septimus' blog

Posts under ‘ไอที – เทคโนโลยี’

เพื่อนเดินทาง…เวจจีส์ชิพส์

 

ขนมขบเขี้ยว หรือ ขนมกินเล่น หรือของกินเล่น เมืองฝรั่งที่ได้ลิ้มลองคราวนี้เป็นอะไรที่น่าทึ่งกับภูมิปัญญาของชาวสวนอเมริกัน

 

 

ที่ไม่ยอมพ่ายแพ้แก่โชคชะตา(หรือคอยร้องขอแต่ความช่วยเหลือจากภาครัฐฯแต่เพียงอย่างเดียว)

 

 

…..

 

การปลูกไม้ผลที่มากมาย มีบางปีที่อาจได้ผลเกิดคาด…มากมายเสียจนไม่สามารถนำส่งถึงผู้บริโภคได้หมดทันเวลา

Veggie Chips / 3lb Bag

การถนอมอาหาร เป็นหนทางที่พวกเค้านำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างสูงสุดและงดงาม

 

เวจจีส์ ชิพ… ผักผลไม้อบกรอบ

 

ผักผลไม้อบกรอบคลุกเกลือเล็กน้อยพอได้รสเค็มปะแล่มๆเข้าแทรกรสหวานธรรมชาติด้วยตัวของผักหรือผลไม้เอง บรรจุอยู่ในถุงพลาสติค

รสชาติเอร็ดอร่อย กินเพลิน หมดถุงไม่รู้ตัว ยามที่รู้สึกเหงาปากอยากกินไรสักอย่างเล่นๆ

BBQ Veggie Chips

เมืองไทยจะทำได้มั้ยนะ สแนคส์ง่ายๆให้คุณแก่ร่างกายอย่างนี้

 

เกษตรอินทรีย์ลอยน้ำ

ที่อินเลย์

ที่ที่มีชนเชื้อสายมอญอาศัยอยู่มาก(ความจริงก็มากทุกหนแห่งที่เราได้ไปเยือน)

 
 

 

ที่ที่เค้ามองผู้มาเยือน… ใช่คนสยามญาติของเค้าฤาไม่
 
 

 

 

ที่นี่เราได้นั่งเรือไกลออกไปกลางทะเลสาปอันกว้างใหญ่ กับความลึกที่ไม่ต้องพูดถึง 10 เมตรอาจจะน้อยไป
 
 
เรามีโอกาสได้เห็นการพายเรือขาเดียวจับปลา…

 

 

 

 

การทอผ้าด้วยใยบัว
 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แต่นั่นก็ยังไม่น่าทึ่งน่าประทับใจเท่าการปลูกข้าวแลพืชผักสวนครัวบนผิวน้ำเพื่อนำส่งเข้าเมืองใหญ่เช่นรางกูน มันฑะเลย์
 
 

 

 

(โคลนตมที่มีค่ายิ่งกว่าทองคำ)

 

จะด้วยความผูกพันทางสายเลือดหรือทางภูมิศาสตร์หรืออะไรก็ตาม

 

 

 

 

สิ่งที่ได้รู้ได้เห็นครั้งนี้ชวนให้เราคิด… เกษตรกรรมลอยน้ำ ภูมิปัญญาที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ เมืองไทยเองก็เคยมีใช่หรือไม่
 
 
 
 
 

 

 

ฝรั่ง(ก็)กินข้าว

 

 

 

 

 

 

 
 
ที่หลุยส์เซียน่า
 
 
 
 
ยามรถขับผ่านนาข้าว เราบอกตนเอง “ข้าวสาลีไว้ทำขนมปัง”
 
 
 
 
เกือบครึ่งชั่วโมงต่อมา ในครัวบ้านชาวนาหลังงามท่านหนึ่ง ปรากฏมีหม้อหุงข้าวไฟฟ้าตั้งตระหง่านประกาศตนเป็นสมาชิกประจำห้องครัวแห่งนี้
เราบอกตนเอง “คงมีเพื่อนชาวเอเชียแวะมาเยี่ยมบ่อย”
 
 
 
 
กลางโต๊ะอาหารกลางวันตอนบ่ายแก่ๆวันนั้น ปรากฏข้าวสวยร้อนๆ 1 โถวางอยู่ท่ามกลางกับข้าวแนวฝรั่ง เราก็บอกตนเอง “ไม่น่าจะเพื่อเราคนเดียวหรอกน่ะ”
 
 
 
 

 

 

 

 

 
หม่ำกันไปคุยกันไป…
 
 
 
 
“พวกเราแถบนี้กินข้าวกันทุกบ้านทั้ง 3 มื้อ
เราปลูกข้าวไว้กินและขายมาช้านานแล้ว… สืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น
ของครอบครัวเราตอนนี้มีเพียง 68 เอเคอร์เท่านั้น เราได้ขายฟาร์มเกือบ 900 เอเคอร์ตอนที่คิดว่าต้องเกษียณซะที แล้วก็มาซื้อที่ตรงนี้ปลูกบ้านอยู่อาศัยกันไป
คุณเคยได้ยินไหม
You can get farmer out of the farm but you can not get farm out of the farmerนั่นล่ะ ถึงเราจะย้ายมาอยู่ที่นี่บนเนื้อที่ที่มีขนาดเล็กกว่ามาก
แต่เราก็ยังปลูกข้าวกินเอง เนื้อที่เหลือหรือหลังจากปลูกข้าวเสร็จเราก็ปลูกหญ้าขาย…
พวกเราขาดข้าวไม่ได้หรอก”
 
 
 
 
“โอ้โห ตั้ง 68 เอเคอร์
แล้วท่านปลูกข้าวกันอย่างไรบนที่ดินกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาออกอย่างนี้คะ
และยังมีเมื่อก่อนนี้อีก…  เดี๊ยนไม่อยากคิดเลยค่ะ (ความจริงคิดไม่ออกมากกว่า)”
 
 
 
 
“เราใช้เฮลิคอปเตอร์ปลูกกัน มีบางทีก็ใช้รถไถหว่านแต่มันช้า”
 
 
 
“แว๊ก… ใช้เฮลิคอปเตอร์ปลูก! เมืองไทยบ้านเดี๊ยนใช้แรงคน… ค่อยๆจิ้มทีละต้นล่ะคร่า”
 
 
 
 
“ฮ่าฮ่า เรารู้ เรารู้ทุกอย่างว่าทางโน้นปลูกข้าวกันอย่างไร
งานหนักนะนั่น สายตัวแทบขาดเลยล่ะกว่าจะเสร็จกว่าจะได้ข้าว”
ท่านชาวนาคุยไปส่ายหน้าระอาใจไปด้วยไม่เข้าใจแนวคิดชาวนาเพื่อนร่วมอาชีพฝั่งเอเชีย(อาคเนย์)…
 
 
เสร็จแล้วก็ถามเราว่า…
 
 
“ทำไมเค้าไม่คิดใช้เฮลิคอปเตอร์อย่างเราล่ะ?

 

 

..
.

 

 

 

 

 

 

Landlord ในต่างแดน

 

 

“การตัดต้นไม้ใหญ่ๆในบ้านทิ้ง เป็นอาชญากรรมขั้นร้ายแรงในสายตาของชาวญี่ปุ่น ถ้าเราจะซื้อที่ดินในประเทศญี่ปุ่น
เจ้าของที่ดินเขาจะถามเราว่า
ซื้อแต่ที่ดินเปล่า หรือ จะซื้อต้นไม้ด้วย
เพราะราคาไม่เหมือนกัน ราคาที่ดินเท่านั้น ราคาต้นไม้อีกเท่านี้ ถ้าเราบอกว่าต้องการซื้อแต่ที่ดินไม่ต้องการต้นไม้ เขาจะขุดเอาไปหมด ยิ่งต้นไม้ใหญ่โตขนาดอายุ 100 ปี ยิ่งจะต้องการขุดกัน
ต้นไม้ไม่ใช่ทรัพย์ติดที่ดิน การซื้อที่ดินไม่ได้หมายความว่าซื้อต้นไม้ด้วย ถ้าจะซื้อต้นไม้ด้วยก็ต้องบอกกันให้แน่นอน”
[“ตามรอยคิดจากนวนิยายของหลวงวิจิตรวาทการ” เรียบเรียงโดย วิจิตรา รังสิยานนท์]
อ่านจบได้พาร์ทตรึงใจแล้วให้พอดีได้เวลาเหินฟ้าสู่ประเทศมหาอำนาจอีกแห่งอันเป็นต้นแบบกลายๆในการกู้ชาติของลูกพระอาทิตย์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
 
 

 

ช่วงหนึ่งในการเดินทางไกลนับหมื่นกิโลเมตร เราสังเกตเห็นตัวโรบอทอะไรสักอย่างโยกหัวขึ้นลงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
อันที่จริงก็สังเกตเห็นตั้งแต่นั่งรถเข้าเมืองจากสนามบินเอลเอสู่ย่านฮอลิวูดแล้วว่ามีตัวอะไรดำมะเมื่อมก้มๆเงยๆนับร้อยตัวอยู่สองข้างทาง
คนขับรถอพยพมาจากลังกาก็ตอบไม่ได้

 

 

 
โดยเฉพาะพบอย่างหนาแน่นก็ที่รัฐโลนลี่สตาร์…เท็กซัส
 
ในลักษณะกระจายกันไปไม่เป็นระเบียบ ตรงโน้นบ้างตรงนี้บ้าง หนาแน่นเป็นหย่อมๆ บางแห่งก็ตั้งอยู่ข้างๆบ่อพักทรงกระบอกขนาดใหญ่ บางแห่งก็เหมือนมีมานานแล้ว และบางแห่งก็อยู่หลังบ้านติดรั้วซะเลย
 
 
 
การไม่ซักถามอะไรเลยนั้นไม่ใช่เรา “นั่นอะไรคะ ก้มๆเงยๆอยู่ตรงนั้น”
“เครื่องเจาะน้ำมันไงคะ” ไกด์สาวเลือดผสมตอบ
 
 
อาการหูผึ่งของเราเกิดขึ้นทันที… ได้คนเล่าแระ
“น้ำมันที่นี่ขุดแล้วเป็นของใคร พวกคุณมีวิธีจัดการอย่างไรกันเหรอ”
 
 
“ก็ขุดในที่ดินของใครก็เป็นของคนนั้นสิคะ”
 
 
“ว้าว แล้วพวกคุณขุดเจาะกันเองเลยเหรอ แล้วรู้ได้ยังไงว่ามีน้ำมันอยู่ใต้ดิน” 
คำถามไร้เดียงสาถูกถามออกไปโดยไม่ยั้งคิดว่าอันที่จริงทุกรัฐในประเทศนี้ต่างก็มีน้ำมันและทรัพย์ในดินสินเป็นแร่ธาตุด้วยกันทั้งสิ้น
แต่ไกด์สาวก็ดีใจหายค่อยๆอธิบาย ย่อได้ว่า…
“พวกเราไม่ขุดกันเองค่ะ ใครที่ต้องการให้ขุดก็ติดต่อไปยังบริษัทน้ำมัน แล้วทางบริษัทฯก็จะจัดส่งชุดเฉพาะกิจมาติดตั้งเครื่องหน้าตาประหลาดนี้ให้อย่างรวดเร็วในทันทีที่ตีราคาคุณภาพน้ำมันและทั้งสองฝ่ายตกลงพอใจกับค่าตอบแทนแล้วค่ะ
 
 
 
นานมาแล้วนะคะคุณพ่อเดี้ยนก็เคยเรียกเค้ามาตกลงราคาที่ฟาร์มของเราค่ะ
แต่คุณพ่อไม่เดินหน้าต่อเพราะได้แค่ 7 เหรียญ(ฟังเพลินจนไม่ได้ซักว่าต่อบาเรลรึเปล่า) ท่านว่าไม่คุ้ม สู้ปลูกอะไรขายเหมือนเดิม หรือไม่ก็ไปทำงานกินเงินเดือนดีกว่า ว่าแล้วคุณพ่อก็เลยไปสมัครเป็นครูมีรายได้ต่อเดือนที่แน่นอนมาเลี้ยงดูเดี้ยนกับพี่มาจนโตเนี่ยแหละค่ะ”
 
 
 
 
มิน่าล่ะ มีบางช่วงในเส้นทางเราจึงได้เห็นป้ายเบ้อเริ่มปักไว้(เสี้ยดายถ่ายรูปไม่ทัน)ว่า…
 
 
 
 
“ถ้าในที่ดินของท่านมีน้ำมัน กรุณาให้โอกาสแก่เราด้วยเถอะ”
 
 

 

 

 

 

 

..
0
ขอขอบคุณทีมงานMblogทุกท่านค่ะ

ขั้นเทพ

เอโดะ… โชกุน… ซามูไร… อิ๊กคิว…
นึกถึงแล้วก็ต้องคว้าหนังสือประจำบ้านสองเล่มมาอ่านอีกครั้งพร้อมๆกัน… อาทิตย์อัสดง และ ฉากญี่ปุ่น
 

“คนญี่ปุ่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ยากจะมีชนชาติใดเสมอเหมือน นิสัยประจำชาติของชาวญี่ปุ่นได้นำความเจริญมาสู่ประเทศชาติ จนสามารถทำให้ญี่ปุ่นอยู่ในฐานะเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งเอเชีย—

สำหรับคุณสมบัติด้านดีนั้นเห็นจะต้องยอมรับว่า ความอดทนและความมานะพยายาม ไม่มีชนชาติใดแข็งแกร่งเหมือนญี่ปุ่น เรื่องความสามัคคีพร้อมเพรียงกันไม่มีใครสู้เขา ทำอะไรทำเหมือนกัน พูดอะไรพูดเหมือนกัน

ดูเหมือนว่าชาวญี่ปุ่นจะได้รับการอบรมคุณธรรม 2 ชนิดให้เข้าอยู่ในสายเลือดตั้งแต่เกิดจนตาย

อย่าง 1 คือความอดทน อีกอย่าง 1 คือความสามัคคีพร้อมเพรียงในระหว่างพวกเขาเอง

ถ้ากรรมกรญี่ปุ่น 10 คนขุดดินอยู่ด้วยกัน เขาจะยกจอบพร้อมกัน ลงจอบพร้อมกัน หยุดงานพร้อมกัน เริ่มงานพร้อมกัน ทุกหนทุกแห่ง

ผู้ที่ได้พบเห็นอาจจะคิดว่า เขาอวดความพร้อมเพรียงแต่ต่อหน้าคนมากๆ

แต่ไม่ว่าที่ไหน ไม่ว่างานจะเล็กใหญ่โตเพียงใด ความพร้อมเพรียงความมีวินัยในการทำงานร่วมกัน ก็จะมีปรากฏให้เห็นเสมอ—“

 

 

 

 

 

 

อีกสักตัวอย่างหนึ่งอันเป็นเรื่องจริงที่เกิดกับนักเรียนไทยสมัยครั้งกระโน้น…

 

นักเรียนไทยสามสี่คนซึ่งพูดภาษาญี่ปุ่นได้ดี ออกไปเที่ยวเล่นในชนบทของญี่ปุ่น

แล้วก็ไปพบไร่ข้าวโพด มีฝักข้าวโพดที่กำลังโตพอดีรับประทานกำลังอร่อยสำหรับคนไทย

แต่ญี่ปุ่นไม่รับประทานจนกว่าจะแก่จัด ซึ่งคนไทยไม่ชอบเพราะแข็งเกินไป

นักเรียนไทยจึงขอซื้อข้าวโพดนั้นจากเจ้าของไร่ท่านหนึ่งเพื่อเอามาแบ่งกันรับประทาน

“ยังขายไม่ได้ ยังไม่แก่พอที่จะรับประทานได้”

นักเรียนไทยทราบดี ชาวญี่ปุ่นจะรับประทานข้าวโพดเมื่อแก่มากเท่านั้น จึงพยายามชี้แจงแก่เขาว่าไทยเราชอบรับประทานขนาดนี้ ถ้าแก่มากไปกว่านี้เราก็ไม่ชอบรับประทาน

“ยังขายไม่ได้ ยังไม่แก่พอ”

“ราคาข้าวโพดของท่านขายเท่าไหร่”

“นี่ยังขายไม่ได้เพราะยังไม่แก่”

 

“ถ้าเป็นข้าวโพดที่แก่แล้ว ท่านขายเท่าไหร่”

“สองฝักต่อ 1 เยน”

“ฉันให้ฝักละ 1 เยน ขอซื้อขนาดที่เป็นอยู่นี่”

“ขายไม่ได้”

“ทำไมจึงขายไม่ได้”

“เพราะยังไม่แก่”

 

แล้วเขาก็ไม่ยอมขายจริงๆ ให้สักเท่าไหร่ก็ไม่ยอมขาย ด้วยเหตุผลอย่างเดียวกัน คือข้าวโพดของเขายังไม่แก่

 

 

Photobucket
ขอขอบคุณ
ทายาทหลวงวิจิตรวาทการ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่2
ภาพ เชอรี่บลอสส่อม จากอินเตอร์เน็ต
 
 
 

Updated “ขั้นเทพ”

กอ.รมน. สวนรื่นฤดี
23 July 2013

 
ญี่ปุ่น..ประเทศที่ทำให้โลกต้องทึ่ง
และ ต้องหันมาดูเป็นตัวอย่างว่า..
เขาสร้างคนในชาติกันอย่างไร???..ที่เมืองไซตะมะ ญี่ปุ่น ผู้โดยสารรถไฟพร้อมใจกันลงรถ
ร่วมกันผลักดันรถไฟ เพื่อช่วยหญิงบาดเจ็บขาติด
รถไฟเสียเวลาเพียงแค่ 8 นาที
ส่วนผู้หญิงรอดปลอดภัย!!

ที่มา https://www.facebook.com/195039450574297/photos/a.228606590550916.55136.195039450574297/495804227164483/?type=1&theater
..
.
.
..
และจากบล็อก “เบื้องหลังการมีวินัยของคนญี่ปุ่น”  http://mblog.manager.co.th/septimus/th-111025/ เคยบันทึกความเป็น “ขั้นเทพ” ไว้เช่นกัน…
  1. ชาวเน็ตฯ จีน ยกย่องวินัยฯ ญี่ปุ่นในยามวิกฤติ

    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 มีนาคม 2554 13:00 น.

