septimus' blog

Posts under ‘Book talk’

Landlord ในต่างแดน

 

 

“การตัดต้นไม้ใหญ่ๆในบ้านทิ้ง เป็นอาชญากรรมขั้นร้ายแรงในสายตาของชาวญี่ปุ่น ถ้าเราจะซื้อที่ดินในประเทศญี่ปุ่น
เจ้าของที่ดินเขาจะถามเราว่า
ซื้อแต่ที่ดินเปล่า หรือ จะซื้อต้นไม้ด้วย
เพราะราคาไม่เหมือนกัน ราคาที่ดินเท่านั้น ราคาต้นไม้อีกเท่านี้ ถ้าเราบอกว่าต้องการซื้อแต่ที่ดินไม่ต้องการต้นไม้ เขาจะขุดเอาไปหมด ยิ่งต้นไม้ใหญ่โตขนาดอายุ 100 ปี ยิ่งจะต้องการขุดกัน
ต้นไม้ไม่ใช่ทรัพย์ติดที่ดิน การซื้อที่ดินไม่ได้หมายความว่าซื้อต้นไม้ด้วย ถ้าจะซื้อต้นไม้ด้วยก็ต้องบอกกันให้แน่นอน”
[“ตามรอยคิดจากนวนิยายของหลวงวิจิตรวาทการ” เรียบเรียงโดย วิจิตรา รังสิยานนท์]
อ่านจบได้พาร์ทตรึงใจแล้วให้พอดีได้เวลาเหินฟ้าสู่ประเทศมหาอำนาจอีกแห่งอันเป็นต้นแบบกลายๆในการกู้ชาติของลูกพระอาทิตย์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
 
 

 

ช่วงหนึ่งในการเดินทางไกลนับหมื่นกิโลเมตร เราสังเกตเห็นตัวโรบอทอะไรสักอย่างโยกหัวขึ้นลงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
อันที่จริงก็สังเกตเห็นตั้งแต่นั่งรถเข้าเมืองจากสนามบินเอลเอสู่ย่านฮอลิวูดแล้วว่ามีตัวอะไรดำมะเมื่อมก้มๆเงยๆนับร้อยตัวอยู่สองข้างทาง
คนขับรถอพยพมาจากลังกาก็ตอบไม่ได้

 

 

 
โดยเฉพาะพบอย่างหนาแน่นก็ที่รัฐโลนลี่สตาร์…เท็กซัส
 
ในลักษณะกระจายกันไปไม่เป็นระเบียบ ตรงโน้นบ้างตรงนี้บ้าง หนาแน่นเป็นหย่อมๆ บางแห่งก็ตั้งอยู่ข้างๆบ่อพักทรงกระบอกขนาดใหญ่ บางแห่งก็เหมือนมีมานานแล้ว และบางแห่งก็อยู่หลังบ้านติดรั้วซะเลย
 
 
 
การไม่ซักถามอะไรเลยนั้นไม่ใช่เรา “นั่นอะไรคะ ก้มๆเงยๆอยู่ตรงนั้น”
“เครื่องเจาะน้ำมันไงคะ” ไกด์สาวเลือดผสมตอบ
 
 
อาการหูผึ่งของเราเกิดขึ้นทันที… ได้คนเล่าแระ
“น้ำมันที่นี่ขุดแล้วเป็นของใคร พวกคุณมีวิธีจัดการอย่างไรกันเหรอ”
 
 
“ก็ขุดในที่ดินของใครก็เป็นของคนนั้นสิคะ”
 
 
“ว้าว แล้วพวกคุณขุดเจาะกันเองเลยเหรอ แล้วรู้ได้ยังไงว่ามีน้ำมันอยู่ใต้ดิน” 
คำถามไร้เดียงสาถูกถามออกไปโดยไม่ยั้งคิดว่าอันที่จริงทุกรัฐในประเทศนี้ต่างก็มีน้ำมันและทรัพย์ในดินสินเป็นแร่ธาตุด้วยกันทั้งสิ้น
แต่ไกด์สาวก็ดีใจหายค่อยๆอธิบาย ย่อได้ว่า…
“พวกเราไม่ขุดกันเองค่ะ ใครที่ต้องการให้ขุดก็ติดต่อไปยังบริษัทน้ำมัน แล้วทางบริษัทฯก็จะจัดส่งชุดเฉพาะกิจมาติดตั้งเครื่องหน้าตาประหลาดนี้ให้อย่างรวดเร็วในทันทีที่ตีราคาคุณภาพน้ำมันและทั้งสองฝ่ายตกลงพอใจกับค่าตอบแทนแล้วค่ะ
 
 
 
นานมาแล้วนะคะคุณพ่อเดี้ยนก็เคยเรียกเค้ามาตกลงราคาที่ฟาร์มของเราค่ะ
แต่คุณพ่อไม่เดินหน้าต่อเพราะได้แค่ 7 เหรียญ(ฟังเพลินจนไม่ได้ซักว่าต่อบาเรลรึเปล่า) ท่านว่าไม่คุ้ม สู้ปลูกอะไรขายเหมือนเดิม หรือไม่ก็ไปทำงานกินเงินเดือนดีกว่า ว่าแล้วคุณพ่อก็เลยไปสมัครเป็นครูมีรายได้ต่อเดือนที่แน่นอนมาเลี้ยงดูเดี้ยนกับพี่มาจนโตเนี่ยแหละค่ะ”
 
 
 
 
มิน่าล่ะ มีบางช่วงในเส้นทางเราจึงได้เห็นป้ายเบ้อเริ่มปักไว้(เสี้ยดายถ่ายรูปไม่ทัน)ว่า…
 
 
 
 
“ถ้าในที่ดินของท่านมีน้ำมัน กรุณาให้โอกาสแก่เราด้วยเถอะ”
 
 

 

 

 

 

 

..
0
ขอขอบคุณทีมงานMblogทุกท่านค่ะ

ขั้นเทพ

เอโดะ… โชกุน… ซามูไร… อิ๊กคิว…
นึกถึงแล้วก็ต้องคว้าหนังสือประจำบ้านสองเล่มมาอ่านอีกครั้งพร้อมๆกัน… อาทิตย์อัสดง และ ฉากญี่ปุ่น
 

“คนญี่ปุ่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ยากจะมีชนชาติใดเสมอเหมือน นิสัยประจำชาติของชาวญี่ปุ่นได้นำความเจริญมาสู่ประเทศชาติ จนสามารถทำให้ญี่ปุ่นอยู่ในฐานะเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งเอเชีย—

สำหรับคุณสมบัติด้านดีนั้นเห็นจะต้องยอมรับว่า ความอดทนและความมานะพยายาม ไม่มีชนชาติใดแข็งแกร่งเหมือนญี่ปุ่น เรื่องความสามัคคีพร้อมเพรียงกันไม่มีใครสู้เขา ทำอะไรทำเหมือนกัน พูดอะไรพูดเหมือนกัน

ดูเหมือนว่าชาวญี่ปุ่นจะได้รับการอบรมคุณธรรม 2 ชนิดให้เข้าอยู่ในสายเลือดตั้งแต่เกิดจนตาย

อย่าง 1 คือความอดทน อีกอย่าง 1 คือความสามัคคีพร้อมเพรียงในระหว่างพวกเขาเอง

ถ้ากรรมกรญี่ปุ่น 10 คนขุดดินอยู่ด้วยกัน เขาจะยกจอบพร้อมกัน ลงจอบพร้อมกัน หยุดงานพร้อมกัน เริ่มงานพร้อมกัน ทุกหนทุกแห่ง

ผู้ที่ได้พบเห็นอาจจะคิดว่า เขาอวดความพร้อมเพรียงแต่ต่อหน้าคนมากๆ

แต่ไม่ว่าที่ไหน ไม่ว่างานจะเล็กใหญ่โตเพียงใด ความพร้อมเพรียงความมีวินัยในการทำงานร่วมกัน ก็จะมีปรากฏให้เห็นเสมอ—“

 

 

 

 

 

 

อีกสักตัวอย่างหนึ่งอันเป็นเรื่องจริงที่เกิดกับนักเรียนไทยสมัยครั้งกระโน้น…

 

นักเรียนไทยสามสี่คนซึ่งพูดภาษาญี่ปุ่นได้ดี ออกไปเที่ยวเล่นในชนบทของญี่ปุ่น

แล้วก็ไปพบไร่ข้าวโพด มีฝักข้าวโพดที่กำลังโตพอดีรับประทานกำลังอร่อยสำหรับคนไทย

แต่ญี่ปุ่นไม่รับประทานจนกว่าจะแก่จัด ซึ่งคนไทยไม่ชอบเพราะแข็งเกินไป

นักเรียนไทยจึงขอซื้อข้าวโพดนั้นจากเจ้าของไร่ท่านหนึ่งเพื่อเอามาแบ่งกันรับประทาน

“ยังขายไม่ได้ ยังไม่แก่พอที่จะรับประทานได้”

นักเรียนไทยทราบดี ชาวญี่ปุ่นจะรับประทานข้าวโพดเมื่อแก่มากเท่านั้น จึงพยายามชี้แจงแก่เขาว่าไทยเราชอบรับประทานขนาดนี้ ถ้าแก่มากไปกว่านี้เราก็ไม่ชอบรับประทาน

“ยังขายไม่ได้ ยังไม่แก่พอ”

“ราคาข้าวโพดของท่านขายเท่าไหร่”

“นี่ยังขายไม่ได้เพราะยังไม่แก่”

 

“ถ้าเป็นข้าวโพดที่แก่แล้ว ท่านขายเท่าไหร่”

“สองฝักต่อ 1 เยน”

“ฉันให้ฝักละ 1 เยน ขอซื้อขนาดที่เป็นอยู่นี่”

“ขายไม่ได้”

“ทำไมจึงขายไม่ได้”

“เพราะยังไม่แก่”

 

แล้วเขาก็ไม่ยอมขายจริงๆ ให้สักเท่าไหร่ก็ไม่ยอมขาย ด้วยเหตุผลอย่างเดียวกัน คือข้าวโพดของเขายังไม่แก่

 

 

Photobucket
ขอขอบคุณ
ทายาทหลวงวิจิตรวาทการ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่2
ภาพ เชอรี่บลอสส่อม จากอินเตอร์เน็ต
 
 
 

Updated “ขั้นเทพ”

กอ.รมน. สวนรื่นฤดี
23 July 2013

 
ญี่ปุ่น..ประเทศที่ทำให้โลกต้องทึ่ง
และ ต้องหันมาดูเป็นตัวอย่างว่า..
เขาสร้างคนในชาติกันอย่างไร???..ที่เมืองไซตะมะ ญี่ปุ่น ผู้โดยสารรถไฟพร้อมใจกันลงรถ
ร่วมกันผลักดันรถไฟ เพื่อช่วยหญิงบาดเจ็บขาติด
รถไฟเสียเวลาเพียงแค่ 8 นาที
ส่วนผู้หญิงรอดปลอดภัย!!

ที่มา https://www.facebook.com/195039450574297/photos/a.228606590550916.55136.195039450574297/495804227164483/?type=1&theater
..
.
.
..
และจากบล็อก “เบื้องหลังการมีวินัยของคนญี่ปุ่น”  http://mblog.manager.co.th/septimus/th-111025/ เคยบันทึกความเป็น “ขั้นเทพ” ไว้เช่นกัน…
  1. ชาวเน็ตฯ จีน ยกย่องวินัยฯ ญี่ปุ่นในยามวิกฤติ

    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 มีนาคม 2554 13:00 น.

    Photobucket
    หลังจากรถไฟหลายขบวนระงับการให้บริการ ประชาชนจำนวนมากต้องอดทนยืนรออย่างเป็นระเบียบ และอาการสงบ (ภาพเอเยนซี)

    เอเยนซี – ทั่วโลกได้เห็นภาพชีวิตหลังแผ่นดินไหวของชาวญี่ปุ่น เช่นเดียวกับชาวเน็ตฯจีน ซึ่งได้ส่งต่อแพร่หลาย ชื่นชมวินัย และท่าทีอันสงบของผู้คนในประเทศ ด้านผู้นำจีนสนทนาทางโทรศัพท์แสดงความเสียใจต่อองค์จักรพรรดิอากิฮิโตะ พร้อมส่งมอบความช่วยเหลือฯ ให้ญี่ปุ่นฝ่าวิกฤติ

    ขณะที่ชาวญี่ปุ่นในหลายจังหวัดทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ กำลังเผชิญผลกระทบหลังจากแผ่นดินไหว และคลื่นยักษ์สึนามิครั้งร้ายแรงในวันศุกร์ที่ 11 มี.ค. ที่ผ่านมา วิกฤตด้านนิวเคลียร์ยังไม่มีทีท่าจะสิ้นสุดและดูว่าจะเลวร้ายขึ้น พร้อมกับความกังวลเกี่ยวกับภาวะการขาดแคลนอาหาร และพลังงาน การคมนาคมเป็นอัมพาต รถไฟโดยสารมากกว่า 100 สายในกรุงโตเกียวปิดให้บริการเป็นบางส่วน หรือทั้งหมด ซ้ำบรรยากาศยังเลวร้ายยิ่งขึ้น เมื่อมีรายงานข่าว ซึ่งอ้างผู้เชี่ยวชาญที่ระบุว่า มีโอกาสมากที่จะเกิดแผ่นดินไหวอีกครั้ง
    Photobucket
    ชาวญึ่ปุ่นที่ยืนเข้าคิวเพื่อใช้โทรศัพท์สาธารณะ (ภาพเอเยนซี)

    นายกรัฐมนตรี นาโอโตะ คัง ของญี่ปุ่นกล่าวในวันอาทิตย์ที่ 13 มี.ค. ที่ผ่านมาว่า ภัยพิบัติครั้งนี้นับว่าเป็นวิกฤตร้ายแรงที่สุดของประเทศนับตั้งแต่ สงครามโลกครั้งที่ 2

    แต่กระนั้น ภาพที่โลกได้เห็นคือ ผู้คนที่มีสีหน้าสงบนิ่ง และมีสติพอที่จะอยู่ในระเบียบวินัย ไม่มีข่าวคราวความวุ่นวายโกลาหล ลักขโมย หรือฉกฉวยโอกาสซ้ำเติมเอาเปรียบจากเคราะห์กรรมของเพื่อนมนุษย์

    ชาวเน็ตฯ จีนส่วนใหญ่ ได้เห็นภาพเหล่านี้ ต่างส่งต่อแสดงความเห็นในทางชื่นชม ว่าแม้สองชาติจะมีประวัติศาสตร์ที่ร้าวฉานกันอย่างถึงที่สุด แต่เราชาวจีนก็คงได้เรียนรู้ และยอมรับในบุคลิกลักษณะนิสัยอันน่ายกย่องโดยเฉพาะจิตสำนึกสาธารณะของคนญี่ปุ่น

    ชาวเน็ตฯ จีนจำนวนมาก พบว่าความสงบนิ่งในยามวิกฤติใหญ่นี้ สะท้อนคุณภาพจิตใจที่พัฒนามาอย่างดี พร้อมกันนี้ ต่างพิมพ์ข้อความให้กำลังใจ และขอให้ชาวญี่ปุ่นได้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปด้วยดี ในเร็ววัน

    ด้านรัฐบาลจีน หลังจากเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้ส่งทีมกู้ภัยชุดแรกไปให้การช่วยเหลือญี่ปุ่น จำนวน 15 คนแล้ว ล่าสุด รัฐบาลส่งมอบเงินให้ญี่ปุ่น 30 ล้านหยวน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยฯ ในเบื้องต้น และเริ่มจัดส่งวัสดุบรรเทาทุกข์ อาหาร เต็นท์ ผ้าห่มต่างๆ จากสนามบินนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตงไปยังญี่ปุ่นแล้วเช่นกัน

    นอกจากนี้ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (14 มี.ค.) ประธานาธิบดีหู จิ่นเทา ยังได้สนทนาทางโทรศัพท์กับองค์จักรพรรดิอากิฮิโตะ เพื่อแสดงความห่วงใย และเสียใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกล่าวว่า จีนขอร่วมมือกับญี่ปุ่นในทุกทางเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้
    Photobucket
    ภาพเด็กนักเรียนประถมในโรงเรียนแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ขณะเกิดเหตุแผ่นดินไหว ซึ่งได้ทำตามขั้นตอนที่ฝึกซ้อมฯ (ภาพเอเยนซี)

    Photobucket
    ประชาชนที่ตกค้างพลัดที่อยู่ กำลังเฝ้ารอคำแนะนำของทางการฯ โดยต่างไว้วางใจในรัฐบาลและพร้อมให้ความร่วมมือ ในการเผชิญวิกฤติ ขณะเจ้าหน้าที่ฯ เร่งส่งความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว และทั่วถึง (ภาพเอเยนซี)

    Photobucket
    กลุ่มประชาชนที่ถูกจัดให้ไปอยู่อาศัยชั่วคราวในโรงเรียนแห่งหนึ่ง (ภาพเอเยนซี)

    Photobucket
    ท่ามกลางความยุ่งยาก แต่กลับไม่พบความวุ่นวาย และเด็กกับสตรีจะได้รับความช่วยเหลือก่อนเสมอ (ภาพเอเยนซี)

    Photobucket
    ประชาชนเหล่านี้ต้องเดินเท้ากลับบ้าน ซึ่งบางคนอยู่ไกลออกไปถึงเกือบ 20 กิโลเมตร หลังถนนหลายสายถูกตัดขาด และบริการขนส่งสาธารณะเป็นอัมพาตเกือบหมด (ภาพเอเยนซี)

    Photobucket
    แม้จะเหน็ดเหนื่อยอยากนอนเหยียดเท้า แต่ทุกคนยังคงมีสติพอที่จะเบียดตัวนั่งชิดขอบราวบันได เพื่อไม่ให้กีดขวางทางขึ้น-ลง แม้ว่าจะไม่มีคนเดินในขณะนั้นเลยก็ตาม (ภาพเอเยนซี)

    Photobucket
    ภาพจากวงจรปิด เผยให้เห็น กลุ่มครูในสถานเลี้ยงเด็กเล็กช่วยกันห้อมล้อม คร่อมตัวป้องกันเด็กๆ ในตอนแผ่นดินไหว (ภาพเอเยนซี)

     

     

  1. septimus

    นี่คือจดหมายของ ฮา มินห์ ตัน เป็นตำรวจที่ฟูกุชิม่า เขาเป็นชาวเวียดนาม เขียนถึงเพื่อนที่เวียดนาม ถูกพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ New America Midia เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2554 แสดงให้เห็นถึงหัวจิต หัวใจของชาวญี่ปุ่น เศษเสี้ยวของชีวิตกลางวิกฤติ ณ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟูกุชิม่า

    ==========

    พี่ครับ
    พี่และครอบครัวสบายดีนะครับ? สองสองวันมานี้อะไรต่ออะไรสับสนอลหม่านไปหมด หลับตาผมก็ มองเห็นแต่ซากศพ ลืมตาก็เห็นแต่ซากศพ พวกเราทำงานกันวันละ 20 ชม. ผมอยากให้วันหนึ่งมี 48 ชม. พวกเราจะได้มีเวลาช่วยเหลือพวกเขาได้มากขึ้นอีก เราไม่มีน้ำไม่มีไฟ อาหารปันส่วนก็เกือบจะ เกลี้ยงแล้ว การอพยพผู้คนเป็นไปอย่างยากลำบาก จากที่นี่ไปที่โน่น ตอนนี้ผมอยู่ในฟูกุชิม่า ห่างจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ประมาณ 25 กม.

