทุกตอน สนุกดีค่ะ

Athenaz Athenaz ·  Top Commenter · London, United Kingdom

ได้เคยไปกราบพระพี่นางสุพรรณกัลยา ที่หลวงปู่โง่น โสรโย และท่านพลโทถนอม วัชรพุทธ แม่ทัพกองทัพภาคที่ ๓ ได้ร่วมมือกันสร้าง พระอนุสาวรีย์ของท่าน ขนาดเท่าองค์จริง ริมฝั่ง แม่น้ำน่านใน “ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ใกล้กับพระบรม ราชานุสาวรีย์ พระอนุชาทั้งสองพระองค์ (อนุสาวรีย์ที่งดงามทั้งสามองค์ประดิษฐานอยู่ในกองทัพภาคที่สาม …. ดีใจที่ได้มีโอกาสสักการะ วีรสตรี ผู้เสียสละยิ่งใหญ่ .. โดยไปนั่งปฏิบัติบูชาริมแม่น้ำน่านหน้าอนุสาวรีย์ที่งดงามถวายค่ะ …เงียบสงบ เคยไปมาหรือยังคะ ที่พิษณุโลก

 

^___*
สาธุ อนุโมทนาบุญคะคุณพี่ คงจะเป็นงานดังภาพนี้รึเปล่าคะ คุณพี่มีบุญจังได้ทำบุญกับหลวงปู่ท่านด้วย   xxxxx   ^^  &  ^^
ว่าแต่ คุณพี่คิดว่า ตอนนี้พระพี่นางสุพรรณกัลยาท่านทรงกลับมาเกิดเป็นใครคะ ข้าเจ้าคิดว่าข้าเจ้าพอเดาออก จากประโยคนี้ค่ะ…
“…และท่านกล่าวว่า ในกาลต่อไปข้างหน้าฉันตั้งปณิธานไว้ว่า (ฉันจะไปอุบัติบังเกิด ช่วยบ้านเมืองในร่างสตรีเพศ เมื่อบ้านเมืองเดือดร้อน แต่จะไปอุบัติในสกุลสุขุมาลย์ชาติในวงศ์สกุลกษัตริย์ไทยและจะไม่เยื่อใยในการมีคู่ครอง) ฉันจะสร้างบารมีทำแต่ความดีให้นั่งอยู่บนหัวใจของคนไทยทั้งประเทศเพื่อแก้ลำที่คนไทยลืมฉัน…”

 

  • Nuno Banhat ·  Top Commenter · สำนักวายุคีรี

    “คนในบ้านเมืองประเทศชาติก็มีกรรมร่วมกันมา ยามสุขก็สุขด้วยกัน
    ยามทุกข์ก็ทุกข์ด้วยกันตามดวงชะตาของบ้านเมือง”…เห็นด้วยปยย.เป็นอย่างยิ่ง และขอบอกว่า น้าคิดเถิงมายเซปมากกว่าพ่อลุงดอกบัวชมพูคนนั่นแน่นอน นินิ นิ..
  • Nuno Banhat ·  Top Commenter · สำนักวายุคีรี

    น้าฝาก ระดมความคิดถึงสู่อ้อมใจของพี่เอที ณ ที่นี่ด้วยนะคะ ส่วนพ่อลุงดอกบัวชมพูคนนั้นไม่ต้องให้ นะ
อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณน้านูลิเกชายหาดเจ้าเก่า ขอบพระคุณคุณน้าฯม้ากกกกเจ้าค่ะ LOL..
^^ คุณพี่เอทีค้า กรุณากลับมารับฝากจากคุณน้าฯด้วยค่า คุณน้าฯท่านคิดถึงหนักเจงๆคะ 55555…..
..
.

Buadhram Sabaengpong · Gradually Progressive Worker at Suanpa Samoonprai Raina pau Fahdin

.
๐ ย้อนรอยกรรม ย้ำรอยกลอน วิงวอนไหว้
ให้ชนไทย ทั้งมวล ควรใคร่คิด
ศึกครั้งนี้ พลีพลัง ตั้งกายจิต
ร่วมพิชิต ชั่วช้า ทุนสามานย์๐ มันโกงกิน สิ้นชาติ อนาจหนัก
อยุธยา เหย้าเรือนรัก หักล้างผลาญ
พลพวกไพร่ ไร้สำนึก ปึกสันดาน
กล้ารอนราน พระราชา เพราะบ้าเงิน๐ ย้อนรอยกรรม จึงย้ำกลอน มาวอนหา
พระสุพรรณกัลยา อย่าห่างเหิน
มาดลใจ ให้ชนชาติ ล้นราชดำเนิน
มากกว่าเกิน เก้าแสนใจ ขับไล่เลว ฯะ
ขอบพระคุณบทกลอนงดงามค่ะท่านมาสเตอร์เทพบุตรบัวธรรม
แบบอย่างความกล้าหาญและความเสียสละด้วยพระสติปัญญาของพระองค์
ส่งผลให้ความเป็นสยามไทยในทุกวันนี้ได้รับการยกย่องเชิดชูปนริษยาจากเพื่อนบ้านมิเสื่อมคลายและยังได้กลายเป็นต้นแบบให้พวกเขาเดินตามอย่างที่พวกเราไม่รู้ตัวค่ะ (แต่จนบัดนี้พม่าก็ยังร้อยมาลัยไม่เป็นนะคะ ฮา..)
..
.

Athenaz Athenaz ·  Top Commenter · London, United Kingdom

หาใช่ไม่ค่ะ พี่ไม่ได้ไปงานและทำบุญร่วมกับหลวงปู่ท่านดังในภาพ … พี่หมายถึงว่าพระอนุสาวรีย์ของพระพี่นาง จัดสร้างโดยท่านและแม่ทัพภาคสามในครั้งนั้น …อนุโมทนาที่ทุกฝ่ายได้เห้นในคุณของท่านที่ทรงสละเพื่อประเทศชาติด้วยความรักชาติยิ่ง … ใครหนอที่ทรงมีปณิธาณทุกวิถึทางอยาสงชาญฉลาดเพื่อประเทศไทยโดยมีเคยเหน็ดเหนื่อย …ขอพระบารมีและบุญญาธิการแห่งบูรพกษัติริย์ไทยทรงเป็นพยานด้วยเทอญ…
..
.
^^
oxoxox
พระองค์ทรงเป็นสมาร์ทเลดี้อย่างแท้จริงคะคุณพี่
พระองค์จำต้องอยู่ทางโน้นด้วยพระสติปัญญายิ่งคะ
คำว่า “แม่ทัพ” สมควรอย่างที่สุดค่ะที่เป็นคำที่สื่อหมายถึงพระองค์แต่เพียงผู้เดียว
..
(…ในขณะที่น้องชายของฉันจากไปนั้น ฉันมีความรู้สึกสังหรณ์ใจว่า จากนี้ไปภายหน้าตลอดชีวิตฉันจะไม่ได้เห็นน้องชายทั้งสองของฉันอีกแล้ว จึงได้ยินแต่สั่งคำเดียวว่า ไปนะแม่ ไปนะแม่ น้องทั้งสองจะจดจำคำว่า แม่ แม่ แม่ ไว้ในห้วงแห่งดวงใจตลอดไป ท่านขา ในคราวนั้นเองฉันรู้สึกว่าดวงตาดวงใจของฉันมันหลุดลอยออกจากร่าง มันทำให้จิตใจเวิ้งว้าง ว้าเหว่ ไม่มีฟ้า ไม่มีดิน ได้ยินแต่เสียงน้องสั่งว่า ไปนะแม่ ไปนะแม่ ถึงเขาจะออกเดินไปแลัวจนสุดสายตาแต่เสียงสั่งลาของน้องก็ยังก้องอยู่ในโสตประสาทของฉันไม่มีวันลืมเลือน ฉันจึงยืนขึ้นเอามือขวาค้ำสะเอว ส่งกระแสจิตให้รุนแรงว่า ไปดีเน้อน้อง ไปดีเน้อน้อง

มันเป็นเคล็ดลับอย่างหนึ่งนะท่านที่พระราชบิดาของฉันสอนเอาไว้ว่า ถ้าจะอวยชัยให้พรใคร เมื่อเขาจากไป ถ้าเป็นผู้หญิงให้ใช้มือซ้าย ถ้าเป็นผู้ชายให้ใช้มือขวา ถ้าเป็นทั้งหญิงทั้งชาย ให้ใช้ทั้งสองมือ ดูแต่คราวที่พวกคณะเราจะจากท่านมา ทั้งสองครั้ง ท่านก็ใช้พระหัตถ์ทั้งสองข้างของท่านค้ำสะเอว เราจึงไปมาอย่างปลอดภัย เมื่อเขากลับไปแล้ว ได้ตั้งตัวเป็นหัวหน้าทัพ แล้วเปลี่ยนคำว่า หัวหน้าใหญ่ ให้เป็นแม่ทัพ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา แล้วประกาศเป็นพระราชอาญาว่า หากมันผู้ใดมันอุตริเปลี่ยนคำเรียกแม่ทัพให้เป็นศัพท์อื่นนามอื่นขอให้บุคคลผู้นั้นมันถึงซึ่งความวิบัติฉิบหายวายวอดเถิด…  http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/10/3.html )
..
.

Athenaz Athenaz ·  Top Commenter · London, United Kingdom
รับฝากสู่อ้้มใจ ทราบแล้วเปลี่ยน … แต่อ้อมใจมีพื้นที่รับฝากมากมายในจักรวาล ก็ขอจงแบ่งปันพื้นที่ให้ทั้งนู และดอกบัวทุกเหล่าสี กับน้องสาวคนงามของพี่ด้วยได้ไหม หนอ เนอาะๆ Nuno Banhat xxx
..
.
ขอบพระคุณคุณพี่เจ้าค่ะ บัวงามเสมอคะคุณพี่
จะว่าไปบัวบ้านเรางามกว่าบัวทางเวียดนามอันมีบัวเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติซะอีกนะคะ  ^^   xxxxxxx
..
.

Arunchot LoveKing ·  Top Commenter · ยานนาเวศวิทยาคม

อีกฉากหนึ่งของประวัติสาสตร์ไทย
..
.
แล้วก็ยังมีอีกฉากคะคุณอรุณโชติ เลิฟคิง
แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าหลวงปู่ท่านไม่ทันจะบันทึกเล่าไว้ ก็จึงมีแต่บันทึกการสนทนาช่วงหนึ่งสั้นๆกับคุณกาญจนาเท่านั้นค่ะ
..
.

Nalin Krairiksh ·  Top Commenter · Thammasat University

ได้หนังสือนี้ มาจากงานสัปดาห์หนังสือ ฯ ปีนี้เอง หนังสือเก่า
คุณนลิน ไกรฤกษ์ โชคดีจังค่ะ  ^^
..
.
ขอบคุณสต๊าฟ Mblog ทุกท่านมากค่ะ

 

The Lord of Death … พระยม

บุรุษลึกลับในเครื่องอาภรณ์สีแดงเพลิง บนเศียรมีมงกุฏหรือชฏาครอบ ร่างกายกำยำล่ำสัน ผิวออกคล้ำมีประกายส่องออกมาโดยรอบเหมือนพระอาทิตย์ ดวงตาเป็นสีแดงเพลิงหากไม่ใช่ดวงตาของมนุษย์ ในมือถือบ่วงบาศก์… พระนางสาวิตรีคิดว่าบุรุษท่านนี้ต้องเป็น เทวราช อย่างมิต้องสงสัย
 
“ดูกร สาวิตรีผู้จงรักภักดีต่อพระสวามีอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ผู้มีคุณสมบัติอันล้ำเลิศในการบำเพ็ญตบะ ด้วยเหตุนี้เราจึงปรากฏตัวมาสนทนากับเธอ จงทราบเถิดว่าเราคือ พระยม
บัดนี้พระสัตยวาน พระสวามีของเธอได้ถึงกาลสิ้นแห่งอายุขัยเรียบร้อยแล้ว…
ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องมารับดวงวิญญานด้วยตัวของเราเอง…”
 
 
 
 
พอพระยมเล่าเสร็จก็ใช้อิทธิฤทธิ์ของพญามัจจุราช ดึงเอาบุรุษที่มีขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือออกมาจากร่างของพระสัตยวาน เสร็จแล้วก็ใช้บ่วงบาศก์ที่อยู่ในมือพระยมรัดเอาไว้ ขณะที่ร่างของพระสัตยวานก็ไร้ซึ่งลมปรานพอดี
นี่ก็คือการนำเอาวิญญานธาตุของมนุษย์ไปสู่ปรโลก
พระยม เทพเจ้าแห่งความตาย บางทีก็เรียก  พญามัจจุราช หรือ พญายมราช หรือ ยมบาล หรือ พระกาฬ หรือในมหากาพย์มหาภารตะเรียก ธรรมเทพ
ส่วนชาวจีนเรียก เงี่ยมล่ออ๋อง หรือ ไต่สือเอี๊ยะ และชาวอาหรับนั้นเรียก อิสราอิล
 
ในเทวตำนานยุคต้นถือว่าพระยมและท้าวจตุโลกบาลแห่งทิศทักษิณนั้นก็คือองค์เดียวกัน
 
 

 

เทพเจ้าแห่งความตายหรือพระยมนี้มีรูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาดุดันเป็นที่น่ากลัวแก่บรรดาผู้พบเห็นยิ่งนัก พระยมทรงเครื่องฉลองพระองค์สีแดง พระหัตถ์ขวาถือไม้เท้ายมทัณฑ์ พระหัตถ์ซ้ายถือบ่วงยมบาศก์ มีมหิงสาเป็นพาหนะ
 
พระยมเป็นบุตรของพระไววัสวัต หรือพระอาทิตย์ กับนางสรัญญู
 
พระยมมีชายาสิบสามนาง ทุกนางเป็นลูกของพระทักษะปชาบดี
พระยมสถิตอยู่ในยมโลกหรือเมืองนรกซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่โตมาก ว่ากันว่าอยู่นอกขอบจักรวาลในทิศทักษิณ หรือบางตำราก็บอกว่าอยู่ใต้แผ่นดินนี่เอง
 
 
 
วิมานของพระยมเป็นเหล็กและทองแดง อันเป็นเขตแห่งการทรมานของสัตว์บาปทั้งมวล
 
พระยมมีอิทธิฤิทธิ์มากทำหน้าที่พิพากษาและปกครองดวงวิญญาณทั้งหลายในนรกภูมิ มนุษย์ที่ตายลงหรือหมดสิ้นอายุขัยบนโลกจะต้องไปพบกับพระยมหรือเทพเจ้าแห่งความตายโดยยมทูตอันเป็นบริวารของพระยม 
เพื่อรับการตัดสินกรรมดีกรรมชั่วที่ได้ก่อเอาไว้ระหว่างการดำรงชีวิตเป็นมนุษย์
 
 
 
 
 
 
ผู้ช่วยของพระยมนอกจาก ยมฑูต กับ นายนิรยบาล แล้วยังมี พระจิตตคุปต์ และพระกาฬไชยศรี (มีรูปเคารพอยู่ที่ศาลหลักเมือง)
 
พระยมเป็นเทพเจ้าที่มีการกล่าวถึงในตำนานของทุกชาติทุกภาษาทุกวัฒนธรรมทั่วโลก จะต่างกันไปก็เพียงการเรียกขานเท่านั้น ส่วนหน้าที่และอำนาจนั้นมีความคล้ายคลึงกัน ตำนานลัทธิข้างจีนฝ่ายมหายานกล่าวไว้ว่า พระยมเป็นพระโพธิสัตว์พระองค์หนึ่ง
 
 
 
 
ว่ากันถึงตำนานที่เกี่ยวกับพระยมก็มีอยู่หลากหลาย ทั้งนี้เพราะพระยมเป็นตำแหน่งเทวราชาผู้ปกครองยมโลกที่มีการหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามมติของเทวสภา หรือบารมีที่สั่งสมมาอย่างเหมาะสมจนทำให้ได้ไปจุติทำหน้าที่เป็นพระยม
ในยุคต้นครั้งที่ยังไม่มีวิญญาณใดที่เหมาะสม ท้าวจตุโลกบาลทิศทักษิณ ซึ่งก็คือ ท้าววิรุฬหก ได้ทรงเป็นเทวกำเนิดที่ต้องรับภาระในตำแหน่งพญายม หรือ พระยม และบริวารของพญายมหรือที่เรียกกันว่า ยมฑูต ครานั้นก็คือกุมภัณฑ์
 
ครั้นต่อมาเมื่อมีมนุษย์มากขึ้น มนุษย์บางคนได้สั่งสมบุญบารมีจนมีความเหมาะสมก็ได้รับมอบหน้าที่เป็นพระยมกันสืบต่อมา อันนำมาซึ่งเรื่องเล่าต่างๆกันไปของพระยมแต่ละองค์ เช่น…
 
 
 

พระยมเดิมทีเป็นกษัติร์ครองนครเวสาลี ในคราวทำศึกฉกาจฉกรรจ์พระองค์ทรงอธิฐษานขอไปเกิดเป็นเจ้านรกและพระองค์ก็ได้เป็นสมความปารถนา โดยมีแม่ทัพสิบแปดคนกับทหารแปดหมื่นคนติดตามไปรับใช้ในนรกภูมินั้นด้วย
หากพระยมองค์นี้ก็มีกรรมอยู่อย่างหนึ่งที่ต้องชดใช้นั่นคือช่วงระยะเวลายี่สิบสี่นาฬิกาจะต้องมีนายนิรยบาลมากรอกน้ำทองแดงลงในปากของพระยมสามครั้ง ครั้นสิ้นกรรมลงเมื่อใดพระยมก็จะได้ไปเกิดใหม่เป็นท้าวสมันตราช
 
 
พญายมราชองค์ปัจจุบัน ในอดีตชาติก่อนที่ท่านจะได้รับสถาปนาเป็นพญายมราชนั้นท่านเป็นมนุษย์ในยุคก่อนพุทธกาล ยุคที่มนุษย์ยังอยู่รวมกันเป็นชุมชนที่ไม่ใหญ่มากนักโดยมีท่านเป็นหัวหน้าชุมชน

ท่านเป็นผู้มีวิชาความรู้
เมื่อเกิดเหตุความไม่สงบขึ้นในชุมชน ท่านจะเป็นผู้นำแก้ไข ปราบปรามและตัดสินพิพากษา
ครั้งหนึ่ง ได้เกิดเหตุการณ์ฆ่ากันตายแต่ไม่มีผู้ใดยอมรับว่าเป็นผู้ลงมือด้วยเกรงกลัวความผิดเพราะโทษนั้นหนักถึงขั้นต้องประหารให้ตายตกไปตามกันด้วยถือว่าชีวิตต้องชดใช้ด้วยชีวิต
ท่านในฐานะผู้ปกครองดูแลเมื่อสอบสวนแล้วไม่มีใครยอมรับผิดก็จึงได้ใช้วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาเสกแป้งฝุ่นแล้วซัดออกไป… ปรากฎมีรอยเท้าของผู้กระทำผิด
ท่านจึงเดินตามรอยเท้านั้นไป แล้วก็พบว่าผู้เป็นเจ้าของรอยเท้านั้นคือพ่อบังเกิดเกล้าของท่านเอง
ท่านมีความเสียใจเป็นที่สุดแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ท่านได้พิจารณาตัดสินคดีนี้ด้วยใจอันเป็นธรรมอย่างที่สุด แล้วตัดสินให้ประหารพ่อของท่านเอง
เสร็จแล้วท่านก็อัปเปหิตนเองระเหเร่ร่อนออกจากชุมชนไปอย่างเดียวดาย
จนกระทั่งท่านได้เสียชีวิตลงแต่เพียงลำพัง
ความเที่ยงธรรมของท่านเป็นที่ยกย่องสรรเสริญ เทพเทวาทั้งหลายจึงแสดงฉันทามติแต่งตั้งให้ท่านดำรงตำแหน่งพญายมราช
 

ในพระไตรปิฏกกล่าวว่าพญายมราชนั้นเมื่อได้ฟังเทศน์จากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็มีดวงตาเห็นธรรมบรรลุพระโสดาบัน
 
ครูบาอาจารย์ที่ถอดจิตได้เช่นหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ได้กล่าวไว้ว่าองค์พญายมราชนั้นปัจจุบันท่านมีภูมิธรรมชั้นพระอนาคามี เป็นภูมิพรหม ดำรงตำแหน่งการพิพากษาตัดสินดวงวิญญาณในแดนยมโลกอย่างยุติธรรม ประกอบด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
 
ดวงวิญญาณแต่ละดวงที่มาถึงยมโลกนั้น พระองค์จะทรงไต่ถามด้วยความเมตตาว่า ระลึกถึงบุญอันใดได้บ้าง

หากดวงวิญญาณนั้นระลึกได้แม้สักอย่างหนึ่ง พระองค์จะอนุโมทนาและให้ไปรับผลบุญนั้นๆเสียก่อน
 
หากดวงวิญญาณใดไม่อาจระลึกถึงคุณงามความดีของตนได้เลย พระองค์ก็ทรงจิตไว้เป็น อุเบกขา ว่าเป็นกรรมของสัตว์โลก แล้วก็จัดส่งให้ไปรับกรรมหรือรับการลงทัณฑ์ตามควรแก่กรรมของสัตว์โลกนั้นๆเอง
 

 

 
 
คาถาบูชาพระยม

(ท่องนะโม 3 จบ)
ปะโตเมตัง ปะระชีวินัง สุขะโตจุติ จิตะเมตะ นิพพานัง สุขะโตจุติ (3 จบ)

 
 
อานิสงค์ของการบูชานับถือพระยมนั้นเชื่อกันว่าภูติผีปีศาจไม่กล้าระราน ผู้นั้นจะมีตบะบารมีที่น่าเกรงขาม ผู้ที่คิดร้ายด้วยทุจริตมิชอบอิจฉาตาร้อนจะแพ้ภัยตัวเอง นอกจากนี้หากหมั่นบูชาพระองค์ท่านเสมอๆ ท่านว่าจะห่างไกลจากความป่วยไข้ มีอายุยืนนาน หากรับราชการหรือทำมาค้าขายด้วยความซื่อตรงก็จะบังเกิดความเจริญมีความสุขในชีวิตยิ่งๆขึ้นไป
 