    Photobucket
    หลังจากรถไฟหลายขบวนระงับการให้บริการ ประชาชนจำนวนมากต้องอดทนยืนรออย่างเป็นระเบียบ และอาการสงบ (ภาพเอเยนซี)

    เอเยนซี – ทั่วโลกได้เห็นภาพชีวิตหลังแผ่นดินไหวของชาวญี่ปุ่น เช่นเดียวกับชาวเน็ตฯจีน ซึ่งได้ส่งต่อแพร่หลาย ชื่นชมวินัย และท่าทีอันสงบของผู้คนในประเทศ ด้านผู้นำจีนสนทนาทางโทรศัพท์แสดงความเสียใจต่อองค์จักรพรรดิอากิฮิโตะ พร้อมส่งมอบความช่วยเหลือฯ ให้ญี่ปุ่นฝ่าวิกฤติ

    ขณะที่ชาวญี่ปุ่นในหลายจังหวัดทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ กำลังเผชิญผลกระทบหลังจากแผ่นดินไหว และคลื่นยักษ์สึนามิครั้งร้ายแรงในวันศุกร์ที่ 11 มี.ค. ที่ผ่านมา วิกฤตด้านนิวเคลียร์ยังไม่มีทีท่าจะสิ้นสุดและดูว่าจะเลวร้ายขึ้น พร้อมกับความกังวลเกี่ยวกับภาวะการขาดแคลนอาหาร และพลังงาน การคมนาคมเป็นอัมพาต รถไฟโดยสารมากกว่า 100 สายในกรุงโตเกียวปิดให้บริการเป็นบางส่วน หรือทั้งหมด ซ้ำบรรยากาศยังเลวร้ายยิ่งขึ้น เมื่อมีรายงานข่าว ซึ่งอ้างผู้เชี่ยวชาญที่ระบุว่า มีโอกาสมากที่จะเกิดแผ่นดินไหวอีกครั้ง
    Photobucket
    ชาวญึ่ปุ่นที่ยืนเข้าคิวเพื่อใช้โทรศัพท์สาธารณะ (ภาพเอเยนซี)

    นายกรัฐมนตรี นาโอโตะ คัง ของญี่ปุ่นกล่าวในวันอาทิตย์ที่ 13 มี.ค. ที่ผ่านมาว่า ภัยพิบัติครั้งนี้นับว่าเป็นวิกฤตร้ายแรงที่สุดของประเทศนับตั้งแต่ สงครามโลกครั้งที่ 2

    แต่กระนั้น ภาพที่โลกได้เห็นคือ ผู้คนที่มีสีหน้าสงบนิ่ง และมีสติพอที่จะอยู่ในระเบียบวินัย ไม่มีข่าวคราวความวุ่นวายโกลาหล ลักขโมย หรือฉกฉวยโอกาสซ้ำเติมเอาเปรียบจากเคราะห์กรรมของเพื่อนมนุษย์

    ชาวเน็ตฯ จีนส่วนใหญ่ ได้เห็นภาพเหล่านี้ ต่างส่งต่อแสดงความเห็นในทางชื่นชม ว่าแม้สองชาติจะมีประวัติศาสตร์ที่ร้าวฉานกันอย่างถึงที่สุด แต่เราชาวจีนก็คงได้เรียนรู้ และยอมรับในบุคลิกลักษณะนิสัยอันน่ายกย่องโดยเฉพาะจิตสำนึกสาธารณะของคนญี่ปุ่น

    ชาวเน็ตฯ จีนจำนวนมาก พบว่าความสงบนิ่งในยามวิกฤติใหญ่นี้ สะท้อนคุณภาพจิตใจที่พัฒนามาอย่างดี พร้อมกันนี้ ต่างพิมพ์ข้อความให้กำลังใจ และขอให้ชาวญี่ปุ่นได้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปด้วยดี ในเร็ววัน

    ด้านรัฐบาลจีน หลังจากเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้ส่งทีมกู้ภัยชุดแรกไปให้การช่วยเหลือญี่ปุ่น จำนวน 15 คนแล้ว ล่าสุด รัฐบาลส่งมอบเงินให้ญี่ปุ่น 30 ล้านหยวน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยฯ ในเบื้องต้น และเริ่มจัดส่งวัสดุบรรเทาทุกข์ อาหาร เต็นท์ ผ้าห่มต่างๆ จากสนามบินนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตงไปยังญี่ปุ่นแล้วเช่นกัน

    นอกจากนี้ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (14 มี.ค.) ประธานาธิบดีหู จิ่นเทา ยังได้สนทนาทางโทรศัพท์กับองค์จักรพรรดิอากิฮิโตะ เพื่อแสดงความห่วงใย และเสียใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกล่าวว่า จีนขอร่วมมือกับญี่ปุ่นในทุกทางเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้
    Photobucket
    ภาพเด็กนักเรียนประถมในโรงเรียนแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ขณะเกิดเหตุแผ่นดินไหว ซึ่งได้ทำตามขั้นตอนที่ฝึกซ้อมฯ (ภาพเอเยนซี)

    Photobucket
    ประชาชนที่ตกค้างพลัดที่อยู่ กำลังเฝ้ารอคำแนะนำของทางการฯ โดยต่างไว้วางใจในรัฐบาลและพร้อมให้ความร่วมมือ ในการเผชิญวิกฤติ ขณะเจ้าหน้าที่ฯ เร่งส่งความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว และทั่วถึง (ภาพเอเยนซี)

    Photobucket
    กลุ่มประชาชนที่ถูกจัดให้ไปอยู่อาศัยชั่วคราวในโรงเรียนแห่งหนึ่ง (ภาพเอเยนซี)

    Photobucket
    ท่ามกลางความยุ่งยาก แต่กลับไม่พบความวุ่นวาย และเด็กกับสตรีจะได้รับความช่วยเหลือก่อนเสมอ (ภาพเอเยนซี)

    Photobucket
    ประชาชนเหล่านี้ต้องเดินเท้ากลับบ้าน ซึ่งบางคนอยู่ไกลออกไปถึงเกือบ 20 กิโลเมตร หลังถนนหลายสายถูกตัดขาด และบริการขนส่งสาธารณะเป็นอัมพาตเกือบหมด (ภาพเอเยนซี)

    Photobucket
    แม้จะเหน็ดเหนื่อยอยากนอนเหยียดเท้า แต่ทุกคนยังคงมีสติพอที่จะเบียดตัวนั่งชิดขอบราวบันได เพื่อไม่ให้กีดขวางทางขึ้น-ลง แม้ว่าจะไม่มีคนเดินในขณะนั้นเลยก็ตาม (ภาพเอเยนซี)

    Photobucket
    ภาพจากวงจรปิด เผยให้เห็น กลุ่มครูในสถานเลี้ยงเด็กเล็กช่วยกันห้อมล้อม คร่อมตัวป้องกันเด็กๆ ในตอนแผ่นดินไหว (ภาพเอเยนซี)

     

     

  1. septimus

    นี่คือจดหมายของ ฮา มินห์ ตัน เป็นตำรวจที่ฟูกุชิม่า เขาเป็นชาวเวียดนาม เขียนถึงเพื่อนที่เวียดนาม ถูกพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ New America Midia เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2554 แสดงให้เห็นถึงหัวจิต หัวใจของชาวญี่ปุ่น เศษเสี้ยวของชีวิตกลางวิกฤติ ณ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟูกุชิม่า

    ==========

    พี่ครับ
    พี่และครอบครัวสบายดีนะครับ? สองสองวันมานี้อะไรต่ออะไรสับสนอลหม่านไปหมด หลับตาผมก็ มองเห็นแต่ซากศพ ลืมตาก็เห็นแต่ซากศพ พวกเราทำงานกันวันละ 20 ชม. ผมอยากให้วันหนึ่งมี 48 ชม. พวกเราจะได้มีเวลาช่วยเหลือพวกเขาได้มากขึ้นอีก เราไม่มีน้ำไม่มีไฟ อาหารปันส่วนก็เกือบจะ เกลี้ยงแล้ว การอพยพผู้คนเป็นไปอย่างยากลำบาก จากที่นี่ไปที่โน่น ตอนนี้ผมอยู่ในฟูกุชิม่า ห่างจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ประมาณ 25 กม.

    ถ้าจะให้ผมเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ นิสัยใจคอของพวกเขามันคงได้เป็นหนังสือเล่มใหญ่ พวกเขายังคงอยู่ในความสงบ พวกเขามีศักดิ์ศรีและทำตัวเรียบร้อยเหลือเกิน นั่นทำให้สถานการณ์ไม่เลวร้ายลงไปอีก แต่ผมรับประกันไม่ได้ว่าอีกสักอาทิตย์หนึ่งเราดูแลสถานการณ์ให้เรียบร้อยอย่างนี้ได้ต่อไป

    พวกเขาก็เป็นมนุษย์ธรรมดาเมื่อความหิวกระหายถึงขีดที่อยู่เหนือความทระนง แม้ว่ารัฐบาลพยายามส่งเสบียงอาหารและยาให้ทางอากาศ แต่มันก็เหมือนโปรยเกลือเล็กๆ น้อยๆ ลงในมหาสมุทร
    มีเรื่องประทับใจเกี่ยวกับเด็กชายญี่ปุ่นคนหนึ่งที่ให้บทเรียนกับผมว่าศักดิ์ศรีของการเกิดเป็นมนุษย์คนหนึ่งควรจะเป็นยังไง
    คืนก่อนผมถูกส่งไปที่รร.สอนภาษาแห่งหนึ่งเพื่อช่วยองค์กรการกุศลจัดตั้งหน่วยแจกอาหารให้ผู้ประสบภัย พวกเขาเข้าคิวเป็นแถวเคี้ยวคดยาวอย่างกับงูเลื้อย แล้วผมก็พบเด็กผู้ชายอายุราวๆ 9 ขวบคนหนึ่ง เขาสวมแค่เสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นเท่านั้น มันหนาวมากและเขาก็อยู่ท้ายๆ แถวโน่น ผมกลัวว่ากว่าจะถึงคิวของเขาอาหารที่แจกก็อาจจะหมดเสียก่อน ผมก็เลยพูดคุยกับเขา
    เขาเล่าว่าเขาอยู่ที่ รร. ตอนเกิดเหตุแผ่นดินไหว พ่อของเขาทำงานอยู่ใกล้ๆ กำลังขับรถมารับเขา ขณะนั้นเขาอยู่บนระเบียงชั้น 3 ของ รร. เห็นรถของพ่อถูกคลื่นสึนามิกวาดไปต่อหน้าต่อตา ผมถามถึงแม่ของเขา เขาบอกว่าบ้านของเขาอยู่ใกล้ๆ ชายหาด คิดว่าแม่กับน้องสาวก็คงไม่อยู่แล้ว เขาสั่นหน้าและป้ายน้ำตาเมื่อผมถามถึงญาติๆ

    เขาหนาวจนตัวสั่นผมเลยเอาแจ็กเก็ตเครื่องแบบของผมห่มให้เขา ห่ออาหารปันส่วนของผมก็เลยหล่นออกมา ผมเก็บขึ้นมาและส่งให้เขาพร้อมกับบอกว่า “กว่าจะถึงคิวหนูอาหารอาจจะหมดแล้วก็ได้ เอานี่ไปกินเสียก่อนนะ ผมกินอิ่มแล้ว” เด็กชายรับอาหารไปพร้อมกับโค้ง ผมคิดว่าเขาจะกินมันทันทีแต่ไม่ใช่ เขาเอาห่ออาหารเดินไปวางรวมกับกองอาหารที่กำลังแจกอยู่
    ผมอึ้งไปเลย ผมถามว่าเอาไปไว้ตรงนั้นทำไม ทำไมไม่กินเสีย เขาตอบว่า “ก็ผมเห็นมีคนอีกตั้งเยอะที่หิวกว่าผม ผมเอาไปรวมไว้จะได้แบ่งกันได้ทั่วถึง” ผมเบือนหน้าหนีเพื่อจะได้ไม่มีใครเห็นน้ำตาของผม

    สังคมไหนนะที่ผลิตเยาวชนอายุ 9 ขวบ ให้เข้าใจถึงการเสียสละอันยิ่งใหญ่เช่นนี้…ต้องเป็นสังคมที่ ยิ่งใหญ่…เป็นประชาคมที่ยิ่งใหญ่

    ครับพี่ ผมก็เขียนมาด้วยความคิดถึงพี่และครอบครัวนิดหน่อย ถึงเวลาทำงานกะของผมแล้วครับ…

    ฮา มินห์ ตัน

    ==========

    ถอดความมาฝาก…ด้วยใจคารวะ

     

    1. septimus

      First pictures emerge of the Fukushima Fifty as steam starts pouring from all four reactors at the stricken nuclear power plant
      By Matt Blake and Richard Shears
      Last updated at 8:42 AM on 24th March 2011

      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket

      Read more: http://www.dailymail.co.uk/news/article-1369216/Japan-nuclear-crisis-Fukushima-Fifty-pictures-inside-nuclear-power-plant.html#ixzz1HWGQjDPM

      Thank you very much dailymail of UK

       

       

      Photobucket

       

       

       

Repeat: เรามิใช่คนป่า

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประชวรด้วยพระโรคไข้ป่าอันเนื่องมาจากการเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่ต.หว้ากอ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จนเหลือที่กำลังแพทย์หลวงจะเยียวยาพระอาการแล้วก็ทรงมีรับสั่งให้เจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์เข้าเฝ้าเพื่อทรงมีพระราชดำรัสสั่งเป็นครั้งสุดท้ายว่า

“ขอท่านเจ้าคุณได้ดูแลรักษาพระราชโอรสของฉันผู้จะสืบสันตติวงศ์ต่อไปให้ดีด้วย การใดที่ควรไม่ควรขอให้ช่วยตักเตือนและว่าราชการแทนไปจนกว่าจะถึงเวลาอันควร”

เมื่อเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ได้ถวายสัตย์ปฏิญานเบื้องพระพักตร์แล้วถวายบังคมลา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ให้อาลักษณ์เข้าไปจดคำขอขมากรรมต่อพระรัตนตรัยและปัจฉิมโอวาทเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นได้ทรงบรรทมหลับพระเนตรในลักษณะการเข้าฌานแล้วสิ้นสุดอัสสาสะปัสสาสะลงแต่บัดนั้น

 

เจ้าชายจุฬาลงกรณ์สยามมกุฏราชกุมารได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นผู้สืบสันตติวงศ์เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๑๑ พระชนม์มายุได้ ๑๕ พระชันษาในขณะที่ก็ทรงประชวรด้วยพระโรคไข้ป่าดุจเดียวกับสมเด็จพระบรมชนก พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ได้แต่เพียงในพระนาม โดยมีเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์(ช่วง บุนนาค)ว่าราชการต่างพระเนตรพระกรรณ

เมื่อทรงหายจากพระอาการประชวรแล้วก็เสด็จไปทรงศึกษาวิชาการกับฝรั่งที่เป็นครูสอนพิเศษที่สมเด็จพระบรมชนกทรงจ้างมาเพื่อถวายพระอักษรโดยเฉพาะ

ทรงเป็นยุวกษัตริย์ที่ต้องอยู่ภายใต้ความกดดันหลายด้าน ไหนจะต้องระวังพระองค์เองเพราะในขณะที่มีคนรักก็มีคนชัง และยังต้องระวังพระองค์ในข้อวัตรปฏิบัติในฐานะของพระผู้ที่เป็นเจ้าชีวิตของคนทั้งประเทศ

นอกจากระเบียบประเพณีและกฏมณเฑียรบาลจะตีกรอบไว้แล้ว ยังจะต้องทรงเรียนรู้ถึงเรื่องการปกครองและการบริหารงานบ้านเมืองไปทีละน้อยๆโดยพระวิริยะอุตสาหะอย่างเต็มกำลัง

ระหว่างที่ยุวกษัตริย์ทรงเล่าเรียนอักษรศาสตร์กับพระอาจารย์ที่เป็นชาวตะวันตกนั้นได้ทรงซักถามถึงความคิดเห็นที่ชาวตะวันตกมีต่อประเทศสยามและชาวสยาม ครูฝรั่งได้กราบทูลว่า

 

“ประเทศสยามนั้นชาวตะวันตกเรียกว่าประเทศด้อยพัฒนา เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน มีที่ดินและทรัพยากรมากแต่ไม่ได้ใช้ให้เป็นประโยชน์ ความเจริญทั้งหลายในโลกตะวันตกไม่เคยเข้ามาถึงประเทศสยาม

ระบบศักดินาขุนนางของสยามยังคงล้าสมัย ขุนนางมีข้าทาสบริวารมากมาย มีแต่คอรัปชั่น การกอบโกยผลประโยชน์ของขุนนางที่แบ่งกันเป็นส่วนๆ ความเจริญส่วนใหญ่จึงอยู่แต่ในพระบรมมหาราชวังและในบ้านของบรรดาขุนนาง คนในชนบทไม่เคยได้รับการศึกษามีแต่ถูกกดขี่ข่มเหงอยู่ตลอดมา

การเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ยังคงมีการหมอบคลาน มองไปทางใดในยามค่ำคืนมีแต่ความมืด ถนนหนทางก็ไม่มี มีแต่ไต้และโคม กฏหมายก็มิได้ทันสมัย ชาวตะวันตกจึงมองเห็นว่าชาวสยามคือคนป่าที่ยังไม่ได้พัฒนา”

 

เมื่อทรงได้ฟังความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาจากพระอาจารย์ชาวตะวันตกแล้วก็ทรงครุ่นคิดถึงวิธีการที่จะทำให้ประเทศสยามได้รับการยอมรับจากนานาอารยะประเทศในสมาคมโลก

ดังนั้นเมื่อทรงเสด็จขึ้นครองราชย์อย่างแท้จริง(เป็นครั้งที่สองเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๑๖)แล้ว

สิ่งแรกที่พระราชทานแก่ขุนนางข้าราชการและทูตานุทูตต่างประเทศคือ ทรงประกาศเลิกประเพณีการหมอบเฝ้าทั้งหมด ให้เข้าเฝ้าได้ด้วยการยืนเฝ้าและนั่งเก้าอี้ ยกเว้นในกรณีการถวายราชกิจอย่างเป็นทางการตอนออกท้องพระโรงจึงจะมีการกราบถวายบังคมแล้วเข้านั่งในที่นั่งเฝ้าต่อไป

บรรดาทูตานุทูตและชาวต่างประเทศต่างมีความยินดีและเขียนสดุดีในพระราชวินิจฉัยให้ยกเลิกการหมอบเฝ้ากันอย่างขนานใหญ่

 

พระองค์เองก็ได้ทรงเล่าเรียนภาษาอังกฤษอย่างเอาเป็นเอาตายและสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดีเท่ากับเจ้าของภาษาเป็นที่ยอมรับในหมู่ชาวต่างชาติและเมื่อทรงเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกนั้น พระปรีชาสามารถในด้านภาษาต่างประเทศ(กับทั้งทรงเข้าใจวิธีคิดวิธีจัดการของชาวต่างประเทศอย่างลึกซึ้ง)จึงเป็นที่ยอมรับของชาวตะวันตกอย่างแท้จริง

ทรงว่าจ้างชาวต่างประเทศโดยมิจำกัดเชื้อชาติศาสนาให้เข้าทำงานในกิจการราชการต่างๆเช่นกิจการตำรวจหลวง และพลตระเวน(ตำรวจภายนอกพระราชฐาน)

ทรงปรับปรุงกฏหมายว่าด้วยลักษณะอาญาและแพ่งให้ทันสมัยขึ้น ตราพระราชบัญญัติการพิจารณาความอาญาและการศาลให้เป็นระบบแบบเดียวกับต่างประเทศ ทั้งนี้เพราะในเวลานั้นบรรดากงสุลของประเทศต่างๆไม่ยอมขึ้นศาลไทยโดยตั้งข้อรังเกียจเรื่องแนวทางการพิจารณาคดีและระบบการสอบสวนผู้ต้องหาที่เรียกว่าจารีตนครบาล อันได้แก่การลงทัณฑ์ทรมานแก่นักโทษเพื่อให้สารภาพด้วยวิธีการอันทารุณเช่น ตอกเล็บ บีบขมับ เป็นต้น เมื่อเกิดกรณีพิพาทระหว่างชาวต่างชาติกับชาวไทย การพิจารณาโทษจะต้องไปพิจารณากันในศาลกงศุลของชาตินั้นๆ ทำให้ฝ่ายไทยเสียเปรียบมาโดยตลอด ในที่สุดก็ทรงโปรดเกล้าให้ยกเลิกจารีตนครบาลอย่างสิ้นเชิงและปรับขบวนการสอบสวนให้เป็นระบบสากลนิยม เพื่อให้เป็นที่ยอมรับจากชาวต่างชาติยอมมาขึ้นศาลไทยเมื่อถึงคราวที่ต้องมีการพิจารณาคดีกับคนสยาม