    ถ้าจะให้ผมเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ นิสัยใจคอของพวกเขามันคงได้เป็นหนังสือเล่มใหญ่ พวกเขายังคงอยู่ในความสงบ พวกเขามีศักดิ์ศรีและทำตัวเรียบร้อยเหลือเกิน นั่นทำให้สถานการณ์ไม่เลวร้ายลงไปอีก แต่ผมรับประกันไม่ได้ว่าอีกสักอาทิตย์หนึ่งเราดูแลสถานการณ์ให้เรียบร้อยอย่างนี้ได้ต่อไป

    พวกเขาก็เป็นมนุษย์ธรรมดาเมื่อความหิวกระหายถึงขีดที่อยู่เหนือความทระนง แม้ว่ารัฐบาลพยายามส่งเสบียงอาหารและยาให้ทางอากาศ แต่มันก็เหมือนโปรยเกลือเล็กๆ น้อยๆ ลงในมหาสมุทร
    มีเรื่องประทับใจเกี่ยวกับเด็กชายญี่ปุ่นคนหนึ่งที่ให้บทเรียนกับผมว่าศักดิ์ศรีของการเกิดเป็นมนุษย์คนหนึ่งควรจะเป็นยังไง
    คืนก่อนผมถูกส่งไปที่รร.สอนภาษาแห่งหนึ่งเพื่อช่วยองค์กรการกุศลจัดตั้งหน่วยแจกอาหารให้ผู้ประสบภัย พวกเขาเข้าคิวเป็นแถวเคี้ยวคดยาวอย่างกับงูเลื้อย แล้วผมก็พบเด็กผู้ชายอายุราวๆ 9 ขวบคนหนึ่ง เขาสวมแค่เสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นเท่านั้น มันหนาวมากและเขาก็อยู่ท้ายๆ แถวโน่น ผมกลัวว่ากว่าจะถึงคิวของเขาอาหารที่แจกก็อาจจะหมดเสียก่อน ผมก็เลยพูดคุยกับเขา
    เขาเล่าว่าเขาอยู่ที่ รร. ตอนเกิดเหตุแผ่นดินไหว พ่อของเขาทำงานอยู่ใกล้ๆ กำลังขับรถมารับเขา ขณะนั้นเขาอยู่บนระเบียงชั้น 3 ของ รร. เห็นรถของพ่อถูกคลื่นสึนามิกวาดไปต่อหน้าต่อตา ผมถามถึงแม่ของเขา เขาบอกว่าบ้านของเขาอยู่ใกล้ๆ ชายหาด คิดว่าแม่กับน้องสาวก็คงไม่อยู่แล้ว เขาสั่นหน้าและป้ายน้ำตาเมื่อผมถามถึงญาติๆ

    เขาหนาวจนตัวสั่นผมเลยเอาแจ็กเก็ตเครื่องแบบของผมห่มให้เขา ห่ออาหารปันส่วนของผมก็เลยหล่นออกมา ผมเก็บขึ้นมาและส่งให้เขาพร้อมกับบอกว่า “กว่าจะถึงคิวหนูอาหารอาจจะหมดแล้วก็ได้ เอานี่ไปกินเสียก่อนนะ ผมกินอิ่มแล้ว” เด็กชายรับอาหารไปพร้อมกับโค้ง ผมคิดว่าเขาจะกินมันทันทีแต่ไม่ใช่ เขาเอาห่ออาหารเดินไปวางรวมกับกองอาหารที่กำลังแจกอยู่
    ผมอึ้งไปเลย ผมถามว่าเอาไปไว้ตรงนั้นทำไม ทำไมไม่กินเสีย เขาตอบว่า “ก็ผมเห็นมีคนอีกตั้งเยอะที่หิวกว่าผม ผมเอาไปรวมไว้จะได้แบ่งกันได้ทั่วถึง” ผมเบือนหน้าหนีเพื่อจะได้ไม่มีใครเห็นน้ำตาของผม

    สังคมไหนนะที่ผลิตเยาวชนอายุ 9 ขวบ ให้เข้าใจถึงการเสียสละอันยิ่งใหญ่เช่นนี้…ต้องเป็นสังคมที่ ยิ่งใหญ่…เป็นประชาคมที่ยิ่งใหญ่

    ครับพี่ ผมก็เขียนมาด้วยความคิดถึงพี่และครอบครัวนิดหน่อย ถึงเวลาทำงานกะของผมแล้วครับ…

    ฮา มินห์ ตัน

    ==========

    ถอดความมาฝาก…ด้วยใจคารวะ

     

    1. septimus

      First pictures emerge of the Fukushima Fifty as steam starts pouring from all four reactors at the stricken nuclear power plant
      By Matt Blake and Richard Shears
      Last updated at 8:42 AM on 24th March 2011

      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket
      Photobucket

      Read more: http://www.dailymail.co.uk/news/article-1369216/Japan-nuclear-crisis-Fukushima-Fifty-pictures-inside-nuclear-power-plant.html#ixzz1HWGQjDPM

      Thank you very much dailymail of UK

       

       

      Photobucket

       

       

       

Repeat: เรามิใช่คนป่า

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประชวรด้วยพระโรคไข้ป่าอันเนื่องมาจากการเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่ต.หว้ากอ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จนเหลือที่กำลังแพทย์หลวงจะเยียวยาพระอาการแล้วก็ทรงมีรับสั่งให้เจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์เข้าเฝ้าเพื่อทรงมีพระราชดำรัสสั่งเป็นครั้งสุดท้ายว่า

“ขอท่านเจ้าคุณได้ดูแลรักษาพระราชโอรสของฉันผู้จะสืบสันตติวงศ์ต่อไปให้ดีด้วย การใดที่ควรไม่ควรขอให้ช่วยตักเตือนและว่าราชการแทนไปจนกว่าจะถึงเวลาอันควร”

เมื่อเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ได้ถวายสัตย์ปฏิญานเบื้องพระพักตร์แล้วถวายบังคมลา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ให้อาลักษณ์เข้าไปจดคำขอขมากรรมต่อพระรัตนตรัยและปัจฉิมโอวาทเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นได้ทรงบรรทมหลับพระเนตรในลักษณะการเข้าฌานแล้วสิ้นสุดอัสสาสะปัสสาสะลงแต่บัดนั้น

 

เจ้าชายจุฬาลงกรณ์สยามมกุฏราชกุมารได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นผู้สืบสันตติวงศ์เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๑๑ พระชนม์มายุได้ ๑๕ พระชันษาในขณะที่ก็ทรงประชวรด้วยพระโรคไข้ป่าดุจเดียวกับสมเด็จพระบรมชนก พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ได้แต่เพียงในพระนาม โดยมีเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์(ช่วง บุนนาค)ว่าราชการต่างพระเนตรพระกรรณ

เมื่อทรงหายจากพระอาการประชวรแล้วก็เสด็จไปทรงศึกษาวิชาการกับฝรั่งที่เป็นครูสอนพิเศษที่สมเด็จพระบรมชนกทรงจ้างมาเพื่อถวายพระอักษรโดยเฉพาะ

ทรงเป็นยุวกษัตริย์ที่ต้องอยู่ภายใต้ความกดดันหลายด้าน ไหนจะต้องระวังพระองค์เองเพราะในขณะที่มีคนรักก็มีคนชัง และยังต้องระวังพระองค์ในข้อวัตรปฏิบัติในฐานะของพระผู้ที่เป็นเจ้าชีวิตของคนทั้งประเทศ

นอกจากระเบียบประเพณีและกฏมณเฑียรบาลจะตีกรอบไว้แล้ว ยังจะต้องทรงเรียนรู้ถึงเรื่องการปกครองและการบริหารงานบ้านเมืองไปทีละน้อยๆโดยพระวิริยะอุตสาหะอย่างเต็มกำลัง

ระหว่างที่ยุวกษัตริย์ทรงเล่าเรียนอักษรศาสตร์กับพระอาจารย์ที่เป็นชาวตะวันตกนั้นได้ทรงซักถามถึงความคิดเห็นที่ชาวตะวันตกมีต่อประเทศสยามและชาวสยาม ครูฝรั่งได้กราบทูลว่า

 

“ประเทศสยามนั้นชาวตะวันตกเรียกว่าประเทศด้อยพัฒนา เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน มีที่ดินและทรัพยากรมากแต่ไม่ได้ใช้ให้เป็นประโยชน์ ความเจริญทั้งหลายในโลกตะวันตกไม่เคยเข้ามาถึงประเทศสยาม

ระบบศักดินาขุนนางของสยามยังคงล้าสมัย ขุนนางมีข้าทาสบริวารมากมาย มีแต่คอรัปชั่น การกอบโกยผลประโยชน์ของขุนนางที่แบ่งกันเป็นส่วนๆ ความเจริญส่วนใหญ่จึงอยู่แต่ในพระบรมมหาราชวังและในบ้านของบรรดาขุนนาง คนในชนบทไม่เคยได้รับการศึกษามีแต่ถูกกดขี่ข่มเหงอยู่ตลอดมา

การเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ยังคงมีการหมอบคลาน มองไปทางใดในยามค่ำคืนมีแต่ความมืด ถนนหนทางก็ไม่มี มีแต่ไต้และโคม กฏหมายก็มิได้ทันสมัย ชาวตะวันตกจึงมองเห็นว่าชาวสยามคือคนป่าที่ยังไม่ได้พัฒนา”

 

เมื่อทรงได้ฟังความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาจากพระอาจารย์ชาวตะวันตกแล้วก็ทรงครุ่นคิดถึงวิธีการที่จะทำให้ประเทศสยามได้รับการยอมรับจากนานาอารยะประเทศในสมาคมโลก

ดังนั้นเมื่อทรงเสด็จขึ้นครองราชย์อย่างแท้จริง(เป็นครั้งที่สองเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๑๖)แล้ว

สิ่งแรกที่พระราชทานแก่ขุนนางข้าราชการและทูตานุทูตต่างประเทศคือ ทรงประกาศเลิกประเพณีการหมอบเฝ้าทั้งหมด ให้เข้าเฝ้าได้ด้วยการยืนเฝ้าและนั่งเก้าอี้ ยกเว้นในกรณีการถวายราชกิจอย่างเป็นทางการตอนออกท้องพระโรงจึงจะมีการกราบถวายบังคมแล้วเข้านั่งในที่นั่งเฝ้าต่อไป

บรรดาทูตานุทูตและชาวต่างประเทศต่างมีความยินดีและเขียนสดุดีในพระราชวินิจฉัยให้ยกเลิกการหมอบเฝ้ากันอย่างขนานใหญ่

 

พระองค์เองก็ได้ทรงเล่าเรียนภาษาอังกฤษอย่างเอาเป็นเอาตายและสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดีเท่ากับเจ้าของภาษาเป็นที่ยอมรับในหมู่ชาวต่างชาติและเมื่อทรงเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกนั้น พระปรีชาสามารถในด้านภาษาต่างประเทศ(กับทั้งทรงเข้าใจวิธีคิดวิธีจัดการของชาวต่างประเทศอย่างลึกซึ้ง)จึงเป็นที่ยอมรับของชาวตะวันตกอย่างแท้จริง

ทรงว่าจ้างชาวต่างประเทศโดยมิจำกัดเชื้อชาติศาสนาให้เข้าทำงานในกิจการราชการต่างๆเช่นกิจการตำรวจหลวง และพลตระเวน(ตำรวจภายนอกพระราชฐาน)

ทรงปรับปรุงกฏหมายว่าด้วยลักษณะอาญาและแพ่งให้ทันสมัยขึ้น ตราพระราชบัญญัติการพิจารณาความอาญาและการศาลให้เป็นระบบแบบเดียวกับต่างประเทศ ทั้งนี้เพราะในเวลานั้นบรรดากงสุลของประเทศต่างๆไม่ยอมขึ้นศาลไทยโดยตั้งข้อรังเกียจเรื่องแนวทางการพิจารณาคดีและระบบการสอบสวนผู้ต้องหาที่เรียกว่าจารีตนครบาล อันได้แก่การลงทัณฑ์ทรมานแก่นักโทษเพื่อให้สารภาพด้วยวิธีการอันทารุณเช่น ตอกเล็บ บีบขมับ เป็นต้น เมื่อเกิดกรณีพิพาทระหว่างชาวต่างชาติกับชาวไทย การพิจารณาโทษจะต้องไปพิจารณากันในศาลกงศุลของชาตินั้นๆ ทำให้ฝ่ายไทยเสียเปรียบมาโดยตลอด ในที่สุดก็ทรงโปรดเกล้าให้ยกเลิกจารีตนครบาลอย่างสิ้นเชิงและปรับขบวนการสอบสวนให้เป็นระบบสากลนิยม เพื่อให้เป็นที่ยอมรับจากชาวต่างชาติยอมมาขึ้นศาลไทยเมื่อถึงคราวที่ต้องมีการพิจารณาคดีกับคนสยาม

 

พระราชโอรสทุกพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ทรงส่งเสด็จไปเรียนวิชาการในประเทศยุโรปในสาขาต่างๆเช่นการแพทย์ การทหาร การวิศวกรรม ทรงส่งไปทั้งอังกฤษ เยอรมัน และรัสเซีย เพื่อเล่าเรียนวิชาการแล้วนำกลับมาใช้งานในราชการบ้านเมือง พระราชโอรสของพระองค์เมื่อเสด็จกลับมาได้สร้างความเจริญให้แก่ประเทศชาติเป็นอันมาก

 

ไม่เพียงแต่เท่านั้น พระองค์ยังได้ทรงขยายการศึกษาออกไปนอกพระบรมมหาราชวังให้ประชาชนทั้งหลายได้มีโอกาสเล่าเรียนเขียนอ่านศึกษาอย่างเป็นระบบ มิต้องไปขอเรียนจากบรรดาพระในวัดเหมือนเช่นที่เคยมีมาในอดีต โดยตั้งโรงเรียนแห่งแรกขึ้นที่พระตำหนักสวนกุหลาบ ให้การศึกษาแก่เจ้านายในวัง ทรงมีพระราชดำรัสแสดงให้เห็นถึงน้ำพระหฤทัยห่วงใยในการศึกษาของบรรดาลูกขุนนางและลูกราษฎรธรรมดาว่า

 

“เมื่อได้กล่าวถึงโรงเรียนนี้ว่าจะเป็นการสงเคราะห์แด่ตระกูลเจ้านายดังนี้ใช่ว่าจะลืมตระกูลข้าราชการและราษฎรเสียเมื่อไร โรงเรียนนี้ที่มีอยู่แล้วและที่จะตั้งขึ้นต่อไปในภายหน้า ได้คิดจัดการโดยอุตส่าห์เต็มกำลังที่จะให้เป็นการเรียบร้อยพร้อมเพรียงเหมือนกับที่โรงเรียนนี้และคิดจะให้แพร่หลายออกไปโดยกว้างขวาง มีคนที่ได้เรียนมากกว่าแต่ก่อน ทั้งจะมีโรงเรียนวิชาการชั้นสูงขึ้นไปอีก ซึ่งได้กำลังคิดจัดอยู่บัดนี้

เจ้านายราชตระกูลตั้งแต่ลูกฉันเป็นต้น ลงไปถึงราษฎรที่ต่ำสุด จะให้มีโอกาสได้เล่าเรียนเสมอกันไม่ว่าเจ้าไม่ว่าไพร่ เพราะฉะนั้นจึงขอบอกได้ว่าการเล่าเรียนในบ้านเมืองเรานี้จะเป็นข้อสำคัญที่หนึ่ง ซึ่งฉันจะอุตส่าห์จัดให้เจริญขึ้นให้จงได้”

¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬
คาถาบูชาพระสยามเทวาธิราช
สยามะเทวาธิราชาเทวาติเทวา มหิทธิกา เทยยรัฏฐัง อนุรักขันตุ อาโรคะเยนะ สุเขนะ จะ
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ สุวัตถิ โหตุ สัพพะทา สยามะเทวานุภาเวนะ สยามะเทวะเตชะสา
ทุกขะโรคะภะยะ เวรา โสกาสัตตุ จุปัททะวา อเนกา อันตะรายาปิ วินัสสันตุ อะเสสะโต
ชะยะสิทธิ ธะนัง ลาภัง โสตถิภาคะยัง สุขัง พะลัง สิริ อายุ จะ วัณโณ จะ โภคัง วุฑฒิ จะ
ยะสะวา สะตะวัสสา จะ อายุ จะ ชีวะสิทธี ภะวันตุ เม
¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬

Tag: พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เขียนโดย septimus ที่ 2008-10-11 14:05:36 น. 17 ความคิดเห็น
..
.
.
ความคิดเห็นที่ 6, เว็บไซต์ :
ทั้งล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖
ต่างทรงมีพระราชประสงค์ให้ประเทศไทย
เป็นประเทศประชาธิปไตยแต่เนื่องด้วยชาวไทย การศึกษาไม่สูงนัก
จึงทรงเกรงว่า เมื่อเปลี่ยนการปกครองแล้ว
แทนที่จะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง
กลับจะเป็นโทษแทนดังนั้น ทั้งสองพระองค์ จึงได้วางรากฐานการศึกษา
และปรับปรุงระบบการศึกษาให้เข้มแข็ง
เพื่อปูพื้นฐานระบอบประชาธิปไตย

เสียดาย … ที่ประเทศไทยชิงสุกก่อนห่าม
จึงได้แต่เพียงประชาธิปไตย wanna be

^_^

 | nelumbo | 11 ตุลาคม 2551 | 23:21:00

ความคิดเห็นที่ 7, เว็บไซต์ :ใช่ค่ะคุณnelumboคะน่าเสียดายเหลือเกิน
แล้วพวกชิงสุกก่อนห่ามก็ไม่เห็นตายดีสักคนแต่ยังไงก็ไม่คุ้มไม่สาสมเลยกับผลกรรมที่ตกทอดมาถึงพวกเราในปัจจุบันนะคะคุณบัว…ตามล้างตามเช็ดกันไม่หวัดไม่ไหว

 | septimus | 12 ตุลาคม 2551 | 11:52:10

 

 

 

 

 

 

 

ที่มา http://septimustidbits.blogspot.com.au/2012/08/blog-post_3898.html

 

 

 

 

[ขอบคุณ ไทยทีวีสีช่อง 3 และ ทีวีซีน แอนด์ พิคเจอร์]

 

 

 

 

ปกครองแบบพระองค์ดำ

 

 

 
ความร่มเย็นแห่งสยาม

หลังจากสงครามยุทธหัตถี พม่าก็ครั่นคร้ามไม่กล้าล่วงล้ำเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาอีกต่อไป

เป็นเวลาถึง 150 ปีที่ไม่มีทัพของเมืองใดกล้าประกาศสงครามเชิงรุกกับกรุงศรีอยุธยาอีกเลย

พระบารมีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงอยู่เหนือกาลเวลา อาณาจักรกรุงศรีอยุธยายิ่งใหญ่สืบเนื่องต่อจากรัชสมัยของพระองค์อีกเกือบสองร้อยปี ต่างจากพระเจ้าบุเรงนองซึ่งเมื่อสวรรคตแล้ว บ้านเมืองพม่าก็แตกสลายเป็นส่วนๆทันที

เช่นเดียวกับกษัตริย์ยอดนักรบเจงกิสข่าน หลังสิ้นพระชนม์ลง ความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิมองโกลก็ดำรงอยู่ไปอีกถึง 150 ปีเช่นกัน

มหาราชแห่งเอเชียทั้งสองได้รับการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์โลก และสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นกษัตริย์พระองค์แรกของไทยที่ต่างชาติยกย่องว่าเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่แห่งเอเชียเช่นเดียวกับเจงกิสข่าน จิ๋นซีฮ่องเต้ ฯลฯ

 

ราชอาณาไทยกว้างใหญ่ไพศาลจวบจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ซึ่งมีการแบ่งเขตแดนประเทศตามหลักสากล ถ้าไม่มีสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกู้ชาติเอาไว้ แผนที่โลกก็คงไม่มีประเทศไทย ดั่งเช่นที่มอญควรจะมีผืนดินเป็นของตนเองอย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่งของพม่าในปัจจุบันแต่กลับสูญหายไปเป็นของชาวพม่าเชื้อสายมอญแทน

 
 
 
 

เช่นเดียวกัน เราก็จะเป็นชาวพม่าเชื้อสายไทย หากมหาราชทั้งสองพระองค์ไม่สามารถกู้เอกราชกลับคืนมาได้!

 

พระบารมีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชยังคงแผ่ปกคลุมมาจนถึงทุกวันนี้ ทหารไทยใหญ่ชนกลุ่มน้อยในพม่าปัจจุบัน ก่อนออกรบทุกครั้งต้องทำพิธีสมาธิจิตระลึกถึงสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แม้พม่าเองก็ยังคงมีความเกรงกลัวฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก(เชื่อว่าท่านที่เคยไปเยือนเมียนมาร์จะสัมผัสได้ไม่ยากนัก-septimus)และเชื่อว่าแม้จะเกิดสงครามขึ้นมาจริงๆ พระวิญญาณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่ประทับในสายเลือดทหารไทยทุกคนก็พร้อมจะรบอย่างไม่กลัวความตายดั่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในสมัยกรุงศรีอยุธยาของพระองค์

 
 
 
 
 
 

การปกครองในสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

กรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นเมืองสงบ ปราศจากโจรผู้ร้าย ประชาชนดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข ตั้งมั่นในศีลธรรมและเคารพกฏหมาย

สมเด็จพระนเรศวรมหาราชแม้จะทรงเป็นนักรบแต่ก็ไม่โปรดให้มีนักเลงหัวไม้ ยิ่งทำตัวกร่างใหญ่โตเอะอะโวยวาย ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล จะถูกสั่งสำเร็จโทษทันที

พระองค์เสด็จฯทอดพระเนตรความเป็นอยู่ของประชาชนด้วยการปลอมพระองค์เป็นชาวบ้านอยู่เสมอ

แม้ในยามดึกดื่นค่ำคืน พระองค์ก็ทรงออกล่องเรือไปตามลำน้ำพร้อมด้วยองครักษ์ไม่กี่คน … ไปตามที่ต่างๆ เพื่อทรงดูแลสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่อยู่ในการปกครองของพระองค์

ก่อนที่พระองค์จะเสด็จขึ้นครองราชย์ มีโจรลักเล็กขโมยน้อยในกรุงศรีอยุธยาอยู่เต็มไปหมด เนื่องจากกำลังตกอยู่ในภาวะแพ้สงคราม … พระองค์ทรงลองใจด้วยการให้ทหารนำทองคำไปหย่อนไว้ตามที่ต่างๆแล้วแอบเฝ้าดู ใครที่เก็บเอาไปเป็นของตัวเองจะถูกนำมาประหารชีวิต … ว่ากันว่ากรุงศรีอยุธยาเวลานั้น ถ้าใครทำทองตกไว้บนท้องถนน อีก 1 ชั่วยามกลับมาดู ทองนั้นก็ยังคงอยู่ที่เดิม

ในช่วงเวลาเข้าพรรษา พระองค์ทรงมีรับสั่งห้ามราษฏรทุกคนดื่มสุรา ทรงกำหนดให้ประชาชนทุกคนอยู่ในศีลห้า ศึกษาแก่นธรรม

สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงได้รับการฝึกวิปัสสนากรรมฐานจากพระมหาเถรคันฉ่องและศึกษาการใช้หลักพระพุทธศาสนาปกครองบ้านเมือง ทรงชี้แจงให้ชาวบ้านเลิกเชื่องมงายเรื่องผีสาง เทวดา เทพารักษ์ การบูชายันต์ และให้หันมาเชื่อในความมานะพยายามของตนเอง —

พระองค์ทรงโปรดให้วัดใหญ่ชัยมงคลเป็นวัดสำหรับปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานโดยเฉพาะ และสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงมีรับสั่งให้คัดลอกพระไตรปิฏก 84,000 พระธรรมขันธ์ใหม่ทั้งหมด

ส่วนเรื่องการสานสัมพันธ์กับบรรดามิตรประเทศ พระองค์ก็ไม่ทรงละเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่เคยช่วยเหลือไทยในยามยากเช่นลาว สมัยพระไชยเชษฐาครองเมืองเวียงจันทน์ได้ยกทัพมาช่วยไทยอย่างไม่เกรงกลัวพม่าอยู่หลายครั้ง และเมื่อราชบุตรพระไชยเชษฐาต้องการให้เมืองเชียงใหม่คืนเชลยชาวล้านช้างที่กักตัวไว้ทั้งหมด สมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็ทรงแผ่พระบารมีไปยังเจ้าเมืองเชียงใหม่ให้ปล่อยเชลยกลับคืนล้านช้างทั้งหมด—

สมัยกรุงศรีอยุธยา จีนเคยส่งปืนใหญ่ทองแดงอานุภาพสูงมาให้ไทยต่อสู้กับพม่า ครั้นจีนเกิดสงครามบ้าง สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสนอจีนว่าจะช่วยยกทัพไปรบกับญี่ปุ่นซึ่งขณะนั้นกำลังก่อศึกอยู่กับจีนสมัยราชวงศ์หมิง นอกจากนี้พระองค์ยังช่วยจีนปราบโจรสลัดที่กวางตุ้งจนได้รับพระราชสาส์นขอบพระทัยจากจักรพรรดิจีน

ไทยกับจีนเป็นพันธมิตรกันทั้งด้านการสงครามและเศรษฐกิจมาจวบจนปัจจุบัน ความผูกพันระหว่างไทย-จีนเช่นเดียวกับความผูกพันระหว่างไทย-ลาว นั่นคือเปรียบเสมือนพี่น้องครอบครัวเดียวกัน เมื่อใครมีปัญหา ต่างฝ่ายต่างคอยช่วยเหลือกันอยู่เสมอ

สำหรับชาวตะวันตก พระองค์ทรงโปรดชาวฮอลันดาเป็นพิเศษ(คาดว่าน่าจะเกิดจากการที่พระองค์ทรงเห็นฤทธิ์เดชที่สามารถปกป้องยะไข่อันเป็นบ้านเมืองของชาวอาระกันจนพระเจ้าบุเรงนองไม่สามารถทำอะไรได้เลย-septimus) ทรงส่งคณะทูตานุทูตเดินทางไปถวายพระราชสาส์นแก่กษัตริย์ฮอลันดา รัชสมัยของพระองค์เป็นรัชกาลแรกที่ติดต่อทำการค้ากับฮอลันดา —

