septimus' blog

Posts under ‘general’

เพื่อนเดินทาง…เวจจีส์ชิพส์

 

ขนมขบเขี้ยว หรือ ขนมกินเล่น หรือของกินเล่น เมืองฝรั่งที่ได้ลิ้มลองคราวนี้เป็นอะไรที่น่าทึ่งกับภูมิปัญญาของชาวสวนอเมริกัน

 

 

ที่ไม่ยอมพ่ายแพ้แก่โชคชะตา(หรือคอยร้องขอแต่ความช่วยเหลือจากภาครัฐฯแต่เพียงอย่างเดียว)

 

 

…..

 

การปลูกไม้ผลที่มากมาย มีบางปีที่อาจได้ผลเกิดคาด…มากมายเสียจนไม่สามารถนำส่งถึงผู้บริโภคได้หมดทันเวลา

Veggie Chips / 3lb Bag

การถนอมอาหาร เป็นหนทางที่พวกเค้านำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างสูงสุดและงดงาม

 

เวจจีส์ ชิพ… ผักผลไม้อบกรอบ

 

ผักผลไม้อบกรอบคลุกเกลือเล็กน้อยพอได้รสเค็มปะแล่มๆเข้าแทรกรสหวานธรรมชาติด้วยตัวของผักหรือผลไม้เอง บรรจุอยู่ในถุงพลาสติค

รสชาติเอร็ดอร่อย กินเพลิน หมดถุงไม่รู้ตัว ยามที่รู้สึกเหงาปากอยากกินไรสักอย่างเล่นๆ

BBQ Veggie Chips

เมืองไทยจะทำได้มั้ยนะ สแนคส์ง่ายๆให้คุณแก่ร่างกายอย่างนี้

 

เกษตรอินทรีย์ลอยน้ำ

ที่อินเลย์

ที่ที่มีชนเชื้อสายมอญอาศัยอยู่มาก(ความจริงก็มากทุกหนแห่งที่เราได้ไปเยือน)

 
 

 

ที่ที่เค้ามองผู้มาเยือน… ใช่คนสยามญาติของเค้าฤาไม่
 
 

 

 

ที่นี่เราได้นั่งเรือไกลออกไปกลางทะเลสาปอันกว้างใหญ่ กับความลึกที่ไม่ต้องพูดถึง 10 เมตรอาจจะน้อยไป
 
 
เรามีโอกาสได้เห็นการพายเรือขาเดียวจับปลา…

 

 

 

 

การทอผ้าด้วยใยบัว
 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แต่นั่นก็ยังไม่น่าทึ่งน่าประทับใจเท่าการปลูกข้าวแลพืชผักสวนครัวบนผิวน้ำเพื่อนำส่งเข้าเมืองใหญ่เช่นรางกูน มันฑะเลย์
 
 

 

 

(โคลนตมที่มีค่ายิ่งกว่าทองคำ)

 

จะด้วยความผูกพันทางสายเลือดหรือทางภูมิศาสตร์หรืออะไรก็ตาม

 

 

 

 

สิ่งที่ได้รู้ได้เห็นครั้งนี้ชวนให้เราคิด… เกษตรกรรมลอยน้ำ ภูมิปัญญาที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ เมืองไทยเองก็เคยมีใช่หรือไม่
 
 
 
 
 

 

 

ฝรั่ง(ก็)กินข้าว

 

 

 

 

 

 

 
 
ที่หลุยส์เซียน่า
 
 
 
 
ยามรถขับผ่านนาข้าว เราบอกตนเอง “ข้าวสาลีไว้ทำขนมปัง”
 
 
 
 
เกือบครึ่งชั่วโมงต่อมา ในครัวบ้านชาวนาหลังงามท่านหนึ่ง ปรากฏมีหม้อหุงข้าวไฟฟ้าตั้งตระหง่านประกาศตนเป็นสมาชิกประจำห้องครัวแห่งนี้
เราบอกตนเอง “คงมีเพื่อนชาวเอเชียแวะมาเยี่ยมบ่อย”
 
 
 
 
กลางโต๊ะอาหารกลางวันตอนบ่ายแก่ๆวันนั้น ปรากฏข้าวสวยร้อนๆ 1 โถวางอยู่ท่ามกลางกับข้าวแนวฝรั่ง เราก็บอกตนเอง “ไม่น่าจะเพื่อเราคนเดียวหรอกน่ะ”
 
 
 
 

 

 

 

 

 
หม่ำกันไปคุยกันไป…
 
 
 
 
“พวกเราแถบนี้กินข้าวกันทุกบ้านทั้ง 3 มื้อ
เราปลูกข้าวไว้กินและขายมาช้านานแล้ว… สืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น
ของครอบครัวเราตอนนี้มีเพียง 68 เอเคอร์เท่านั้น เราได้ขายฟาร์มเกือบ 900 เอเคอร์ตอนที่คิดว่าต้องเกษียณซะที แล้วก็มาซื้อที่ตรงนี้ปลูกบ้านอยู่อาศัยกันไป
คุณเคยได้ยินไหม
You can get farmer out of the farm but you can not get farm out of the farmerนั่นล่ะ ถึงเราจะย้ายมาอยู่ที่นี่บนเนื้อที่ที่มีขนาดเล็กกว่ามาก
แต่เราก็ยังปลูกข้าวกินเอง เนื้อที่เหลือหรือหลังจากปลูกข้าวเสร็จเราก็ปลูกหญ้าขาย…
พวกเราขาดข้าวไม่ได้หรอก”
 
 
 