 

พระราชโอรสทุกพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ทรงส่งเสด็จไปเรียนวิชาการในประเทศยุโรปในสาขาต่างๆเช่นการแพทย์ การทหาร การวิศวกรรม ทรงส่งไปทั้งอังกฤษ เยอรมัน และรัสเซีย เพื่อเล่าเรียนวิชาการแล้วนำกลับมาใช้งานในราชการบ้านเมือง พระราชโอรสของพระองค์เมื่อเสด็จกลับมาได้สร้างความเจริญให้แก่ประเทศชาติเป็นอันมาก

 

ไม่เพียงแต่เท่านั้น พระองค์ยังได้ทรงขยายการศึกษาออกไปนอกพระบรมมหาราชวังให้ประชาชนทั้งหลายได้มีโอกาสเล่าเรียนเขียนอ่านศึกษาอย่างเป็นระบบ มิต้องไปขอเรียนจากบรรดาพระในวัดเหมือนเช่นที่เคยมีมาในอดีต โดยตั้งโรงเรียนแห่งแรกขึ้นที่พระตำหนักสวนกุหลาบ ให้การศึกษาแก่เจ้านายในวัง ทรงมีพระราชดำรัสแสดงให้เห็นถึงน้ำพระหฤทัยห่วงใยในการศึกษาของบรรดาลูกขุนนางและลูกราษฎรธรรมดาว่า

 

“เมื่อได้กล่าวถึงโรงเรียนนี้ว่าจะเป็นการสงเคราะห์แด่ตระกูลเจ้านายดังนี้ใช่ว่าจะลืมตระกูลข้าราชการและราษฎรเสียเมื่อไร โรงเรียนนี้ที่มีอยู่แล้วและที่จะตั้งขึ้นต่อไปในภายหน้า ได้คิดจัดการโดยอุตส่าห์เต็มกำลังที่จะให้เป็นการเรียบร้อยพร้อมเพรียงเหมือนกับที่โรงเรียนนี้และคิดจะให้แพร่หลายออกไปโดยกว้างขวาง มีคนที่ได้เรียนมากกว่าแต่ก่อน ทั้งจะมีโรงเรียนวิชาการชั้นสูงขึ้นไปอีก ซึ่งได้กำลังคิดจัดอยู่บัดนี้

เจ้านายราชตระกูลตั้งแต่ลูกฉันเป็นต้น ลงไปถึงราษฎรที่ต่ำสุด จะให้มีโอกาสได้เล่าเรียนเสมอกันไม่ว่าเจ้าไม่ว่าไพร่ เพราะฉะนั้นจึงขอบอกได้ว่าการเล่าเรียนในบ้านเมืองเรานี้จะเป็นข้อสำคัญที่หนึ่ง ซึ่งฉันจะอุตส่าห์จัดให้เจริญขึ้นให้จงได้”

¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬
คาถาบูชาพระสยามเทวาธิราช
สยามะเทวาธิราชาเทวาติเทวา มหิทธิกา เทยยรัฏฐัง อนุรักขันตุ อาโรคะเยนะ สุเขนะ จะ
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ สุวัตถิ โหตุ สัพพะทา สยามะเทวานุภาเวนะ สยามะเทวะเตชะสา
ทุกขะโรคะภะยะ เวรา โสกาสัตตุ จุปัททะวา อเนกา อันตะรายาปิ วินัสสันตุ อะเสสะโต
ชะยะสิทธิ ธะนัง ลาภัง โสตถิภาคะยัง สุขัง พะลัง สิริ อายุ จะ วัณโณ จะ โภคัง วุฑฒิ จะ
ยะสะวา สะตะวัสสา จะ อายุ จะ ชีวะสิทธี ภะวันตุ เม
¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬

Tag: พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เขียนโดย septimus ที่ 2008-10-11 14:05:36 น. 17 ความคิดเห็น
..
.
.
ความคิดเห็นที่ 6, เว็บไซต์ :
ทั้งล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖
ต่างทรงมีพระราชประสงค์ให้ประเทศไทย
เป็นประเทศประชาธิปไตยแต่เนื่องด้วยชาวไทย การศึกษาไม่สูงนัก
จึงทรงเกรงว่า เมื่อเปลี่ยนการปกครองแล้ว
แทนที่จะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง
กลับจะเป็นโทษแทนดังนั้น ทั้งสองพระองค์ จึงได้วางรากฐานการศึกษา
และปรับปรุงระบบการศึกษาให้เข้มแข็ง
เพื่อปูพื้นฐานระบอบประชาธิปไตย

เสียดาย … ที่ประเทศไทยชิงสุกก่อนห่าม
จึงได้แต่เพียงประชาธิปไตย wanna be

^_^

 | nelumbo | 11 ตุลาคม 2551 | 23:21:00

ความคิดเห็นที่ 7, เว็บไซต์ :ใช่ค่ะคุณnelumboคะน่าเสียดายเหลือเกิน
แล้วพวกชิงสุกก่อนห่ามก็ไม่เห็นตายดีสักคนแต่ยังไงก็ไม่คุ้มไม่สาสมเลยกับผลกรรมที่ตกทอดมาถึงพวกเราในปัจจุบันนะคะคุณบัว…ตามล้างตามเช็ดกันไม่หวัดไม่ไหว

 | septimus | 12 ตุลาคม 2551 | 11:52:10

 

 

 

 

 

 

 

ที่มา http://septimustidbits.blogspot.com.au/2012/08/blog-post_3898.html

 

 

 

 

[ขอบคุณ ไทยทีวีสีช่อง 3 และ ทีวีซีน แอนด์ พิคเจอร์]

 

 

 

 

ครบหนึ่งเดือน

 

 

 

“ประเดี๋ยวถึงหน้าปากซอยแล้วอาจจะได้ยินประกาศปฏิวัตินะครับ”

“อ้าว ประกาศแล้วเหรอคะ”

เราทั้งสองฝ่ายที่ไม่เคยรู้จักกันต่างส่งยิ้มแห่งความปลื้มปิติให้แก่ประเทศชาติอันเป็นที่รักของเราระหว่างเดินสวนกันตรงบันไดของตึกใหญ่กลางซอยคดเคี้ยวที่ติดต่อถึงกันไหนต่อไหน

“ครับ เค้าเพิ่งประกาศเมื่อสี่โมงครึ่งนี่เอง รถคงจะติดหน่อย ยังไงก็เดินทางปลอดภัยนะครับ”

เรายิ้มให้เขาอย่างที่คนไทยพึงยิ้มต่อกัน “ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ บ้านเราจะได้สงบสุขอย่างที่เคยเป็นมาเสียทีนะคะ”

“ก็หวังเช่นนั้นเหมือนกันครับ”

 

สายลมเอื่อยๆเย็นนั้นช่างนุ่มนวล เราเดินลอยชายเพื่อออกปากซอยสู่ถนนใหญ่ ไม่หวั่นสักนิดถึงความมืดที่เริ่มโรยตัวลงมา

มีแวะถามเส้นทางเพื่อความแน่ใจกับสาวนางหนึ่งที่กำลังก้มๆเงยๆเหมือนหาอะไรสักอย่างตรงกำแพงบ้านหลังหนึ่ง

“เป็นคนไทยรึเปล่า” เราถามระหว่างที่คุยด้วยแล้วรู้สึกเธอไม่ใช่พวกเรา

“คนไทย เป็งคนไทยละ” ฮ่าฮ่า ชัดซ้า

“มินกะลาบา” เราร่ำลาเธอเมื่อแฮ็กข้อมูลเสร็จ

“เอ๊อะ!” เธอตะลึงแล้วหัวร่องอหายอย่างใสซื่อ

 

 

 

 

 

ที่หน้าปากซอย ภาพตรงหน้าเรา รถติดขัดจอดแทบนิ่งสนิททุกทิศทาง รถแท็กซี่เต็มทุกคัน

เท้าไวกว่าความคิด ก้าวขึ้นรถปรับอากาศที่ขยับมาตรงหน้าพอดี เห็นป้ายแว่บๆว่าผ่านจุดหมายที่เราต้องการจะไปแต่ไปเส้นไหนไม่รู้

บนรถ คนแน่นมากมาย แต่เราก็ยังสู้ได้ที่นั่งหลังจากยืนเป็นชาวกทม.ได้ไม่นาน

เราได้นั่งข้างสาวงามนางหนึ่ง เธอกำลังแชทกับเพื่อนวุ่นวายบนไอโฟน

ข้างเราอีกด้านหนึ่งเป็นหนุ่มออฟฟิศที่เพิ่งเลิกงานกำลังฟังประกาศฯ

เราตัดสินใจคุยกับคนนั่งข้างเรา เธอเป็นคนนิ่งๆเย็นๆดี

“น้องคะ ไปถึงไหนแล้วคะ”

เธอยิ้มให้แบบคนไทยยิ้มให้แก่กัน มิตรภาพและความเป็นไทยที่หายไปเริ่มกลับมาแล้วทันที เราคิด

“ตอนนี้ — — แล้วค่ะ แต่รถก็ติดจังเลยนะคะ”

“คงเพราะทุกคนเร่งกลับให้ถึงบ้านก่อนสี่ทุ่มกันเนอะ น้องว่าป่ะ” —

เราและคนที่ยืนข้างๆเรา ต่างพูดคุยถึงความเป็นไปในห้วงเวลานั้นด้วยความสุขใจ สีหน้าทุกคนไม่วิตกอะไรเลย หากเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังว่า บ้านเรากำลังจะดีขึ้น ทุกสิ่งอันเป็นความงามของแผ่นดินและเป็นความสุขของเรากำลังจะกลับคืนมา

และ…

ขอให้ท่านผู้กล้าทั้งหมดอยู่กับเราไปนานๆ

 

 

 

 

สองทุ่มแล้ว พวกเราที่เหลือในรถต้องลงจากรถเพื่อรอรถคันใหม่

ความร้อนแล้งจากอากาศภายนอกบวกความร้อนของเครื่องยนต์ที่ต้องทำงานหนักมาทั้งวัน ทำให้รถปรับอากาศคันนั้นตัดสินใจหยุดฉลองฯซะกลางทางนั่นเอง

หากก็มิเป็นไร พวกเราที่เหลือลงมารอรถคันใหม่ด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มแม้นว่าเหลือเวลาแห่งความร่วมมือร่วมใจอีกไม่ถึงสองชั่วโมงดี

หลายคนตัดสินใจต่อรถสายอื่นหรือรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างแทน

ที่สุดก็เหลือเรากับน้องนักศึกษาสองคนบนถนนที่ไม่เคยหลับไหลมาก่อนยกเว้นค่ำคืนนี้ 22 พ.ค. 2557

เราจึงชวนให้เดินทางต่อร่วมกัน

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ท่ามกลางรถแท็กซี่ทุกคันที่แล่นผ่านพร้อมกับปิดป้ายรับบริการ

พลันมีรถแท็กซี่เก่าคร่ำคันหนึ่ง แล่นเข้ามาจอดรับเราสองคนอย่างช้าๆ

เสียงเครื่องยนต์บอกให้รู้ว่าเค้าวิ่งมาแล้วทั่วกทม.เป็นเวลาช้านานนนน และหากมีฝนตกตอนนั้นก็ไม่แน่ว่าคนขับต้องยื่นมือออกไปปัดน้ำฝนด้วยหรือไม่… แถ่ด แถ่ด แถ่ด…

 

คุณลุงคนขับผู้มีผมยาวสยายขาวโพลนทั้งศีรษะ ไม่พูดอะไรสักคำ ค่อยๆออกรถไปอย่างช้าๆหลังจากที่เราขอให้ไปส่งน้องนักศึกษาก่อน

เราสามคนฟังเพลงรักเมืองไทย ต้นตระกูลไทย หนักแผ่นดิน และเพลงอื่นๆอีกหลายเพลงจากวิทยุเก่าๆมีเสียงคลื่นแทรกเล็กๆเป็นระยะๆ

ไม่ต้องบอกก็รู้กันเองว่า สุขใจ

 

 

 

 

“น้องรู้จักเพลงพวกนี้มั้ยคะ”

“เพิ่งได้ยินเป็นครั้งแรกในชีวิตค่ะพี่”

“ฟังแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง โบฯป่ะ เนอะ”

“เปล่าค่ะ รู้สึกภูมิใจในชาติของเรามากๆค่ะ”

ส่วนคุณลุงแท็กซี่ไม่พูดอะไรเร่งเสียงเพลงขึ้นอีกนิดแล้วบรรจงขับรถให้พวกเรามากขึ้น

 

“ขอบคุณมากค่ะพี่ กลับบ้านดีๆนะคะ” น้องนักศึกษายกมือไหว้และโบกมือลาเมื่อเราส่งเธอถึงที่หมายแล้ว

“เช่นกันค่ะน้อง เรียนจบไวๆได้งานดีๆทำนะคะ”

 

 

 

 

 

 

“ขอบคุณมากนะคะลุง ลุงก็กลับบ้านดีๆนะคะ ใกล้สี่ทุ่มแล้ว ลุงต้องไปอีกไกลมั้ย” เรากล่าวพร้อมกับยื่นค่ารถเป็นสองเท่าของตัวเลขบนมิเตอร์ปัดเศษเป็นหลักร้อยให้คุณลุงแท็กซี่เมื่อถึงที่หมายของเรา

 

“ครับ ขอบคุณครับ ไม่ไกลครับ แป๊บเดียวก็ถึง ก่อนสี่ทุ่มครับ” คุณลุงแท็กซี่กล่าวกับเราเป็นครั้งแรกแล้วค่อยๆออกรถจากไป… แถ่ด แถ่ด แถ่ด…

เรายืนมองตามเสียงครางของรถคุณลุงจนลับตา…

 

 

 

คนไทยเคยอยู่อย่างไทยๆด้วยความสุขสงบมาช้านาน ทุกอณูของแผ่นดินมีเทพเทวาอารักษ์ปกปักรักษา แผ่นดินนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ ที่ใดมีธรรมที่นั่นย่อมมีชัย

 

 

[เพลง คืนความสุขให้ประเทศไทย Returning happiness to the Thai kingdomขับร้องโดยกองดุริยางค์ กองทัพบก Eng subtitleโดยหมอวิภู]

 

 

 

ขอขอบคุณ

-ภาพงามจากคุณนกบล็อกเกอร์คนเก่งค่ะ

-เพลงจากอินเตอร์เน็ต

ปกครองแบบพระองค์ดำ

 

 

 
ความร่มเย็นแห่งสยาม

หลังจากสงครามยุทธหัตถี พม่าก็ครั่นคร้ามไม่กล้าล่วงล้ำเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาอีกต่อไป

เป็นเวลาถึง 150 ปีที่ไม่มีทัพของเมืองใดกล้าประกาศสงครามเชิงรุกกับกรุงศรีอยุธยาอีกเลย

พระบารมีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงอยู่เหนือกาลเวลา อาณาจักรกรุงศรีอยุธยายิ่งใหญ่สืบเนื่องต่อจากรัชสมัยของพระองค์อีกเกือบสองร้อยปี ต่างจากพระเจ้าบุเรงนองซึ่งเมื่อสวรรคตแล้ว บ้านเมืองพม่าก็แตกสลายเป็นส่วนๆทันที

เช่นเดียวกับกษัตริย์ยอดนักรบเจงกิสข่าน หลังสิ้นพระชนม์ลง ความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิมองโกลก็ดำรงอยู่ไปอีกถึง 150 ปีเช่นกัน

มหาราชแห่งเอเชียทั้งสองได้รับการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์โลก และสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นกษัตริย์พระองค์แรกของไทยที่ต่างชาติยกย่องว่าเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่แห่งเอเชียเช่นเดียวกับเจงกิสข่าน จิ๋นซีฮ่องเต้ ฯลฯ

 

ราชอาณาไทยกว้างใหญ่ไพศาลจวบจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ซึ่งมีการแบ่งเขตแดนประเทศตามหลักสากล ถ้าไม่มีสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกู้ชาติเอาไว้ แผนที่โลกก็คงไม่มีประเทศไทย ดั่งเช่นที่มอญควรจะมีผืนดินเป็นของตนเองอย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่งของพม่าในปัจจุบันแต่กลับสูญหายไปเป็นของชาวพม่าเชื้อสายมอญแทน

 
 
 
 

เช่นเดียวกัน เราก็จะเป็นชาวพม่าเชื้อสายไทย หากมหาราชทั้งสองพระองค์ไม่สามารถกู้เอกราชกลับคืนมาได้!