อีกสิ่งหนึ่งที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงใช้เป็นเครื่องมือในการปกครองมาโดยตลอดคือ พระราชพิธี

ทหารส่วนใหญ่เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นเวลารบทัพจับศึกพระองค์จะทรงทำพิธีที่จำเป็นทุกครั้ง เช่นเมื่อครั้งพระยาพิชัย พระยาสวรรคโลกเป็นกบฏเพราะความเกรงกลัวพม่า พระองค์ทรงดำริว่าจะจัดพระราชพิธีตักน้ำกระพังโพยศรี ซึ่งเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่สมัยสุโขทัย แล้วให้แม่ทัพนายกองไพร่พลถือสัตย์ฏิญาณว่าจะร่วมแรงร่วมใจกันต่อสู้กับพม่าจนกว่าจะได้รับชัยชนะ หลังพิธีเสร็จสิ้นลง แม่ทัพนายกองพลทหารทุกคนต่างรวมใจเป็นหนึ่งเดียว ฮึกเหิม พร้อมที่จะต่อสู้อย่างไม่กลัวเกรง —

พระราชพิธีในรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม มีพิธีการศักดิ์สิทธิ์น่าเคารพเกรงขาม พิธีกรรมที่สามารถโน้มน้าวหัวใจทุกดวงให้มารวมกันได้ย่อมสร้างพลังและพุทธานุภาพขึ้นมาได้โดยอัศจรรย์

ตามประวัติศาสตร์โลก ไม่ว่าพระมหากษัตริย์ประเทศใด ถ้าไม่ทรงยึดติดกับพิธีรีตอง ปฏิบัติพระองค์เยี่ยงคนสามัญ เล่นสนุกกับคนทั้งหลาย แม้ในเบื้องต้นประชาชนจะรักใคร่ว่าไม่ถือพระองค์แต่ในที่สุดก็จะขาดความเคารพยำเกรง หลังจากนั้นก็จะกลายเป็นการดูหมิ่นและท้าทายพระราชอำนาจในที่สุด นี่คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงจำเป็นต้องรับสั่งประหารชีวิตด้วยการเผาฝีพายเรือพระที่นั่งทั้งหมดทั้งเป็นเมื่อได้ทำการประมาทเลินเล่อนำเรือพระที่นั่งเข้าเทียบท่าผิดในพระราชพิธีราชาภิเษก ซึ่งเป็นมหาวโรกาสที่สำคัญที่สุด มิเช่นนั้นพิธีการทั้งหลายที่จะมีขึ้นหลังจากพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์จะขาดความน่าเชื่อถือศรัทธา ขาดความศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งในการปกครองประเทศ—

พงศาวดารทุกฉบับไม่ว่าของไทย พม่า มอญ ฮอลันดา โปรตุเกส จีน ญี่ปุ่น ฯลฯ ระบุไว้ตรงกันว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงเป็นกษัตริย์ที่เฉียบขาดมากที่สุด ทรงเคร่งครัดในระเบียบวินัย ผู้ใดขาดวินัยจะถูกลงพระอาญาทันที ยิ่งถ้าเป็นการละเมิดกฏหมายจะถูกนำไปเผาทั้งเป็น

รัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กรุงศรีอยุธยาจึงสงบร่มเย็นที่สุด ปราศจากโจรผู้ร้าย นักเลงหัวไม้ มีแต่ข้าราชการที่ซื่อสัตย์ ประชาชนดำรงชีวิตอย่างเป็นสุข

ช่วงระหว่างที่กรุงศรีอยุธยาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า จวบจนประกาศเอกราชและอยู่ในสภาวะสงครามตลอดรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ขณะนั้นทรัพยากรในบ้านเมืองมีอย่างจำกัดเพราะต้องนำไปใช้ในการรบ การเกษตรก็ทำได้ไม่เต็มที่เนื่องจากชายฉกรรจ์ต้องทำหน้าที่ปกป้องบ้านเมือง ถ้าพระองค์ปกครองแบบพ่อปกครองลูกเหมือนครั้งสุโขทัยก็จะควบคุมบ้านเมืองไม่ได้เลย เพราะต้องยอมรับว่าคนไทยส่วนหนึ่งไม่มีความรักชาติเท่าที่ควรพร้อมที่จะเป็นเมืองขึ้นของพม่าเพียงแต่ขอให้ตัวเองอยู่รอดไม่ต้องวุ่นวายไปรบกับใครก็พอ และก็มีคนไทยอีกส่วนหนึ่งซึ่งไม่น้อยเช่นกันที่มีนิสัยชอบลักเล็กขโมยน้อย ยิ่งช่วงเศรษฐกิจฝืดเคืองพฤติกรรมนี้ยิ่งเด่นชัด

ยังไม่นับพฤติกรรมปกติทั่วไปของคนไทยเช่นการดื่มสุรา เล่นการพนัน เป็นกิจวัตร ถ้าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชไม่ทรงปกครองบ้านเมืองอย่างเฉียบขาด เชื่อได้เลยว่าการห้ามประชาชนดื่มสุราในช่วงเข้าพรรษาทำไม่ได้แน่นอน

เป็นที่ทราบกันแล้วว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงประทับตามค่ายทหารมากกว่าในพระราชวังหลวงที่กรุงศรีอยุธยา ตลอดช่วงการปกครองบ้านเมืองประมาณ 20 ปี(นับจากวันประกาศอิสรภาพ) รวมเวลาทั้งหมดที่ประทับในพระราชวังได้ประมาณ 2 ปีเท่านั้น—

แม้จะทรงปกครองกองทัพด้วยความเข้มงวดแต่ก็ทรงร่วมทุกข์ร่วมสุขเดียวกันกับทหารหาญทั้งหลาย พระองค์ไม่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายเหนือทหารคนอื่น ไม่มีนางสนมติดตามทัพแบบกษัตริย์เมืองอื่น เวลาออกรบก็ทรงนำหน้า และพร้อมที่จะต่อสู้อย่างไม่หวั่นเกรงความตาย

พระองค์ทรงออกกฏให้ประชาชนเข้าวัดทุกวันพระ ในขณะที่พระองค์เองยามว่างจากการศึกการเมืองก็ทรงเข้าวัดปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นกิจวัตรเช่นกัน พระองค์มีรับสั่งว่า คนไทยอย่าเกียจคร้าน และก็ทรงมีพระจริยาวัตรที่เป็นแบบอย่างถึงความวิริยอุตสาหะ และถึงแม้บางกรณีพระองค์จะตัดสินประหารชีวิตประชาชนก็เชื่อว่าพระองค์ทรงเสียพระทัยอยู่ไม่น้อยแต่พระองค์ก็ตรัสว่า คนแบบนี้สมควรตาย

แม้ในปัจจุบันประเทศที่กฏหมายศักดิ์สิทธิ์ โทษหนักขั้นประหารชีวิตทันทีก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความสงบสุขของบ้านเมือง ดังจะเห็นได้ว่าประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย ไม่ค่อยมีคดีอาชญากรรมร้ายแรงเหมือนประเทศไทย

ความเด็ดขาดในการปกครองของพระองค์ ทำให้หลังจากเสด็จสวรรคต กรุงศรีอยุธยาได้กลายเป็นเมืองที่สงบปราศจากโจรผู้ร้าย มีการค้าขายคับคั่ง และเป็นศูนย์กลางของสุวรรณภูมิต่อมาอีกเป็นเวลานับร้อยปี

 
 
 
 
คัดจาก
“เจาะตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” หน้า101-113, 183-184
โดยทันตแพทย์สม สุจีรา ผู้เจาะลึกเบื้องหลังพลังจิตที่คุณไม่เคยรู้ให้อ่านสนุก
(และช่วยเพิ่มอรรถรสในการชมอภิมหาภาพยนตร์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช)
 
 
 
 
Photo: วันนี้ - 30 มิถุนายน ซื้อ 1 ที่นั่ง รับฟรีอีก 1 ที่นั่ง เมื่อชม ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยุทธหัตถี ที่โรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ
 
 
 
 
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

 

 
 

มหาศิวาราตรี

มหาศิวราตรี (Mahā Shivarātri) คือวันสำคัญทางศาสนาของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ศิวราตรี แปลว่า ราตรีหรือค่ำคืนแห่ง (การบูชา) พระศิวะเจ้า
ศิวราตรีเป็นเทศกาลสำคัญยิ่งวันหนึ่งในรอบปีของชาวฮินดู

 

 

วันนี้วันแรม14ค่ำเดือน3

คืนนี้เป็นคืนศิวาราตรี

มีคติเชื่อว่าพระศิวะเป็นเจ้าเสด็จออกตรวจโลก กำจัดพาลอภิบาลประทานพรแก่สาธุชน

พระเป็นเจ้าจะเสด็จมาจากทิศหรดีเวลา21.18นาฬิกาโดยทักษิณาวัตไปทางทิศอีสานแล้ววนทักษิณาวัตต่อไปจนถึงเขายุคลธร

ขอสาธุชนพึงผินหน้าไปทิศหรดี(ทิศตะวันตกเฉียงใต้) เปล่ง “โอม นะมะศิวะ” ให้เสียงก้องในห้วงหูด้วยโทนเสียงที่ต่ำที่สุดในยามพระเป็นเจ้าเสด็จเถิด [Credit: https://www.facebook.com/Paisal.Fanpage]

 

 

 

 

 

มหาศิวาราตรี..!

คนฮินดูในประเทศอินเดียจะเริ่มจัดงาน จัดพิธีบูชามหาเทพล่วงหน้าแล้วหลายวัน

หากวันที่สำคัญสุดจะเป็นวันแรม 14 ค่ำเดือน 3 ซึ่งจะเป็นช่วงที่เรียกว่า ‘ปักษ์ขาด’ หมายถึงจะไม่มีแรม 15 ค่ำนั่นเอง

และช่วงเวลาที่สำคัญสุด ก็จะเป็นช่วงเวลาเที่ยงคืนของวันแรม 14 ค่ำ เพราะเชื่อกันว่ามหาศิวะเจ้าจะเสด็จลงประทับบนแผ่นดินโลก เพื่ออวยพรแก่ผู้บูชาพระองค์..

และเชื่อว่าจะประสบผลได้ในทุกเรื่อง

นั่นคือความเชื่อทางเทวศาสตร์ แบบฮินดู..!

[Credit: Prasong Songthong]
..
.
.
อ่านตำนานพิธีมหาศิวราตรีต่อได้ที่ th.wikipedia.org/wiki/มหาศิวราตรี

ล่องอียาวดี

 

สุริยันลาวันลับ แต่จันทร์และดวงดาราน้อยใหญ่ก็ไม่ปล่อยให้พวกเราในเรือลำเดียวกันเงียบเหงาเกินไปกับเสียงกบเขียดอึ่งอ่างและอื่นๆที่เราไม่รู้จัก
เสียงสวบสาบบนท้องทุ่งจากหนุ่มๆพม่าเปลี่ยนเป็นเสียงเฮเมื่อแทงกบ เอ้ย
ปักหลักให้เรือเรายึดไม่ลอยคว้างไปไหนในค่ำคืนนั้นได้สำเร็จ
ท่ามกลางเสียงระงมของบรรดาสรรพชีวิตทั้งในน้ำ บนบก อากาศ และครึ่งบกครึ่งน้ำ…
พวกเราหยุดผจญภัยนั่งล้อมวงหม่ำมื้อเย็นใต้แสงเทียนฝีมือแม่ครัวที่แอบดูกี่ทีก็พ่อครัวมากกว่า อย่างเอร็ดอร่อยราวกับหิวโหยกันมากมายทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรเลยมาทั้งวันนอกจากนั่งนอนยืนเดินกินลมชมธรรมชาติฟังเสียงวิหกนกเค้าคูขันกันสนั่นเจื้อยแจ้วมาตลอดสองฟากฝั่งแม่น้ำอียาวดี
 
 
 
นกเค้าเยอะเจงๆ ไม่รู้นกอะไรต่อนกอะไร
 
“รังนกพวกนี้อยู่ที่ไหนเนาะ” เสียงถามแหวกขึ้นมาท่ามกลางเสียงบรรเลงเซ็งแซ่ของเหล่าวิหค
 
 
 
และไม่ต้องรอให้ใครตอบ กัปตันเหมือนจะได้ยินซะเอง ก็เลยวาดหัวเรือเข้าใกล้ฝั่งให้เห็นกันจะๆ…
 
“วู้ววว ถามโง่ๆ” เสียงเดียวกันเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
 
 
 

 

 

[เรือใหญ่บรรทุกท่อนซุงที่ประมูลได้ไปขายต่อที่ย่างกุ้ง]

 

[บรรดาเรือกำลังร่อนหาทองคำในแม่น้ำ]
อาหารคาวที่ไม่เคยกินที่ไหนมาก่อนถูกกวาดเรียบลงกระเพาะของทุกคนภายในเวลาที่สมควร
ผลไม้ถูกจัดเสิร์ฟตามมาติดๆชนิดไม่มีช่องไฟเว้นวรรค
พวกเราเริ่มคุยเริ่มแลกเปลี่ยนประสพการณ์การเดินทางในที่ต่างๆและตามด้วยเรื่องเล่าส่วนตัวที่ปิดบังไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร…
 
 


[ตรงนี้ถ้าไม่ใช่ลานสาวกอดเมียนมาร์ ก็น่าจะเป็นบริเวณที่กำลังทำพิธีทางศาสนาพุทธ]


[หนูน้อยเมียนมาร์ลุกขึ้นยืนโบกมือทักทายชาวต่างชาติ]
 
 
“คุณแม่คุณหมอท่านเป็นสุภาพสตรียุควิคตอเรี่ยน ท่านกับคุณพ่อพบกันโดยบังเอิญบนเรือที่มุ่งหน้าสู่อินเดีย
สมัยนั้นสุภาพสตรีอังกฤษถ้าอายุเลยยี่สิบห้าแล้วยังไม่มีคู่ โดยมากจะลงเรือไปหาคู่กันที่นั่น
ตอนนั้นเค้าเรียกค่ายทหารที่นั่นว่า เว็ดดิ้งมาร์เก็ต
แต่ก่อนไปก็จะมีนายหน้าเอ้ยแม่สื่อแม่ชักแนะนำให้ติดต่อรู้จักกันซะก่อนทางจดหมาย และญาติผู้ใหญ่ที่เหลืออยู่ของคุณแม่คุณหมอก็ได้ใช้บริการนี้จนพอใจกันทั้งสองฝ่าย จึงตกลงรับหมั้นกับว่าที่สามีซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ทางโน้น
หลังจากหมั้นกันแล้ว คุณแม่คุณหมอก็ออกเดินทางเพื่อไปเข้าพิธีแต่งงาน
แต่ก็นะ…
บุพเพสันนิวาสของท่านเพิ่งออกตัว ช่างชักช้าซะเหลือเกิน
ระหว่างที่คุณแม่กำลังจะลงเรือ ก็พอดีได้รับความช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆจากคุณพ่อซึ่งกำลังจะเดินทางไปรับตำแหน่งใหม่เป็นหมอประจำค่ายทหารที่อินเดียเหมือนกัน
ทั้งคู่ก็เลยได้เริ่มรู้จักกันนับแต่นั้น และได้คบหาเรียนรู้ซึ่งกันและกันไปอย่างไม่ตั้งใจตลอดการเดินทางที่ยาวนานนับเดือนบนเรือลำนั้น
ครั้นถึงอินเดีย คุณแม่ก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว… ยกเลิกการหมั้นหมายและการแต่งงานกับคู่หมั้น ทันที”
 
 

 

[เรือคู่ชีพใช้ตก เอ้ย ร่อนหาทองคำในแม่น้ำ]

 

[เหมือนชนบทที่เมืองไทย]

 

[กิจกรรมยามสายของชาวบ้านเมียนมาร์]

 

[อาบน้ำกันข้างสุสานที่คล้ายกับของชาวโรมันมากๆ]

 

[พาหนะชาวบ้าน สวยดี]

 

 

[สัตว์เลี้ยงของชาวบ้าน เพิ่งเห็นว่าที่นี่เค้าเลี้ยงแกะด้วย]

 

 

 

[กำลังหาทองคำ]

 

[ชาวบ้านสานเสื่อเป็นฝาบ้าน]

 

[ท่อนซุงไม้สักลอยน้ำจำนวนมากลากลงมาจากในป่า กำลังรอให้เรือใหญ่มาประมูลแข่งราคากัน]

 

 

[ก่อนเปิดประเทศ บรรดาเจดีย์น้อยใหญ่ทั่วประเทศล้วนมีสีขาว]

 

[แล้ววันหนึ่งท่านผู้นำก็สั่งให้ทาสีทองให้หมด]

 

[หมู่บ้านปั้นหม้อที่มีความสำคัญเพราะเป็นหมู่บ้านที่กองทัพอังฤษใช้เป็นที่ประกาศชัยชนะเหนือกองทัพพระเจ้าสีป่อ]

 

[เห็นแล้วทำให้คิดว่าพวกเค้าอาจมีความเกี่ยวพันกับกลุ่มช่างปั้นหม้อที่เมืองไทย]

 

 

 
เรื่องจริงไม่อิงนิยายฉบับไหนที่ได้ยินด้วยตัวเองคราวนี้ เราถึงกับฟินนนนซ้า…
ช่างเป็นเรื่องที่ช่วยส่งเสริมเรื่องราวในวรรณกรรมใหม่เล่มหนึ่งที่เราเพิ่งชอบเป็นนักหนา… 
 
 
 
[เครื่องมือหาทองคำของชาวบ้าน]

 

[ถ้าเจ้าของยังไม่เดือดร้อนต้องใช้เงิน เครื่องมือเหล่านี้ก็จะจอดทิ้งไว้เฉยๆ]

 

 
แล้วเราก็ค่อยๆหันหน้าไปมองคุณหมอที่กำลังออกอาการง่วงอย่างชื่นชม 
และก่อนที่ท่านจะขอตัวไปพักผ่อนก่อนใคร ท่านก็กรุณาเล่าเสริมถึงชีวิตในวัยเด็กของท่านกับพี่ชายภายใต้การฟูมฟักของคุณแม่ระหว่างที่คุณพ่อต้องไปรับราชการยามสงครามโลกณ.แดนไกลโพ้นให้ฟัง
ท่านคงคิดถึงคุณพ่อกับคุณแม่ของท่านขึ้นมาในตอนนั้นอย่างจับใจเหมือนกัน
 
 
[อุตสาหกรรมป่าไม้ที่ถูกต้องตามกฏหมายของเมียนมาร์]
 
หลังจากนั้น เราเอง ท่ามกลางความมืดสนิทที่มีเพียงแสงดาวเคล้าแสงจันทร์ สัมผัสสายลมแม่น้ำพัดมาเอื่อยๆเย็นๆ  เสียงระงมแข่งกันร้องบรรเลงขับกล่อมของกบเขียดอึ่งอ่างค้างคาวแหวกเวหา ก็หาได้หลับลงไปง่ายๆไม่ 
 
 
[สงสัยจังว่าคณะศรัทธาจากที่ไหนหนอที่ดั้นด้นมาถึงที่นี่]
 
ด้วยคิดอยากจะอ่านหนังสือก่อนนอน อันเป็นตอนท้ายเล่มของวรรณกรรม “บูรพา”
จำได้ว่าท่านว.วินิจฉัยกุล ได้เล่าถึง ”ชีวิตชาววิคตอเรี่ยน“ อย่างย่อๆแทรกไว้ให้เป็นความรู้ประดับสติปัญญาและใช้ประกอบการอ่านเพื่อความเข้าใจวรรณกรรมสุดยอดเล่มนี้ของท่าน
 
 
 
[แม่น้ำที่อุดมด้วยสายแร่ทองคำ แม่น้ำที่นำส่งความมั่งคั่งแก่เกรทบริทเทนในอดีต แม่น้ำที่เมียนมาร์เป็นเจ้าของแต่ผู้เดียว… Ayeyarwady river]
::
::
::
::
:
เรื่องย่อ ชีวิตชาววิคตอเรี่ยน   http://septimustidbits.blogspot.com.au/2013/10/blog-post_26.html

 

 

 

 
[ยามเช้าราว 6 โมงของตะละแม่ LOL..]

ขอบคุณท่านมาสเตอร์เทพบุตรฯเจ้าค่ะ เพลงเปิ้นก็ม่วนหลายนะคะ ฟังแล้วฮึกเหิม(เอ๊ะ ยังไง) ตะละแม่กุสุมาต้องปลื้มมมมใจมวากเรยค่ะ ฮาฮาฮา…

อ่ะอ่ะอ่ะ ท่านพูดแล้วไม่คืนคำนะคะ สัญญาต้องเป็นสัญญาาาาาา…

ขอบคุณคุณTanetpol มากค่ะ ข้าเจ้ามีกำลังใจโม้ได้อีกเยอะเลยค่ะ ^^

เรามารื่นอภิรมย์ด้วยกันคะคุณนก สุขแบบพอเพียงเป็นอย่างนี้นี่เองนะคะ LOL..

SAM_3656

^^   xxx

ขอบพระคุณคุณพี่…สมาร์ทเลดี้ตัวจริงแห่งสยามไทย…สำหรับ River of Life มากๆๆๆๆค่ะ จุ๊บจุ๊บ..

