septimus' blog

Posts under ‘วิทยาศาสตร์’

เพื่อนเดินทาง…เวจจีส์ชิพส์

 

ขนมขบเขี้ยว หรือ ขนมกินเล่น หรือของกินเล่น เมืองฝรั่งที่ได้ลิ้มลองคราวนี้เป็นอะไรที่น่าทึ่งกับภูมิปัญญาของชาวสวนอเมริกัน

 

 

ที่ไม่ยอมพ่ายแพ้แก่โชคชะตา(หรือคอยร้องขอแต่ความช่วยเหลือจากภาครัฐฯแต่เพียงอย่างเดียว)

 

 

…..

 

การปลูกไม้ผลที่มากมาย มีบางปีที่อาจได้ผลเกิดคาด…มากมายเสียจนไม่สามารถนำส่งถึงผู้บริโภคได้หมดทันเวลา

Veggie Chips / 3lb Bag

การถนอมอาหาร เป็นหนทางที่พวกเค้านำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างสูงสุดและงดงาม

 

เวจจีส์ ชิพ… ผักผลไม้อบกรอบ

 

ผักผลไม้อบกรอบคลุกเกลือเล็กน้อยพอได้รสเค็มปะแล่มๆเข้าแทรกรสหวานธรรมชาติด้วยตัวของผักหรือผลไม้เอง บรรจุอยู่ในถุงพลาสติค

รสชาติเอร็ดอร่อย กินเพลิน หมดถุงไม่รู้ตัว ยามที่รู้สึกเหงาปากอยากกินไรสักอย่างเล่นๆ

BBQ Veggie Chips

เมืองไทยจะทำได้มั้ยนะ สแนคส์ง่ายๆให้คุณแก่ร่างกายอย่างนี้

 

ฝรั่ง(ก็)กินข้าว

 

 

 

 

 

 

 
 
ที่หลุยส์เซียน่า
 
 
 
 
ยามรถขับผ่านนาข้าว เราบอกตนเอง “ข้าวสาลีไว้ทำขนมปัง”
 
 
 
 
เกือบครึ่งชั่วโมงต่อมา ในครัวบ้านชาวนาหลังงามท่านหนึ่ง ปรากฏมีหม้อหุงข้าวไฟฟ้าตั้งตระหง่านประกาศตนเป็นสมาชิกประจำห้องครัวแห่งนี้
เราบอกตนเอง “คงมีเพื่อนชาวเอเชียแวะมาเยี่ยมบ่อย”
 
 
 
 
กลางโต๊ะอาหารกลางวันตอนบ่ายแก่ๆวันนั้น ปรากฏข้าวสวยร้อนๆ 1 โถวางอยู่ท่ามกลางกับข้าวแนวฝรั่ง เราก็บอกตนเอง “ไม่น่าจะเพื่อเราคนเดียวหรอกน่ะ”
 
 
 
 

 

 

 

 

 
หม่ำกันไปคุยกันไป…
 
 
 
 
“พวกเราแถบนี้กินข้าวกันทุกบ้านทั้ง 3 มื้อ
เราปลูกข้าวไว้กินและขายมาช้านานแล้ว… สืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น
ของครอบครัวเราตอนนี้มีเพียง 68 เอเคอร์เท่านั้น เราได้ขายฟาร์มเกือบ 900 เอเคอร์ตอนที่คิดว่าต้องเกษียณซะที แล้วก็มาซื้อที่ตรงนี้ปลูกบ้านอยู่อาศัยกันไป
คุณเคยได้ยินไหม
You can get farmer out of the farm but you can not get farm out of the farmerนั่นล่ะ ถึงเราจะย้ายมาอยู่ที่นี่บนเนื้อที่ที่มีขนาดเล็กกว่ามาก
แต่เราก็ยังปลูกข้าวกินเอง เนื้อที่เหลือหรือหลังจากปลูกข้าวเสร็จเราก็ปลูกหญ้าขาย…
พวกเราขาดข้าวไม่ได้หรอก”
 
 
 
 
“โอ้โห ตั้ง 68 เอเคอร์
แล้วท่านปลูกข้าวกันอย่างไรบนที่ดินกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาออกอย่างนี้คะ
และยังมีเมื่อก่อนนี้อีก…  เดี๊ยนไม่อยากคิดเลยค่ะ (ความจริงคิดไม่ออกมากกว่า)”
 
 
 
 
“เราใช้เฮลิคอปเตอร์ปลูกกัน มีบางทีก็ใช้รถไถหว่านแต่มันช้า”
 
 
 
“แว๊ก… ใช้เฮลิคอปเตอร์ปลูก! เมืองไทยบ้านเดี๊ยนใช้แรงคน… ค่อยๆจิ้มทีละต้นล่ะคร่า”
 
 
 
 
“ฮ่าฮ่า เรารู้ เรารู้ทุกอย่างว่าทางโน้นปลูกข้าวกันอย่างไร
งานหนักนะนั่น สายตัวแทบขาดเลยล่ะกว่าจะเสร็จกว่าจะได้ข้าว”
ท่านชาวนาคุยไปส่ายหน้าระอาใจไปด้วยไม่เข้าใจแนวคิดชาวนาเพื่อนร่วมอาชีพฝั่งเอเชีย(อาคเนย์)…
 
 
เสร็จแล้วก็ถามเราว่า…
 
 
“ทำไมเค้าไม่คิดใช้เฮลิคอปเตอร์อย่างเราล่ะ?

 

 

..
.

 

 

 

 

 

 

Landlord ในต่างแดน

 

 

“การตัดต้นไม้ใหญ่ๆในบ้านทิ้ง เป็นอาชญากรรมขั้นร้ายแรงในสายตาของชาวญี่ปุ่น ถ้าเราจะซื้อที่ดินในประเทศญี่ปุ่น
เจ้าของที่ดินเขาจะถามเราว่า
ซื้อแต่ที่ดินเปล่า หรือ จะซื้อต้นไม้ด้วย
เพราะราคาไม่เหมือนกัน ราคาที่ดินเท่านั้น ราคาต้นไม้อีกเท่านี้ ถ้าเราบอกว่าต้องการซื้อแต่ที่ดินไม่ต้องการต้นไม้ เขาจะขุดเอาไปหมด ยิ่งต้นไม้ใหญ่โตขนาดอายุ 100 ปี ยิ่งจะต้องการขุดกัน
ต้นไม้ไม่ใช่ทรัพย์ติดที่ดิน การซื้อที่ดินไม่ได้หมายความว่าซื้อต้นไม้ด้วย ถ้าจะซื้อต้นไม้ด้วยก็ต้องบอกกันให้แน่นอน”
[“ตามรอยคิดจากนวนิยายของหลวงวิจิตรวาทการ” เรียบเรียงโดย วิจิตรา รังสิยานนท์]
อ่านจบได้พาร์ทตรึงใจแล้วให้พอดีได้เวลาเหินฟ้าสู่ประเทศมหาอำนาจอีกแห่งอันเป็นต้นแบบกลายๆในการกู้ชาติของลูกพระอาทิตย์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
 
 

 

ช่วงหนึ่งในการเดินทางไกลนับหมื่นกิโลเมตร เราสังเกตเห็นตัวโรบอทอะไรสักอย่างโยกหัวขึ้นลงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
อันที่จริงก็สังเกตเห็นตั้งแต่นั่งรถเข้าเมืองจากสนามบินเอลเอสู่ย่านฮอลิวูดแล้วว่ามีตัวอะไรดำมะเมื่อมก้มๆเงยๆนับร้อยตัวอยู่สองข้างทาง
คนขับรถอพยพมาจากลังกาก็ตอบไม่ได้

 

 

 
โดยเฉพาะพบอย่างหนาแน่นก็ที่รัฐโลนลี่สตาร์…เท็กซัส
 
ในลักษณะกระจายกันไปไม่เป็นระเบียบ ตรงโน้นบ้างตรงนี้บ้าง หนาแน่นเป็นหย่อมๆ บางแห่งก็ตั้งอยู่ข้างๆบ่อพักทรงกระบอกขนาดใหญ่ บางแห่งก็เหมือนมีมานานแล้ว และบางแห่งก็อยู่หลังบ้านติดรั้วซะเลย
 
 
 
การไม่ซักถามอะไรเลยนั้นไม่ใช่เรา “นั่นอะไรคะ ก้มๆเงยๆอยู่ตรงนั้น”
“เครื่องเจาะน้ำมันไงคะ” ไกด์สาวเลือดผสมตอบ
 
 
อาการหูผึ่งของเราเกิดขึ้นทันที… ได้คนเล่าแระ
“น้ำมันที่นี่ขุดแล้วเป็นของใคร พวกคุณมีวิธีจัดการอย่างไรกันเหรอ”
 
 
“ก็ขุดในที่ดินของใครก็เป็นของคนนั้นสิคะ”
 
 
“ว้าว แล้วพวกคุณขุดเจาะกันเองเลยเหรอ แล้วรู้ได้ยังไงว่ามีน้ำมันอยู่ใต้ดิน” 
คำถามไร้เดียงสาถูกถามออกไปโดยไม่ยั้งคิดว่าอันที่จริงทุกรัฐในประเทศนี้ต่างก็มีน้ำมันและทรัพย์ในดินสินเป็นแร่ธาตุด้วยกันทั้งสิ้น
แต่ไกด์สาวก็ดีใจหายค่อยๆอธิบาย ย่อได้ว่า…
“พวกเราไม่ขุดกันเองค่ะ ใครที่ต้องการให้ขุดก็ติดต่อไปยังบริษัทน้ำมัน แล้วทางบริษัทฯก็จะจัดส่งชุดเฉพาะกิจมาติดตั้งเครื่องหน้าตาประหลาดนี้ให้อย่างรวดเร็วในทันทีที่ตีราคาคุณภาพน้ำมันและทั้งสองฝ่ายตกลงพอใจกับค่าตอบแทนแล้วค่ะ
 
 
 
นานมาแล้วนะคะคุณพ่อเดี้ยนก็เคยเรียกเค้ามาตกลงราคาที่ฟาร์มของเราค่ะ
แต่คุณพ่อไม่เดินหน้าต่อเพราะได้แค่ 7 เหรียญ(ฟังเพลินจนไม่ได้ซักว่าต่อบาเรลรึเปล่า) ท่านว่าไม่คุ้ม สู้ปลูกอะไรขายเหมือนเดิม หรือไม่ก็ไปทำงานกินเงินเดือนดีกว่า ว่าแล้วคุณพ่อก็เลยไปสมัครเป็นครูมีรายได้ต่อเดือนที่แน่นอนมาเลี้ยงดูเดี้ยนกับพี่มาจนโตเนี่ยแหละค่ะ”
 