 

พระบารมีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชยังคงแผ่ปกคลุมมาจนถึงทุกวันนี้ ทหารไทยใหญ่ชนกลุ่มน้อยในพม่าปัจจุบัน ก่อนออกรบทุกครั้งต้องทำพิธีสมาธิจิตระลึกถึงสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แม้พม่าเองก็ยังคงมีความเกรงกลัวฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก(เชื่อว่าท่านที่เคยไปเยือนเมียนมาร์จะสัมผัสได้ไม่ยากนัก-septimus)และเชื่อว่าแม้จะเกิดสงครามขึ้นมาจริงๆ พระวิญญาณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่ประทับในสายเลือดทหารไทยทุกคนก็พร้อมจะรบอย่างไม่กลัวความตายดั่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในสมัยกรุงศรีอยุธยาของพระองค์

 
 
 
 
 
 

การปกครองในสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

กรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นเมืองสงบ ปราศจากโจรผู้ร้าย ประชาชนดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข ตั้งมั่นในศีลธรรมและเคารพกฏหมาย

สมเด็จพระนเรศวรมหาราชแม้จะทรงเป็นนักรบแต่ก็ไม่โปรดให้มีนักเลงหัวไม้ ยิ่งทำตัวกร่างใหญ่โตเอะอะโวยวาย ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล จะถูกสั่งสำเร็จโทษทันที

พระองค์เสด็จฯทอดพระเนตรความเป็นอยู่ของประชาชนด้วยการปลอมพระองค์เป็นชาวบ้านอยู่เสมอ

แม้ในยามดึกดื่นค่ำคืน พระองค์ก็ทรงออกล่องเรือไปตามลำน้ำพร้อมด้วยองครักษ์ไม่กี่คน … ไปตามที่ต่างๆ เพื่อทรงดูแลสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่อยู่ในการปกครองของพระองค์

ก่อนที่พระองค์จะเสด็จขึ้นครองราชย์ มีโจรลักเล็กขโมยน้อยในกรุงศรีอยุธยาอยู่เต็มไปหมด เนื่องจากกำลังตกอยู่ในภาวะแพ้สงคราม … พระองค์ทรงลองใจด้วยการให้ทหารนำทองคำไปหย่อนไว้ตามที่ต่างๆแล้วแอบเฝ้าดู ใครที่เก็บเอาไปเป็นของตัวเองจะถูกนำมาประหารชีวิต … ว่ากันว่ากรุงศรีอยุธยาเวลานั้น ถ้าใครทำทองตกไว้บนท้องถนน อีก 1 ชั่วยามกลับมาดู ทองนั้นก็ยังคงอยู่ที่เดิม

ในช่วงเวลาเข้าพรรษา พระองค์ทรงมีรับสั่งห้ามราษฏรทุกคนดื่มสุรา ทรงกำหนดให้ประชาชนทุกคนอยู่ในศีลห้า ศึกษาแก่นธรรม

สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงได้รับการฝึกวิปัสสนากรรมฐานจากพระมหาเถรคันฉ่องและศึกษาการใช้หลักพระพุทธศาสนาปกครองบ้านเมือง ทรงชี้แจงให้ชาวบ้านเลิกเชื่องมงายเรื่องผีสาง เทวดา เทพารักษ์ การบูชายันต์ และให้หันมาเชื่อในความมานะพยายามของตนเอง —

พระองค์ทรงโปรดให้วัดใหญ่ชัยมงคลเป็นวัดสำหรับปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานโดยเฉพาะ และสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงมีรับสั่งให้คัดลอกพระไตรปิฏก 84,000 พระธรรมขันธ์ใหม่ทั้งหมด

ส่วนเรื่องการสานสัมพันธ์กับบรรดามิตรประเทศ พระองค์ก็ไม่ทรงละเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่เคยช่วยเหลือไทยในยามยากเช่นลาว สมัยพระไชยเชษฐาครองเมืองเวียงจันทน์ได้ยกทัพมาช่วยไทยอย่างไม่เกรงกลัวพม่าอยู่หลายครั้ง และเมื่อราชบุตรพระไชยเชษฐาต้องการให้เมืองเชียงใหม่คืนเชลยชาวล้านช้างที่กักตัวไว้ทั้งหมด สมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็ทรงแผ่พระบารมีไปยังเจ้าเมืองเชียงใหม่ให้ปล่อยเชลยกลับคืนล้านช้างทั้งหมด—

สมัยกรุงศรีอยุธยา จีนเคยส่งปืนใหญ่ทองแดงอานุภาพสูงมาให้ไทยต่อสู้กับพม่า ครั้นจีนเกิดสงครามบ้าง สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสนอจีนว่าจะช่วยยกทัพไปรบกับญี่ปุ่นซึ่งขณะนั้นกำลังก่อศึกอยู่กับจีนสมัยราชวงศ์หมิง นอกจากนี้พระองค์ยังช่วยจีนปราบโจรสลัดที่กวางตุ้งจนได้รับพระราชสาส์นขอบพระทัยจากจักรพรรดิจีน

ไทยกับจีนเป็นพันธมิตรกันทั้งด้านการสงครามและเศรษฐกิจมาจวบจนปัจจุบัน ความผูกพันระหว่างไทย-จีนเช่นเดียวกับความผูกพันระหว่างไทย-ลาว นั่นคือเปรียบเสมือนพี่น้องครอบครัวเดียวกัน เมื่อใครมีปัญหา ต่างฝ่ายต่างคอยช่วยเหลือกันอยู่เสมอ

สำหรับชาวตะวันตก พระองค์ทรงโปรดชาวฮอลันดาเป็นพิเศษ(คาดว่าน่าจะเกิดจากการที่พระองค์ทรงเห็นฤทธิ์เดชที่สามารถปกป้องยะไข่อันเป็นบ้านเมืองของชาวอาระกันจนพระเจ้าบุเรงนองไม่สามารถทำอะไรได้เลย-septimus) ทรงส่งคณะทูตานุทูตเดินทางไปถวายพระราชสาส์นแก่กษัตริย์ฮอลันดา รัชสมัยของพระองค์เป็นรัชกาลแรกที่ติดต่อทำการค้ากับฮอลันดา —

อีกสิ่งหนึ่งที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงใช้เป็นเครื่องมือในการปกครองมาโดยตลอดคือ พระราชพิธี

ทหารส่วนใหญ่เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นเวลารบทัพจับศึกพระองค์จะทรงทำพิธีที่จำเป็นทุกครั้ง เช่นเมื่อครั้งพระยาพิชัย พระยาสวรรคโลกเป็นกบฏเพราะความเกรงกลัวพม่า พระองค์ทรงดำริว่าจะจัดพระราชพิธีตักน้ำกระพังโพยศรี ซึ่งเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่สมัยสุโขทัย แล้วให้แม่ทัพนายกองไพร่พลถือสัตย์ฏิญาณว่าจะร่วมแรงร่วมใจกันต่อสู้กับพม่าจนกว่าจะได้รับชัยชนะ หลังพิธีเสร็จสิ้นลง แม่ทัพนายกองพลทหารทุกคนต่างรวมใจเป็นหนึ่งเดียว ฮึกเหิม พร้อมที่จะต่อสู้อย่างไม่กลัวเกรง —

พระราชพิธีในรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม มีพิธีการศักดิ์สิทธิ์น่าเคารพเกรงขาม พิธีกรรมที่สามารถโน้มน้าวหัวใจทุกดวงให้มารวมกันได้ย่อมสร้างพลังและพุทธานุภาพขึ้นมาได้โดยอัศจรรย์

ตามประวัติศาสตร์โลก ไม่ว่าพระมหากษัตริย์ประเทศใด ถ้าไม่ทรงยึดติดกับพิธีรีตอง ปฏิบัติพระองค์เยี่ยงคนสามัญ เล่นสนุกกับคนทั้งหลาย แม้ในเบื้องต้นประชาชนจะรักใคร่ว่าไม่ถือพระองค์แต่ในที่สุดก็จะขาดความเคารพยำเกรง หลังจากนั้นก็จะกลายเป็นการดูหมิ่นและท้าทายพระราชอำนาจในที่สุด นี่คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงจำเป็นต้องรับสั่งประหารชีวิตด้วยการเผาฝีพายเรือพระที่นั่งทั้งหมดทั้งเป็นเมื่อได้ทำการประมาทเลินเล่อนำเรือพระที่นั่งเข้าเทียบท่าผิดในพระราชพิธีราชาภิเษก ซึ่งเป็นมหาวโรกาสที่สำคัญที่สุด มิเช่นนั้นพิธีการทั้งหลายที่จะมีขึ้นหลังจากพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์จะขาดความน่าเชื่อถือศรัทธา ขาดความศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งในการปกครองประเทศ—

พงศาวดารทุกฉบับไม่ว่าของไทย พม่า มอญ ฮอลันดา โปรตุเกส จีน ญี่ปุ่น ฯลฯ ระบุไว้ตรงกันว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงเป็นกษัตริย์ที่เฉียบขาดมากที่สุด ทรงเคร่งครัดในระเบียบวินัย ผู้ใดขาดวินัยจะถูกลงพระอาญาทันที ยิ่งถ้าเป็นการละเมิดกฏหมายจะถูกนำไปเผาทั้งเป็น

รัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กรุงศรีอยุธยาจึงสงบร่มเย็นที่สุด ปราศจากโจรผู้ร้าย นักเลงหัวไม้ มีแต่ข้าราชการที่ซื่อสัตย์ ประชาชนดำรงชีวิตอย่างเป็นสุข

ช่วงระหว่างที่กรุงศรีอยุธยาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า จวบจนประกาศเอกราชและอยู่ในสภาวะสงครามตลอดรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ขณะนั้นทรัพยากรในบ้านเมืองมีอย่างจำกัดเพราะต้องนำไปใช้ในการรบ การเกษตรก็ทำได้ไม่เต็มที่เนื่องจากชายฉกรรจ์ต้องทำหน้าที่ปกป้องบ้านเมือง ถ้าพระองค์ปกครองแบบพ่อปกครองลูกเหมือนครั้งสุโขทัยก็จะควบคุมบ้านเมืองไม่ได้เลย เพราะต้องยอมรับว่าคนไทยส่วนหนึ่งไม่มีความรักชาติเท่าที่ควรพร้อมที่จะเป็นเมืองขึ้นของพม่าเพียงแต่ขอให้ตัวเองอยู่รอดไม่ต้องวุ่นวายไปรบกับใครก็พอ และก็มีคนไทยอีกส่วนหนึ่งซึ่งไม่น้อยเช่นกันที่มีนิสัยชอบลักเล็กขโมยน้อย ยิ่งช่วงเศรษฐกิจฝืดเคืองพฤติกรรมนี้ยิ่งเด่นชัด

ยังไม่นับพฤติกรรมปกติทั่วไปของคนไทยเช่นการดื่มสุรา เล่นการพนัน เป็นกิจวัตร ถ้าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชไม่ทรงปกครองบ้านเมืองอย่างเฉียบขาด เชื่อได้เลยว่าการห้ามประชาชนดื่มสุราในช่วงเข้าพรรษาทำไม่ได้แน่นอน

เป็นที่ทราบกันแล้วว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงประทับตามค่ายทหารมากกว่าในพระราชวังหลวงที่กรุงศรีอยุธยา ตลอดช่วงการปกครองบ้านเมืองประมาณ 20 ปี(นับจากวันประกาศอิสรภาพ) รวมเวลาทั้งหมดที่ประทับในพระราชวังได้ประมาณ 2 ปีเท่านั้น—

แม้จะทรงปกครองกองทัพด้วยความเข้มงวดแต่ก็ทรงร่วมทุกข์ร่วมสุขเดียวกันกับทหารหาญทั้งหลาย พระองค์ไม่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายเหนือทหารคนอื่น ไม่มีนางสนมติดตามทัพแบบกษัตริย์เมืองอื่น เวลาออกรบก็ทรงนำหน้า และพร้อมที่จะต่อสู้อย่างไม่หวั่นเกรงความตาย

พระองค์ทรงออกกฏให้ประชาชนเข้าวัดทุกวันพระ ในขณะที่พระองค์เองยามว่างจากการศึกการเมืองก็ทรงเข้าวัดปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นกิจวัตรเช่นกัน พระองค์มีรับสั่งว่า คนไทยอย่าเกียจคร้าน และก็ทรงมีพระจริยาวัตรที่เป็นแบบอย่างถึงความวิริยอุตสาหะ และถึงแม้บางกรณีพระองค์จะตัดสินประหารชีวิตประชาชนก็เชื่อว่าพระองค์ทรงเสียพระทัยอยู่ไม่น้อยแต่พระองค์ก็ตรัสว่า คนแบบนี้สมควรตาย

แม้ในปัจจุบันประเทศที่กฏหมายศักดิ์สิทธิ์ โทษหนักขั้นประหารชีวิตทันทีก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความสงบสุขของบ้านเมือง ดังจะเห็นได้ว่าประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย ไม่ค่อยมีคดีอาชญากรรมร้ายแรงเหมือนประเทศไทย

ความเด็ดขาดในการปกครองของพระองค์ ทำให้หลังจากเสด็จสวรรคต กรุงศรีอยุธยาได้กลายเป็นเมืองที่สงบปราศจากโจรผู้ร้าย มีการค้าขายคับคั่ง และเป็นศูนย์กลางของสุวรรณภูมิต่อมาอีกเป็นเวลานับร้อยปี

 
 
 
 
คัดจาก
“เจาะตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” หน้า101-113, 183-184
โดยทันตแพทย์สม สุจีรา ผู้เจาะลึกเบื้องหลังพลังจิตที่คุณไม่เคยรู้ให้อ่านสนุก
(และช่วยเพิ่มอรรถรสในการชมอภิมหาภาพยนตร์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช)
 
 
 
 
Photo: วันนี้ - 30 มิถุนายน ซื้อ 1 ที่นั่ง รับฟรีอีก 1 ที่นั่ง เมื่อชม ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยุทธหัตถี ที่โรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ
 
 
 
 
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

 

 
 

มหาศิวาราตรี

มหาศิวราตรี (Mahā Shivarātri) คือวันสำคัญทางศาสนาของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ศิวราตรี แปลว่า ราตรีหรือค่ำคืนแห่ง (การบูชา) พระศิวะเจ้า
ศิวราตรีเป็นเทศกาลสำคัญยิ่งวันหนึ่งในรอบปีของชาวฮินดู

 

 

วันนี้วันแรม14ค่ำเดือน3

คืนนี้เป็นคืนศิวาราตรี

มีคติเชื่อว่าพระศิวะเป็นเจ้าเสด็จออกตรวจโลก กำจัดพาลอภิบาลประทานพรแก่สาธุชน

พระเป็นเจ้าจะเสด็จมาจากทิศหรดีเวลา21.18นาฬิกาโดยทักษิณาวัตไปทางทิศอีสานแล้ววนทักษิณาวัตต่อไปจนถึงเขายุคลธร

ขอสาธุชนพึงผินหน้าไปทิศหรดี(ทิศตะวันตกเฉียงใต้) เปล่ง “โอม นะมะศิวะ” ให้เสียงก้องในห้วงหูด้วยโทนเสียงที่ต่ำที่สุดในยามพระเป็นเจ้าเสด็จเถิด [Credit: https://www.facebook.com/Paisal.Fanpage]

 

 

 

 

 

มหาศิวาราตรี..!

คนฮินดูในประเทศอินเดียจะเริ่มจัดงาน จัดพิธีบูชามหาเทพล่วงหน้าแล้วหลายวัน

หากวันที่สำคัญสุดจะเป็นวันแรม 14 ค่ำเดือน 3 ซึ่งจะเป็นช่วงที่เรียกว่า ‘ปักษ์ขาด’ หมายถึงจะไม่มีแรม 15 ค่ำนั่นเอง

และช่วงเวลาที่สำคัญสุด ก็จะเป็นช่วงเวลาเที่ยงคืนของวันแรม 14 ค่ำ เพราะเชื่อกันว่ามหาศิวะเจ้าจะเสด็จลงประทับบนแผ่นดินโลก เพื่ออวยพรแก่ผู้บูชาพระองค์..

และเชื่อว่าจะประสบผลได้ในทุกเรื่อง

นั่นคือความเชื่อทางเทวศาสตร์ แบบฮินดู..!

[Credit: Prasong Songthong]
..
.
.
อ่านตำนานพิธีมหาศิวราตรีต่อได้ที่ th.wikipedia.org/wiki/มหาศิวราตรี

หุงข้าวใต้ผืนทราย

 

 

 
บางทีการได้นั่งดูทีวีเป็นเรื่องเป็นราวรวดเดียว 6 ชั่วโมงโดยไม่ลุกไม่ทำอะไรอื่นก็เป็นการดีเหมือนกัน
 
ดังเช่นเมื่อวันก่อนที่ต้องขอบใจตัวเองที่ได้ทำอย่างนั้นเพราะได้เห็นของแปลกที่ไม่เคยคิดถึงมาก่อนเลย


 

 
 
 
เป็นการหุงข้าวหอมมะลิใต้ผืนทรายด้วยผ้าขาวม้าที่เมืองขแมร์… คิดค้นโดยชนขแมร์รุ่นสงครามล้างเผ่าพันธุ์เมื่อหลายปีก่อนโน้นนนน
 
อันข้าวหอมมะลิเราเคยเข้าใจว่าเป็นพันธุ์ข้าวจดลิขสิทธิ์แล้วของไทย
 
แต่เมื่อเห็นเพื่อนบ้านพูดถึงด้วยความคุ้นเคย เราก็…
 
ก็ควรจะเข้าใจเป็นอีกอย่างโดยอัตโนมัติ
 
ไปจดฯใหม่เป็น pandan rice ข้าวหอมใบเตยซะสิ้นเรื่องสิ้นราว
 

 

 

 
วิธีทำ
1 ติดเตาถ่านจนไฟลุกโชนรอ
 

 

2 ล้างข้าวหอมมะลิ
3 ขุดหลุมทรายให้กว้างพอประมาณและลึกราว 1 ฝ่ามือเรา




 
 
 

 

4 นำผ้าขาวม้าไปชุบน้ำให้ชุ่ม แล้วทบครึ่ง 2 ครั้ง หรือทบก่อนแล้วชุบน้ำก็ได้เหมือนกัน
 
 
..
 
 
..
 
 
..
 
 
..
 
 
..
 
 
..
 
 
 
 




5 ล้างใบตองที่มีขนาดพอกันกับผ้าขาวม้าที่พับทบแล้วนั้น แล้ววางซ้อนลงบนผ้า




 
 

 

6 วางข้าวที่ล้างแล้วลงบนใบตอง
 
..
 
 
..
 
 
 
 

 

7 ห่อหรือพับใบตองโดยให้ข้าวอยู่ตรงกลาง




 
..
 
 
 

 

8 ห่อหรือทบผ้าขาวม้า… ให้ใบตองห่อข้าวอยู่ตรงกลาง




 
..
 
 
 

 

9 วางห่อผ้าขาวม้าลงในหลุมทรายที่ขุดไว้ แล้วกลบทรายให้ทั่ว 


 
..
 
 
..
 
 
..
 
 
 
 

 

10 คีบถ่านแดงๆที่เตรียมไว้ วางลงบนผืนทรายตรงตำแหน่งที่ฝังห่อผ้าขาวม้านั้น (อันนี้อาจปรับเป็นก่อกองไฟแทนก็น่าจะได้เหมือนกัน)
 

 
..
 
 
..
 
 
 
 

 

11 เวลาผ่านไป 1 ชั่วโมง คีบถ่านออกให้หมด


 
 
 

 

12 โกยทรายที่คลุมผ้าขาวม้าไว้ออก (โปรดระวังมือพอง)
 
 
 
13 ยกห่อผ้าข้าวม้าร้อนๆควันฉุยทีเดียวขึ้นมา


 
..
 
 
..
 
 
..
 
 
 
14 คลี่ผ้าขาวม้าต่อด้วยคลี่ใบตองออกอย่างระมัดระวัง(เพราะร้อน) 
 
 
 
 
..
 