 
“โอ้โห ตั้ง 68 เอเคอร์
แล้วท่านปลูกข้าวกันอย่างไรบนที่ดินกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาออกอย่างนี้คะ
และยังมีเมื่อก่อนนี้อีก…  เดี๊ยนไม่อยากคิดเลยค่ะ (ความจริงคิดไม่ออกมากกว่า)”
 
 
 
 
“เราใช้เฮลิคอปเตอร์ปลูกกัน มีบางทีก็ใช้รถไถหว่านแต่มันช้า”
 
 
 
“แว๊ก… ใช้เฮลิคอปเตอร์ปลูก! เมืองไทยบ้านเดี๊ยนใช้แรงคน… ค่อยๆจิ้มทีละต้นล่ะคร่า”
 
 
 
 
“ฮ่าฮ่า เรารู้ เรารู้ทุกอย่างว่าทางโน้นปลูกข้าวกันอย่างไร
งานหนักนะนั่น สายตัวแทบขาดเลยล่ะกว่าจะเสร็จกว่าจะได้ข้าว”
ท่านชาวนาคุยไปส่ายหน้าระอาใจไปด้วยไม่เข้าใจแนวคิดชาวนาเพื่อนร่วมอาชีพฝั่งเอเชีย(อาคเนย์)…
 
 
เสร็จแล้วก็ถามเราว่า…
 
 
“ทำไมเค้าไม่คิดใช้เฮลิคอปเตอร์อย่างเราล่ะ?

 

 

..
.

 

 

 

 

 

 

Landlord ในต่างแดน

 

 

“การตัดต้นไม้ใหญ่ๆในบ้านทิ้ง เป็นอาชญากรรมขั้นร้ายแรงในสายตาของชาวญี่ปุ่น ถ้าเราจะซื้อที่ดินในประเทศญี่ปุ่น
เจ้าของที่ดินเขาจะถามเราว่า
ซื้อแต่ที่ดินเปล่า หรือ จะซื้อต้นไม้ด้วย
เพราะราคาไม่เหมือนกัน ราคาที่ดินเท่านั้น ราคาต้นไม้อีกเท่านี้ ถ้าเราบอกว่าต้องการซื้อแต่ที่ดินไม่ต้องการต้นไม้ เขาจะขุดเอาไปหมด ยิ่งต้นไม้ใหญ่โตขนาดอายุ 100 ปี ยิ่งจะต้องการขุดกัน
ต้นไม้ไม่ใช่ทรัพย์ติดที่ดิน การซื้อที่ดินไม่ได้หมายความว่าซื้อต้นไม้ด้วย ถ้าจะซื้อต้นไม้ด้วยก็ต้องบอกกันให้แน่นอน”
[“ตามรอยคิดจากนวนิยายของหลวงวิจิตรวาทการ” เรียบเรียงโดย วิจิตรา รังสิยานนท์]
อ่านจบได้พาร์ทตรึงใจแล้วให้พอดีได้เวลาเหินฟ้าสู่ประเทศมหาอำนาจอีกแห่งอันเป็นต้นแบบกลายๆในการกู้ชาติของลูกพระอาทิตย์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
 
 

 

ช่วงหนึ่งในการเดินทางไกลนับหมื่นกิโลเมตร เราสังเกตเห็นตัวโรบอทอะไรสักอย่างโยกหัวขึ้นลงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
อันที่จริงก็สังเกตเห็นตั้งแต่นั่งรถเข้าเมืองจากสนามบินเอลเอสู่ย่านฮอลิวูดแล้วว่ามีตัวอะไรดำมะเมื่อมก้มๆเงยๆนับร้อยตัวอยู่สองข้างทาง
คนขับรถอพยพมาจากลังกาก็ตอบไม่ได้

 

 

 
โดยเฉพาะพบอย่างหนาแน่นก็ที่รัฐโลนลี่สตาร์…เท็กซัส
 
ในลักษณะกระจายกันไปไม่เป็นระเบียบ ตรงโน้นบ้างตรงนี้บ้าง หนาแน่นเป็นหย่อมๆ บางแห่งก็ตั้งอยู่ข้างๆบ่อพักทรงกระบอกขนาดใหญ่ บางแห่งก็เหมือนมีมานานแล้ว และบางแห่งก็อยู่หลังบ้านติดรั้วซะเลย
 
 
 
การไม่ซักถามอะไรเลยนั้นไม่ใช่เรา “นั่นอะไรคะ ก้มๆเงยๆอยู่ตรงนั้น”
“เครื่องเจาะน้ำมันไงคะ” ไกด์สาวเลือดผสมตอบ
 
 
อาการหูผึ่งของเราเกิดขึ้นทันที… ได้คนเล่าแระ
“น้ำมันที่นี่ขุดแล้วเป็นของใคร พวกคุณมีวิธีจัดการอย่างไรกันเหรอ”
 
 
“ก็ขุดในที่ดินของใครก็เป็นของคนนั้นสิคะ”
 
 
“ว้าว แล้วพวกคุณขุดเจาะกันเองเลยเหรอ แล้วรู้ได้ยังไงว่ามีน้ำมันอยู่ใต้ดิน” 
คำถามไร้เดียงสาถูกถามออกไปโดยไม่ยั้งคิดว่าอันที่จริงทุกรัฐในประเทศนี้ต่างก็มีน้ำมันและทรัพย์ในดินสินเป็นแร่ธาตุด้วยกันทั้งสิ้น
แต่ไกด์สาวก็ดีใจหายค่อยๆอธิบาย ย่อได้ว่า…
“พวกเราไม่ขุดกันเองค่ะ ใครที่ต้องการให้ขุดก็ติดต่อไปยังบริษัทน้ำมัน แล้วทางบริษัทฯก็จะจัดส่งชุดเฉพาะกิจมาติดตั้งเครื่องหน้าตาประหลาดนี้ให้อย่างรวดเร็วในทันทีที่ตีราคาคุณภาพน้ำมันและทั้งสองฝ่ายตกลงพอใจกับค่าตอบแทนแล้วค่ะ
 