 
 
 
มิน่าล่ะ มีบางช่วงในเส้นทางเราจึงได้เห็นป้ายเบ้อเริ่มปักไว้(เสี้ยดายถ่ายรูปไม่ทัน)ว่า…
 
 
 
 
“ถ้าในที่ดินของท่านมีน้ำมัน กรุณาให้โอกาสแก่เราด้วยเถอะ”
 
 

 

 

 

 

 

..
0
ขอขอบคุณทีมงานMblogทุกท่านค่ะ

ครบหนึ่งเดือน

 

 

 

“ประเดี๋ยวถึงหน้าปากซอยแล้วอาจจะได้ยินประกาศปฏิวัตินะครับ”

“อ้าว ประกาศแล้วเหรอคะ”

เราทั้งสองฝ่ายที่ไม่เคยรู้จักกันต่างส่งยิ้มแห่งความปลื้มปิติให้แก่ประเทศชาติอันเป็นที่รักของเราระหว่างเดินสวนกันตรงบันไดของตึกใหญ่กลางซอยคดเคี้ยวที่ติดต่อถึงกันไหนต่อไหน

“ครับ เค้าเพิ่งประกาศเมื่อสี่โมงครึ่งนี่เอง รถคงจะติดหน่อย ยังไงก็เดินทางปลอดภัยนะครับ”

เรายิ้มให้เขาอย่างที่คนไทยพึงยิ้มต่อกัน “ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ บ้านเราจะได้สงบสุขอย่างที่เคยเป็นมาเสียทีนะคะ”

“ก็หวังเช่นนั้นเหมือนกันครับ”

 

สายลมเอื่อยๆเย็นนั้นช่างนุ่มนวล เราเดินลอยชายเพื่อออกปากซอยสู่ถนนใหญ่ ไม่หวั่นสักนิดถึงความมืดที่เริ่มโรยตัวลงมา

มีแวะถามเส้นทางเพื่อความแน่ใจกับสาวนางหนึ่งที่กำลังก้มๆเงยๆเหมือนหาอะไรสักอย่างตรงกำแพงบ้านหลังหนึ่ง

“เป็นคนไทยรึเปล่า” เราถามระหว่างที่คุยด้วยแล้วรู้สึกเธอไม่ใช่พวกเรา

“คนไทย เป็งคนไทยละ” ฮ่าฮ่า ชัดซ้า

“มินกะลาบา” เราร่ำลาเธอเมื่อแฮ็กข้อมูลเสร็จ

“เอ๊อะ!” เธอตะลึงแล้วหัวร่องอหายอย่างใสซื่อ

 

 

 

 

 

ที่หน้าปากซอย ภาพตรงหน้าเรา รถติดขัดจอดแทบนิ่งสนิททุกทิศทาง รถแท็กซี่เต็มทุกคัน

เท้าไวกว่าความคิด ก้าวขึ้นรถปรับอากาศที่ขยับมาตรงหน้าพอดี เห็นป้ายแว่บๆว่าผ่านจุดหมายที่เราต้องการจะไปแต่ไปเส้นไหนไม่รู้

บนรถ คนแน่นมากมาย แต่เราก็ยังสู้ได้ที่นั่งหลังจากยืนเป็นชาวกทม.ได้ไม่นาน

เราได้นั่งข้างสาวงามนางหนึ่ง เธอกำลังแชทกับเพื่อนวุ่นวายบนไอโฟน

ข้างเราอีกด้านหนึ่งเป็นหนุ่มออฟฟิศที่เพิ่งเลิกงานกำลังฟังประกาศฯ

เราตัดสินใจคุยกับคนนั่งข้างเรา เธอเป็นคนนิ่งๆเย็นๆดี

“น้องคะ ไปถึงไหนแล้วคะ”

เธอยิ้มให้แบบคนไทยยิ้มให้แก่กัน มิตรภาพและความเป็นไทยที่หายไปเริ่มกลับมาแล้วทันที เราคิด

“ตอนนี้ — — แล้วค่ะ แต่รถก็ติดจังเลยนะคะ”

“คงเพราะทุกคนเร่งกลับให้ถึงบ้านก่อนสี่ทุ่มกันเนอะ น้องว่าป่ะ” —

เราและคนที่ยืนข้างๆเรา ต่างพูดคุยถึงความเป็นไปในห้วงเวลานั้นด้วยความสุขใจ สีหน้าทุกคนไม่วิตกอะไรเลย หากเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังว่า บ้านเรากำลังจะดีขึ้น ทุกสิ่งอันเป็นความงามของแผ่นดินและเป็นความสุขของเรากำลังจะกลับคืนมา

และ…

ขอให้ท่านผู้กล้าทั้งหมดอยู่กับเราไปนานๆ

 

 

 

 

สองทุ่มแล้ว พวกเราที่เหลือในรถต้องลงจากรถเพื่อรอรถคันใหม่

ความร้อนแล้งจากอากาศภายนอกบวกความร้อนของเครื่องยนต์ที่ต้องทำงานหนักมาทั้งวัน ทำให้รถปรับอากาศคันนั้นตัดสินใจหยุดฉลองฯซะกลางทางนั่นเอง

หากก็มิเป็นไร พวกเราที่เหลือลงมารอรถคันใหม่ด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มแม้นว่าเหลือเวลาแห่งความร่วมมือร่วมใจอีกไม่ถึงสองชั่วโมงดี

หลายคนตัดสินใจต่อรถสายอื่นหรือรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างแทน

ที่สุดก็เหลือเรากับน้องนักศึกษาสองคนบนถนนที่ไม่เคยหลับไหลมาก่อนยกเว้นค่ำคืนนี้ 22 พ.ค. 2557

เราจึงชวนให้เดินทางต่อร่วมกัน

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ท่ามกลางรถแท็กซี่ทุกคันที่แล่นผ่านพร้อมกับปิดป้ายรับบริการ

พลันมีรถแท็กซี่เก่าคร่ำคันหนึ่ง แล่นเข้ามาจอดรับเราสองคนอย่างช้าๆ

เสียงเครื่องยนต์บอกให้รู้ว่าเค้าวิ่งมาแล้วทั่วกทม.เป็นเวลาช้านานนนน และหากมีฝนตกตอนนั้นก็ไม่แน่ว่าคนขับต้องยื่นมือออกไปปัดน้ำฝนด้วยหรือไม่… แถ่ด แถ่ด แถ่ด…

 

คุณลุงคนขับผู้มีผมยาวสยายขาวโพลนทั้งศีรษะ ไม่พูดอะไรสักคำ ค่อยๆออกรถไปอย่างช้าๆหลังจากที่เราขอให้ไปส่งน้องนักศึกษาก่อน

เราสามคนฟังเพลงรักเมืองไทย ต้นตระกูลไทย หนักแผ่นดิน และเพลงอื่นๆอีกหลายเพลงจากวิทยุเก่าๆมีเสียงคลื่นแทรกเล็กๆเป็นระยะๆ

ไม่ต้องบอกก็รู้กันเองว่า สุขใจ

 

 

 

 

“น้องรู้จักเพลงพวกนี้มั้ยคะ”

“เพิ่งได้ยินเป็นครั้งแรกในชีวิตค่ะพี่”

“ฟังแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง โบฯป่ะ เนอะ”

“เปล่าค่ะ รู้สึกภูมิใจในชาติของเรามากๆค่ะ”

ส่วนคุณลุงแท็กซี่ไม่พูดอะไรเร่งเสียงเพลงขึ้นอีกนิดแล้วบรรจงขับรถให้พวกเรามากขึ้น

 

“ขอบคุณมากค่ะพี่ กลับบ้านดีๆนะคะ” น้องนักศึกษายกมือไหว้และโบกมือลาเมื่อเราส่งเธอถึงที่หมายแล้ว

“เช่นกันค่ะน้อง เรียนจบไวๆได้งานดีๆทำนะคะ”

 

 

 

 

 

 

“ขอบคุณมากนะคะลุง ลุงก็กลับบ้านดีๆนะคะ ใกล้สี่ทุ่มแล้ว ลุงต้องไปอีกไกลมั้ย” เรากล่าวพร้อมกับยื่นค่ารถเป็นสองเท่าของตัวเลขบนมิเตอร์ปัดเศษเป็นหลักร้อยให้คุณลุงแท็กซี่เมื่อถึงที่หมายของเรา

 

“ครับ ขอบคุณครับ ไม่ไกลครับ แป๊บเดียวก็ถึง ก่อนสี่ทุ่มครับ” คุณลุงแท็กซี่กล่าวกับเราเป็นครั้งแรกแล้วค่อยๆออกรถจากไป… แถ่ด แถ่ด แถ่ด…

เรายืนมองตามเสียงครางของรถคุณลุงจนลับตา…

 

 

 

คนไทยเคยอยู่อย่างไทยๆด้วยความสุขสงบมาช้านาน ทุกอณูของแผ่นดินมีเทพเทวาอารักษ์ปกปักรักษา แผ่นดินนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ ที่ใดมีธรรมที่นั่นย่อมมีชัย

 

 

[เพลง คืนความสุขให้ประเทศไทย Returning happiness to the Thai kingdomขับร้องโดยกองดุริยางค์ กองทัพบก Eng subtitleโดยหมอวิภู]

 

 

 

ขอขอบคุณ

-ภาพงามจากคุณนกบล็อกเกอร์คนเก่งค่ะ

-เพลงจากอินเตอร์เน็ต

ปกครองแบบพระองค์ดำ

 

 

 
ความร่มเย็นแห่งสยาม

หลังจากสงครามยุทธหัตถี พม่าก็ครั่นคร้ามไม่กล้าล่วงล้ำเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาอีกต่อไป

เป็นเวลาถึง 150 ปีที่ไม่มีทัพของเมืองใดกล้าประกาศสงครามเชิงรุกกับกรุงศรีอยุธยาอีกเลย

พระบารมีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงอยู่เหนือกาลเวลา อาณาจักรกรุงศรีอยุธยายิ่งใหญ่สืบเนื่องต่อจากรัชสมัยของพระองค์อีกเกือบสองร้อยปี ต่างจากพระเจ้าบุเรงนองซึ่งเมื่อสวรรคตแล้ว บ้านเมืองพม่าก็แตกสลายเป็นส่วนๆทันที

เช่นเดียวกับกษัตริย์ยอดนักรบเจงกิสข่าน หลังสิ้นพระชนม์ลง ความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิมองโกลก็ดำรงอยู่ไปอีกถึง 150 ปีเช่นกัน

มหาราชแห่งเอเชียทั้งสองได้รับการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์โลก และสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นกษัตริย์พระองค์แรกของไทยที่ต่างชาติยกย่องว่าเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่แห่งเอเชียเช่นเดียวกับเจงกิสข่าน จิ๋นซีฮ่องเต้ ฯลฯ

 

ราชอาณาไทยกว้างใหญ่ไพศาลจวบจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ซึ่งมีการแบ่งเขตแดนประเทศตามหลักสากล ถ้าไม่มีสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกู้ชาติเอาไว้ แผนที่โลกก็คงไม่มีประเทศไทย ดั่งเช่นที่มอญควรจะมีผืนดินเป็นของตนเองอย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่งของพม่าในปัจจุบันแต่กลับสูญหายไปเป็นของชาวพม่าเชื้อสายมอญแทน

 
 
 
 

เช่นเดียวกัน เราก็จะเป็นชาวพม่าเชื้อสายไทย หากมหาราชทั้งสองพระองค์ไม่สามารถกู้เอกราชกลับคืนมาได้!