 
 
ปล. อีกแรงบันดาลใจให้ค้นหาเรื่องราวพระยม…
 
ในมหากาพย์มหาภารตะ มหามติวิทูรก็คือพระยมที่ถูกสาปโดยฤาษีมันทยาให้ต้องมาจุติบนโลกมนุษย์ในแผ่นดินหัสตินาปุระเนื่องจากการตัดสินที่ไม่ถูกใจท่านฤาษีเอง เรื่องราวนั้นก็มีว่า…
 
วันหนึ่งขณะที่ฤาษีมันทยากำลังบำเพ็ญพรตอย่างยิ่งยวดหน้าอาศรมจนกระทั่งไม่สามารถได้ยินสรรพสำเนียงใดๆทั้งสิ้นอยู่นั้น
ก็มีโจรกลุ่มหนึ่งได้บังอาจนำเอาทรัพย์สิ่งของที่ปล้นมาได้พร้อมด้วยตัวมันเองเข้าไปซุกซ่อนอยู่ในอาศรมของฤาษี
ครั้นกลุ่มทหารติดตามมาถึง พบท่านฤาษีนั่งภาวนาอยู่หน้าอาศรม หัวหน้านายทหารก็ได้พยายามสอบถามถึงร่องรอยของเหล่าโจร
หากฤาษีท่านเอาแต่เงียบไร้ท่าทีตอบรับใดๆ ยังผลให้บรรดาทหารใจร้อนอดรนทนไม่ไหวพากันถือวิสาสะเข้าตรวจค้นอาศรมของฤาษีและจับโจรพร้อมของกลางได้โดยละม่อม
 
ระหว่างเดินทางกลับเพื่อไปเข้าเฝ้าถวายรายงานต่อพระราชา หัวหน้าของทหารกลุ่มนั้นก็ฟุ้งซ่านครุ่นคิดไปเองและเออไปเองว่า ฤาษีท่านนี้เห็นทีจะเป็นหัวหน้าโจรเพราะสอบถามสิ่งใดก็ไม่ตอบ
 
ครั้นเมื่อมาอยู่ต่อหน้าพระพักตร์พระราชา หัวหน้านายทหารก็รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมสรุปตามที่ตนเองเชื่อเป็นตุเป็นตะโดยไม่ต้องไต่สวนว่า ฤาษีมันทยานั้นคือหัวหน้าโจรกลุ่มนี้
 
ข้างฝ่ายพระราชาเมื่อรับฟังรายงานเสร็จก็กริ้วและทรงตัดสินลงโทษทันทีโดยไม่สืบสาวราวเรื่อง ว่าให้นำฤาษีมันทยานั้นไปตัดคอเสียบประจาน ซะ
 
ด้วยอำนาจแห่งการบำเพ็ญตบะมานาน ปรากฏว่าหลังจากโดนตัดคอแล้วฤาษีมันทยากลับไม่ตาย บรรดาเพื่อนฤาษีที่อาศัยอยู่ในละแวกต่างก็แปลกใจพากันมาถามถึงสาเหตุ

ฤาษีมันทยาก็ตอบได้แต่เพียงว่า ไม่รู้เหมือนกัน
 
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้กลับกลายเป็นเรื่องราวที่เลื่องลือกันไปทั่วแคว้นในอันที่ฤาษีมันทยาถูกตัดคอเสียบประจานแต่ไม่ตาย
 
จนในที่สุดพระราชาต้องสอบถามหาข้อเท็จจริงอีกครั้ง อันนำมาซึ่งความเศร้าพระทัยเป็นที่สุดที่ทรงตัดสินผิด
 
พระราชารีบเสด็จไปที่อาศรมของฤาษีมันทยาทันทีเพื่อคลี่คลายสถานการณ์และทรงทำพิธีขอให้ฤาษีมันทยายกโทษให้แก่ความผิดพลาดของพระองค์
 
ฝ่ายฤาษีมันทยาที่ถือว่า ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินและพระราชานั้นเป็นผู้คุ้มครองโลก
ก็หาได้โกรธเคืองพระราชาแต่อย่างใดไม่ หากแต่สงสัยว่าทำไมเหตุร้ายนี้จึงเกิดแก่ฤาษีขึ้นมาได้
 
ฤาษีมันทยาจึงเดินทางไปเฝ้าขอคำตอบจากท่านธรรมเทพหรือพระยมที่ดูแลยมโลก
 
“ครั้งหนึ่งท่านเคยทรมานนกและผึ้ง
ท่านไม่รู้หรือว่ากรรมดีกรรมชั่วไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ล้วนแต่ส่งผลไม่ว่าในทางดีหรือทางร้ายในอนาคตทั้งสิ้น”
 
ฤาษีมันทยาจึงถามอีกว่า แล้วตัวท่านฤาษีไปก่อการทรมานนั้นไว้ตั้งแต่เมื่อใดกันเล่า
 
“ก็ตอนที่ท่านยังเป็นเด็กอยู่ยังไงล่ะ”
 
ฤาษีมันทยาที่ปกติเป็นฤาษีใจดีมีเหตุผลเมื่อได้ยินคำตอบถึงกับโกรธพระยมเป็นที่สุด จึงสาปพระยมหรือธรรมเทพว่า
“การตัดสินของท่านนั้นไม่สมเหตุสมผล นำเอาการกระทำของเด็กที่ยังไม่ประสามาตัดสินให้ต้องโดนตัดคอในตอนหลังเยี่ยงนี้
ท่านจงไปจุติยังโลกมนุษย์เสียเถิด”
 
พระยมหรือธรรมเทพในเวลานั้นก็จึงต้องมาเกิดเป็นลูกของทาสีที่เกิดจากพิธีนิโยคของฤาษีวยาสในนามว่า วิทูร
 
และด้วยเหตุที่วิทูรเป็นคนที่มีความรู้มีคุณธรรมอย่างสูงส่ง เป็นคนตัดสินความถูกผิด ความดีงาม ในสังคมในสมัยของราชวงศ์กุรุอย่างเที่ยงตรง จึงได้รับการยกย่องเป็น มหามติ และเป็นนายกรัฐมนตรีของกรุงหัสตินาปุระ แคว้นกุรุ
 
 
 
 
ขอบคุณ
ภาพและเรื่องจากอินเตอร์เน็ต

 

 

 

รักของแอนดรอยด์

 

 

“น้ารอย… น้ารอย” เด็กชายเขย่ามือผู้ชายร่างใหญ่ที่มาด้วยกันอย่างตื่นเต้น
 
“เราอยากจะไปห้องไหนก่อนล่ะ” ชายหนุ่มหน้าตาคมสันก้มลงถามเด็กชายพร้อมกับยิ้มละไม “ห้องประวัติศาสตร์ ห้องมานุษยวิทยา ห้องรัตนโกสินทร์ ห้องหมู่ดาว ห้องวิวัฒนาการของผู้ปกครองมนุษย์… ก้อนดินอยากไปห้องไหนก่อนดี”
 
“ไปห้องไดโนเสาร์ก่อนดีกว่าน้ารอย” เด็กชายก้อนดินตอบเสียงดัง —
 
“ว้า น้านึกว่าเราอยากดูอะไรที่ทันสมัยเสียอีก จะไปดูทำไมนะกับห้องโบราณอย่างนั้น เคยดูของจริงมาตั้งหลายหนแล้ว” น้าชายของเขาเกาศรีษะงุนงง
 
“แหมน้า” เด็กชายส่งเสียงอุทธรณ์ “ไม่เหมือนกันสักหน่อย ของที่สร้างใหม่ในสวนสัตว์กับของจริงในสมัยก่อนจะไปเหมือนกันได้อย่างไร โครงกระดูกพวกนั้นครั้งหนึ่งเคยมีชีวิตจริงๆนะน้ารอย”
 
“มันก็มาจากเซลล์เดียวกันนั่นแหละ ไอ้ไดโนเสาร์ในสวนสัตว์ก็โคลนนิ่งมาจากเซลล์ที่เก็บมาจากโครงกระดูกทั้งนั้น” น้าชายหัวเราะขัน —
 
เด็กชายก้อนดินปล่อยตัวให้เลื่อนไปตามทางเลื่อนด้วยความสนุกสนาน เขาจ้องมองภาพและเรื่องราวที่จัดแสดงอยู่บนบอร์ด 3 มิติและตู้กระจกด้วยความสนใจ
ทางเลื่อนจะหยุดเป็นระยะเมื่อเด็กชายยกมือขึ้นแตะกระจก ต่อเมื่อเด็กชายชมเรื่องราวต่างๆในตู้จัดแสดงจนเป็นที่พอใจและยกมือออกจากกระจกแล้วนั่นแหละทางเดินจึงจะเคลื่อนตัวต่อไปข้างหน้า
ห้องไดโนเสาร์น่าสนใจจริงๆอย่างที่ขนนกแดงบอก
เด็กชายชอบเรื่องราวของไดโนเสาร์และวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ในขณะที่เพื่อนมนุษย์คนอื่นๆของเขาเห็นว่าเรื่องเหล่านี้โบราณคร่ำครึ วิชาประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการเป็นวิชาที่แทบจะไม่มีใครในโรงเรียนเลือกเรียน เด็กส่วนใหญ่ในโรงเรียนของเขามักจะเลือกเรียนในวิชาที่รู้ว่าเรียนไปแล้วจะทำให้มีอนาคตที่ดีเช่น
เรียนรู้เรื่องราวกลไกและเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆรวมไปถึงการซ่อมแซมอะไหล่แอนดรอยด์
วิชาเหล่านั้นเรียนไปไม่มีวันตกงานแน่นอน มันเป็นวิชายอดนิยมที่มนุษย์อยากให้ลูกเรียนเพราะจะได้ไปรับใช้แอนดรอยด์ได้อย่างถูกใจ—
ทางเดินยังคงเลื่อนไปเรื่อยๆเพราะก้อนดินไม่ได้แตะกระจกของตู้จัดแสดงอีก เขามองภาพของไดโนเสาร์ต่างๆ ค่อยๆเลื่อนผ่านไป
แม้เคยเห็นสัตว์เหล่านั้นในสวนสัตว์ หากเด็กชายไม่เคยชื่นชม เขาว่าสัตว์ที่มีกำเนิดมาจากการโคลนนิ่ง ยังไงก็ไม่มีวันเหมือนของจริงไปได้ ดีเอ็นเอที่พวกนักวิทยาศาสตร์โคลนนิ่งมาจากฟอสซิลนั้น ให้อย่างไรก็ไม่มีความสมบูรณ์เหมือนดีเอ็นเอต้นฉบับ
ไตรเซอราทอพส์ โคลนนิ่งในสวนสัตว์จึงมีเพียง 1 นอและ 1 เขา แทนที่จะมี 1 นอกับอีก 2 ขา เหมือนอย่างบรรพบุรุษของพวกมัน—
ทางเลื่อนผ่านมาจนถึงห้องแสดงกำเนิดของไดโนเสาร์และตู้นิทรรศการใหญ่ตรงหน้าดึงความสนใจจากเด็กชายมากกว่าตู้อื่นใด ด้วยมีไข่ไดโนเสาร์สีเงินยวงขนาดใหญ่ที่จัดแสดงเอาไว้อยู่ตรงกลางตู้ แลเห็นเด่นเป็นสง่า ป้ายดิจิทัลที่มีตัวหนังสือเหนือกระจกบอกข้อมูลเพียงว่า เป็นไข่ไดโนเสาร์ที่ค้นพบกลางกรุงเทพมหานครเมื่อหลายปีก่อนโดยบังเอิญ ตอนที่เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่และเปลือกโลกดันเอาไข่ฟองยักษ์ให้โผล่ขึ้นมา—
 
 
และขณะที่เด็กชายกำลังยืนมองโน่นมองนี่ด้วยความสนใจอยู่นั่นเอง เขาก็รู้สึกเหมือนกับว่าไข่ยักษ์สีเงินยวงฟองนั้นกำลังสั่นไหว…แรกทีเดียวเด็กชายคิดว่าตัวเองตาฝาด ก้อนดินจึงหันมาจ้องไข่ไดโนเสาร์ใบนั้นอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็พบว่า— มันขยับได้จริงๆ… ก้อนดินอ้าปากค้าง—
 
ไข่ยักษ์สูงราว 2 เมตร เปลือกสีเงินยวง กำลังสั่นสะเทือนมากขึ้นทุกขณะ ก่อนจะกลิ้งตกลงมาจากแท่นซึ่งตั้งอยู่— ไข่ใบนั้นกลิ้งหลุนๆลงมาจากแท่นวาง กระแทกเข้ากับกระจกหนาของตู้นิทรรศการ ก่อนจะเกิดเสียงดังแครก…และไข่ใบนั้นก็แตกออกเป็น 2 เสี่ยงพร้อมกับละไอขาวขุ่นฟุ้งกระจายออกมาจากใจกลางของไข่นั้น!
“กุหลาบ”
เสียงเรียกด้วยความตื่นตระหนกของชายหนุ่มร่างสูงสง่าที่เปิดประตูผลัวะเข้ามา ทำให้รอยและหญิงสาวที่นั่งอยู่บนเตียงต้องรีบผละออกจากกัน
 
“ไทตรอน”
โรสิตายกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกใจ ไม่นึกว่าคนที่โผล่พรวดเข้ามาในห้องคนไข้จะเป็น 1 ใน 3 แอนดรอยด์พี่น้อง
 
“รอน”
ไทตรอนชะงักไปเช่นกัน โดยปกติแล้วแอนดรอยด์ทั้งหมดไม่เคยสนใจจดจำชื่อเสียงเรียงนามของมนุษย์เพราะเปรียบไปแล้วมนุษย์ก็คือเศษเถ้าธุลีที่ไม่มีความสำคัญ
แต่ในกรณีของรอยเป็นข้อยกเว้น
มนุษย์ผู้ชายคนนี้กับครอบครัวของเขาเคยก่อความเดือดร้อนให้กับสังคมแอนดรอยด์มาแล้วในอดีต ทั้งยังมีแนวโน้มว่าจะก่อซ้ำขึ้นอีกในอนาคต
ดังนั้นชื่อของเขาจึงเป็นชื่อที่แอนดรอยด์ทั้งหลายรู้จักกันดีโดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่โฮโมซาเปี้ยนเพศหญิงหนีออกไปจากพิพิธภัณฑ์และรอดเงื้อมมือหุ่นยนต์ล่าสังหารไปได้ รอยและครอบครัวของเขาก็เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อีกครั้ง
 
“ไทตรอน”
รอยร้องคราง เขาตกใจจนหน้าซีดเหมือนกับโรสิตา ด้วยไม่คิดว่าแอนดรอยด์ผู้นำสูงสุดมีอำนาจระดับสองรองจากจักรพรรดิหุ่นยนต์จะโผล่มาที่โรงพยาบาลด้วยตนเองในเวลาวิกาลเช่นนี้
 
“กุหลาบ…เร็วเข้า เราต้องรีบไปกันเดี๋ยวนี้แล้ว”
ไทตรอนเก็บความสงสัยและคำถามทั้งหมดไว้ก่อน ด้วยเวลานี้มีเรื่องสำคัญยิ่งกว่า เขาไม่รอคำตอบจากหญิงสาวที่มีสีหน้างุนงง ไม่สนใจว่ามนุษย์ชื่อรอยจะมีปฏิกิริยาอย่างไร เพราะทันทีที่พูดจบไทตรอนก็ตรงเข้ามาดึงแขนให้โรสิตาลุกขึ้นทันที
 
“ไม่ค่ะ ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้น…”
โรสิตารีบปฏิเสธ เธอพยายามผลักไสเขาให้ปล่อยมือ เป็นอีกครั้งที่เธอได้สัมผัสกับไทตรอนอย่างใกล้ชิด ถ้ารอยไม่ย้ำว่านี่คือแอนดรอยด์ไม่ใช่มนุษย์ โรสิตาจะไม่มีวันแยกได้เลย เพราะผิวหนังและสัมผัสของไทตรอนไม่ต่างอันใดกับชายหนุ่มที่มีเลือดเนื้อและชีวิต
กำไลโลหะ แหล่งพลังงานของแอนดรอยด์บนข้อมือของไทตรอนสะท้อนแสงนวลจากเพดานเป็นประกาย
 
“ปล่อยฉันนะ…แค่ก แค่ก…” หล่อนยังอ่อนเพลียและรู้สึกมึนศรีษะ
 
“ไม่ได้ เราต้องไปกันเดี๋ยวนี้” ไทตรอนย้ำเสียงเข้มพร้อมกับพยายามลากตัวโรสิตาลงจากเตียงคนไข้ให้ได้
 
“เดี๋ยวก่อน” รอยตรงเข้ามากระชากแขนของไทตรอนด้วยความตกใจ พวกมันคงจะรู้เรื่องหมดแล้ว “จะพาเธอไปไหน”
 
“ไม่ใช่เรื่องของเจ้า” นัยน์ตาของไทตรอนที่มองมายังรอยเต็มไปด้วยความรังเกียจ
 
“กุหลาบคือน้องสาวของเรา เพราะฉะนั้นท่านจะพาเธอไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น” รอยอ้าง
 
“เลิกโกหกได้แล้วรอย” คราวนี้ไทตรอนยอมปล่อยมือจากโรสิตา “ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่น้องสาวของท่าน ไม่ใช่น้องสาวของเมฆา ไม่มีความเกี่ยวดองอะไรกับพวกท่านด้วยซ้ำ”
ไทตรอนเป็นผู้ควบคุมระบบทะเบียนมนุษย์เขาได้ระดมหุ่นยนต์ทั้งแผนกให้มาช่วยกันตรวจสอบข้อมูลครอบครัวของรอยและเมฆาโดยละเอียด
 
“ไม่เคยมีมนุษย์ชื่อกุหลาบอยู่ในนิคม ไม่มีมนุษย์ชื่อกุหลาบในต่างจังหวัด ผู้หญิงคนนี้เป็นคนอื่นแต่มาสวมใช้ชื่อกุหลาบและใช้บัตรประจำตัวปลอม”
ไทตรอนย้ำช้าๆชัดๆ
 
 
รอยขยับเข้าใกล้หญิงสาว ท่าทางเขาเตรียมพร้อมป้องกันเธออย่างเต็มที่ หากไทตรอนกล้ายืนยันด้วยตัวเองเช่นนี้ นั่นหมายถึงแอนดรอยด์ผู้ควบคุมบัญชีมนุษย์ย่อมรู้หมดทุกอย่างแล้ว และเมื่อไทตรอนรู้ ก็หมายความว่าพี่ของเขาอีก 2 คนและจักรพรรดิแอนดรอยด์ย่อมต้องรู้เรื่องนี้เช่นกัน
 
“เราจะไม่ถามท่านล่ะนะว่าท่านทำให้ชื่อกุหลาบไปปรากฏในโปรแกรมรายชื่อมนุษย์ได้อย่างไร เรื่องนั้นเราจะมาสะสางกันภายหลัง แต่ตอนนี้กุหลาบต้องไปกับเราก่อน ขืนปล่อยกุหลาบไว้ที่นี่ เธอไม่รอดแน่”
 
“หมายความว่ายังไง” ประโยคของไทตรอนทำให้รอยถึงกับชะงักไป
 
“หมายความว่าผลตรวจเลือดของกุหลาบออกมาแล้ว” ไทตรอนว่า ดวงหน้าที่เคยเรียบเฉยปราศจากอารมณ์และความรู้สึก มีแววกังวลฉายขึ้นมาวูบหนึ่งให้โรสิตาสังเกตเห็นได้ นอกจากรอยกังวลในหน่วยตาที่เปล่งประกายได้ดุจดวงดาวแล้ว หญิงสาวยังเห็นเขาขมวดคิ้วมุ่นเหมือนมนุษย์อีกด้วย
ถึงจะหน้านิ่วคิ้วขมวด ไทตรอนก็ยังหล่ออยู่ดี ในปีพ.ศ. 2554 ที่โรสิตาจากมา หน้าตาท่าทางและบุคลิกแบบไทตรอนนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “หล่อขั้นเทพ”
 
แอนตรอน เตตรอน และไทตรอน 3พี่น้องแอนดรอยด์ถูกออกแบบให้มีคุณสมบัติที่ดีที่สุดในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหน้าตา รูปร่างที่ได้สัดส่วน กล้ามเนื้อส่วนอก เอวคอดกิ่ว หน้าท้องแบนราบ งดงามสมเป็นแอนดรอยด์เพศชาย รวมไปถึงสติปัญญาอันเฉลียวฉลาดและสมองกลที่ประมวลผลได้อย่างรวดเร็วว่องไว
 
“ดีเอ็นเอในเลือดบ่งบอกว่าเธอคนนี้คือ โฮโมซาเปี้ยน ไม่ใช่โฮโมฮิวมาเนี่ยน เหมือนอย่างพวกท่าน” ดวงตาของไทตรอนที่มองมายังรอยเต็มไปด้วยความรังเกียจ
 
“ตอนนี้จักรพรรดิได้รับรายงานจากเตตรอนและแอนตรอนเรียบร้อยแล้ว” ประโยคเรียบง่ายของไทตรอนทำให้เลือดในกายของรอยเย็นเฉียบขึ้นในทันใด
แต่โรสิตากลับไม่มีที่ท่าตกใจเท่าเขาอาจจะเพราะเธอไม่เคยรับรู้ถึงความโหดร้ายของพวกหุ่นยนต์ที่มีต่อพวกมนุษย์
 
“จักรพรรดิมีบัญชาให้แอนตรอนและเตตรอนพาลูกน้องมานำตัวผู้หญิงคนนี้ไป…เอ้อ…” ไทตรอนหันมาทางโรสิตา ประโยคถัดมาแผ่วเบาอยู่ในลำคอของเขา   “ทำลาย”
 
“ได้ยังไงกัน” รอยท้วง “ปกติการจะประหารมนุษย์สักคนต้องผ่านมติสภาแอนดรอยด์ก่อนนี่นา”
 
 
“โดยหลักการควรเป็นเช่นนั้น” ไทตรอนหน้าเครียด
“แต่กรณีของกุหลาบถือเป็นภัยอันตรายอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงของอริยะนคร ดังนั้นจักรพรรดิแอนดรอยด์จึงใช้สิทธิ์พิเศษในการสั่งสังหารทันที”
 