 
 
นานมาแล้วนะคะคุณพ่อเดี้ยนก็เคยเรียกเค้ามาตกลงราคาที่ฟาร์มของเราค่ะ
แต่คุณพ่อไม่เดินหน้าต่อเพราะได้แค่ 7 เหรียญ(ฟังเพลินจนไม่ได้ซักว่าต่อบาเรลรึเปล่า) ท่านว่าไม่คุ้ม สู้ปลูกอะไรขายเหมือนเดิม หรือไม่ก็ไปทำงานกินเงินเดือนดีกว่า ว่าแล้วคุณพ่อก็เลยไปสมัครเป็นครูมีรายได้ต่อเดือนที่แน่นอนมาเลี้ยงดูเดี้ยนกับพี่มาจนโตเนี่ยแหละค่ะ”
 
 
 
 
มิน่าล่ะ มีบางช่วงในเส้นทางเราจึงได้เห็นป้ายเบ้อเริ่มปักไว้(เสี้ยดายถ่ายรูปไม่ทัน)ว่า…
 
 
 
 
“ถ้าในที่ดินของท่านมีน้ำมัน กรุณาให้โอกาสแก่เราด้วยเถอะ”
 
 

 

 

 

 

 

..
0
ขอขอบคุณทีมงานMblogทุกท่านค่ะ

ครบหนึ่งเดือน

 

 

 

“ประเดี๋ยวถึงหน้าปากซอยแล้วอาจจะได้ยินประกาศปฏิวัตินะครับ”

“อ้าว ประกาศแล้วเหรอคะ”

เราทั้งสองฝ่ายที่ไม่เคยรู้จักกันต่างส่งยิ้มแห่งความปลื้มปิติให้แก่ประเทศชาติอันเป็นที่รักของเราระหว่างเดินสวนกันตรงบันไดของตึกใหญ่กลางซอยคดเคี้ยวที่ติดต่อถึงกันไหนต่อไหน

“ครับ เค้าเพิ่งประกาศเมื่อสี่โมงครึ่งนี่เอง รถคงจะติดหน่อย ยังไงก็เดินทางปลอดภัยนะครับ”

เรายิ้มให้เขาอย่างที่คนไทยพึงยิ้มต่อกัน “ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ บ้านเราจะได้สงบสุขอย่างที่เคยเป็นมาเสียทีนะคะ”

“ก็หวังเช่นนั้นเหมือนกันครับ”

 

สายลมเอื่อยๆเย็นนั้นช่างนุ่มนวล เราเดินลอยชายเพื่อออกปากซอยสู่ถนนใหญ่ ไม่หวั่นสักนิดถึงความมืดที่เริ่มโรยตัวลงมา

มีแวะถามเส้นทางเพื่อความแน่ใจกับสาวนางหนึ่งที่กำลังก้มๆเงยๆเหมือนหาอะไรสักอย่างตรงกำแพงบ้านหลังหนึ่ง

“เป็นคนไทยรึเปล่า” เราถามระหว่างที่คุยด้วยแล้วรู้สึกเธอไม่ใช่พวกเรา

“คนไทย เป็งคนไทยละ” ฮ่าฮ่า ชัดซ้า

“มินกะลาบา” เราร่ำลาเธอเมื่อแฮ็กข้อมูลเสร็จ

“เอ๊อะ!” เธอตะลึงแล้วหัวร่องอหายอย่างใสซื่อ

 

 

 

 

 

ที่หน้าปากซอย ภาพตรงหน้าเรา รถติดขัดจอดแทบนิ่งสนิททุกทิศทาง รถแท็กซี่เต็มทุกคัน

เท้าไวกว่าความคิด ก้าวขึ้นรถปรับอากาศที่ขยับมาตรงหน้าพอดี เห็นป้ายแว่บๆว่าผ่านจุดหมายที่เราต้องการจะไปแต่ไปเส้นไหนไม่รู้

บนรถ คนแน่นมากมาย แต่เราก็ยังสู้ได้ที่นั่งหลังจากยืนเป็นชาวกทม.ได้ไม่นาน

เราได้นั่งข้างสาวงามนางหนึ่ง เธอกำลังแชทกับเพื่อนวุ่นวายบนไอโฟน

ข้างเราอีกด้านหนึ่งเป็นหนุ่มออฟฟิศที่เพิ่งเลิกงานกำลังฟังประกาศฯ

เราตัดสินใจคุยกับคนนั่งข้างเรา เธอเป็นคนนิ่งๆเย็นๆดี

“น้องคะ ไปถึงไหนแล้วคะ”

เธอยิ้มให้แบบคนไทยยิ้มให้แก่กัน มิตรภาพและความเป็นไทยที่หายไปเริ่มกลับมาแล้วทันที เราคิด

“ตอนนี้ — — แล้วค่ะ แต่รถก็ติดจังเลยนะคะ”

“คงเพราะทุกคนเร่งกลับให้ถึงบ้านก่อนสี่ทุ่มกันเนอะ น้องว่าป่ะ” —

เราและคนที่ยืนข้างๆเรา ต่างพูดคุยถึงความเป็นไปในห้วงเวลานั้นด้วยความสุขใจ สีหน้าทุกคนไม่วิตกอะไรเลย หากเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังว่า บ้านเรากำลังจะดีขึ้น ทุกสิ่งอันเป็นความงามของแผ่นดินและเป็นความสุขของเรากำลังจะกลับคืนมา