 

พระบารมีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชยังคงแผ่ปกคลุมมาจนถึงทุกวันนี้ ทหารไทยใหญ่ชนกลุ่มน้อยในพม่าปัจจุบัน ก่อนออกรบทุกครั้งต้องทำพิธีสมาธิจิตระลึกถึงสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แม้พม่าเองก็ยังคงมีความเกรงกลัวฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก(เชื่อว่าท่านที่เคยไปเยือนเมียนมาร์จะสัมผัสได้ไม่ยากนัก-septimus)และเชื่อว่าแม้จะเกิดสงครามขึ้นมาจริงๆ พระวิญญาณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่ประทับในสายเลือดทหารไทยทุกคนก็พร้อมจะรบอย่างไม่กลัวความตายดั่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในสมัยกรุงศรีอยุธยาของพระองค์

 
 
 
 
 
 

การปกครองในสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

กรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นเมืองสงบ ปราศจากโจรผู้ร้าย ประชาชนดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข ตั้งมั่นในศีลธรรมและเคารพกฏหมาย

สมเด็จพระนเรศวรมหาราชแม้จะทรงเป็นนักรบแต่ก็ไม่โปรดให้มีนักเลงหัวไม้ ยิ่งทำตัวกร่างใหญ่โตเอะอะโวยวาย ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล จะถูกสั่งสำเร็จโทษทันที

พระองค์เสด็จฯทอดพระเนตรความเป็นอยู่ของประชาชนด้วยการปลอมพระองค์เป็นชาวบ้านอยู่เสมอ

แม้ในยามดึกดื่นค่ำคืน พระองค์ก็ทรงออกล่องเรือไปตามลำน้ำพร้อมด้วยองครักษ์ไม่กี่คน … ไปตามที่ต่างๆ เพื่อทรงดูแลสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่อยู่ในการปกครองของพระองค์

ก่อนที่พระองค์จะเสด็จขึ้นครองราชย์ มีโจรลักเล็กขโมยน้อยในกรุงศรีอยุธยาอยู่เต็มไปหมด เนื่องจากกำลังตกอยู่ในภาวะแพ้สงคราม … พระองค์ทรงลองใจด้วยการให้ทหารนำทองคำไปหย่อนไว้ตามที่ต่างๆแล้วแอบเฝ้าดู ใครที่เก็บเอาไปเป็นของตัวเองจะถูกนำมาประหารชีวิต … ว่ากันว่ากรุงศรีอยุธยาเวลานั้น ถ้าใครทำทองตกไว้บนท้องถนน อีก 1 ชั่วยามกลับมาดู ทองนั้นก็ยังคงอยู่ที่เดิม

ในช่วงเวลาเข้าพรรษา พระองค์ทรงมีรับสั่งห้ามราษฏรทุกคนดื่มสุรา ทรงกำหนดให้ประชาชนทุกคนอยู่ในศีลห้า ศึกษาแก่นธรรม

สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงได้รับการฝึกวิปัสสนากรรมฐานจากพระมหาเถรคันฉ่องและศึกษาการใช้หลักพระพุทธศาสนาปกครองบ้านเมือง ทรงชี้แจงให้ชาวบ้านเลิกเชื่องมงายเรื่องผีสาง เทวดา เทพารักษ์ การบูชายันต์ และให้หันมาเชื่อในความมานะพยายามของตนเอง —

พระองค์ทรงโปรดให้วัดใหญ่ชัยมงคลเป็นวัดสำหรับปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานโดยเฉพาะ และสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงมีรับสั่งให้คัดลอกพระไตรปิฏก 84,000 พระธรรมขันธ์ใหม่ทั้งหมด

ส่วนเรื่องการสานสัมพันธ์กับบรรดามิตรประเทศ พระองค์ก็ไม่ทรงละเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่เคยช่วยเหลือไทยในยามยากเช่นลาว สมัยพระไชยเชษฐาครองเมืองเวียงจันทน์ได้ยกทัพมาช่วยไทยอย่างไม่เกรงกลัวพม่าอยู่หลายครั้ง และเมื่อราชบุตรพระไชยเชษฐาต้องการให้เมืองเชียงใหม่คืนเชลยชาวล้านช้างที่กักตัวไว้ทั้งหมด สมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็ทรงแผ่พระบารมีไปยังเจ้าเมืองเชียงใหม่ให้ปล่อยเชลยกลับคืนล้านช้างทั้งหมด—

สมัยกรุงศรีอยุธยา จีนเคยส่งปืนใหญ่ทองแดงอานุภาพสูงมาให้ไทยต่อสู้กับพม่า ครั้นจีนเกิดสงครามบ้าง สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสนอจีนว่าจะช่วยยกทัพไปรบกับญี่ปุ่นซึ่งขณะนั้นกำลังก่อศึกอยู่กับจีนสมัยราชวงศ์หมิง นอกจากนี้พระองค์ยังช่วยจีนปราบโจรสลัดที่กวางตุ้งจนได้รับพระราชสาส์นขอบพระทัยจากจักรพรรดิจีน

ไทยกับจีนเป็นพันธมิตรกันทั้งด้านการสงครามและเศรษฐกิจมาจวบจนปัจจุบัน ความผูกพันระหว่างไทย-จีนเช่นเดียวกับความผูกพันระหว่างไทย-ลาว นั่นคือเปรียบเสมือนพี่น้องครอบครัวเดียวกัน เมื่อใครมีปัญหา ต่างฝ่ายต่างคอยช่วยเหลือกันอยู่เสมอ

สำหรับชาวตะวันตก พระองค์ทรงโปรดชาวฮอลันดาเป็นพิเศษ(คาดว่าน่าจะเกิดจากการที่พระองค์ทรงเห็นฤทธิ์เดชที่สามารถปกป้องยะไข่อันเป็นบ้านเมืองของชาวอาระกันจนพระเจ้าบุเรงนองไม่สามารถทำอะไรได้เลย-septimus) ทรงส่งคณะทูตานุทูตเดินทางไปถวายพระราชสาส์นแก่กษัตริย์ฮอลันดา รัชสมัยของพระองค์เป็นรัชกาลแรกที่ติดต่อทำการค้ากับฮอลันดา —

อีกสิ่งหนึ่งที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงใช้เป็นเครื่องมือในการปกครองมาโดยตลอดคือ พระราชพิธี

ทหารส่วนใหญ่เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นเวลารบทัพจับศึกพระองค์จะทรงทำพิธีที่จำเป็นทุกครั้ง เช่นเมื่อครั้งพระยาพิชัย พระยาสวรรคโลกเป็นกบฏเพราะความเกรงกลัวพม่า พระองค์ทรงดำริว่าจะจัดพระราชพิธีตักน้ำกระพังโพยศรี ซึ่งเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่สมัยสุโขทัย แล้วให้แม่ทัพนายกองไพร่พลถือสัตย์ฏิญาณว่าจะร่วมแรงร่วมใจกันต่อสู้กับพม่าจนกว่าจะได้รับชัยชนะ หลังพิธีเสร็จสิ้นลง แม่ทัพนายกองพลทหารทุกคนต่างรวมใจเป็นหนึ่งเดียว ฮึกเหิม พร้อมที่จะต่อสู้อย่างไม่กลัวเกรง —

พระราชพิธีในรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม มีพิธีการศักดิ์สิทธิ์น่าเคารพเกรงขาม พิธีกรรมที่สามารถโน้มน้าวหัวใจทุกดวงให้มารวมกันได้ย่อมสร้างพลังและพุทธานุภาพขึ้นมาได้โดยอัศจรรย์

ตามประวัติศาสตร์โลก ไม่ว่าพระมหากษัตริย์ประเทศใด ถ้าไม่ทรงยึดติดกับพิธีรีตอง ปฏิบัติพระองค์เยี่ยงคนสามัญ เล่นสนุกกับคนทั้งหลาย แม้ในเบื้องต้นประชาชนจะรักใคร่ว่าไม่ถือพระองค์แต่ในที่สุดก็จะขาดความเคารพยำเกรง หลังจากนั้นก็จะกลายเป็นการดูหมิ่นและท้าทายพระราชอำนาจในที่สุด นี่คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงจำเป็นต้องรับสั่งประหารชีวิตด้วยการเผาฝีพายเรือพระที่นั่งทั้งหมดทั้งเป็นเมื่อได้ทำการประมาทเลินเล่อนำเรือพระที่นั่งเข้าเทียบท่าผิดในพระราชพิธีราชาภิเษก ซึ่งเป็นมหาวโรกาสที่สำคัญที่สุด มิเช่นนั้นพิธีการทั้งหลายที่จะมีขึ้นหลังจากพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์จะขาดความน่าเชื่อถือศรัทธา ขาดความศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งในการปกครองประเทศ—