“ท่านเลยมาที่นี่เพื่อนำตัวกุหลาบไปทำลายด้วยตัวเองอย่างนั้นหรือ” รอยยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับไทตรอนอย่างไร
 
 
“แต่เรามาที่นี่เพื่อช่วย…กุหลาบ”
 
“อะไรนะ” รอยร้องเสียงหลง ไทตรอนต้องประสาทกลับไปแล้ว แอนดรอยด์ทุกตัวถูกตั้งโปรแกรมให้ทำตามคำสั่งของจักรพรรดิ แอนดรอยด์ทุกตัวต่างมีหน้าที่
และหน้าที่ที่สำคัญที่สุดก็คือรับคำสั่งจากผู้ที่อยู่ในระดับเหนือขึ้นไป   จะมีก็แต่พวกมนุษย์เท่านั้นที่สามารถทำอะไรได้ตามชอบใจ แม้จะถูกสั่งก็ยังกล้าพอจะขัดคำสั่ง แล้วนี่เกิดอะไรขึ้นกับไทตรอน โปรแกรมของเขาลัดวงจรหรืออย่างไร แอนดรอยด์น้องสุดท้องจึงมาที่นี่เพื่อช่วย โร สิ ตา
 
 
“แต่พวกเขาก็จะจับตัวเราได้ในที่สุด” รอยยังเป็นกังวล
 
“แล้วจะนั่งอยู่เฉยๆรอให้ถูกจับตัวหรือยังไง” ไทตรอนเสียงเข้มขึ้นด้วยหงุดหงิดในความช่างคิดของพวกมนุษย์ สมองกลของเขาประมวลผลออกมาแล้วว่า หากหนีตอนนี้มีโอกาสรอดสูงถึง 80.75แต่ถ้ามัวแต่ชักช้ารอให้แอนตรอนและเตตรอนกับกองทัพหุ่นล่าสังหารเดินทางมาถึงล่ะก็ โอกาสหนีรอดจะมีไม่ถึง 1.25%
 
 
โชคดีที่เวลานี้เป็นยามวิกาล ภายในเมืองของแอนดรอยด์จึงมีแต่ความเงียบสงัดราวกับเป็นเมืองร้าง—
“เราจะไปไหนกันคะ รอย” โรสิตากระซิบถาม
 
“ผมก็ไม่รู้ แต่ท่าทางเขาอยากช่วยคุณจริงๆนะ” รอยส่ายหน้าอย่างจนปัญญา เดาไม่ออกว่าไทตรอนจะพาหนีไปที่ไหน
 
“ทำแบบนี้เขาก็เท่ากับเป็นกบฏสิคะ ถ้าถูกจับได้คงแย่แน่ๆ”
 
“ผมก็แปลกใจเหมือนกัน”
 
หากยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ ไทตรอนก็พาพวกเขามาหยุดอยู่ที่หน้าอาคารสูงเสียดฟ้าแห่งหนึ่ง—
“บ้านของเราเอง พักอยู่ที่นี่น่าจะปลอดภัยกว่าหนีไปที่อื่น แอนตรอนและเตตรอนไม่กล้าบุกเข้ามาค้นแน่… อย่างน้อยก็ระยะหนึ่ง” น้ำเสียงของไทตรอนราบเรียบไม่แสดงความรู้สึกใดๆ หากดวงตาของเขากลับตรงกันข้าม
 
โรสิตารีบผละออกจากอ้อมอกของรอยอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นแววตาเจ็บปวดของไทตรอนที่มองจ้องมา
 
 
ก่อนไทตรอนจะออกไป เขากำชับให้รอยและโรสิตาซ่อนตัวอยู่ในบ้านอย่าออกไปนอกบริเวณจนกว่าเขาจะกลับมา
รอยสังเกตเห็นสายตาของไทตรอนที่มองโรสิตานั้นเต็มไปด้วยความห่วงใย แอนดรอยด์ไม่ควรมีความรู้สึกใดๆ…นี่เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทุกอย่างถึงได้กลับตาลปัตรไปถึงเพียงนี้
 
…ไทตรอนกำลังหลงรักโรสิตาอย่างนั้นหรือ…
 
จะเป็นไปได้อย่างไร แอนดรอยด์ผู้สูงส่งจะเกิดมีความรักกับมนุษย์ผู้ต่ำต้อยด้อยค่าไร้ศักดิ์ศรียิ่งกว่าธุลีดิน
 
 
“ลองติดต่อเพื่อนมิครอยด์ของคุณให้ช่วยแปลงโฉมเราอีกครั้งได้ไหมคะ พวกแอนดรอยด์จะได้จำเราไม่ได้” โรสิตาพยายามนึกหาหนทางเอาตัวรอด
 
“เสี่ยงเกินไป เราไม่ควรใช้วิธีนี้บ่อย ยิ่งตอนนี้พวกแอนดรอยด์จับได้วาคุณคือโฮโมซาเปี้ยน…แอนตรอนและเตตรอนจะต้องตามล่ามิครอยด์มนุษย์แมลงเพื่อนของผมที่แปลงโฉมให้คุณกลายเป็นโฮโมฮิวมาเนี่ยนได้อย่างแนบเนียนแทบพลิกแผ่นดิน”
 
“เป็นเพราะฉันคนเดียว ทุกคนเลยพลอยเดือดร้อนไปด้วย”
 
“ไม่ใช่เพราะคุณหรอก…โรสิตา” รอยเดินมานั่งข้างๆหญิงสาว…
“เป็นเรื่องขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับแอนดรอยด์ที่มีมานานหลายร้อยปีต่างหาก คุณเป็นเพียงคนกระตุ้นให้ระเบิดเวลาลูกนี้ปะทุเร็วขึ้นเท่านั้นเอง” น้ำเสียงของรอยเต็มไปด้วยความคับแค้น
เขาล้วงกระเป๋าเอากระดาษแผ่นเล็กที่ฉีกมาจากสมุดบันทึกของเมฆา ส่งให้โรสิตาดู
 
“มนุษย์รอเวลาที่จะปลดแอกตัวเองจากแอนดรอยด์มานานแล้ว นับแต่พวกมันครอบครองโลก กดให้มนุษย์กลายเป็นทาส พวกเราทุกรุ่นล้วนมีความพยายามจะลุกขึ้นมาต่อต้านหุ่นยนต์ หากไม่เคยมีผู้ใดทำได้สำเร็จ”
 
“คุณให้ฉันดูอะไรคะ”
 
“เป็นบันทึกจากการทดลองของเมฆา พี่เขยของผม เขาพยายามจะขยายพันธุ์ไวรัส และผสมไวรัสเข้าไปกับโลหะซึ่งเป็นสารให้พลังงานแก่พวกแอนดรอยด์
เพื่อให้พวกมันในโลกนี้ป่วยเหมือนกับเวลาที่พวกมนุษย์ติดหวัดยังไงยังงั้น — เมฆากับผม เรากำลังวางแผนที่ไม่เคยมีมนุษย์คนใดเคยคิดมาก่อน” น้ำเสียงของรอยฟังดูลึกลับ
 
“แต่ไวรัสเป็นอนุภาคที่มีชีวิตต ส่วนโลหะเป็นสารที่ไม่มีชีวิต คุณจะผสมของสองอย่างเข้าด้วยกันได้อย่างไร” วิชาวิทยาศาสตร์ที่เธอเคยเรียนมาสอนไว้อย่างนั้น
 
“ในปีพ.ศ. 2554 ของคุณทำอย่างนั้นไม่ได้ แต่ในยุคของผม สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรง” 
“เพราะเหตุนี้แอนดรอยด์ถึงเอาตัวพี่เมฆาไปทำลาย และจ้องจับตามองพฤติกรรมของคุณมาโดยตลอด”
 
“น่าเสียดายที่การทดลองครั้งที่แล้วผิดพลาด รหัสไวรัสที่พวกผมถอดออกมาได้ไม่สามารถผสมกลมกลืนกับโลหะในลำธารได้เป็นหนึ่งเดียว เมื่อนำมาทดลองกับอาสาสมัครก็เลยเกิดเรื่องวุ่น การทดลองล้มเหลวมีอาสาสมัครล้มป่วยและตายไปเป็นจำนวนมาก แอนดรอยด์ก็เลยจับได้—”
 
“ฉันจะช่วยคุณ” โรสิตาบอกทั้งที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะสามารถช่วยอะไรเขาได้
 
“คุณได้ช่วยไปแล้วล่ะ” รอยยิ้มยินดี
 
“ยังไงคะ—“
 
“สูตรโครงสร้างที่เมฆาเขียนมีจุดผิดพลาดหลายแห่ง อย่างเช่นตรงนี้… แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าจะแก้ไขจุดบกพร่องเหล่านั้นอย่างไร ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณที่คุณมาปรากฏตัวพร้อมกับทามะ… ในกระพรวนที่ห้อยคอทามะ ใครบางคนซ่อนสูตรโครงสร้างไวรัส Anti Android-4 ที่สมบูรณ์เอาไว้”
 
“ดอกเตอร์วิจันทร์ ต้องเป็นเขาแน่ๆ” โรสิตาทำตาโต
 
“คนที่คุณเล่าว่าเป็นเจ้าของเครื่องแช่แข็งคุณมาใช่ไหม”
 
“แต่เขาทำเช่นนั้นไปทำไม เหมือนเขาจะรู้อนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นล่ะ” โรสิตาครางเสียงแผ่วในลำคอ
 
“นั่นสิครับ เขารู้อนาคตล่วงหน้าได้อย่างไร” รอยยังขบคิดปริศนาไม่ออก เหมือนกับมีอะไรบางอย่างที่ยังขาดหายไป
 
“ฮ้าด เช้ย…” โรสิตาจาม มีน้ำมูกใสๆไหลยืดออกมาจนเธอต้องยกชายเสื้อขึ้นซับ “ไม่ไหวเลย แบบนี้ต้องเรียกว่าหวัด 2,200 ปีนะคะ เพราะฉันเป็นมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2554 จนถึงปีนี้ พ.ศ. 4754 สองพันกว่าปีแล้วยังไม่หาย ไวรัสพวกนี้หัวดื้อจริงๆ”
 
“เดี๋ยวก่อน โรสิตา… คุณเป็นหวัด… หวัดปีพ.ศ.2554” รอยลุกพรวดขึ้นมาจับบ่าเธอด้วยมือสั่นระริก ท่าทางเขาดีใจมาก
 
“ค่ะ ฉันเป็นหวัด คงติดมาจากอีตาดอกเตอร์วิจันทร์นั่นล่ะค่ะ วันที่เขามาหาฉันจนเกิดเรื่องขึ้นนั้นเขากำลังเป็นหวัดอยู่พอดี” โรสิตามองเขาด้วยสายตางุนงง “มีอะไรหรือเปล่าคะ รอย”
 
“พระเจ้าช่วย ผมคิดว่า ดอกเตอร์วิจันทร์จะต้องรู้อะไรมากกว่าที่ผมและคุณรู้ เขาถึงทำให้คุณติดเชื้อหวัด จากนั้นก็แช่แข็งคุณ พร้อมกับตั้งเวลาให้มาฟื้นที่ปีพ.ศ. 4754 พร้อมกับทามะนี่ยังไงล่ะ”
 
“ไทตรอน” เสียงของเตตรอนที่ดังขึ้นทำให้ไทตรอนต้องละสายตาจากดวงดาวบนฟ้าแล้วหันกลับมามองพี่ชายคนรอง
 
“นั่นกำลังมองอะไรอยู่”ดวงหน้าคร้ามคมของเตตรอนยุ่งเหยิง เขาไม่เข้าใจว่าน้องชายคนเล็กมองหาอะไร
 
“มองดาว” เขาตอบพี่ชายด้วยน้ำเสียงกังวล กระแสไฟฟ้าในร่างเขามันสะดุดๆติดขัดอย่างไรไม่รู้ จะว่าลัดวงจรก็ไม่ใช่แต่มันไหลเวียนไม่เป็นปกติเหมือนเก่า ด้วยเหตุนี้เขาจึงเดินเลี่ยงออกมาหยุดอยู่ที่ริมระเบียง แหงนหน้ามองท้องฟ้า ดวงดาวในค่ำคืนนี้แตกต่างจากดวงดาวในคืนที่ผ่านๆมาโดยสิ้นเชิง
ก่อนหน้าที่จะรู้จักกับผู้หญิงที่รอยตั้งชื่อให้เธอใหม่ว่า “กุหลาบ”
ไทตรอนไม่เคยรู้สึกว่าดวงดาวบนท้องฟ้าสวยงามได้ถึงขนาดนี้ แต่ไหนแต่ไรมาสำหรับเขา ดวงดาวก็คือเทหวัตถุบนฟากฟ้าซึ่งสามารถเคลื่อนที่ไปรอบๆจักรวาล มีขนาดแตกต่างกันไป ใหญ่บ้างเล็กบ้าง บางดวงเพิ่งเกิดได้ไม่กี่พันปี บางดวงเสื่อมสภาพและถูกหลุมดำดูดกลืนหายไป
จนกระทั่งได้พบกับกุหลาบ
เขาเพิ่งจะรู้สึกว่าประกายสุกสกาวของดวงดาวบนท้องฟ้ายามราตรีนั้นเปล่งแสงสว่างได้ไม่ต่างอันใดกับดวงตาคู่งามของโฮโมซาเปี้ยนสาวคนนั้น…
 
ตลอดเวลาที่เตตรอนและไทตรอนสนทนากันนั้น แอนตรอนพี่ชายคนโตไม่เอ่ยอะไรออกมาแม้แต่น้อย เขาเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของน้องชายคนเล็กด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ พร้อมกัน สมองกลของแอนดรอยด์พี่ใหญ่ก็ประมวลผลอะไรบางอย่างออกมาอย่างรวดเร็ว
Intimacy Rate – 35.325
Worrying Rate – 48.963
Jealous Rate – 1.007
Love Ratio – 100
Anger Ratio – 0
อัตราความรักของไทตรอนในขณะนี้พุ่งขึ้นสูงสุดเทียบเท่ากับมนุษย์ผู้ชายซึ่งตกอยู่ในห้วงแห่งความรัก… ไม่น่าเชื่อว่าการทดลองของเขาได้ผลเกินคาด
 
 
เตตรอนละสายตาจากน้องชายของเขามายังพี่ใหญ่ พักหลังนี้ไทตรอนมีพฤติกรรมแปลกๆที่เข้าใจยาก อาจจะถึงเวลาที่จะต้องส่งน้องชายเข้าไปรับการตรวจเช็ควงจรการทำงานเสียแล้วกระมัง อาจมีสายไฟหรือชิพบางตัวเสื่อมก็เป็นได้ ไทตรอนจึงมีท่าทางเหม่อลอยราวกับมนุษย์เช่นนี้
 
 
มนุษย์…เตตรอนขยับริมฝีปากด้วยความหยามหยัน…จะอย่างไรก็คือมนุษย์…วันนี้รัก พรุ่งนี้เกลียด
ความรู้สึกของพวกมนุษย์แปรเปลี่ยนกลับกลายได้ง่ายดายยิ่งกว่าสายลม
แม้จะถูกแอนดรอยด์กำจัดไปจนเกือบสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ หากมนุษย์ก็ยังไม่รู้สึกสำนึก พวกเขายังมีความรัก โลภ โกรธ หลง อิจฉาริษยา รักใคร่เทิดทูน อย่างที่พี่ชายใหญ่ของเขาพยายามจะให้แอนดรอยด์มีความรู้สึกแบบนั้นบ้าง
 
ที่ใบไม้ยอมทรยศหักหลังพวกเดียวกันเองก็เพราะเธออยากเข้าโครงการเปลี่ยนมนุษย์เป็นแอนดรอยด์ การทดลองใหญ่อีกหนึ่งโปรเจคของแอนตรอน เมื่อการทดลองนี้ถูกประกาศออกไป มีมนุษย์จำนวนมากยอมละทิ้งอุดมการณ์และศักดิ์ศรี เพียงเพราะพวกเขาอยากเป็นหุ่นยนต์
 
เตตรอนเคยถามใบไม้ว่าเหตุใดเธอจึงอยากเป็นแอนดรอยด์ คำตอบที่ได้รับทำให้เขาถึงกับงุนงงไปชั่วขณะ
เพราะหญิงสาวคนนี้บอกว่า…เธอไม่อยากเจ็บไข้และไม่อยากตาย
 
 
อา…ในที่สุด การทดลองของเขา ที่ต้องการให้แอนดรอยด์มีอารมณ์และความรู้สึกของมนุษย์ก็ประสบความสำเร็จ ขั้นตอนขั้นต่อไปก็คือ เขาจะต้องนำเอาชิพที่ฝังอารมณ์และความรู้สึกลงไปในร่างกายของไทตรอนและเตตรอนออก
ก่อนที่น้องชายทั้งสองของเขาจะลุ่มหลงอยู่ในวังวนของอารมณ์รักและอารมณ์โกรธแบบมนุษย์จนกู่ไม่กลับ  เพียงเท่านี้ก็พอแล้วที่จะพิสูจน์ทฤษฏีของเขา
เอาชิพออกมา ไทตรอนและเตตรอนจะได้กลับมาเป็นแอนดรอยด์ที่ไร้ความรู้สึกไร้อารมณ์ดังเดิม
 
แต่… แอนตรอนก็มีเรื่องด่วนกว่าให้ต้องทำ อันนำมาซึ่งความผิดพลาดอย่างมหันต์ในเวลาต่อมา
 
ความผิดพลาดที่ว่านั้นเป็นอย่างไร เข้มข้นยอกย้อนซ้อนซับสนุกสนานน่าทึ่งน่าระทึกใจแค่ไหน
 ติดตามอ่านได้จาก “กัลปาวสาน” สุดยอดจินตนิยายวิทยาศาสตร์ของคนไทย 319 หน้า(ไม่จบไม่วาง)ของ คุณหมอพงศกร ค่ะ
ขอขอบคุณ
เจ้าของบทประพันธ์…นายแพทย์พงศกร จินดาวัฒนะ-
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต-

เมนูสิ้นคิด

 

มื้อเช้าที่มหาวิทยาลัยก่อนเข้าเรียน เรามักสั่ง…กะเพราหมูสับไข่ดาวราดข้าว
มื้อเที่ยงก่อนรีบกลับเข้าสำนักงานเพื่อปั่นงานต่อ…กะเพราไก่สับไข่ดาวราดข้าว หรือไม่ก็กะเพราหมูสับไข่ดาวราดข้าว
มื้อเย็นเวลาประชุมฯสรุปแผนไม่ลง น้องหน้าห้องท่านประธานฯมักเคาะประตูพร้อมขออนุญาตยกเบนโตะมาเสิร์ฟ ประกอบด้วย…ข้าวเย็น ผัดกะเพราหมูสับเย็น กับน้ำซุปเย็นๆ
อันพวกเราชาวไทยกินผัดกะเพราคู่กับข้าวสวยร้อนๆกันเป็นกิจวัตรมาแต่ไหนแต่ไรเป็นอัตโนมัติ จนถึงกับตั้งชื่อเมนูนี้กันเสียใหม่เชิงประชดชีวิตว่า เมนูสิ้นคิด …
ซึ่งเชื่อว่าใครต่อใครก็ทราบกิตติศัพท์อาหารจานด่วนนี้กันดี
 
 
undefined 
[ฝีมือกุ๊กฮานอย ชิมคำแรกต้องวางช้อนรีบบอกเค้าว่าของจริงไม่ใส่น้ำเชื่อม]
ส่วนวิธีทำก็ง่ายๆ ไม่ซับซ้อนอะไร หลับตาทำก็ยังได้…
 
·         –เจียวกระเทียมสดที่สับพอแหลกในน้ำมันพืชร้อนจัด…วินาทีที่ใส่กระเทียมลงไปจะเกิดเสียงพร้อมกลิ่นหอมมมมอันชวนให้น้ำลายสอ
·         –ก่อนกระเทียมจะไหม้ก็ใส่หมูสับหรือไก่สับลงไป(ถ้าไม่สับ ความอร่อยจะลดลง) ส่วนไฟในเตาอย่าให้ลดลงเชียว
·         –ก่อนเนื้อจะสุกก็ใส่เครื่องปรุงแหวกควันฉุยลงไปอันได้แก่ น้ำปลา ซีอิ้วหวานเล็กน้อย(ใส่มากจะหวาน ไม่อร่อย) พริกขี้หนูสับ และตัวชูโรงคือสมุนไพรใบกระเพราสดๆ(ใส่มากฉุนมาก เป็นอโรม่าที่ช่วยเรียกน้ำย่อยได้ดี)
·         –คลุกส่วนผสมในกะทะให้เข้ากัน แล้วเติมน้ำเปล่าเพียงเล็กน้อยพอให้มีน้ำขลุกขลิกทั้งนี้เพื่อให้เนื้อนุ่ม(แต่ส่วนตัวจะไม่ใส่เพราะชอบกินเนื้อเข้มแข็งหน่อยๆ)
·         –พอเนื้อสุกก็เป็นอันเรียบร้อยพร้อมหม่ำกับข้าวสวยหอมมะลิ(รุ่นชาวโลกแย่งกันบริโภค)ร้อนๆ
·         –ส่วนไข่ดาว คงไม่ต้องบรรยายว่าทำอย่างไร เพียงแต่ถ้าจะให้ความเผ็ดของจานนี้ฟินสุดๆ ก็ไม่ควรทอดไข่ดาวจนสุก
·
 -และถ้าชอบรสเผ็ดจัดๆ น้ำพริกน้ำปลาถ้วยเล็กๆก็ช่วยเติมความฟินให้ได้อีก
 undefined
[ฝีมือกุ๊กบะกัน หน้าตาคล้ายๆ ส่วนรสชาติออกทะเลเอ้ยออกปากแม่น้ำอียาวดี]
แล้วเขาก็เล่ากันว่า…
กระเพราไก่ไข่ดาวราดข้าว ให้พลังงานตั้ง 5–600 กิโลแคลอรี่ มีคุณค่าทางโภชนาการ…
 
-ข้าว คาร์โบไฮเดตให้พลังงานให้ความอบอุ่น
-เนื้อและไข่ ให้โปรตีนและเกลือแร่ ช่วยในการเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย
-ใบกะเพรา แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม มีแคลเซียม มีเบต้าแคโรทีนและวิตามินซีทำหน้าที่ร่วมกันเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง
-กระเทียม มีสารออร์แกโนซัลเฟอร์ต่อต้านการเจริญเติบโตของแบคทีเรียบางชนิดที่ก่อมะเร็งได้
-พริก มีวิตามินซี เบต้าแคโรทีน ความเผ็ดจากสารแคปไซซินในพริกมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและช่วยขัดขวางสารมะเร็งไม่ให้ทำร้ายเซลล์ นอกจากนี้ยังช่วยขจัดความเครียด

 

 
แถมอีกนิด…
ความนิยมของเมนูสิ้นคิดเมนูนี้ได้ระบาดไปทั่วโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
โดยที่บางแห่งต้องทนใช้ใบโหระพาแทนใบกะเพรา ช่างเป็นเรื่องที่น่าขมขื่นซะนี่กระไร
ขอบคุณภาพเสริมจากอินเตอร์เน็ต
..
.