และ…

ขอให้ท่านผู้กล้าทั้งหมดอยู่กับเราไปนานๆ

 

 

 

 

สองทุ่มแล้ว พวกเราที่เหลือในรถต้องลงจากรถเพื่อรอรถคันใหม่

ความร้อนแล้งจากอากาศภายนอกบวกความร้อนของเครื่องยนต์ที่ต้องทำงานหนักมาทั้งวัน ทำให้รถปรับอากาศคันนั้นตัดสินใจหยุดฉลองฯซะกลางทางนั่นเอง

หากก็มิเป็นไร พวกเราที่เหลือลงมารอรถคันใหม่ด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มแม้นว่าเหลือเวลาแห่งความร่วมมือร่วมใจอีกไม่ถึงสองชั่วโมงดี

หลายคนตัดสินใจต่อรถสายอื่นหรือรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างแทน

ที่สุดก็เหลือเรากับน้องนักศึกษาสองคนบนถนนที่ไม่เคยหลับไหลมาก่อนยกเว้นค่ำคืนนี้ 22 พ.ค. 2557

เราจึงชวนให้เดินทางต่อร่วมกัน

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ท่ามกลางรถแท็กซี่ทุกคันที่แล่นผ่านพร้อมกับปิดป้ายรับบริการ

พลันมีรถแท็กซี่เก่าคร่ำคันหนึ่ง แล่นเข้ามาจอดรับเราสองคนอย่างช้าๆ

เสียงเครื่องยนต์บอกให้รู้ว่าเค้าวิ่งมาแล้วทั่วกทม.เป็นเวลาช้านานนนน และหากมีฝนตกตอนนั้นก็ไม่แน่ว่าคนขับต้องยื่นมือออกไปปัดน้ำฝนด้วยหรือไม่… แถ่ด แถ่ด แถ่ด…

 

คุณลุงคนขับผู้มีผมยาวสยายขาวโพลนทั้งศีรษะ ไม่พูดอะไรสักคำ ค่อยๆออกรถไปอย่างช้าๆหลังจากที่เราขอให้ไปส่งน้องนักศึกษาก่อน

เราสามคนฟังเพลงรักเมืองไทย ต้นตระกูลไทย หนักแผ่นดิน และเพลงอื่นๆอีกหลายเพลงจากวิทยุเก่าๆมีเสียงคลื่นแทรกเล็กๆเป็นระยะๆ

ไม่ต้องบอกก็รู้กันเองว่า สุขใจ

 

 

 

 

“น้องรู้จักเพลงพวกนี้มั้ยคะ”

“เพิ่งได้ยินเป็นครั้งแรกในชีวิตค่ะพี่”

“ฟังแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง โบฯป่ะ เนอะ”

“เปล่าค่ะ รู้สึกภูมิใจในชาติของเรามากๆค่ะ”

ส่วนคุณลุงแท็กซี่ไม่พูดอะไรเร่งเสียงเพลงขึ้นอีกนิดแล้วบรรจงขับรถให้พวกเรามากขึ้น

 

“ขอบคุณมากค่ะพี่ กลับบ้านดีๆนะคะ” น้องนักศึกษายกมือไหว้และโบกมือลาเมื่อเราส่งเธอถึงที่หมายแล้ว

“เช่นกันค่ะน้อง เรียนจบไวๆได้งานดีๆทำนะคะ”

 

 

 

 

 

 

“ขอบคุณมากนะคะลุง ลุงก็กลับบ้านดีๆนะคะ ใกล้สี่ทุ่มแล้ว ลุงต้องไปอีกไกลมั้ย” เรากล่าวพร้อมกับยื่นค่ารถเป็นสองเท่าของตัวเลขบนมิเตอร์ปัดเศษเป็นหลักร้อยให้คุณลุงแท็กซี่เมื่อถึงที่หมายของเรา

 

“ครับ ขอบคุณครับ ไม่ไกลครับ แป๊บเดียวก็ถึง ก่อนสี่ทุ่มครับ” คุณลุงแท็กซี่กล่าวกับเราเป็นครั้งแรกแล้วค่อยๆออกรถจากไป… แถ่ด แถ่ด แถ่ด…

เรายืนมองตามเสียงครางของรถคุณลุงจนลับตา…

 

 

 

คนไทยเคยอยู่อย่างไทยๆด้วยความสุขสงบมาช้านาน ทุกอณูของแผ่นดินมีเทพเทวาอารักษ์ปกปักรักษา แผ่นดินนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ ที่ใดมีธรรมที่นั่นย่อมมีชัย

 

 

[เพลง คืนความสุขให้ประเทศไทย Returning happiness to the Thai kingdomขับร้องโดยกองดุริยางค์ กองทัพบก Eng subtitleโดยหมอวิภู]

 

 

 

ขอขอบคุณ

-ภาพงามจากคุณนกบล็อกเกอร์คนเก่งค่ะ

-เพลงจากอินเตอร์เน็ต

มหาศิวาราตรี

มหาศิวราตรี (Mahā Shivarātri) คือวันสำคัญทางศาสนาของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ศิวราตรี แปลว่า ราตรีหรือค่ำคืนแห่ง (การบูชา) พระศิวะเจ้า
ศิวราตรีเป็นเทศกาลสำคัญยิ่งวันหนึ่งในรอบปีของชาวฮินดู

 

 

วันนี้วันแรม14ค่ำเดือน3

คืนนี้เป็นคืนศิวาราตรี

มีคติเชื่อว่าพระศิวะเป็นเจ้าเสด็จออกตรวจโลก กำจัดพาลอภิบาลประทานพรแก่สาธุชน

พระเป็นเจ้าจะเสด็จมาจากทิศหรดีเวลา21.18นาฬิกาโดยทักษิณาวัตไปทางทิศอีสานแล้ววนทักษิณาวัตต่อไปจนถึงเขายุคลธร

ขอสาธุชนพึงผินหน้าไปทิศหรดี(ทิศตะวันตกเฉียงใต้) เปล่ง “โอม นะมะศิวะ” ให้เสียงก้องในห้วงหูด้วยโทนเสียงที่ต่ำที่สุดในยามพระเป็นเจ้าเสด็จเถิด [Credit: https://www.facebook.com/Paisal.Fanpage]

 

 

 

 

 

มหาศิวาราตรี..!