พงศาวดารทุกฉบับไม่ว่าของไทย พม่า มอญ ฮอลันดา โปรตุเกส จีน ญี่ปุ่น ฯลฯ ระบุไว้ตรงกันว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงเป็นกษัตริย์ที่เฉียบขาดมากที่สุด ทรงเคร่งครัดในระเบียบวินัย ผู้ใดขาดวินัยจะถูกลงพระอาญาทันที ยิ่งถ้าเป็นการละเมิดกฏหมายจะถูกนำไปเผาทั้งเป็น

รัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กรุงศรีอยุธยาจึงสงบร่มเย็นที่สุด ปราศจากโจรผู้ร้าย นักเลงหัวไม้ มีแต่ข้าราชการที่ซื่อสัตย์ ประชาชนดำรงชีวิตอย่างเป็นสุข

ช่วงระหว่างที่กรุงศรีอยุธยาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า จวบจนประกาศเอกราชและอยู่ในสภาวะสงครามตลอดรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ขณะนั้นทรัพยากรในบ้านเมืองมีอย่างจำกัดเพราะต้องนำไปใช้ในการรบ การเกษตรก็ทำได้ไม่เต็มที่เนื่องจากชายฉกรรจ์ต้องทำหน้าที่ปกป้องบ้านเมือง ถ้าพระองค์ปกครองแบบพ่อปกครองลูกเหมือนครั้งสุโขทัยก็จะควบคุมบ้านเมืองไม่ได้เลย เพราะต้องยอมรับว่าคนไทยส่วนหนึ่งไม่มีความรักชาติเท่าที่ควรพร้อมที่จะเป็นเมืองขึ้นของพม่าเพียงแต่ขอให้ตัวเองอยู่รอดไม่ต้องวุ่นวายไปรบกับใครก็พอ และก็มีคนไทยอีกส่วนหนึ่งซึ่งไม่น้อยเช่นกันที่มีนิสัยชอบลักเล็กขโมยน้อย ยิ่งช่วงเศรษฐกิจฝืดเคืองพฤติกรรมนี้ยิ่งเด่นชัด

ยังไม่นับพฤติกรรมปกติทั่วไปของคนไทยเช่นการดื่มสุรา เล่นการพนัน เป็นกิจวัตร ถ้าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชไม่ทรงปกครองบ้านเมืองอย่างเฉียบขาด เชื่อได้เลยว่าการห้ามประชาชนดื่มสุราในช่วงเข้าพรรษาทำไม่ได้แน่นอน

เป็นที่ทราบกันแล้วว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงประทับตามค่ายทหารมากกว่าในพระราชวังหลวงที่กรุงศรีอยุธยา ตลอดช่วงการปกครองบ้านเมืองประมาณ 20 ปี(นับจากวันประกาศอิสรภาพ) รวมเวลาทั้งหมดที่ประทับในพระราชวังได้ประมาณ 2 ปีเท่านั้น—

แม้จะทรงปกครองกองทัพด้วยความเข้มงวดแต่ก็ทรงร่วมทุกข์ร่วมสุขเดียวกันกับทหารหาญทั้งหลาย พระองค์ไม่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายเหนือทหารคนอื่น ไม่มีนางสนมติดตามทัพแบบกษัตริย์เมืองอื่น เวลาออกรบก็ทรงนำหน้า และพร้อมที่จะต่อสู้อย่างไม่หวั่นเกรงความตาย

พระองค์ทรงออกกฏให้ประชาชนเข้าวัดทุกวันพระ ในขณะที่พระองค์เองยามว่างจากการศึกการเมืองก็ทรงเข้าวัดปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นกิจวัตรเช่นกัน พระองค์มีรับสั่งว่า คนไทยอย่าเกียจคร้าน และก็ทรงมีพระจริยาวัตรที่เป็นแบบอย่างถึงความวิริยอุตสาหะ และถึงแม้บางกรณีพระองค์จะตัดสินประหารชีวิตประชาชนก็เชื่อว่าพระองค์ทรงเสียพระทัยอยู่ไม่น้อยแต่พระองค์ก็ตรัสว่า คนแบบนี้สมควรตาย

แม้ในปัจจุบันประเทศที่กฏหมายศักดิ์สิทธิ์ โทษหนักขั้นประหารชีวิตทันทีก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความสงบสุขของบ้านเมือง ดังจะเห็นได้ว่าประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย ไม่ค่อยมีคดีอาชญากรรมร้ายแรงเหมือนประเทศไทย

ความเด็ดขาดในการปกครองของพระองค์ ทำให้หลังจากเสด็จสวรรคต กรุงศรีอยุธยาได้กลายเป็นเมืองที่สงบปราศจากโจรผู้ร้าย มีการค้าขายคับคั่ง และเป็นศูนย์กลางของสุวรรณภูมิต่อมาอีกเป็นเวลานับร้อยปี

 
 
 
 
คัดจาก
“เจาะตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” หน้า101-113, 183-184
โดยทันตแพทย์สม สุจีรา ผู้เจาะลึกเบื้องหลังพลังจิตที่คุณไม่เคยรู้ให้อ่านสนุก
(และช่วยเพิ่มอรรถรสในการชมอภิมหาภาพยนตร์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช)
 
 
 
 
Photo: วันนี้ - 30 มิถุนายน ซื้อ 1 ที่นั่ง รับฟรีอีก 1 ที่นั่ง เมื่อชม ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยุทธหัตถี ที่โรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ
 
 
 
 
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

 

 
 

ขนมกล้วย(แม่เอ้ย)

มีบางครั้งที่กินกล้วยไม่ทันเพราะซื้อมามากเกิน จะทิ้งไปก็เสียดาย
เนื่องจากกล้วยเมืองนอกมีราคาแพงเหลื้ออออรับประทาน
 
 
 
และแล้วภาพขนมหวานคุณยายแม่ค้าย้ายมาจากเพชรบุรีก็แว่บเข้ามาในห้วงคำนึง
ขนมคุณยายท่านนี้อร่อยหมดทุกอย่าง
มีหลายอย่างที่เราชอบเดินเลี้ยวเข้าตลาดไปอุดหนุนทุกวันหยุดตอนบ่ายสามโมง
ขนมกล้วยหน้ามะพร้าวขูดก็เป็น 1 ในนั้น
ว่าแต่เคยแต่ซื้อกิน ไม่เคยทำเลย จะทำอย่างไร
 
 
 
ไม่ยาก สำหรับบัดเดี๋ยวนี้
เราเปิดหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต แล้วก็ลองทำตาม
ครั้งแรก … ไม่ผ่าน
ตามสูตรเขากำหนดให้ใช้แป้งข้าวเจ้ามากเกินไป เนื้อขนมออกมาจึงแข็ง
ครั้งที่สอง … เราปรับสูตรเอง และใช่เลย อย่างนี้แหละที่เหมาะกับเรา
 
 
 
ส่วนผสม  

1. กล้วยสุกงอม 2 ผล

2. แป้งข้าวเจ้า ครึ่งถ้วย

3. แป้งมัน ครึ่งถ้วย

4. น้ำกะทิกลิ่นใบเตย 1 ถ้วย

5. น้ำตาลทราย 1 ใน 4 ถ้วย

6. เกลือป่น ครึ่งชช.

7. มะพร้าวขูด เล็กน้อย

 
 
 
 
วิธีทำ
1. บดกล้วยให้ละเอียด
2. จากนั้นจึงผสมกับส่วนผสมทั้งหมด(ยกเว้นมะพร้าวขูด) … นวดหรือคนให้เข้ากัน

3. ตักส่วนผสมที่ได้ที่แล้วลงในถ้วยตะไล โรยหน้าด้วยมะพร้าวขูด

4. จัดเรียงถ้วยตะไลนี้ลงในลังถึง

5. นึ่งไฟกลางๆประมาณ 15 นาที

 

 

หมายเหตุ  
ถ้าใช้กระทงใบตอง ก็จะได้กลิ่นหอมของใบตองผสมกลิ่นใบเตยและกลิ่นกล้วย ซึ่งเป็นกลิ่นไทยๆที่คุ้นเคยกันดี
 
 
 

 

มหาศิวาราตรี

มหาศิวราตรี (Mahā Shivarātri) คือวันสำคัญทางศาสนาของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ศิวราตรี แปลว่า ราตรีหรือค่ำคืนแห่ง (การบูชา) พระศิวะเจ้า
ศิวราตรีเป็นเทศกาลสำคัญยิ่งวันหนึ่งในรอบปีของชาวฮินดู

 

 

วันนี้วันแรม14ค่ำเดือน3

คืนนี้เป็นคืนศิวาราตรี

มีคติเชื่อว่าพระศิวะเป็นเจ้าเสด็จออกตรวจโลก กำจัดพาลอภิบาลประทานพรแก่สาธุชน

พระเป็นเจ้าจะเสด็จมาจากทิศหรดีเวลา21.18นาฬิกาโดยทักษิณาวัตไปทางทิศอีสานแล้ววนทักษิณาวัตต่อไปจนถึงเขายุคลธร

ขอสาธุชนพึงผินหน้าไปทิศหรดี(ทิศตะวันตกเฉียงใต้) เปล่ง “โอม นะมะศิวะ” ให้เสียงก้องในห้วงหูด้วยโทนเสียงที่ต่ำที่สุดในยามพระเป็นเจ้าเสด็จเถิด [Credit: https://www.facebook.com/Paisal.Fanpage]

 

 

 

 

 

มหาศิวาราตรี..!

คนฮินดูในประเทศอินเดียจะเริ่มจัดงาน จัดพิธีบูชามหาเทพล่วงหน้าแล้วหลายวัน

หากวันที่สำคัญสุดจะเป็นวันแรม 14 ค่ำเดือน 3 ซึ่งจะเป็นช่วงที่เรียกว่า ‘ปักษ์ขาด’ หมายถึงจะไม่มีแรม 15 ค่ำนั่นเอง

และช่วงเวลาที่สำคัญสุด ก็จะเป็นช่วงเวลาเที่ยงคืนของวันแรม 14 ค่ำ เพราะเชื่อกันว่ามหาศิวะเจ้าจะเสด็จลงประทับบนแผ่นดินโลก เพื่ออวยพรแก่ผู้บูชาพระองค์..

และเชื่อว่าจะประสบผลได้ในทุกเรื่อง

นั่นคือความเชื่อทางเทวศาสตร์ แบบฮินดู..!