..

Em Setbubpha

หิว
septimus ~
คุณEm เข้าครัวยังคะ 6โมงกว่าแล้วตอนนี้ เมนูนี้เลยเป็นไงคะคุณEm  …
;p
.
.
  • Piko Nopparat

    กินไม่รู้เบื่อ
    septimus ~
    ไม่เคยเบื่อเลยจริงๆค่ะคุณ Piko ^^
    .
    .
  • รักษ์ โลก

    50 แล้วจ้า นายกปูจ๋า
    septimus ~
    ถ้ารายได้คนไทยทุกคนพุ่งพรวดได้ในอัตราเร่งเดียวกันจะดีใช่น้อยนะคะคุณรักษ์โลก LOL…
    .
    .
      • Benja Watcharapaha · ว.พ.

        อร่อยดีค่ะเมนูนี้ กระหน่ำกระเพราใส่ให้มากๆหอมฟุ้ง…น้ำลายปริ่ม คริคริคุณเซ็ปว่ามั๊ย ?
        septimus ~
        ฮ้าดดดดเช้ย!
        ข้าเจ้าแย่เรยคุณนก เช็ดก็ไม่ทัน   LOL..
        .
        .
        • Athenaz Athenaz ·  Top Commenter · London, United Kingdom

          miss the blogger this one … septimus ka
          septimus ~
          ข้าเจ้าอยู่นี่แล้วค่าคุณพี่  ^^  xxxx
          .
          .
      • Phenphicha Juttuwate · รามคำแหง

        ก็เป็นอีก1คนที่ชอบกระเพราไก่ไข่ดาวเพราะความเผ็ดร้อนของมัน
        septimus ~
        ^_^
        เมนูนี้น่าจะเป็นเมนูประจำชาติไทยได้แล้วเนาะคะคุณเพ็ญพิชา ส่วนภาพนี้เป็นกะเพราเป็ดค่ะ คุณเพ็ญพิชาเคยลองยังคะ
        • .
          .
        • Bung-orn Nuanjun · มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ( วท.ม.วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม)

          อร่อยที่สุด เมนูนี้
        septimus ~
        ช่ายค่ะคุณบังอร รสชาติจับใจ กินอิ่มแล้วก็ยังคิดถึงอยู่ก็มีนะคะบางที    ^^
        .
        .
      • กำไร สิงห์เถื่อน · รองผู้อำนวยการโรงเรียน at โรงเรียนชุมชนบ้านหัวหวาย ·

        กินทุกวัน
        septimus ~
        5555  ถ้าข้าเจ้าอยู่เมืองไทยก็คงจะเหมือนท่านรองฯกำไรค่ะ
        .
        .
        • วัด พิมสอน · ผอ.โรงเรียนบ้านหนองเต็งรัง at สพป.นครสวรรค์ เขต 3

          อร่อยทั้งนั้น
          septimus ~
          ค่ะท่านผอ. อร่อยจนญี่ปุ่นใกล้จะยึดเอาไปเป็นอาหารประจำชาติเค้าแล้วค่ะ lol…
          .
          .
        • กำไร สิงห์เถื่อน · รองผู้อำนวยการโรงเรียน at โรงเรียนชุมชนบ้านหัวหวาย
          ช่ายค่ะ ถ้ากะเพราสูญพันธ์จะกินผัดอะไรได้เนี่ย

          septimus ~
          โห ท่านรองฯกำไรคะ กะเพราท่านคงไม่โหดร้ายแบบนั้นกับพวกเราตาดำๆหรอกนะคะ  ^^
          .
          ..
          .
          ขอขอบคุณสต๊าฟเอ็มบล็อกทุกท่านค่ะ  ^^

Dam! … nobody wants it!

 

undefined

[ขอบคุณทีวีไทยพับบลิคช่อง7สี]

 

 

 

 

 ที่มา https://www.facebook.com/photo.php?fbid=439634269487579&set=a.270601686390839.61458.270599246391083&type=1&theater

 

 

undefined

ร่วมชื่นชมและให้กำลังใจคุณศศิน เฉลิมลาภ นักสู้ผู้เดินเท้าไม่เอาเขื่อน

https://www.facebook.com/sasin.chalermlarp.9

 

 

 

 

 ย้อนอดีต ที่ เคยค้านสร้างเขื่อนแม่วงก์

                                                                                 http://www.thairath.co.th/content/pol/371635

 

 

 

 

เจาะข่าวตื้น เฉพาะเขื่อนแม่วงศ์

hahahahaha……good moring ka khun P’ xxxxx  ^^

 “ถ้ามึงจะทำร้ายผืนป่า ทำร้ายธรรมชาติ ทำร้ายบ้านเกิดเมืองนอนอยู่อย่างนี้ สัตว์นรกจะมารอรับมึงแน่ แต่มึงคงไม่ตกใจ เพราะมึงเห็นในกระจกอยู่ทุกวัน คิดทำสิ่งสร้างสรรค์บ้างได้มั้ย” Cr ฉัตรชัย mr_plengpanich ( อินสตาแกรม )

.

..

.

ขออนุญาติเรียนขอบคุณท่านฉัตรชัยด้วยคนคะคุณพี่ LOL….

ส่วนรายการค.คน ข้าเจ้าขอยกลิงค์มาทางนี้นะค้า 5555…..

..

.

.

นอกจากนี้ยังมีอีกเทปที่น่าฟังเช่นกันค่ะ

เริ่มที่นาทีที่ 23.14 คะ

ลองฟังดูสักนิดนะคะว่า Health ใน EHIA มีผลถึงสุขภาพพวกเราชาวไทยอย่างไรค่ะ

 

.

..

.

 “ความเห็นต่อโครงการระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนฯ วงเงิน350,000 ล้านบาท

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556 ณ ห้องประชุมอาคาร วสท.

ตามที่ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ได้ทักท้วงในการดําเนินการโครงการ
บริหารจัดการทรัพยากรน้ํา 350,000 ล้านบาทมาเป็นลําดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการดําเนินงานที่ผิดหลัก
ขั้นตอนที่ถูกต้องตามมาตรฐาน และตามหลักวิชาการวิศวกรรม ซึ่งจะทําใหการบริหารจัดการโครงการฯ ดังกล่าวมิ
อาจคาดหวงความสำเร็จ และมิอาจเห็นผลสัมฤทธของงานได้นั้น อย่างไรก็ตามผู้บริหารจัดการโครงการฯ ก็ยัง
เดินหน้าดําเนินการจนถึงขั้นประกาศผลการคัดเลือกผู้รับจ้างเพื่อดําเนินงานในแต่ละโมดูลและเตรียมลงนามในสัญญา
กับผู้รับจ้างแล้วนั้น ทั้งนี้ด้วยความเป็นห่วงต่อการดําเนินการโครงการฯ ในขั้นตอนต่อ ๆ ไป และเพื่อให้ผู้บริหาร
จัดการโครงการฯ ได้ตระหนักถึงประเด็นสําคัญที่ไม่อาจละเลย และเป็นประเด็นทักท้วงที่ควรรับฟังจากผู้มี
ประสบการณ์ทั้งในด้านวิชาการและวิชาชีพ วสท. จึงขอแถลงข่าวสรุปประเด็นความเห็นที่สําคัญไว้ดังนี้

—–

 

(สนใจติดตามอ่านต่อได้ที่นี่ค่ะ   http://www.eit.or.th/q_download/17062013_press/Press-3.5.pdf    )

 

 

.

..

.

ระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้ รัฐบาลเตรียมเดินสายพบประชาชน ในพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบจากเมกะโปรเจคท์บริหารจัดการน้ำ หรือที่คุ้นหูกันดีในชื่อ “โครงการเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท” รวม 36 จังหวัด ตามที่ศาลปกครองที่คำสั่งไปเมื่อไม่นานนี้ —

กระบวนการทำประชาพิจารณ์ จะเริ่มตั้งแต่วันจันทร์ที่ 7 ต.ค. 2556 ณ ร.ร.จักรคำคณาทร จ.ลำพูน และไปสิ้นสุดในวันศุกร์ที่ 29 พ.ย. 2556 ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง กทม. รวมทั้งสิ้น 36 จังหวัด คาดว่าจะมีประชาชนมาร่วมเฉลี่ยเวทีละ 800-2,000 คน รวมทั้งสิ้น 40,000 คน

(ข่าวจาก http://www.naewna.com/scoop/70272)

 

 

….

….

….

 

 

 

 

โครงการ 3.5 แสนล้านแท้งโดยพื้นฐาน !??  (by คำนูณ สิทธิสมาน, October 30 at 5:14pm )

Blessing in disguise !??

เมื่อบ่ายวันอังคารที่ 29 ตุลาคม คณะกรรมาธิการการเงินการคลังการธนาคารและสถาบันการเงิน วุฒิสภา เชิญผู้แทนธนาคาร 4 แห่งที่ทำสัญญาเงินกู้กับกระทรวงการคลังในโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2556 มาชี้แจงเรื่องความบริบูรณ์ของสัญญาเงินกู้ที่ยังไม่มีการส่งมอบทรัพย์สิน (เงิน) ให้ในวันทำสัญญา

ทุกธนาคาร (ยกเว้นธนาคารออมสิน) ตอบหนักแน่นตรงกันว่าสัญญายังไม่มีผลบริบูรณ์ เพราะยังไม่มีการเบิกเงินกู้

ทั้งนี้ย่อมเป็นไปตามหลักการพื้นฐานแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมวด 2 ‘ยืมใช้สิ้นเปลือง’ มาตรา 650 วรรคสองที่ว่า…

“สัญญานี้ย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืม”

เมื่อถามต่อไปว่าแล้วเมื่อกระทรวงการคลังจะมาเบิกเงินกู้ตามสัญญา (ที่ไม่บริบูรณ์) ภายหลังจากวันที่ 30 มิถุนายน 2556 ที่หมดอำนาจกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาทตามมาตรา 3 วรรคสองแห่งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 ที่ว่า

“การกู้เงินตามวรรคหนึ่ง ให้มีมูลค่ารวมกันไม่เกินสามแสนห้าหมื่นล้านบาท และให้กระทำได้ภายในกำหนดเวลาไม่เกินวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2556”

จะยอมให้กระทรวงการคลังเบิกเงินกู้หรือไม่ ?

ทุกธนาคารตอบตรงกันว่ายังตอบไม่ได้ ต้องเข้าบอร์ดใหญ่ และตรวจสอบข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากไม่มีข้อยืนยันได้โดยปราศจากข้อสงสัย จะยังไม่ให้เบิก เพราะธนาคารจะต้องรับผิดชอบต่อผู้ฝากเงินและผู้ถือหุ้นเป็นอันดับแรก

และยินดีที่จะให้กระทรวงการคลังฟ้องเป็นคดีแพ่ง จะได้เกิดความชัดเจนทางข้อกฎหมายต่อไป

นี่ยังไม่ได้พูดถึงประเด็นคำสั่งศาลปกครองเลยนะ พูดเฉพาะประเด็นการ(จะ)เบิกเงินกู้ตามสัญญา(ที่ไม่บริบูรณ์)ในขณะที่กระทรวงการคลังหมดอำนาจการกู้เงินตามกฎหมายไปนานแล้วเท่านั้น

พูดภาษาชาวบ้านง่าย ๆ ว่าโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทแท้งไปเรียบร้อยแล้วโดยพื้นฐาน

เพราะทำไปก็ไม่แน่ว่าจะเบิกเงินกู้มาจ่ายได้หรือไม่ !

 

 

[ อ่านต่อที่ https://www.facebook.com/kamnoon/posts/609321792445112 ]

 

 

ท่าเรือทวาย

เมื่อมีโอกาสได้พูดคุยกับชาวเมียนมาร์ เราถามคำเดียว:
โปรเจคยักษ์โปรเจคนี้จะเกิดผลกระทบต่อเมืองไทยบ้านฉันอย่างไร


 

 

 

 

 


 

 

ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

 

 คำตอบ:

 

 

 

 

-ธุรกิจการค้าที่เกิดขึ้นอย่างคับคั่งในท่าเรือต่างๆในเอเชียจะถูกย้ายมาคับคั่งที่ท่าเรือทวายแทนเพราะเป็นจุดศูนย์กลางทางการเดินเรือมากกว่า ไปมาสะดวกกว่า
-แรงงานพม่าในไทยทั้งหมดจะถูกดูดกลับโดยอัตโนมัติ
(ค่าแรงวันละ300บาทที่เกิดขึ้นก็เพื่อสกัดการไหลกลับนี้- เค้ารู้ด้วยนะว่าทางเมืองไทยเกิดอะไรขึ้นบ้าง)
-ศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาคจะย้ายมาเฟื่องฟูที่เมียนมาร์แทน
(จึงไม่ต้องแปลกใจที่เห็นพวกเกิดมาก็มีกินไม่หมดวิ่งกันเท้าพลิก- อันนี้เค้าก็รู้อีก)
….
..
undefined
::::
::
undefined
[หมาก 3 คำ 100 จ๊าค วันหนึ่งๆชาวพม่าจะเคี้ยวหมากประมาณ 20 กว่าคำ]
.
:
น่าสนใจมากๆค่ะคุณ Zuzu No
::::
::
 
[มังคุดลูกละ 200 จ๊าค]
.
:

 

Why not? if you could na ka khun Hongsaraj Rodreung.

 

 

 

::::
::
[สันกำแพงเมืองพม่า]
.
:
ชวนให้คิดนิดนึงนะคะคุณ Boonji Ji
ว่า เพื่อนที่แสนดีของทางนั้นไม่ว่าจะเป็น ชาวญี่ปุ่น  ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ตลอดจนชาวเกาหลีใต้
 พวกเค้าให้ความสำคัญกับเงื่อนไขนี้มากน้อยแค่ไหนตอนตัดสินใจทุ่มการลงทุนก้อนมหึมาที่นั่นค่ะ
::::
::
 undefined
.
:

 

 

Oudom Hongkham,   I reject your comment.

 

 

 

::::
::
.
:
ขอบคุณคุณ Hirun Tanodom สำหรับข้อชี้แนะอันทรงคุณค่าทั้งหมดค่ะ
หวังว่าคนไทยเจ้าของภาษีจะได้รับรายงานให้ชื่นนนนนนนนนใจในเร็ววันนี้นะคะ
::::
::
undefined
::::
::

Pmusic Midcomp · Employer at Self Employed (Business)
*-* น่าสงสาร ยังจะเลวได้อีก น่าสงสัยว่าจะวางไพ่ใบสุดท้าย.หรือเปล่าตามที่คาดเดาไว้ฤาจะเป็นตามคำทำนายดวงเมือง +คนสูงอ่อนแอ.+คนรุ่นเด็กจะนำพาแก้ไขบ้านเมืองกันเอง ตามนี้นั้นฉะไหนฤาเป็นจริงดังจะปรากฏอันใกล้นี้…แต่หวงอย่างจะมีกองกำลังรับจ้างเป็นไพ่ใบสุดท้าย คงไม่อยากคาดเดาว่า ใครกันจะจ้าง*-*.
undefined
[ภาพพุทธทำนายพบที่เมียนมาร์ จากคำบรรยายใต้ภาพ ไกด์แปลให้ฟังว่า …
ในอนาคตเมื่อผู้คนไร้ศีลธรรม บรรดาผู้ที่ไม่ค่อยจะมีกินทั้งหลายต่างช่วยกันคนละไม้คนละมือหมั่นเติมเต็มขุมสมบัติของบรรดาเศรษฐีผู้มั่งมีเหลือกินเหลือใช้แล้วอย่างขมีขมัน ประดุจดังคอยเติมน้ำลงในตุ่มที่เต็มจนล้นแล้ว
ให้ล้นแล้วล้นอีก]
::
::::
::
อ้าวไวจริง นี่มาถึง บททดสอบภูมิปัญญาลับคมสมองสังคมร่วมชาติ บทสุดท้ายกันแล้วหรือคะคุณPmusic Midcomp
ว่าแต่ ไพ่ใบนี้จะเป็นหน้าอะไรนะคะ   LOL…
::
::

Hội An ฮวยอัน

 

 

เชื่อหรือไม่ รอยอดีตที่ใหม่สดจากเวียดนามที่ยังตรึงจิตตรึงใจอยู่จนทุกวันนี้กลับเป็นหมู่บ้านเล็กๆนาม ฮวยอัน
 

 

 

เสน่ห์ที่รัดรึงของฮวยอันมีมนต์ขลังที่ประมาทไม่ได้เลย

 

ก่อนไปเวียดนาม…
เราไม่รู้จักอะไรมากไปกว่า ประเทศเพื่อนบ้านที่ห่างออกไปและแสบสันต์ในประวัติศาสตร์ชาติไทยในแง่ไม่รู้จะช่วยเหลือเป็นหลักพักพิงให้ไปทำไม และถ้าให้นึกใกล้เข้ามาอีกมากหน่อยก็เห็นจะหนีไม่พ้น สงคราม ที่ชาวเวียดสังหารกันเองให้เป็นที่ระทึกขวัญเพื่อนบ้านใกล้เคียง กระทั่งปัจจุบันฝรั่งประเทศก็ยังต้องมีการรำลึกถึงกันทุกปี
 
 
แต่นั่นคือสิ่งที่ผ่านไปแล้ว เราบอกตัวเองก่อนจะไปตลุยเอ้ยทำความรู้จักแผ่นดินของเขา
 
[มังคุดที่ฮวยอัน เขาบอกว่ากิโลกรัมละ 5 หมื่นด่อง หรือ 5 ลูก 1 หมื่นด่อง]
พร้อมกับมีภาพชาวเวียดนามจากแถบนี้อยู่ในใจ…
ตัวเล็กๆขาวๆ บอบบางสู้ชีวิตหนักเอาเบาสู้ทั้งหญิงทั้งชาย แล้วก็เจ้าเล่ห์ถือตัวกับถือเงินเป็นพระเจ้าหน่อยๆ…
ประมาณนี้
 
 
ปรากฏ เมื่อไปถึง… ฮ่าฮ่า ผิดหมด!

 

 

 

เหมือนๆเราไปพบเห็นคนบ้านนอกหน้าตาใสซื่อที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ มีความอ่อนน้อมถ่อมตน มีน้ำจิตน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และติดไอโฟน
เหมือนๆเราไปพบเห็นคนจีนที่ขยันทำมาหากินไม่สนใจเวล่ำเวลาแต่เก้าะไม่พูดจีนไม่ดำเนินชีวิตตามรอยบรรพบุรุษจีนอย่างที่เราเคยเห็นจนเจนตา 
เหมือนๆเราไปพบเห็นบ้านเมืองที่สงบไม่วุ่นวายนักยกเว้นมอเตอร์ไซค์นับล้านคันเหล่านั้นในบางเวลา

 

เหมือนๆเราไปพบเห็นผู้คนที่เย่อหยิ่งปฏิเสธสินจ้างรางวัลที่เรียกกันว่าทิป
 

 

เหมือนๆเราไปพบเห็นผู้คนที่เย่อหยิ่งปฏิเสธสินจ้างรางวัลที่เรียกกันว่าทิป
 

 

แล้วก็…อื่นๆอีกที่น่าประทับใจ… เกรงว่าถ้าบรรยายออกมามากไปอาจเดือดร้อนต้องตีตั๋วกลับไปอีกที

 

หากในบรรดาท้องถิ่นที่เราได้แวะเยือนทั้งหมด กลับมาแล้วก็นั่งคิดนอนคิดถึงยามว่างเสมอ กลับเป็น 2 เมืองคือ เว้ กับ ฮวยอัน
 
 

 

และเมื่อนึกๆไป แท้จริงแล้วเป็น 2 เมืองที่ลูกหลานเวียดกงผู้เป็นไกด์ประจำกรุ๊ปเราแทบจะไม่คุยอะไรให้ฟังสักเท่าไหร่เลย

 

สันนิษฐานว่าน่าจะเนื่องมาจากรอยต่อเชิงประวัติศาสตร์ที่กุดด้วนลงดุจคนละเวียดเดียวกัน
แต่…

 

ก็ไม่ได้ส่งผลให้เราได้รับความสนุกสุขใจและความอิ่มใจน้อยลงสักเท่าใดไม่
 

 

ในเมื่อสิ่งที่หลงเหลือติดแผ่นดินยังสามารถบอกเล่าเรื่องราวเองได้
 
 

 

และที่ฮวยอัน ทุกสิ่งเหล่านั้นก็ได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุด… ดีเสียจนเราไม่อยากลืม(เธอ)เลย
 
 

 

ตามประวัติ
ฮวยอันเคยเป็นเมืองท่าที่คึกคักแห่งหนึ่งของโลก
อุ่นหนาฝาคั่งด้วยบรรดาพ่อค้าที่เดินทางมาจากแดนใกล้และแดนไกลเพื่อนำสินค้ามาแลกเปลี่ยนซื้อขายกัน
 

 

ในบรรดากลุ่มพ่อค้าเหล่านี้
มีพ่อค้าชาวญี่ปุ่นกับชาวจีนที่ทิ้งหลักปักฐานไว้ให้เป็นที่รำลึกถึงตราบจนทุกวันนี้

 

จากสิ่งละอันพันละน้อยที่ละเอียดอ่อนของขนบประเพณีของแต่ละชนเผ่า
เมื่อนำมาจัดวางอยู่ในละแวกเดียวกัน ทำให้ ฮวยอัน ถึงกับงดงามมีเสน่ห์อันลึกล้ำ
ในท่ามกลางความเป็นไปของบรรยากาศของสังคมโลกในปัจจุบันที่รีบเร่งไปซะทุกเรื่องราว
 

 

ความสงบ… 
 
 
 

 

 

 

 

 

 

การเคลื่อนไปของชีวิตที่ขนานไปกับกาลเวลาอย่างเรียบเรื่อยมั่นคง… 

 

 

 

 

 

สมบัติอันเป็นพัสถานจากบรรพกาลได้รับการถนอมรักษาให้ดำรงอยู่ราวตราบชั่วดินฟ้า…
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ส่งให้ผู้ที่ได้มีโอกาสมาสัมผัส ถึงกับลืมโลกแห่งความเป็นจริงของตนเองสิ้น

 

 

 

 

 

นี่คือเธอ… ฮวยอัน
[ร้านนี้ตกแต่งสวยถูกใจจนต้องก้าวเข้าไปลองชิมฝีมือ]
[Cao Lau ออกเสียงว่า ข้าวลาว]

 

[อาหารชาวฮวยอัน]

 

[วิวนอกร้าน]
 [ตลาดสดฮวยอัน]
[ฮวยอันยามแดดร่มลมตก]

 

 

[ชาวฮวยอันเลิกงานกลับบ้าน]

 

 

 

 

ชมเสน่ห์ฮวยอันยามไร้แสงตะวันต่อได้ที่นี่ค่ะ http://septimustidbits.blogspot.com.au/2013/07/hoi.html

 

 

:::
.