คนฮินดูในประเทศอินเดียจะเริ่มจัดงาน จัดพิธีบูชามหาเทพล่วงหน้าแล้วหลายวัน

หากวันที่สำคัญสุดจะเป็นวันแรม 14 ค่ำเดือน 3 ซึ่งจะเป็นช่วงที่เรียกว่า ‘ปักษ์ขาด’ หมายถึงจะไม่มีแรม 15 ค่ำนั่นเอง

และช่วงเวลาที่สำคัญสุด ก็จะเป็นช่วงเวลาเที่ยงคืนของวันแรม 14 ค่ำ เพราะเชื่อกันว่ามหาศิวะเจ้าจะเสด็จลงประทับบนแผ่นดินโลก เพื่ออวยพรแก่ผู้บูชาพระองค์..

และเชื่อว่าจะประสบผลได้ในทุกเรื่อง

นั่นคือความเชื่อทางเทวศาสตร์ แบบฮินดู..!

[Credit: Prasong Songthong]
..
.
.
อ่านตำนานพิธีมหาศิวราตรีต่อได้ที่ th.wikipedia.org/wiki/มหาศิวราตรี

หุงข้าวใต้ผืนทราย

 

 

 
บางทีการได้นั่งดูทีวีเป็นเรื่องเป็นราวรวดเดียว 6 ชั่วโมงโดยไม่ลุกไม่ทำอะไรอื่นก็เป็นการดีเหมือนกัน
 
ดังเช่นเมื่อวันก่อนที่ต้องขอบใจตัวเองที่ได้ทำอย่างนั้นเพราะได้เห็นของแปลกที่ไม่เคยคิดถึงมาก่อนเลย


 

 
 
 
เป็นการหุงข้าวหอมมะลิใต้ผืนทรายด้วยผ้าขาวม้าที่เมืองขแมร์… คิดค้นโดยชนขแมร์รุ่นสงครามล้างเผ่าพันธุ์เมื่อหลายปีก่อนโน้นนนน
 
อันข้าวหอมมะลิเราเคยเข้าใจว่าเป็นพันธุ์ข้าวจดลิขสิทธิ์แล้วของไทย
 
แต่เมื่อเห็นเพื่อนบ้านพูดถึงด้วยความคุ้นเคย เราก็…
 
ก็ควรจะเข้าใจเป็นอีกอย่างโดยอัตโนมัติ
 
ไปจดฯใหม่เป็น pandan rice ข้าวหอมใบเตยซะสิ้นเรื่องสิ้นราว
 

 

 

 
วิธีทำ
1 ติดเตาถ่านจนไฟลุกโชนรอ
 

 

2 ล้างข้าวหอมมะลิ
3 ขุดหลุมทรายให้กว้างพอประมาณและลึกราว 1 ฝ่ามือเรา




 
 
 

 

4 นำผ้าขาวม้าไปชุบน้ำให้ชุ่ม แล้วทบครึ่ง 2 ครั้ง หรือทบก่อนแล้วชุบน้ำก็ได้เหมือนกัน
 
 
..
 
 
..
 
 
..
 
 
..
 
 
..
 
 
..
 
 
 
 




5 ล้างใบตองที่มีขนาดพอกันกับผ้าขาวม้าที่พับทบแล้วนั้น แล้ววางซ้อนลงบนผ้า




 
 

 

6 วางข้าวที่ล้างแล้วลงบนใบตอง
 
..
 
 
..
 
 
 
 

 

7 ห่อหรือพับใบตองโดยให้ข้าวอยู่ตรงกลาง




 
..
 
 
 

 

8 ห่อหรือทบผ้าขาวม้า… ให้ใบตองห่อข้าวอยู่ตรงกลาง




 
..
 
 
 

 

9 วางห่อผ้าขาวม้าลงในหลุมทรายที่ขุดไว้ แล้วกลบทรายให้ทั่ว 


 
..
 
 
..
 
 
..
 
 
 
 

 

10 คีบถ่านแดงๆที่เตรียมไว้ วางลงบนผืนทรายตรงตำแหน่งที่ฝังห่อผ้าขาวม้านั้น (อันนี้อาจปรับเป็นก่อกองไฟแทนก็น่าจะได้เหมือนกัน)
 

 
..
 
 
..
 
 
 
 

 

11 เวลาผ่านไป 1 ชั่วโมง คีบถ่านออกให้หมด


 
 
 

 

12 โกยทรายที่คลุมผ้าขาวม้าไว้ออก (โปรดระวังมือพอง)
 
 
 
13 ยกห่อผ้าข้าวม้าร้อนๆควันฉุยทีเดียวขึ้นมา


 
..
 
 
..
 
 
..
 
 
 
14 คลี่ผ้าขาวม้าต่อด้วยคลี่ใบตองออกอย่างระมัดระวัง(เพราะร้อน) 
 
 
 
 
..
 