 
 
 





จะได้ข้าวสุกแล้วพร้อมรับประทานอยู่ข้างใน




 
 
 
 
 

วันยุทธหัตถี

                
[พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ จะเสด็จพระราชดำเนินไปยังพระบรมราชานุสรณ์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี ในวันที่ 25 มกราคม ของทุกปี]
 
 
 
เมื่อได้พบเมียนมาร์เชื้อสายรามัญ เรายินดีราวกับได้พบเครือญาติ พวกเขาเหล่านั้นก็เช่นกัน ต่างถามไถ่ทุกข์สุขราวกับไม่ได้พบกันมานานแสนนาน
 
ครั้นมีเวลาเป็นของตัวเอง หวลนึกถึงภาพเหล่านั้นคราใด ก็อดไม่ได้ที่จะบอกตนเองว่า เกือบไป…
เกือบไปแล้วที่เราจะได้เป็นเมียนมาร์เชื้อสายสยามไทย…
ที่ยามหายใจแต่ละทีต้องคอยเหลือบตามองผู้เป็น นาย และ พวกพ้องของนาย
 
ถ้าไม่ด้วยพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ทรงกอบกู้เอกราช นำอิสรภาพกลับคืนสู่ทุกชีวิตชาวสยาม เมื่อสองครั้งกระโน้น
 
 
 
เจ้าพี่จะยืนอยู่ใยในร่มไม้เล่า ขอเชิญออกมาทำยุทธหัตถีด้วยกันให้เป็นเกียรติยศไว้ในแผ่นดินเถิด
ด้วยภายหน้าต่อไปจักไม่มีพระเจ้าแผ่นดินที่จะกระทำยุทธหัตถีแล้ว
 
 
ตราบจนถึงปัจจุบัน พระร่มฉัตรและพระบารมีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็ยังคงแผ่ปกคลุมไปทั่ว กินบริเวณกว้างใหญ่ไพศาลข้ามเทือกเขาไปถึงฝั่งโน้น
 
สังเกตได้ชัดเจนจากความหวั่นเกรงปนชื่นชมในแววตาของชาวเมียนมาร์เมื่อได้ยินเพียงคำว่า ไทย…
พวกเขาจะนึกย้อนกลับไปถึงสมเด็จพระองค์ดำผู้ทรงมีพระสติปัญญาเฉลียวฉลาดเก่งกาจกล้าหาญและมีน้ำใจ
 
ทหารไทยใหญ่หรือฉานอันเป็นชนกลุ่มน้อยของเมียนมาร์ ยามออกศึกยังคงต้องทำพิธีขอพระบารมีของพระองค์ดำเป็นที่พึ่ง…
ตั้งสมาธิให้มั่นกำหนดจิตรำลึกถึงพระองค์เพื่อให้จิตใจเข้มแข็งเด็ดขาดห้าวหาญ… ทุกครั้งไป
 
 
กับสยามไทยเอง พงศาวดารฉบับหนึ่งเล่าว่า เมื่อคราวเสียกรุงฯครั้งที่สอง พระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรซึ่งประดิษฐานอยู่ในวังได้ส่งเสียงกระทืบพระบาทดังสนั่นไปทั่วทั้ง 4 ทิศ คาดว่าพระองค์คงทรงพิโรธสุดประมาณ
 
พระองค์ไม่ทรงเสด็จละทิ้งแผ่นดินสยามไปไหน พระองค์ยังคงคอยปกปักรักษาดูแลแผ่นดินด้วยความห่วงใยตลอดมา…
ในยามศึกสงคราม พระวิญญานของพระองค์ประทับอยู่ในสายเลือดทหารไทยทุกคน… พร้อมรบอย่างไม่กลัวตายดุจเดียวกับเหล่าทหารกล้าในสมัยอยุธยาของพระองค์
หมายเหตุ
วันจันทร์ แรม 2 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง สมัยก่อนเคยคำนวณว่าตรงกับวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2135 ทางราชการได้กำหนดให้วันที่ 25 มกราคมเป็นวันกองทัพไทย
แต่จากการคำนวณใหม่ตามแบบปฏิทินเกรกอเรี่ยนเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ได้ทราบว่าแท้จริงแล้วตรงกับวันที่ 18 มกราคม ทางราชการจึงมีประกาศใหม่ให้วันที่ 18 มกราคมเป็นวันกองทัพไทย
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

 

 

มวลมหาประชาชนไทย 9.12.13

 

วันนี้เมื่อเวลาประเทศไทย 9:39 น.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตามดูภาพบบางส่วนกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

และก่อนหน้านี้ไม่กี่วันก็มีประมาณนี้…อันเป็นที่ประทับอกประทับใจมวลมหาประชาชนพลโลกมาแล้ว…

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ติดตามภาพมวลมหาทายาทรับมอบพระราชอำนาจจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่7ใส่เกล้าใส่กระหม่อม ต่อได้ที่นี่ค่ะ …

 

http://www.facebook.com/hashtag/thaiuprising

 

 

 

 

 

 

ขอบคุณภาพทุกภาพจากอินเตอร์เน็ต

 

 

httpv://new.livestream.com/fmtv-live/24live

 

 

 

 

ขอขอบคุณทีมงานเอ็มบล็อกทุกท่านมากค่ะ

 

 

 

 

 

 

ล่องอียาวดี

 

สุริยันลาวันลับ แต่จันทร์และดวงดาราน้อยใหญ่ก็ไม่ปล่อยให้พวกเราในเรือลำเดียวกันเงียบเหงาเกินไปกับเสียงกบเขียดอึ่งอ่างและอื่นๆที่เราไม่รู้จัก
เสียงสวบสาบบนท้องทุ่งจากหนุ่มๆพม่าเปลี่ยนเป็นเสียงเฮเมื่อแทงกบ เอ้ย
ปักหลักให้เรือเรายึดไม่ลอยคว้างไปไหนในค่ำคืนนั้นได้สำเร็จ
ท่ามกลางเสียงระงมของบรรดาสรรพชีวิตทั้งในน้ำ บนบก อากาศ และครึ่งบกครึ่งน้ำ…
พวกเราหยุดผจญภัยนั่งล้อมวงหม่ำมื้อเย็นใต้แสงเทียนฝีมือแม่ครัวที่แอบดูกี่ทีก็พ่อครัวมากกว่า อย่างเอร็ดอร่อยราวกับหิวโหยกันมากมายทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรเลยมาทั้งวันนอกจากนั่งนอนยืนเดินกินลมชมธรรมชาติฟังเสียงวิหกนกเค้าคูขันกันสนั่นเจื้อยแจ้วมาตลอดสองฟากฝั่งแม่น้ำอียาวดี
 
 
 
นกเค้าเยอะเจงๆ ไม่รู้นกอะไรต่อนกอะไร
 
“รังนกพวกนี้อยู่ที่ไหนเนาะ” เสียงถามแหวกขึ้นมาท่ามกลางเสียงบรรเลงเซ็งแซ่ของเหล่าวิหค
 
 
 
และไม่ต้องรอให้ใครตอบ กัปตันเหมือนจะได้ยินซะเอง ก็เลยวาดหัวเรือเข้าใกล้ฝั่งให้เห็นกันจะๆ…
 
“วู้ววว ถามโง่ๆ” เสียงเดียวกันเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
 
 
 

 

 

[เรือใหญ่บรรทุกท่อนซุงที่ประมูลได้ไปขายต่อที่ย่างกุ้ง]

 

[บรรดาเรือกำลังร่อนหาทองคำในแม่น้ำ]
อาหารคาวที่ไม่เคยกินที่ไหนมาก่อนถูกกวาดเรียบลงกระเพาะของทุกคนภายในเวลาที่สมควร
ผลไม้ถูกจัดเสิร์ฟตามมาติดๆชนิดไม่มีช่องไฟเว้นวรรค
พวกเราเริ่มคุยเริ่มแลกเปลี่ยนประสพการณ์การเดินทางในที่ต่างๆและตามด้วยเรื่องเล่าส่วนตัวที่ปิดบังไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร…
 
 


[ตรงนี้ถ้าไม่ใช่ลานสาวกอดเมียนมาร์ ก็น่าจะเป็นบริเวณที่กำลังทำพิธีทางศาสนาพุทธ]


[หนูน้อยเมียนมาร์ลุกขึ้นยืนโบกมือทักทายชาวต่างชาติ]
 
 
“คุณแม่คุณหมอท่านเป็นสุภาพสตรียุควิคตอเรี่ยน ท่านกับคุณพ่อพบกันโดยบังเอิญบนเรือที่มุ่งหน้าสู่อินเดีย
สมัยนั้นสุภาพสตรีอังกฤษถ้าอายุเลยยี่สิบห้าแล้วยังไม่มีคู่ โดยมากจะลงเรือไปหาคู่กันที่นั่น
ตอนนั้นเค้าเรียกค่ายทหารที่นั่นว่า เว็ดดิ้งมาร์เก็ต
แต่ก่อนไปก็จะมีนายหน้าเอ้ยแม่สื่อแม่ชักแนะนำให้ติดต่อรู้จักกันซะก่อนทางจดหมาย และญาติผู้ใหญ่ที่เหลืออยู่ของคุณแม่คุณหมอก็ได้ใช้บริการนี้จนพอใจกันทั้งสองฝ่าย จึงตกลงรับหมั้นกับว่าที่สามีซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ทางโน้น
หลังจากหมั้นกันแล้ว คุณแม่คุณหมอก็ออกเดินทางเพื่อไปเข้าพิธีแต่งงาน
แต่ก็นะ…
บุพเพสันนิวาสของท่านเพิ่งออกตัว ช่างชักช้าซะเหลือเกิน
ระหว่างที่คุณแม่กำลังจะลงเรือ ก็พอดีได้รับความช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆจากคุณพ่อซึ่งกำลังจะเดินทางไปรับตำแหน่งใหม่เป็นหมอประจำค่ายทหารที่อินเดียเหมือนกัน
ทั้งคู่ก็เลยได้เริ่มรู้จักกันนับแต่นั้น และได้คบหาเรียนรู้ซึ่งกันและกันไปอย่างไม่ตั้งใจตลอดการเดินทางที่ยาวนานนับเดือนบนเรือลำนั้น
ครั้นถึงอินเดีย คุณแม่ก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว… ยกเลิกการหมั้นหมายและการแต่งงานกับคู่หมั้น ทันที”
 
 

 

[เรือคู่ชีพใช้ตก เอ้ย ร่อนหาทองคำในแม่น้ำ]

 

[เหมือนชนบทที่เมืองไทย]

 

[กิจกรรมยามสายของชาวบ้านเมียนมาร์]

 

[อาบน้ำกันข้างสุสานที่คล้ายกับของชาวโรมันมากๆ]

 

[พาหนะชาวบ้าน สวยดี]

 

 

[สัตว์เลี้ยงของชาวบ้าน เพิ่งเห็นว่าที่นี่เค้าเลี้ยงแกะด้วย]

 

 

 

[กำลังหาทองคำ]

 

[ชาวบ้านสานเสื่อเป็นฝาบ้าน]

 

[ท่อนซุงไม้สักลอยน้ำจำนวนมากลากลงมาจากในป่า กำลังรอให้เรือใหญ่มาประมูลแข่งราคากัน]

 

 

[ก่อนเปิดประเทศ บรรดาเจดีย์น้อยใหญ่ทั่วประเทศล้วนมีสีขาว]

 

[แล้ววันหนึ่งท่านผู้นำก็สั่งให้ทาสีทองให้หมด]

 

[หมู่บ้านปั้นหม้อที่มีความสำคัญเพราะเป็นหมู่บ้านที่กองทัพอังฤษใช้เป็นที่ประกาศชัยชนะเหนือกองทัพพระเจ้าสีป่อ]

 

[เห็นแล้วทำให้คิดว่าพวกเค้าอาจมีความเกี่ยวพันกับกลุ่มช่างปั้นหม้อที่เมืองไทย]

 

 

 
เรื่องจริงไม่อิงนิยายฉบับไหนที่ได้ยินด้วยตัวเองคราวนี้ เราถึงกับฟินนนนซ้า…
ช่างเป็นเรื่องที่ช่วยส่งเสริมเรื่องราวในวรรณกรรมใหม่เล่มหนึ่งที่เราเพิ่งชอบเป็นนักหนา… 
 
 
 
[เครื่องมือหาทองคำของชาวบ้าน]

 

[ถ้าเจ้าของยังไม่เดือดร้อนต้องใช้เงิน เครื่องมือเหล่านี้ก็จะจอดทิ้งไว้เฉยๆ]

 

 
แล้วเราก็ค่อยๆหันหน้าไปมองคุณหมอที่กำลังออกอาการง่วงอย่างชื่นชม 
และก่อนที่ท่านจะขอตัวไปพักผ่อนก่อนใคร ท่านก็กรุณาเล่าเสริมถึงชีวิตในวัยเด็กของท่านกับพี่ชายภายใต้การฟูมฟักของคุณแม่ระหว่างที่คุณพ่อต้องไปรับราชการยามสงครามโลกณ.แดนไกลโพ้นให้ฟัง
ท่านคงคิดถึงคุณพ่อกับคุณแม่ของท่านขึ้นมาในตอนนั้นอย่างจับใจเหมือนกัน
 
 
[อุตสาหกรรมป่าไม้ที่ถูกต้องตามกฏหมายของเมียนมาร์]
 
หลังจากนั้น เราเอง ท่ามกลางความมืดสนิทที่มีเพียงแสงดาวเคล้าแสงจันทร์ สัมผัสสายลมแม่น้ำพัดมาเอื่อยๆเย็นๆ  เสียงระงมแข่งกันร้องบรรเลงขับกล่อมของกบเขียดอึ่งอ่างค้างคาวแหวกเวหา ก็หาได้หลับลงไปง่ายๆไม่ 
 
 
[สงสัยจังว่าคณะศรัทธาจากที่ไหนหนอที่ดั้นด้นมาถึงที่นี่]
 
ด้วยคิดอยากจะอ่านหนังสือก่อนนอน อันเป็นตอนท้ายเล่มของวรรณกรรม “บูรพา”
จำได้ว่าท่านว.วินิจฉัยกุล ได้เล่าถึง ”ชีวิตชาววิคตอเรี่ยน“ อย่างย่อๆแทรกไว้ให้เป็นความรู้ประดับสติปัญญาและใช้ประกอบการอ่านเพื่อความเข้าใจวรรณกรรมสุดยอดเล่มนี้ของท่าน
 
 
 
[แม่น้ำที่อุดมด้วยสายแร่ทองคำ แม่น้ำที่นำส่งความมั่งคั่งแก่เกรทบริทเทนในอดีต แม่น้ำที่เมียนมาร์เป็นเจ้าของแต่ผู้เดียว… Ayeyarwady river]
::
::
::
::
:
เรื่องย่อ ชีวิตชาววิคตอเรี่ยน   http://septimustidbits.blogspot.com.au/2013/10/blog-post_26.html

 

 

 

 
[ยามเช้าราว 6 โมงของตะละแม่ LOL..]

ขอบคุณท่านมาสเตอร์เทพบุตรฯเจ้าค่ะ เพลงเปิ้นก็ม่วนหลายนะคะ ฟังแล้วฮึกเหิม(เอ๊ะ ยังไง) ตะละแม่กุสุมาต้องปลื้มมมมใจมวากเรยค่ะ ฮาฮาฮา…

อ่ะอ่ะอ่ะ ท่านพูดแล้วไม่คืนคำนะคะ สัญญาต้องเป็นสัญญาาาาาา…

ขอบคุณคุณTanetpol มากค่ะ ข้าเจ้ามีกำลังใจโม้ได้อีกเยอะเลยค่ะ ^^

เรามารื่นอภิรมย์ด้วยกันคะคุณนก สุขแบบพอเพียงเป็นอย่างนี้นี่เองนะคะ LOL..

SAM_3656

^^   xxx

ขอบพระคุณคุณพี่…สมาร์ทเลดี้ตัวจริงแห่งสยามไทย…สำหรับ River of Life มากๆๆๆๆค่ะ จุ๊บจุ๊บ..

 

Kasem Patomsakuldee

ชอบ อยากไป
คงต้องรีบนิดนึงคะคุณเกษม ก่อนที่ความงามอันบริสุทธิ์จะถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักรเครื่องยนต์หมดคะ
ขอขอบคุณทีมงานเอ็มบล็อกมากค่ะ

รักของแอนดรอยด์

 

 

“น้ารอย… น้ารอย” เด็กชายเขย่ามือผู้ชายร่างใหญ่ที่มาด้วยกันอย่างตื่นเต้น
 
“เราอยากจะไปห้องไหนก่อนล่ะ” ชายหนุ่มหน้าตาคมสันก้มลงถามเด็กชายพร้อมกับยิ้มละไม “ห้องประวัติศาสตร์ ห้องมานุษยวิทยา ห้องรัตนโกสินทร์ ห้องหมู่ดาว ห้องวิวัฒนาการของผู้ปกครองมนุษย์… ก้อนดินอยากไปห้องไหนก่อนดี”
 
“ไปห้องไดโนเสาร์ก่อนดีกว่าน้ารอย” เด็กชายก้อนดินตอบเสียงดัง —
 
“ว้า น้านึกว่าเราอยากดูอะไรที่ทันสมัยเสียอีก จะไปดูทำไมนะกับห้องโบราณอย่างนั้น เคยดูของจริงมาตั้งหลายหนแล้ว” น้าชายของเขาเกาศรีษะงุนงง
 
“แหมน้า” เด็กชายส่งเสียงอุทธรณ์ “ไม่เหมือนกันสักหน่อย ของที่สร้างใหม่ในสวนสัตว์กับของจริงในสมัยก่อนจะไปเหมือนกันได้อย่างไร โครงกระดูกพวกนั้นครั้งหนึ่งเคยมีชีวิตจริงๆนะน้ารอย”
 
“มันก็มาจากเซลล์เดียวกันนั่นแหละ ไอ้ไดโนเสาร์ในสวนสัตว์ก็โคลนนิ่งมาจากเซลล์ที่เก็บมาจากโครงกระดูกทั้งนั้น” น้าชายหัวเราะขัน —
 
เด็กชายก้อนดินปล่อยตัวให้เลื่อนไปตามทางเลื่อนด้วยความสนุกสนาน เขาจ้องมองภาพและเรื่องราวที่จัดแสดงอยู่บนบอร์ด 3 มิติและตู้กระจกด้วยความสนใจ
ทางเลื่อนจะหยุดเป็นระยะเมื่อเด็กชายยกมือขึ้นแตะกระจก ต่อเมื่อเด็กชายชมเรื่องราวต่างๆในตู้จัดแสดงจนเป็นที่พอใจและยกมือออกจากกระจกแล้วนั่นแหละทางเดินจึงจะเคลื่อนตัวต่อไปข้างหน้า
ห้องไดโนเสาร์น่าสนใจจริงๆอย่างที่ขนนกแดงบอก
เด็กชายชอบเรื่องราวของไดโนเสาร์และวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ในขณะที่เพื่อนมนุษย์คนอื่นๆของเขาเห็นว่าเรื่องเหล่านี้โบราณคร่ำครึ วิชาประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการเป็นวิชาที่แทบจะไม่มีใครในโรงเรียนเลือกเรียน เด็กส่วนใหญ่ในโรงเรียนของเขามักจะเลือกเรียนในวิชาที่รู้ว่าเรียนไปแล้วจะทำให้มีอนาคตที่ดีเช่น
เรียนรู้เรื่องราวกลไกและเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆรวมไปถึงการซ่อมแซมอะไหล่แอนดรอยด์
วิชาเหล่านั้นเรียนไปไม่มีวันตกงานแน่นอน มันเป็นวิชายอดนิยมที่มนุษย์อยากให้ลูกเรียนเพราะจะได้ไปรับใช้แอนดรอยด์ได้อย่างถูกใจ—
ทางเดินยังคงเลื่อนไปเรื่อยๆเพราะก้อนดินไม่ได้แตะกระจกของตู้จัดแสดงอีก เขามองภาพของไดโนเสาร์ต่างๆ ค่อยๆเลื่อนผ่านไป
แม้เคยเห็นสัตว์เหล่านั้นในสวนสัตว์ หากเด็กชายไม่เคยชื่นชม เขาว่าสัตว์ที่มีกำเนิดมาจากการโคลนนิ่ง ยังไงก็ไม่มีวันเหมือนของจริงไปได้ ดีเอ็นเอที่พวกนักวิทยาศาสตร์โคลนนิ่งมาจากฟอสซิลนั้น ให้อย่างไรก็ไม่มีความสมบูรณ์เหมือนดีเอ็นเอต้นฉบับ
ไตรเซอราทอพส์ โคลนนิ่งในสวนสัตว์จึงมีเพียง 1 นอและ 1 เขา แทนที่จะมี 1 นอกับอีก 2 ขา เหมือนอย่างบรรพบุรุษของพวกมัน—
ทางเลื่อนผ่านมาจนถึงห้องแสดงกำเนิดของไดโนเสาร์และตู้นิทรรศการใหญ่ตรงหน้าดึงความสนใจจากเด็กชายมากกว่าตู้อื่นใด ด้วยมีไข่ไดโนเสาร์สีเงินยวงขนาดใหญ่ที่จัดแสดงเอาไว้อยู่ตรงกลางตู้ แลเห็นเด่นเป็นสง่า ป้ายดิจิทัลที่มีตัวหนังสือเหนือกระจกบอกข้อมูลเพียงว่า เป็นไข่ไดโนเสาร์ที่ค้นพบกลางกรุงเทพมหานครเมื่อหลายปีก่อนโดยบังเอิญ ตอนที่เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่และเปลือกโลกดันเอาไข่ฟองยักษ์ให้โผล่ขึ้นมา—
 