 

Nuno Banhat ·  Top Commenter · สำนักวายุคีรี

http://mblog.manager.co.th/nunohatyai

ไฮ! ฮวยอัน
เปิดเพลงรักสมหวังฟังบ้าง,ไม่เสียหาย
แล้วความรักจะว๊าวววน่าดู ♫ ♪ ☻.
:::
.

 

septimus~
เจ้าค่ะคุณน้านูณ.บ้านหาด
คุณน้าฯก็ใช้เพลงนี้กล่อม..ทุกวันเหรอเจ้าคะ LOL…
สุขสันต์วันเข้าพรรษาค่า
:::
.

Mat Sriphontong · Follow

ยังสวยงามไม่เปลี่ยน น่าเที่ยวมากค่า แต่ไม่ชอบอาหารบ้านเขา อร่อยสู้บ้านเราไม่ได้vbvb
:::
.

 

septimus~
lol… มัทจังได้ลองชิมข้าวลาวป่าว อร่อยดีนา กลมกล่อมเหมือนกินผัดซีอิ้วขลุกขลิกด้วยพะโล้เลย
แล้วก็จานนี้ก็อร่อย ไส้กุ้งสับ … กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนล่ะ  xxxxx
:)))

:::
.

 

septimus~
ขอบคุณคุณครูอนันต์ นาควิจิตร มากค่ะ
คำชมของคุณครูทำให้ข้าเจ้าหึกเหิมอยากเล่าเรื่องเที่ยวที่อื่นอีกค่ะ
^_^

:::
.

 

septimus~

สวัสดีค่ะท่านป๋าบล 

ข้าเจ้าจะรอท่านป๋าบลกลับมาเล่าให้ฟังบ้างนะค้า

:::
.

 

septimus~

เธองามจริงๆเนาะคะคุณCharlie  

:::
.

 

septimus~

ความทรงจำดีๆทั้งนั้นด้วยจิคะคุณพี่  LOL…

คุณพี่ทั้งสองถ้าพอว่างพอมีเวลา รีบเกี่ยวก้อยกันไปฮันนีมูนอีกรอบทีนั่นนะคะ … สงบงามเหลื้อออเกินค่ะ

:::
.

Roong Normally · วสส.ชบ.48

can i comment ?

 

:::
.
septimus~
 
of course you can and please do so ka tarn Norm LOL….
 

 

 

 

 

:::
.

 

 

Benja Watcharapaha · ว.พ.

มาช้าไปหน่อยแต่เนื้อหาและรูปภาพสวยด้วยฝีมือคนพาเที่ยวชม ยังงามและอยู่ครบถ้วน..สงบ น่าไปเที่ยวจริงๆ คุณเซ็ปทำให้เกิดความอยากไปเที่ยวชม..ยั่วยวนนะเนี่ยะ 555.

 

:::
.

 

septimus~

 5555 ขออำภัยค่าท่านผอ. แต่เมืองเค้าน่าไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจจริงๆนะคะ แล้วก็อยู่ใกล้บ้านเรามั่กๆด้วยค่ะ บินชั่วโมงเดียวก็ถึงแล้ว 

:::
.

 

แท้หรือคือสยาม

 

 
อ่าน “สยามประเทศคือยูโทเปีย” ของคุณสุภาพิมพ์แล้วอดรู้สึกภาคภูมิใจในบ้านเกิดเมืองนอนขึ้นมาไม่ได้
ต้องขอบคุณคุณสุภาพิมพ์ที่นำมาเล่าสู่กันฟังทำให้รับทราบกันว่าฝรั่งมังค่ายามนี้ก็ยังมีการตีความอยู่เนืองๆถึงความเป็นไปได้ว่า ยูโทเปีย แท้จริงแล้วมีจริง ใช่สิ่งเพ้อฝัน หรือเป็นเพียงเกาะเป็นเพียงสังคมอันแสนสมบูรณ์พูนสุขในอุดมคติเท่านั้น
ที่สำคัญ ก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากพวกเรา … สยามประเทศ
โดยมีกรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองหลวง Amaurote ตามท้องเรื่อง
 
 
โธมัส มัวร์ เจ้าของวรรณกรรม ยูโทเปีย เป็นนักกฏหมาย เป็น 1 ในอัครมหาเสนาบดี ของพระเจ้าเฮนรี่ที่แปดแห่งราชวงศ์ทุดอร์ ที่ต้องถูกบั่นคอในที่สุดเมื่อทำตัวเป็นจระเข้ขวางพระราชประสงค์…
-ไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตามเห็นดีเห็นงามด้วยในเรื่องที่พระองค์จะทรงหย่าขาดจากพระมเหสีพระองค์แรก… พระนางแคทเธอรีนออฟอาราก้อน… แล้วหันมายกย่องแต่งงานกับพระนางแอนน์โบลีนแทน 1
– ไม่เห็นด้วยกับการแยกตัวออกจากวาติกันเพื่อตั้งนิกายใหม่ขึ้นในอังกฤษ…Church of England 1

ก่อนจะถึงวาระสุดท้ายของ โธมัส มัวร์ นักบุญในคริสตศาสนานิกายโรมันคาธอลิค เขาได้รังสรรค์วรรณกรรมชิ้นเยี่ยม “ยูโทเปีย” ขึ้นในปี 1516 ด้วยการเขียนในสิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับสภาพความเป็นอยู่ของสังคมในสมัยนั้นในภาษาละตินมีแทรกภาษากรีกเป็นระยะๆ… ที่หากจะโยกมุมมองก็จะเห็นเป็นการวิจารณ์ความชั่วช้าเลวทรามของสังคมสมัยเขาอย่างแยบยลนั่นเอง

 

 

“ที่นั่นเป็นเมืองที่ทุกคนอยู่อาศัยอย่างเท่าเทียมกัน
มีเพียงกฎหมายไม่กี่ข้อเพราะประชาชนอยู่ในศีลธรรมอันดี
เงินทองไม่ใช่สิ่งจำเป็น ไม่มีใครต้องทำงานหนัก
สมาชิกทุกคนมีอิสระเต็มที่ในการนับถือศาสนา
พวกเขาไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตและสงครามไม่ใช่สิ่งที่ปรารถนา
ชีวิตของพวกเขาเปิดเผยและมีเกียรติ”

 

 

ฟรองซัวส์ มองเซล สมาชิกชมรม โธมัส มัวร์ หลังจากทุ่มเทศึกษาตามรอย “ยูโทเปีย” แล้วได้เขียนบทความขึ้นมา 2 ชิ้น

-ชิ้นแรกเป็นการตีความเล่นคำในภาษากรีกและเกรโก-ละตินที่ปรากฏในเรื่อง “ยูโทเปีย”

-ชิ้นที่สอง เป็นชิ้นที่อ่านไปอมยิ้มไปเพราะคุณมองเซลพยายามให้ความกระจ่างแก่ความลึกลับ 500 ปีของ 2 เรื่องคือ ราฟาเอล อิโตเดล คือใคร และเกาะในเรื่อง ยูโทเปีย นั้นมีจริงไหม โดยสรุปได้ว่า ราฟาเอล อิโตเดล นั้นเป็นนักบวชผู้นำกระแส humanism และยังเป็นนักเดินเรือชาวโปรตุเกสด้วยผู้หนึ่ง ส่วนเมืองหลวง Amaurote และสภาพของเกาะนั้นก็ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับ สยามประเทศในศตวรรษที่ 16 ซะนี่กระไร

 

 

 

 

การจับต้นชนปลายของฟรองซัวส์ มองเซล

จากบทสนทนาของราฟาเอล อิโตเดล คู่สนทนาในเรื่องของ โธมัส มัวร์ ที่เขาบรรยายว่าเป็นนักเดินทางชาวโปรตุเกสนั้น ปรากฏว่าเป็นการสะท้อนตัวตนและความคิดอ่านของ นักบวชเอราสมุส ซึ่งเคยสอนภาษากรีกที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในอังกฤษ และเอราสมุสเองก็เป็นนักเดินทาง(ภายในยุโรป) ที่เคยพบปะและคุ้นเคยกับโธมัส มัวร์ มาก่อน

ยูโทเปียของโธมัส มัวร์ ผู้อ่านหลายคนจะเข้าใจว่าคืออินเดีย ซึ่งก็อาจเป็นไปได้เพราะนักเดินเรือชาวโปรตุเกสได้เดินทางไป Kerala ที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้และบางส่วนยังปักหลักอยู่ที่นั่น ภูมิประเทศของยูโทเปียจะละม้าย Kerala นอกจากนั้น ยูโทเปีย ยังกล่าวถึงคำว่า gymnosophon ถึง 2 ครั้งซึ่งน่าจะหมายถึง พวกชีเปลือยในอินเดีย(gymnosophon แปลว่า ชีเปลือย)

และเมื่อเอ่ยถึงอินเดีย ก็อาจหมายถึง อินเดีย-ชมพูทวีป หรือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ได้ด้วยเหตุผล ยูโทเปีย ของโธมัส มัวร์ นั้นตั้งอยู่ระหว่างทวีปอเมริกาและเกาะซีลอน ดังนั้นน้ำหนักแห่งความเป็นไปได้จึงควรเป็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แทนที่จะเป็นอินเดีย แม้ว่าประเพณีของอินเดียจะเป็นส่วนหนึ่งของประเพณีในท้องเรื่องก็ตาม อีกทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ได้รับวัฒนธรรมจากอินเดียเข้าไปมาก มีตำนานเล่าว่าวัดของโซโลมอนที่เยรูซาเล็มนั้นสร้างด้วยหินจาก Ophir ซึ่งก็คือมะละกาหรือดินแดนที่อยู่ใกล้เคียง(แผ่นดินทองหรือสุวรรณภูมิ?)

แต่เดิมชาวยุโรปไม่รู้จักเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยกเว้นมีการกล่าวถึงในแผนที่ของปโตเลมีเพราะรู้จักแต่จีนและอินเดียเท่านั้น กระนั้นเมื่อมาร์โคโปโลเดินทางกลับจากพุกามและจีน ก็ได้แวะอาณาจักรจัมปา(เวียดนามในปัจจุบัน)และเกาะสุมาตรา ทั้งยังได้กล่าวถึง Locac ดินแดนที่เขาไม่ได้ไปเยือน

ในยุคสมัยของโธมัส มัวร์ นักเดินเรือชาวโปรตุเกสจำนวนมากเดินทางมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในหนังสือของเขา Duarte Barbosa และ Tomé Pires ได้กล่าวถึงประเทศที่ทั้งสองไม่เคยไปได้แต่ฟังเรื่องเล่าขานกันมาเท่านั้น โดย Duarte Barbosa เอ่ยถึง Ansiam และ Tomé Pires เรียก Siam ทว่านักเดินเรือชาวโปรตุเกสส่วนใหญ่เรียก Sião

ว่ากันตามทางภูมิศาสตร์แล้วยูโทเปียน่าจะเป็นประเทศสยาม ด้วยเหตุผลที่ยังไม่เคยมีใครเดินทางไปถึง(Utopia แปลว่า nowhere) สำหรับชาวยุโรปแล้วคือสยามนั่นเอง สยามได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่วิเศษสุด ได้รับการขนานนามว่าเป็นแผ่นดินทอง หรือ สุวรรณภูมิในภาษาสันสกฤต

 

 

ประเพณีต่างๆที่กล่าวถึงในยูโทเปียละม้ายคล้ายกับประเพณีของชาวสยาม ประเพณีบางอย่างเชื่อมโยงกับพระพุทธศาสนาและปฏิทินจันทรคติเช่นประเพณีสงกรานต์ซึ่งถือเป็นปีใหม่ หรือวันพระในศาสนาพุทธที่เน้นการสวดมนต์และมีเครื่องบูชาที่ประกอบด้วยธูปและเทียน ไม่ใช่การนำสัตว์มาเซ่นสรวงบูชา

การกล่าวถึงบรรพบุรุษผู้บำเพ็ญบารมีได้รับการเทิดทูนบูชาประดุจพระผู้เป็นเจ้า ถือเป็นพระเจ้าสูงสุด ซึ่งก็คือพระพุทธเจ้านั่นเอง

โบสถ์ที่ภายในมืดทึมแต่มีแสงที่ลอดเข้ามาก็คือสถาปัตยกรรมของอยุธยา กล่าวคือยุคก่อนที่ชาวโปรตุเกสจะเดินทางมาถึง

การฟ้องร้องในยูโทเปียไม่มีทนายความเช่นเดียวกับในสยามที่ผู้ร้องทุกข์จะไปยื่นร้องทุกข์กับจ่าศาลโดยตรง ซึ่งเป็นสิ่งที่เอราสมุสนำเสนอในหนังสือของเขาชื่อ Institutation du prince chrẻtien

การที่ผู้หญิงติดตามสามีออกไปรบ การกล่าวถึงกระโถนทองคำ (Tomẻ Pires และ Mendes Pinto เล่าว่าช้างเผือกในกษัตริย์สยามอุจจาระในอ่างทองคำ)

Amaurote เมืองหลวงของยูโทเปีย มีบางส่วนเหมือนกรุงลอนดอน แต่เมื่อคำนึงถึงพื้นที่ของตัวเมืองแล้วใกล้เคียงกับอยุธยามากกว่า อีกทั้งสะพานอยุธยาก็อยู่เหนือแม่น้ำเช่นเดียวกับสะพานในยูโทเปีย(สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยากว้างใกล้เคียงกับสะพานในยูโทเปีย)

ราฟาเอล อิโตเดล เล่าว่าอยู่ใน Amaurote 5 ปี เมื่อคำนึงว่า ยูโทเปีย พิมพ์ในปี 1516 หมายความว่าเขาเดินทางไปถึงเมืองหลวงของยูโทเปียในปี 1511 เหมือนกับที่นักเดินเรือชาวโปรตุเกสเดินทางไปถึงสยามในเดือนสิงหาคม 1511 (Americo Vespucci เดินทางจากมะละกามาอยุธยาซึ่งราฟาเอล อิโตเดล น่าจะเป็น 1 ในผู้ร่วมทาง)

ชาวโปรตุเกสเดินทางมาอยุธยา 4 ครั้งด้วยกัน …

Duarte Fernandes เดือนสิงหาคม 1511 
Antonio Miranda de Azevedo มกราคม 1512 
Manoel Fragoso 1513 และ 1514 ซึ่งได้รับบัญชาจากกษัตริย์โปรตุเกสให้เขียนรายงานเกี่ยวกับสยาม 
และ Duarte Coelho ในปี 1516 ซึ่งเป็นผู้ลงนามในสัญญามิตรภาพไทย-โปรตุเกสสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 
 
 
 
 

 

แล้วนักเดินเรือชาวโปรตุเกสคนไหนที่เป็น ราฟาเอล อิโตเดล

คุณมองเซลคิดว่าน่าจะเป็น Duarte Barboso ผู้ซึ่งเดินทางไป Kerala ของอินเดียและ Pegou ของอาณาจักรมอญทางตอนใต้ของพม่า เขาชื่นชอบวิถีชีวิต ภาษาและศาสนาของอินเดีย พูดภาษาของชาว Kerala และภาษาสันสกฤตได้ เขาเดินทางกลับยุโรปในปี 1515 ผ่านไปยังเมืองอองแวรส์(Anvers) ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางการค้ากับต่างประเทศของโปรตุเกส และได้พบกับโธมัส มัวร์ ที่นั่น

นอกจากคำบอกเล่าของ Duarte Barboso แล้วโธมัส มัวร์คงได้อ่านหนังสือของ Tomẻ Pires และรายงานเกี่ยวกับสยามของ Manoel Fragoso ที่ถวายต่อกษัตริย์โปรตุเกสด้วย

คนแรกที่คิดว่าราฟาเอล อิโตเดล คือ Duarte Barboso คือนักประวัติศาสตร์ชาวโปรตุเกสLuis de Matos

 

 

 

บทสรุป

ในตอนท้ายของบทความ คุณมองเซลมั่นใจว่า สยาม ที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าสุวรรณภูมิคือยูโทเปีย

และ Amaurote ก็คือ อยุธยา โดยมีบางส่วนของลอนดอนด้วย

 

 

ขอขอบคุณ
คุณฟรองซัวส์ มองเซล เจ้าของบทความ ราฟาเอล อิโตเดล และเมืองเทวดา
คุณสุภาพิมพ์ ผู้แปล
และ ข้อมูลเพิ่มเติมจากอินเตอร์เน็ต

 
 
ป.ล.

-ติดตามอ่านเรื่อง ยูโทเปีย ได้ที่ http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=ende&month=10-2007&date=04&group=8&gblog=1

-เรื่องย่อ ยูโทเปีย…

ยูโทเปีย เป็นหนังสือที่ประพันธ์โดยเซอร์โทมัส มอร์ เมื่อปี 1516 ในยุคสมัยของพระเจ้าเฮนรีที่แปดแห่งราชวงศ์ทิวดอร์ เซอร์โทมัส มอร์ขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นตัวแทนจากรัฐไปเจรจาการค้าที่แฟลนเดอร์ส หลังจากที่พระเจ้าชาร์ลสแห่งเนเธอร์แลนด์ขึ้นภาษีนำเข้าขนสัตว์จากอังกฤษในอัตราสูง ระหว่างการเดินทางเพื่อการค้าและพบปะผู้คนนี้เอง เซอร์โทมัส มอร์เกิดแรงบันดาลใจให้นึกถึงหนังสือ Republic ของเพลโตที่ว่าด้วยวิถีแห่งการปกครองที่ดี และเมื่อย้อนมานึกถึงความทุกข์ยากของอังกฤษในเวลานั้น มอร์จึงเขียนสังคมในอุดมคติอย่างเกาะยูโทเปีย เกาะในฝันที่อาจจะไม่มีอยู่จริงในโลกนี้

มอร์เขียนหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาละติน ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษในปี 1551 โดยราล์ฟ โรบินสัน ดังนั้นหากใครไม่อยากอ่านภาษาอังกฤษโบราณให้ลำบากใจแบบคนอ่าน ขอแนะนำให้อ่านฉบับแปลอื่นๆ ที่อ่านง่ายกว่า หนังสือเล่มนี้ได้รับการกล่าวขานและนำไปตีความนับครั้งไม่ถ้วน แล้วแต่ว่าใครจะเป็นคนอ่าน เช่น หากเป็นฝ่ายซ้ายอย่างคาร์ล เคาทสกี้ เลขาธิการของคาร์ล มากซ์ ยูโทเปียก็กลายเป็นคัมภีร์ของระบอบคอมมิวนิสต์ไปในทันที

ในยูโทเปีย ผู้เขียนตั้งใจเขียนเป็นวรรณกรรมเสียดสี ซึ่งล้อเลียนความโง่เขลาและความเลวร้ายของสังคมในสมัยนั้น สังเกตได้จากการตั้งชื่อต่างๆ เช่น ยูโทเปีย มาจากภาษากรีก หมายถึงเมืองที่ดีหรือเมืองที่ไม่มี ณ แห่งหนใด หรือเมืองอามอรอท (Amaurote) เมืองศูนย์กลางแห่งยูโทเปีย แปลว่าเมืองแห่งความมืดมัว ตัวละครที่เป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวของยูโทเปีย ราฟาเอล ไฮโธลเดย์ (Hythloday) แปลจากกรีกได้ว่า ผู้ที่พูดแต่เรื่องไร้สาระ หรือประเทศข้างเคียงอย่างชาวโพลีเลอไรท์ส (Polylerites) แปลว่าคนเหลวไหล ดังนี้เป็นต้น เหล่านี้ต่างบอกถึงเจตนาของผู้เขียนที่ต้องการเตือนนักอ่านว่าหนังสือนี้เป็นเพียงเรื่องแต่ง อย่าได้ถือเป็นจริงเป็นจังแต่อย่างใด

ยูโทเปียแบ่งออกเป็น 2 ภาค ภาคแรกเป็นการถกความป่วยไข้ของอังกฤษ ระหว่างไฮโธลเดย์,ไกส์ และมอร์ ขณะเดินทางโดยสารเรือไปเมืองแอนต์เวิร์ป สาระสำคัญของความเลวร้ายในสังคมคือเรื่องความยากจนของประชากร การที่ประชากรกลายเป็นขอทานหรือขโมยเพราะสถานภาพบังคับ เช่นทหารที่กลับจากสงคราม ตกยากและไม่มีงานทำ หรือชาวไร่ชาวนาที่ถูกขูดรีดภาษีจากผู้ครองที่ดิน และกลายเป็นผู้เร่ร่อนต้องปล้นกินผู้อื่น การจัดการของรัฐและการลงโทษด้วยการประหารซึ่งไม่เอื้อประโยชน์ให้ใคร นอกจากความมั่งคั่งของผู้มีอำนาจ ไฮโธลเดย์กล่าวตอนหนึ่งว่าความเลื่อมล้ำในสังคมและความโลภทำให้สังคมเกิดอาการป่วย และทางแก้คือต้องกำจัดทรัพย์สินส่วนตัว

Thus I do fully persuade myself, that no equal and just distribution of things can be made, nor that perfect wealth shall ever be among men, unless this propriety be exiled and banished. But so long as it shall continue, so long shall remain among the most and best part of men the heavy and inevitable burden of poverty and wretchedness.