 
 
 





จะได้ข้าวสุกแล้วพร้อมรับประทานอยู่ข้างใน




 
 
 
 
 

วันยุทธหัตถี

                
[พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ จะเสด็จพระราชดำเนินไปยังพระบรมราชานุสรณ์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี ในวันที่ 25 มกราคม ของทุกปี]
 
 
 
เมื่อได้พบเมียนมาร์เชื้อสายรามัญ เรายินดีราวกับได้พบเครือญาติ พวกเขาเหล่านั้นก็เช่นกัน ต่างถามไถ่ทุกข์สุขราวกับไม่ได้พบกันมานานแสนนาน
 
ครั้นมีเวลาเป็นของตัวเอง หวลนึกถึงภาพเหล่านั้นคราใด ก็อดไม่ได้ที่จะบอกตนเองว่า เกือบไป…
เกือบไปแล้วที่เราจะได้เป็นเมียนมาร์เชื้อสายสยามไทย…
ที่ยามหายใจแต่ละทีต้องคอยเหลือบตามองผู้เป็น นาย และ พวกพ้องของนาย
 
ถ้าไม่ด้วยพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ทรงกอบกู้เอกราช นำอิสรภาพกลับคืนสู่ทุกชีวิตชาวสยาม เมื่อสองครั้งกระโน้น
 
 
 
เจ้าพี่จะยืนอยู่ใยในร่มไม้เล่า ขอเชิญออกมาทำยุทธหัตถีด้วยกันให้เป็นเกียรติยศไว้ในแผ่นดินเถิด
ด้วยภายหน้าต่อไปจักไม่มีพระเจ้าแผ่นดินที่จะกระทำยุทธหัตถีแล้ว
 
 
ตราบจนถึงปัจจุบัน พระร่มฉัตรและพระบารมีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็ยังคงแผ่ปกคลุมไปทั่ว กินบริเวณกว้างใหญ่ไพศาลข้ามเทือกเขาไปถึงฝั่งโน้น
 
สังเกตได้ชัดเจนจากความหวั่นเกรงปนชื่นชมในแววตาของชาวเมียนมาร์เมื่อได้ยินเพียงคำว่า ไทย…
พวกเขาจะนึกย้อนกลับไปถึงสมเด็จพระองค์ดำผู้ทรงมีพระสติปัญญาเฉลียวฉลาดเก่งกาจกล้าหาญและมีน้ำใจ
 
ทหารไทยใหญ่หรือฉานอันเป็นชนกลุ่มน้อยของเมียนมาร์ ยามออกศึกยังคงต้องทำพิธีขอพระบารมีของพระองค์ดำเป็นที่พึ่ง…
ตั้งสมาธิให้มั่นกำหนดจิตรำลึกถึงพระองค์เพื่อให้จิตใจเข้มแข็งเด็ดขาดห้าวหาญ… ทุกครั้งไป
 
 
กับสยามไทยเอง พงศาวดารฉบับหนึ่งเล่าว่า เมื่อคราวเสียกรุงฯครั้งที่สอง พระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรซึ่งประดิษฐานอยู่ในวังได้ส่งเสียงกระทืบพระบาทดังสนั่นไปทั่วทั้ง 4 ทิศ คาดว่าพระองค์คงทรงพิโรธสุดประมาณ
 
พระองค์ไม่ทรงเสด็จละทิ้งแผ่นดินสยามไปไหน พระองค์ยังคงคอยปกปักรักษาดูแลแผ่นดินด้วยความห่วงใยตลอดมา…
ในยามศึกสงคราม พระวิญญานของพระองค์ประทับอยู่ในสายเลือดทหารไทยทุกคน… พร้อมรบอย่างไม่กลัวตายดุจเดียวกับเหล่าทหารกล้าในสมัยอยุธยาของพระองค์
หมายเหตุ
วันจันทร์ แรม 2 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง สมัยก่อนเคยคำนวณว่าตรงกับวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2135 ทางราชการได้กำหนดให้วันที่ 25 มกราคมเป็นวันกองทัพไทย
แต่จากการคำนวณใหม่ตามแบบปฏิทินเกรกอเรี่ยนเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ได้ทราบว่าแท้จริงแล้วตรงกับวันที่ 18 มกราคม ทางราชการจึงมีประกาศใหม่ให้วันที่ 18 มกราคมเป็นวันกองทัพไทย
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

 

 

Hội An ฮวยอัน

 

 

เชื่อหรือไม่ รอยอดีตที่ใหม่สดจากเวียดนามที่ยังตรึงจิตตรึงใจอยู่จนทุกวันนี้กลับเป็นหมู่บ้านเล็กๆนาม ฮวยอัน
 

 

 

เสน่ห์ที่รัดรึงของฮวยอันมีมนต์ขลังที่ประมาทไม่ได้เลย

 

ก่อนไปเวียดนาม…
เราไม่รู้จักอะไรมากไปกว่า ประเทศเพื่อนบ้านที่ห่างออกไปและแสบสันต์ในประวัติศาสตร์ชาติไทยในแง่ไม่รู้จะช่วยเหลือเป็นหลักพักพิงให้ไปทำไม และถ้าให้นึกใกล้เข้ามาอีกมากหน่อยก็เห็นจะหนีไม่พ้น สงคราม ที่ชาวเวียดสังหารกันเองให้เป็นที่ระทึกขวัญเพื่อนบ้านใกล้เคียง กระทั่งปัจจุบันฝรั่งประเทศก็ยังต้องมีการรำลึกถึงกันทุกปี
 
 
แต่นั่นคือสิ่งที่ผ่านไปแล้ว เราบอกตัวเองก่อนจะไปตลุยเอ้ยทำความรู้จักแผ่นดินของเขา
 
[มังคุดที่ฮวยอัน เขาบอกว่ากิโลกรัมละ 5 หมื่นด่อง หรือ 5 ลูก 1 หมื่นด่อง]
พร้อมกับมีภาพชาวเวียดนามจากแถบนี้อยู่ในใจ…
ตัวเล็กๆขาวๆ บอบบางสู้ชีวิตหนักเอาเบาสู้ทั้งหญิงทั้งชาย แล้วก็เจ้าเล่ห์ถือตัวกับถือเงินเป็นพระเจ้าหน่อยๆ…
ประมาณนี้
 
 
ปรากฏ เมื่อไปถึง… ฮ่าฮ่า ผิดหมด!

