septimus' blog

Posts under ‘ต่างประเทศ’

เพื่อนเดินทาง…เวจจีส์ชิพส์

 

ขนมขบเขี้ยว หรือ ขนมกินเล่น หรือของกินเล่น เมืองฝรั่งที่ได้ลิ้มลองคราวนี้เป็นอะไรที่น่าทึ่งกับภูมิปัญญาของชาวสวนอเมริกัน

 

 

ที่ไม่ยอมพ่ายแพ้แก่โชคชะตา(หรือคอยร้องขอแต่ความช่วยเหลือจากภาครัฐฯแต่เพียงอย่างเดียว)

 

 

…..

 

การปลูกไม้ผลที่มากมาย มีบางปีที่อาจได้ผลเกิดคาด…มากมายเสียจนไม่สามารถนำส่งถึงผู้บริโภคได้หมดทันเวลา

Veggie Chips / 3lb Bag

การถนอมอาหาร เป็นหนทางที่พวกเค้านำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างสูงสุดและงดงาม

 

เวจจีส์ ชิพ… ผักผลไม้อบกรอบ

 

ผักผลไม้อบกรอบคลุกเกลือเล็กน้อยพอได้รสเค็มปะแล่มๆเข้าแทรกรสหวานธรรมชาติด้วยตัวของผักหรือผลไม้เอง บรรจุอยู่ในถุงพลาสติค

รสชาติเอร็ดอร่อย กินเพลิน หมดถุงไม่รู้ตัว ยามที่รู้สึกเหงาปากอยากกินไรสักอย่างเล่นๆ

BBQ Veggie Chips

เมืองไทยจะทำได้มั้ยนะ สแนคส์ง่ายๆให้คุณแก่ร่างกายอย่างนี้

 

เกษตรอินทรีย์ลอยน้ำ

ที่อินเลย์

ที่ที่มีชนเชื้อสายมอญอาศัยอยู่มาก(ความจริงก็มากทุกหนแห่งที่เราได้ไปเยือน)

 
 

 

ที่ที่เค้ามองผู้มาเยือน… ใช่คนสยามญาติของเค้าฤาไม่
 
 

 

 

ที่นี่เราได้นั่งเรือไกลออกไปกลางทะเลสาปอันกว้างใหญ่ กับความลึกที่ไม่ต้องพูดถึง 10 เมตรอาจจะน้อยไป
 
 
เรามีโอกาสได้เห็นการพายเรือขาเดียวจับปลา…

 

 

 

 

การทอผ้าด้วยใยบัว
 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แต่นั่นก็ยังไม่น่าทึ่งน่าประทับใจเท่าการปลูกข้าวแลพืชผักสวนครัวบนผิวน้ำเพื่อนำส่งเข้าเมืองใหญ่เช่นรางกูน มันฑะเลย์
 
 

 

 

(โคลนตมที่มีค่ายิ่งกว่าทองคำ)

 

จะด้วยความผูกพันทางสายเลือดหรือทางภูมิศาสตร์หรืออะไรก็ตาม

 

 

 

 

สิ่งที่ได้รู้ได้เห็นครั้งนี้ชวนให้เราคิด… เกษตรกรรมลอยน้ำ ภูมิปัญญาที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ เมืองไทยเองก็เคยมีใช่หรือไม่
 
 
 
 
 

 

 

ฝรั่ง(ก็)กินข้าว

 

 

 

 

 

 

 
 
ที่หลุยส์เซียน่า
 
 
 
 
ยามรถขับผ่านนาข้าว เราบอกตนเอง “ข้าวสาลีไว้ทำขนมปัง”
 
 
 
 
เกือบครึ่งชั่วโมงต่อมา ในครัวบ้านชาวนาหลังงามท่านหนึ่ง ปรากฏมีหม้อหุงข้าวไฟฟ้าตั้งตระหง่านประกาศตนเป็นสมาชิกประจำห้องครัวแห่งนี้
เราบอกตนเอง “คงมีเพื่อนชาวเอเชียแวะมาเยี่ยมบ่อย”
 
 
 
 
กลางโต๊ะอาหารกลางวันตอนบ่ายแก่ๆวันนั้น ปรากฏข้าวสวยร้อนๆ 1 โถวางอยู่ท่ามกลางกับข้าวแนวฝรั่ง เราก็บอกตนเอง “ไม่น่าจะเพื่อเราคนเดียวหรอกน่ะ”
 
 
 
 

 

 

 

 

 
หม่ำกันไปคุยกันไป…
 
 
 
 
“พวกเราแถบนี้กินข้าวกันทุกบ้านทั้ง 3 มื้อ
เราปลูกข้าวไว้กินและขายมาช้านานแล้ว… สืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น
ของครอบครัวเราตอนนี้มีเพียง 68 เอเคอร์เท่านั้น เราได้ขายฟาร์มเกือบ 900 เอเคอร์ตอนที่คิดว่าต้องเกษียณซะที แล้วก็มาซื้อที่ตรงนี้ปลูกบ้านอยู่อาศัยกันไป
คุณเคยได้ยินไหม
You can get farmer out of the farm but you can not get farm out of the farmerนั่นล่ะ ถึงเราจะย้ายมาอยู่ที่นี่บนเนื้อที่ที่มีขนาดเล็กกว่ามาก
แต่เราก็ยังปลูกข้าวกินเอง เนื้อที่เหลือหรือหลังจากปลูกข้าวเสร็จเราก็ปลูกหญ้าขาย…
พวกเราขาดข้าวไม่ได้หรอก”
 
 
 
 
“โอ้โห ตั้ง 68 เอเคอร์
แล้วท่านปลูกข้าวกันอย่างไรบนที่ดินกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาออกอย่างนี้คะ
และยังมีเมื่อก่อนนี้อีก…  เดี๊ยนไม่อยากคิดเลยค่ะ (ความจริงคิดไม่ออกมากกว่า)”
 
 
 
 
“เราใช้เฮลิคอปเตอร์ปลูกกัน มีบางทีก็ใช้รถไถหว่านแต่มันช้า”
 
 
 
“แว๊ก… ใช้เฮลิคอปเตอร์ปลูก! เมืองไทยบ้านเดี๊ยนใช้แรงคน… ค่อยๆจิ้มทีละต้นล่ะคร่า”
 
 
 
 
“ฮ่าฮ่า เรารู้ เรารู้ทุกอย่างว่าทางโน้นปลูกข้าวกันอย่างไร
งานหนักนะนั่น สายตัวแทบขาดเลยล่ะกว่าจะเสร็จกว่าจะได้ข้าว”
ท่านชาวนาคุยไปส่ายหน้าระอาใจไปด้วยไม่เข้าใจแนวคิดชาวนาเพื่อนร่วมอาชีพฝั่งเอเชีย(อาคเนย์)…
 
 
เสร็จแล้วก็ถามเราว่า…
 
 
“ทำไมเค้าไม่คิดใช้เฮลิคอปเตอร์อย่างเราล่ะ?

 

 

..
.

 

 

 

 

 

 

Landlord ในต่างแดน

 

 

“การตัดต้นไม้ใหญ่ๆในบ้านทิ้ง เป็นอาชญากรรมขั้นร้ายแรงในสายตาของชาวญี่ปุ่น ถ้าเราจะซื้อที่ดินในประเทศญี่ปุ่น
เจ้าของที่ดินเขาจะถามเราว่า
ซื้อแต่ที่ดินเปล่า หรือ จะซื้อต้นไม้ด้วย
เพราะราคาไม่เหมือนกัน ราคาที่ดินเท่านั้น ราคาต้นไม้อีกเท่านี้ ถ้าเราบอกว่าต้องการซื้อแต่ที่ดินไม่ต้องการต้นไม้ เขาจะขุดเอาไปหมด ยิ่งต้นไม้ใหญ่โตขนาดอายุ 100 ปี ยิ่งจะต้องการขุดกัน
ต้นไม้ไม่ใช่ทรัพย์ติดที่ดิน การซื้อที่ดินไม่ได้หมายความว่าซื้อต้นไม้ด้วย ถ้าจะซื้อต้นไม้ด้วยก็ต้องบอกกันให้แน่นอน”
[“ตามรอยคิดจากนวนิยายของหลวงวิจิตรวาทการ” เรียบเรียงโดย วิจิตรา รังสิยานนท์]
อ่านจบได้พาร์ทตรึงใจแล้วให้พอดีได้เวลาเหินฟ้าสู่ประเทศมหาอำนาจอีกแห่งอันเป็นต้นแบบกลายๆในการกู้ชาติของลูกพระอาทิตย์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
 
 

 

ช่วงหนึ่งในการเดินทางไกลนับหมื่นกิโลเมตร เราสังเกตเห็นตัวโรบอทอะไรสักอย่างโยกหัวขึ้นลงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
อันที่จริงก็สังเกตเห็นตั้งแต่นั่งรถเข้าเมืองจากสนามบินเอลเอสู่ย่านฮอลิวูดแล้วว่ามีตัวอะไรดำมะเมื่อมก้มๆเงยๆนับร้อยตัวอยู่สองข้างทาง
คนขับรถอพยพมาจากลังกาก็ตอบไม่ได้