[Credit: Prasong Songthong]
..
.
.
อ่านตำนานพิธีมหาศิวราตรีต่อได้ที่ th.wikipedia.org/wiki/มหาศิวราตรี

หุงข้าวใต้ผืนทราย

 

 

 
บางทีการได้นั่งดูทีวีเป็นเรื่องเป็นราวรวดเดียว 6 ชั่วโมงโดยไม่ลุกไม่ทำอะไรอื่นก็เป็นการดีเหมือนกัน
 
ดังเช่นเมื่อวันก่อนที่ต้องขอบใจตัวเองที่ได้ทำอย่างนั้นเพราะได้เห็นของแปลกที่ไม่เคยคิดถึงมาก่อนเลย


 

 
 
 
เป็นการหุงข้าวหอมมะลิใต้ผืนทรายด้วยผ้าขาวม้าที่เมืองขแมร์… คิดค้นโดยชนขแมร์รุ่นสงครามล้างเผ่าพันธุ์เมื่อหลายปีก่อนโน้นนนน
 
อันข้าวหอมมะลิเราเคยเข้าใจว่าเป็นพันธุ์ข้าวจดลิขสิทธิ์แล้วของไทย
 
แต่เมื่อเห็นเพื่อนบ้านพูดถึงด้วยความคุ้นเคย เราก็…
 
ก็ควรจะเข้าใจเป็นอีกอย่างโดยอัตโนมัติ
 
ไปจดฯใหม่เป็น pandan rice ข้าวหอมใบเตยซะสิ้นเรื่องสิ้นราว
 

 

 

 
วิธีทำ
1 ติดเตาถ่านจนไฟลุกโชนรอ
 

 

2 ล้างข้าวหอมมะลิ
3 ขุดหลุมทรายให้กว้างพอประมาณและลึกราว 1 ฝ่ามือเรา




 
 
 

 

4 นำผ้าขาวม้าไปชุบน้ำให้ชุ่ม แล้วทบครึ่ง 2 ครั้ง หรือทบก่อนแล้วชุบน้ำก็ได้เหมือนกัน
 
 
..
 
 
..
 
 
..
 
 
..
 
 
..
 
 
..
 
 
 
 




5 ล้างใบตองที่มีขนาดพอกันกับผ้าขาวม้าที่พับทบแล้วนั้น แล้ววางซ้อนลงบนผ้า




 
 

 

6 วางข้าวที่ล้างแล้วลงบนใบตอง
 
..
 
 
..
 
 
 
 

 

7 ห่อหรือพับใบตองโดยให้ข้าวอยู่ตรงกลาง




 
..
 
 
 

 

8 ห่อหรือทบผ้าขาวม้า… ให้ใบตองห่อข้าวอยู่ตรงกลาง




 
..
 
 
 

 

9 วางห่อผ้าขาวม้าลงในหลุมทรายที่ขุดไว้ แล้วกลบทรายให้ทั่ว 


 
..
 
 
..
 
 
..
 
 
 
 

 

10 คีบถ่านแดงๆที่เตรียมไว้ วางลงบนผืนทรายตรงตำแหน่งที่ฝังห่อผ้าขาวม้านั้น (อันนี้อาจปรับเป็นก่อกองไฟแทนก็น่าจะได้เหมือนกัน)
 

 
..
 
 
..
 
 
 
 

 

11 เวลาผ่านไป 1 ชั่วโมง คีบถ่านออกให้หมด


 
 
 

 

12 โกยทรายที่คลุมผ้าขาวม้าไว้ออก (โปรดระวังมือพอง)
 
 
 
13 ยกห่อผ้าข้าวม้าร้อนๆควันฉุยทีเดียวขึ้นมา


 
..
 
 
..
 
 
..
 
 
 
14 คลี่ผ้าขาวม้าต่อด้วยคลี่ใบตองออกอย่างระมัดระวัง(เพราะร้อน) 
 
 
 
 
..
 
 
 
 





จะได้ข้าวสุกแล้วพร้อมรับประทานอยู่ข้างใน




 
 
 
 
 

มวลมหาประชาชนไทย 9.12.13

 

วันนี้เมื่อเวลาประเทศไทย 9:39 น.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตามดูภาพบบางส่วนกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

และก่อนหน้านี้ไม่กี่วันก็มีประมาณนี้…อันเป็นที่ประทับอกประทับใจมวลมหาประชาชนพลโลกมาแล้ว…

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ติดตามภาพมวลมหาทายาทรับมอบพระราชอำนาจจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่7ใส่เกล้าใส่กระหม่อม ต่อได้ที่นี่ค่ะ …

 

http://www.facebook.com/hashtag/thaiuprising

 

 

 

 

 

 

ขอบคุณภาพทุกภาพจากอินเตอร์เน็ต

 

 

httpv://new.livestream.com/fmtv-live/24live

 

 

 

 

ขอขอบคุณทีมงานเอ็มบล็อกทุกท่านมากค่ะ

 

 

 

 

 

 

รักของแอนดรอยด์

 

 

“น้ารอย… น้ารอย” เด็กชายเขย่ามือผู้ชายร่างใหญ่ที่มาด้วยกันอย่างตื่นเต้น
 
“เราอยากจะไปห้องไหนก่อนล่ะ” ชายหนุ่มหน้าตาคมสันก้มลงถามเด็กชายพร้อมกับยิ้มละไม “ห้องประวัติศาสตร์ ห้องมานุษยวิทยา ห้องรัตนโกสินทร์ ห้องหมู่ดาว ห้องวิวัฒนาการของผู้ปกครองมนุษย์… ก้อนดินอยากไปห้องไหนก่อนดี”
 
“ไปห้องไดโนเสาร์ก่อนดีกว่าน้ารอย” เด็กชายก้อนดินตอบเสียงดัง —
 
“ว้า น้านึกว่าเราอยากดูอะไรที่ทันสมัยเสียอีก จะไปดูทำไมนะกับห้องโบราณอย่างนั้น เคยดูของจริงมาตั้งหลายหนแล้ว” น้าชายของเขาเกาศรีษะงุนงง
 
“แหมน้า” เด็กชายส่งเสียงอุทธรณ์ “ไม่เหมือนกันสักหน่อย ของที่สร้างใหม่ในสวนสัตว์กับของจริงในสมัยก่อนจะไปเหมือนกันได้อย่างไร โครงกระดูกพวกนั้นครั้งหนึ่งเคยมีชีวิตจริงๆนะน้ารอย”
 
“มันก็มาจากเซลล์เดียวกันนั่นแหละ ไอ้ไดโนเสาร์ในสวนสัตว์ก็โคลนนิ่งมาจากเซลล์ที่เก็บมาจากโครงกระดูกทั้งนั้น” น้าชายหัวเราะขัน —
 
เด็กชายก้อนดินปล่อยตัวให้เลื่อนไปตามทางเลื่อนด้วยความสนุกสนาน เขาจ้องมองภาพและเรื่องราวที่จัดแสดงอยู่บนบอร์ด 3 มิติและตู้กระจกด้วยความสนใจ
ทางเลื่อนจะหยุดเป็นระยะเมื่อเด็กชายยกมือขึ้นแตะกระจก ต่อเมื่อเด็กชายชมเรื่องราวต่างๆในตู้จัดแสดงจนเป็นที่พอใจและยกมือออกจากกระจกแล้วนั่นแหละทางเดินจึงจะเคลื่อนตัวต่อไปข้างหน้า
ห้องไดโนเสาร์น่าสนใจจริงๆอย่างที่ขนนกแดงบอก
เด็กชายชอบเรื่องราวของไดโนเสาร์และวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ในขณะที่เพื่อนมนุษย์คนอื่นๆของเขาเห็นว่าเรื่องเหล่านี้โบราณคร่ำครึ วิชาประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการเป็นวิชาที่แทบจะไม่มีใครในโรงเรียนเลือกเรียน เด็กส่วนใหญ่ในโรงเรียนของเขามักจะเลือกเรียนในวิชาที่รู้ว่าเรียนไปแล้วจะทำให้มีอนาคตที่ดีเช่น
เรียนรู้เรื่องราวกลไกและเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆรวมไปถึงการซ่อมแซมอะไหล่แอนดรอยด์
วิชาเหล่านั้นเรียนไปไม่มีวันตกงานแน่นอน มันเป็นวิชายอดนิยมที่มนุษย์อยากให้ลูกเรียนเพราะจะได้ไปรับใช้แอนดรอยด์ได้อย่างถูกใจ—
ทางเดินยังคงเลื่อนไปเรื่อยๆเพราะก้อนดินไม่ได้แตะกระจกของตู้จัดแสดงอีก เขามองภาพของไดโนเสาร์ต่างๆ ค่อยๆเลื่อนผ่านไป
แม้เคยเห็นสัตว์เหล่านั้นในสวนสัตว์ หากเด็กชายไม่เคยชื่นชม เขาว่าสัตว์ที่มีกำเนิดมาจากการโคลนนิ่ง ยังไงก็ไม่มีวันเหมือนของจริงไปได้ ดีเอ็นเอที่พวกนักวิทยาศาสตร์โคลนนิ่งมาจากฟอสซิลนั้น ให้อย่างไรก็ไม่มีความสมบูรณ์เหมือนดีเอ็นเอต้นฉบับ
ไตรเซอราทอพส์ โคลนนิ่งในสวนสัตว์จึงมีเพียง 1 นอและ 1 เขา แทนที่จะมี 1 นอกับอีก 2 ขา เหมือนอย่างบรรพบุรุษของพวกมัน—
ทางเลื่อนผ่านมาจนถึงห้องแสดงกำเนิดของไดโนเสาร์และตู้นิทรรศการใหญ่ตรงหน้าดึงความสนใจจากเด็กชายมากกว่าตู้อื่นใด ด้วยมีไข่ไดโนเสาร์สีเงินยวงขนาดใหญ่ที่จัดแสดงเอาไว้อยู่ตรงกลางตู้ แลเห็นเด่นเป็นสง่า ป้ายดิจิทัลที่มีตัวหนังสือเหนือกระจกบอกข้อมูลเพียงว่า เป็นไข่ไดโนเสาร์ที่ค้นพบกลางกรุงเทพมหานครเมื่อหลายปีก่อนโดยบังเอิญ ตอนที่เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่และเปลือกโลกดันเอาไข่ฟองยักษ์ให้โผล่ขึ้นมา—
 