 

Kasem Patomsakuldee

ชอบ อยากไป
คงต้องรีบนิดนึงคะคุณเกษม ก่อนที่ความงามอันบริสุทธิ์จะถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักรเครื่องยนต์หมดคะ
ขอขอบคุณทีมงานเอ็มบล็อกมากค่ะ

พระแสงดาบคาบค่าย

“ไปทางไหนวะคราวนี้”
ชาวบ้านร้านตลาดถามไถ่กันอึงอลเมื่อพระเจ้านันทบุเรงกรีธาทัพออกจากพระนครหงสาวดีแล้ว
 
“ไปทางแม่สอด เข้ากำแพงเพชรเลย เจ้าอุปราชอยู่ที่นั่นแล้ว”
 
“กรุงศรีอยุธยาคราวนี้แหลกแน่ เจ้าเหนือหัวเสด็จไปเองเลย คนตั้ง2-3แสน ข่าวว่าเป็นทัพกษัตริย์ถึง3ทัพ เจ้าเหนือหัวทัพหนึ่ง เจ้าอุปราชทัพหนึ่ง เจ้าตองอูทัพหนึ่ง เจ้าเชียงใหม่โดนอาญาที่แพ้คราวที่แล้ว ทำโทษให้ส่งลำเลียง…”
 
“เจ้านางเจ้าขา คราวนี้กรุงศรีอยุธยาคงไม่รอดเสียแล้วเจ้าประคุณทูนหัวของแว่นแก้ว” สามพระพี่เลี้ยงและเจ้าฟ้าหญิงเล็กเข้ามาล้อมฟังเรื่องราวต่างก็เป็นทุกข์เป็นร้อน
 
“น้าองค์ดำกับน้าองค์ขาวจะตายไหมคะ” เจ้าฟ้าหญิงเล็กทูลถามพระมารดา
 
“ไม่ เจ้าน้า2องค์เป็นคนดี เทวดารักษา”
 
พระพี่นางหวั่นพระทัยไปตามแรงข่าวนั้นทั้งๆที่อารักษ์ได้ลอบถวายรายงานมาก่อนแล้วว่าคราวนี้พระองค์ดำทรงวางกลวิธีรบใหม่
จะเป็นตำราของซุนวูแห่งประเทศจีนหรือไม่ อารักษ์ก็ไม่แน่ใจ



โดยเดิมนั้นเมื่อทราบข่าวศึกจะมาติดเมืองก็กวาดต้อนผู้คนรอบพระนครเข้ามาอยู่ในเมืองหมด
แต่คราวนี้ทรงส่งกองซุ่มออกไปรวบรวมกำลังกับชาวบ้านตั้งซุ่มอยู่ในที่ต่างๆ เมื่อได้ทีเห็นข้าศึกน้อยหรือเผลอก็เข้าโจมตีตัดกำลังผู้คนทั้งเสบียงอาหารรวมทั้งจับข้าฟศึกมาเอาข่าวทัพใหญ่ได้ด้วย… 



อย่างที่สอง พอเข้าหน้าฝนก็ให้ผู้คนรีบทำนารีบเกี่ยวข้าวเข้ามาเก็บไว้ในพระนคร
มีกองอาสาออกไปช่วยป้องกันข้าศึกเข้ามารบกวน เมื่อมีข่าวทัพใหญ่กำลังจะมาก็รีบเกี่ยวข้าว ส่วนที่เอามาไม่ได้ก็ทำลายเสีย… 



การจัดทัพ
ทัพเรือมีทั้งเรือเร็วและเรือปืนใหญ่สำหรับไล่ยิงข้าศึกไม่ให้เข้ามาใกล้พระนคร  

ส่วนทัพบก โปรดใช้กองแล่นออกไปจู่โจมข้าศึกเวลาได้ที
รบเสร็จแล้วถอยห่าง ไม่ใช้วิธีตั้งค่ายประชิดกันอย่างแต่ก่อนแล้วยังมีกองสอดแนมคอยหาข่าวติดต่อกับพวกกองโจรที่ซุ่มซ่อนอยู่ตามตำบลต่างๆโดยรอบพระนคร
ศึกจะมาทางใด มากน้อยเพียงใด พวกกองโจรจะรู้ก่อนเสมอ…
ส่วนการวางกำลังคนและปืนตามป้อมปราการต่างๆอย่างที่เคยทำมาก็จัดการให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
 
“เป็นห่วงองค์ดำกับองค์ขาวจริงๆ คราวนี้ผู้คนข้าศึกก็ทุ่มไปดังแผ่นดินจะทลาย สององค์จะออกหน้าไล่ฆ่าฟันทีละคนสองคน กี่ปีจึงจะหมด มิหมดแรงไปเสียก่อนหรือพี่จ๋า” พระพี่นางสุพรรณกัลยาณีบ่นกับพระพี่เลี้ยงด้วยยังอดเป็นห่วงพระอนุชาไม่ได้
 
“เราพากันสวดมนต์ถวายพระพรขอเทพาอารักษ์ช่วยให้พ้นภัยดีกว่ามานั่งกอดเข่าเป็นทุกข์ถึงพระองค์ท่าน”
คุณน้อยชาวเมืองเพชรบุรีที่มักถูกข้าศึกยกไปรังแกอยู่เสมอเพราะมีข่าวว่าเพชรบุรีนั้นมั่งคั่ง เวลาถูกข้าศึกก่อกวน ชาวเมืองที่เป็นชายก็ยกพวกกันออกสู้ศึก
พวกผู้หญิงก็คอยส่งเสบียงอาหารแล้วก็สวดมนต์ภาวนาร่วมใจกัน เมืองเพชรบุรีก็รอดพ้นเงื้อมมือข้าศึกได้เสมอ คุณน้อยจึงติดนิสัยชอบสวดมนต์เวลาลำบาก
ขณะเดียวกันที่พระพี่นางสุพรรณกัลยาณีและพระพี่เลี้ยงรวมทั้งเจ้าฟ้าหญิงเล็กนั่งสวดมนต์ภาวนาส่งกระแสจิตอยู่ทางเมืองหงสาวดีนั้น พระอนุชาทั้งสองก็โลดแล่นเล่นงานข้าศึกอย่างแสนสาหัสสากรรจ์
 
เวลานั้นเป็นเดือนยี่ ข้าวยังเกี่ยวไม่เสร็จ จึงโปรดให้สมุหกลาโหมเจ้าพระยากำแพงเพชรซึ่งว่าการทหารฝ่ายเหนือทั้งหมดคุมทัพไปป้องกันให้คนเกี่ยวข้าวให้เสร็จ
ทัพอุปราชยกมาตีกองทัพเจ้าพระยากำแพงเพชรแตกหนีเข้าพระนคร
 
สมเด็จพระนเรศวรเดือดราวกับไฟเผา ตั้งแต่ออกรบมา คำว่า ”แพ้” ยังไม่เคยพบสักครั้งเดียว 
“มันเป็นถึงสมุหพระกลาโหม ว่าการทหารฝ่ายเมืองเหนือทั้งหมด แพ้มาจะเอามันไว้ทำไม”
 
“ใช่แล้วเจ้าพี่ ทหารทั้งหลายก็จะพากันครั่นคร้ามกลัวอ้ายพม่าอีก เราทำการจนทหารมีขวัญมา เหน็ดเหนื่อยหนักหนามาทำให้เสียการ เราไปเองแล้วจึงมาจัดการกับไอ้เจ้าพระยาหน้าขี้ขลาดคนนี้”
 
ปรึกษาแล้วสองพระอนุชาก็เสด็จลงเรือลำเดียวกัน เสด็จเข้าจู่โจมข้าศึกในท้องทุ่ง รบกันจนค่ำ ข้าศึกถอยไปจากค่ายเจ้าพระยากำแพงเพชร
พระองค์ขาวถูกกระสุนปืนฉลองพระองค์ขาดแต่ไม่ต้องพระองค์
 
ได้ค่ายคืนมา เสด็จกลับเข้าพระนคร ให้เอาเจ้าพระยากำแพงเพชรไปประหารชีวิตทันที…
 
พวกที่ครั่นคร้ามการสงครามทั้งหลายก็มิกล้าจะถอยแก่ข้าศึกง่ายๆ จึงยอมสู้ตาย ถ้าไม่สู้กลับมาก็ต้องตาย สู้ตายในสนามรบดีกว่า ลูกเมียอยู่ข้างหลังก็ทรงเลี้ยงดูตลอดมิได้ทอดทิ้ง หากตายด้วยพระอาญาก็พลอยพาให้คนอื่นๆต้องลำบากไปด้วย ทหารสยามไทยจึงเข้มแข็งกว่าสมัยเดิม
 
ต้องขอบใจพม่าที่เอาองค์ท่านไปเป็นเชลยเสียหลายปีจนเติบใหญ่ในหงสาวดี
ได้รับการฝึก ได้เห็นการปกครองด้วยอาญาอันเข้มงวดกวดขัน
ทัพพม่าถึงยกมาแสนไกลก็ยังเอาชนะแก่กรุงศรีอยุธยาที่นั่งกินนอนกินสบายอยู่ในเมือง
แต่ ไม่มีกำลังใจที่จะต่อสู้กับคนที่เขามาไกลเป็นร้อยโยชน์
 
 
 

 

 
วีรกรรมอันได้รับการกล่าวขวัญถึงนานมาแม้นเวลาผ่านไปเป็นร้อยๆปีก็ไม่มีวันลืมคือ
ในการสงครามคราวนี้สมเด็จพระนเรศวรได้เสด็จเข้าไปปล้นค่ายพระเจ้าหงสาวดี
 
พระองค์เสด็จลงจากหลังม้า
คาบพระแสงดาบปีนรั้วระเนียงจะหักเอาค่ายนำหน้าบรรดาทหาร
 
ทรงถูกพม่าแทงตกลงมาแต่ไม่เป็นไร
 
หักค่ายหลวงคราวนั้นไม่สำเร็จ ต้องถอยกลับ แต่วีรกรรมนั้นได้ระบือไปไกลและไม่มีใครลืมลง “พระแสงดาบคาบค่าย” อันศักดิ์สิทธิ์
“ดูดู๋ เจ้าองค์ดำทำองค์อย่างกะพลทหาร อย่างนี้เขาเรียกว่า เอาพิมเสนมาแลกเกลือ เจ้าพ่อจะรู้ไหมนี่ว่าลูกชายทำอย่างนี้”
พระเจ้ากรุงหงสาวดีตรัส


“คงไม่ทราบดอกพระเจ้าค่ะ ถ้าทราบ ใครจะปล่อยให้ลูกทำอย่างนี้ได้”
เสนาบดีผู้ใหญ่พม่าทูล


“ลูกเขาไม่ต้องคอยให้พ่อใช้ แต่ลูกเรา…” เจ้านันทบุเรงตรัสอีก พร้อมกับทรงมองไปรอบๆพลับพลาที่ประทับก็เห็นทหารคนเก่งที่เคยใช้ให้มาตั้งกองทำนาที่กำแพงเพชร เคยกำกับทัพพระเจ้าลูกเธอเมืองเชียงใหม่ จึงตรัสสั่งว่า
“เจ้า ทำไวลักมู คุมทหารเพิ่มเติมไปช่วยรักษาค่ายกองหน้า ถ้าเจ้าองค์ดำมาอีก ถึงจะเสียทหารสักเท่าใดก็จงยอม จับเอาองค์ดำมาให้จงได้”



กองสอดแนมของทำไวลักมูทราบว่าพระองค์ดำจะเสด็จไปปล้นค่ายหลวงอีกเพื่อแก้มือ
ทำไวลักมูก็เจนศึกคนหนึ่งเหมือนกัน จึงจัดกองล่อให้ติดตามมาจนเข้าที่ล้อมสำเร็จ คราวนี้ทำไวลักมูคงจะได้บำเหน็จโขทีเดียวเท่ากับตัดศึกเมืองสยามไทยได้สำเร็จ ทำไวลักมูขับม้าเข้ามาจะจับในขณะที่พระองค์ดำติดอยู่ในที่ล้อมของพม่าแล้ว แต่…
สมเด็จพระนเรศวรทรงแทงทำไวลักมูด้วยพระแสงทวนตายคาหลังม้า

พม่ากันเอาศพออกไปแล้วแต่ยังล้อมไว้ ทหารสยามไทยน้อยตัวแต่ก็สู้
สู้กันกว่าชั่วโมง ล้มตายด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่มีใครถอยให้แก่กัน
หากใครจับได้องค์ดำไปถวายพระเจ้าหงสาวดี ใครคนนั้นคงจะมีความดีความชอบได้กินเมืองสักเมืองหนึ่งเป็นแน่


แต่บุญยังมี เทวดาอารักษ์ปกป้องสยามประเทศ กองทหารราบตามไปทัน จึงแก้เอาออกจากที่ล้อมได้สำเร็จ ได้กลับคืนสู่พระนครศรีอยุธยา พระบิดาและพระชนนี
พระทัยแทบวาย
เจ้ากรุงหงสาวดีเสด็จมาทำศึกนานถึง 5 เดือน ไม่มีหนทางที่จะเอาชนะได้เลยจนถึงเดือน 6 เข้าหน้าฝน กองทัพน้ำจากบนฟ้าและจากเมืองเหนือก็จะพากันกรีธามากันแล้ว ทรงปรึกษาแม่ทัพนายกองทั้งหลาย สรุปก็ยกทัพกลับ แล้งหน้าจะมาใหม่
แต่สมเด็จพระนเรศวรไม่ปล่อยโอกาสทองให้ผ่านไปง่ายๆ ทรงตามตีทั้งทัพบกและทัพเรือ ตีขึ้นไปจนถึงค่ายหลวงที่ป่าโมก
กระทั่งพระสังกะทัตเพื่อนร่วมทำศึกเมืองรุมเมืองคังกับพระองค์เมื่อครั้งกระโน้น ได้คุมทัพตองอูมาเป็นกองหลัง มาตั้งรับเอาไว้ให้กองอื่นๆเดินทัพไปได้สำเร็จ
ทัพหงสาวดีจึงไม่ต้องแตกพ่ายอย่างหมดรูปไม่เป็นขบวน
ตั้งแต่สมเด็จพระนเรศวรทรงประกาศอิสรภาพที่เมืองแครงในปีพ.ศ.2127 จนกระทั่งบัดนี้เป็นเวลา 3 ปีที่พระองค์ไม่เคยว่างจากศึกสงครามกับพม่าเลย
และเมื่อทัพพม่าพ่ายแพ้ไป พระพี่นางสุพรรณกัลยาณีก็จะต้องทรงถูกทรมานทรกรรมจากกษัตริย์ซาดิสต์ในฐานที่เป็นใจให้พระอนุชามาแข็งข้อต่อต้านหงสาวดี


และคราวนี้ก็เช่นกัน เพียงแต่ยังไม่ถึงกับชีวิต
เมื่อชีวิตยังมีอยู่ คนเราก็อยากที่จะหวัง
พระนางทรงหวังว่าจะได้กลับไปอยุธยาอีกครั้ง




============
“หลวงปู่เจ้าคะ
สมเด็จพระนเรศวรกับพระเอกาทศรถนี่ท่านเก่ง จะเป็นพ่อขุนรามคำแหงมาเกิดใหม่ได้ไหมคะ
แม่กูชื่อนางเสือง พี่กูชื่อบานเมือง แต่ตอนนี้พี่คงจะกลับมาเป็นน้อง”
 
“ช่างคิดนี่
ธรรมดาพระมหากษัตริย์ท่านก็สืบสันตติวงศ์กันมา
ด้วยจิตใจที่เป็นห่วงกังวลรักบ้านเมือง สิ้นพระชนม์ไปแล้วก็ทรงกลับมาอีก
มาช่วยบ้านเมืองยามทุกข์เข็ญให้รอดพ้น ดวงพระวิญญานทั้งหลายของพระองค์เหล่านี้แหละคือพระสยามเทวาธิราช…”
 
“เช่นพระมหินทราธิราชหรือคะ”
 
“ใช่
พระมหินทร์ท่านทรงแค้นพระทัยที่แพ้พม่า
เพราะพระองค์ท่านอ่อนแอไม่เอาไหนจนพม่าเอาตัวไปเป็นเชลย ซ้ำยังถูกทรมาน
ประหารเอาทั้งพระญาติพระวงศ์ เหลือแต่เด็กๆอย่างพระองค์ดำพระองค์ขาวและพระพี่นาง 
เมื่อถึงคราวที่บ้านเมืองจะล่มจมอีกครั้ง
ท่านจึงมาเกิดเป็นพระเจ้าตากได้มาแก้แค้นแก้เมืองคืนให้ไทยสำเร็จ”
 
“หลวงปู่ก็ต้องมาช่วยท่าน
เพราะแกล้งท่านไว้มาก ต้องมาให้ท่านใช้เสียให้เข็ดใช่ไหมเจ้าคะ”
 
“ใช่
เวรกรรมนั้นมันมีจริงนะ เจ้าอย่าประมาทเที่ยวว่าคนโน้นคนนี้ จะโดนเขาว่าให้มั่ง”












[จาก undefined หน้า243-252]

Note: อารักษ์คืออดีตชาติของหลวงปู่โง่น โสรโย

 

 
 
ขอบคุณ
คุณกาญจนา นาคนันทน์
ภาพจากอินเตอร์เน็ต

ย้อนรอยกรรม

“หลวงปู่เจ้าคะ ย้อนรอยกรรมนี่หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ”
 
“กรรมที่เราทำไว้ในอดีตมันไม่สูญหายไปไหน มันจะต้องกลับมาสนองเรา
ทำกรรมดีไว้กรรมดีก็จะสนอง ทำกรรมชั่วไว้กรรมชั่วก็จะกลับมา”
 
“ผลที่ได้รับก็เรียกว่ามาตามกรรม ของหลวงปู่นี่ไม่ได้มาตามกรรม
แต่ท่านย้อนนี่เจ้าคะ”
 
“อืมม์ ใช่ว่ะ ปู่ต้องเดินทางย้อนรอยเดิมขึ้นไปแก้กรรมของตัว
ไปช่วยท่าน ช่วยคนอื่นๆที่ตกทุกข์ได้ยากไว้ในอดีตด้วยฝีมือของปู่เอง
ปู่ทำชั่วไว้มาก
ท่านจึงทรมานให้ต้องติดคุกติดตะรางต้องเดินบุกป่าฝ่ารกไปกับเจ้าเก่ง 2 คน
ปู่ถือว่าหมาก็เป็นคนเหมือนปู่”
 
“ปู่เอาท่านมาเมืองไทยด้วยวิธีไหนเจ้าคะ”
 
“ไม่รู้ซี ไม่เห็นต้องแบกต้องหามท่านมานี่นา”
 
หลวงปู่โง่น โสรโย ถูกพม่าขังอยู่สิบกว่าวันน้อมจิตเข้าสู่ฌานจนกระทั่งได้พบดวงพระวิญญานของพระพี่นางสุพรรณกัลยาณี
สนทนากันจนว่ามนต์ด้ายที่พันธนาการไว้หลุด ท่านเป็นอิสระ
 
ไม่ช้าหลวงปู่ก็ถูกปล่อยออกจากที่กักขังไว้ ท่านก็พบว่าบริเวณที่ท่านถูกกักขังนั่นคือหมู่บ้านเชลยไทยสมัยก่อนโน้น
 
และพระศพของพระพี่นางและพระธิดาก็ถูกฝังด้วยอาถรรพ์อยู่ในบริเวณนั้นด้วย
ท่านได้ขุดขึ้นมาพบว่าเขาเอาโอ่งดินเผาครอบไว้ พระธิดานั้นใช้โอ่งเล็กกว่า
ในโอ่งนั้นยังมีพระทนต์ พระนขา และเครื่องประดับองค์ หลวงปู่เก็บมารวามทั้งแผ่นทองที่ใช้รัดพระองค์ไว้
บัดนี้ยังอยู่ที่วัดพระพุทธบาทเขารวก อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร
หลวงปู่นำมาพร้อมเทวรูปพระอิศวรและพระอุมา ซึ่งเป็นทองคำ
เป็นรูปเคารพของพระพี่นางสุพรรรณกัลยาณี
 
หลวงปู่ลูบหัวไม้เท้าที่มีรูปร่างคดงอพิกล ที่หัวฝังพลอยสีต่างๆ
นั่นคือไม้เท้ากันภัยที่ท้าวหิรัณย์พนาสูรถวายท่านก่อนออกเดินทางไปเมืองพม่า
 
“ขากลับท่านนั่งเรือบินกลับใช่ไหมคะ”
 
“ก็อยากเหมือนกันน่ะแหละ เงินเราก็มี ซ้ำยังไม่กลัวเรือบินตก
เพราะเคยตกมาแล้วคนตายทั้งลำ เหลือปู่อยู่ได้ยังไงคนเดียวโด่เด่”
 
“แล้วยังไงเจ้าคะ”
 
“ท่านขอร้องน่ะซีว่า ช่วยขึ้นไปทางแม่น้ำสาละวินเถิด แจกทาน
ทำบุญให้แก่วิญญานของพวกเราที่ไปตกทุกข์ได้ยากล้มตาย
ท่านบอกว่าพระราเมศวร เจ้าน้าของท่านที่ถูกพม่าขอตัวไป ก็ไปสิ้นพระชนม์แถวนั้น
พม่าใช้คนไทยขึ้นไปลาดตระเวนตามลุ่มน้ำสาละวินจนถึงดินแดนไทยใหญ่เงี้ยวโน่น
ตายกันมากด้วยการรบพุ่ง เป็นไข้ตายบ้าง ขอให้ทำบุญแจกทานอุทิศส่วนกุศลให้พวกเขา
อาจจะมีใครติดตามกลับมาเมืองไทยด้วยอีกก็ได้”
 
“หลวงปู่ก็ทำตามฝัน”
 
“ทำซีวะ ข้าบ้าอยู่แล้ว บ้าตั้งแต่ยอมเดินทางมาจากเมืองไทยแล้วนี่นา
ทำไมจะบ้าต่อไปอีกไม่ได้”
 
“เอาเงินที่ไหนซื้อของเล่าเจ้าคะ พม่ารีดไปจนหมดแล้ว”
 
“โง่ทำไม เราก็สั่งทางเมืองไทยส่งไปให้อีกซี
ซื้อของใส่หลังช้างขนไปมากมาย ใส่เรือไปบ้าง แม่น้ำสาละวินน่ะ
เรือขึ้นไปได้ไม่ไกลนัก มันเป็นแก่งหิน ต้องอาศัยเดินริมฝั่งไป พอแจกของหมด
ถึงเมืองใหญ่ๆเราก็ซื้อแจกอีก จนสุดทางถึงเมืองหาง
ทำบุญถวายสมเด็จพระนเรศวรแล้วเดินทางต่อเข้าเมืองไทยตามแนวเขาถนนธงชัย”
 
“เดินทางไปพบถ้ำแห่งหนึ่งเป็นหินเขียว เป็นถ้ำหยก
คุณเก่งลงนอนแถกเหงือกทำท่าจะตายจึงต้องหยุดพัก รักษาคุณเก่งเพื่อนคู่ชีวิตก่อน”
 
“หลวงปู่เจ้าคะ ยังจำได้ไหม จะไปขอขุดเอามาใช้หนี้สักก้อน”
 
“อย่างกนักเลย ที่พบถ้ำนั่นไม่รู้ใครบันดาล
คืนนั้นพระครูโลกอุดรก็มาสอนปู่อีก เรื่องตัวเป็นตัวแฝงนั่นแหละ ท่านห่วงนัก
แล้วท่านก็บอกว่า วิญญานทั้งหลายที่มากับเรานี้ ใครจะมาเกิดเป็นอะไรๆ”
 
“พระพี่นาง ท่านจะเกิดเป็นใครเจ้าคะ”
 
“สังเกตเอาเองสิ บอกไปมันก็ไม่ดี คนอื่นๆก็มาเกิดเป็นทหารคนใหญ่คนโต
ได้ทำงานให้บ้านเมือง”
 
“หลวงปู่เจ้าคะ
แล้วพวกที่เอาบ้านเอาเมืองไปขายต่างชาตินี่คงเป็นพวกพม่ามาเกิดนะเจ้าคะ”
 