 

 

 
โดยเฉพาะพบอย่างหนาแน่นก็ที่รัฐโลนลี่สตาร์…เท็กซัส
 
ในลักษณะกระจายกันไปไม่เป็นระเบียบ ตรงโน้นบ้างตรงนี้บ้าง หนาแน่นเป็นหย่อมๆ บางแห่งก็ตั้งอยู่ข้างๆบ่อพักทรงกระบอกขนาดใหญ่ บางแห่งก็เหมือนมีมานานแล้ว และบางแห่งก็อยู่หลังบ้านติดรั้วซะเลย
 
 
 
การไม่ซักถามอะไรเลยนั้นไม่ใช่เรา “นั่นอะไรคะ ก้มๆเงยๆอยู่ตรงนั้น”
“เครื่องเจาะน้ำมันไงคะ” ไกด์สาวเลือดผสมตอบ
 
 
อาการหูผึ่งของเราเกิดขึ้นทันที… ได้คนเล่าแระ
“น้ำมันที่นี่ขุดแล้วเป็นของใคร พวกคุณมีวิธีจัดการอย่างไรกันเหรอ”
 
 
“ก็ขุดในที่ดินของใครก็เป็นของคนนั้นสิคะ”
 
 
“ว้าว แล้วพวกคุณขุดเจาะกันเองเลยเหรอ แล้วรู้ได้ยังไงว่ามีน้ำมันอยู่ใต้ดิน” 
คำถามไร้เดียงสาถูกถามออกไปโดยไม่ยั้งคิดว่าอันที่จริงทุกรัฐในประเทศนี้ต่างก็มีน้ำมันและทรัพย์ในดินสินเป็นแร่ธาตุด้วยกันทั้งสิ้น
แต่ไกด์สาวก็ดีใจหายค่อยๆอธิบาย ย่อได้ว่า…
“พวกเราไม่ขุดกันเองค่ะ ใครที่ต้องการให้ขุดก็ติดต่อไปยังบริษัทน้ำมัน แล้วทางบริษัทฯก็จะจัดส่งชุดเฉพาะกิจมาติดตั้งเครื่องหน้าตาประหลาดนี้ให้อย่างรวดเร็วในทันทีที่ตีราคาคุณภาพน้ำมันและทั้งสองฝ่ายตกลงพอใจกับค่าตอบแทนแล้วค่ะ
 
 
 
นานมาแล้วนะคะคุณพ่อเดี้ยนก็เคยเรียกเค้ามาตกลงราคาที่ฟาร์มของเราค่ะ
แต่คุณพ่อไม่เดินหน้าต่อเพราะได้แค่ 7 เหรียญ(ฟังเพลินจนไม่ได้ซักว่าต่อบาเรลรึเปล่า) ท่านว่าไม่คุ้ม สู้ปลูกอะไรขายเหมือนเดิม หรือไม่ก็ไปทำงานกินเงินเดือนดีกว่า ว่าแล้วคุณพ่อก็เลยไปสมัครเป็นครูมีรายได้ต่อเดือนที่แน่นอนมาเลี้ยงดูเดี้ยนกับพี่มาจนโตเนี่ยแหละค่ะ”
 
 
 
 
มิน่าล่ะ มีบางช่วงในเส้นทางเราจึงได้เห็นป้ายเบ้อเริ่มปักไว้(เสี้ยดายถ่ายรูปไม่ทัน)ว่า…
 
 
 
 
“ถ้าในที่ดินของท่านมีน้ำมัน กรุณาให้โอกาสแก่เราด้วยเถอะ”
 
 

 

 

 

 

 

..
0
ขอขอบคุณทีมงานMblogทุกท่านค่ะ

ขั้นเทพ

เอโดะ… โชกุน… ซามูไร… อิ๊กคิว…
นึกถึงแล้วก็ต้องคว้าหนังสือประจำบ้านสองเล่มมาอ่านอีกครั้งพร้อมๆกัน… อาทิตย์อัสดง และ ฉากญี่ปุ่น
 

“คนญี่ปุ่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ยากจะมีชนชาติใดเสมอเหมือน นิสัยประจำชาติของชาวญี่ปุ่นได้นำความเจริญมาสู่ประเทศชาติ จนสามารถทำให้ญี่ปุ่นอยู่ในฐานะเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งเอเชีย—

สำหรับคุณสมบัติด้านดีนั้นเห็นจะต้องยอมรับว่า ความอดทนและความมานะพยายาม ไม่มีชนชาติใดแข็งแกร่งเหมือนญี่ปุ่น เรื่องความสามัคคีพร้อมเพรียงกันไม่มีใครสู้เขา ทำอะไรทำเหมือนกัน พูดอะไรพูดเหมือนกัน

ดูเหมือนว่าชาวญี่ปุ่นจะได้รับการอบรมคุณธรรม 2 ชนิดให้เข้าอยู่ในสายเลือดตั้งแต่เกิดจนตาย

อย่าง 1 คือความอดทน อีกอย่าง 1 คือความสามัคคีพร้อมเพรียงในระหว่างพวกเขาเอง

ถ้ากรรมกรญี่ปุ่น 10 คนขุดดินอยู่ด้วยกัน เขาจะยกจอบพร้อมกัน ลงจอบพร้อมกัน หยุดงานพร้อมกัน เริ่มงานพร้อมกัน ทุกหนทุกแห่ง

ผู้ที่ได้พบเห็นอาจจะคิดว่า เขาอวดความพร้อมเพรียงแต่ต่อหน้าคนมากๆ

แต่ไม่ว่าที่ไหน ไม่ว่างานจะเล็กใหญ่โตเพียงใด ความพร้อมเพรียงความมีวินัยในการทำงานร่วมกัน ก็จะมีปรากฏให้เห็นเสมอ—“

 

 

 

 

 

 

อีกสักตัวอย่างหนึ่งอันเป็นเรื่องจริงที่เกิดกับนักเรียนไทยสมัยครั้งกระโน้น…

 

นักเรียนไทยสามสี่คนซึ่งพูดภาษาญี่ปุ่นได้ดี ออกไปเที่ยวเล่นในชนบทของญี่ปุ่น

แล้วก็ไปพบไร่ข้าวโพด มีฝักข้าวโพดที่กำลังโตพอดีรับประทานกำลังอร่อยสำหรับคนไทย

แต่ญี่ปุ่นไม่รับประทานจนกว่าจะแก่จัด ซึ่งคนไทยไม่ชอบเพราะแข็งเกินไป

นักเรียนไทยจึงขอซื้อข้าวโพดนั้นจากเจ้าของไร่ท่านหนึ่งเพื่อเอามาแบ่งกันรับประทาน

“ยังขายไม่ได้ ยังไม่แก่พอที่จะรับประทานได้”

นักเรียนไทยทราบดี ชาวญี่ปุ่นจะรับประทานข้าวโพดเมื่อแก่มากเท่านั้น จึงพยายามชี้แจงแก่เขาว่าไทยเราชอบรับประทานขนาดนี้ ถ้าแก่มากไปกว่านี้เราก็ไม่ชอบรับประทาน

“ยังขายไม่ได้ ยังไม่แก่พอ”

“ราคาข้าวโพดของท่านขายเท่าไหร่”

“นี่ยังขายไม่ได้เพราะยังไม่แก่”

 

“ถ้าเป็นข้าวโพดที่แก่แล้ว ท่านขายเท่าไหร่”

“สองฝักต่อ 1 เยน”

“ฉันให้ฝักละ 1 เยน ขอซื้อขนาดที่เป็นอยู่นี่”

“ขายไม่ได้”

“ทำไมจึงขายไม่ได้”

“เพราะยังไม่แก่”

 

แล้วเขาก็ไม่ยอมขายจริงๆ ให้สักเท่าไหร่ก็ไม่ยอมขาย ด้วยเหตุผลอย่างเดียวกัน คือข้าวโพดของเขายังไม่แก่

 

 

Photobucket
ขอขอบคุณ
ทายาทหลวงวิจิตรวาทการ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่2
ภาพ เชอรี่บลอสส่อม จากอินเตอร์เน็ต
 
 
 

Updated “ขั้นเทพ”

กอ.รมน. สวนรื่นฤดี
23 July 2013

 
ญี่ปุ่น..ประเทศที่ทำให้โลกต้องทึ่ง
และ ต้องหันมาดูเป็นตัวอย่างว่า..
เขาสร้างคนในชาติกันอย่างไร???..ที่เมืองไซตะมะ ญี่ปุ่น ผู้โดยสารรถไฟพร้อมใจกันลงรถ
ร่วมกันผลักดันรถไฟ เพื่อช่วยหญิงบาดเจ็บขาติด
รถไฟเสียเวลาเพียงแค่ 8 นาที
ส่วนผู้หญิงรอดปลอดภัย!!