 
และขณะที่เด็กชายกำลังยืนมองโน่นมองนี่ด้วยความสนใจอยู่นั่นเอง เขาก็รู้สึกเหมือนกับว่าไข่ยักษ์สีเงินยวงฟองนั้นกำลังสั่นไหว…แรกทีเดียวเด็กชายคิดว่าตัวเองตาฝาด ก้อนดินจึงหันมาจ้องไข่ไดโนเสาร์ใบนั้นอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็พบว่า— มันขยับได้จริงๆ… ก้อนดินอ้าปากค้าง—
 
ไข่ยักษ์สูงราว 2 เมตร เปลือกสีเงินยวง กำลังสั่นสะเทือนมากขึ้นทุกขณะ ก่อนจะกลิ้งตกลงมาจากแท่นซึ่งตั้งอยู่— ไข่ใบนั้นกลิ้งหลุนๆลงมาจากแท่นวาง กระแทกเข้ากับกระจกหนาของตู้นิทรรศการ ก่อนจะเกิดเสียงดังแครก…และไข่ใบนั้นก็แตกออกเป็น 2 เสี่ยงพร้อมกับละไอขาวขุ่นฟุ้งกระจายออกมาจากใจกลางของไข่นั้น!
“กุหลาบ”
เสียงเรียกด้วยความตื่นตระหนกของชายหนุ่มร่างสูงสง่าที่เปิดประตูผลัวะเข้ามา ทำให้รอยและหญิงสาวที่นั่งอยู่บนเตียงต้องรีบผละออกจากกัน
 
“ไทตรอน”
โรสิตายกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกใจ ไม่นึกว่าคนที่โผล่พรวดเข้ามาในห้องคนไข้จะเป็น 1 ใน 3 แอนดรอยด์พี่น้อง
 
“รอน”
ไทตรอนชะงักไปเช่นกัน โดยปกติแล้วแอนดรอยด์ทั้งหมดไม่เคยสนใจจดจำชื่อเสียงเรียงนามของมนุษย์เพราะเปรียบไปแล้วมนุษย์ก็คือเศษเถ้าธุลีที่ไม่มีความสำคัญ
แต่ในกรณีของรอยเป็นข้อยกเว้น
มนุษย์ผู้ชายคนนี้กับครอบครัวของเขาเคยก่อความเดือดร้อนให้กับสังคมแอนดรอยด์มาแล้วในอดีต ทั้งยังมีแนวโน้มว่าจะก่อซ้ำขึ้นอีกในอนาคต
ดังนั้นชื่อของเขาจึงเป็นชื่อที่แอนดรอยด์ทั้งหลายรู้จักกันดีโดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่โฮโมซาเปี้ยนเพศหญิงหนีออกไปจากพิพิธภัณฑ์และรอดเงื้อมมือหุ่นยนต์ล่าสังหารไปได้ รอยและครอบครัวของเขาก็เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อีกครั้ง
 
“ไทตรอน”
รอยร้องคราง เขาตกใจจนหน้าซีดเหมือนกับโรสิตา ด้วยไม่คิดว่าแอนดรอยด์ผู้นำสูงสุดมีอำนาจระดับสองรองจากจักรพรรดิหุ่นยนต์จะโผล่มาที่โรงพยาบาลด้วยตนเองในเวลาวิกาลเช่นนี้
 
“กุหลาบ…เร็วเข้า เราต้องรีบไปกันเดี๋ยวนี้แล้ว”
ไทตรอนเก็บความสงสัยและคำถามทั้งหมดไว้ก่อน ด้วยเวลานี้มีเรื่องสำคัญยิ่งกว่า เขาไม่รอคำตอบจากหญิงสาวที่มีสีหน้างุนงง ไม่สนใจว่ามนุษย์ชื่อรอยจะมีปฏิกิริยาอย่างไร เพราะทันทีที่พูดจบไทตรอนก็ตรงเข้ามาดึงแขนให้โรสิตาลุกขึ้นทันที
 
“ไม่ค่ะ ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้น…”
โรสิตารีบปฏิเสธ เธอพยายามผลักไสเขาให้ปล่อยมือ เป็นอีกครั้งที่เธอได้สัมผัสกับไทตรอนอย่างใกล้ชิด ถ้ารอยไม่ย้ำว่านี่คือแอนดรอยด์ไม่ใช่มนุษย์ โรสิตาจะไม่มีวันแยกได้เลย เพราะผิวหนังและสัมผัสของไทตรอนไม่ต่างอันใดกับชายหนุ่มที่มีเลือดเนื้อและชีวิต
กำไลโลหะ แหล่งพลังงานของแอนดรอยด์บนข้อมือของไทตรอนสะท้อนแสงนวลจากเพดานเป็นประกาย
 
“ปล่อยฉันนะ…แค่ก แค่ก…” หล่อนยังอ่อนเพลียและรู้สึกมึนศรีษะ
 
“ไม่ได้ เราต้องไปกันเดี๋ยวนี้” ไทตรอนย้ำเสียงเข้มพร้อมกับพยายามลากตัวโรสิตาลงจากเตียงคนไข้ให้ได้
 
“เดี๋ยวก่อน” รอยตรงเข้ามากระชากแขนของไทตรอนด้วยความตกใจ พวกมันคงจะรู้เรื่องหมดแล้ว “จะพาเธอไปไหน”
 
“ไม่ใช่เรื่องของเจ้า” นัยน์ตาของไทตรอนที่มองมายังรอยเต็มไปด้วยความรังเกียจ
 
“กุหลาบคือน้องสาวของเรา เพราะฉะนั้นท่านจะพาเธอไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น” รอยอ้าง
 
“เลิกโกหกได้แล้วรอย” คราวนี้ไทตรอนยอมปล่อยมือจากโรสิตา “ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่น้องสาวของท่าน ไม่ใช่น้องสาวของเมฆา ไม่มีความเกี่ยวดองอะไรกับพวกท่านด้วยซ้ำ”
ไทตรอนเป็นผู้ควบคุมระบบทะเบียนมนุษย์เขาได้ระดมหุ่นยนต์ทั้งแผนกให้มาช่วยกันตรวจสอบข้อมูลครอบครัวของรอยและเมฆาโดยละเอียด
 
“ไม่เคยมีมนุษย์ชื่อกุหลาบอยู่ในนิคม ไม่มีมนุษย์ชื่อกุหลาบในต่างจังหวัด ผู้หญิงคนนี้เป็นคนอื่นแต่มาสวมใช้ชื่อกุหลาบและใช้บัตรประจำตัวปลอม”
ไทตรอนย้ำช้าๆชัดๆ
 
 
รอยขยับเข้าใกล้หญิงสาว ท่าทางเขาเตรียมพร้อมป้องกันเธออย่างเต็มที่ หากไทตรอนกล้ายืนยันด้วยตัวเองเช่นนี้ นั่นหมายถึงแอนดรอยด์ผู้ควบคุมบัญชีมนุษย์ย่อมรู้หมดทุกอย่างแล้ว และเมื่อไทตรอนรู้ ก็หมายความว่าพี่ของเขาอีก 2 คนและจักรพรรดิแอนดรอยด์ย่อมต้องรู้เรื่องนี้เช่นกัน
 
“เราจะไม่ถามท่านล่ะนะว่าท่านทำให้ชื่อกุหลาบไปปรากฏในโปรแกรมรายชื่อมนุษย์ได้อย่างไร เรื่องนั้นเราจะมาสะสางกันภายหลัง แต่ตอนนี้กุหลาบต้องไปกับเราก่อน ขืนปล่อยกุหลาบไว้ที่นี่ เธอไม่รอดแน่”
 
“หมายความว่ายังไง” ประโยคของไทตรอนทำให้รอยถึงกับชะงักไป
 
“หมายความว่าผลตรวจเลือดของกุหลาบออกมาแล้ว” ไทตรอนว่า ดวงหน้าที่เคยเรียบเฉยปราศจากอารมณ์และความรู้สึก มีแววกังวลฉายขึ้นมาวูบหนึ่งให้โรสิตาสังเกตเห็นได้ นอกจากรอยกังวลในหน่วยตาที่เปล่งประกายได้ดุจดวงดาวแล้ว หญิงสาวยังเห็นเขาขมวดคิ้วมุ่นเหมือนมนุษย์อีกด้วย
ถึงจะหน้านิ่วคิ้วขมวด ไทตรอนก็ยังหล่ออยู่ดี ในปีพ.ศ. 2554 ที่โรสิตาจากมา หน้าตาท่าทางและบุคลิกแบบไทตรอนนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “หล่อขั้นเทพ”
 
แอนตรอน เตตรอน และไทตรอน 3พี่น้องแอนดรอยด์ถูกออกแบบให้มีคุณสมบัติที่ดีที่สุดในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหน้าตา รูปร่างที่ได้สัดส่วน กล้ามเนื้อส่วนอก เอวคอดกิ่ว หน้าท้องแบนราบ งดงามสมเป็นแอนดรอยด์เพศชาย รวมไปถึงสติปัญญาอันเฉลียวฉลาดและสมองกลที่ประมวลผลได้อย่างรวดเร็วว่องไว
 
“ดีเอ็นเอในเลือดบ่งบอกว่าเธอคนนี้คือ โฮโมซาเปี้ยน ไม่ใช่โฮโมฮิวมาเนี่ยน เหมือนอย่างพวกท่าน” ดวงตาของไทตรอนที่มองมายังรอยเต็มไปด้วยความรังเกียจ
 
“ตอนนี้จักรพรรดิได้รับรายงานจากเตตรอนและแอนตรอนเรียบร้อยแล้ว” ประโยคเรียบง่ายของไทตรอนทำให้เลือดในกายของรอยเย็นเฉียบขึ้นในทันใด
แต่โรสิตากลับไม่มีที่ท่าตกใจเท่าเขาอาจจะเพราะเธอไม่เคยรับรู้ถึงความโหดร้ายของพวกหุ่นยนต์ที่มีต่อพวกมนุษย์
 
“จักรพรรดิมีบัญชาให้แอนตรอนและเตตรอนพาลูกน้องมานำตัวผู้หญิงคนนี้ไป…เอ้อ…” ไทตรอนหันมาทางโรสิตา ประโยคถัดมาแผ่วเบาอยู่ในลำคอของเขา   “ทำลาย”
 
“ได้ยังไงกัน” รอยท้วง “ปกติการจะประหารมนุษย์สักคนต้องผ่านมติสภาแอนดรอยด์ก่อนนี่นา”
 
 
“โดยหลักการควรเป็นเช่นนั้น” ไทตรอนหน้าเครียด
“แต่กรณีของกุหลาบถือเป็นภัยอันตรายอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงของอริยะนคร ดังนั้นจักรพรรดิแอนดรอยด์จึงใช้สิทธิ์พิเศษในการสั่งสังหารทันที”
 
“ท่านเลยมาที่นี่เพื่อนำตัวกุหลาบไปทำลายด้วยตัวเองอย่างนั้นหรือ” รอยยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับไทตรอนอย่างไร
 
 
“แต่เรามาที่นี่เพื่อช่วย…กุหลาบ”
 
“อะไรนะ” รอยร้องเสียงหลง ไทตรอนต้องประสาทกลับไปแล้ว แอนดรอยด์ทุกตัวถูกตั้งโปรแกรมให้ทำตามคำสั่งของจักรพรรดิ แอนดรอยด์ทุกตัวต่างมีหน้าที่
และหน้าที่ที่สำคัญที่สุดก็คือรับคำสั่งจากผู้ที่อยู่ในระดับเหนือขึ้นไป   จะมีก็แต่พวกมนุษย์เท่านั้นที่สามารถทำอะไรได้ตามชอบใจ แม้จะถูกสั่งก็ยังกล้าพอจะขัดคำสั่ง แล้วนี่เกิดอะไรขึ้นกับไทตรอน โปรแกรมของเขาลัดวงจรหรืออย่างไร แอนดรอยด์น้องสุดท้องจึงมาที่นี่เพื่อช่วย โร สิ ตา
 
 
“แต่พวกเขาก็จะจับตัวเราได้ในที่สุด” รอยยังเป็นกังวล
 
“แล้วจะนั่งอยู่เฉยๆรอให้ถูกจับตัวหรือยังไง” ไทตรอนเสียงเข้มขึ้นด้วยหงุดหงิดในความช่างคิดของพวกมนุษย์ สมองกลของเขาประมวลผลออกมาแล้วว่า หากหนีตอนนี้มีโอกาสรอดสูงถึง 80.75แต่ถ้ามัวแต่ชักช้ารอให้แอนตรอนและเตตรอนกับกองทัพหุ่นล่าสังหารเดินทางมาถึงล่ะก็ โอกาสหนีรอดจะมีไม่ถึง 1.25%
 
 
โชคดีที่เวลานี้เป็นยามวิกาล ภายในเมืองของแอนดรอยด์จึงมีแต่ความเงียบสงัดราวกับเป็นเมืองร้าง—
“เราจะไปไหนกันคะ รอย” โรสิตากระซิบถาม
 
“ผมก็ไม่รู้ แต่ท่าทางเขาอยากช่วยคุณจริงๆนะ” รอยส่ายหน้าอย่างจนปัญญา เดาไม่ออกว่าไทตรอนจะพาหนีไปที่ไหน
 
“ทำแบบนี้เขาก็เท่ากับเป็นกบฏสิคะ ถ้าถูกจับได้คงแย่แน่ๆ”
 
“ผมก็แปลกใจเหมือนกัน”
 
หากยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ ไทตรอนก็พาพวกเขามาหยุดอยู่ที่หน้าอาคารสูงเสียดฟ้าแห่งหนึ่ง—
“บ้านของเราเอง พักอยู่ที่นี่น่าจะปลอดภัยกว่าหนีไปที่อื่น แอนตรอนและเตตรอนไม่กล้าบุกเข้ามาค้นแน่… อย่างน้อยก็ระยะหนึ่ง” น้ำเสียงของไทตรอนราบเรียบไม่แสดงความรู้สึกใดๆ หากดวงตาของเขากลับตรงกันข้าม
 
โรสิตารีบผละออกจากอ้อมอกของรอยอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นแววตาเจ็บปวดของไทตรอนที่มองจ้องมา
 
 
ก่อนไทตรอนจะออกไป เขากำชับให้รอยและโรสิตาซ่อนตัวอยู่ในบ้านอย่าออกไปนอกบริเวณจนกว่าเขาจะกลับมา
รอยสังเกตเห็นสายตาของไทตรอนที่มองโรสิตานั้นเต็มไปด้วยความห่วงใย แอนดรอยด์ไม่ควรมีความรู้สึกใดๆ…นี่เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทุกอย่างถึงได้กลับตาลปัตรไปถึงเพียงนี้
 
…ไทตรอนกำลังหลงรักโรสิตาอย่างนั้นหรือ…
 
จะเป็นไปได้อย่างไร แอนดรอยด์ผู้สูงส่งจะเกิดมีความรักกับมนุษย์ผู้ต่ำต้อยด้อยค่าไร้ศักดิ์ศรียิ่งกว่าธุลีดิน
 
 
“ลองติดต่อเพื่อนมิครอยด์ของคุณให้ช่วยแปลงโฉมเราอีกครั้งได้ไหมคะ พวกแอนดรอยด์จะได้จำเราไม่ได้” โรสิตาพยายามนึกหาหนทางเอาตัวรอด
 
“เสี่ยงเกินไป เราไม่ควรใช้วิธีนี้บ่อย ยิ่งตอนนี้พวกแอนดรอยด์จับได้วาคุณคือโฮโมซาเปี้ยน…แอนตรอนและเตตรอนจะต้องตามล่ามิครอยด์มนุษย์แมลงเพื่อนของผมที่แปลงโฉมให้คุณกลายเป็นโฮโมฮิวมาเนี่ยนได้อย่างแนบเนียนแทบพลิกแผ่นดิน”
 
“เป็นเพราะฉันคนเดียว ทุกคนเลยพลอยเดือดร้อนไปด้วย”
 
“ไม่ใช่เพราะคุณหรอก…โรสิตา” รอยเดินมานั่งข้างๆหญิงสาว…
“เป็นเรื่องขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับแอนดรอยด์ที่มีมานานหลายร้อยปีต่างหาก คุณเป็นเพียงคนกระตุ้นให้ระเบิดเวลาลูกนี้ปะทุเร็วขึ้นเท่านั้นเอง” น้ำเสียงของรอยเต็มไปด้วยความคับแค้น
เขาล้วงกระเป๋าเอากระดาษแผ่นเล็กที่ฉีกมาจากสมุดบันทึกของเมฆา ส่งให้โรสิตาดู
 
“มนุษย์รอเวลาที่จะปลดแอกตัวเองจากแอนดรอยด์มานานแล้ว นับแต่พวกมันครอบครองโลก กดให้มนุษย์กลายเป็นทาส พวกเราทุกรุ่นล้วนมีความพยายามจะลุกขึ้นมาต่อต้านหุ่นยนต์ หากไม่เคยมีผู้ใดทำได้สำเร็จ”
 
“คุณให้ฉันดูอะไรคะ”
 
“เป็นบันทึกจากการทดลองของเมฆา พี่เขยของผม เขาพยายามจะขยายพันธุ์ไวรัส และผสมไวรัสเข้าไปกับโลหะซึ่งเป็นสารให้พลังงานแก่พวกแอนดรอยด์
เพื่อให้พวกมันในโลกนี้ป่วยเหมือนกับเวลาที่พวกมนุษย์ติดหวัดยังไงยังงั้น — เมฆากับผม เรากำลังวางแผนที่ไม่เคยมีมนุษย์คนใดเคยคิดมาก่อน” น้ำเสียงของรอยฟังดูลึกลับ
 
“แต่ไวรัสเป็นอนุภาคที่มีชีวิตต ส่วนโลหะเป็นสารที่ไม่มีชีวิต คุณจะผสมของสองอย่างเข้าด้วยกันได้อย่างไร” วิชาวิทยาศาสตร์ที่เธอเคยเรียนมาสอนไว้อย่างนั้น
 
“ในปีพ.ศ. 2554 ของคุณทำอย่างนั้นไม่ได้ แต่ในยุคของผม สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรง” 
“เพราะเหตุนี้แอนดรอยด์ถึงเอาตัวพี่เมฆาไปทำลาย และจ้องจับตามองพฤติกรรมของคุณมาโดยตลอด”
 
“น่าเสียดายที่การทดลองครั้งที่แล้วผิดพลาด รหัสไวรัสที่พวกผมถอดออกมาได้ไม่สามารถผสมกลมกลืนกับโลหะในลำธารได้เป็นหนึ่งเดียว เมื่อนำมาทดลองกับอาสาสมัครก็เลยเกิดเรื่องวุ่น การทดลองล้มเหลวมีอาสาสมัครล้มป่วยและตายไปเป็นจำนวนมาก แอนดรอยด์ก็เลยจับได้—”
 