 
และขณะที่เด็กชายกำลังยืนมองโน่นมองนี่ด้วยความสนใจอยู่นั่นเอง เขาก็รู้สึกเหมือนกับว่าไข่ยักษ์สีเงินยวงฟองนั้นกำลังสั่นไหว…แรกทีเดียวเด็กชายคิดว่าตัวเองตาฝาด ก้อนดินจึงหันมาจ้องไข่ไดโนเสาร์ใบนั้นอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็พบว่า— มันขยับได้จริงๆ… ก้อนดินอ้าปากค้าง—
 
ไข่ยักษ์สูงราว 2 เมตร เปลือกสีเงินยวง กำลังสั่นสะเทือนมากขึ้นทุกขณะ ก่อนจะกลิ้งตกลงมาจากแท่นซึ่งตั้งอยู่— ไข่ใบนั้นกลิ้งหลุนๆลงมาจากแท่นวาง กระแทกเข้ากับกระจกหนาของตู้นิทรรศการ ก่อนจะเกิดเสียงดังแครก…และไข่ใบนั้นก็แตกออกเป็น 2 เสี่ยงพร้อมกับละไอขาวขุ่นฟุ้งกระจายออกมาจากใจกลางของไข่นั้น!
“กุหลาบ”
เสียงเรียกด้วยความตื่นตระหนกของชายหนุ่มร่างสูงสง่าที่เปิดประตูผลัวะเข้ามา ทำให้รอยและหญิงสาวที่นั่งอยู่บนเตียงต้องรีบผละออกจากกัน
 
“ไทตรอน”
โรสิตายกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกใจ ไม่นึกว่าคนที่โผล่พรวดเข้ามาในห้องคนไข้จะเป็น 1 ใน 3 แอนดรอยด์พี่น้อง
 
“รอน”
ไทตรอนชะงักไปเช่นกัน โดยปกติแล้วแอนดรอยด์ทั้งหมดไม่เคยสนใจจดจำชื่อเสียงเรียงนามของมนุษย์เพราะเปรียบไปแล้วมนุษย์ก็คือเศษเถ้าธุลีที่ไม่มีความสำคัญ
แต่ในกรณีของรอยเป็นข้อยกเว้น
มนุษย์ผู้ชายคนนี้กับครอบครัวของเขาเคยก่อความเดือดร้อนให้กับสังคมแอนดรอยด์มาแล้วในอดีต ทั้งยังมีแนวโน้มว่าจะก่อซ้ำขึ้นอีกในอนาคต
ดังนั้นชื่อของเขาจึงเป็นชื่อที่แอนดรอยด์ทั้งหลายรู้จักกันดีโดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่โฮโมซาเปี้ยนเพศหญิงหนีออกไปจากพิพิธภัณฑ์และรอดเงื้อมมือหุ่นยนต์ล่าสังหารไปได้ รอยและครอบครัวของเขาก็เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อีกครั้ง
 
“ไทตรอน”
รอยร้องคราง เขาตกใจจนหน้าซีดเหมือนกับโรสิตา ด้วยไม่คิดว่าแอนดรอยด์ผู้นำสูงสุดมีอำนาจระดับสองรองจากจักรพรรดิหุ่นยนต์จะโผล่มาที่โรงพยาบาลด้วยตนเองในเวลาวิกาลเช่นนี้
 
“กุหลาบ…เร็วเข้า เราต้องรีบไปกันเดี๋ยวนี้แล้ว”
ไทตรอนเก็บความสงสัยและคำถามทั้งหมดไว้ก่อน ด้วยเวลานี้มีเรื่องสำคัญยิ่งกว่า เขาไม่รอคำตอบจากหญิงสาวที่มีสีหน้างุนงง ไม่สนใจว่ามนุษย์ชื่อรอยจะมีปฏิกิริยาอย่างไร เพราะทันทีที่พูดจบไทตรอนก็ตรงเข้ามาดึงแขนให้โรสิตาลุกขึ้นทันที
 
“ไม่ค่ะ ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้น…”
โรสิตารีบปฏิเสธ เธอพยายามผลักไสเขาให้ปล่อยมือ เป็นอีกครั้งที่เธอได้สัมผัสกับไทตรอนอย่างใกล้ชิด ถ้ารอยไม่ย้ำว่านี่คือแอนดรอยด์ไม่ใช่มนุษย์ โรสิตาจะไม่มีวันแยกได้เลย เพราะผิวหนังและสัมผัสของไทตรอนไม่ต่างอันใดกับชายหนุ่มที่มีเลือดเนื้อและชีวิต
กำไลโลหะ แหล่งพลังงานของแอนดรอยด์บนข้อมือของไทตรอนสะท้อนแสงนวลจากเพดานเป็นประกาย
 
“ปล่อยฉันนะ…แค่ก แค่ก…” หล่อนยังอ่อนเพลียและรู้สึกมึนศรีษะ
 
“ไม่ได้ เราต้องไปกันเดี๋ยวนี้” ไทตรอนย้ำเสียงเข้มพร้อมกับพยายามลากตัวโรสิตาลงจากเตียงคนไข้ให้ได้
 
“เดี๋ยวก่อน” รอยตรงเข้ามากระชากแขนของไทตรอนด้วยความตกใจ พวกมันคงจะรู้เรื่องหมดแล้ว “จะพาเธอไปไหน”
 
“ไม่ใช่เรื่องของเจ้า” นัยน์ตาของไทตรอนที่มองมายังรอยเต็มไปด้วยความรังเกียจ
 
“กุหลาบคือน้องสาวของเรา เพราะฉะนั้นท่านจะพาเธอไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น” รอยอ้าง
 
“เลิกโกหกได้แล้วรอย” คราวนี้ไทตรอนยอมปล่อยมือจากโรสิตา “ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่น้องสาวของท่าน ไม่ใช่น้องสาวของเมฆา ไม่มีความเกี่ยวดองอะไรกับพวกท่านด้วยซ้ำ”
ไทตรอนเป็นผู้ควบคุมระบบทะเบียนมนุษย์เขาได้ระดมหุ่นยนต์ทั้งแผนกให้มาช่วยกันตรวจสอบข้อมูลครอบครัวของรอยและเมฆาโดยละเอียด
 
“ไม่เคยมีมนุษย์ชื่อกุหลาบอยู่ในนิคม ไม่มีมนุษย์ชื่อกุหลาบในต่างจังหวัด ผู้หญิงคนนี้เป็นคนอื่นแต่มาสวมใช้ชื่อกุหลาบและใช้บัตรประจำตัวปลอม”
ไทตรอนย้ำช้าๆชัดๆ
 
 
รอยขยับเข้าใกล้หญิงสาว ท่าทางเขาเตรียมพร้อมป้องกันเธออย่างเต็มที่ หากไทตรอนกล้ายืนยันด้วยตัวเองเช่นนี้ นั่นหมายถึงแอนดรอยด์ผู้ควบคุมบัญชีมนุษย์ย่อมรู้หมดทุกอย่างแล้ว และเมื่อไทตรอนรู้ ก็หมายความว่าพี่ของเขาอีก 2 คนและจักรพรรดิแอนดรอยด์ย่อมต้องรู้เรื่องนี้เช่นกัน
 
“เราจะไม่ถามท่านล่ะนะว่าท่านทำให้ชื่อกุหลาบไปปรากฏในโปรแกรมรายชื่อมนุษย์ได้อย่างไร เรื่องนั้นเราจะมาสะสางกันภายหลัง แต่ตอนนี้กุหลาบต้องไปกับเราก่อน ขืนปล่อยกุหลาบไว้ที่นี่ เธอไม่รอดแน่”
 
“หมายความว่ายังไง” ประโยคของไทตรอนทำให้รอยถึงกับชะงักไป
 
“หมายความว่าผลตรวจเลือดของกุหลาบออกมาแล้ว” ไทตรอนว่า ดวงหน้าที่เคยเรียบเฉยปราศจากอารมณ์และความรู้สึก มีแววกังวลฉายขึ้นมาวูบหนึ่งให้โรสิตาสังเกตเห็นได้ นอกจากรอยกังวลในหน่วยตาที่เปล่งประกายได้ดุจดวงดาวแล้ว หญิงสาวยังเห็นเขาขมวดคิ้วมุ่นเหมือนมนุษย์อีกด้วย
ถึงจะหน้านิ่วคิ้วขมวด ไทตรอนก็ยังหล่ออยู่ดี ในปีพ.ศ. 2554 ที่โรสิตาจากมา หน้าตาท่าทางและบุคลิกแบบไทตรอนนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “หล่อขั้นเทพ”
 
แอนตรอน เตตรอน และไทตรอน 3พี่น้องแอนดรอยด์ถูกออกแบบให้มีคุณสมบัติที่ดีที่สุดในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหน้าตา รูปร่างที่ได้สัดส่วน กล้ามเนื้อส่วนอก เอวคอดกิ่ว หน้าท้องแบนราบ งดงามสมเป็นแอนดรอยด์เพศชาย รวมไปถึงสติปัญญาอันเฉลียวฉลาดและสมองกลที่ประมวลผลได้อย่างรวดเร็วว่องไว
 
“ดีเอ็นเอในเลือดบ่งบอกว่าเธอคนนี้คือ โฮโมซาเปี้ยน ไม่ใช่โฮโมฮิวมาเนี่ยน เหมือนอย่างพวกท่าน” ดวงตาของไทตรอนที่มองมายังรอยเต็มไปด้วยความรังเกียจ
 
“ตอนนี้จักรพรรดิได้รับรายงานจากเตตรอนและแอนตรอนเรียบร้อยแล้ว” ประโยคเรียบง่ายของไทตรอนทำให้เลือดในกายของรอยเย็นเฉียบขึ้นในทันใด
แต่โรสิตากลับไม่มีที่ท่าตกใจเท่าเขาอาจจะเพราะเธอไม่เคยรับรู้ถึงความโหดร้ายของพวกหุ่นยนต์ที่มีต่อพวกมนุษย์
 
“จักรพรรดิมีบัญชาให้แอนตรอนและเตตรอนพาลูกน้องมานำตัวผู้หญิงคนนี้ไป…เอ้อ…” ไทตรอนหันมาทางโรสิตา ประโยคถัดมาแผ่วเบาอยู่ในลำคอของเขา   “ทำลาย”
 