ที่มา https://www.facebook.com/195039450574297/photos/a.228606590550916.55136.195039450574297/495804227164483/?type=1&theater
..
.
.
..
และจากบล็อก “เบื้องหลังการมีวินัยของคนญี่ปุ่น”  http://mblog.manager.co.th/septimus/th-111025/ เคยบันทึกความเป็น “ขั้นเทพ” ไว้เช่นกัน…
  1. ชาวเน็ตฯ จีน ยกย่องวินัยฯ ญี่ปุ่นในยามวิกฤติ

    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 มีนาคม 2554 13:00 น.

    Photobucket
    หลังจากรถไฟหลายขบวนระงับการให้บริการ ประชาชนจำนวนมากต้องอดทนยืนรออย่างเป็นระเบียบ และอาการสงบ (ภาพเอเยนซี)

    เอเยนซี – ทั่วโลกได้เห็นภาพชีวิตหลังแผ่นดินไหวของชาวญี่ปุ่น เช่นเดียวกับชาวเน็ตฯจีน ซึ่งได้ส่งต่อแพร่หลาย ชื่นชมวินัย และท่าทีอันสงบของผู้คนในประเทศ ด้านผู้นำจีนสนทนาทางโทรศัพท์แสดงความเสียใจต่อองค์จักรพรรดิอากิฮิโตะ พร้อมส่งมอบความช่วยเหลือฯ ให้ญี่ปุ่นฝ่าวิกฤติ

    ขณะที่ชาวญี่ปุ่นในหลายจังหวัดทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ กำลังเผชิญผลกระทบหลังจากแผ่นดินไหว และคลื่นยักษ์สึนามิครั้งร้ายแรงในวันศุกร์ที่ 11 มี.ค. ที่ผ่านมา วิกฤตด้านนิวเคลียร์ยังไม่มีทีท่าจะสิ้นสุดและดูว่าจะเลวร้ายขึ้น พร้อมกับความกังวลเกี่ยวกับภาวะการขาดแคลนอาหาร และพลังงาน การคมนาคมเป็นอัมพาต รถไฟโดยสารมากกว่า 100 สายในกรุงโตเกียวปิดให้บริการเป็นบางส่วน หรือทั้งหมด ซ้ำบรรยากาศยังเลวร้ายยิ่งขึ้น เมื่อมีรายงานข่าว ซึ่งอ้างผู้เชี่ยวชาญที่ระบุว่า มีโอกาสมากที่จะเกิดแผ่นดินไหวอีกครั้ง
    Photobucket
    ชาวญึ่ปุ่นที่ยืนเข้าคิวเพื่อใช้โทรศัพท์สาธารณะ (ภาพเอเยนซี)

    นายกรัฐมนตรี นาโอโตะ คัง ของญี่ปุ่นกล่าวในวันอาทิตย์ที่ 13 มี.ค. ที่ผ่านมาว่า ภัยพิบัติครั้งนี้นับว่าเป็นวิกฤตร้ายแรงที่สุดของประเทศนับตั้งแต่ สงครามโลกครั้งที่ 2

    แต่กระนั้น ภาพที่โลกได้เห็นคือ ผู้คนที่มีสีหน้าสงบนิ่ง และมีสติพอที่จะอยู่ในระเบียบวินัย ไม่มีข่าวคราวความวุ่นวายโกลาหล ลักขโมย หรือฉกฉวยโอกาสซ้ำเติมเอาเปรียบจากเคราะห์กรรมของเพื่อนมนุษย์

    ชาวเน็ตฯ จีนส่วนใหญ่ ได้เห็นภาพเหล่านี้ ต่างส่งต่อแสดงความเห็นในทางชื่นชม ว่าแม้สองชาติจะมีประวัติศาสตร์ที่ร้าวฉานกันอย่างถึงที่สุด แต่เราชาวจีนก็คงได้เรียนรู้ และยอมรับในบุคลิกลักษณะนิสัยอันน่ายกย่องโดยเฉพาะจิตสำนึกสาธารณะของคนญี่ปุ่น

    ชาวเน็ตฯ จีนจำนวนมาก พบว่าความสงบนิ่งในยามวิกฤติใหญ่นี้ สะท้อนคุณภาพจิตใจที่พัฒนามาอย่างดี พร้อมกันนี้ ต่างพิมพ์ข้อความให้กำลังใจ และขอให้ชาวญี่ปุ่นได้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปด้วยดี ในเร็ววัน

    ด้านรัฐบาลจีน หลังจากเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้ส่งทีมกู้ภัยชุดแรกไปให้การช่วยเหลือญี่ปุ่น จำนวน 15 คนแล้ว ล่าสุด รัฐบาลส่งมอบเงินให้ญี่ปุ่น 30 ล้านหยวน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยฯ ในเบื้องต้น และเริ่มจัดส่งวัสดุบรรเทาทุกข์ อาหาร เต็นท์ ผ้าห่มต่างๆ จากสนามบินนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตงไปยังญี่ปุ่นแล้วเช่นกัน

    นอกจากนี้ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (14 มี.ค.) ประธานาธิบดีหู จิ่นเทา ยังได้สนทนาทางโทรศัพท์กับองค์จักรพรรดิอากิฮิโตะ เพื่อแสดงความห่วงใย และเสียใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกล่าวว่า จีนขอร่วมมือกับญี่ปุ่นในทุกทางเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้
    Photobucket
    ภาพเด็กนักเรียนประถมในโรงเรียนแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ขณะเกิดเหตุแผ่นดินไหว ซึ่งได้ทำตามขั้นตอนที่ฝึกซ้อมฯ (ภาพเอเยนซี)

    Photobucket
    ประชาชนที่ตกค้างพลัดที่อยู่ กำลังเฝ้ารอคำแนะนำของทางการฯ โดยต่างไว้วางใจในรัฐบาลและพร้อมให้ความร่วมมือ ในการเผชิญวิกฤติ ขณะเจ้าหน้าที่ฯ เร่งส่งความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว และทั่วถึง (ภาพเอเยนซี)

    Photobucket
    กลุ่มประชาชนที่ถูกจัดให้ไปอยู่อาศัยชั่วคราวในโรงเรียนแห่งหนึ่ง (ภาพเอเยนซี)

    Photobucket
    ท่ามกลางความยุ่งยาก แต่กลับไม่พบความวุ่นวาย และเด็กกับสตรีจะได้รับความช่วยเหลือก่อนเสมอ (ภาพเอเยนซี)

    Photobucket
    ประชาชนเหล่านี้ต้องเดินเท้ากลับบ้าน ซึ่งบางคนอยู่ไกลออกไปถึงเกือบ 20 กิโลเมตร หลังถนนหลายสายถูกตัดขาด และบริการขนส่งสาธารณะเป็นอัมพาตเกือบหมด (ภาพเอเยนซี)

    Photobucket
    แม้จะเหน็ดเหนื่อยอยากนอนเหยียดเท้า แต่ทุกคนยังคงมีสติพอที่จะเบียดตัวนั่งชิดขอบราวบันได เพื่อไม่ให้กีดขวางทางขึ้น-ลง แม้ว่าจะไม่มีคนเดินในขณะนั้นเลยก็ตาม (ภาพเอเยนซี)

    Photobucket
    ภาพจากวงจรปิด เผยให้เห็น กลุ่มครูในสถานเลี้ยงเด็กเล็กช่วยกันห้อมล้อม คร่อมตัวป้องกันเด็กๆ ในตอนแผ่นดินไหว (ภาพเอเยนซี)

     

     

  1. septimus

    นี่คือจดหมายของ ฮา มินห์ ตัน เป็นตำรวจที่ฟูกุชิม่า เขาเป็นชาวเวียดนาม เขียนถึงเพื่อนที่เวียดนาม ถูกพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ New America Midia เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2554 แสดงให้เห็นถึงหัวจิต หัวใจของชาวญี่ปุ่น เศษเสี้ยวของชีวิตกลางวิกฤติ ณ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟูกุชิม่า

    ==========

    พี่ครับ
    พี่และครอบครัวสบายดีนะครับ? สองสองวันมานี้อะไรต่ออะไรสับสนอลหม่านไปหมด หลับตาผมก็ มองเห็นแต่ซากศพ ลืมตาก็เห็นแต่ซากศพ พวกเราทำงานกันวันละ 20 ชม. ผมอยากให้วันหนึ่งมี 48 ชม. พวกเราจะได้มีเวลาช่วยเหลือพวกเขาได้มากขึ้นอีก เราไม่มีน้ำไม่มีไฟ อาหารปันส่วนก็เกือบจะ เกลี้ยงแล้ว การอพยพผู้คนเป็นไปอย่างยากลำบาก จากที่นี่ไปที่โน่น ตอนนี้ผมอยู่ในฟูกุชิม่า ห่างจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ประมาณ 25 กม.