 

 

 

เหมือนๆเราไปพบเห็นคนบ้านนอกหน้าตาใสซื่อที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ มีความอ่อนน้อมถ่อมตน มีน้ำจิตน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และติดไอโฟน
เหมือนๆเราไปพบเห็นคนจีนที่ขยันทำมาหากินไม่สนใจเวล่ำเวลาแต่เก้าะไม่พูดจีนไม่ดำเนินชีวิตตามรอยบรรพบุรุษจีนอย่างที่เราเคยเห็นจนเจนตา 
เหมือนๆเราไปพบเห็นบ้านเมืองที่สงบไม่วุ่นวายนักยกเว้นมอเตอร์ไซค์นับล้านคันเหล่านั้นในบางเวลา

 

เหมือนๆเราไปพบเห็นผู้คนที่เย่อหยิ่งปฏิเสธสินจ้างรางวัลที่เรียกกันว่าทิป
 

 

เหมือนๆเราไปพบเห็นผู้คนที่เย่อหยิ่งปฏิเสธสินจ้างรางวัลที่เรียกกันว่าทิป
 

 

แล้วก็…อื่นๆอีกที่น่าประทับใจ… เกรงว่าถ้าบรรยายออกมามากไปอาจเดือดร้อนต้องตีตั๋วกลับไปอีกที

 

หากในบรรดาท้องถิ่นที่เราได้แวะเยือนทั้งหมด กลับมาแล้วก็นั่งคิดนอนคิดถึงยามว่างเสมอ กลับเป็น 2 เมืองคือ เว้ กับ ฮวยอัน
 
 

 

และเมื่อนึกๆไป แท้จริงแล้วเป็น 2 เมืองที่ลูกหลานเวียดกงผู้เป็นไกด์ประจำกรุ๊ปเราแทบจะไม่คุยอะไรให้ฟังสักเท่าไหร่เลย

 

สันนิษฐานว่าน่าจะเนื่องมาจากรอยต่อเชิงประวัติศาสตร์ที่กุดด้วนลงดุจคนละเวียดเดียวกัน
แต่…

 

ก็ไม่ได้ส่งผลให้เราได้รับความสนุกสุขใจและความอิ่มใจน้อยลงสักเท่าใดไม่
 

 

ในเมื่อสิ่งที่หลงเหลือติดแผ่นดินยังสามารถบอกเล่าเรื่องราวเองได้
 
 

 

และที่ฮวยอัน ทุกสิ่งเหล่านั้นก็ได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุด… ดีเสียจนเราไม่อยากลืม(เธอ)เลย
 
 

 

ตามประวัติ
ฮวยอันเคยเป็นเมืองท่าที่คึกคักแห่งหนึ่งของโลก
อุ่นหนาฝาคั่งด้วยบรรดาพ่อค้าที่เดินทางมาจากแดนใกล้และแดนไกลเพื่อนำสินค้ามาแลกเปลี่ยนซื้อขายกัน
 

 

ในบรรดากลุ่มพ่อค้าเหล่านี้
มีพ่อค้าชาวญี่ปุ่นกับชาวจีนที่ทิ้งหลักปักฐานไว้ให้เป็นที่รำลึกถึงตราบจนทุกวันนี้

 

จากสิ่งละอันพันละน้อยที่ละเอียดอ่อนของขนบประเพณีของแต่ละชนเผ่า
เมื่อนำมาจัดวางอยู่ในละแวกเดียวกัน ทำให้ ฮวยอัน ถึงกับงดงามมีเสน่ห์อันลึกล้ำ
ในท่ามกลางความเป็นไปของบรรยากาศของสังคมโลกในปัจจุบันที่รีบเร่งไปซะทุกเรื่องราว
 

 

ความสงบ… 
 
 
 

 

 

 

 

 

 

การเคลื่อนไปของชีวิตที่ขนานไปกับกาลเวลาอย่างเรียบเรื่อยมั่นคง… 

 

 

 

 

 

สมบัติอันเป็นพัสถานจากบรรพกาลได้รับการถนอมรักษาให้ดำรงอยู่ราวตราบชั่วดินฟ้า…
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ส่งให้ผู้ที่ได้มีโอกาสมาสัมผัส ถึงกับลืมโลกแห่งความเป็นจริงของตนเองสิ้น

 

 

 

 

 

นี่คือเธอ… ฮวยอัน
[ร้านนี้ตกแต่งสวยถูกใจจนต้องก้าวเข้าไปลองชิมฝีมือ]
[Cao Lau ออกเสียงว่า ข้าวลาว]

 

[อาหารชาวฮวยอัน]

 

[วิวนอกร้าน]
 [ตลาดสดฮวยอัน]
[ฮวยอันยามแดดร่มลมตก]

 

 

[ชาวฮวยอันเลิกงานกลับบ้าน]

 

 

 

 

ชมเสน่ห์ฮวยอันยามไร้แสงตะวันต่อได้ที่นี่ค่ะ http://septimustidbits.blogspot.com.au/2013/07/hoi.html

 

 

:::
.