นี่น่าจะเป็นแก่นสารสำคัญที่ทำให้มอร์วาดฝันถึงสังคมในอุดมคติ ในภาคสองไฮโธลเดย์เล่าถึงเกาะยูโทเปียที่เขาเคยไปอยู่มาห้าปีให้ฟัง ยูโทเปียเป็นประเทศตั้งบนเกาะกลางน้ำขนาดใหญ่ ส่วนกว้างที่สุดยาวถึงสามร้อยยี่สิบกิโลเมตร มีแม่น้ำล้อมรอบ และมีแผ่นดินล้อมรอบอีกชั้นเพื่อกันพายุและการบุกรุก มีทางเข้าทางเดียวตรงหน้าเกาะที่มีป้อมซึ่งเป็นคุกสูงตั้งอยู่ คนไม่ชำนาญก็เข้าไม่ถูกทางเพราะจะหลงกระแสน้ำ ยูโทเปียมีการปกครองแบบสาธารณรัฐ ประกอบด้วย 54 เมือง โดยเมืองหนึ่งเดินทางไม่เกินหนึ่งวันเดินเท้า

มอร์เล่ายูโทเปียออกเป็นบทๆ ในด้านต่างๆ ซึ่งเขียนได้น่าสนใจอ่านสนุกเพลินดี หากจินตนาการตามไปว่าเรื่องนี้เขียนเมื่อเกือบ 500 ปีที่แล้ว และมอร์ได้จินตนาการผังเมืองอย่างกับแฟลตหรือทาวน์เฮาส์ในสมัยใหม่ อามอรอทเป็นเมืองหลวงเพราะอยู่ตรงกลางของเกาะ ด้วยความที่ติดแม่น้ำจึงเดินทางสะดวกสบายทั้งทางบกและทางน้ำ บ้านสร้างด้วยหินสกัด ปลูกขึ้นในลักษณะหนึ่งชั้นไปจนถึงสามชั้นเป็นแถวยาว ไม่มีกำแพงมาขวางกั้น หน้าต่างติดกระจก(สมัยนั้นหน้าต่างบ้านขึงด้วยผ้าลินินชุบน้ำมันเพื่อกันลมและฝุ่น) ด้านหน้าเป็นถนนกว้างหกเมตร ด้านหลังของทุกบ้านเป็นสวนปลูกดอกไม้ ผลไม้หรือผืชผัก และมีถนนวิ่งหลังสวน ประตูบ้านมีสองทางโดยที่เปิดปิดตัวเองง่ายดายปราศจากกลอน เนื่องจากชาวยูโทเปียไม่ต้องการ เพราะทรัพย์สินนั้นเป็นของคนทุกคน จึงไม่มีอะไรต้องปิดบังหรือปิดกั้นไม่ให้คนอื่นใช้

นอกเมืองมีฟาร์มจำนวนมาก ชาวยูโทเปียจะคัดเลือกชาวเมืองปีละสามสิบครอบครัวไปอยู่ที่ฟาร์มหรือสวนเพื่อทำงานสร้างผลผลิตให้เมืองเป็นเวลาสองปี คนที่กลับมาก็จะสอนชาวเมืองอื่นๆ ให้ทำฟาร์มเป็น แล้วพอถึงเวลาก็ไปผลัดเปลี่ยน ทุกสามสิบฟาร์มจะมีผู้ดูแลปกครองหนึ่งคนที่คัดเลือกขึ้นกันเอง เรียกว่า ไซโฟแกรนท์ (ประมาณสมาชิกสภา) เหนือขึ้นไปเป็นทาร์นิบอร์ ตำแหน่งที่ดูแลไซโฟรแกรนท์สิบแห่งรวมกัน ที่บอกไซโฟแกรนท์เป็นสมาชิกสภา เนื่องจากเขาเหล่านี้ต้องทำหน้าที่เข้าสภาและเลือกตั้งเจ้าผู้ปกครองนคร ส่วนทานิบอร์นั้นน่าจะเป็นรัฐมนตรีเพราะติดตามเจ้าครองนคร เจ้าครองนครและทาร์นิบอร์ไม่มีสิทธิ์ออกกฎหมายโดยไม่ผ่านสภา และกฎหมายใดต้องผ่านการถกเถียงในสภาไม่ต่ำกว่าสามครั้ง การเปลี่ยนแปลงสิ่งใดในรัฐจึงทำได้ยากหากคนส่วนใหญ่ในเมืองไม่เห็นด้วยว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่

ชาวยูโทเปีย อยู่ดีกินดีมาก มีการแบ่งสันปันส่วนเป็นระบบ ไม่จำเป็นต้องแย่งกันเพราะสิ่งจำเป็นในชีวิตมีพร้อมพูน (ต้องเก็บในโกดังทั้งเกาะให้ได้เหลือกินอย่างน้อยสองปี ที่เกินนำไปแจกประเทศยากจนส่วนหนึ่งและขายที่เหลือในราคาพอควร ขายโดยเขียนไว้หน้าลานประจำเมืองว่าเป็นเจ้าหนี้ใครอยู่เท่าไร เวลาจำเป็นจึงจะเรียกขอเก็บสักครั้ง) คติประจำชาวเมืองคือทำงานตามหน้าที่ ไม่ใช้เวลาว่างไปในทางขี้เกียจ แต่พวกเขามิได้ทำงานแบบเอาเป็นเอาตาย วันๆ หนึ่งทำงานสามชั่วโมงตอนเช้า พักกินข้าวเที่ยง ทำงานสามชั่วโมงตอนบ่าย เข้านอนตอนสองทุ่มโดยนอนไม่ต่ำกว่าแปดชั่วโมง (อ่านข้อนี้แล้วชอบมาก) ความที่ที่นี้ไม่มีผับ ร้านเหล้า การพนัน หรือสิ่งยั่วยุอื่นๆ พวกเขาจึงแสวงหาแต่ความรู้หรือเพิ่มความชำนาญต่างๆ การอ่านและการถกเพื่อความรู้เป็นเรื่องปกติของชาวยูโทเปีย พวกเขาสนใจในหลากหลายวิชา แต่ที่นิยมเป็นพิเศษคือฟิสิกส์ ส่วนเกมการละเล่นที่ถนัดคือเกมคณิตศาสตร์ห้ำหั่นกันด้วยตัวเลข เกมต่อสู้ระหว่างคุณธรรมกับความเลวร้าย หรือการฟังดนตรี

เมืองนี้ยังให้ความสำคัญกับคนสูงอายุ เพราะคนสูงอายุมีส่วนขับปัญญาให้คนอ่อนวัย ทั้งยังมีโรงพยาบาลสี่แห่งในแต่ละเมือง ใครทุกข์ทรมานเพราะไม่สามารถทนความเจ็บปวดจากโรคร้ายได้ เจ้าของนครจะออกใบอนุญาตให้ผู้ป่วยนอนหลับตามประสงค์ หากจะเดินทางข้ามเมือง ขอรับใบอนุญาตหรือพาสปอร์ตจากผู้ปกครอง โดยบอกรายละเอียดว่าเดินทางวันใดกลับเมื่อไร มีคนบริการเป็นทาสให้เสร็จสรรพ (ทาสมาจากผู้ทำผิดหรือผู้บุกรุก คนพวกนี้ใช้ชีวิตเท่าเทียมกับคนส่วนใหญ่เพียงแต่ทำงานใช้แรงงานเพิ่มขึ้น) ของก็ไม่ต้องพกไปใช้ ทุกอย่างไปใช้ฟรีเอาดาบหน้า และเมื่อเจอคนทำงานก็ต้องช่วยทำงานตามเวลาด้วย

หากว่ายูโทเปียเป็นสังคมในฝันนี้ได้ คงเพราะการสร้างค่านิยมในเรื่องการรักษาคุณธรรมและความพึงใจในการใช้ชีวิต มอร์เขียนบทนี้อย่างละเอียดเกี่ยวกับคุณธรรม และให้ตัวอย่างไว้หลากหลาย เช่นการที่พวกเขาไม่ให้ความสำคัญกับวัตถุ เงินและทองเป็นสิ่งหยาบช้าไม่มีค่า เอาไว้ทำโซ่สำหรับทาส หรือจ้างคนชั่วไปทำสงครามแทน (เป็นการกำจัดสิ่งชั่วร้ายสองต่อในนัดเดียว) ยูโทเปียไม่มีกฎหมายบีบบังคับประชากรมาก พวกเขาอยู่กันด้วยการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ใส่เสื้อผ้าเรียบง่ายคล้ายคลึงกัน ชุดหนึ่งใช้ทนทานนานเจ็ดปี (เรื่องเสื้อผ้านี่น่าสนใจเพราะชุดที่สวมใส่ออกแบบให้ใช้ได้ในหน้าร้อนและหน้าหนาว) โดยที่ผู้คนในระดับปกครองก็ไม่มีสิ่งบ่งบอกด้วยวัตถุใดใดว่าต่างจากพลเมืองอื่น เซอร์โทมัส มอร์ยังแสดงแนวความคิดอีกหลายด้านที่น่าสนใจในหนังสือ ทั้งการศาสนา สงคราม ความสัมพันธ์ของครอบครัว สังคม และการจัดการต่างๆ ของรัฐ (จาก http://www.faylicity.com)

 
 
 

 

:::
.
:::
.
ที่นี่เป็นเมืองที่ทุกคนอยู่แบบสองลิตรร้อยอย่างเท่าเทียมกัน ^^
:::
.
septimus~ 
hahahaha…..erks!
จุ๊จุ๊ คุณน้านูลิเกบ้านหาดเจ้าของวาทะอมตะ “ความห่วงใยแผ่นดินปลุกให้กูลุกขึ้นมาทุกวัน” ค้า อย่าเอ็ดไปค่ะ เดี๊ยวคุณฟรองซัวส์ มองเซล ได้ข้อมูลใหม่จะรีบอัพเดทบทความชิ้นที่ 3 เป็นการด่วน
สยามเราเป็นอดได้ปลื้มกันคะ
ขอบคุณคุณน้านูมากค่ะ การเดินเป็นการออกกำลังที่ให้ผลดีต่อสุขภาพมากที่สุดคะ  :)))
:)))
:::
.
Sir Thomas More ท่านเพียงรจนา ตามจินตนาการ.
แต่ Siam ประเทศ นั้น คือ The reality Uthopia ขอรับ.
:::
.

 

septimus~
ขอบคุณท่านVเทพบุตรฯมากค่ะที่กรุณาช่วยยืนยันอีกเสียงหนึ่ง
ว่าแต่บ่ะเดี่ยวนี้ความชั่วร้ายส่วนตนที่หนักข้อขึ้นเรื่อยๆอย่างมั่นคงนั่นมันเริ่มมีมาตั้งแต่ครั้งไหนเนอะคะท่าน lol..
:::
.

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ

ขอบคุณครับ ชอบบล็อกนี้จริงๆ
:::
.
undefined

 

septimus~
ขอบคุณท่านพรีเมียร์ฯเช่นกันค่ะ
:::
.

Mrsa Holmes

thank you :)
:::
.

 

septimus~

thank you for your thank you ka khun Mrsa   :)
:::
.

Benben Ja · ว.พ.

^^

 

septimus~

^^ (วันนี้ท่านผอ.หญิงแกร่งมาอมยิ้มมมมอย่างเดียวคะ)
:::
.

Sombat Thavorn · Université catholique de Louvain

เมือง Anvers ไม่ใช่เมืองในเบลเยี่ยมเหรอครับ.
:::
.
undefined

 

septimus~
ใช่แล้วค่ะท่านสมบัติคะ เป็นเมืองที่มีมนต์ขลังอีกเมืองหนึ่งของเบลเยี่ยมค่ะ
:::
.

วันโชค บูรณเขตต์ · มศว. พิษณุโลก

เมืองที่สวยงาม ละเมียดละมัย กลายเป็นแบ่งฝ่ายฆ่ากันเอง ทุ่งสีทองกลายเป็นแหล่งสะสมยาฆ่าแมลง ข้าวเน่า ผู้คนมีแต่ตีหน้ายักษ์ ไร้รอยยิ้มแบบอดีต เพราะอสูรย์ทักษิณคนเดียว.
:::
.
septimus~
เรียนท่าน V วันโชคคะ  ข้าเจ้าทุกวันนี้คารวะท่านผู้กล้าฯหัวใจดิจิตอลทุกท่านค่ะ
พวกเรากำลังทวงคืนความงดงามของบ้านเมืองเรากันอย่างไม่ครนา ไม่ว่า มัน จะเป็น อสูรย์ หรือ ตัวเอเลี่ยน หรือ ตัวมอนสเตอร์!
ขอบคุณท่านV วันโชคที่แวะมาเยือนค่ะ
:::
.

 

Athenaz Athenaz · Follow ·  Top Commenter · London, United Kingdom

Miss u ka… luv this blog.. thanks for your wonderful entry ka sept/ how is your day ka.. hope all are well even we haven’t talk much recently ka XXX.
:::
.

 

 

 

septimus~
^^ miss you as well ka khun P’ xxxxxxxxxxxx
ข้าเจ้าสบายดีค่ะคุณพี่คะ ปีนี้สปริงไทม์อินวินเท่อร์ค่ะ ค่อยยังชั่ว ฮา..
:::
.

 

Athenaz Athenaz · Follow ·  Top Commenter · London, United Kingdom

ยูโทเปียฤาสยามประเทศ?
การฟ้องร้องในยูโทเปียไม่มีทนายความเช่นเดียวกับในสยาม ที่ผู้ร้องทุกข์จะไปยื่นร้องทุกข์กับจ่าศาลโดยตรง ซึ่งเป็นสิ่งที่เอราสมุสนำเสนอในหนังสือของเขาชื่อ Institutation du prince chrẻtien… หากเรื่องได้บันทึกในยุคหลังปี 2000 จะต้องมีจ่าศาลรับเรื่องร้องทุกข์ถึงกี่คนจึงจะพอเพียงกับชาวสยามหลังยุคยูโทเปียแบบวันนี้นะ..
การเดินทางไกลอันแสนยากลำบากในอดีต ข้ามมหาสมุทรและทะเลน้อยใหญ่..น่าสนใจที่เชื่อมโยงได้ว่าอารยธรรมบางอย่างได้นำมาฝากไว้ยังดินแดนสุวรรณภูมิตั้งแต่ต้นศควรรษที่ 16 และยังดำรงอยู่… noted: athenaz.Cr: ขอขอบคุณ คุณฟรองซัวส์ มองเซล เจ้าของบทความ “ราฟาเอล อิโตเดล และเมืองเทวดา”, แปลโดย คุณสุภาพิมพ์ และ คุณ septimus ผู้ค้นคว้ารวบรวมเพิ่มเติมมาเขียนบล็อกให้ตามรอยประวัตศาสตร์ค่ะ.

 

:::
.

 

 

 

septimus~

 แค่หลับตานึกภาพก็ดูไม่จืดเรยคะคุณพี่ จ่าศาลคงโบกมือลางานกันเป็นแถ๊ววคะ 55555

แต่นี่ข้าเจ้าเพิ่งเห็นแว๊บบๆมีพูดถึงว่า เดี๋ยวนี้ชาวสยามถ้าเข้าชื่อกันแค่ 10,000คน ก็สามารถเสนอใช้กฏหมายได้เลยคะ ยกตัวอย่างเช่น เสนอบทลงโทษประหารชีวิตพวกโกงบ้านกินเมืองคอรัปชั่นทุกรูปแบบ โดยไม่มีอุทรณ์ … อะไรประมาณนี้อะค่ะ… 

… ต้องขอบคุณท่านโธมัส มัวร์ เหลือเกินเนอะคุณพี่ที่บันทึกความมีอยู่จริงของยุคทองแห่งสยาม และยังเป็นโมเดลที่ท่านปรารถนาจะให้ชาวยุโรปได้มีชีวิตความเป็นอยู่แบบเรา ………. ปลื้มมมมมมมากค่ะ พวกเราเคยศิวิไลซ์กว่าเขา ฮา..

ขอบคุณคุณพี่มากค่ะที่แวะมาแอ่ว จุ๊บจุ๊บ..

:)))

:::
.

Chantawan Dubay

เป็นเมืองที่น่าอยู่มาก
:::
.

 

 

ใช่ค่ะคุณChantawan และถ้าได้กลับคืนมา… ภูฏานก็ภูฏานเถอะนะคะ ^^
:::
.

หึหึ แน่ใจหรือว่าสยามคือ ยูโทเปีย?
เมืองที่มีแต่คนไม่ดี ครองเมือง, มีน้ำมันส่งออกมากมายแต่คนไทยก็ยังยากจนทั่วประเทศ พวกนักการเมืองรวยและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่รวย อยู่หยิบมือเดียว.กำนันเปาะ ทำผิด ก็ไม่ติดคุก, ทักษิณโกงชาติ ก็มีคนช่วยโกง

:::
.

 

 

septimus~
LOL… มันก็ชวนให้น่าสงสัยเหมือนกันนะคะคุณKittichai  
ว่ามันเป็นที่เดียวกันได้อย่างไร ศีลธรรมทำไม๊ทำไมจึงได้เสื่อมลง เสื่อมลง…
รึพวกไม่รักดีจะเป็นพวกเดรัจฉานมาเกิดอย่างที่หลวงปู่แหวนท่านได้เคยอรรถธิบายไว้นะคะ…
เมืองใดไร้ธรรมอำไพ เมืองนั้นบรรลัยแน่นอน!
ขอบคุณคุณKittichai มากค่ะ 
:::
.

 

 

 

 

Chumphon Unmanit

ส่วนตัวยังอยากให้กลับไปใช้ชื่อ สยาม ประเทศอีกครั้ง ผมว่าฟังแล้วมันเพราะหูดีชอบ.
:::
.

 

 

septimus~
คิดเหมือนกันค่ะคุณChumphonคะ
สยาม… ฟังดูมีราก มีความหนักแน่นมั่นคงกว่ากันเยอะนะคะ
อีกอย่างข้าเจ้าเคยอ่านจากเว็บฯชาวลาวท่านหนึ่ง ท่านบอกว่าสยามมาจากคำว่าสยมภูแปลว่าผู้เป็นใหญ่ค่ะ…
อันนี้ก็ดูจากแผนที่สยามก็พอจะทราบคะว่ายิ่งใหญ่จริงเพียงใด
ขอบคุณคุณChumphonมากค่ะ และสวัสดีเทศกาลเข้าพรรษานะคะ

หีบหนังสือ

อย่างที่ทราบกัน การอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมที่บรรดาฝรั่งทุกชาติที่เจริญแล้วถือเป็นกิจวัตรอย่างหนึ่ง
ที่ว่างเมื่อไหร่เป็นต้องอ่านหนังสือ
และถึงแม้ไม่ว่างกระทั่งกำลังอยู่ในระหว่างการท่องเที่ยว พวกเขาก็ต้องเจียดเวลาชะแว๊บบบบบไปอ่านหนังสือ
อันนี้ก็โปรดอย่าสงสัยว่าเขาทำได้อย่างไร …
เพราะคนเราลงว่ามีความตั้งใจแล้ว สิ่งใดๆก็ทำได้สำเร็จเอง
เป็นเวลานานนับปีแล้วที่เราเฝ้าสังเกตพัฒนาการอย่างหนึ่งในชุมชนของคนอเมริกัน
“ตั้งหีบหนังสือไว้หน้าบ้าน”
ในหีบจะบรรจุหนังสือต่างๆที่เจ้าของอ่านแล้วและต้องการให้เพื่อนบ้านหรือผู้ที่เดินทางผ่านไปมาได้อ่านบ้าง
นับเป็นการแบ่งปันช่วยเหลือกันอย่างน่าชื่นชม
และยังได้ผูกมิตรสนิทใจขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง
ฉะนั้น…ใครใคร่อ่านหนังสือเล่มใดก็หยิบไปอ่านได้
อ่านเสร็จแล้วก็นำมาคืน
หรือจะนำหนังสือของตนเองมาวางแลกเปลี่ยนเพื่อให้ผู้อื่นได้อ่านบ้างก็มี
(กรณีที่หน้าบ้านตนเองยังไม่ได้ติดตั้งหีบหนังสือให้เป็นเรื่องเป็นราว)
ก็นับเป็นความคิดที่สร้างสรรค์จรรโลงโลกสำหรับผู้คนที่ฝักใฝ่แต่พัฒนาตนเอง
** ขอบคุณแนวคิดและรูปภาพจาก Little Free Library **
 
 

 

:::
.
:::
.
Nuno Banhat ·  Top Commenter · สำนักวายุคีรี
http://mblog.manager.co.th/nunohatyai
เป็นอะไรทื่จำเริญๆ สร้างสรรค์จรรโลงโลกโดยแท้
☺ชื่นชมๆ จ่ะ
:::
.
septimus ~
Thank you so much ka khun naNu
^__^
:::
.
:::
.
Nuno Banhat ·  Top Commenter · สำนักวายุคีรี
http://mblog.manager.co.th/nunohatyai
แต่ก่อน เคยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละแปดบรรทัด
ตอนนี้ เหลือเพียงสี่บรรทัดเท่านั้น ฮ่า.
:::
.
septimus ~
5555  สิ่งแวดล้อมมักส่งแรงจูงใจเสมอเลยนะคะคุณน้านู
แต่ไม่อ่านก็ ฟัง ก็ ดู แทนเนอะคะ
ขอบคุณคุณน้านูมากค่ะที่เมตตาหมั่นแวะมาดูแลบ้านหลังนี้ให้ข้าเจ้าเสมอ ข้าเจ้าความจริงจะเข้ามาคุยกับคุณน้าตั้งแต่วันวาน
แต่บังเอิ๊ญทางนี้มีเรื่องน่าตื่นเต้นค่ะ..
เป็นโหวตนายกฯหญิงคนแรกให้ออกจากงาน
เป็นอะไรที่พัฒนามากค่ะคุณน้า
ฝรั่งเค้าทำกันอย่างเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพเป็นเยี่ยมเรยค่ะ..
ทุกคนเดินตามระบบ ไม่ยักโชว์ออฟแหกคอกให้เป็นที่น่าหมั่นไส้กันซ้ากกะคน
คุณน้าว่ามันประหลาดดีป่ะคะ 5555….
.
:)))
:::
.
:::
.