    ถ้าจะให้ผมเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ นิสัยใจคอของพวกเขามันคงได้เป็นหนังสือเล่มใหญ่ พวกเขายังคงอยู่ในความสงบ พวกเขามีศักดิ์ศรีและทำตัวเรียบร้อยเหลือเกิน นั่นทำให้สถานการณ์ไม่เลวร้ายลงไปอีก แต่ผมรับประกันไม่ได้ว่าอีกสักอาทิตย์หนึ่งเราดูแลสถานการณ์ให้เรียบร้อยอย่างนี้ได้ต่อไป

    พวกเขาก็เป็นมนุษย์ธรรมดาเมื่อความหิวกระหายถึงขีดที่อยู่เหนือความทระนง แม้ว่ารัฐบาลพยายามส่งเสบียงอาหารและยาให้ทางอากาศ แต่มันก็เหมือนโปรยเกลือเล็กๆ น้อยๆ ลงในมหาสมุทร
    มีเรื่องประทับใจเกี่ยวกับเด็กชายญี่ปุ่นคนหนึ่งที่ให้บทเรียนกับผมว่าศักดิ์ศรีของการเกิดเป็นมนุษย์คนหนึ่งควรจะเป็นยังไง
    คืนก่อนผมถูกส่งไปที่รร.สอนภาษาแห่งหนึ่งเพื่อช่วยองค์กรการกุศลจัดตั้งหน่วยแจกอาหารให้ผู้ประสบภัย พวกเขาเข้าคิวเป็นแถวเคี้ยวคดยาวอย่างกับงูเลื้อย แล้วผมก็พบเด็กผู้ชายอายุราวๆ 9 ขวบคนหนึ่ง เขาสวมแค่เสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นเท่านั้น มันหนาวมากและเขาก็อยู่ท้ายๆ แถวโน่น ผมกลัวว่ากว่าจะถึงคิวของเขาอาหารที่แจกก็อาจจะหมดเสียก่อน ผมก็เลยพูดคุยกับเขา
    เขาเล่าว่าเขาอยู่ที่ รร. ตอนเกิดเหตุแผ่นดินไหว พ่อของเขาทำงานอยู่ใกล้ๆ กำลังขับรถมารับเขา ขณะนั้นเขาอยู่บนระเบียงชั้น 3 ของ รร. เห็นรถของพ่อถูกคลื่นสึนามิกวาดไปต่อหน้าต่อตา ผมถามถึงแม่ของเขา เขาบอกว่าบ้านของเขาอยู่ใกล้ๆ ชายหาด คิดว่าแม่กับน้องสาวก็คงไม่อยู่แล้ว เขาสั่นหน้าและป้ายน้ำตาเมื่อผมถามถึงญาติๆ

    เขาหนาวจนตัวสั่นผมเลยเอาแจ็กเก็ตเครื่องแบบของผมห่มให้เขา ห่ออาหารปันส่วนของผมก็เลยหล่นออกมา ผมเก็บขึ้นมาและส่งให้เขาพร้อมกับบอกว่า “กว่าจะถึงคิวหนูอาหารอาจจะหมดแล้วก็ได้ เอานี่ไปกินเสียก่อนนะ ผมกินอิ่มแล้ว” เด็กชายรับอาหารไปพร้อมกับโค้ง ผมคิดว่าเขาจะกินมันทันทีแต่ไม่ใช่ เขาเอาห่ออาหารเดินไปวางรวมกับกองอาหารที่กำลังแจกอยู่
    ผมอึ้งไปเลย ผมถามว่าเอาไปไว้ตรงนั้นทำไม ทำไมไม่กินเสีย เขาตอบว่า “ก็ผมเห็นมีคนอีกตั้งเยอะที่หิวกว่าผม ผมเอาไปรวมไว้จะได้แบ่งกันได้ทั่วถึง” ผมเบือนหน้าหนีเพื่อจะได้ไม่มีใครเห็นน้ำตาของผม

    สังคมไหนนะที่ผลิตเยาวชนอายุ 9 ขวบ ให้เข้าใจถึงการเสียสละอันยิ่งใหญ่เช่นนี้…ต้องเป็นสังคมที่ ยิ่งใหญ่…เป็นประชาคมที่ยิ่งใหญ่

    ครับพี่ ผมก็เขียนมาด้วยความคิดถึงพี่และครอบครัวนิดหน่อย ถึงเวลาทำงานกะของผมแล้วครับ…

    ฮา มินห์ ตัน

    ==========

    ถอดความมาฝาก…ด้วยใจคารวะ

     

    1. septimus

      First pictures emerge of the Fukushima Fifty as steam starts pouring from all four reactors at the stricken nuclear power plant
      By Matt Blake and Richard Shears
      Last updated at 8:42 AM on 24th March 2011

      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket

      Read more: http://www.dailymail.co.uk/news/article-1369216/Japan-nuclear-crisis-Fukushima-Fifty-pictures-inside-nuclear-power-plant.html#ixzz1HWGQjDPM

      Thank you very much dailymail of UK

       

       

      Photobucket

       

       

       

Repeat: เรามิใช่คนป่า

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประชวรด้วยพระโรคไข้ป่าอันเนื่องมาจากการเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่ต.หว้ากอ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จนเหลือที่กำลังแพทย์หลวงจะเยียวยาพระอาการแล้วก็ทรงมีรับสั่งให้เจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์เข้าเฝ้าเพื่อทรงมีพระราชดำรัสสั่งเป็นครั้งสุดท้ายว่า

“ขอท่านเจ้าคุณได้ดูแลรักษาพระราชโอรสของฉันผู้จะสืบสันตติวงศ์ต่อไปให้ดีด้วย การใดที่ควรไม่ควรขอให้ช่วยตักเตือนและว่าราชการแทนไปจนกว่าจะถึงเวลาอันควร”

เมื่อเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ได้ถวายสัตย์ปฏิญานเบื้องพระพักตร์แล้วถวายบังคมลา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ให้อาลักษณ์เข้าไปจดคำขอขมากรรมต่อพระรัตนตรัยและปัจฉิมโอวาทเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นได้ทรงบรรทมหลับพระเนตรในลักษณะการเข้าฌานแล้วสิ้นสุดอัสสาสะปัสสาสะลงแต่บัดนั้น

 

เจ้าชายจุฬาลงกรณ์สยามมกุฏราชกุมารได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นผู้สืบสันตติวงศ์เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๑๑ พระชนม์มายุได้ ๑๕ พระชันษาในขณะที่ก็ทรงประชวรด้วยพระโรคไข้ป่าดุจเดียวกับสมเด็จพระบรมชนก พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ได้แต่เพียงในพระนาม โดยมีเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์(ช่วง บุนนาค)ว่าราชการต่างพระเนตรพระกรรณ

เมื่อทรงหายจากพระอาการประชวรแล้วก็เสด็จไปทรงศึกษาวิชาการกับฝรั่งที่เป็นครูสอนพิเศษที่สมเด็จพระบรมชนกทรงจ้างมาเพื่อถวายพระอักษรโดยเฉพาะ

ทรงเป็นยุวกษัตริย์ที่ต้องอยู่ภายใต้ความกดดันหลายด้าน ไหนจะต้องระวังพระองค์เองเพราะในขณะที่มีคนรักก็มีคนชัง และยังต้องระวังพระองค์ในข้อวัตรปฏิบัติในฐานะของพระผู้ที่เป็นเจ้าชีวิตของคนทั้งประเทศ

นอกจากระเบียบประเพณีและกฏมณเฑียรบาลจะตีกรอบไว้แล้ว ยังจะต้องทรงเรียนรู้ถึงเรื่องการปกครองและการบริหารงานบ้านเมืองไปทีละน้อยๆโดยพระวิริยะอุตสาหะอย่างเต็มกำลัง

ระหว่างที่ยุวกษัตริย์ทรงเล่าเรียนอักษรศาสตร์กับพระอาจารย์ที่เป็นชาวตะวันตกนั้นได้ทรงซักถามถึงความคิดเห็นที่ชาวตะวันตกมีต่อประเทศสยามและชาวสยาม ครูฝรั่งได้กราบทูลว่า

 

“ประเทศสยามนั้นชาวตะวันตกเรียกว่าประเทศด้อยพัฒนา เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน มีที่ดินและทรัพยากรมากแต่ไม่ได้ใช้ให้เป็นประโยชน์ ความเจริญทั้งหลายในโลกตะวันตกไม่เคยเข้ามาถึงประเทศสยาม

ระบบศักดินาขุนนางของสยามยังคงล้าสมัย ขุนนางมีข้าทาสบริวารมากมาย มีแต่คอรัปชั่น การกอบโกยผลประโยชน์ของขุนนางที่แบ่งกันเป็นส่วนๆ ความเจริญส่วนใหญ่จึงอยู่แต่ในพระบรมมหาราชวังและในบ้านของบรรดาขุนนาง คนในชนบทไม่เคยได้รับการศึกษามีแต่ถูกกดขี่ข่มเหงอยู่ตลอดมา

การเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ยังคงมีการหมอบคลาน มองไปทางใดในยามค่ำคืนมีแต่ความมืด ถนนหนทางก็ไม่มี มีแต่ไต้และโคม กฏหมายก็มิได้ทันสมัย ชาวตะวันตกจึงมองเห็นว่าชาวสยามคือคนป่าที่ยังไม่ได้พัฒนา”