“ได้ยังไงกัน” รอยท้วง “ปกติการจะประหารมนุษย์สักคนต้องผ่านมติสภาแอนดรอยด์ก่อนนี่นา”
 
 
“โดยหลักการควรเป็นเช่นนั้น” ไทตรอนหน้าเครียด
“แต่กรณีของกุหลาบถือเป็นภัยอันตรายอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงของอริยะนคร ดังนั้นจักรพรรดิแอนดรอยด์จึงใช้สิทธิ์พิเศษในการสั่งสังหารทันที”
 
“ท่านเลยมาที่นี่เพื่อนำตัวกุหลาบไปทำลายด้วยตัวเองอย่างนั้นหรือ” รอยยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับไทตรอนอย่างไร
 
 
“แต่เรามาที่นี่เพื่อช่วย…กุหลาบ”
 
“อะไรนะ” รอยร้องเสียงหลง ไทตรอนต้องประสาทกลับไปแล้ว แอนดรอยด์ทุกตัวถูกตั้งโปรแกรมให้ทำตามคำสั่งของจักรพรรดิ แอนดรอยด์ทุกตัวต่างมีหน้าที่
และหน้าที่ที่สำคัญที่สุดก็คือรับคำสั่งจากผู้ที่อยู่ในระดับเหนือขึ้นไป   จะมีก็แต่พวกมนุษย์เท่านั้นที่สามารถทำอะไรได้ตามชอบใจ แม้จะถูกสั่งก็ยังกล้าพอจะขัดคำสั่ง แล้วนี่เกิดอะไรขึ้นกับไทตรอน โปรแกรมของเขาลัดวงจรหรืออย่างไร แอนดรอยด์น้องสุดท้องจึงมาที่นี่เพื่อช่วย โร สิ ตา
 
 
“แต่พวกเขาก็จะจับตัวเราได้ในที่สุด” รอยยังเป็นกังวล
 
“แล้วจะนั่งอยู่เฉยๆรอให้ถูกจับตัวหรือยังไง” ไทตรอนเสียงเข้มขึ้นด้วยหงุดหงิดในความช่างคิดของพวกมนุษย์ สมองกลของเขาประมวลผลออกมาแล้วว่า หากหนีตอนนี้มีโอกาสรอดสูงถึง 80.75แต่ถ้ามัวแต่ชักช้ารอให้แอนตรอนและเตตรอนกับกองทัพหุ่นล่าสังหารเดินทางมาถึงล่ะก็ โอกาสหนีรอดจะมีไม่ถึง 1.25%
 
 
โชคดีที่เวลานี้เป็นยามวิกาล ภายในเมืองของแอนดรอยด์จึงมีแต่ความเงียบสงัดราวกับเป็นเมืองร้าง—
“เราจะไปไหนกันคะ รอย” โรสิตากระซิบถาม
 
“ผมก็ไม่รู้ แต่ท่าทางเขาอยากช่วยคุณจริงๆนะ” รอยส่ายหน้าอย่างจนปัญญา เดาไม่ออกว่าไทตรอนจะพาหนีไปที่ไหน
 
“ทำแบบนี้เขาก็เท่ากับเป็นกบฏสิคะ ถ้าถูกจับได้คงแย่แน่ๆ”
 
“ผมก็แปลกใจเหมือนกัน”
 
หากยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ ไทตรอนก็พาพวกเขามาหยุดอยู่ที่หน้าอาคารสูงเสียดฟ้าแห่งหนึ่ง—
“บ้านของเราเอง พักอยู่ที่นี่น่าจะปลอดภัยกว่าหนีไปที่อื่น แอนตรอนและเตตรอนไม่กล้าบุกเข้ามาค้นแน่… อย่างน้อยก็ระยะหนึ่ง” น้ำเสียงของไทตรอนราบเรียบไม่แสดงความรู้สึกใดๆ หากดวงตาของเขากลับตรงกันข้าม
 
โรสิตารีบผละออกจากอ้อมอกของรอยอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นแววตาเจ็บปวดของไทตรอนที่มองจ้องมา
 
 
ก่อนไทตรอนจะออกไป เขากำชับให้รอยและโรสิตาซ่อนตัวอยู่ในบ้านอย่าออกไปนอกบริเวณจนกว่าเขาจะกลับมา
รอยสังเกตเห็นสายตาของไทตรอนที่มองโรสิตานั้นเต็มไปด้วยความห่วงใย แอนดรอยด์ไม่ควรมีความรู้สึกใดๆ…นี่เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทุกอย่างถึงได้กลับตาลปัตรไปถึงเพียงนี้
 
…ไทตรอนกำลังหลงรักโรสิตาอย่างนั้นหรือ…
 
จะเป็นไปได้อย่างไร แอนดรอยด์ผู้สูงส่งจะเกิดมีความรักกับมนุษย์ผู้ต่ำต้อยด้อยค่าไร้ศักดิ์ศรียิ่งกว่าธุลีดิน
 
 
“ลองติดต่อเพื่อนมิครอยด์ของคุณให้ช่วยแปลงโฉมเราอีกครั้งได้ไหมคะ พวกแอนดรอยด์จะได้จำเราไม่ได้” โรสิตาพยายามนึกหาหนทางเอาตัวรอด
 
“เสี่ยงเกินไป เราไม่ควรใช้วิธีนี้บ่อย ยิ่งตอนนี้พวกแอนดรอยด์จับได้วาคุณคือโฮโมซาเปี้ยน…แอนตรอนและเตตรอนจะต้องตามล่ามิครอยด์มนุษย์แมลงเพื่อนของผมที่แปลงโฉมให้คุณกลายเป็นโฮโมฮิวมาเนี่ยนได้อย่างแนบเนียนแทบพลิกแผ่นดิน”
 
“เป็นเพราะฉันคนเดียว ทุกคนเลยพลอยเดือดร้อนไปด้วย”
 
“ไม่ใช่เพราะคุณหรอก…โรสิตา” รอยเดินมานั่งข้างๆหญิงสาว…
“เป็นเรื่องขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับแอนดรอยด์ที่มีมานานหลายร้อยปีต่างหาก คุณเป็นเพียงคนกระตุ้นให้ระเบิดเวลาลูกนี้ปะทุเร็วขึ้นเท่านั้นเอง” น้ำเสียงของรอยเต็มไปด้วยความคับแค้น
เขาล้วงกระเป๋าเอากระดาษแผ่นเล็กที่ฉีกมาจากสมุดบันทึกของเมฆา ส่งให้โรสิตาดู
 
“มนุษย์รอเวลาที่จะปลดแอกตัวเองจากแอนดรอยด์มานานแล้ว นับแต่พวกมันครอบครองโลก กดให้มนุษย์กลายเป็นทาส พวกเราทุกรุ่นล้วนมีความพยายามจะลุกขึ้นมาต่อต้านหุ่นยนต์ หากไม่เคยมีผู้ใดทำได้สำเร็จ”
 
“คุณให้ฉันดูอะไรคะ”
 
“เป็นบันทึกจากการทดลองของเมฆา พี่เขยของผม เขาพยายามจะขยายพันธุ์ไวรัส และผสมไวรัสเข้าไปกับโลหะซึ่งเป็นสารให้พลังงานแก่พวกแอนดรอยด์
เพื่อให้พวกมันในโลกนี้ป่วยเหมือนกับเวลาที่พวกมนุษย์ติดหวัดยังไงยังงั้น — เมฆากับผม เรากำลังวางแผนที่ไม่เคยมีมนุษย์คนใดเคยคิดมาก่อน” น้ำเสียงของรอยฟังดูลึกลับ
 
“แต่ไวรัสเป็นอนุภาคที่มีชีวิตต ส่วนโลหะเป็นสารที่ไม่มีชีวิต คุณจะผสมของสองอย่างเข้าด้วยกันได้อย่างไร” วิชาวิทยาศาสตร์ที่เธอเคยเรียนมาสอนไว้อย่างนั้น
 
“ในปีพ.ศ. 2554 ของคุณทำอย่างนั้นไม่ได้ แต่ในยุคของผม สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรง” 
“เพราะเหตุนี้แอนดรอยด์ถึงเอาตัวพี่เมฆาไปทำลาย และจ้องจับตามองพฤติกรรมของคุณมาโดยตลอด”
 
“น่าเสียดายที่การทดลองครั้งที่แล้วผิดพลาด รหัสไวรัสที่พวกผมถอดออกมาได้ไม่สามารถผสมกลมกลืนกับโลหะในลำธารได้เป็นหนึ่งเดียว เมื่อนำมาทดลองกับอาสาสมัครก็เลยเกิดเรื่องวุ่น การทดลองล้มเหลวมีอาสาสมัครล้มป่วยและตายไปเป็นจำนวนมาก แอนดรอยด์ก็เลยจับได้—”
 
“ฉันจะช่วยคุณ” โรสิตาบอกทั้งที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะสามารถช่วยอะไรเขาได้
 
“คุณได้ช่วยไปแล้วล่ะ” รอยยิ้มยินดี
 
“ยังไงคะ—“
 
“สูตรโครงสร้างที่เมฆาเขียนมีจุดผิดพลาดหลายแห่ง อย่างเช่นตรงนี้… แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าจะแก้ไขจุดบกพร่องเหล่านั้นอย่างไร ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณที่คุณมาปรากฏตัวพร้อมกับทามะ… ในกระพรวนที่ห้อยคอทามะ ใครบางคนซ่อนสูตรโครงสร้างไวรัส Anti Android-4 ที่สมบูรณ์เอาไว้”
 
“ดอกเตอร์วิจันทร์ ต้องเป็นเขาแน่ๆ” โรสิตาทำตาโต
 
“คนที่คุณเล่าว่าเป็นเจ้าของเครื่องแช่แข็งคุณมาใช่ไหม”
 
“แต่เขาทำเช่นนั้นไปทำไม เหมือนเขาจะรู้อนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นล่ะ” โรสิตาครางเสียงแผ่วในลำคอ
 
“นั่นสิครับ เขารู้อนาคตล่วงหน้าได้อย่างไร” รอยยังขบคิดปริศนาไม่ออก เหมือนกับมีอะไรบางอย่างที่ยังขาดหายไป
 