“คนในบ้านเมืองประเทศชาติก็มีกรรมร่วมกันมา ยามสุขก็สุขด้วยกัน
ยามทุกข์ก็ทุกข์ด้วยกันตามดวงชะตาของบ้านเมือง”
 
       —-       —
[จากบทสนทนาส่วนหนึ่งระหว่างหลวงปู่โง่น โสรโย กับ คุณกาญจนา นาคนันทน์]
undefined
สำหรับเรื่องราว ย้อนรอยกรรม ตอนพระสุพรรณกัลยา ของหลวงปู่โง่น โสรโย
เนื่องจากทราบว่าเป็นหนังสือต้นฉบับที่หายาก เราจึงเก็บรวบรวมไว้ที่
http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/10/1.html

 
 
 
 
 
กราบนมัสการตัวแฝงหลวงปู่โง่น โสรโย
ขอบคุณ
-แรงบันดาลใจ…คุณกาญจนา นาคนันทน์ เจ้าของเล่มที่นำมาเรียบเรียงใหม่ “พระพี่นางสุพรรณกัลยาณี”
-ภาพ…จากอินเตอร์เน็ต
 
 
 

Roong Normally

เรื่องราวน่าสนใจ….คึดเติงท่านอุ้ยจ้าดนัก…

 

 
 
อรุณสวัสดิ์ค่ะท่านผอ.รุ่ง
ขอบคุณท่านขะหนาดเจ้าค่ะ 😀
เรื่องนี้อ่านไปก็สงสารพระนางไปค่ะ แต่ก็ได้เรียนรู้ธรรมไปด้วย ท่านรุ่งลองหาเวลาอ่านดูนะคะ คุ้มค่ะคุ้ม ข้าเจ้าได้อ่านทั้ง 2 เล่มเลยค่ะ เล่มของคุณกาญจนาจะออกแนวบันเทิงหน่อยๆเพราะเป็นบทละคร แต่ก็มีแทรกบทสนทนากับหลวงปู่ทุกตอน สนุกดีค่ะ

Athenaz Athenaz ·  Top Commenter · London, United Kingdom

ได้เคยไปกราบพระพี่นางสุพรรณกัลยา ที่หลวงปู่โง่น โสรโย และท่านพลโทถนอม วัชรพุทธ แม่ทัพกองทัพภาคที่ ๓ ได้ร่วมมือกันสร้าง พระอนุสาวรีย์ของท่าน ขนาดเท่าองค์จริง ริมฝั่ง แม่น้ำน่านใน “ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ใกล้กับพระบรม ราชานุสาวรีย์ พระอนุชาทั้งสองพระองค์ (อนุสาวรีย์ที่งดงามทั้งสามองค์ประดิษฐานอยู่ในกองทัพภาคที่สาม …. ดีใจที่ได้มีโอกาสสักการะ วีรสตรี ผู้เสียสละยิ่งใหญ่ .. โดยไปนั่งปฏิบัติบูชาริมแม่น้ำน่านหน้าอนุสาวรีย์ที่งดงามถวายค่ะ …เงียบสงบ เคยไปมาหรือยังคะ ที่พิษณุโลก

 

^___*
สาธุ อนุโมทนาบุญคะคุณพี่ คงจะเป็นงานดังภาพนี้รึเปล่าคะ คุณพี่มีบุญจังได้ทำบุญกับหลวงปู่ท่านด้วย   xxxxx   ^^  &  ^^
ว่าแต่ คุณพี่คิดว่า ตอนนี้พระพี่นางสุพรรณกัลยาท่านทรงกลับมาเกิดเป็นใครคะ ข้าเจ้าคิดว่าข้าเจ้าพอเดาออก จากประโยคนี้ค่ะ…
“…และท่านกล่าวว่า ในกาลต่อไปข้างหน้าฉันตั้งปณิธานไว้ว่า (ฉันจะไปอุบัติบังเกิด ช่วยบ้านเมืองในร่างสตรีเพศ เมื่อบ้านเมืองเดือดร้อน แต่จะไปอุบัติในสกุลสุขุมาลย์ชาติในวงศ์สกุลกษัตริย์ไทยและจะไม่เยื่อใยในการมีคู่ครอง) ฉันจะสร้างบารมีทำแต่ความดีให้นั่งอยู่บนหัวใจของคนไทยทั้งประเทศเพื่อแก้ลำที่คนไทยลืมฉัน…”

 

  • Nuno Banhat ·  Top Commenter · สำนักวายุคีรี

    “คนในบ้านเมืองประเทศชาติก็มีกรรมร่วมกันมา ยามสุขก็สุขด้วยกัน
    ยามทุกข์ก็ทุกข์ด้วยกันตามดวงชะตาของบ้านเมือง”…เห็นด้วยปยย.เป็นอย่างยิ่ง และขอบอกว่า น้าคิดเถิงมายเซปมากกว่าพ่อลุงดอกบัวชมพูคนนั่นแน่นอน นินิ นิ..
  • Nuno Banhat ·  Top Commenter · สำนักวายุคีรี

    น้าฝาก ระดมความคิดถึงสู่อ้อมใจของพี่เอที ณ ที่นี่ด้วยนะคะ ส่วนพ่อลุงดอกบัวชมพูคนนั้นไม่ต้องให้ นะ
อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณน้านูลิเกชายหาดเจ้าเก่า ขอบพระคุณคุณน้าฯม้ากกกกเจ้าค่ะ LOL..
^^ คุณพี่เอทีค้า กรุณากลับมารับฝากจากคุณน้าฯด้วยค่า คุณน้าฯท่านคิดถึงหนักเจงๆคะ 55555…..
..
.

Buadhram Sabaengpong · Gradually Progressive Worker at Suanpa Samoonprai Raina pau Fahdin

.
๐ ย้อนรอยกรรม ย้ำรอยกลอน วิงวอนไหว้
ให้ชนไทย ทั้งมวล ควรใคร่คิด
ศึกครั้งนี้ พลีพลัง ตั้งกายจิต
ร่วมพิชิต ชั่วช้า ทุนสามานย์๐ มันโกงกิน สิ้นชาติ อนาจหนัก
อยุธยา เหย้าเรือนรัก หักล้างผลาญ
พลพวกไพร่ ไร้สำนึก ปึกสันดาน
กล้ารอนราน พระราชา เพราะบ้าเงิน๐ ย้อนรอยกรรม จึงย้ำกลอน มาวอนหา
พระสุพรรณกัลยา อย่าห่างเหิน
มาดลใจ ให้ชนชาติ ล้นราชดำเนิน
มากกว่าเกิน เก้าแสนใจ ขับไล่เลว ฯะ
ขอบพระคุณบทกลอนงดงามค่ะท่านมาสเตอร์เทพบุตรบัวธรรม
แบบอย่างความกล้าหาญและความเสียสละด้วยพระสติปัญญาของพระองค์
ส่งผลให้ความเป็นสยามไทยในทุกวันนี้ได้รับการยกย่องเชิดชูปนริษยาจากเพื่อนบ้านมิเสื่อมคลายและยังได้กลายเป็นต้นแบบให้พวกเขาเดินตามอย่างที่พวกเราไม่รู้ตัวค่ะ (แต่จนบัดนี้พม่าก็ยังร้อยมาลัยไม่เป็นนะคะ ฮา..)
..
.

Athenaz Athenaz ·  Top Commenter · London, United Kingdom

หาใช่ไม่ค่ะ พี่ไม่ได้ไปงานและทำบุญร่วมกับหลวงปู่ท่านดังในภาพ … พี่หมายถึงว่าพระอนุสาวรีย์ของพระพี่นาง จัดสร้างโดยท่านและแม่ทัพภาคสามในครั้งนั้น …อนุโมทนาที่ทุกฝ่ายได้เห้นในคุณของท่านที่ทรงสละเพื่อประเทศชาติด้วยความรักชาติยิ่ง … ใครหนอที่ทรงมีปณิธาณทุกวิถึทางอยาสงชาญฉลาดเพื่อประเทศไทยโดยมีเคยเหน็ดเหนื่อย …ขอพระบารมีและบุญญาธิการแห่งบูรพกษัติริย์ไทยทรงเป็นพยานด้วยเทอญ…
..
.
^^
oxoxox
พระองค์ทรงเป็นสมาร์ทเลดี้อย่างแท้จริงคะคุณพี่
พระองค์จำต้องอยู่ทางโน้นด้วยพระสติปัญญายิ่งคะ
คำว่า “แม่ทัพ” สมควรอย่างที่สุดค่ะที่เป็นคำที่สื่อหมายถึงพระองค์แต่เพียงผู้เดียว
..
(…ในขณะที่น้องชายของฉันจากไปนั้น ฉันมีความรู้สึกสังหรณ์ใจว่า จากนี้ไปภายหน้าตลอดชีวิตฉันจะไม่ได้เห็นน้องชายทั้งสองของฉันอีกแล้ว จึงได้ยินแต่สั่งคำเดียวว่า ไปนะแม่ ไปนะแม่ น้องทั้งสองจะจดจำคำว่า แม่ แม่ แม่ ไว้ในห้วงแห่งดวงใจตลอดไป ท่านขา ในคราวนั้นเองฉันรู้สึกว่าดวงตาดวงใจของฉันมันหลุดลอยออกจากร่าง มันทำให้จิตใจเวิ้งว้าง ว้าเหว่ ไม่มีฟ้า ไม่มีดิน ได้ยินแต่เสียงน้องสั่งว่า ไปนะแม่ ไปนะแม่ ถึงเขาจะออกเดินไปแลัวจนสุดสายตาแต่เสียงสั่งลาของน้องก็ยังก้องอยู่ในโสตประสาทของฉันไม่มีวันลืมเลือน ฉันจึงยืนขึ้นเอามือขวาค้ำสะเอว ส่งกระแสจิตให้รุนแรงว่า ไปดีเน้อน้อง ไปดีเน้อน้อง

มันเป็นเคล็ดลับอย่างหนึ่งนะท่านที่พระราชบิดาของฉันสอนเอาไว้ว่า ถ้าจะอวยชัยให้พรใคร เมื่อเขาจากไป ถ้าเป็นผู้หญิงให้ใช้มือซ้าย ถ้าเป็นผู้ชายให้ใช้มือขวา ถ้าเป็นทั้งหญิงทั้งชาย ให้ใช้ทั้งสองมือ ดูแต่คราวที่พวกคณะเราจะจากท่านมา ทั้งสองครั้ง ท่านก็ใช้พระหัตถ์ทั้งสองข้างของท่านค้ำสะเอว เราจึงไปมาอย่างปลอดภัย เมื่อเขากลับไปแล้ว ได้ตั้งตัวเป็นหัวหน้าทัพ แล้วเปลี่ยนคำว่า หัวหน้าใหญ่ ให้เป็นแม่ทัพ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา แล้วประกาศเป็นพระราชอาญาว่า หากมันผู้ใดมันอุตริเปลี่ยนคำเรียกแม่ทัพให้เป็นศัพท์อื่นนามอื่นขอให้บุคคลผู้นั้นมันถึงซึ่งความวิบัติฉิบหายวายวอดเถิด…  http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/10/3.html )
..
.

Athenaz Athenaz ·  Top Commenter · London, United Kingdom
รับฝากสู่อ้้มใจ ทราบแล้วเปลี่ยน … แต่อ้อมใจมีพื้นที่รับฝากมากมายในจักรวาล ก็ขอจงแบ่งปันพื้นที่ให้ทั้งนู และดอกบัวทุกเหล่าสี กับน้องสาวคนงามของพี่ด้วยได้ไหม หนอ เนอาะๆ Nuno Banhat xxx
..
.
ขอบพระคุณคุณพี่เจ้าค่ะ บัวงามเสมอคะคุณพี่
จะว่าไปบัวบ้านเรางามกว่าบัวทางเวียดนามอันมีบัวเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติซะอีกนะคะ  ^^   xxxxxxx
..
.

Arunchot LoveKing ·  Top Commenter · ยานนาเวศวิทยาคม

อีกฉากหนึ่งของประวัติสาสตร์ไทย
..
.
แล้วก็ยังมีอีกฉากคะคุณอรุณโชติ เลิฟคิง
แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าหลวงปู่ท่านไม่ทันจะบันทึกเล่าไว้ ก็จึงมีแต่บันทึกการสนทนาช่วงหนึ่งสั้นๆกับคุณกาญจนาเท่านั้นค่ะ
..
.

Nalin Krairiksh ·  Top Commenter · Thammasat University

ได้หนังสือนี้ มาจากงานสัปดาห์หนังสือ ฯ ปีนี้เอง หนังสือเก่า
คุณนลิน ไกรฤกษ์ โชคดีจังค่ะ  ^^
..
.
ขอบคุณสต๊าฟ Mblog ทุกท่านมากค่ะ

 

The Lord of Death … พระยม

บุรุษลึกลับในเครื่องอาภรณ์สีแดงเพลิง บนเศียรมีมงกุฏหรือชฏาครอบ ร่างกายกำยำล่ำสัน ผิวออกคล้ำมีประกายส่องออกมาโดยรอบเหมือนพระอาทิตย์ ดวงตาเป็นสีแดงเพลิงหากไม่ใช่ดวงตาของมนุษย์ ในมือถือบ่วงบาศก์… พระนางสาวิตรีคิดว่าบุรุษท่านนี้ต้องเป็น เทวราช อย่างมิต้องสงสัย
 
“ดูกร สาวิตรีผู้จงรักภักดีต่อพระสวามีอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ผู้มีคุณสมบัติอันล้ำเลิศในการบำเพ็ญตบะ ด้วยเหตุนี้เราจึงปรากฏตัวมาสนทนากับเธอ จงทราบเถิดว่าเราคือ พระยม
บัดนี้พระสัตยวาน พระสวามีของเธอได้ถึงกาลสิ้นแห่งอายุขัยเรียบร้อยแล้ว…
ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องมารับดวงวิญญานด้วยตัวของเราเอง…”
 
 
 
 
พอพระยมเล่าเสร็จก็ใช้อิทธิฤทธิ์ของพญามัจจุราช ดึงเอาบุรุษที่มีขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือออกมาจากร่างของพระสัตยวาน เสร็จแล้วก็ใช้บ่วงบาศก์ที่อยู่ในมือพระยมรัดเอาไว้ ขณะที่ร่างของพระสัตยวานก็ไร้ซึ่งลมปรานพอดี
นี่ก็คือการนำเอาวิญญานธาตุของมนุษย์ไปสู่ปรโลก
พระยม เทพเจ้าแห่งความตาย บางทีก็เรียก  พญามัจจุราช หรือ พญายมราช หรือ ยมบาล หรือ พระกาฬ หรือในมหากาพย์มหาภารตะเรียก ธรรมเทพ
ส่วนชาวจีนเรียก เงี่ยมล่ออ๋อง หรือ ไต่สือเอี๊ยะ และชาวอาหรับนั้นเรียก อิสราอิล
 
ในเทวตำนานยุคต้นถือว่าพระยมและท้าวจตุโลกบาลแห่งทิศทักษิณนั้นก็คือองค์เดียวกัน
 
 

 

เทพเจ้าแห่งความตายหรือพระยมนี้มีรูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาดุดันเป็นที่น่ากลัวแก่บรรดาผู้พบเห็นยิ่งนัก พระยมทรงเครื่องฉลองพระองค์สีแดง พระหัตถ์ขวาถือไม้เท้ายมทัณฑ์ พระหัตถ์ซ้ายถือบ่วงยมบาศก์ มีมหิงสาเป็นพาหนะ
 
พระยมเป็นบุตรของพระไววัสวัต หรือพระอาทิตย์ กับนางสรัญญู
 
พระยมมีชายาสิบสามนาง ทุกนางเป็นลูกของพระทักษะปชาบดี
พระยมสถิตอยู่ในยมโลกหรือเมืองนรกซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่โตมาก ว่ากันว่าอยู่นอกขอบจักรวาลในทิศทักษิณ หรือบางตำราก็บอกว่าอยู่ใต้แผ่นดินนี่เอง
 
 
 
วิมานของพระยมเป็นเหล็กและทองแดง อันเป็นเขตแห่งการทรมานของสัตว์บาปทั้งมวล
 
พระยมมีอิทธิฤิทธิ์มากทำหน้าที่พิพากษาและปกครองดวงวิญญาณทั้งหลายในนรกภูมิ มนุษย์ที่ตายลงหรือหมดสิ้นอายุขัยบนโลกจะต้องไปพบกับพระยมหรือเทพเจ้าแห่งความตายโดยยมทูตอันเป็นบริวารของพระยม 
เพื่อรับการตัดสินกรรมดีกรรมชั่วที่ได้ก่อเอาไว้ระหว่างการดำรงชีวิตเป็นมนุษย์
 
 
 
 
 
 
ผู้ช่วยของพระยมนอกจาก ยมฑูต กับ นายนิรยบาล แล้วยังมี พระจิตตคุปต์ และพระกาฬไชยศรี (มีรูปเคารพอยู่ที่ศาลหลักเมือง)
 
พระยมเป็นเทพเจ้าที่มีการกล่าวถึงในตำนานของทุกชาติทุกภาษาทุกวัฒนธรรมทั่วโลก จะต่างกันไปก็เพียงการเรียกขานเท่านั้น ส่วนหน้าที่และอำนาจนั้นมีความคล้ายคลึงกัน ตำนานลัทธิข้างจีนฝ่ายมหายานกล่าวไว้ว่า พระยมเป็นพระโพธิสัตว์พระองค์หนึ่ง
 
 
 
 
ว่ากันถึงตำนานที่เกี่ยวกับพระยมก็มีอยู่หลากหลาย ทั้งนี้เพราะพระยมเป็นตำแหน่งเทวราชาผู้ปกครองยมโลกที่มีการหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามมติของเทวสภา หรือบารมีที่สั่งสมมาอย่างเหมาะสมจนทำให้ได้ไปจุติทำหน้าที่เป็นพระยม
ในยุคต้นครั้งที่ยังไม่มีวิญญาณใดที่เหมาะสม ท้าวจตุโลกบาลทิศทักษิณ ซึ่งก็คือ ท้าววิรุฬหก ได้ทรงเป็นเทวกำเนิดที่ต้องรับภาระในตำแหน่งพญายม หรือ พระยม และบริวารของพญายมหรือที่เรียกกันว่า ยมฑูต ครานั้นก็คือกุมภัณฑ์
 
ครั้นต่อมาเมื่อมีมนุษย์มากขึ้น มนุษย์บางคนได้สั่งสมบุญบารมีจนมีความเหมาะสมก็ได้รับมอบหน้าที่เป็นพระยมกันสืบต่อมา อันนำมาซึ่งเรื่องเล่าต่างๆกันไปของพระยมแต่ละองค์ เช่น…
 
 
 

พระยมเดิมทีเป็นกษัติร์ครองนครเวสาลี ในคราวทำศึกฉกาจฉกรรจ์พระองค์ทรงอธิฐษานขอไปเกิดเป็นเจ้านรกและพระองค์ก็ได้เป็นสมความปารถนา โดยมีแม่ทัพสิบแปดคนกับทหารแปดหมื่นคนติดตามไปรับใช้ในนรกภูมินั้นด้วย
หากพระยมองค์นี้ก็มีกรรมอยู่อย่างหนึ่งที่ต้องชดใช้นั่นคือช่วงระยะเวลายี่สิบสี่นาฬิกาจะต้องมีนายนิรยบาลมากรอกน้ำทองแดงลงในปากของพระยมสามครั้ง ครั้นสิ้นกรรมลงเมื่อใดพระยมก็จะได้ไปเกิดใหม่เป็นท้าวสมันตราช
 
 
พญายมราชองค์ปัจจุบัน ในอดีตชาติก่อนที่ท่านจะได้รับสถาปนาเป็นพญายมราชนั้นท่านเป็นมนุษย์ในยุคก่อนพุทธกาล ยุคที่มนุษย์ยังอยู่รวมกันเป็นชุมชนที่ไม่ใหญ่มากนักโดยมีท่านเป็นหัวหน้าชุมชน

ท่านเป็นผู้มีวิชาความรู้
เมื่อเกิดเหตุความไม่สงบขึ้นในชุมชน ท่านจะเป็นผู้นำแก้ไข ปราบปรามและตัดสินพิพากษา
ครั้งหนึ่ง ได้เกิดเหตุการณ์ฆ่ากันตายแต่ไม่มีผู้ใดยอมรับว่าเป็นผู้ลงมือด้วยเกรงกลัวความผิดเพราะโทษนั้นหนักถึงขั้นต้องประหารให้ตายตกไปตามกันด้วยถือว่าชีวิตต้องชดใช้ด้วยชีวิต
ท่านในฐานะผู้ปกครองดูแลเมื่อสอบสวนแล้วไม่มีใครยอมรับผิดก็จึงได้ใช้วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาเสกแป้งฝุ่นแล้วซัดออกไป… ปรากฎมีรอยเท้าของผู้กระทำผิด
ท่านจึงเดินตามรอยเท้านั้นไป แล้วก็พบว่าผู้เป็นเจ้าของรอยเท้านั้นคือพ่อบังเกิดเกล้าของท่านเอง
ท่านมีความเสียใจเป็นที่สุดแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ท่านได้พิจารณาตัดสินคดีนี้ด้วยใจอันเป็นธรรมอย่างที่สุด แล้วตัดสินให้ประหารพ่อของท่านเอง
เสร็จแล้วท่านก็อัปเปหิตนเองระเหเร่ร่อนออกจากชุมชนไปอย่างเดียวดาย
จนกระทั่งท่านได้เสียชีวิตลงแต่เพียงลำพัง
ความเที่ยงธรรมของท่านเป็นที่ยกย่องสรรเสริญ เทพเทวาทั้งหลายจึงแสดงฉันทามติแต่งตั้งให้ท่านดำรงตำแหน่งพญายมราช
 

ในพระไตรปิฏกกล่าวว่าพญายมราชนั้นเมื่อได้ฟังเทศน์จากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็มีดวงตาเห็นธรรมบรรลุพระโสดาบัน
 
ครูบาอาจารย์ที่ถอดจิตได้เช่นหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ได้กล่าวไว้ว่าองค์พญายมราชนั้นปัจจุบันท่านมีภูมิธรรมชั้นพระอนาคามี เป็นภูมิพรหม ดำรงตำแหน่งการพิพากษาตัดสินดวงวิญญาณในแดนยมโลกอย่างยุติธรรม ประกอบด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
 
ดวงวิญญาณแต่ละดวงที่มาถึงยมโลกนั้น พระองค์จะทรงไต่ถามด้วยความเมตตาว่า ระลึกถึงบุญอันใดได้บ้าง

หากดวงวิญญาณนั้นระลึกได้แม้สักอย่างหนึ่ง พระองค์จะอนุโมทนาและให้ไปรับผลบุญนั้นๆเสียก่อน
 