 

เมื่อทรงได้ฟังความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาจากพระอาจารย์ชาวตะวันตกแล้วก็ทรงครุ่นคิดถึงวิธีการที่จะทำให้ประเทศสยามได้รับการยอมรับจากนานาอารยะประเทศในสมาคมโลก

ดังนั้นเมื่อทรงเสด็จขึ้นครองราชย์อย่างแท้จริง(เป็นครั้งที่สองเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๑๖)แล้ว

สิ่งแรกที่พระราชทานแก่ขุนนางข้าราชการและทูตานุทูตต่างประเทศคือ ทรงประกาศเลิกประเพณีการหมอบเฝ้าทั้งหมด ให้เข้าเฝ้าได้ด้วยการยืนเฝ้าและนั่งเก้าอี้ ยกเว้นในกรณีการถวายราชกิจอย่างเป็นทางการตอนออกท้องพระโรงจึงจะมีการกราบถวายบังคมแล้วเข้านั่งในที่นั่งเฝ้าต่อไป

บรรดาทูตานุทูตและชาวต่างประเทศต่างมีความยินดีและเขียนสดุดีในพระราชวินิจฉัยให้ยกเลิกการหมอบเฝ้ากันอย่างขนานใหญ่

 

พระองค์เองก็ได้ทรงเล่าเรียนภาษาอังกฤษอย่างเอาเป็นเอาตายและสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดีเท่ากับเจ้าของภาษาเป็นที่ยอมรับในหมู่ชาวต่างชาติและเมื่อทรงเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกนั้น พระปรีชาสามารถในด้านภาษาต่างประเทศ(กับทั้งทรงเข้าใจวิธีคิดวิธีจัดการของชาวต่างประเทศอย่างลึกซึ้ง)จึงเป็นที่ยอมรับของชาวตะวันตกอย่างแท้จริง

ทรงว่าจ้างชาวต่างประเทศโดยมิจำกัดเชื้อชาติศาสนาให้เข้าทำงานในกิจการราชการต่างๆเช่นกิจการตำรวจหลวง และพลตระเวน(ตำรวจภายนอกพระราชฐาน)

ทรงปรับปรุงกฏหมายว่าด้วยลักษณะอาญาและแพ่งให้ทันสมัยขึ้น ตราพระราชบัญญัติการพิจารณาความอาญาและการศาลให้เป็นระบบแบบเดียวกับต่างประเทศ ทั้งนี้เพราะในเวลานั้นบรรดากงสุลของประเทศต่างๆไม่ยอมขึ้นศาลไทยโดยตั้งข้อรังเกียจเรื่องแนวทางการพิจารณาคดีและระบบการสอบสวนผู้ต้องหาที่เรียกว่าจารีตนครบาล อันได้แก่การลงทัณฑ์ทรมานแก่นักโทษเพื่อให้สารภาพด้วยวิธีการอันทารุณเช่น ตอกเล็บ บีบขมับ เป็นต้น เมื่อเกิดกรณีพิพาทระหว่างชาวต่างชาติกับชาวไทย การพิจารณาโทษจะต้องไปพิจารณากันในศาลกงศุลของชาตินั้นๆ ทำให้ฝ่ายไทยเสียเปรียบมาโดยตลอด ในที่สุดก็ทรงโปรดเกล้าให้ยกเลิกจารีตนครบาลอย่างสิ้นเชิงและปรับขบวนการสอบสวนให้เป็นระบบสากลนิยม เพื่อให้เป็นที่ยอมรับจากชาวต่างชาติยอมมาขึ้นศาลไทยเมื่อถึงคราวที่ต้องมีการพิจารณาคดีกับคนสยาม

 

พระราชโอรสทุกพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ทรงส่งเสด็จไปเรียนวิชาการในประเทศยุโรปในสาขาต่างๆเช่นการแพทย์ การทหาร การวิศวกรรม ทรงส่งไปทั้งอังกฤษ เยอรมัน และรัสเซีย เพื่อเล่าเรียนวิชาการแล้วนำกลับมาใช้งานในราชการบ้านเมือง พระราชโอรสของพระองค์เมื่อเสด็จกลับมาได้สร้างความเจริญให้แก่ประเทศชาติเป็นอันมาก

 

ไม่เพียงแต่เท่านั้น พระองค์ยังได้ทรงขยายการศึกษาออกไปนอกพระบรมมหาราชวังให้ประชาชนทั้งหลายได้มีโอกาสเล่าเรียนเขียนอ่านศึกษาอย่างเป็นระบบ มิต้องไปขอเรียนจากบรรดาพระในวัดเหมือนเช่นที่เคยมีมาในอดีต โดยตั้งโรงเรียนแห่งแรกขึ้นที่พระตำหนักสวนกุหลาบ ให้การศึกษาแก่เจ้านายในวัง ทรงมีพระราชดำรัสแสดงให้เห็นถึงน้ำพระหฤทัยห่วงใยในการศึกษาของบรรดาลูกขุนนางและลูกราษฎรธรรมดาว่า

 

“เมื่อได้กล่าวถึงโรงเรียนนี้ว่าจะเป็นการสงเคราะห์แด่ตระกูลเจ้านายดังนี้ใช่ว่าจะลืมตระกูลข้าราชการและราษฎรเสียเมื่อไร โรงเรียนนี้ที่มีอยู่แล้วและที่จะตั้งขึ้นต่อไปในภายหน้า ได้คิดจัดการโดยอุตส่าห์เต็มกำลังที่จะให้เป็นการเรียบร้อยพร้อมเพรียงเหมือนกับที่โรงเรียนนี้และคิดจะให้แพร่หลายออกไปโดยกว้างขวาง มีคนที่ได้เรียนมากกว่าแต่ก่อน ทั้งจะมีโรงเรียนวิชาการชั้นสูงขึ้นไปอีก ซึ่งได้กำลังคิดจัดอยู่บัดนี้

เจ้านายราชตระกูลตั้งแต่ลูกฉันเป็นต้น ลงไปถึงราษฎรที่ต่ำสุด จะให้มีโอกาสได้เล่าเรียนเสมอกันไม่ว่าเจ้าไม่ว่าไพร่ เพราะฉะนั้นจึงขอบอกได้ว่าการเล่าเรียนในบ้านเมืองเรานี้จะเป็นข้อสำคัญที่หนึ่ง ซึ่งฉันจะอุตส่าห์จัดให้เจริญขึ้นให้จงได้”

¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬
คาถาบูชาพระสยามเทวาธิราช
สยามะเทวาธิราชาเทวาติเทวา มหิทธิกา เทยยรัฏฐัง อนุรักขันตุ อาโรคะเยนะ สุเขนะ จะ
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ สุวัตถิ โหตุ สัพพะทา สยามะเทวานุภาเวนะ สยามะเทวะเตชะสา
ทุกขะโรคะภะยะ เวรา โสกาสัตตุ จุปัททะวา อเนกา อันตะรายาปิ วินัสสันตุ อะเสสะโต
ชะยะสิทธิ ธะนัง ลาภัง โสตถิภาคะยัง สุขัง พะลัง สิริ อายุ จะ วัณโณ จะ โภคัง วุฑฒิ จะ
ยะสะวา สะตะวัสสา จะ อายุ จะ ชีวะสิทธี ภะวันตุ เม
¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬

Tag: พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เขียนโดย septimus ที่ 2008-10-11 14:05:36 น. 17 ความคิดเห็น
..
.
.
ความคิดเห็นที่ 6, เว็บไซต์ :
ทั้งล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖
ต่างทรงมีพระราชประสงค์ให้ประเทศไทย
เป็นประเทศประชาธิปไตยแต่เนื่องด้วยชาวไทย การศึกษาไม่สูงนัก
จึงทรงเกรงว่า เมื่อเปลี่ยนการปกครองแล้ว
แทนที่จะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง
กลับจะเป็นโทษแทนดังนั้น ทั้งสองพระองค์ จึงได้วางรากฐานการศึกษา
และปรับปรุงระบบการศึกษาให้เข้มแข็ง
เพื่อปูพื้นฐานระบอบประชาธิปไตย

เสียดาย … ที่ประเทศไทยชิงสุกก่อนห่าม
จึงได้แต่เพียงประชาธิปไตย wanna be

^_^

 | nelumbo | 11 ตุลาคม 2551 | 23:21:00

ความคิดเห็นที่ 7, เว็บไซต์ :ใช่ค่ะคุณnelumboคะน่าเสียดายเหลือเกิน
แล้วพวกชิงสุกก่อนห่ามก็ไม่เห็นตายดีสักคนแต่ยังไงก็ไม่คุ้มไม่สาสมเลยกับผลกรรมที่ตกทอดมาถึงพวกเราในปัจจุบันนะคะคุณบัว…ตามล้างตามเช็ดกันไม่หวัดไม่ไหว

 | septimus | 12 ตุลาคม 2551 | 11:52:10

 

 

 

 

 

 

 

ที่มา http://septimustidbits.blogspot.com.au/2012/08/blog-post_3898.html

 