“ฮ้าด เช้ย…” โรสิตาจาม มีน้ำมูกใสๆไหลยืดออกมาจนเธอต้องยกชายเสื้อขึ้นซับ “ไม่ไหวเลย แบบนี้ต้องเรียกว่าหวัด 2,200 ปีนะคะ เพราะฉันเป็นมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2554 จนถึงปีนี้ พ.ศ. 4754 สองพันกว่าปีแล้วยังไม่หาย ไวรัสพวกนี้หัวดื้อจริงๆ”
 
“เดี๋ยวก่อน โรสิตา… คุณเป็นหวัด… หวัดปีพ.ศ.2554” รอยลุกพรวดขึ้นมาจับบ่าเธอด้วยมือสั่นระริก ท่าทางเขาดีใจมาก
 
“ค่ะ ฉันเป็นหวัด คงติดมาจากอีตาดอกเตอร์วิจันทร์นั่นล่ะค่ะ วันที่เขามาหาฉันจนเกิดเรื่องขึ้นนั้นเขากำลังเป็นหวัดอยู่พอดี” โรสิตามองเขาด้วยสายตางุนงง “มีอะไรหรือเปล่าคะ รอย”
 
“พระเจ้าช่วย ผมคิดว่า ดอกเตอร์วิจันทร์จะต้องรู้อะไรมากกว่าที่ผมและคุณรู้ เขาถึงทำให้คุณติดเชื้อหวัด จากนั้นก็แช่แข็งคุณ พร้อมกับตั้งเวลาให้มาฟื้นที่ปีพ.ศ. 4754 พร้อมกับทามะนี่ยังไงล่ะ”
 
“ไทตรอน” เสียงของเตตรอนที่ดังขึ้นทำให้ไทตรอนต้องละสายตาจากดวงดาวบนฟ้าแล้วหันกลับมามองพี่ชายคนรอง
 
“นั่นกำลังมองอะไรอยู่”ดวงหน้าคร้ามคมของเตตรอนยุ่งเหยิง เขาไม่เข้าใจว่าน้องชายคนเล็กมองหาอะไร
 
“มองดาว” เขาตอบพี่ชายด้วยน้ำเสียงกังวล กระแสไฟฟ้าในร่างเขามันสะดุดๆติดขัดอย่างไรไม่รู้ จะว่าลัดวงจรก็ไม่ใช่แต่มันไหลเวียนไม่เป็นปกติเหมือนเก่า ด้วยเหตุนี้เขาจึงเดินเลี่ยงออกมาหยุดอยู่ที่ริมระเบียง แหงนหน้ามองท้องฟ้า ดวงดาวในค่ำคืนนี้แตกต่างจากดวงดาวในคืนที่ผ่านๆมาโดยสิ้นเชิง
ก่อนหน้าที่จะรู้จักกับผู้หญิงที่รอยตั้งชื่อให้เธอใหม่ว่า “กุหลาบ”
ไทตรอนไม่เคยรู้สึกว่าดวงดาวบนท้องฟ้าสวยงามได้ถึงขนาดนี้ แต่ไหนแต่ไรมาสำหรับเขา ดวงดาวก็คือเทหวัตถุบนฟากฟ้าซึ่งสามารถเคลื่อนที่ไปรอบๆจักรวาล มีขนาดแตกต่างกันไป ใหญ่บ้างเล็กบ้าง บางดวงเพิ่งเกิดได้ไม่กี่พันปี บางดวงเสื่อมสภาพและถูกหลุมดำดูดกลืนหายไป
จนกระทั่งได้พบกับกุหลาบ
เขาเพิ่งจะรู้สึกว่าประกายสุกสกาวของดวงดาวบนท้องฟ้ายามราตรีนั้นเปล่งแสงสว่างได้ไม่ต่างอันใดกับดวงตาคู่งามของโฮโมซาเปี้ยนสาวคนนั้น…
 
ตลอดเวลาที่เตตรอนและไทตรอนสนทนากันนั้น แอนตรอนพี่ชายคนโตไม่เอ่ยอะไรออกมาแม้แต่น้อย เขาเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของน้องชายคนเล็กด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ พร้อมกัน สมองกลของแอนดรอยด์พี่ใหญ่ก็ประมวลผลอะไรบางอย่างออกมาอย่างรวดเร็ว
Intimacy Rate – 35.325
Worrying Rate – 48.963
Jealous Rate – 1.007
Love Ratio – 100
Anger Ratio – 0
อัตราความรักของไทตรอนในขณะนี้พุ่งขึ้นสูงสุดเทียบเท่ากับมนุษย์ผู้ชายซึ่งตกอยู่ในห้วงแห่งความรัก… ไม่น่าเชื่อว่าการทดลองของเขาได้ผลเกินคาด
 
 
เตตรอนละสายตาจากน้องชายของเขามายังพี่ใหญ่ พักหลังนี้ไทตรอนมีพฤติกรรมแปลกๆที่เข้าใจยาก อาจจะถึงเวลาที่จะต้องส่งน้องชายเข้าไปรับการตรวจเช็ควงจรการทำงานเสียแล้วกระมัง อาจมีสายไฟหรือชิพบางตัวเสื่อมก็เป็นได้ ไทตรอนจึงมีท่าทางเหม่อลอยราวกับมนุษย์เช่นนี้
 
 
มนุษย์…เตตรอนขยับริมฝีปากด้วยความหยามหยัน…จะอย่างไรก็คือมนุษย์…วันนี้รัก พรุ่งนี้เกลียด
ความรู้สึกของพวกมนุษย์แปรเปลี่ยนกลับกลายได้ง่ายดายยิ่งกว่าสายลม
แม้จะถูกแอนดรอยด์กำจัดไปจนเกือบสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ หากมนุษย์ก็ยังไม่รู้สึกสำนึก พวกเขายังมีความรัก โลภ โกรธ หลง อิจฉาริษยา รักใคร่เทิดทูน อย่างที่พี่ชายใหญ่ของเขาพยายามจะให้แอนดรอยด์มีความรู้สึกแบบนั้นบ้าง
 
ที่ใบไม้ยอมทรยศหักหลังพวกเดียวกันเองก็เพราะเธออยากเข้าโครงการเปลี่ยนมนุษย์เป็นแอนดรอยด์ การทดลองใหญ่อีกหนึ่งโปรเจคของแอนตรอน เมื่อการทดลองนี้ถูกประกาศออกไป มีมนุษย์จำนวนมากยอมละทิ้งอุดมการณ์และศักดิ์ศรี เพียงเพราะพวกเขาอยากเป็นหุ่นยนต์
 
เตตรอนเคยถามใบไม้ว่าเหตุใดเธอจึงอยากเป็นแอนดรอยด์ คำตอบที่ได้รับทำให้เขาถึงกับงุนงงไปชั่วขณะ
เพราะหญิงสาวคนนี้บอกว่า…เธอไม่อยากเจ็บไข้และไม่อยากตาย
 
 
อา…ในที่สุด การทดลองของเขา ที่ต้องการให้แอนดรอยด์มีอารมณ์และความรู้สึกของมนุษย์ก็ประสบความสำเร็จ ขั้นตอนขั้นต่อไปก็คือ เขาจะต้องนำเอาชิพที่ฝังอารมณ์และความรู้สึกลงไปในร่างกายของไทตรอนและเตตรอนออก
ก่อนที่น้องชายทั้งสองของเขาจะลุ่มหลงอยู่ในวังวนของอารมณ์รักและอารมณ์โกรธแบบมนุษย์จนกู่ไม่กลับ  เพียงเท่านี้ก็พอแล้วที่จะพิสูจน์ทฤษฏีของเขา
เอาชิพออกมา ไทตรอนและเตตรอนจะได้กลับมาเป็นแอนดรอยด์ที่ไร้ความรู้สึกไร้อารมณ์ดังเดิม
 
แต่… แอนตรอนก็มีเรื่องด่วนกว่าให้ต้องทำ อันนำมาซึ่งความผิดพลาดอย่างมหันต์ในเวลาต่อมา
 
ความผิดพลาดที่ว่านั้นเป็นอย่างไร เข้มข้นยอกย้อนซ้อนซับสนุกสนานน่าทึ่งน่าระทึกใจแค่ไหน
 ติดตามอ่านได้จาก “กัลปาวสาน” สุดยอดจินตนิยายวิทยาศาสตร์ของคนไทย 319 หน้า(ไม่จบไม่วาง)ของ คุณหมอพงศกร ค่ะ
ขอขอบคุณ
เจ้าของบทประพันธ์…นายแพทย์พงศกร จินดาวัฒนะ-
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต-

พระพุทธเจ้า

Photobucket

 

บุพกรรมของพระพุทธองค์ครั้งยังดำรงอยู่ในอัตภาพของพระโพธิสัตว์ (ขุททกนิกาย อปทาน พุทธาปาทาน) อันเป็นสาเหตุทำให้ต้องทรงใช้ระยะเวลานานกว่าจะบรรลุพระอรหันตสัมมาสัมโพธิญาณได้นั้นกล่าวไว้ดังนี้

 

 

ในสมัยพระกัสสปะพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพราหมณ์ชื่อโชติปาละ ไม่มีความเลื่อมใสในพุทธศาสนา ทราบว่าพระกัสสปะทรงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้กล่าวว่า “การตรัสรู้ของสมณะโล้นจักมีมาแต่ที่ไหน

 

 

ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น พระโพธิสัตว์ต้องเสวยทุกข์ในอบายเป็นเวลานาน แม้ในภพสุดท้ายก่อนจะตรัสรู้ ด้วยเศษที่ยังเหลืออยู่ พระองค์ยังต้องหลงเดินทางผิด บำเพ็ญทุกรกิริยาทรมานพระองค์เองด้วยวิธีต่างๆ อันเป็นวัตรของเดียรถีย์ มีการอดอาหารเป็นต้น จนสรีระผอมเหลือแต่กระดูก ได้รับทุกขเวทนาอันเกิดจากความเพียรเป็นเวลานานถึง ๖ ปี กว่าจะได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ

Click here to read more

ซุปฝรั่ง

Photobucket

 

 

ช่วงคริสมาสต์ที่ผ่านมา

 

มีซุปฝรั่งที่กินแล้วติดใจรสชาติจนต้องกลับมาขวนขวายหาส่วนผสมเพื่อทดลองทำเอง

 

หลังจากนั้นก็ทำติดตู้เย็นไว้ เพื่อที่หิวเมื่อไหร่ก็กินเมื่อนั้นกับขนมปังปิ้งกรอบทาเนย

 

ซุปที่ว่านี้