Mat Sriphontong

พึ่งรู้ว่าที่นี้ เขาเปิดโครงการใหม่ สวย น่าอยู่ น่าเข้ามานั่งพักเล่น ฟังเพลงเย็นๆ เบาๆ สหวัดดีค่า สบายดีใช่ไหมค่า ^_____@.
:::
.
septimus ~
xxx เอ้ มัทจัง พี่สบายดีจ้า น้องสาวหลานสาวก็เหมือนกันน๊า
ช่ายๆ ที่นี่เค้าเปิดโครงการใหม่ น้องสาวจะกลับมาเล่าไรต่อไรให้ฟังมั่งป่ะคะ คิดถึงจังค่ะ
สุขสันต์ทุกวันนะคะน้องสาว 
^__^
:::
.
:::
.
undefined
ช่ายค่ะท่านผอ. จมูกเราเองก็มี เราก็หายใจเองจินุ
จะมัวรอยืมจมูกคนอื่นหายใจอยู่ทำไม 55555
:)))

 

 

บางคล้าที่เดียวเองเหรอคะคุณพี่ขา

ประเทศไทยออกกว้างใหญ่ อุอุ  ^^   xxxxxx

 

 

 

55555 เอิ๊กส์ คุณนกค้า ถ้าเป็นงั้นวัยรุ่นส์ในภาพนี้จะว่าไงน้อ
:::
.
:::
.

 

คุณพรทิพย์คะ อย่าได้สงสัยเลยค่ะ

พอดีข้าเจ้าได้เห็นว่าเมืองไหนๆก็เป็นเมืองแห่งการอ่านทั้งสิ้นค่ะ ไม่ว่าทางนี้หรือทางยุโรป

ใช่ว่าจะเป็นที่กทม.แห่งเดียวในโลกก็หาไม่ค่า  ^_^

:::
.
:::
.

น่าวัดใจม้ากกกกกค่ะคุณพี่ ถ้าเรากล้าตั้ง ใครจะกล้าหยิบไปอ่านบ้าง

ขึ้นชื่อว่า คนไทย มักไม่ชอบให้ใครมาลบหลู่ซ้าาาาด้วย     5555

.

.

ท่านป๋าบลค้า สวัสดีค่า ท่านป๋าบลสบายดีนะคะ
ไอเดียดีๆ มักไม่เป็นข่าวค่ะท่านป๋าบล เกรงโลกจะสวยเกินไปค่า
55555….
.
.
งั้นตั้งเลยคะคุณพี่ ให้ครบทุกเขตไปเลยค่ะ  จะได้เป็นอินดิเคเตอร์วัดน้ำ อุบส์…
:)))
.
.
ไม่หนีจิคะท่านVเทพบุตรบัวธรรม
บัวใหญ่ก็ตั้งด้วยค่ะ   lol…
:)))
.
.

 Athenaz Athenaz · Follow ·  Top Commenter · London, United Kingdom

ท่านตั้งสักตู้ หรือจะใช้ตู้กับข้าวกระท่อมเถึยงนา เดี๋ยวจะหาหนังสือธรรมะกับเกษตรพอเพียงไปใส่ตู้ .. จะดีไหมหนอ ..

 

:::

.

That’s a very good idea ka khun P’ ^^ xxxxxxx

(ขอประทานโทษคุณพี่นะคะ ไม่รู้ทำไมเม้นท์นี้ของคุณพี่จึงคลาดไปได้ค่ะ   ;p)

:::

.

undefined

Mat Sriphontong · Follow

ชีวิตเปลี่ยนไปแล้ว ความรับผิดชอบมีทุกฝีก้าวเหมือนเงาตามตัว คงได้แค่แวะมาทักทายบ้างค่า งานล้นมือ เลี้ยงลูกเอง งานที่บ้าน งานที่ร้าน ก็หมดวันแล้วค่าพี่สาว

:::

.

::

.

T_T   พี่โดนทิ้ง!!

.

ฮ่า ล้อเล่นจ้า มัทยุ่งมวากกกก พี่รู้ แล้ว… แล้วหลานคนที่สองมายังอะน้องสาว ^^

..ถึงยุ่งยังไงก็อย่าลืมเจียดเวลาดูแลตัวเองด้วยน๊า แต๊งส์หลายๆที่แวะมาหาพี่อีกครั้งวันนี้ค่ะ จู๊ฟฟฟฟฟฟฟฟฟ… คิดถึงนะคะ 

.

.

^______________________*

 

 

หน้ากาก

ความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน “หน้ากาก” คือ เครื่องบังใบหน้าทั้งหมดหรือบางส่วน สวมใส่เพื่อป้องกันสิ่งต่างๆ ใส่เพื่อปกปิดใบหน้า ใส่เพื่อเป็นการแสดง หรือเพื่อความบันเทิง หน้ากากมีมาตั้งแต่สมัยโบราณทั้งเพื่อประกอบพิธีกรรมและไว้ใช้งาน

 

 

 

 

ญี่ปุ่นเองก็มีประวัติการใช้หน้ากากมาอย่างยาวนาน โดยมีจุดประสงค์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้สำหรับพิธีกรรมทางศาสนา พิธีกรรมตามความเชื่อของท้องถิ่น ได้แก่พิธีกรรมเพื่อการรักษาคนป่วย หรือ พิธีกรรมการเผาศพ

 

 

 

 

โดยหน้ากากญี่ปุ่นก็จะมีลักษณะ ประเภท ความหมาย และความเป็นมาที่แตกต่างกันออกไป

 

 

 

หน้ากากบางส่วนนั้นมีพัฒนาการมาจากความเชื่อที่สืบต่อกันมา อันได้แก่ความเชื่อในสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ

 

 

Ghost Spirit (Onryo-Kei) หมายถึง “วิญญาณ”  

หน้ากากที่มีรูปร่างน่ากลัวดังข้างต้นนี้สื่อถึงวิญญาณที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นซึ่งเชื่อว่ามาจากนรก

หน้ากาก Onryo-Kei จึงมีความหมายถึงสิ่งชั่วร้ายหรือเป็นตัวแทนของความชั่วร้ายที่เข้ามาสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้าน หรือสร้างความเสียหายให้แก่พืชผลของชาวบ้านในสมัยก่อน 

 

 

 

Fierce God Style (Kijin-kei) หมายถึงเทพเจ้าซึ่งมีใบหน้าอันโหดเหี้ยม

โดยในวันก่อนปีใหม่ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าจะมีฟ้าฝนคะนอง สภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลงที่โหดร้าย ดังนั้นจึงได้จัดให้มีพิธีกรรมขับไล่ภูตผีปิศาจร้ายจนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมาตราบจนถึงปัจจุบัน และในตอนเย็นของวันปีใหม่ชาวญี่ปุ่นในอดีตก็จะมีการไปร้องเพลงที่วัด เพื่อเป็นการขับไล่วิญญาณร้าย ซึ่งในขณะที่ร้องเพลงก็มักจะมีการโรยถั่วเพื่อเป็นการต้อนรับฤดูใบไม้ผลิที่กำลังจะมาถึงไปด้วย ดังนั้นหน้ากาก Kijin-Kei จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งการปกป้องของชาวญี่ปุ่น

 

ตรั้นต่อมาในศตวรรษที่ 15 ก็มีการสร้างหน้ากากเพื่อความบันเทิงมากขึ้น เรียกหน้ากากประเภทนี้ว่า Kyogen Mask 

ซึ่งหน้ากากประเภทนี้มีหลายลักษณะ เลียนแบบทั้งหน้าคนและหน้าสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นลิงหรือสุนัขจิ้งจอก

หน้ากากเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในการแสดง Noh อันเป็นนาฎศิลป์ชั้นสูงเพื่อความบันเทิง

 

หน้ากากมนุษย์ผู้หญิงและหน้ากากมนุษย์ผู้ชาย มีขึ้นเพื่อเป็นการเสริมบทบาทบนเวทีการแสดงให้ใกล้เคียงกับโลกแห่งความเป็นจริงมากขึ้น นอกเหนือจากที่มีหน้ากากวิญญาณทั้งฝ่ายปกป้อง ฝ่ายทำลาย และฝ่ายตัวตลกแล้ว

 

 

 

 

Noh  หรือละครโน เป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของชาวญี่ปุ่นที่มีประวัติยาวนานย้อนกลับไปได้ไกลถึงศตวรรษที่ 14

 

 

นับเป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมที่มีความเก่าแก่และได้รับการอนุรักษ์สืบทอดเอาไว้อย่างต่อเนื่องมาช้านาน จนในปี 2001 องค์การ UNESCO ได้ประกาศให้ละครโน เป็น Masterpieces of the Oral and Intangible Heritage of Humanity

 

 

 

 

ละครโนใช้นักแสดงเป็นผู้ชายทั้งหมด ประกอบด้วยดนตรีที่มีความสลับซับซ้อนเกินจะคาดเดา และฉากรูปต้นไม้แบบเรียบง่าย การแสดงท่าทางต่างๆ ล้วนมีความหมายต่อบทบาท อารมณ์ และบุคลิกของตัวละครทั้งสิ้น ในการแสดง ตัวละครจะเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ และมักแสดงให้เห็นถึงแนวรูปเรขาคณิตอย่างชัดเจน

 

 

 

 

 

จุดเด่นสำคัญอย่างหนึ่งของละครโน ก็คือหน้ากาก โดยผู้แสดงบทบาทสำคัญของแต่ละเรื่องจะต้องสวมหน้ากากซึ่งแกะสลักจากไม้อยู่ตลอดเวลา และไม่เปิดเผยใบหน้าจริงโดยเด็ดขาด

 

 

 

 


หน้ากากเหล่านี้จะแสดงให้เห็นถึงเพศ อายุ ประเภทของตัวละคร และสีหน้าของตัวละครนั้นๆ เช่น ผู้หญิง คนแก่ คนหนุ่ม ปิศาจ นางฟ้า ฯลฯ

 

 

 

 

หากแต่ชมเพียงหน้ากากอย่างเดียวนั้นก็ไม่อาจบอกบอกเล่าเรื่องราวของตัวละครได้หมด ต้องอาศัยสิ่งอื่นๆ เป็นส่วนประกอบด้วย เช่น

 

 

เครื่องแต่งกาย

 

 

 

เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของละครโน เรียกว่า Noh shozoku ประกอบด้วยเสื้อผ้ามากมายหลายประเภท

ทั้งเสื้อชั้นใน เสื้อชั้นนอก และเสื้อคลุมแบบต่างๆ

เสื้อผ้าเหล่านี้มีส่วนสำคัญต่อการแสดงละครอย่างมาก เนื่องจากรูปแบบและของเสื้อผ้าจะช่วยบ่งบอกถึงฐานะ อารมณ์ และบุคลิกของตัวละครได้เป็นอย่างดี

ในการแสดงแต่ละครั้ง ผู้แสดงอาจต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าหลายชุด โดยทำการเปลี่ยนต่อหน้าผู้ชมขณะอยู่บนเวทีแสดง

ตัวอย่างเสื้อผ้าที่ใช้ในการแสดงละครโน

 

Kariginu  สวมใส่โดยบทของปิศาจ เทพ จักรพรรดิ ชนชั้นสูง หรือนักบวช มักทอยกดอกสีเงินหรือทอง

 

Karaori  สวมใส่โดยตัวละครฝ่ายหญิง หรือชายหนุ่มเจ้าสำอางหรูหรา เป็นกิโมโนปักยกดอกหลายสี มีลวดลายที่ดูนุ่มนวลอ่อนโยน

 

 

Choken  เสื้อคลุมสำหรับบทหญิงสาวพรหมจรรย์หรือผีสาวในฉากเต้นรำ หรือบทของนักรบหนุ่มรูปงามและข้าราชสำนัก ทำจากผ้าที่มีความบางเบาเป็นพิเศษ และมีการปักลวดลายตราประจำตระกูลไว้บนชุด

 

 

Atsuita สวมใส่โดยตัวละครฝ่ายชาย สำหรับสวมใส่ใต้เสื้อคลุมอีกชั้นหนึ่ง มักทอเป็นลวดลายเรขาคณิต หรือลายอาวุธต่างๆ ให้ความรู้สึกแข็งแกร่ง

 

สี

 

 

ตัวอย่างสีที่บอกสถานะของตัวละคร

 

 


สีขาว หมายถึง ชนชั้นสูง
สีแดง หมายถึง หญิงสาว
สีฟ้าอ่อน หมายถึง อารมณ์ที่หุนหันพลันแล่น
สีน้ำเงินเข้ม หมายถึง คนที่มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
สีเขียวอ่อน หมายถึง ข้าทาส บริวาร
สีน้ำตาล หมายถึง คนรับใช้ หรือชาวไร่ชาวนา

 

 

 

 

 

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก www.arthousegroups.com

::::

::::

undefined

.

Nuno Banhat · สำนักวายุคีรี

นึกว่าจะได้เห็นหน้ากากผีเร่ร่อนจรจัดเผ่าดูไบตนนั้นซะอีก
แต่ยังไงซะที่นี่ยังคงคงปริ่มไปด้วยสาระความรู้สบู่นกแก้วมากมายเสมอ

:) จะหมั่นคิดถึงจ่ะ

:::
.
:::
.
septimus~
ขอบคุณท่านน้านูเจ้าค่ะ
เกรงว่าหน้ากากเผ่านั้นหายากถึงไม่มีค่ะคุณน้าค้า
เก้าะ แนวไหนๆ ก็ดั๊นนนนกลายเป็นแนวร่วมด้วยช่วยกันไปซ้าหมดค่า ฮาฮาฮา….
ว่าแต่ตอนนี้บ้านเราไม่มี เพลงจนตรอก เหรอคะคุณน้า
:::
.
:::
.
Benben Ja · ว.พ.

^^ นานาหน้ากาก
:::
.
:::
.
septimus ~
^^ เลือกไม่ถูกเลยเนอะคุณนก
:::
.
:::
.
Nuno Banhat ·  Top Commenter · สำนักวายุคีรี

เพลงจนตรอกซอกซอยน้าไม่เคยไม่รู้จักจ่ะ แต่ตอนนี้อยากกินข้าวซอยใส่น่องไก่มากกว่า
อื่นๆ ซิดนีย์สบายดีน้าาา
:::
.
:::
.
septimus ~

 555 ขอบคุณคุณน้ามากมายค่ะ

คุณน้าเมตตาร้องเพลงสามัคคีชุมนุมก็ได้คะระหว่างนี้ กินข้าวซอยใส่น่องไก่ไปร้องไป เพราะดีค่ะ

เห็นทางซิดนีย์เค้าก็จะร้องคะ

 

 

 

กำแพงเซรามิคที่ฮานอย

 

 

เมื่อแรกเข้ากรุงฮานอย สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือสิ่งที่ไกด์ไม่พูดถึงเลย…Hanoi Ceramic Mosaic Mural

 

 

 

 

มาทราบทีหลังว่าเป็นปฏิมากรรมที่กินเนสบุ๊คได้บันทึกไว้เมื่อปี 2010 ว่าเป็นกำแพงเซรามิคที่ยาวที่สุดในโลก..

 

 

 

 

นั่นคือพวกเขาและเพื่อนร่วมโลกได้ช่วยกันเนรมิตขึ้นมา ได้ความยาวทั้งสิ้น 4 กิโลเมตร

 

 

 

เพื่อให้เป็นที่ระลึกถึงวันครบรอบฮานอยได้เป็นอิสระปลดแอกออกจากจีนครบ 1 พันปี

 

 

 

หลังจากที่ได้ตกเป็นไก่รองบ่อน เอ้ย เป็นเมืองขึ้นของจีนมานานตั้ง 1 พันปี

 

 

 

 

ก็ทำให้เกิดความสงสัยจนเป็นคำถามออกมาทางสายตาว่า ทำไมตลอดเวลา 1 พันปีที่โดนยึดครองนั้น  เวียดนามยังคงดำรงตนยืนหยัดเป็นเวียดนามอยู่ได้ ทำไมไม่ถูกกลืนชาติไปเสียสิ้น

 

 

 

 

ไกด์ก็ดูเหมือนจะรู้ว่าเราสงสัยอะไร จึงเล่าซะเอง…

 

 

 

 


เหตุที่พวกเรายังคงความเป็นเวียดนาม ภาษาขนบธรรมเนียมยังคงดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบันเพราะบรรพบุรุษของเรามีความเฉลียวฉลาดและรักพวกพ้อง ..

 

 


Hano 1010-2010




ในกาลนั้นพวกท่านได้ออกแบบให้หมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านล้อมกรอบรอบนอกด้วยกอไผ่ที่หนาทึบจนใครไม่สามารถเล็ดลอดเข้าไปได้ แล้วภายในหมู่บ้านก็ให้มีถนนเส้นหลักตัดผ่านกลางหมู่บ้านเพียงเส้นเดียว ..





 


ที่หัวและท้ายถนนเส้นนี้จะมีประตูหมู่บ้านที่มีเวลาปิดเปิดที่แน่นอนในแต่ละวัน ทั้งนี้เพื่อให้สมาชิกของหมู่บ้านได้ออกไปทำไร่ไถนากันตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ..




 


จากถนนเส้นใหญ่ของหมู่บ้านก็จะมีซอยแยกย่อยกันออกไปราวกับกิ่งก้านไม้ใหญ่ ..


โดยแต่ละซอยก็กำหนดให้เป็นที่อยู่อาศัยของแต่ละสกุล ..

 

http://youtu.be/Cb8j72kOL8U


สกุลหนึ่งๆก็จะมีหัวหน้าสกุลที่ดูแลความเป็นไปของสมาชิกร่วมสกุลเดียวกัน .. 

และจากนั้นในแต่ละบ้านของแต่ละสกุลก็จะมีพ่อแม่ปู่ย่าตายายทำหน้าที่เลี้ยงดูอบรมบุตรหลานของตนพร้อมถ่ายทอดความรู้ความชำนาญความรักสายสกุลตลอดจนความรักชาติรักแผ่นดินให้สืบต่อกันไปมิให้ขาดตอน ..



http://youtu.be/5z0sEuarO-o

 


หัวหน้าสกุลของทุกสกุลจะร่วมกันเป็นสมาชิกสภาหมู่บ้าน โดยมีหัวหน้าหมู่บ้านรับผิดชอบความเป็นความตายของลูกบ้านทั้งหมด ตลอดจนมีหน้าที่ติดต่อกับโลกภายนอก ว่ากันว่าหัวหน้าหมู่บ้านบางคนมีอิทธิพลมากกว่าจักรพรรดิ์เวียดนามในเวลานั้นเสียอีก ..




http://youtu.be/GoE_nHt-aSk

 


ยามใดที่มีคนแปลกหน้าเข้ามาในหมู่บ้าน(ส่วนใหญ่จะเป็นขุนนางจีนที่ถูกส่งมารีดนาทาเร้นภาษีและยึดทรัพย์สมบัติกลับไปถวายแด่องค์ฮ่องเต้จีน) บรรดาเด็กเล็กและสตรีจะพากันเก็บตัวเงียบอยู่แต่ในบ้านกันหมดทันที จะมีก็แต่หัวหน้าหมู่บ้านและทีมงานสองสามคนเท่านั้นที่ให้การต้อนรับขับสู้คนแปลกหน้าเหล่านั้น ..


เคยมีคราวหนึ่ง ขุนนางจีนคิดร้ายหมายทำลายบอนด์ความกลมเกลียวที่เหนียวแน่นในหมู่บ้านลงเสีย จึงส่งกำลังทหารเข้ายึดหมู่บ้านบางหมู่บ้าน(หมายให้เห็นเป็นตัวอย่าง)แล้วสังหารบรรดาผู้ชายในหมู่บ้านจนหมดสิ้น แต่ สุดท้ายแล้ว บรรดาลูกบ้านซึ่งเป็นเด็กหญิงและสตรีที่เหลือรอดตลอดจนบรรดาสมาชิกสายเลือดจีนที่เกิดใหม่ในเวลาต่อมาก็ยังคงสำแดงตนเป็นเวียดนามอยู่ดี ..


ทั้งนี้เพราะเหล่าสตรีเวียดนามไม่ยอมเปลี่ยนตัวเอง กินนั่งยืนนอนย่อมเป็นเวียดนาม แล้วยังสอนสั่งส่งต่อไปยังสายเลือดอย่างเข้มข้น




http://youtu.be/2VYB7MoB74A

 



ไกด์บอก เพราะเรามีสตรีเวียดนามที่มีจิตใจหนักแน่นเช่นนี้ เราจึงได้รับชัยชนะในคราวป้องกันประเทศให้พ้นจากเงื้อมมือพวกฝรั่งมังค่าได้สำเร็จ ขณะที่อาวุธยุทโธปกรณ์ที่พอมีนั้นล้าสมัยอย่างสิ้นเชิง… ซึ่งก็เมื่อไม่นานมานี้..