 

 

 

[ขอบคุณ ไทยทีวีสีช่อง 3 และ ทีวีซีน แอนด์ พิคเจอร์]

 

 

 

 

ครบหนึ่งเดือน

 

 

 

“ประเดี๋ยวถึงหน้าปากซอยแล้วอาจจะได้ยินประกาศปฏิวัตินะครับ”

“อ้าว ประกาศแล้วเหรอคะ”

เราทั้งสองฝ่ายที่ไม่เคยรู้จักกันต่างส่งยิ้มแห่งความปลื้มปิติให้แก่ประเทศชาติอันเป็นที่รักของเราระหว่างเดินสวนกันตรงบันไดของตึกใหญ่กลางซอยคดเคี้ยวที่ติดต่อถึงกันไหนต่อไหน

“ครับ เค้าเพิ่งประกาศเมื่อสี่โมงครึ่งนี่เอง รถคงจะติดหน่อย ยังไงก็เดินทางปลอดภัยนะครับ”

เรายิ้มให้เขาอย่างที่คนไทยพึงยิ้มต่อกัน “ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ บ้านเราจะได้สงบสุขอย่างที่เคยเป็นมาเสียทีนะคะ”

“ก็หวังเช่นนั้นเหมือนกันครับ”

 

สายลมเอื่อยๆเย็นนั้นช่างนุ่มนวล เราเดินลอยชายเพื่อออกปากซอยสู่ถนนใหญ่ ไม่หวั่นสักนิดถึงความมืดที่เริ่มโรยตัวลงมา

มีแวะถามเส้นทางเพื่อความแน่ใจกับสาวนางหนึ่งที่กำลังก้มๆเงยๆเหมือนหาอะไรสักอย่างตรงกำแพงบ้านหลังหนึ่ง

“เป็นคนไทยรึเปล่า” เราถามระหว่างที่คุยด้วยแล้วรู้สึกเธอไม่ใช่พวกเรา

“คนไทย เป็งคนไทยละ” ฮ่าฮ่า ชัดซ้า

“มินกะลาบา” เราร่ำลาเธอเมื่อแฮ็กข้อมูลเสร็จ

“เอ๊อะ!” เธอตะลึงแล้วหัวร่องอหายอย่างใสซื่อ

 

 

 

 

 

ที่หน้าปากซอย ภาพตรงหน้าเรา รถติดขัดจอดแทบนิ่งสนิททุกทิศทาง รถแท็กซี่เต็มทุกคัน

เท้าไวกว่าความคิด ก้าวขึ้นรถปรับอากาศที่ขยับมาตรงหน้าพอดี เห็นป้ายแว่บๆว่าผ่านจุดหมายที่เราต้องการจะไปแต่ไปเส้นไหนไม่รู้

บนรถ คนแน่นมากมาย แต่เราก็ยังสู้ได้ที่นั่งหลังจากยืนเป็นชาวกทม.ได้ไม่นาน

เราได้นั่งข้างสาวงามนางหนึ่ง เธอกำลังแชทกับเพื่อนวุ่นวายบนไอโฟน

ข้างเราอีกด้านหนึ่งเป็นหนุ่มออฟฟิศที่เพิ่งเลิกงานกำลังฟังประกาศฯ

เราตัดสินใจคุยกับคนนั่งข้างเรา เธอเป็นคนนิ่งๆเย็นๆดี

“น้องคะ ไปถึงไหนแล้วคะ”

เธอยิ้มให้แบบคนไทยยิ้มให้แก่กัน มิตรภาพและความเป็นไทยที่หายไปเริ่มกลับมาแล้วทันที เราคิด

“ตอนนี้ — — แล้วค่ะ แต่รถก็ติดจังเลยนะคะ”

“คงเพราะทุกคนเร่งกลับให้ถึงบ้านก่อนสี่ทุ่มกันเนอะ น้องว่าป่ะ” —

เราและคนที่ยืนข้างๆเรา ต่างพูดคุยถึงความเป็นไปในห้วงเวลานั้นด้วยความสุขใจ สีหน้าทุกคนไม่วิตกอะไรเลย หากเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังว่า บ้านเรากำลังจะดีขึ้น ทุกสิ่งอันเป็นความงามของแผ่นดินและเป็นความสุขของเรากำลังจะกลับคืนมา

และ…

ขอให้ท่านผู้กล้าทั้งหมดอยู่กับเราไปนานๆ

 

 

 

 

สองทุ่มแล้ว พวกเราที่เหลือในรถต้องลงจากรถเพื่อรอรถคันใหม่

ความร้อนแล้งจากอากาศภายนอกบวกความร้อนของเครื่องยนต์ที่ต้องทำงานหนักมาทั้งวัน ทำให้รถปรับอากาศคันนั้นตัดสินใจหยุดฉลองฯซะกลางทางนั่นเอง

หากก็มิเป็นไร พวกเราที่เหลือลงมารอรถคันใหม่ด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มแม้นว่าเหลือเวลาแห่งความร่วมมือร่วมใจอีกไม่ถึงสองชั่วโมงดี

หลายคนตัดสินใจต่อรถสายอื่นหรือรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างแทน

ที่สุดก็เหลือเรากับน้องนักศึกษาสองคนบนถนนที่ไม่เคยหลับไหลมาก่อนยกเว้นค่ำคืนนี้ 22 พ.ค. 2557

เราจึงชวนให้เดินทางต่อร่วมกัน

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ท่ามกลางรถแท็กซี่ทุกคันที่แล่นผ่านพร้อมกับปิดป้ายรับบริการ

พลันมีรถแท็กซี่เก่าคร่ำคันหนึ่ง แล่นเข้ามาจอดรับเราสองคนอย่างช้าๆ

เสียงเครื่องยนต์บอกให้รู้ว่าเค้าวิ่งมาแล้วทั่วกทม.เป็นเวลาช้านานนนน และหากมีฝนตกตอนนั้นก็ไม่แน่ว่าคนขับต้องยื่นมือออกไปปัดน้ำฝนด้วยหรือไม่… แถ่ด แถ่ด แถ่ด…

 

คุณลุงคนขับผู้มีผมยาวสยายขาวโพลนทั้งศีรษะ ไม่พูดอะไรสักคำ ค่อยๆออกรถไปอย่างช้าๆหลังจากที่เราขอให้ไปส่งน้องนักศึกษาก่อน

เราสามคนฟังเพลงรักเมืองไทย ต้นตระกูลไทย หนักแผ่นดิน และเพลงอื่นๆอีกหลายเพลงจากวิทยุเก่าๆมีเสียงคลื่นแทรกเล็กๆเป็นระยะๆ

ไม่ต้องบอกก็รู้กันเองว่า สุขใจ

 

 

 

 

“น้องรู้จักเพลงพวกนี้มั้ยคะ”

“เพิ่งได้ยินเป็นครั้งแรกในชีวิตค่ะพี่”

“ฟังแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง โบฯป่ะ เนอะ”

“เปล่าค่ะ รู้สึกภูมิใจในชาติของเรามากๆค่ะ”

ส่วนคุณลุงแท็กซี่ไม่พูดอะไรเร่งเสียงเพลงขึ้นอีกนิดแล้วบรรจงขับรถให้พวกเรามากขึ้น

 

“ขอบคุณมากค่ะพี่ กลับบ้านดีๆนะคะ” น้องนักศึกษายกมือไหว้และโบกมือลาเมื่อเราส่งเธอถึงที่หมายแล้ว

“เช่นกันค่ะน้อง เรียนจบไวๆได้งานดีๆทำนะคะ”

 

 

 

 

 

 

“ขอบคุณมากนะคะลุง ลุงก็กลับบ้านดีๆนะคะ ใกล้สี่ทุ่มแล้ว ลุงต้องไปอีกไกลมั้ย” เรากล่าวพร้อมกับยื่นค่ารถเป็นสองเท่าของตัวเลขบนมิเตอร์ปัดเศษเป็นหลักร้อยให้คุณลุงแท็กซี่เมื่อถึงที่หมายของเรา

 

“ครับ ขอบคุณครับ ไม่ไกลครับ แป๊บเดียวก็ถึง ก่อนสี่ทุ่มครับ” คุณลุงแท็กซี่กล่าวกับเราเป็นครั้งแรกแล้วค่อยๆออกรถจากไป… แถ่ด แถ่ด แถ่ด…

เรายืนมองตามเสียงครางของรถคุณลุงจนลับตา…

 

 

 

คนไทยเคยอยู่อย่างไทยๆด้วยความสุขสงบมาช้านาน ทุกอณูของแผ่นดินมีเทพเทวาอารักษ์ปกปักรักษา แผ่นดินนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ ที่ใดมีธรรมที่นั่นย่อมมีชัย

 

 

[เพลง คืนความสุขให้ประเทศไทย Returning happiness to the Thai kingdomขับร้องโดยกองดุริยางค์ กองทัพบก Eng subtitleโดยหมอวิภู]

 

 

 