หากดวงวิญญาณใดไม่อาจระลึกถึงคุณงามความดีของตนได้เลย พระองค์ก็ทรงจิตไว้เป็น อุเบกขา ว่าเป็นกรรมของสัตว์โลก แล้วก็จัดส่งให้ไปรับกรรมหรือรับการลงทัณฑ์ตามควรแก่กรรมของสัตว์โลกนั้นๆเอง
 

 

 
 
คาถาบูชาพระยม

(ท่องนะโม 3 จบ)
ปะโตเมตัง ปะระชีวินัง สุขะโตจุติ จิตะเมตะ นิพพานัง สุขะโตจุติ (3 จบ)

 
 
อานิสงค์ของการบูชานับถือพระยมนั้นเชื่อกันว่าภูติผีปีศาจไม่กล้าระราน ผู้นั้นจะมีตบะบารมีที่น่าเกรงขาม ผู้ที่คิดร้ายด้วยทุจริตมิชอบอิจฉาตาร้อนจะแพ้ภัยตัวเอง นอกจากนี้หากหมั่นบูชาพระองค์ท่านเสมอๆ ท่านว่าจะห่างไกลจากความป่วยไข้ มีอายุยืนนาน หากรับราชการหรือทำมาค้าขายด้วยความซื่อตรงก็จะบังเกิดความเจริญมีความสุขในชีวิตยิ่งๆขึ้นไป
 
 
 
ปล. อีกแรงบันดาลใจให้ค้นหาเรื่องราวพระยม…
 
ในมหากาพย์มหาภารตะ มหามติวิทูรก็คือพระยมที่ถูกสาปโดยฤาษีมันทยาให้ต้องมาจุติบนโลกมนุษย์ในแผ่นดินหัสตินาปุระเนื่องจากการตัดสินที่ไม่ถูกใจท่านฤาษีเอง เรื่องราวนั้นก็มีว่า…
 
วันหนึ่งขณะที่ฤาษีมันทยากำลังบำเพ็ญพรตอย่างยิ่งยวดหน้าอาศรมจนกระทั่งไม่สามารถได้ยินสรรพสำเนียงใดๆทั้งสิ้นอยู่นั้น
ก็มีโจรกลุ่มหนึ่งได้บังอาจนำเอาทรัพย์สิ่งของที่ปล้นมาได้พร้อมด้วยตัวมันเองเข้าไปซุกซ่อนอยู่ในอาศรมของฤาษี
ครั้นกลุ่มทหารติดตามมาถึง พบท่านฤาษีนั่งภาวนาอยู่หน้าอาศรม หัวหน้านายทหารก็ได้พยายามสอบถามถึงร่องรอยของเหล่าโจร
หากฤาษีท่านเอาแต่เงียบไร้ท่าทีตอบรับใดๆ ยังผลให้บรรดาทหารใจร้อนอดรนทนไม่ไหวพากันถือวิสาสะเข้าตรวจค้นอาศรมของฤาษีและจับโจรพร้อมของกลางได้โดยละม่อม
 
ระหว่างเดินทางกลับเพื่อไปเข้าเฝ้าถวายรายงานต่อพระราชา หัวหน้าของทหารกลุ่มนั้นก็ฟุ้งซ่านครุ่นคิดไปเองและเออไปเองว่า ฤาษีท่านนี้เห็นทีจะเป็นหัวหน้าโจรเพราะสอบถามสิ่งใดก็ไม่ตอบ
 
ครั้นเมื่อมาอยู่ต่อหน้าพระพักตร์พระราชา หัวหน้านายทหารก็รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมสรุปตามที่ตนเองเชื่อเป็นตุเป็นตะโดยไม่ต้องไต่สวนว่า ฤาษีมันทยานั้นคือหัวหน้าโจรกลุ่มนี้
 
ข้างฝ่ายพระราชาเมื่อรับฟังรายงานเสร็จก็กริ้วและทรงตัดสินลงโทษทันทีโดยไม่สืบสาวราวเรื่อง ว่าให้นำฤาษีมันทยานั้นไปตัดคอเสียบประจาน ซะ
 
ด้วยอำนาจแห่งการบำเพ็ญตบะมานาน ปรากฏว่าหลังจากโดนตัดคอแล้วฤาษีมันทยากลับไม่ตาย บรรดาเพื่อนฤาษีที่อาศัยอยู่ในละแวกต่างก็แปลกใจพากันมาถามถึงสาเหตุ

ฤาษีมันทยาก็ตอบได้แต่เพียงว่า ไม่รู้เหมือนกัน
 
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้กลับกลายเป็นเรื่องราวที่เลื่องลือกันไปทั่วแคว้นในอันที่ฤาษีมันทยาถูกตัดคอเสียบประจานแต่ไม่ตาย
 
จนในที่สุดพระราชาต้องสอบถามหาข้อเท็จจริงอีกครั้ง อันนำมาซึ่งความเศร้าพระทัยเป็นที่สุดที่ทรงตัดสินผิด
 
พระราชารีบเสด็จไปที่อาศรมของฤาษีมันทยาทันทีเพื่อคลี่คลายสถานการณ์และทรงทำพิธีขอให้ฤาษีมันทยายกโทษให้แก่ความผิดพลาดของพระองค์
 
ฝ่ายฤาษีมันทยาที่ถือว่า ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินและพระราชานั้นเป็นผู้คุ้มครองโลก
ก็หาได้โกรธเคืองพระราชาแต่อย่างใดไม่ หากแต่สงสัยว่าทำไมเหตุร้ายนี้จึงเกิดแก่ฤาษีขึ้นมาได้
 
ฤาษีมันทยาจึงเดินทางไปเฝ้าขอคำตอบจากท่านธรรมเทพหรือพระยมที่ดูแลยมโลก
 
“ครั้งหนึ่งท่านเคยทรมานนกและผึ้ง
ท่านไม่รู้หรือว่ากรรมดีกรรมชั่วไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ล้วนแต่ส่งผลไม่ว่าในทางดีหรือทางร้ายในอนาคตทั้งสิ้น”
 
ฤาษีมันทยาจึงถามอีกว่า แล้วตัวท่านฤาษีไปก่อการทรมานนั้นไว้ตั้งแต่เมื่อใดกันเล่า
 
“ก็ตอนที่ท่านยังเป็นเด็กอยู่ยังไงล่ะ”
 
ฤาษีมันทยาที่ปกติเป็นฤาษีใจดีมีเหตุผลเมื่อได้ยินคำตอบถึงกับโกรธพระยมเป็นที่สุด จึงสาปพระยมหรือธรรมเทพว่า
“การตัดสินของท่านนั้นไม่สมเหตุสมผล นำเอาการกระทำของเด็กที่ยังไม่ประสามาตัดสินให้ต้องโดนตัดคอในตอนหลังเยี่ยงนี้
ท่านจงไปจุติยังโลกมนุษย์เสียเถิด”
 
พระยมหรือธรรมเทพในเวลานั้นก็จึงต้องมาเกิดเป็นลูกของทาสีที่เกิดจากพิธีนิโยคของฤาษีวยาสในนามว่า วิทูร
 
และด้วยเหตุที่วิทูรเป็นคนที่มีความรู้มีคุณธรรมอย่างสูงส่ง เป็นคนตัดสินความถูกผิด ความดีงาม ในสังคมในสมัยของราชวงศ์กุรุอย่างเที่ยงตรง จึงได้รับการยกย่องเป็น มหามติ และเป็นนายกรัฐมนตรีของกรุงหัสตินาปุระ แคว้นกุรุ
 
 
 
 
ขอบคุณ
ภาพและเรื่องจากอินเตอร์เน็ต

 

 

 

รักของแอนดรอยด์

 

 

“น้ารอย… น้ารอย” เด็กชายเขย่ามือผู้ชายร่างใหญ่ที่มาด้วยกันอย่างตื่นเต้น
 
“เราอยากจะไปห้องไหนก่อนล่ะ” ชายหนุ่มหน้าตาคมสันก้มลงถามเด็กชายพร้อมกับยิ้มละไม “ห้องประวัติศาสตร์ ห้องมานุษยวิทยา ห้องรัตนโกสินทร์ ห้องหมู่ดาว ห้องวิวัฒนาการของผู้ปกครองมนุษย์… ก้อนดินอยากไปห้องไหนก่อนดี”
 
“ไปห้องไดโนเสาร์ก่อนดีกว่าน้ารอย” เด็กชายก้อนดินตอบเสียงดัง —
 
“ว้า น้านึกว่าเราอยากดูอะไรที่ทันสมัยเสียอีก จะไปดูทำไมนะกับห้องโบราณอย่างนั้น เคยดูของจริงมาตั้งหลายหนแล้ว” น้าชายของเขาเกาศรีษะงุนงง
 
“แหมน้า” เด็กชายส่งเสียงอุทธรณ์ “ไม่เหมือนกันสักหน่อย ของที่สร้างใหม่ในสวนสัตว์กับของจริงในสมัยก่อนจะไปเหมือนกันได้อย่างไร โครงกระดูกพวกนั้นครั้งหนึ่งเคยมีชีวิตจริงๆนะน้ารอย”
 
“มันก็มาจากเซลล์เดียวกันนั่นแหละ ไอ้ไดโนเสาร์ในสวนสัตว์ก็โคลนนิ่งมาจากเซลล์ที่เก็บมาจากโครงกระดูกทั้งนั้น” น้าชายหัวเราะขัน —
 
เด็กชายก้อนดินปล่อยตัวให้เลื่อนไปตามทางเลื่อนด้วยความสนุกสนาน เขาจ้องมองภาพและเรื่องราวที่จัดแสดงอยู่บนบอร์ด 3 มิติและตู้กระจกด้วยความสนใจ
ทางเลื่อนจะหยุดเป็นระยะเมื่อเด็กชายยกมือขึ้นแตะกระจก ต่อเมื่อเด็กชายชมเรื่องราวต่างๆในตู้จัดแสดงจนเป็นที่พอใจและยกมือออกจากกระจกแล้วนั่นแหละทางเดินจึงจะเคลื่อนตัวต่อไปข้างหน้า
ห้องไดโนเสาร์น่าสนใจจริงๆอย่างที่ขนนกแดงบอก
เด็กชายชอบเรื่องราวของไดโนเสาร์และวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ในขณะที่เพื่อนมนุษย์คนอื่นๆของเขาเห็นว่าเรื่องเหล่านี้โบราณคร่ำครึ วิชาประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการเป็นวิชาที่แทบจะไม่มีใครในโรงเรียนเลือกเรียน เด็กส่วนใหญ่ในโรงเรียนของเขามักจะเลือกเรียนในวิชาที่รู้ว่าเรียนไปแล้วจะทำให้มีอนาคตที่ดีเช่น
เรียนรู้เรื่องราวกลไกและเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆรวมไปถึงการซ่อมแซมอะไหล่แอนดรอยด์
วิชาเหล่านั้นเรียนไปไม่มีวันตกงานแน่นอน มันเป็นวิชายอดนิยมที่มนุษย์อยากให้ลูกเรียนเพราะจะได้ไปรับใช้แอนดรอยด์ได้อย่างถูกใจ—
ทางเดินยังคงเลื่อนไปเรื่อยๆเพราะก้อนดินไม่ได้แตะกระจกของตู้จัดแสดงอีก เขามองภาพของไดโนเสาร์ต่างๆ ค่อยๆเลื่อนผ่านไป
แม้เคยเห็นสัตว์เหล่านั้นในสวนสัตว์ หากเด็กชายไม่เคยชื่นชม เขาว่าสัตว์ที่มีกำเนิดมาจากการโคลนนิ่ง ยังไงก็ไม่มีวันเหมือนของจริงไปได้ ดีเอ็นเอที่พวกนักวิทยาศาสตร์โคลนนิ่งมาจากฟอสซิลนั้น ให้อย่างไรก็ไม่มีความสมบูรณ์เหมือนดีเอ็นเอต้นฉบับ
ไตรเซอราทอพส์ โคลนนิ่งในสวนสัตว์จึงมีเพียง 1 นอและ 1 เขา แทนที่จะมี 1 นอกับอีก 2 ขา เหมือนอย่างบรรพบุรุษของพวกมัน—
ทางเลื่อนผ่านมาจนถึงห้องแสดงกำเนิดของไดโนเสาร์และตู้นิทรรศการใหญ่ตรงหน้าดึงความสนใจจากเด็กชายมากกว่าตู้อื่นใด ด้วยมีไข่ไดโนเสาร์สีเงินยวงขนาดใหญ่ที่จัดแสดงเอาไว้อยู่ตรงกลางตู้ แลเห็นเด่นเป็นสง่า ป้ายดิจิทัลที่มีตัวหนังสือเหนือกระจกบอกข้อมูลเพียงว่า เป็นไข่ไดโนเสาร์ที่ค้นพบกลางกรุงเทพมหานครเมื่อหลายปีก่อนโดยบังเอิญ ตอนที่เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่และเปลือกโลกดันเอาไข่ฟองยักษ์ให้โผล่ขึ้นมา—
 
 
และขณะที่เด็กชายกำลังยืนมองโน่นมองนี่ด้วยความสนใจอยู่นั่นเอง เขาก็รู้สึกเหมือนกับว่าไข่ยักษ์สีเงินยวงฟองนั้นกำลังสั่นไหว…แรกทีเดียวเด็กชายคิดว่าตัวเองตาฝาด ก้อนดินจึงหันมาจ้องไข่ไดโนเสาร์ใบนั้นอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็พบว่า— มันขยับได้จริงๆ… ก้อนดินอ้าปากค้าง—
 
ไข่ยักษ์สูงราว 2 เมตร เปลือกสีเงินยวง กำลังสั่นสะเทือนมากขึ้นทุกขณะ ก่อนจะกลิ้งตกลงมาจากแท่นซึ่งตั้งอยู่— ไข่ใบนั้นกลิ้งหลุนๆลงมาจากแท่นวาง กระแทกเข้ากับกระจกหนาของตู้นิทรรศการ ก่อนจะเกิดเสียงดังแครก…และไข่ใบนั้นก็แตกออกเป็น 2 เสี่ยงพร้อมกับละไอขาวขุ่นฟุ้งกระจายออกมาจากใจกลางของไข่นั้น!
“กุหลาบ”
เสียงเรียกด้วยความตื่นตระหนกของชายหนุ่มร่างสูงสง่าที่เปิดประตูผลัวะเข้ามา ทำให้รอยและหญิงสาวที่นั่งอยู่บนเตียงต้องรีบผละออกจากกัน
 
“ไทตรอน”
โรสิตายกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกใจ ไม่นึกว่าคนที่โผล่พรวดเข้ามาในห้องคนไข้จะเป็น 1 ใน 3 แอนดรอยด์พี่น้อง
 
“รอน”
ไทตรอนชะงักไปเช่นกัน โดยปกติแล้วแอนดรอยด์ทั้งหมดไม่เคยสนใจจดจำชื่อเสียงเรียงนามของมนุษย์เพราะเปรียบไปแล้วมนุษย์ก็คือเศษเถ้าธุลีที่ไม่มีความสำคัญ
แต่ในกรณีของรอยเป็นข้อยกเว้น
มนุษย์ผู้ชายคนนี้กับครอบครัวของเขาเคยก่อความเดือดร้อนให้กับสังคมแอนดรอยด์มาแล้วในอดีต ทั้งยังมีแนวโน้มว่าจะก่อซ้ำขึ้นอีกในอนาคต
ดังนั้นชื่อของเขาจึงเป็นชื่อที่แอนดรอยด์ทั้งหลายรู้จักกันดีโดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่โฮโมซาเปี้ยนเพศหญิงหนีออกไปจากพิพิธภัณฑ์และรอดเงื้อมมือหุ่นยนต์ล่าสังหารไปได้ รอยและครอบครัวของเขาก็เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อีกครั้ง
 
“ไทตรอน”
รอยร้องคราง เขาตกใจจนหน้าซีดเหมือนกับโรสิตา ด้วยไม่คิดว่าแอนดรอยด์ผู้นำสูงสุดมีอำนาจระดับสองรองจากจักรพรรดิหุ่นยนต์จะโผล่มาที่โรงพยาบาลด้วยตนเองในเวลาวิกาลเช่นนี้
 
“กุหลาบ…เร็วเข้า เราต้องรีบไปกันเดี๋ยวนี้แล้ว”
ไทตรอนเก็บความสงสัยและคำถามทั้งหมดไว้ก่อน ด้วยเวลานี้มีเรื่องสำคัญยิ่งกว่า เขาไม่รอคำตอบจากหญิงสาวที่มีสีหน้างุนงง ไม่สนใจว่ามนุษย์ชื่อรอยจะมีปฏิกิริยาอย่างไร เพราะทันทีที่พูดจบไทตรอนก็ตรงเข้ามาดึงแขนให้โรสิตาลุกขึ้นทันที
 
“ไม่ค่ะ ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้น…”
โรสิตารีบปฏิเสธ เธอพยายามผลักไสเขาให้ปล่อยมือ เป็นอีกครั้งที่เธอได้สัมผัสกับไทตรอนอย่างใกล้ชิด ถ้ารอยไม่ย้ำว่านี่คือแอนดรอยด์ไม่ใช่มนุษย์ โรสิตาจะไม่มีวันแยกได้เลย เพราะผิวหนังและสัมผัสของไทตรอนไม่ต่างอันใดกับชายหนุ่มที่มีเลือดเนื้อและชีวิต
กำไลโลหะ แหล่งพลังงานของแอนดรอยด์บนข้อมือของไทตรอนสะท้อนแสงนวลจากเพดานเป็นประกาย
 
“ปล่อยฉันนะ…แค่ก แค่ก…” หล่อนยังอ่อนเพลียและรู้สึกมึนศรีษะ
 
“ไม่ได้ เราต้องไปกันเดี๋ยวนี้” ไทตรอนย้ำเสียงเข้มพร้อมกับพยายามลากตัวโรสิตาลงจากเตียงคนไข้ให้ได้
 
“เดี๋ยวก่อน” รอยตรงเข้ามากระชากแขนของไทตรอนด้วยความตกใจ พวกมันคงจะรู้เรื่องหมดแล้ว “จะพาเธอไปไหน”
 
“ไม่ใช่เรื่องของเจ้า” นัยน์ตาของไทตรอนที่มองมายังรอยเต็มไปด้วยความรังเกียจ
 
“กุหลาบคือน้องสาวของเรา เพราะฉะนั้นท่านจะพาเธอไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น” รอยอ้าง
 
“เลิกโกหกได้แล้วรอย” คราวนี้ไทตรอนยอมปล่อยมือจากโรสิตา “ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่น้องสาวของท่าน ไม่ใช่น้องสาวของเมฆา ไม่มีความเกี่ยวดองอะไรกับพวกท่านด้วยซ้ำ”
ไทตรอนเป็นผู้ควบคุมระบบทะเบียนมนุษย์เขาได้ระดมหุ่นยนต์ทั้งแผนกให้มาช่วยกันตรวจสอบข้อมูลครอบครัวของรอยและเมฆาโดยละเอียด
 
“ไม่เคยมีมนุษย์ชื่อกุหลาบอยู่ในนิคม ไม่มีมนุษย์ชื่อกุหลาบในต่างจังหวัด ผู้หญิงคนนี้เป็นคนอื่นแต่มาสวมใช้ชื่อกุหลาบและใช้บัตรประจำตัวปลอม”
ไทตรอนย้ำช้าๆชัดๆ
 
 
รอยขยับเข้าใกล้หญิงสาว ท่าทางเขาเตรียมพร้อมป้องกันเธออย่างเต็มที่ หากไทตรอนกล้ายืนยันด้วยตัวเองเช่นนี้ นั่นหมายถึงแอนดรอยด์ผู้ควบคุมบัญชีมนุษย์ย่อมรู้หมดทุกอย่างแล้ว และเมื่อไทตรอนรู้ ก็หมายความว่าพี่ของเขาอีก 2 คนและจักรพรรดิแอนดรอยด์ย่อมต้องรู้เรื่องนี้เช่นกัน
 
“เราจะไม่ถามท่านล่ะนะว่าท่านทำให้ชื่อกุหลาบไปปรากฏในโปรแกรมรายชื่อมนุษย์ได้อย่างไร เรื่องนั้นเราจะมาสะสางกันภายหลัง แต่ตอนนี้กุหลาบต้องไปกับเราก่อน ขืนปล่อยกุหลาบไว้ที่นี่ เธอไม่รอดแน่”
 
“หมายความว่ายังไง” ประโยคของไทตรอนทำให้รอยถึงกับชะงักไป
 
“หมายความว่าผลตรวจเลือดของกุหลาบออกมาแล้ว” ไทตรอนว่า ดวงหน้าที่เคยเรียบเฉยปราศจากอารมณ์และความรู้สึก มีแววกังวลฉายขึ้นมาวูบหนึ่งให้โรสิตาสังเกตเห็นได้ นอกจากรอยกังวลในหน่วยตาที่เปล่งประกายได้ดุจดวงดาวแล้ว หญิงสาวยังเห็นเขาขมวดคิ้วมุ่นเหมือนมนุษย์อีกด้วย
ถึงจะหน้านิ่วคิ้วขมวด ไทตรอนก็ยังหล่ออยู่ดี ในปีพ.ศ. 2554 ที่โรสิตาจากมา หน้าตาท่าทางและบุคลิกแบบไทตรอนนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “หล่อขั้นเทพ”
 
แอนตรอน เตตรอน และไทตรอน 3พี่น้องแอนดรอยด์ถูกออกแบบให้มีคุณสมบัติที่ดีที่สุดในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหน้าตา รูปร่างที่ได้สัดส่วน กล้ามเนื้อส่วนอก เอวคอดกิ่ว หน้าท้องแบนราบ งดงามสมเป็นแอนดรอยด์เพศชาย รวมไปถึงสติปัญญาอันเฉลียวฉลาดและสมองกลที่ประมวลผลได้อย่างรวดเร็วว่องไว
 
“ดีเอ็นเอในเลือดบ่งบอกว่าเธอคนนี้คือ โฮโมซาเปี้ยน ไม่ใช่โฮโมฮิวมาเนี่ยน เหมือนอย่างพวกท่าน” ดวงตาของไทตรอนที่มองมายังรอยเต็มไปด้วยความรังเกียจ
 
“ตอนนี้จักรพรรดิได้รับรายงานจากเตตรอนและแอนตรอนเรียบร้อยแล้ว” ประโยคเรียบง่ายของไทตรอนทำให้เลือดในกายของรอยเย็นเฉียบขึ้นในทันใด
แต่โรสิตากลับไม่มีที่ท่าตกใจเท่าเขาอาจจะเพราะเธอไม่เคยรับรู้ถึงความโหดร้ายของพวกหุ่นยนต์ที่มีต่อพวกมนุษย์
 