“ฉันจะช่วยคุณ” โรสิตาบอกทั้งที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะสามารถช่วยอะไรเขาได้
 
“คุณได้ช่วยไปแล้วล่ะ” รอยยิ้มยินดี
 
“ยังไงคะ—“
 
“สูตรโครงสร้างที่เมฆาเขียนมีจุดผิดพลาดหลายแห่ง อย่างเช่นตรงนี้… แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าจะแก้ไขจุดบกพร่องเหล่านั้นอย่างไร ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณที่คุณมาปรากฏตัวพร้อมกับทามะ… ในกระพรวนที่ห้อยคอทามะ ใครบางคนซ่อนสูตรโครงสร้างไวรัส Anti Android-4 ที่สมบูรณ์เอาไว้”
 
“ดอกเตอร์วิจันทร์ ต้องเป็นเขาแน่ๆ” โรสิตาทำตาโต
 
“คนที่คุณเล่าว่าเป็นเจ้าของเครื่องแช่แข็งคุณมาใช่ไหม”
 
“แต่เขาทำเช่นนั้นไปทำไม เหมือนเขาจะรู้อนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นล่ะ” โรสิตาครางเสียงแผ่วในลำคอ
 
“นั่นสิครับ เขารู้อนาคตล่วงหน้าได้อย่างไร” รอยยังขบคิดปริศนาไม่ออก เหมือนกับมีอะไรบางอย่างที่ยังขาดหายไป
 
“ฮ้าด เช้ย…” โรสิตาจาม มีน้ำมูกใสๆไหลยืดออกมาจนเธอต้องยกชายเสื้อขึ้นซับ “ไม่ไหวเลย แบบนี้ต้องเรียกว่าหวัด 2,200 ปีนะคะ เพราะฉันเป็นมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2554 จนถึงปีนี้ พ.ศ. 4754 สองพันกว่าปีแล้วยังไม่หาย ไวรัสพวกนี้หัวดื้อจริงๆ”
 
“เดี๋ยวก่อน โรสิตา… คุณเป็นหวัด… หวัดปีพ.ศ.2554” รอยลุกพรวดขึ้นมาจับบ่าเธอด้วยมือสั่นระริก ท่าทางเขาดีใจมาก
 
“ค่ะ ฉันเป็นหวัด คงติดมาจากอีตาดอกเตอร์วิจันทร์นั่นล่ะค่ะ วันที่เขามาหาฉันจนเกิดเรื่องขึ้นนั้นเขากำลังเป็นหวัดอยู่พอดี” โรสิตามองเขาด้วยสายตางุนงง “มีอะไรหรือเปล่าคะ รอย”
 
“พระเจ้าช่วย ผมคิดว่า ดอกเตอร์วิจันทร์จะต้องรู้อะไรมากกว่าที่ผมและคุณรู้ เขาถึงทำให้คุณติดเชื้อหวัด จากนั้นก็แช่แข็งคุณ พร้อมกับตั้งเวลาให้มาฟื้นที่ปีพ.ศ. 4754 พร้อมกับทามะนี่ยังไงล่ะ”
 
“ไทตรอน” เสียงของเตตรอนที่ดังขึ้นทำให้ไทตรอนต้องละสายตาจากดวงดาวบนฟ้าแล้วหันกลับมามองพี่ชายคนรอง
 
“นั่นกำลังมองอะไรอยู่”ดวงหน้าคร้ามคมของเตตรอนยุ่งเหยิง เขาไม่เข้าใจว่าน้องชายคนเล็กมองหาอะไร
 
“มองดาว” เขาตอบพี่ชายด้วยน้ำเสียงกังวล กระแสไฟฟ้าในร่างเขามันสะดุดๆติดขัดอย่างไรไม่รู้ จะว่าลัดวงจรก็ไม่ใช่แต่มันไหลเวียนไม่เป็นปกติเหมือนเก่า ด้วยเหตุนี้เขาจึงเดินเลี่ยงออกมาหยุดอยู่ที่ริมระเบียง แหงนหน้ามองท้องฟ้า ดวงดาวในค่ำคืนนี้แตกต่างจากดวงดาวในคืนที่ผ่านๆมาโดยสิ้นเชิง
ก่อนหน้าที่จะรู้จักกับผู้หญิงที่รอยตั้งชื่อให้เธอใหม่ว่า “กุหลาบ”
ไทตรอนไม่เคยรู้สึกว่าดวงดาวบนท้องฟ้าสวยงามได้ถึงขนาดนี้ แต่ไหนแต่ไรมาสำหรับเขา ดวงดาวก็คือเทหวัตถุบนฟากฟ้าซึ่งสามารถเคลื่อนที่ไปรอบๆจักรวาล มีขนาดแตกต่างกันไป ใหญ่บ้างเล็กบ้าง บางดวงเพิ่งเกิดได้ไม่กี่พันปี บางดวงเสื่อมสภาพและถูกหลุมดำดูดกลืนหายไป
จนกระทั่งได้พบกับกุหลาบ
เขาเพิ่งจะรู้สึกว่าประกายสุกสกาวของดวงดาวบนท้องฟ้ายามราตรีนั้นเปล่งแสงสว่างได้ไม่ต่างอันใดกับดวงตาคู่งามของโฮโมซาเปี้ยนสาวคนนั้น…
 
ตลอดเวลาที่เตตรอนและไทตรอนสนทนากันนั้น แอนตรอนพี่ชายคนโตไม่เอ่ยอะไรออกมาแม้แต่น้อย เขาเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของน้องชายคนเล็กด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ พร้อมกัน สมองกลของแอนดรอยด์พี่ใหญ่ก็ประมวลผลอะไรบางอย่างออกมาอย่างรวดเร็ว
Intimacy Rate – 35.325
Worrying Rate – 48.963
Jealous Rate – 1.007
Love Ratio – 100
Anger Ratio – 0
อัตราความรักของไทตรอนในขณะนี้พุ่งขึ้นสูงสุดเทียบเท่ากับมนุษย์ผู้ชายซึ่งตกอยู่ในห้วงแห่งความรัก… ไม่น่าเชื่อว่าการทดลองของเขาได้ผลเกินคาด
 
 
เตตรอนละสายตาจากน้องชายของเขามายังพี่ใหญ่ พักหลังนี้ไทตรอนมีพฤติกรรมแปลกๆที่เข้าใจยาก อาจจะถึงเวลาที่จะต้องส่งน้องชายเข้าไปรับการตรวจเช็ควงจรการทำงานเสียแล้วกระมัง อาจมีสายไฟหรือชิพบางตัวเสื่อมก็เป็นได้ ไทตรอนจึงมีท่าทางเหม่อลอยราวกับมนุษย์เช่นนี้
 
 
มนุษย์…เตตรอนขยับริมฝีปากด้วยความหยามหยัน…จะอย่างไรก็คือมนุษย์…วันนี้รัก พรุ่งนี้เกลียด
ความรู้สึกของพวกมนุษย์แปรเปลี่ยนกลับกลายได้ง่ายดายยิ่งกว่าสายลม
แม้จะถูกแอนดรอยด์กำจัดไปจนเกือบสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ หากมนุษย์ก็ยังไม่รู้สึกสำนึก พวกเขายังมีความรัก โลภ โกรธ หลง อิจฉาริษยา รักใคร่เทิดทูน อย่างที่พี่ชายใหญ่ของเขาพยายามจะให้แอนดรอยด์มีความรู้สึกแบบนั้นบ้าง
 
ที่ใบไม้ยอมทรยศหักหลังพวกเดียวกันเองก็เพราะเธออยากเข้าโครงการเปลี่ยนมนุษย์เป็นแอนดรอยด์ การทดลองใหญ่อีกหนึ่งโปรเจคของแอนตรอน เมื่อการทดลองนี้ถูกประกาศออกไป มีมนุษย์จำนวนมากยอมละทิ้งอุดมการณ์และศักดิ์ศรี เพียงเพราะพวกเขาอยากเป็นหุ่นยนต์
 
เตตรอนเคยถามใบไม้ว่าเหตุใดเธอจึงอยากเป็นแอนดรอยด์ คำตอบที่ได้รับทำให้เขาถึงกับงุนงงไปชั่วขณะ
เพราะหญิงสาวคนนี้บอกว่า…เธอไม่อยากเจ็บไข้และไม่อยากตาย
 
 
อา…ในที่สุด การทดลองของเขา ที่ต้องการให้แอนดรอยด์มีอารมณ์และความรู้สึกของมนุษย์ก็ประสบความสำเร็จ ขั้นตอนขั้นต่อไปก็คือ เขาจะต้องนำเอาชิพที่ฝังอารมณ์และความรู้สึกลงไปในร่างกายของไทตรอนและเตตรอนออก
ก่อนที่น้องชายทั้งสองของเขาจะลุ่มหลงอยู่ในวังวนของอารมณ์รักและอารมณ์โกรธแบบมนุษย์จนกู่ไม่กลับ  เพียงเท่านี้ก็พอแล้วที่จะพิสูจน์ทฤษฏีของเขา
เอาชิพออกมา ไทตรอนและเตตรอนจะได้กลับมาเป็นแอนดรอยด์ที่ไร้ความรู้สึกไร้อารมณ์ดังเดิม
 
แต่… แอนตรอนก็มีเรื่องด่วนกว่าให้ต้องทำ อันนำมาซึ่งความผิดพลาดอย่างมหันต์ในเวลาต่อมา
 
ความผิดพลาดที่ว่านั้นเป็นอย่างไร เข้มข้นยอกย้อนซ้อนซับสนุกสนานน่าทึ่งน่าระทึกใจแค่ไหน
 ติดตามอ่านได้จาก “กัลปาวสาน” สุดยอดจินตนิยายวิทยาศาสตร์ของคนไทย 319 หน้า(ไม่จบไม่วาง)ของ คุณหมอพงศกร ค่ะ
ขอขอบคุณ
เจ้าของบทประพันธ์…นายแพทย์พงศกร จินดาวัฒนะ-
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต-

หีบหนังสือ

อย่างที่ทราบกัน การอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมที่บรรดาฝรั่งทุกชาติที่เจริญแล้วถือเป็นกิจวัตรอย่างหนึ่ง
ที่ว่างเมื่อไหร่เป็นต้องอ่านหนังสือ
และถึงแม้ไม่ว่างกระทั่งกำลังอยู่ในระหว่างการท่องเที่ยว พวกเขาก็ต้องเจียดเวลาชะแว๊บบบบบไปอ่านหนังสือ
อันนี้ก็โปรดอย่าสงสัยว่าเขาทำได้อย่างไร …
เพราะคนเราลงว่ามีความตั้งใจแล้ว สิ่งใดๆก็ทำได้สำเร็จเอง
เป็นเวลานานนับปีแล้วที่เราเฝ้าสังเกตพัฒนาการอย่างหนึ่งในชุมชนของคนอเมริกัน
“ตั้งหีบหนังสือไว้หน้าบ้าน”
ในหีบจะบรรจุหนังสือต่างๆที่เจ้าของอ่านแล้วและต้องการให้เพื่อนบ้านหรือผู้ที่เดินทางผ่านไปมาได้อ่านบ้าง
นับเป็นการแบ่งปันช่วยเหลือกันอย่างน่าชื่นชม
และยังได้ผูกมิตรสนิทใจขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง
ฉะนั้น…ใครใคร่อ่านหนังสือเล่มใดก็หยิบไปอ่านได้
อ่านเสร็จแล้วก็นำมาคืน
หรือจะนำหนังสือของตนเองมาวางแลกเปลี่ยนเพื่อให้ผู้อื่นได้อ่านบ้างก็มี
(กรณีที่หน้าบ้านตนเองยังไม่ได้ติดตั้งหีบหนังสือให้เป็นเรื่องเป็นราว)
ก็นับเป็นความคิดที่สร้างสรรค์จรรโลงโลกสำหรับผู้คนที่ฝักใฝ่แต่พัฒนาตนเอง
** ขอบคุณแนวคิดและรูปภาพจาก Little Free Library **
 
 

 

:::
.
:::
.
Nuno Banhat ·  Top Commenter · สำนักวายุคีรี
http://mblog.manager.co.th/nunohatyai
เป็นอะไรทื่จำเริญๆ สร้างสรรค์จรรโลงโลกโดยแท้
☺ชื่นชมๆ จ่ะ
:::
.
septimus ~
Thank you so much ka khun naNu
^__^
:::
.
:::
.
Nuno Banhat ·  Top Commenter · สำนักวายุคีรี
http://mblog.manager.co.th/nunohatyai
แต่ก่อน เคยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละแปดบรรทัด
ตอนนี้ เหลือเพียงสี่บรรทัดเท่านั้น ฮ่า.
:::
.
septimus ~
5555  สิ่งแวดล้อมมักส่งแรงจูงใจเสมอเลยนะคะคุณน้านู
แต่ไม่อ่านก็ ฟัง ก็ ดู แทนเนอะคะ
ขอบคุณคุณน้านูมากค่ะที่เมตตาหมั่นแวะมาดูแลบ้านหลังนี้ให้ข้าเจ้าเสมอ ข้าเจ้าความจริงจะเข้ามาคุยกับคุณน้าตั้งแต่วันวาน
แต่บังเอิ๊ญทางนี้มีเรื่องน่าตื่นเต้นค่ะ..
เป็นโหวตนายกฯหญิงคนแรกให้ออกจากงาน
เป็นอะไรที่พัฒนามากค่ะคุณน้า
ฝรั่งเค้าทำกันอย่างเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพเป็นเยี่ยมเรยค่ะ..
ทุกคนเดินตามระบบ ไม่ยักโชว์ออฟแหกคอกให้เป็นที่น่าหมั่นไส้กันซ้ากกะคน
คุณน้าว่ามันประหลาดดีป่ะคะ 5555….
.
:)))
:::
.
:::
.

Mat Sriphontong

พึ่งรู้ว่าที่นี้ เขาเปิดโครงการใหม่ สวย น่าอยู่ น่าเข้ามานั่งพักเล่น ฟังเพลงเย็นๆ เบาๆ สหวัดดีค่า สบายดีใช่ไหมค่า ^_____@.
:::
.
septimus ~
xxx เอ้ มัทจัง พี่สบายดีจ้า น้องสาวหลานสาวก็เหมือนกันน๊า
ช่ายๆ ที่นี่เค้าเปิดโครงการใหม่ น้องสาวจะกลับมาเล่าไรต่อไรให้ฟังมั่งป่ะคะ คิดถึงจังค่ะ
สุขสันต์ทุกวันนะคะน้องสาว 
^__^
:::
.
:::
.
undefined
ช่ายค่ะท่านผอ. จมูกเราเองก็มี เราก็หายใจเองจินุ
จะมัวรอยืมจมูกคนอื่นหายใจอยู่ทำไม 55555
:)))

 

 

บางคล้าที่เดียวเองเหรอคะคุณพี่ขา

ประเทศไทยออกกว้างใหญ่ อุอุ  ^^   xxxxxx

 

 

 

55555 เอิ๊กส์ คุณนกค้า ถ้าเป็นงั้นวัยรุ่นส์ในภาพนี้จะว่าไงน้อ
:::
.
:::
.

 

คุณพรทิพย์คะ อย่าได้สงสัยเลยค่ะ

พอดีข้าเจ้าได้เห็นว่าเมืองไหนๆก็เป็นเมืองแห่งการอ่านทั้งสิ้นค่ะ ไม่ว่าทางนี้หรือทางยุโรป

ใช่ว่าจะเป็นที่กทม.แห่งเดียวในโลกก็หาไม่ค่า  ^_^

:::
.
:::
.

น่าวัดใจม้ากกกกกค่ะคุณพี่ ถ้าเรากล้าตั้ง ใครจะกล้าหยิบไปอ่านบ้าง

ขึ้นชื่อว่า คนไทย มักไม่ชอบให้ใครมาลบหลู่ซ้าาาาด้วย     5555

.

.

ท่านป๋าบลค้า สวัสดีค่า ท่านป๋าบลสบายดีนะคะ
ไอเดียดีๆ มักไม่เป็นข่าวค่ะท่านป๋าบล เกรงโลกจะสวยเกินไปค่า
55555….
.
.
งั้นตั้งเลยคะคุณพี่ ให้ครบทุกเขตไปเลยค่ะ  จะได้เป็นอินดิเคเตอร์วัดน้ำ อุบส์…
:)))
.
.
ไม่หนีจิคะท่านVเทพบุตรบัวธรรม
บัวใหญ่ก็ตั้งด้วยค่ะ   lol…
:)))
.
.

 Athenaz Athenaz · Follow ·  Top Commenter · London, United Kingdom

ท่านตั้งสักตู้ หรือจะใช้ตู้กับข้าวกระท่อมเถึยงนา เดี๋ยวจะหาหนังสือธรรมะกับเกษตรพอเพียงไปใส่ตู้ .. จะดีไหมหนอ ..

 

:::

.

That’s a very good idea ka khun P’ ^^ xxxxxxx

(ขอประทานโทษคุณพี่นะคะ ไม่รู้ทำไมเม้นท์นี้ของคุณพี่จึงคลาดไปได้ค่ะ   ;p)

:::

.

undefined

Mat Sriphontong · Follow

ชีวิตเปลี่ยนไปแล้ว ความรับผิดชอบมีทุกฝีก้าวเหมือนเงาตามตัว คงได้แค่แวะมาทักทายบ้างค่า งานล้นมือ เลี้ยงลูกเอง งานที่บ้าน งานที่ร้าน ก็หมดวันแล้วค่าพี่สาว

:::

.

::

.

T_T   พี่โดนทิ้ง!!

.

ฮ่า ล้อเล่นจ้า มัทยุ่งมวากกกก พี่รู้ แล้ว… แล้วหลานคนที่สองมายังอะน้องสาว ^^

..ถึงยุ่งยังไงก็อย่าลืมเจียดเวลาดูแลตัวเองด้วยน๊า แต๊งส์หลายๆที่แวะมาหาพี่อีกครั้งวันนี้ค่ะ จู๊ฟฟฟฟฟฟฟฟฟ… คิดถึงนะคะ 

.

.