ขอขอบคุณ

-ภาพงามจากคุณนกบล็อกเกอร์คนเก่งค่ะ

-เพลงจากอินเตอร์เน็ต

ขนมกล้วย(แม่เอ้ย)

มีบางครั้งที่กินกล้วยไม่ทันเพราะซื้อมามากเกิน จะทิ้งไปก็เสียดาย
เนื่องจากกล้วยเมืองนอกมีราคาแพงเหลื้ออออรับประทาน
 
 
 
และแล้วภาพขนมหวานคุณยายแม่ค้าย้ายมาจากเพชรบุรีก็แว่บเข้ามาในห้วงคำนึง
ขนมคุณยายท่านนี้อร่อยหมดทุกอย่าง
มีหลายอย่างที่เราชอบเดินเลี้ยวเข้าตลาดไปอุดหนุนทุกวันหยุดตอนบ่ายสามโมง
ขนมกล้วยหน้ามะพร้าวขูดก็เป็น 1 ในนั้น
ว่าแต่เคยแต่ซื้อกิน ไม่เคยทำเลย จะทำอย่างไร
 
 
 
ไม่ยาก สำหรับบัดเดี๋ยวนี้
เราเปิดหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต แล้วก็ลองทำตาม
ครั้งแรก … ไม่ผ่าน
ตามสูตรเขากำหนดให้ใช้แป้งข้าวเจ้ามากเกินไป เนื้อขนมออกมาจึงแข็ง
ครั้งที่สอง … เราปรับสูตรเอง และใช่เลย อย่างนี้แหละที่เหมาะกับเรา
 
 
 
ส่วนผสม  

1. กล้วยสุกงอม 2 ผล

2. แป้งข้าวเจ้า ครึ่งถ้วย

3. แป้งมัน ครึ่งถ้วย

4. น้ำกะทิกลิ่นใบเตย 1 ถ้วย

5. น้ำตาลทราย 1 ใน 4 ถ้วย

6. เกลือป่น ครึ่งชช.

7. มะพร้าวขูด เล็กน้อย

 
 
 
 
วิธีทำ
1. บดกล้วยให้ละเอียด
2. จากนั้นจึงผสมกับส่วนผสมทั้งหมด(ยกเว้นมะพร้าวขูด) … นวดหรือคนให้เข้ากัน

3. ตักส่วนผสมที่ได้ที่แล้วลงในถ้วยตะไล โรยหน้าด้วยมะพร้าวขูด

4. จัดเรียงถ้วยตะไลนี้ลงในลังถึง

5. นึ่งไฟกลางๆประมาณ 15 นาที

 

 

หมายเหตุ  
ถ้าใช้กระทงใบตอง ก็จะได้กลิ่นหอมของใบตองผสมกลิ่นใบเตยและกลิ่นกล้วย ซึ่งเป็นกลิ่นไทยๆที่คุ้นเคยกันดี
 
 
 

 

มหาศิวาราตรี

มหาศิวราตรี (Mahā Shivarātri) คือวันสำคัญทางศาสนาของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ศิวราตรี แปลว่า ราตรีหรือค่ำคืนแห่ง (การบูชา) พระศิวะเจ้า
ศิวราตรีเป็นเทศกาลสำคัญยิ่งวันหนึ่งในรอบปีของชาวฮินดู

 

 

วันนี้วันแรม14ค่ำเดือน3

คืนนี้เป็นคืนศิวาราตรี

มีคติเชื่อว่าพระศิวะเป็นเจ้าเสด็จออกตรวจโลก กำจัดพาลอภิบาลประทานพรแก่สาธุชน

พระเป็นเจ้าจะเสด็จมาจากทิศหรดีเวลา21.18นาฬิกาโดยทักษิณาวัตไปทางทิศอีสานแล้ววนทักษิณาวัตต่อไปจนถึงเขายุคลธร

ขอสาธุชนพึงผินหน้าไปทิศหรดี(ทิศตะวันตกเฉียงใต้) เปล่ง “โอม นะมะศิวะ” ให้เสียงก้องในห้วงหูด้วยโทนเสียงที่ต่ำที่สุดในยามพระเป็นเจ้าเสด็จเถิด [Credit: https://www.facebook.com/Paisal.Fanpage]

 

 

 

 

 

มหาศิวาราตรี..!

คนฮินดูในประเทศอินเดียจะเริ่มจัดงาน จัดพิธีบูชามหาเทพล่วงหน้าแล้วหลายวัน

หากวันที่สำคัญสุดจะเป็นวันแรม 14 ค่ำเดือน 3 ซึ่งจะเป็นช่วงที่เรียกว่า ‘ปักษ์ขาด’ หมายถึงจะไม่มีแรม 15 ค่ำนั่นเอง

และช่วงเวลาที่สำคัญสุด ก็จะเป็นช่วงเวลาเที่ยงคืนของวันแรม 14 ค่ำ เพราะเชื่อกันว่ามหาศิวะเจ้าจะเสด็จลงประทับบนแผ่นดินโลก เพื่ออวยพรแก่ผู้บูชาพระองค์..

และเชื่อว่าจะประสบผลได้ในทุกเรื่อง

นั่นคือความเชื่อทางเทวศาสตร์ แบบฮินดู..!

[Credit: Prasong Songthong]
..
.
.
อ่านตำนานพิธีมหาศิวราตรีต่อได้ที่ th.wikipedia.org/wiki/มหาศิวราตรี

เดินดงที่ Kalaw

ในโปรแกรมเที่ยวเมียนมาร์ของเรา มีช่วงหนึ่งไกด์นำเราไปเดินป่าทางตอนเหนือของประเทศ ณ.หมู่บ้านที่เคยเป็นสถานที่หนีร้อนเอ้ยตากอากาศของชาวเกรทบริทเทนสมัยล่าเมืองขึ้น

โดยอาศัยไกด์ท้องถิ่นอีกคนหนึ่งช่วยนำทางและเล่าอะไรต่อมิอะไรให้ฟัง

 

 

[ดีใจเจอไม้ประดับป่า เพื่อนร่วมทางจากอังกฤษบอกดีใจทำไม อยากได้ก็ไปซื้อเอาที่ตลาด]
 
[ไม้งามหอมสดชื่น]

ก่อนถึงวันเดินป่า ไกด์ก็บอกเราแล้วว่าจะได้พบคนฉาน ซึ่งสามารถเข้าใจภาษาไทยตลอดจนความเป็นไทย เพราะมาจากพื้นเพเดียวกัน

[เหมือนผักสวนครัวรั้วกินได้]
[ข้าวโพด]
[สวนส้ม มั้ง]
[หน้าตาแบบนี้ก็กินได้ เค้าบอกเอามาต้มกับน้ำซุปไก่]
[ไร่ขิง]

เราฟังแล้วก็ไม่ได้คิดอะไรแต่ก็ตื่นเต้นเล็กน้อยตรงที่จะได้พูดภาษาไทยบ้าง และก็ไม่คิดไปไกลว่าพื้นเพที่เขาว่านั้นหมายถึงรากเหง้าเดียวกันมาแต่อดีตกาลอันไกลโพ้นนนนนับพันปี (สนใจอ่านThe Thai Family Tree ที่ http://septimustidbits.blogspot.com.au/2014/02/blog-post.html )

[ไกด์บอกดอกไม้ป่าขึ้นตามธรรมชาติ กินได้]

เมื่อเริ่มต้นเดิน พวกเราก็ยังไม่คุ้นกันเท่าไหร่ 

[ฝรั่งพากันทึ่ง สงสัยกันมากมายที่น้ำกลื้งได้เหมือนปรอท]
[ต้นไมยราพ ไกด์กำลังเล่นกลให้ฝรั่งดู]

เขาก็อ่อนน้อมถ่อมตน พูดจาภาษาอังกฤษเป็นไฟ แต่ดั้นฝากเนื้อฝากตัวว่าความรู้น้อย ทั้งชีวิตมีโอกาสได้ร่ำได้เรียนแค่ 7 ปี 

[โรงเรียนที่พาพวกเขาให้รู้จักโลกภายนอก]

 

[บล็อกหินปูนที่พวกเขาเพิ่งรู้จักวิธีทำเมื่อ 15 ปีมานี้เองเพราะได้ไปเรียนหนังสือ]

 