ทั้งในช่วงสงครามเดียนเบียนฟูหรือในช่วงสงครามเวียดนาม เหล่านายทหารทั้งเวียดกงและเวียดมินห์เมื่ออยู่ในสนามรบจะยอมรบอย่างไม่เห็นแก่ชีวิตตนเองทั้งนี้ก็เนื่องจากพวกเขารู้อยู่แก่ใจดี พวกเขามีความรักที่ไม่เปลี่ยนแปลงจากแม่จากเมียจากน้องสาวจากพี่สาวแล้ว.. พวกเขาจะอยู่รึตายนั้นไม่สำคัญ.. พวกเขาจะอยู่ในใจของพวกนางเสมอตราบชั่วนิรันดร์




http://youtu.be/001TaPG4iig

 

 


ส่วนบรรดาคนเป็นแม่นั้นเล่า ลูกชายตายเพื่อเวียดนาม ไม่เป็นไร พวกเธอยังสามารถมีลูกได้อีกนับสิบคน


ขณะที่สตรีม่ายเวียดนามที่ส่วนมากยังคงครองตัวเป็นโสดตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิตก็จะได้รับการยกย่องเชิดชูจากสังคมเป็นที่สุด



และนี่ก็คือเคล็ดลับหนึ่งเดียวของเวียดนามที่ใช้ต่อสู้กับอริราชศัตรูที่มีพลานุภาพที่เหนือกว่า

 

 

 

 

A souvenir of King Rama the 7th’s first visit to Indo-China

 

ที่ฝั่งตรงข้ามหน้าพิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์

 

 

เราที่กำลังเดินชมสวนชมคนเวียดนามเพลินอยู่ถึงกับหยุดชะงักเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นรูปปั้นช้างสัมฤทธิ์เข้า

 

 

 

ด้วยสัญชาตญาน บอกตนเองว่า ช้างไทย!

 

 

 

 

 

 

แล้วทำไมมาอยู่ที่นี่ …

 

 

 

ให้ชาวเวียดนามได้ชื่นชม …

 

 

 

 

ได้ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นสิริมงคลด้วยความยินดีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

 

 

แต่พอเข้าไปพิจารณาใกล้ๆ

 

 

 

 

ความอบอุ่น ความปิติเป็นล้นพ้น ก็ไหลบ่าท่วมขึ้นในใจในทันที  …

 

 

 

 

โดยที่ไม่ทราบว่ามาจากไหน

 

 

รู้สึกราวกับตนเองได้เข้าเฝ้าแทบเบื้องพระยุคลบาทฯก็ไม่ปาน

 

 

 

 

Benben Ja · ว.พ.

อ่านแล้วรู้สึกเช่นเดียวกันค่ะคุณเซ็ป
::
.
septimus ~
สวัสดีค่ะคุณนก 😀
พระเมตตาของพระองค์ช่างกว้างใหญ่ไพศาลเนอะคุณนก พวกเราที่เกิดไม่ทันยังสามารถสัมผัสได้ พูดแล้วขนแขนสแตนด์อัพค่ะ ฮาฮาฮา…

ปริศนาของเวตาล

 

 

ปริศนาของเวตาล หรือ นิทานเวตาล เป็นวรรณคดีอินเดียโบราณที่ถูกนำมาเล่าสู่กันฟังต่อๆมาเป็นเวลายาวนานไม่ต่ำกว่า ๑ พันปี … ทั้งโดยปากต่อปากและโดยลายลักษณ์อักษร

เวตาล เป็นอมนุษย์จำพวกหนึ่ง คล้ายค้างคาวผี ในปรัมปราคติของฮินดู ดำรงอยู่เป็นภูตที่อาศัยในซากศพ (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 กล่าวไว้ว่า “เวตาล คือ ผีจำพวกหนึ่ง ชอบสิงอยู่ในป่าช้า”)

ในความรู้สึกนึกคิดของผู้คน เวตาลจะมีบุคลิกโดดเด่นในด้านความเจ้าเล่ห์แสนกล ช่างพูดข่างเจรจา

เวตาล จัดเป็นปีศาจจำนวนไม่กี่ตนในโลกนี้ที่ผู้คนพากันเกลียดและกลัวไม่ลง

ในอดีตนักอ่านชาวไทยคุ้นเคยกับนิทานเวตาลของ น.ม.ส. เป็นอย่างดี แม้ว่าจะทรงแปลไว้เพียง ๑๐ เรื่อง จากต้นฉบับทั้งหมด ๒๕ เรื่อง

ปัจจุบัน อาจารย์ศักดิ์ศรี แย้มนัดดา ได้กรุณาแปลจากต้นฉบับดั้งเดิมที่พิมพ์ด้วยอักษรเทวนาครี ครบทั้ง ๒๕ เรื่อง เรียกว่า เวตาลปัญจวิงศติ

 

 

 

 

เรื่องย่อนิทานเวตาล …

 

ณ ฝั่งแม่น้ำโคทาวรี มีพระมหานครแห่งหนึ่งตั้งอยู่นามว่า ประดิษฐาน ที่เมืองนี้ในสมัยบรรพกาลมีพระราชาธิบดีองค์หนึ่ง ทรงนามว่า ตริวิกรมเสน ได้ครองราไชศวรรย์มาด้วยความผาสุก พระองค์เป็นราชโอรสของพระเจ้าวิกรมเสนผู้ทรงเดชานุภาพเทียมท้าววัชรินทร์

ต่อมาได้มีนักบวชชื่อ ศานติศีล ได้นำผลไม้มาถวายทุกวันมิได้ขาด ซึ่งพระราชาแปลกใจ และได้ไปพบในคืนหนึ่งตามนัด ได้ถามถึงเหตุผลและเพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณ โยคีศานติศีลจอมเจ้าเล่ห์ได้ขอให้พระราชาตริวิกรมเสนนำเวตาลมาให้ตนเพื่อจะประกอบมหายัญพิธี

พระราชาผู้มีสัจจะเป็นมั่น ได้ไปนำเวตาลมาให้โยคีเจ้าเล่ห์ แต่เวตาลก็พยายามหน่วงเหนี่ยวด้วยการเล่านิทานทั้งสิ้น ๒๔ เรื่องด้วยกัน ซึ่งแต่ละเรื่องจะมีคำถามให้พระราชาตอบ โดยมีข้อแม้ว่า หากพระราชาทราบคำตอบแล้วไม่ตอบ ศีรษะของพระราชาจะต้องหลุดจากบ่า และหากพระราชาเอ่ยปากพูดเวตาลก็จะกลับไปสู่ที่เดิม

และก็เป็นดังนั้นทุกครั้ง ที่พระราชาตอบคำถามของเวตาล เวตาลก็จะหายกลับไปสู่ต้นไม้ที่สิงที่เดิม พระราชาก็จะเสด็จกลับไปเอาตัวเวตาลทุกครั้งไป จนเรื่องสุดท้ายพระราชาไม่ทราบคำตอบ ก็ทรงเงียบไม่พูด เวตาลพอใจในตัวพระราชามาก เพราะเป็นพระราชาผู้ไม่ย่อท้อ ผู้มีความกล้าหาญ ทำให้เวตาลบอกความจริงในความคิดของโยคีเจ้าเล่ห์ ว่าโยคีนั้นแท้จริงแล้ว ต้องการตำแหน่งราชาแห่งวิทยาธร โดยจะเอาพระราชาเป็นเครื่องสังเวยในการทำพิธี และอธิบายถึงวิธีกำจัดโยคีเจ้าเล่ห์

เมื่อพระราชาเสด็จมาถึงโยคีตามที่นัดหมายไว้ ก็ปรากฎว่าโยคีได้เตรียมการทำอย่างที่เวตาลได้บอกกับพระราชาไว้ พระราชาจึงแก้โดยทำตามที่เวตาลได้อธิบายให้พระราชาฟัง พระราชาจึงได้ตำแหน่งราชาแห่งวิทยาธร และเวตาลได้บอกกับพระราชาตริวิกรมเสนว่า “ตำแหน่งนี้ได้มาเพราะความดีของพระองค์ ตำแหน่งนี้จะคอยพระองค์อยู่หลังจากที่ทรงเสวยสุขในโลกมนุษย์จนสิ้นอายุขัยแล้ว ข้าขอโทษในกาลที่แล้วมาในการที่ยั่วยวนประสาทพระองค์ แต่ก็ไม่ทรงถือโกรธต่อข้า บัดนี้ข้าจะถวายพรแก่พระองค์ ขอทรงเลือกอะไรก็ได้ตามใจปรารถนาเถิด” พระราชาก็ตรัสว่า “เพราะเหตุที่เจ้ายินดีต่อข้า และข้าก็ยินดีในความมีน้ำใจของเจ้าเช่นเดียวกัน พรอันใดที่ข้าจะปรารถนาก็เป็นอันสมบูรณ์แล้ว ข้าเพียงแต่อยากจะขออะไรสักอย่างเป็นที่ระลึกระหว่างข้ากับเจ้า นั่นก็คือนิทานที่เจ้ายกปัญหามาถามข้าถึงยี่สิบสี่เรื่อง และคำตอบของข้าก็ให้ไปแล้วเช่นเดียวกัน แลครั้งที่ยี่สิบห้าคือวันนี้ถือเป็นบทสรุป แสดงอวสานของเรื่อง ขอให้นิทานชุดนี้จงมีเกียรติแพร่กำจายไปในโลกกว้าง”

เวตาลก็สนองตอบว่า “ขอจงสำเร็จ โอ ราชะ บัดนี้จงฟังเถิด ข้าจะกล่าวถึงคุณสมบัติที่ดีเด่นของนิทานชุดนี้ สร้อยนิทานอันร้อยรัดเข้าด้วยกันดังสร้อยมณีสายนี้ ประกอบด้วยยี่สิบสี่เรื่องเบื้องต้น แลมาถึงบทที่ยี่สิบห้า อันเป็นบทสรุปส่งท้าย นับเป็นปริโยสาน นิทานชุดนี้จงเป็นที่รู้จักกันในนามของเวตาลปัญจวิงศติ (นิทานยี่สิบห้าเรื่องของเวตาล) จงมีเกียรติยศบันลือไปในโลก และนำความเจริญมาสู่ผู้อ่านทุกคน ใครก็ตามที่อ่านหนังสือแม้แต่โศลกเดียว หรือเป็นผู้ฟังเขาอ่านก็เช่นเดียวกัน จักรอดจากคำสาปทั้งมวล บรรดาอมนุษย์ทั้งหลาย มียักษ์ เวตาล กุษมาณฑ์ แม่มด หมอผีและรากษส ตลอดจนสัตว์โลกประเภทเดียวกันนี้ จงสิ้นฤทธิ์เดชเมื่อได้ยินใครอ่านนิทาน อันศักดิ์สิทธิ์นี้”

พระศิวะได้ฟังเรื่องของต่าง ๆ ของเวตาลจบก็กล่าวชื่นชมในองค์พระราชาตริวิเสนมาก ซึ่งพระศิวะได้สร้างจากอนุภาคโดยให้มาปราบอสูรคนร้ายต่าง ๆ เมื่อพระราชาตริวิกรมเสนได้เป็นจอมราชันแห่งวิทยาธรทั้งโลกและสวรรค์แล้ว ก็เกิดความเบื่อหน่าย หันไปบำเพ็ญทางธรรมจนบรรลุความหลุดพ้น

 

 

ที่มา http://www.larnbuddhism.com/vetal/

 

 

 

 

ปริศนาของเวตาล …

 

บทนำ       http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_3447.html

เรื่องที่ ๑   http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_8648.html

เรื่องที่ ๒   http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_42.html

เรื่องที่ ๓   http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_3341.html

เรื่องที่ ๔   http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_8074.html

เรื่องที่ ๕   http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_9986.html

 

เรื่องที่ ๖   http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_9230.html

เรื่องที่ ๗   http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_8683.html

เรื่องที่ ๘   http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_8448.html

เรื่องที่ ๙   http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_3077.html

เรื่องที่ ๑๐ http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_1374.html

 

เรื่องที่ ๑๑ http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_2957.html

เรื่องที่ ๑๒ http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_5313.html

เรื่องที่ ๑๓ http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_2526.html

เรื่องที่ ๑๔ http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_4839.html

เรื่องที่ ๑๕ http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_4278.html

 

เรื่องที่ ๑๖ http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_8935.html

เรื่องที่ ๑๗ http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_8028.html

เรื่องที่ ๑๘ http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_4312.html

เรื่องที่ ๑๙ http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_3480.html

เรื่องที่ ๒๐ http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_8262.html

 

เรื่องที่ ๒๑ http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_9529.html

เรื่องที่ ๒๒ http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_3115.html

เรื่องที่ ๒๓ http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_5256.html

เรื่องที่ ๒๔ http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_25.html

เรื่องที่ ๒๕ http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post.html

 

 

 

 

 

 

ขอขอบคุณศาสตราจารย์ดอกเตอร์ศักดิ์ศรี แย้มนัดดา

 

Athenaz Athenaz ·  Top Commenter · London, United Kingdom

ดอกไม้แสนงาม…ขอบคุณเวตาลซีรี่ให้สะสมไว้อ่านประเมืองปัญญาค่ะ septimus..
.
.

septimus ~

ด้วยความยินดีอย่างที่ซู๊ดค่ะคุณพี่ ข้าเจ้างี้ดีใจมากมายเมื่อได้พบคะ อ่านนิทานทั้ง 10 เรื่องมานาน มาวันนี้ได้อ่านครบหมดซ้าทีค่ะ ฮา…  คุณพี่ว่าดอกอโศกคล้ายดอกเข็มมั้ยคะ ^^

 

Legend of Lu Zhen

 

หรือ Female Prime Minister  เป็นซีรีย์จีนชุด ลู่เจินฉวนฉี(陆贞传奇) ที่อยากดูหลังจากที่ได้อ่านเรื่องย่อ…

 

“ลู่เจินฉวนฉี เป็นตำนานเกี่ยวกับ ลู่ เจิน อัครเสนาบดีหญิงคนแรกและคนเดียวของแผ่นดินจีนในสมัยราชวงศ์เหนือใต้

โดย ลู่ เจิน เดิมมาจากครอบครัวคหบดี ภายหลังจากบิดาเสียชีวิต มารดาเลี้ยงจ้างวานนักฆ่ามาสังหาร นางจึงต้องหลบหนีเข้าไปเป็นนางกำนัลในวัง

และด้วยความสามารถที่โดดเด่นทำให้มีโอกาสได้เข้ารับราชการในสมัยจักรพรรดิเกาเหยี่ยน(เสี้ยวเจา)

ลู่ เจิน ตกหลุมรักกับองค์รัชทายาท เกา จั้น แต่ความรักครั้งนี้เต็มไปด้วยอุปสรรคนานัปการ ทั้งยศฐาบรรดาศักดิ์ และความอิจฉาริษยาของผู้คนที่รายล้อม

แม้ในท้ายที่สุด ลู่ เจิน จะใช้ความสามารถและสติปัญญาสนับสนุนให้องค์รัชทายาทเกา จั้น ขึ้นครองราชย์ได้สำเร็จ

แต่ด้วยเหตุผลนานัปการ ทั้งคู่ไม่อาจครองคู่กันได้

ลู่ เจิน จึงหันไปทุ่มเทชีวิตให้กับหน้าที่การงาน

โดยตำแหน่งสุดท้ายของนางคือ อัครเสนาบดีในองค์จักรพรรดิเกา เหว่ย (บุตรของเกา จั้น)”

 

 

 

“เจินซี(珍惜)”
ทำนอง:ถาน เสวี้ยน(谭旋)
คำร้อง:อี๋ว์ เจิ้ง(于正)
ขับร้อง:หลี่ อี่ว์ชุน(李宇春)

 

 

谢谢天谢谢地,遇见了你,
xie4 xie4 tian1 xie4 xxie4 di4 yu4 jian4 le ni3
เซี่ยเซี่ยเทียน เซี่ยเซี่ยตี้ อี้วืเจี้ยนเลอหนี่
ขอบคุณฟ้าดิน ดลให้ได้มาพบเธอ这一生的美好,唯你而已,
zhe4 yi1 sheng1 de mei3 hao3 wei2 ni3 er2 yi3
เจ้ออี้เซิงเตอเหมยเห่า เหวยหนี่เอ๋อร์อี่
ความงดงามทั้งหมดในชีวิต มอบให้เพียงเธอผู้เดียว风里来雨里去,多么感激,
feng1 li3 lai2 yu2 li3 qu4 duo1 me gan3 ji1
เฟิงหลี่ไหล อี๋ว์หลี่ชี่ว์ ตัวเมอก่านจี
มากับลมจากไปในสายฝน แสนซึ้งกำซาบทรวง手相握眼相看,温暖栖息。
shou3 xiang1 wo4 yan3 xiang1 kan4 wen1 nuan3 qi1 xi1
โส่วเซียงวั่ว เหยี่ยนเซียงคั่น เวินหน่วนชีซี
มือเกาะกุม ตามองตา แอบอิงอย่างอบอุ่น*多么想窥探你,心底的谜,
duo1 me xiang3kui1 tan4 ni3 xin1 di3 de mi2
ตัวเมอเสี่ยงคุยทั่นหนี่ ซินตี่เตอหมี
อยากไขความลับในเงื่อนหัวใจเธอเหลือเกิน多么想捕捉你,温柔气息,
duo1 me xiang3 bu3 zhuo1 ni3 wen1 rou2 qi4 xi1
ตัวเมอเสี่ยงปู่จัวหนี่ เวินโหรวชี่ซี
อยากคว้าลมหายใจแสนอ่อนโยนของเธอเอาไว้一千次轮回里,要找到你,
yi1 qian1 ci4 lun2 hui2 li3 yao4 zhao3 dao4 ni3
อี้เชียนชื่อหลุนหุยหลี่ เย่าเจ่าเต้าหนี่
เวียนว่ายตายเกิดสักพันครั้ง ยังต้องเสาะหาให้พบเธอ手相握眼相看,潮来潮去。
shou3 xiang1 wo4 yan3 xiang1 kan4 chao2 lai2 chao2 qu4
โส่วเซียงวั่ว เหยี่ยนเซียงคั่น เฉาไหลเฉาชี่ว์
มือเกาะกุม ตามองตา ผ่านเข้ามาแล้วจากไป**多少的结局,都随风散去,
duo1 shao3 de jie2 ju2 dou1 sui2 feng1 san4 qu4
ตัวเส่าเตอเจี๋ยจี๋ว์ โตวสุยเฟิงซั่นชี่ว์
กี่บทตอนอวสาน ล้วนเลือนหายไปกับสายลม我和你,天和地,
wo3 he2 ni3 tian1 he2 di4
หวั่วเหอหนี่ เทียนเหอตี้
ฉันและเธอ ดั่งฟ้าและดิน生死在一起,哪怕会分离,也要努力。
sheng1 si3 zai4 yi4 qi3 na3 pa4 hui4 fen1 li2 ye3 yao4 nu3 li4
เซิงสื่อไจ้อี้ฉี่ หน่าผ้าฮุ่ยเฟินหลี เหยี่ยเย่าหนู่ลี่
เคียงข้างกันแม้เป็นหรือตาย แม้นสุดท้ายต้องไกลห่าง ยังคงเพียรพยายาม多少的期许,刻在石碑里,
duo1 shao3 de qi1 xu3 ke4 zai4 shi2 bei1 li3
ตัวเส่าเตอชีสี่ว์ เค่อไจ้สือเปยหลี่
กี่ความหวังที่เฝ้ารอ จดจารไว้บนหลักศิลา我和你,天和地,
wo3 he2 ni3 tian1 he2 di4
หวั่วเหอหนี่ เทียนเหอตี้
ฉันและเธอ ดั่งฟ้าและดิน注定的相遇,哪怕要放弃,也要珍惜。
zhu4 ding4 de xiang1 yu4 na3 pa4 yao4 fang4 qi4 ye3 yao4 zhen1 xi1
จู้ติ้งเตอเซียงอี้ว์ หน่าผ้าเย่าฟั่งชี่ เหยี่ยเย่าเจินซี
สวรรค์กำหนดให้พบพาน แม้นสุดท้ายต้องปล่อยวาง ยังคงเฝ้าถนอมรักษา

ซ้ำ * 1 รอบ
ซ้ำ ** 2 รอบ

อธิบายศัพท์
栖息 (qi1 xi1) แปลว่า หยุดลง พักพิง เกาะ
窥探( kui1 tan4 ) แปลว่า สอดส่อง สอดแนม สืบเสาะ.
捕捉(bu3 zhuo1) แปลว่า คว้า จับ
轮回(lun2 hui2) แปลว่า วัฏสงสาร

 

ที่มา

http://manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9560000058830

::::

::::

::::

Benben Ja · ว.พ.  เหอๆๆๆๆๆ มันเกิดการเปรียบเทียบยังไงก็ไม่รู้ค่ะคุณเซ็ป^^

septimus ~    

^^ คุณนกพูดงี้แปลว่า พวกฟองน้ำหมดอายุทั้งซีกซ้ายซีกขวา เป็นไม่ยอมปล่อยให้เข้ามาฉายในบ้านเราเด็ดๆดิ่คะ ชักเดือดร้อนแระข้าเจ้า อยากดูมั่กๆค่ะ  หนังสวย สีสวย เรื่องราวยิ่งสวยคะ    ฮาฮาฮา……     xxx

::::

::::

Athenaz Athenaz · Follow ·  Top Commenter · London, United Kingdom

บทเพลงไพเราะกินใจค่ะ… “…สวรรค์กำหนดให้พบพาน แม้นสุดท้ายต้องปล่อยวาง ยังคงเฝ้าถนอมรักษา”
septimus~
กินใจจริงๆค่ะคุณพี่ ทำให้รู้สึกอยากลุ้นให้พวกเค้าอย่าได้ต้องพลัดพรากกันอีกเลยค่ะ ^^
อรุณสวัสดิ์คะคุณพี่ สุขสันต์เทศกาลบุญใหญ่ค่า  xxx

วันว่างในซิดนีย์

 

::::

 

http://septimustidbits.blogspot.com.au/2013/04/blog-post.html

 

 

 

 

(ป.ล. 1ชม.ผ่านไปยังใส่ภาพไม่ได้ —  ยอมแพ้ค่ะวันนี้)

มหากาพย์มหาภารตะ ฉบับแปลของอาจารย์กรุณา และอาจารย์เรืองอุไร กุศลาสัย

   


มหาภารตะ(ภารตะที่ยิ่งใหญ่
= เรื่องราวที่ยิ่งใหญ่แห่งเผ่าพันธุ์ของชาวอินเดีย)
ได้ชื่อว่าเป็นมหากาพย์ที่ยาวที่สุดในโลกวรรณคดี คาดว่าใช้เวลาแต่งถึง 600 ปี(ระหว่าง
300 ปีก่อน ค.ศ. – ค.ศ. 300)
จนเสร็จสมบูรณ์เป็นมหากาพย์