 

Nuno Banhat ·  Top Commenter · สำนักวายุคีรี

http://mblog.manager.co.th/nunohatyai

ไฮ! ฮวยอัน
เปิดเพลงรักสมหวังฟังบ้าง,ไม่เสียหาย
แล้วความรักจะว๊าวววน่าดู ♫ ♪ ☻.
:::
.

 

septimus~
เจ้าค่ะคุณน้านูณ.บ้านหาด
คุณน้าฯก็ใช้เพลงนี้กล่อม..ทุกวันเหรอเจ้าคะ LOL…
สุขสันต์วันเข้าพรรษาค่า
:::
.

Mat Sriphontong · Follow

ยังสวยงามไม่เปลี่ยน น่าเที่ยวมากค่า แต่ไม่ชอบอาหารบ้านเขา อร่อยสู้บ้านเราไม่ได้vbvb
:::
.

 

septimus~
lol… มัทจังได้ลองชิมข้าวลาวป่าว อร่อยดีนา กลมกล่อมเหมือนกินผัดซีอิ้วขลุกขลิกด้วยพะโล้เลย
แล้วก็จานนี้ก็อร่อย ไส้กุ้งสับ … กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนล่ะ  xxxxx
:)))

:::
.

 

septimus~
ขอบคุณคุณครูอนันต์ นาควิจิตร มากค่ะ
คำชมของคุณครูทำให้ข้าเจ้าหึกเหิมอยากเล่าเรื่องเที่ยวที่อื่นอีกค่ะ
^_^

:::
.

 

septimus~

สวัสดีค่ะท่านป๋าบล 

ข้าเจ้าจะรอท่านป๋าบลกลับมาเล่าให้ฟังบ้างนะค้า

:::
.

 

septimus~

เธองามจริงๆเนาะคะคุณCharlie  

:::
.

 

septimus~

ความทรงจำดีๆทั้งนั้นด้วยจิคะคุณพี่  LOL…

คุณพี่ทั้งสองถ้าพอว่างพอมีเวลา รีบเกี่ยวก้อยกันไปฮันนีมูนอีกรอบทีนั่นนะคะ … สงบงามเหลื้อออเกินค่ะ

:::
.

Roong Normally · วสส.ชบ.48

can i comment ?

 

:::
.
septimus~
 
of course you can and please do so ka tarn Norm LOL….
 

 

 

 

 

:::
.

 

 

Benja Watcharapaha · ว.พ.

มาช้าไปหน่อยแต่เนื้อหาและรูปภาพสวยด้วยฝีมือคนพาเที่ยวชม ยังงามและอยู่ครบถ้วน..สงบ น่าไปเที่ยวจริงๆ คุณเซ็ปทำให้เกิดความอยากไปเที่ยวชม..ยั่วยวนนะเนี่ยะ 555.

 

:::
.

 

septimus~

 5555 ขออำภัยค่าท่านผอ. แต่เมืองเค้าน่าไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจจริงๆนะคะ แล้วก็อยู่ใกล้บ้านเรามั่กๆด้วยค่ะ บินชั่วโมงเดียวก็ถึงแล้ว 

:::
.

 

ไม่ยอมจบ

 

 

Photobucket

 

 

 

ณ.ที่ใด มีรัก ย่อมมีทุกข์

 

 

ที่ไร้สุข ก็เพราะรัก มักผันผวน

 

 

อารมณ์รัก ชักนำให้ ใจเรรวน

 

 

จิตปั่นป่วน เพราะมีรัก จักทุกข์ทวี

 

 

 

 

ลำนำกลอนเศร้าแสนหวานนี้คงเป็นไอด่อลที่จดจำกันได้แม่นยำว่ามีปรากฏในวรรณกรรมแปลชิ้นเอกของไทย…กามนิต วาสิฏฐี

 

 

 

 

แต่ส่วนที่จะจดจำเป็นความเกี่ยวเนื่องกับวรรณกรรมเรื่องนี้นั้น คงแตกต่างกันออกไปในแต่ละคน

 

 

 

 

สำหรับเรา…ภาพของอาจารย์วิชาภาษาไทย(วัยกำลังเกษียนในปีสองปีนั้น)กำลังยืนสอนสั่งเรื่องนี้แก่พวกเราทั้งชั้นให้ซาบซึ้งกับบทประพันธ์และความหมายของเรื่องราวอย่างตั้งอกตั้งใจ…ปรากฏชัดในหัวสมอง

 

 

 

 

ทว่าเป็นที่น่าเสียดาย ตรงที่เราจดจำอะไรดีๆจากเรื่องราวชายหญิงคู่นี้ไม่ได้มากไปกว่า…เป็นเรื่องรักไม่สมหวัง และ ฝ่ายชายได้สิ้นชีวิตลงในตอนจบเพราะโดนวัวคลั่งวิ่งเข้าขวิด

 

 

 

 

กับอีกนิดคือจำได้ว่ายังมีต่อในภาคสวรรค์ และอาจารย์ก็บอกว่าสนุกสนานน่าติดตาม แต่ไม่มีในหลักสูตร

 

 

 

 

เรายังนึกโต้(ใครก็ไม่รู้)อยู่ในใจเลยว่า…จะให้เรียนทั้งทีทำไมไม่ให้เรียนจนจบเรื่องนะ แล้วในชีวิตนี้เราจะรู้เรื่องตอนจบไหมล่ะนี่

 

 

 

 

ที่เรานึกคิดอย่างนั้นเพราะรู้สึกมืดแปดด้านทีเดียวว่าจะไปหาหนังสืออ่านได้จากที่ไหนกัน

 

 

 

 

ส่วนเรื่องที่จะให้สอบถามอาจารย์นั้นลืมไปได้เลยเพราะ…

 

 

 

Click here to read more