[เขาบอกเพิ่งจะมารู้ ทั้งๆที่อยู่กับภูเขาหินปูนมาตั้งนานนนน
พอรู้แล้วก็เลยสร้างบ้านสร้างรั้วด้วยหินปูนกันใหญ่]
ภาษงภาษาอาจจะกระท่อนกระแท่นไปบ้าง ถ้าอย่างไรช่วยต่อหรือแปลให้ด้วย โดยเฉพาะเราเป็นเอเชี่ยนเหมือนเขาย่อมต้องเข้าใจเขามากกว่าใคร 
[ต้องขอบคุณไม้งามต้นนี้เมื่อเราเริ่มซักว่าทางนี้กินอย่างไรเพราะที่เวียดนามเค้ารอกินตอนเหลืองแล้วเท่านั้น… เขาก็บอกว่าคนที่นี่จะกินตอนสุกแล้ว เราจึงบอกว่ากินตอนยังเขียวอร่อยกว่าอีก เขาดีใจสุดๆบอกว่าใช่ๆ เราก็เลยถามว่าท่านทำอย่างไรกิน เขาบอกก็สับเป็นเส้นๆ ใช้ครกตำกับพริกขี้หนู กระเทียม น้ำมะนาว น้ำปลา ปลาร้า รสชาติออกเปรี้ยวๆเผ็ด แซ่บๆ ถ้าไปฉานจะเห็นทุกบ้านทำกินแบบนี้… 
เราจึงซักต่อถึงความเป็นฉานกับสยามเพราะเขาบอกว่าคือสิ่งเดียวกัน เพียงแต่ตอนนี้สยามเรียกตนเองว่าไทยด้วยเหตุผลทางการเมือง  ปรากฏ…ไหว้เหมือนกัน กินส้มตำเหมือนกัน นับหนึ่งถึงสิบเหมือนกัน… โอ้ย อะไรกันเนีย]

ฝ่ายเราก็ฟังไปเรื่อยๆว่าเขาเล่าอะไรต่อมิอะไรให้รู้จักบ้าง ส่วนมากก็เป็นเรื่องราวต้นไม้ใบหญ้าพืชผักที่ขึ้นในบริเวณนั้น และพวกเขานำมาทำประโยชน์อะไรได้

[ต้นคิวคัมเบอร์ แตงจิ้มน้ำพริก]
[มะเขือ]
[มะเขือเทศ]

เรา คนในเมืองก็จึงได้มีโอกาสรู้จักและเรียนรู้การอยู่ด้วยกันอย่างเกื้อกูลกันของบรรดาพืชผักทั้งหลายในธรรมชาติ…

[หน่วยปราบศัตรูพืช]

และความเข้าใจของการไม่จำเป็นอย่างสิ้นเชิงในการใช้สารเคมีเพื่อการเพาะปลูกให้ได้ผลสูงสุดของเราตอนนั้นก็สูงปรี๊ดทีเดียวเมื่อเห็นหน่วยปราบศัตรูพืชนานาชนิดอย่างนั้น… เหมือนๆกับไม้แต่ละคู่เกิดมาเพื่อกันและกัน

 

[เกษตรอินทรีย์ที่กำลังจะโดนแทนที่ด้วยเกษตรเคมีอย่างช้าๆด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์กับเหตุผลที่ว่าที่เมืองไทยและเวียดนามเค้าใช้กัน]

แล้วก็ยังบอกเขาว่า เมียนมาร์ต้องตัดสินใจ… 

[สัญญลักษณ์ทุนนิยมเบื้องต้น]

จะเดินตามไทยในเรื่องการใช้สารเคมีช่วยในการเพาะปลูก หรือ จะดำรงวิถีชีวิตตามธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์อยู่ต่อไปตามเดิม…

[อโวคาโด เค้าบอกปลูกง่ายมาก โยนๆเมล็ดออกไปที่ไหนก็ขึ้น]

ซึ่งอันนี้ก็ไม่เรียกว่า เมียนมาร์จะยังคงล้าสมัยไปได้ เพราะเมืองฝรั่งอย่างออสเตรียเขาทำได้สำเร็จอย่างยอดเยี่ยมมาแล้ว นั่นคือเขาสามารถประกาศต่อชาวโลกว่าอาหารการกินของบ้านเมืองเขาเป็นเกษตรอินทรีย์ และไม่ส่งออกขายไปทั่วโลก ใครอยากกินของดีบริสุทธิ์ตามธรรมชาติปลอดสารเคมี ต้องไปกินที่บ้านเขา… 

[ส้ม มั้ง]
[การเก็บพืชผลของชาวบ้าน]
[พืชผลเตรียมส่งขายเข้าแรงกูน]

และนั่น ก็ทำให้เขามีนักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมเยียนในแต่ละปีไม่ขาดสาย รวมแล้วเป็นจำนวนที่มากกว่าพลเมืองอันเป็นเจ้าบ้าน

 

[พวกเค้าไม่ได้ใช้วิธิลงแขก]

ไกด์ทั้งสองได้ฟัง เก้าะ หูผึ่ง!

[อากาศกำลังเย็นสบาย]

ฝรั่งในขบวนก็พยักหน้าหงึกๆเห็นด้วยว่าเป็นความจริง

 
 

 

 

 
[ไม้งามสวยแข็งแรงกลิ่นหอมเย็นๆแบบป่าๆ]

 

 

 

[เดินๆอยู่เจอเจดีย์ที่เค้าสร้างขึ้นเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า ชาวบ้านจะนำข้าวปลาอาหารมาถวายที่นี่ในวันนักขัตฤกษ์]

 

[กองถ่านหินข้างทางเดินที่เค้าบอกอย่างไม่สนใจใยดีว่าขนมาจากหลังภูเขาลูกข้างหน้า…
ที่นี่มีเยอะแยะ จำเป็นต้องใช้ก็ไปสกัดเอามา ไกด์บอก]

 

 

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
😀
สวัสดีค่าคุณน้านูลิเกบ้านหาด
เหมือนสวรรค์ที่เราเคยอยู่กันรึเปล่าคะคุณน้าฯ
แล้วมานหายไปไหนหายไปได้ยังไงเนาะคุณน้าฯเนาะ  LOL…
~~~~~~~~~~~~~~~~
ขอบคุณทีมงาน Mblog ค่ะ

 

หุงข้าวใต้ผืนทราย

 

 

 
บางทีการได้นั่งดูทีวีเป็นเรื่องเป็นราวรวดเดียว 6 ชั่วโมงโดยไม่ลุกไม่ทำอะไรอื่นก็เป็นการดีเหมือนกัน
 
ดังเช่นเมื่อวันก่อนที่ต้องขอบใจตัวเองที่ได้ทำอย่างนั้นเพราะได้เห็นของแปลกที่ไม่เคยคิดถึงมาก่อนเลย


 

 
 
 
เป็นการหุงข้าวหอมมะลิใต้ผืนทรายด้วยผ้าขาวม้าที่เมืองขแมร์… คิดค้นโดยชนขแมร์รุ่นสงครามล้างเผ่าพันธุ์เมื่อหลายปีก่อนโน้นนนน
 
อันข้าวหอมมะลิเราเคยเข้าใจว่าเป็นพันธุ์ข้าวจดลิขสิทธิ์แล้วของไทย
 
แต่เมื่อเห็นเพื่อนบ้านพูดถึงด้วยความคุ้นเคย เราก็…
 
ก็ควรจะเข้าใจเป็นอีกอย่างโดยอัตโนมัติ
 
ไปจดฯใหม่เป็น pandan rice ข้าวหอมใบเตยซะสิ้นเรื่องสิ้นราว
 

 

 

 
วิธีทำ
1 ติดเตาถ่านจนไฟลุกโชนรอ
 

 

2 ล้างข้าวหอมมะลิ
3 ขุดหลุมทรายให้กว้างพอประมาณและลึกราว 1 ฝ่ามือเรา




 
 
 

 

4 นำผ้าขาวม้าไปชุบน้ำให้ชุ่ม แล้วทบครึ่ง 2 ครั้ง หรือทบก่อนแล้วชุบน้ำก็ได้เหมือนกัน
 
 
..
 
 
..
 
 
..
 
 
..
 
 
..
 
 
..
 
 
 
 




5 ล้างใบตองที่มีขนาดพอกันกับผ้าขาวม้าที่พับทบแล้วนั้น แล้ววางซ้อนลงบนผ้า




 
 

 

6 วางข้าวที่ล้างแล้วลงบนใบตอง
 
..
 
 
..
 
 
 
 

 

7 ห่อหรือพับใบตองโดยให้ข้าวอยู่ตรงกลาง




 
..
 
 
 

 

8 ห่อหรือทบผ้าขาวม้า… ให้ใบตองห่อข้าวอยู่ตรงกลาง




 
..
 
 
 

 

9 วางห่อผ้าขาวม้าลงในหลุมทรายที่ขุดไว้ แล้วกลบทรายให้ทั่ว 


 
..
 
 
..
 
 
..
 
 
 
 

 

10 คีบถ่านแดงๆที่เตรียมไว้ วางลงบนผืนทรายตรงตำแหน่งที่ฝังห่อผ้าขาวม้านั้น (อันนี้อาจปรับเป็นก่อกองไฟแทนก็น่าจะได้เหมือนกัน)
 

 
..
 
 
..
 
 
 
 

 

11 เวลาผ่านไป 1 ชั่วโมง คีบถ่านออกให้หมด


 
 
 

 

12 โกยทรายที่คลุมผ้าขาวม้าไว้ออก (โปรดระวังมือพอง)
 
 
 
13 ยกห่อผ้าข้าวม้าร้อนๆควันฉุยทีเดียวขึ้นมา


 
..
 
 
..
 
 
..
 
 
 
14 คลี่ผ้าขาวม้าต่อด้วยคลี่ใบตองออกอย่างระมัดระวัง(เพราะร้อน) 
 
 
 
 
..