^______________________*

 

 

บ้าบิ่น

Photobucket

 

 

 

วันนี้เป็นมือสมัครเล่นทำบ้าบิ่นสักวันแก้เครียด  

 

เปล่าไม่ใช่หรอก รีแลกซ์ แก้เหนื่อยจากการงานต่างหาก  

 

แล้วก็ถือเป็นการฆ่าเวลา  รอโทรฯคอนเฟิร์มจากเอเจนท์ไปด้วย

 

 

Click here to read more

ส.ค.ส. ๒๕๕๓

 

Photobucket

Click here to read more

การทำความดีที่ได้ความวิบัติตอบแทน

 

 

 

ปรัชญาเล่นลิ้นที่ว่า…

 

 

ทำดีได้ดี มีที่ไหน ทำชั่วได้ดี มีถมไป

 

 

ในบางขณะ หลายคนอาจยึดถือเป็นจริงเป็นจังเอาได้…

 

 

อาจเพื่อประชดชีวิตในยามไม่สมประสงค์

 

 

อาจเพื่อปลอบใจตัวเองที่กำลังตกเรี่ยราด

 

 

และอาจเพื่อการอื่นอีกมากมาย… แล้วแต่ กาละ และ เทศะ ของคนผู้นั้น

 

 

 

Click here to read more

การพูดคุย

 

คำพูดที่มากมายบางครั้งอาจไม่เพียงพอ

 

แม้คำเงียบที่อึงคนึงก็เช่นกัน

 

 

ลางทีการพูดคุย ในปรัชญาชีวิต ของคาริล ยิบราน หน้า ๔๒-๔๓ ที่ท่านศาสตราจารย์ระวี ภาวิไลได้เมตตาแปลไว้ อาจช่วยฉุดสติยั้งความปรารถนาในส่วนลึกผู้คนได้บ้าง

 

 

Click here to read more

Ca ñ o Cristales

       

 Photobucket

 

 

Ca ñ o Cristales หรือที่คนนิยมเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ” the river of the five colors” in Columbia

ได้รับการยกย่องว่าเป็นแม่น้ำที่สวยที่สุดในโลก 

Click here to read more

ฝันเฟื่อง

 Photobucket

 

 

อาทิตย์ก่อนโน้นได้อ่านเรื่องราวของคนจิตใจแปรปรวนผิดปกติในประวัติศาสตร์จีนที่พยายามเอาพระชนม์ชีพขององค์ฮ่องเต้มาเป็นบันไดไต่หนีโชคชะตาอันเลวร้ายของตน

 

 

แล้วก็รู้สึกช่างคลับคล้ายคลับคลา…เหลือเกิน แต่เราไม่บอกว่าเรื่องอะไรที่ไหน หากอยากทราบโปรดพิจารณาเรื่องย่อต่อไปนี้กันดู

Click here to read more

จำใจห้ามเด็ดขาด

 Photobucket

 

 

รู้ทั้งรู้ ทำอย่างนี้เรียก… คนใจแคบ… หรือหนักหน่อยก็… คนไม่มีใจ

 

 

แต่เราจำเป็นต้องทำอย่างนี้

 

 

เพราะเราก็รักเพื่อนเรา และเพื่อนเราดีๆก็มีไม่กี่คน เอง

 

 

เรื่องของเรื่องคือเวลาเพื่อนๆไปเที่ยวเมืองไทยก็มักจะมีพ่วงออกไปเที่ยวบ้านใกล้เรือนเคียงด้วยเสมอ

 

 

หากเที่ยวนี้เราจำใจต้องห้ามเพื่อนเด็ดขาด

 

 

ห้ามเที่ยวที่นั่น! 

 

 

ที่ๆผู้คนทั้งบ้านทั้งเมืองไ่ม่มีปากไม่มีเสียง

 

 

ที่ๆผู้คนมีผู้นำพีเฮชดีเมดทูออร์เดอร์พ่วงชื่อเป็นสิบแต่ถ่อยเถื่อนดิบยังอยู่ครบ… วันดีคืนดี พิษสุนัขบ้ากำเริบ ก็งับเอาคนต่างชาติไปขังแก้เซ็ง

 

 

เพราะฉะนั้น ไอโนว์ยูก็รักชีวิตที่สวยงามมีค่ามากมายของยู… ขอจงอย่าคิดไปที่นั่น เด็ดขาด!

 

 

Click here to read more

ยางพารา

Photobucket

 

 

เคยเรียนเมื่อสมัยเด็กๆเรื่องยางพาราว่ามีปลูกกันมากมายในภาคใต้ แต่ก็จดจำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้และยังรู้สึกอีกด้วยว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไกลตัว

 

 

ครั้นมาอยู่ที่นี่ก็เคยได้ยินชาวอีสานมักเล่าให้ฟังถึงชีวิตลำเค็ญ(ที่เราไม่ค่อยอยากเชื่อนัก)ว่าพอหมดฤดูทำนาบางคนต้องเดินทางลงใต้เพื่อไปรับจ้างกรีดยาง

Click here to read more

การปฏิบัติธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

Photobucket

 

 

ฑีฆายุโก โหตุ มหาราชา

 

 

น้อมประนตบาทบงสุ์องค์ขวัญเจ้า                ขอน้อมเกล้าในองค์พระทรงศรี

 

พระยิ่งใหญ่เกริกไกรทั่วธานี                                สถิตที่กลางดวงใจไทยทุกคน

 

 

ขอพระองค์บรมจอมบดินทร์                      นครินทร์มไหศวรรย์โกศล

 

ห้าธันวาเจริญชันษาองค์ภูมิพลฯ                           เหล่าปวงชนขอถวายพระพรชัย                 

 

 

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

 

ข้าพระพุทธเจ้าseptimus

 

 

Click here to read more

Tea break

Photobucket 

Click here to read more

civilization ที่มีมาหลายร้อยปีแล้วในเมืองไทย

 

 

Photobucket

 

 

 

 

 

 

เมื่อได้อ่านบทความ “เศรษฐกิจพอเพียง คิดให้ได้ ทำให้ดี” ของท่านดร. เสรี พงศ์พิศ ที่

 

 http://phongphit.com/index.php?option=com_content&task=view&id=312&Itemid=2

 

 

แล้วรู้สึกอยากให้กำลังใจแก่ทุกท่านที่พยายามปรับตัวเข้าสู่วิถีชีวิตแบบพอเพียงว่า…มีสิทธิ์เป็นไปได้มาก…ขึ้นมาซะอย่างนั้น

 

 

และประกอบกับจดจำได้ว่าเคยอ่านพบชีวิตความเป็นอยู่อย่างมั่งคั่งมาแล้วของคนไทยโบราณ (ในความรู้สึกเรา)คือ…ผู้คนมีที่อยู่และมีที่ทำมาหากินพอกัน ไม่มีใครอดอยาก ทุกคนทำงานทั้งชายหญิง ไม่มีคนสำรวยอยู่ไปวันๆหรือเที่ยวขอทานใครกิน ไม่มีเศรษฐีไม่มียาจก และไม่มีโจรผู้ร้ายเพราะมีความสุขสบายเสมอกันหมดแล้ว

 

 

 ใน นิทานโบราณคดี ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งพระองค์ทรงเล่าไว้ในตอน สมาคมไทยอย่างโบราณ ว่า…

 

 

 

Click here to read more

หลักจักรวาลสองประการ

 Photobucket

 

 

ภายใต้กฏสวรรค์แลแผ่นดินไร้ผู้สามารถหลบลี้

 

 

 

 

หนึ่งนั้นเป็นแบบแผนโดยธรรมชาติ อีกหนึ่งนั้นเป็นหน้าืที่

 

 

บุตรนั้นต้องรักบิดามารดาของตัว นี่เป็นธรรมชาติมิอาจลบล้างออกจากหัวใจใครได้แลมันย่อมเป็นหน้าที่

 

 

สำหรับคนผู้หนึ่งพึงรับใช้พระเจ้าแผ่นดินของตัวไม่ว่าจะไปอยู่ ณ.ที่ใดต้องมีพระเจ้าแผ่นดินอยู่เพียงองค์เดียวของเขา

 

 

 

 

แลการเป็็นข้าช่วงใช้ของพระเจ้าแผ่นดินนั้นต้องด้วยน้ำใสใจจริงของคนผู้นั้นโดยมิคำนึงว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้น นี่ย่อมเป็นความซื่อสัตย์ที่สมบูรณ์เีพียบพร้อมแล้ว

 

 

การรับใช้ด้วยจิตใจแืืืท้ๆของคนผู้หนึ่่ง มิอาจหวั่นไหวได้ด้วยความเศร้าแลความยินดี ยอมรับมิว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้น นี่ย่อมเป็นคุณธรรมที่แท้

 

 

 

 

 

จงกระทำในสิ่งที่ต้องกระทำ แลไม่ต้องให้ความคิดใดๆแก่ตัว-เอง แล้วดังนี้-จะมิมีเวลามาคิดในเรื่องรักชีวิตหรือกลัวความตาย

 

Click here to read more

ลำดับความสำคัญ

Photobucket

 

 

ชายคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุอย่างรุนแรง

Click here to read more

ฝูงนกบนฟ้า

 

Photobucket 

 

ยามที่ฝูงนกบิน

 

 

ย่อมอยู่ในแนวหัวธนูเสมอ

 

 

Click here to read more

สันดานเก่า

 

Photobucket

 

 

อ่านบทความ ๒ บทนี้แล้วให้ข้อคิดอย่างหนึ่งว่า ยังไง้ยังไงในจิตใต้สำนึกของผีป่าเอ้ยเพื่อนบ้านอย่างเขมรก็มองเห็นเราเป็นมหาอำนาจเก่่งกาจกว่าอยู่ดี

 

ไม่งั้นไม่เล่นฟอร์มเดิมนี้หรอก…ลอบกัด ซ้ำเติม

 

 

Click here to read more

Gold

ใต้เข่าผู้ชายมีทองคำ

 

อาหมวยสมัยขงจื๊อได้รับการปลูกฝังกันมาเช่นนี้

 

แต่สมัยนี้

 

ใต้เข่าอาตี๋อาหมวยต่างก็มีทองคำเหมือนกัน

 

 

 

 

 Photobucket

Click here to read more

ลูกชาย : Healthy looking big baby

 

Photobucket 

 

 

เห็นข่าวลูกชายโตวันโตคืนในท่ามกลางความรักความเอาใจใส่เป็นอย่างดีโดยทีมงานสวนสัตว์ทารองก้าแล้วเราปลื้มจริงๆ  

 

 

นับเป็นโชคดีของลูกชายเหลือเกิน…ได้อยู่ใกล้ชิดได้รับความรักความอบอุ่นจากแม่แล้วยังไม่พอ ยังมีความรักความห่วงใยที่มากมายจากชาวออสซี่ีอีกด้วย

 

 

Click here to read more

วันเพ็ญเดือนสิบสอง

 

 

 

 

Photobucket  

 

 

วันเพ็ญเดือนสิบสอง 

 

 

 

Click here to read more

In the real world

 

Photobucket

 

 

เมื่อ Joy ฟอร์เวิร์ดเมลล์นี้มาให้ เราไม่ได้อ่านในทันทีเพราะคิดว่ายาวเกินไปไม่มีเวลาพอและอาจเป็นเรื่องไร้สาระ…

 

 

 

Dear All,

Perhaps some of our students would benefit from adopting these principles?

Regards,

Joy



 

 

แต่พอได้มาอ่านทีหลัง ก็ต้องขอบคุณทั้ง Joy ทั้งคุณ Bill Gates ที่ทำให้เราแน่ใจว่าเรามิได้มองโลกในแง่ร้ายมาก่อน หากแต่เรามองโลกในแง่แห่งความเป็นจริงเสมอมา

 

 

ข้อความในฟอร์เวิร์ดเมลล์นั้นมีว่า…

 

 

Love him or hate him, he sure hits the nail on the head with this! 

Click here to read more

ในโลกใบน้อย

 

Photobucket

 

ประสบการณ์ในโลกใบน้อยที่บางท่านอาจรู้สึกคุ้นๆ

 

 

Click here to read more

ต้นขี้เหร่

 

Photobucket

 

 

ปกติเวลาพบเห็นต้นไม้ ดอกไม้

 

Click here to read more

Heritage village

 

Photobucket 

 

 

เมื่อทางอินฟอร์เมชั่นเซ็นเตอร์แนะให้ลองไปเที่ยวชมชนบทเก่าแก่ของเขาโดยไม่เห็นโบชัวร์ Richmond เราก็คิดว่าคงจะเหมือนที่อื่นๆที่เคยเห็นมาแล้ว

Click here to read more

ท่องทะเลแถวHobart

 

Photobucket

 

 

 

มาโฮบาร์ตคราวนี้เหมือนเป็นการมาสำรวจเพียงผิวเผิน

 

 

 

 

และเดี๋ยวๆก็ต้องกลับแล้ว วันนี้จึงตั้งใจ… ยังงั้ยยังไงก็ขอเที่ยวทางน้ำดูบ้าง

 

Click here to read more

Take it Easy

 

Photobucket

 

 

รุ่งเช้าวันต่อมา

 

 

วันนี้จะอาศัยเครื่องทุ่นแรงพาเที่ยวบ้าง…เราคิด

Click here to read more

Charming City

 

Photobucket

 

เป็นครั้งแรกที่ได้มาเยือนรัฐน้องเล็ก(ในความรู้สึกของเรา)…ทัสมาเนีย                         

Click here to read more

ยิ่งห้ามยิ่งท้าทาย

  

 

Photobucket 

 

 

 

 

 

 

ที่TMAG… Tasmanian  Museum and Art  Gallery

 

 

มีห้องนิทรรศการเกี่ยวกับชนเผ่าอะบอริจิ้นในทัสมาเนียอยู่ ๒ ห้องใหญ่ๆ

 

 

ห้องถัดไปติดกันเลยนั้นเป็นห้องของไดโนเสาร์ที่ค้นพบในออสเตรเลีย(เน้นที่ทัสมาเนีย)

 

 

มีซากเต็มตัวห้อยโชว์ผงาดเกือบๆจะติดเพดานห้อง

 

 

กับมีซากตัวเล็กนอนแอ้งแม้งโชว์อยู่ในตู้

 

 

และมีข้อมูลว่า Before the dinosaurs is Labyrinthodont , found fossil in SE Tasmania    

Click here to read more

ควบคุมความโกรธ

 

 

Photobucket

 

 

สามี : ที่รัก เวลาที่ผมทำบ้ากับคุณเพราัะความโกรธทำไมคุณถึงไม่โต้แย้งอะไรสักคำ คุณควบคุมความโกรธเอาไว้ได้ยังไงจ๊ะ

 

 

ภรรยา : ฉันก็ทำความสะอาดห้องน้ำสิ

 

 

สามี : แล้วมันช่วยคุณได้ยังไงเหรอที่รัก

 

 

 

 Photobucket

Click here to read more

ข้อปฏิบัติในการใส่บาตร

 

 

Photobucket

 

ตื่นเช้ามาใส่บาตรกันเถอะครับ พี่น้อง

 

 

ขั้นตอนการทำบุญง่ายๆ...แนะนำโดยหลวงพี่รูปหนึ่งที่คนส่งเมลล์ต้นทางไม่ได้ระบุไว้...มีดังต่อไปนี้



 

Click here to read more

Just the way you are

Photobucket

 

ในท่ามกลางข่าวคราวที่ไม่เคยมีดีกับบ้านเรา…ทนดูทนฟังคนป่าขู่ฟ่อดๆตามสะดวกของมัน

 

ก็ยังสู้อุตส่าห์มีข่าวดีออกมาขัดตาทัพบ้าง…ความมุ่งมั่นปฏิรูปการศึกษาบ้านเราของท่านนายกกับท่านเจ้ากระทรวง

 

 

ถึงกับแบ่งช่องทีวีให้มีการติวออกอากาศแก่เด็กไทยอนาคตของชาติ

 

 

เราก็หวังว่านอกจากจะเมตตาช่วยเด็กแล้ว ยังจะเมตตาช่วยสะกิดแรงๆให้กับผู้ที่ขลุกอยู่ในวงการได้ตื่นตัวไปด้วย

 

 

อย่างน้อยๆก็เพื่อแข่งกับตัวเองในการปฏิรูปคุณภาพงานที่ท่านทำเป็นอาชีพ…ท่านยอมได้อย่างไรให้ความเป็นครูมีแวลูด้อยกว่าความเป็นติวเตอร์

 

 

 

 

 

 

Photobucket

 

 

ความจริงวันนี้คิดชวนให้เจียดเวลาดูหนังสนุกเรื่องหนึ่ง…School of Rock

 

Click here to read more

สะท้านใจ

 

Photobucket

 

 

ตอนที่อ่านเรื่องแปลเกี่ยวกับสองสามีภรรยาคู่นี้แล้วเราถึงกับนิ่งไปครู่ใหญ่

 

 

ราวกับไว้อาลัยให้แก่พวกเขาก็ไม่ปาน

 

 

คำว่า Love คำว่า Luv ที่พร่ำพูดกันเกลื่อนนั้น…ยังไม่คู่ควรกับกรณีอย่างนี้

 

 

เยื่อใยที่ผูกพันเขาไว้กับเธอนั้นช่างเหนียวแน่น ช่างน่าแอพพริชิเอท

 

 

ความสะท้านใจและความสงสารที่มีต่อพวกเขา ทำให้เราต้องภาวนา…ให้พวกเขาทั้งคู่มีสุขภาพแข็งแรงโดยเฉพาะผู้เป็นสามี

 

 

และส่วนผู้เป็นภรรยา…เราขอให้เธอได้รู้สึกตัวและแสดงว่ายังจดจำเขาได้บ้างในบางเสี้ยวยาม

 

 

Click here to read more

สุขกี่เปอร์เซ็นต์

 

 

เพิ่งสังเกตเห็นจากผลสำรวจว่า ความรู้สึกสุข เดี๋ยวนี้ก็สามารถนับได้เป็นเปอร์เซ็นต์

 

 

เมื่อเร็วๆนี้The Leading Edgeได้ออกสำรวจว่าครบรอบวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์แล้วชาวออสซี่เป็นอย่างไรบ้าง ยังอยู่ดีมีสุข หรือ สะบักสะบอมไปกับชาวโลกมากน้อยแค่ไหน

 

 

และอย่างไม่น่าเชื่อ ผลปรากฏว่า ชาวออสซี่มีความสุขในชีวิตมากขึ้น

 

 

พวกเขาบอกว่าการที่เศรษฐกิจเกิดปัญหาอย่างนั้นบีบให้ต้องอยู่บ้านมากขึ้นเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นนอกบ้าน

 

 

แล้วใครจะรู้ได้ล่วงหน้าว่า การที่ไม่ต้องออกไปไหนหากไม่จำเป็นนั้นจะทำให้ชีวิตมีความสุขมากกว่าเดิมอย่างนี้ก็ต้องขอบใจตัวต้นเหตุล่ะสิเนี่ยะ

Click here to read more

เหง้า "ไท"

 

Photobucket

 

 

คงไม่ใช่เราคนเดียวที่เมื่อไม่มีเวลาก็มักเก็บข้อมูลที่สนใจไว้อ่านทีหลัง(ตามประสาคนงกความรู้)

 

 

และเช้านี้ทุกสิ่งรอบตัวกำลังอำนวย จึงเรียกไฟล์ที่เก็บไว้มาอ่านเป็นจริงเป็นจังสักที

Click here to read more

คุณแม่ขอร้อง

 

Photobucket

 

 

ต้องเข้าใจ

 

 

ในแต่ละวัน

 

 

คุณแม่ๆมักงานล้้นมือ

 

 

ไหนจะลูกตัว

 

 

Click here to read more

Art of better living

 

 

Photobucket

 

 

 

ศิลปะชีวิต 



 

1. หายใจให้ทั่วท้อง



 

2. งดเนื้อสัตว์เพื่อล้างพิษ



 

3. ปิดมือถือ ในบางขณะ เพื่อเป็นอิสระ คิดอะไรได้เต็มที่



 

4. โนบราซะ ( อันนี้ผู้ชายทำยากนะ )  

Click here to read more

เซียน

 

Photobucket

 

 

 

 

อย่างไรจึงเรียกเซียน

 

 

เป็นคำถามที่ค้างคาผลุบเข้าผลุบออกในสมองมานานแล้ว

 

 

แต่ที่จะให้ตั้งหน้าหาคำตอบเลยทันที ก็เป็นไปไม่ได้อีก

 

 

จึงได้แต่ผลัดวันประกันพรุ่งอยู่ตลอดมาจนดูเหมือนว่าจะตลอดไป

 

 

และแล้วบทจะได้คำตอบก็แทบจะเรียกว่ามาวางอยู่ตรงหน้า

 

 

 

Photobucket               

Click here to read more