“จักรพรรดิมีบัญชาให้แอนตรอนและเตตรอนพาลูกน้องมานำตัวผู้หญิงคนนี้ไป…เอ้อ…” ไทตรอนหันมาทางโรสิตา ประโยคถัดมาแผ่วเบาอยู่ในลำคอของเขา   “ทำลาย”
 
“ได้ยังไงกัน” รอยท้วง “ปกติการจะประหารมนุษย์สักคนต้องผ่านมติสภาแอนดรอยด์ก่อนนี่นา”
 
 
“โดยหลักการควรเป็นเช่นนั้น” ไทตรอนหน้าเครียด
“แต่กรณีของกุหลาบถือเป็นภัยอันตรายอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงของอริยะนคร ดังนั้นจักรพรรดิแอนดรอยด์จึงใช้สิทธิ์พิเศษในการสั่งสังหารทันที”
 
“ท่านเลยมาที่นี่เพื่อนำตัวกุหลาบไปทำลายด้วยตัวเองอย่างนั้นหรือ” รอยยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับไทตรอนอย่างไร
 
 
“แต่เรามาที่นี่เพื่อช่วย…กุหลาบ”
 
“อะไรนะ” รอยร้องเสียงหลง ไทตรอนต้องประสาทกลับไปแล้ว แอนดรอยด์ทุกตัวถูกตั้งโปรแกรมให้ทำตามคำสั่งของจักรพรรดิ แอนดรอยด์ทุกตัวต่างมีหน้าที่
และหน้าที่ที่สำคัญที่สุดก็คือรับคำสั่งจากผู้ที่อยู่ในระดับเหนือขึ้นไป   จะมีก็แต่พวกมนุษย์เท่านั้นที่สามารถทำอะไรได้ตามชอบใจ แม้จะถูกสั่งก็ยังกล้าพอจะขัดคำสั่ง แล้วนี่เกิดอะไรขึ้นกับไทตรอน โปรแกรมของเขาลัดวงจรหรืออย่างไร แอนดรอยด์น้องสุดท้องจึงมาที่นี่เพื่อช่วย โร สิ ตา
 
 
“แต่พวกเขาก็จะจับตัวเราได้ในที่สุด” รอยยังเป็นกังวล
 
“แล้วจะนั่งอยู่เฉยๆรอให้ถูกจับตัวหรือยังไง” ไทตรอนเสียงเข้มขึ้นด้วยหงุดหงิดในความช่างคิดของพวกมนุษย์ สมองกลของเขาประมวลผลออกมาแล้วว่า หากหนีตอนนี้มีโอกาสรอดสูงถึง 80.75แต่ถ้ามัวแต่ชักช้ารอให้แอนตรอนและเตตรอนกับกองทัพหุ่นล่าสังหารเดินทางมาถึงล่ะก็ โอกาสหนีรอดจะมีไม่ถึง 1.25%
 
 
โชคดีที่เวลานี้เป็นยามวิกาล ภายในเมืองของแอนดรอยด์จึงมีแต่ความเงียบสงัดราวกับเป็นเมืองร้าง—
“เราจะไปไหนกันคะ รอย” โรสิตากระซิบถาม
 
“ผมก็ไม่รู้ แต่ท่าทางเขาอยากช่วยคุณจริงๆนะ” รอยส่ายหน้าอย่างจนปัญญา เดาไม่ออกว่าไทตรอนจะพาหนีไปที่ไหน
 
“ทำแบบนี้เขาก็เท่ากับเป็นกบฏสิคะ ถ้าถูกจับได้คงแย่แน่ๆ”
 
“ผมก็แปลกใจเหมือนกัน”
 
หากยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ ไทตรอนก็พาพวกเขามาหยุดอยู่ที่หน้าอาคารสูงเสียดฟ้าแห่งหนึ่ง—
“บ้านของเราเอง พักอยู่ที่นี่น่าจะปลอดภัยกว่าหนีไปที่อื่น แอนตรอนและเตตรอนไม่กล้าบุกเข้ามาค้นแน่… อย่างน้อยก็ระยะหนึ่ง” น้ำเสียงของไทตรอนราบเรียบไม่แสดงความรู้สึกใดๆ หากดวงตาของเขากลับตรงกันข้าม
 
โรสิตารีบผละออกจากอ้อมอกของรอยอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นแววตาเจ็บปวดของไทตรอนที่มองจ้องมา
 
 
ก่อนไทตรอนจะออกไป เขากำชับให้รอยและโรสิตาซ่อนตัวอยู่ในบ้านอย่าออกไปนอกบริเวณจนกว่าเขาจะกลับมา
รอยสังเกตเห็นสายตาของไทตรอนที่มองโรสิตานั้นเต็มไปด้วยความห่วงใย แอนดรอยด์ไม่ควรมีความรู้สึกใดๆ…นี่เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทุกอย่างถึงได้กลับตาลปัตรไปถึงเพียงนี้
 
…ไทตรอนกำลังหลงรักโรสิตาอย่างนั้นหรือ…
 
จะเป็นไปได้อย่างไร แอนดรอยด์ผู้สูงส่งจะเกิดมีความรักกับมนุษย์ผู้ต่ำต้อยด้อยค่าไร้ศักดิ์ศรียิ่งกว่าธุลีดิน
 
 
“ลองติดต่อเพื่อนมิครอยด์ของคุณให้ช่วยแปลงโฉมเราอีกครั้งได้ไหมคะ พวกแอนดรอยด์จะได้จำเราไม่ได้” โรสิตาพยายามนึกหาหนทางเอาตัวรอด
 
“เสี่ยงเกินไป เราไม่ควรใช้วิธีนี้บ่อย ยิ่งตอนนี้พวกแอนดรอยด์จับได้วาคุณคือโฮโมซาเปี้ยน…แอนตรอนและเตตรอนจะต้องตามล่ามิครอยด์มนุษย์แมลงเพื่อนของผมที่แปลงโฉมให้คุณกลายเป็นโฮโมฮิวมาเนี่ยนได้อย่างแนบเนียนแทบพลิกแผ่นดิน”
 
“เป็นเพราะฉันคนเดียว ทุกคนเลยพลอยเดือดร้อนไปด้วย”
 
“ไม่ใช่เพราะคุณหรอก…โรสิตา” รอยเดินมานั่งข้างๆหญิงสาว…
“เป็นเรื่องขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับแอนดรอยด์ที่มีมานานหลายร้อยปีต่างหาก คุณเป็นเพียงคนกระตุ้นให้ระเบิดเวลาลูกนี้ปะทุเร็วขึ้นเท่านั้นเอง” น้ำเสียงของรอยเต็มไปด้วยความคับแค้น
เขาล้วงกระเป๋าเอากระดาษแผ่นเล็กที่ฉีกมาจากสมุดบันทึกของเมฆา ส่งให้โรสิตาดู
 
“มนุษย์รอเวลาที่จะปลดแอกตัวเองจากแอนดรอยด์มานานแล้ว นับแต่พวกมันครอบครองโลก กดให้มนุษย์กลายเป็นทาส พวกเราทุกรุ่นล้วนมีความพยายามจะลุกขึ้นมาต่อต้านหุ่นยนต์ หากไม่เคยมีผู้ใดทำได้สำเร็จ”
 
“คุณให้ฉันดูอะไรคะ”
 
“เป็นบันทึกจากการทดลองของเมฆา พี่เขยของผม เขาพยายามจะขยายพันธุ์ไวรัส และผสมไวรัสเข้าไปกับโลหะซึ่งเป็นสารให้พลังงานแก่พวกแอนดรอยด์
เพื่อให้พวกมันในโลกนี้ป่วยเหมือนกับเวลาที่พวกมนุษย์ติดหวัดยังไงยังงั้น — เมฆากับผม เรากำลังวางแผนที่ไม่เคยมีมนุษย์คนใดเคยคิดมาก่อน” น้ำเสียงของรอยฟังดูลึกลับ
 
“แต่ไวรัสเป็นอนุภาคที่มีชีวิตต ส่วนโลหะเป็นสารที่ไม่มีชีวิต คุณจะผสมของสองอย่างเข้าด้วยกันได้อย่างไร” วิชาวิทยาศาสตร์ที่เธอเคยเรียนมาสอนไว้อย่างนั้น
 
“ในปีพ.ศ. 2554 ของคุณทำอย่างนั้นไม่ได้ แต่ในยุคของผม สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรง” 
“เพราะเหตุนี้แอนดรอยด์ถึงเอาตัวพี่เมฆาไปทำลาย และจ้องจับตามองพฤติกรรมของคุณมาโดยตลอด”
 
“น่าเสียดายที่การทดลองครั้งที่แล้วผิดพลาด รหัสไวรัสที่พวกผมถอดออกมาได้ไม่สามารถผสมกลมกลืนกับโลหะในลำธารได้เป็นหนึ่งเดียว เมื่อนำมาทดลองกับอาสาสมัครก็เลยเกิดเรื่องวุ่น การทดลองล้มเหลวมีอาสาสมัครล้มป่วยและตายไปเป็นจำนวนมาก แอนดรอยด์ก็เลยจับได้—”
 
“ฉันจะช่วยคุณ” โรสิตาบอกทั้งที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะสามารถช่วยอะไรเขาได้
 
“คุณได้ช่วยไปแล้วล่ะ” รอยยิ้มยินดี
 
“ยังไงคะ—“
 
“สูตรโครงสร้างที่เมฆาเขียนมีจุดผิดพลาดหลายแห่ง อย่างเช่นตรงนี้… แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าจะแก้ไขจุดบกพร่องเหล่านั้นอย่างไร ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณที่คุณมาปรากฏตัวพร้อมกับทามะ… ในกระพรวนที่ห้อยคอทามะ ใครบางคนซ่อนสูตรโครงสร้างไวรัส Anti Android-4 ที่สมบูรณ์เอาไว้”
 
“ดอกเตอร์วิจันทร์ ต้องเป็นเขาแน่ๆ” โรสิตาทำตาโต
 
“คนที่คุณเล่าว่าเป็นเจ้าของเครื่องแช่แข็งคุณมาใช่ไหม”
 
“แต่เขาทำเช่นนั้นไปทำไม เหมือนเขาจะรู้อนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นล่ะ” โรสิตาครางเสียงแผ่วในลำคอ
 
“นั่นสิครับ เขารู้อนาคตล่วงหน้าได้อย่างไร” รอยยังขบคิดปริศนาไม่ออก เหมือนกับมีอะไรบางอย่างที่ยังขาดหายไป
 
“ฮ้าด เช้ย…” โรสิตาจาม มีน้ำมูกใสๆไหลยืดออกมาจนเธอต้องยกชายเสื้อขึ้นซับ “ไม่ไหวเลย แบบนี้ต้องเรียกว่าหวัด 2,200 ปีนะคะ เพราะฉันเป็นมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2554 จนถึงปีนี้ พ.ศ. 4754 สองพันกว่าปีแล้วยังไม่หาย ไวรัสพวกนี้หัวดื้อจริงๆ”
 
“เดี๋ยวก่อน โรสิตา… คุณเป็นหวัด… หวัดปีพ.ศ.2554” รอยลุกพรวดขึ้นมาจับบ่าเธอด้วยมือสั่นระริก ท่าทางเขาดีใจมาก
 
“ค่ะ ฉันเป็นหวัด คงติดมาจากอีตาดอกเตอร์วิจันทร์นั่นล่ะค่ะ วันที่เขามาหาฉันจนเกิดเรื่องขึ้นนั้นเขากำลังเป็นหวัดอยู่พอดี” โรสิตามองเขาด้วยสายตางุนงง “มีอะไรหรือเปล่าคะ รอย”
 
“พระเจ้าช่วย ผมคิดว่า ดอกเตอร์วิจันทร์จะต้องรู้อะไรมากกว่าที่ผมและคุณรู้ เขาถึงทำให้คุณติดเชื้อหวัด จากนั้นก็แช่แข็งคุณ พร้อมกับตั้งเวลาให้มาฟื้นที่ปีพ.ศ. 4754 พร้อมกับทามะนี่ยังไงล่ะ”
 
“ไทตรอน” เสียงของเตตรอนที่ดังขึ้นทำให้ไทตรอนต้องละสายตาจากดวงดาวบนฟ้าแล้วหันกลับมามองพี่ชายคนรอง
 
“นั่นกำลังมองอะไรอยู่”ดวงหน้าคร้ามคมของเตตรอนยุ่งเหยิง เขาไม่เข้าใจว่าน้องชายคนเล็กมองหาอะไร
 
“มองดาว” เขาตอบพี่ชายด้วยน้ำเสียงกังวล กระแสไฟฟ้าในร่างเขามันสะดุดๆติดขัดอย่างไรไม่รู้ จะว่าลัดวงจรก็ไม่ใช่แต่มันไหลเวียนไม่เป็นปกติเหมือนเก่า ด้วยเหตุนี้เขาจึงเดินเลี่ยงออกมาหยุดอยู่ที่ริมระเบียง แหงนหน้ามองท้องฟ้า ดวงดาวในค่ำคืนนี้แตกต่างจากดวงดาวในคืนที่ผ่านๆมาโดยสิ้นเชิง
ก่อนหน้าที่จะรู้จักกับผู้หญิงที่รอยตั้งชื่อให้เธอใหม่ว่า “กุหลาบ”
ไทตรอนไม่เคยรู้สึกว่าดวงดาวบนท้องฟ้าสวยงามได้ถึงขนาดนี้ แต่ไหนแต่ไรมาสำหรับเขา ดวงดาวก็คือเทหวัตถุบนฟากฟ้าซึ่งสามารถเคลื่อนที่ไปรอบๆจักรวาล มีขนาดแตกต่างกันไป ใหญ่บ้างเล็กบ้าง บางดวงเพิ่งเกิดได้ไม่กี่พันปี บางดวงเสื่อมสภาพและถูกหลุมดำดูดกลืนหายไป
จนกระทั่งได้พบกับกุหลาบ
เขาเพิ่งจะรู้สึกว่าประกายสุกสกาวของดวงดาวบนท้องฟ้ายามราตรีนั้นเปล่งแสงสว่างได้ไม่ต่างอันใดกับดวงตาคู่งามของโฮโมซาเปี้ยนสาวคนนั้น…
 
ตลอดเวลาที่เตตรอนและไทตรอนสนทนากันนั้น แอนตรอนพี่ชายคนโตไม่เอ่ยอะไรออกมาแม้แต่น้อย เขาเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของน้องชายคนเล็กด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ พร้อมกัน สมองกลของแอนดรอยด์พี่ใหญ่ก็ประมวลผลอะไรบางอย่างออกมาอย่างรวดเร็ว
Intimacy Rate – 35.325
Worrying Rate – 48.963
Jealous Rate – 1.007
Love Ratio – 100
Anger Ratio – 0
อัตราความรักของไทตรอนในขณะนี้พุ่งขึ้นสูงสุดเทียบเท่ากับมนุษย์ผู้ชายซึ่งตกอยู่ในห้วงแห่งความรัก… ไม่น่าเชื่อว่าการทดลองของเขาได้ผลเกินคาด
 
 
เตตรอนละสายตาจากน้องชายของเขามายังพี่ใหญ่ พักหลังนี้ไทตรอนมีพฤติกรรมแปลกๆที่เข้าใจยาก อาจจะถึงเวลาที่จะต้องส่งน้องชายเข้าไปรับการตรวจเช็ควงจรการทำงานเสียแล้วกระมัง อาจมีสายไฟหรือชิพบางตัวเสื่อมก็เป็นได้ ไทตรอนจึงมีท่าทางเหม่อลอยราวกับมนุษย์เช่นนี้
 
 
มนุษย์…เตตรอนขยับริมฝีปากด้วยความหยามหยัน…จะอย่างไรก็คือมนุษย์…วันนี้รัก พรุ่งนี้เกลียด
ความรู้สึกของพวกมนุษย์แปรเปลี่ยนกลับกลายได้ง่ายดายยิ่งกว่าสายลม
แม้จะถูกแอนดรอยด์กำจัดไปจนเกือบสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ หากมนุษย์ก็ยังไม่รู้สึกสำนึก พวกเขายังมีความรัก โลภ โกรธ หลง อิจฉาริษยา รักใคร่เทิดทูน อย่างที่พี่ชายใหญ่ของเขาพยายามจะให้แอนดรอยด์มีความรู้สึกแบบนั้นบ้าง
 
ที่ใบไม้ยอมทรยศหักหลังพวกเดียวกันเองก็เพราะเธออยากเข้าโครงการเปลี่ยนมนุษย์เป็นแอนดรอยด์ การทดลองใหญ่อีกหนึ่งโปรเจคของแอนตรอน เมื่อการทดลองนี้ถูกประกาศออกไป มีมนุษย์จำนวนมากยอมละทิ้งอุดมการณ์และศักดิ์ศรี เพียงเพราะพวกเขาอยากเป็นหุ่นยนต์
 
เตตรอนเคยถามใบไม้ว่าเหตุใดเธอจึงอยากเป็นแอนดรอยด์ คำตอบที่ได้รับทำให้เขาถึงกับงุนงงไปชั่วขณะ
เพราะหญิงสาวคนนี้บอกว่า…เธอไม่อยากเจ็บไข้และไม่อยากตาย
 
 
อา…ในที่สุด การทดลองของเขา ที่ต้องการให้แอนดรอยด์มีอารมณ์และความรู้สึกของมนุษย์ก็ประสบความสำเร็จ ขั้นตอนขั้นต่อไปก็คือ เขาจะต้องนำเอาชิพที่ฝังอารมณ์และความรู้สึกลงไปในร่างกายของไทตรอนและเตตรอนออก
ก่อนที่น้องชายทั้งสองของเขาจะลุ่มหลงอยู่ในวังวนของอารมณ์รักและอารมณ์โกรธแบบมนุษย์จนกู่ไม่กลับ  เพียงเท่านี้ก็พอแล้วที่จะพิสูจน์ทฤษฏีของเขา
เอาชิพออกมา ไทตรอนและเตตรอนจะได้กลับมาเป็นแอนดรอยด์ที่ไร้ความรู้สึกไร้อารมณ์ดังเดิม
 
แต่… แอนตรอนก็มีเรื่องด่วนกว่าให้ต้องทำ อันนำมาซึ่งความผิดพลาดอย่างมหันต์ในเวลาต่อมา
 
ความผิดพลาดที่ว่านั้นเป็นอย่างไร เข้มข้นยอกย้อนซ้อนซับสนุกสนานน่าทึ่งน่าระทึกใจแค่ไหน
 ติดตามอ่านได้จาก “กัลปาวสาน” สุดยอดจินตนิยายวิทยาศาสตร์ของคนไทย 319 หน้า(ไม่จบไม่วาง)ของ คุณหมอพงศกร ค่ะ
ขอขอบคุณ
เจ้าของบทประพันธ์…นายแพทย์พงศกร จินดาวัฒนะ-
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต-

ปริศนาของเวตาล

 

 

ปริศนาของเวตาล หรือ นิทานเวตาล เป็นวรรณคดีอินเดียโบราณที่ถูกนำมาเล่าสู่กันฟังต่อๆมาเป็นเวลายาวนานไม่ต่ำกว่า ๑ พันปี … ทั้งโดยปากต่อปากและโดยลายลักษณ์อักษร

เวตาล เป็นอมนุษย์จำพวกหนึ่ง คล้ายค้างคาวผี ในปรัมปราคติของฮินดู ดำรงอยู่เป็นภูตที่อาศัยในซากศพ (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 กล่าวไว้ว่า “เวตาล คือ ผีจำพวกหนึ่ง ชอบสิงอยู่ในป่าช้า”)

ในความรู้สึกนึกคิดของผู้คน เวตาลจะมีบุคลิกโดดเด่นในด้านความเจ้าเล่ห์แสนกล ช่างพูดข่างเจรจา

เวตาล จัดเป็นปีศาจจำนวนไม่กี่ตนในโลกนี้ที่ผู้คนพากันเกลียดและกลัวไม่ลง

ในอดีตนักอ่านชาวไทยคุ้นเคยกับนิทานเวตาลของ น.ม.ส. เป็นอย่างดี แม้ว่าจะทรงแปลไว้เพียง ๑๐ เรื่อง จากต้นฉบับทั้งหมด ๒๕ เรื่อง

ปัจจุบัน อาจารย์ศักดิ์ศรี แย้มนัดดา ได้กรุณาแปลจากต้นฉบับดั้งเดิมที่พิมพ์ด้วยอักษรเทวนาครี ครบทั้ง ๒๕ เรื่อง เรียกว่า เวตาลปัญจวิงศติ

 

 

 

 

เรื่องย่อนิทานเวตาล …

 

ณ ฝั่งแม่น้ำโคทาวรี มีพระมหานครแห่งหนึ่งตั้งอยู่นามว่า ประดิษฐาน ที่เมืองนี้ในสมัยบรรพกาลมีพระราชาธิบดีองค์หนึ่ง ทรงนามว่า ตริวิกรมเสน ได้ครองราไชศวรรย์มาด้วยความผาสุก พระองค์เป็นราชโอรสของพระเจ้าวิกรมเสนผู้ทรงเดชานุภาพเทียมท้าววัชรินทร์

ต่อมาได้มีนักบวชชื่อ ศานติศีล ได้นำผลไม้มาถวายทุกวันมิได้ขาด ซึ่งพระราชาแปลกใจ และได้ไปพบในคืนหนึ่งตามนัด ได้ถามถึงเหตุผลและเพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณ โยคีศานติศีลจอมเจ้าเล่ห์ได้ขอให้พระราชาตริวิกรมเสนนำเวตาลมาให้ตนเพื่อจะประกอบมหายัญพิธี

พระราชาผู้มีสัจจะเป็นมั่น ได้ไปนำเวตาลมาให้โยคีเจ้าเล่ห์ แต่เวตาลก็พยายามหน่วงเหนี่ยวด้วยการเล่านิทานทั้งสิ้น ๒๔ เรื่องด้วยกัน ซึ่งแต่ละเรื่องจะมีคำถามให้พระราชาตอบ โดยมีข้อแม้ว่า หากพระราชาทราบคำตอบแล้วไม่ตอบ ศีรษะของพระราชาจะต้องหลุดจากบ่า และหากพระราชาเอ่ยปากพูดเวตาลก็จะกลับไปสู่ที่เดิม

และก็เป็นดังนั้นทุกครั้ง ที่พระราชาตอบคำถามของเวตาล เวตาลก็จะหายกลับไปสู่ต้นไม้ที่สิงที่เดิม พระราชาก็จะเสด็จกลับไปเอาตัวเวตาลทุกครั้งไป จนเรื่องสุดท้ายพระราชาไม่ทราบคำตอบ ก็ทรงเงียบไม่พูด เวตาลพอใจในตัวพระราชามาก เพราะเป็นพระราชาผู้ไม่ย่อท้อ ผู้มีความกล้าหาญ ทำให้เวตาลบอกความจริงในความคิดของโยคีเจ้าเล่ห์ ว่าโยคีนั้นแท้จริงแล้ว ต้องการตำแหน่งราชาแห่งวิทยาธร โดยจะเอาพระราชาเป็นเครื่องสังเวยในการทำพิธี และอธิบายถึงวิธีกำจัดโยคีเจ้าเล่ห์

เมื่อพระราชาเสด็จมาถึงโยคีตามที่นัดหมายไว้ ก็ปรากฎว่าโยคีได้เตรียมการทำอย่างที่เวตาลได้บอกกับพระราชาไว้ พระราชาจึงแก้โดยทำตามที่เวตาลได้อธิบายให้พระราชาฟัง พระราชาจึงได้ตำแหน่งราชาแห่งวิทยาธร และเวตาลได้บอกกับพระราชาตริวิกรมเสนว่า “ตำแหน่งนี้ได้มาเพราะความดีของพระองค์ ตำแหน่งนี้จะคอยพระองค์อยู่หลังจากที่ทรงเสวยสุขในโลกมนุษย์จนสิ้นอายุขัยแล้ว ข้าขอโทษในกาลที่แล้วมาในการที่ยั่วยวนประสาทพระองค์ แต่ก็ไม่ทรงถือโกรธต่อข้า บัดนี้ข้าจะถวายพรแก่พระองค์ ขอทรงเลือกอะไรก็ได้ตามใจปรารถนาเถิด” พระราชาก็ตรัสว่า “เพราะเหตุที่เจ้ายินดีต่อข้า และข้าก็ยินดีในความมีน้ำใจของเจ้าเช่นเดียวกัน พรอันใดที่ข้าจะปรารถนาก็เป็นอันสมบูรณ์แล้ว ข้าเพียงแต่อยากจะขออะไรสักอย่างเป็นที่ระลึกระหว่างข้ากับเจ้า นั่นก็คือนิทานที่เจ้ายกปัญหามาถามข้าถึงยี่สิบสี่เรื่อง และคำตอบของข้าก็ให้ไปแล้วเช่นเดียวกัน แลครั้งที่ยี่สิบห้าคือวันนี้ถือเป็นบทสรุป แสดงอวสานของเรื่อง ขอให้นิทานชุดนี้จงมีเกียรติแพร่กำจายไปในโลกกว้าง”

เวตาลก็สนองตอบว่า “ขอจงสำเร็จ โอ ราชะ บัดนี้จงฟังเถิด ข้าจะกล่าวถึงคุณสมบัติที่ดีเด่นของนิทานชุดนี้ สร้อยนิทานอันร้อยรัดเข้าด้วยกันดังสร้อยมณีสายนี้ ประกอบด้วยยี่สิบสี่เรื่องเบื้องต้น แลมาถึงบทที่ยี่สิบห้า อันเป็นบทสรุปส่งท้าย นับเป็นปริโยสาน นิทานชุดนี้จงเป็นที่รู้จักกันในนามของเวตาลปัญจวิงศติ (นิทานยี่สิบห้าเรื่องของเวตาล) จงมีเกียรติยศบันลือไปในโลก และนำความเจริญมาสู่ผู้อ่านทุกคน ใครก็ตามที่อ่านหนังสือแม้แต่โศลกเดียว หรือเป็นผู้ฟังเขาอ่านก็เช่นเดียวกัน จักรอดจากคำสาปทั้งมวล บรรดาอมนุษย์ทั้งหลาย มียักษ์ เวตาล กุษมาณฑ์ แม่มด หมอผีและรากษส ตลอดจนสัตว์โลกประเภทเดียวกันนี้ จงสิ้นฤทธิ์เดชเมื่อได้ยินใครอ่านนิทาน อันศักดิ์สิทธิ์นี้”

พระศิวะได้ฟังเรื่องของต่าง ๆ ของเวตาลจบก็กล่าวชื่นชมในองค์พระราชาตริวิเสนมาก ซึ่งพระศิวะได้สร้างจากอนุภาคโดยให้มาปราบอสูรคนร้ายต่าง ๆ เมื่อพระราชาตริวิกรมเสนได้เป็นจอมราชันแห่งวิทยาธรทั้งโลกและสวรรค์แล้ว ก็เกิดความเบื่อหน่าย หันไปบำเพ็ญทางธรรมจนบรรลุความหลุดพ้น

 

 

ที่มา http://www.larnbuddhism.com/vetal/

 

 

 

 

ปริศนาของเวตาล …

 

บทนำ       http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_3447.html

เรื่องที่ ๑   http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_8648.html

เรื่องที่ ๒   http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_42.html

เรื่องที่ ๓   http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_3341.html

เรื่องที่ ๔   http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_8074.html

เรื่องที่ ๕   http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_9986.html

 

เรื่องที่ ๖   http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_9230.html

เรื่องที่ ๗   http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_8683.html

เรื่องที่ ๘   http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_8448.html

เรื่องที่ ๙   http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_3077.html

เรื่องที่ ๑๐ http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_1374.html

 

เรื่องที่ ๑๑ http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_2957.html

เรื่องที่ ๑๒ http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_5313.html

เรื่องที่ ๑๓ http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_2526.html

เรื่องที่ ๑๔ http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_4839.html

เรื่องที่ ๑๕ http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_4278.html

 

เรื่องที่ ๑๖ http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_8935.html

เรื่องที่ ๑๗ http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_8028.html

เรื่องที่ ๑๘ http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_4312.html

เรื่องที่ ๑๙ http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_3480.html

เรื่องที่ ๒๐ http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_8262.html

 

เรื่องที่ ๒๑ http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_9529.html

เรื่องที่ ๒๒ http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_3115.html

เรื่องที่ ๒๓ http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_5256.html

เรื่องที่ ๒๔ http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post_25.html

เรื่องที่ ๒๕ http://storydhamma.blogspot.com.au/2013/05/blog-post.html

 

 

 

 

 

 

ขอขอบคุณศาสตราจารย์ดอกเตอร์ศักดิ์ศรี แย้มนัดดา

 

Athenaz Athenaz ·  Top Commenter · London, United Kingdom

ดอกไม้แสนงาม…ขอบคุณเวตาลซีรี่ให้สะสมไว้อ่านประเมืองปัญญาค่ะ septimus..
.
.

septimus ~

ด้วยความยินดีอย่างที่ซู๊ดค่ะคุณพี่ ข้าเจ้างี้ดีใจมากมายเมื่อได้พบคะ อ่านนิทานทั้ง 10 เรื่องมานาน มาวันนี้ได้อ่านครบหมดซ้าทีค่ะ ฮา…  คุณพี่ว่าดอกอโศกคล้ายดอกเข็มมั้ยคะ ^^

 

สิเนหามนตาแห่งลานนา

 

 

 

จินตนิยายอิงตำนานลานนาตะวันออก ที่คุณบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย ลงมือประพันธ์ด้วยตนเองเป็นเล่มแรก ด้วยความยาวถึง ๖๐๘ หน้า

 

แรงบันดาลใจ

มีจุดเริ่มต้นมาจากการที่คุณบัณฑูรได้ไปเป็นประธานในพิธีโครงการห้องสมุดนักเรียนที่จังหวัดน่าน โดยที่ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งวันกับหนึ่งคืนเท่านั้นก็สามารถพลิกผันหันเหความคิดและจิตวิญญาณ ที่ประทับใจในความสงบ ความสะอาด และความเรียบง่ายของพื้นที่ และยิ่งเมื่อสัมผัสกับทิวทัศน์ป่าเขาลำเนาไพรแห่งเมืองเหนือที่สวยสด ก็ให้ต้องมนต์สะกดของดินแดนลานนาตะวันออกแห่งนี้ทันที

คุณบัณฑูร กล่าวว่า ก่อนกลับกรุงเทพ ได้แวะเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน และได้ซื้อหนังสือการ์ตูนเล่มเล็กๆชื่อ “เมืองน่าน อดีตที่คุณไม่เคยรู้”เรียบเรียงโดยอาจารย์สิทธิศักดิ์ ธงเงิน และอาจารย์ยุทธพร นาคสุข เป็นที่ปรึกษาด้านภาษา เมื่ออ่านแล้วก็เกิดความรู้สึกทึ่งในประวัติลานนาตะวันออก ต่อมาได้มาพักผ่อนหลบมุมอยู่ที่น่าน ก็จึงเกิดจินตนาการบันดาลให้นึกย้อนกลับเข้าไปในอดีตอันไกลโพ้น ที่อาจจะเคยมีชีวิตอยู่ในสมัยนั้น และก่อให้เกิดความผูกพันขึ้นมาในทันใดโดยไม่ทันได้รู้เนื้อรู้ตัว
“ในโอกาสที่แซยิด ได้เกิดแรงบันดาลใจที่จะเขียนนิยายขึ้นมา โดยเอาเรื่องจะเกิดขึ้นในเมืองน่าน ทั้งในภาคอดีตและภาคปัจจุบัน จินตนาการขึ้นมาล้วนๆแต่มีส่วนอิงประวัติศาสตร์ที่ได้อ่านเจอในหนังสือ “เมืองน่าน อดีตที่คุณอาจไม่เคยรู้” นั้นผนวกกับข้อมูลอีกหลากหลายที่ได้จากแหล่งอื่น

นิยายเรื่องนี้จะถือว่ามีความถูกต้องเต็มที่ทางวิชาการ ประวัติศาสตร์ ทั้งในตัวบุคคล สถานที่ และเวลา หาได้ไม่

แต่จะได้บรรยากาศแห่งลานนานั้นเป็นแม่นมั่นแล้ว ที่สำคัญที่สุดคือ นิยายเรื่องนี้เป็นวิธีการ ”สะท้อนความเป็นตัวตนของผมได้เป็นอย่างดีหลังจากสั่งสมและเพาะบ่มมาครบหกสิบปี”
สำหรับนวนิยายเรื่อง“สิเนหามนตาแห่งลานนา” จะแบ่งเป็น 2 ภาค …

ภาคแจ้ง คือ เรื่องราวในปัจจุบันที่ หญิงสาว และชายหนุ่มอีก 2 คนได้ไปเที่ยวจังหวัดน่านเมื่อเดือนมกราคม 2556 ระยะเวลา 7 วัน

และภาคเงา ที่เป็นเรื่องราวในอดีต 600-700 ปี

ซึ่งทั้ง 2 ภาคมีความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกัน

 

http://youtu.be/lHzRcNYts5A

 
เรื่องย่อของ “สิเนหามนตาแห่งลานนา”

จะกล่าวถึง น่าน……ดินแดนในเทือกเขาลำเนาป่าพนาไพรที่ห่างไกล นอกจากชีวิตจะดำเนินไปในวิถีสงบ เยือกเย็นและเป็นสุขแล้วที่นั้น ก็มีเรื่องราวของความรัก ความสิเนหา ที่อิ่มเอิบใจ และการจากพรากที่ช้ำชอกใจจากอดีตกาลนานโพ้นแห่งพูคาลานนา มนตาแห่งสิเนหาชักพาให้กลับมาที่เมืองน่าน…เพื่อระลึกถึงรอยรักที่ยังไม่หักหายมาหลายชาติภพ ให้ได้มาพบรักกันใหม่….

น่าน ในอดีต 600-700 ปี สมัยนั้นชื่อ เมืองวรนคร ปัจจุบันคือ อ.ปัว จ.น่าน มีเจ้าเมืองพญาเก้าเกื่อนแห่งราชวงศ์พูคา มีชายาเทวีโฉมงานนามว่านางพญาแม่ท้าวคำปิน เกิดสงครามทำให้ต้องหนีลงมาทั้งที่ยังตั้งครรภ์ และได้คลอดโอรสออกมา ชื่อ พญาผาสุริยา ได้กลับไปตีเมืองคืนและได้ครองเมืองมายาวนานจนอายุ 60 ปี ได้ลงมาจากบ่อเกลือ และได้พบกับมะไฟ สาวงามที่รำฟ้อนตอนรับพญาผาสุริยา จนเกิดสิเนหา มีบทอัศจรรย์อยู่หลายบท หลังจากนั้นมีเรื่องเศร้าในความเจ้าชู้ของพญาผาสุริยา ที่มีเมียเพิ่มขึ้นถึง 8 คน และเจ็บปวดที่สุดคือ การสั่งฆ่า มะไฟ สาวอันเป็นที่รักด้วยตัวเอง นี้เป็นเรื่องย่อของภาคเงา

 

ภาคแจ้ง เป็นเรื่องของหญิงสาวที่ชื่อ รุ้งราตรี ได้ไปเที่ยวจังหวัดน่าน กับเด็กหนุ่ม 2 คนคือ แบร๊ดพิทท์ พัดยศ เป็นเวลา 7 วัน มีเรื่องการท่องเที่ยว สถานที่ประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ ความสวยงาม รวมทั้งศิลปะวัฒนธรรม ต่างๆ มีบางช่วงที่สามารถรับรู้และรับทราบถึงความเชื่อมโยงในตัวละครแต่ละภาคนั้นได้อย่างกลมกลืน นอกจากนี้เป็นแฝงเนื้อหาของการเมืองการปกครอง ความเป็นอยู่การทำมาหากิน การเกษตร รวมถึงการเงินสอดแทรกเข้าไปด้วย

 

** เป็นที่น่าสังเกตที่คุณปั้นแต่งเรื่อง นางเอกคือรุ้งราตรีและพญาผาสุริยา ไม่ได้พบเจอกันเลย

 

 

 

 

 

ที่มา

http://manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9560000061065

มหากาพย์มหาภารตะ ฉบับแปลของอาจารย์กรุณา และอาจารย์เรืองอุไร กุศลาสัย

   


มหาภารตะ(ภารตะที่ยิ่งใหญ่
= เรื่องราวที่ยิ่งใหญ่แห่งเผ่าพันธุ์ของชาวอินเดีย)
ได้ชื่อว่าเป็นมหากาพย์ที่ยาวที่สุดในโลกวรรณคดี คาดว่าใช้เวลาแต่งถึง 600 ปี(ระหว่าง
300 ปีก่อน ค.ศ. – ค.ศ. 300)
จนเสร็จสมบูรณ์เป็นมหากาพย์

หากอ้างตามฉบับของท่านนรสีมหานแล้วมหากาพย์นี้จะมีเพียงประมาณ
4 พันบรรทัดเท่านั้นที่เกี่ยวข้องกับใจความหลักของเรื่อง

ส่วนที่เหลือจะเป็นตำนานหรือนิทานปรัมปราที่แทรกเพิ่มเติมเข้าไปเป็นลักษณะเลี้ยวเข้าซอย
จนทำให้มหาภารตะมีลักษณะเสมือนการเดินทางที่ยาวไกลอ่านไปฟังไปนานๆพอเคลิ้มๆแล้วชวนงงได้ง่าย
เนื่องจากแวะไปตามตรอกซอกซอยเจอแยกที่ไหนเลี้ยวแวะเข้าไปหมด

จนมีคำประกาศในบรรพที่1 บทที่1 โศลกที่261 ของมหากาพย์เองว่า อะไรก็ตามที่มีอยู่ในมหาภารตะยังหาได้ในที่อื่นอีก
แต่ อะไรก็ตามที่ไม่มีในมหาภารตะจักหาไม่ได้ในที่อื่นใดอีกแล้ว

   

มหากาพย์มหาภารตะ เล่าโดย อ.วีระ ธีรภัทร

‘มหากาพย์มหาภารตะ’ เป็น 1 ใน 2 มหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอินเดียโบราณ

เนื้อเรื่องหลักเล่าถึงเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างเจ้าเการพและเจ้าปาณฑพ พี่น้องแห่งราชวงศ์กุรุ แต่ต้องมาทำสงครามเพื่อยุติข้อขัดแย้งที่ทุ่งกุรุเกษตรเป็นเวลา 18 วัน

พวกเจ้าปาณฑพได้รับการยกย่องว่าเป็นฝ่ายธรรมะ ในขณะที่พวกเจ้าเการพได้รับการตำหนิว่าเป็นฝ่ายอธรรม

สงครามบนทุ่งกุรุเกษตรที่เกิดขึ้น มิใช่เพียงแค่การทำสงครามธรรมดา แต่เป็นสงครามที่บรรยายถึงการต่อสู้ระหว่างธรรมะกับอธรรมซึ่งเกิดขึ้นตลอดเวลาในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ และในมหากาพย์มหาภารตะเองยังประกอบด้วยเรื่องแทรก ตำนาน คติสอนใจ หลักธรรมคำสั่งสอนในเรื่องต่างๆ ครอบคลุมชีวิตและสังคมของมนุษย์ในโลกทั้งหมด

ผู้เขียนได้แบ่งหมวดหมู่ในการแปลเรียบเรียงและเล่าใหม่เป็นหนังสือ ‘เรื่องเล่าจากมหากาพย์มหาภารตะ’ ออกเป็นชุด 4 เล่มจบด้วยกัน คือ …
เล่ม 1 ว่าด้วยกำเนิดพี่น้องเการพและปาณฑพ
เล่ม 2 ว่าด้วยเหตุแห่งสงครามบนทุ่งกุรุเกษตร
เล่ม 3 ว่าด้วยสงครามบนทุ่งกุรุเกษตร และ
เล่ม 4 ว่าด้วยผลพวงแห่งสงครามบนทุ่งกุรุเกษตร

Click here to read more

นิยายกำลังภายในเรื่องใหม่แห่งศตวรรษที่ 21

ท่ามกลางหิมะที่ตกหนักขาวโพลน

ในมือของราชินีเย็น วาวา อดีตนางมารที่น่าเสน่หาเย้ายวนใจหากไม่สามารถสมปรารถนากับมังกรฉีจื่อหลิง
กลับจูงเด็กหญิงมาด้วยคนหนึ่งนาม หมิงคง

หมิงคง ที่เป็นส่วนผสมของคำ 3 คำ… ยื่อ
ที่หมายถึงพระอาทิตย์ … เย่ หมายถึงพระจันทร์… และ คง หมายถึงว่างเปล่า

บัดนี้ หมิงคง เด็กน้อยคนนั้นได้เติบใหญ่นั่งว่าราชการแผ่นดินเป็นสมเด็จพระจักรพรรดินีผู้ยิ่งใหญ่
ไพร่ฟ้าประชาราษฏร์ต่างแซ่ซร้องสรรเสริญในพระปรีชาสามารถเรียกขานพระองค์ว่า พระนางบูเช็กเทียน
… กำลังทอดพระเนตรภาพหิมะตกหนักบนผนังในห้องทรงพระอักษรและรำลึกถึงความหลังที่ยังทรงประทับใจมิรู้เลือนว่า
วันนั้นอาจารย์ของพระองค์ทรงจูงพระองค์ไปพบมังกรฉีจื่อหลิงเพื่อมอบกระเช้าให้แก่เขาใบหนึ่ง

ชงนิทาน: ภีษมะ-ศิขัณฑิณ

Photobucket

 

เกลียดด้วยรักและภักดี

 

 

ถ้ามีจริง

 

 

จะต้องรักสักเท่าไหร่

 

 

จะต้องภักดีสักเพียงไหน

 

 

จึงจะเกลียดจนถึงขั้นสังหารกันได้

 

Click here to read more

ตำนานพื้นบ้าน: พระลอ

Photobucket

 

 

รอยรูปอินทร์หยาดฟ้า มาอ่าองค์ในหล้า

แหล่งให้คนชม แลฤๅ ฯ

 

 

۩

 

 

 

 

เสียงฦๅเสียงเล่าอ้าง   อันใด พี่เอย

เสียงย่อมยอยศใคร              ทั่วหล้า

สองเขือพี่หลับใหล              ลืมตื่น ฤาพี่

สองพี่คิดเองอ้า                  อย่าได้ถามเผือ ฯ

 

 

۩

 

 

 

 

ลักษณวดีกรมทรวงสร้อย      ทุกข์แทบเลือดตาย้อย

เนตรน้ำนองนูน ฯ

 

นบนิ้วทูลเจ้าหล้า    พระองค์อาจละข้า

บาทไว้ผู้เดียว    พระเอย ฯ             

 

 

—-    

 

 

ขอห้ามหวงเจ้าหล้า    อยู่ปกเกศเกล้าข้า

พระบาทท้าวอย่าไป ฯ  

 

Click here to read more

ไม่ยอมจบ

 

 

Photobucket

 

 

 

ณ.ที่ใด มีรัก ย่อมมีทุกข์

 

 

ที่ไร้สุข ก็เพราะรัก มักผันผวน

 

 

อารมณ์รัก ชักนำให้ ใจเรรวน

 

 

จิตปั่นป่วน เพราะมีรัก จักทุกข์ทวี

 

 

 

 

ลำนำกลอนเศร้าแสนหวานนี้คงเป็นไอด่อลที่จดจำกันได้แม่นยำว่ามีปรากฏในวรรณกรรมแปลชิ้นเอกของไทย…กามนิต วาสิฏฐี

 

 

 

 

แต่ส่วนที่จะจดจำเป็นความเกี่ยวเนื่องกับวรรณกรรมเรื่องนี้นั้น คงแตกต่างกันออกไปในแต่ละคน

 

 

 

 

สำหรับเรา…ภาพของอาจารย์วิชาภาษาไทย(วัยกำลังเกษียนในปีสองปีนั้น)กำลังยืนสอนสั่งเรื่องนี้แก่พวกเราทั้งชั้นให้ซาบซึ้งกับบทประพันธ์และความหมายของเรื่องราวอย่างตั้งอกตั้งใจ…ปรากฏชัดในหัวสมอง

 

 

 

 

ทว่าเป็นที่น่าเสียดาย ตรงที่เราจดจำอะไรดีๆจากเรื่องราวชายหญิงคู่นี้ไม่ได้มากไปกว่า…เป็นเรื่องรักไม่สมหวัง และ ฝ่ายชายได้สิ้นชีวิตลงในตอนจบเพราะโดนวัวคลั่งวิ่งเข้าขวิด

 

 

 

 

กับอีกนิดคือจำได้ว่ายังมีต่อในภาคสวรรค์ และอาจารย์ก็บอกว่าสนุกสนานน่าติดตาม แต่ไม่มีในหลักสูตร

 

 

 

 

เรายังนึกโต้(ใครก็ไม่รู้)อยู่ในใจเลยว่า…จะให้เรียนทั้งทีทำไมไม่ให้เรียนจนจบเรื่องนะ แล้วในชีวิตนี้เราจะรู้เรื่องตอนจบไหมล่ะนี่

 

 

 

 

ที่เรานึกคิดอย่างนั้นเพราะรู้สึกมืดแปดด้านทีเดียวว่าจะไปหาหนังสืออ่านได้จากที่ไหนกัน

 

 

 

 

ส่วนเรื่องที่จะให้สอบถามอาจารย์นั้นลืมไปได้เลยเพราะ…

 

 

 

Click here to read more