septimus' blog

สู่ขอบจักรวาล(2)

 

 

Photobucket

 

 

 

เป็นความบังเอิญที่น่ายินดี

 

 

ที่ได้พบตอนต่อไปในเวลาเดียวกัน(ออสซี่ยังไม่ได้ดูเลยนะ แฮ่ม!)

 

 

ก็แล้วเราจะรออะไรอีกล่ะ

 

 

ไปดูกันต่อเลยดีกว่า

 

 

ว่าขอบจักรวาลนั้นเป็นไฉน

 

 

และเจ๊อะกันจริงๆแล้วหรือ

.

 

 

 

 

สำหรับท่านที่สนใจ(จะเอาดีทางนี้) มีหนังสือที่คุณJeff Kanipeรวบรวมเป็นเรื่องเป็นราวไว้น่าอ่านทีเดียว(ส่วนตัวเพิ่งพบยังไม่ได้อ่านจ๊ะ)

 

 

The Cosmic Connection: How Astronomical Events Impact Life on Earth

 

 

-Chasing Hubble’s Shadow

 

 

-The Arp Atlas of Peculiar Galaxies

 

 

-A Skywatcher’s Year(เล่มนี้รวมเล่มกับนักเขียนท่านอื่น)

 

 

และยังพบเขาได้ที่www.space.comอีกด้วย

 

 

 

 

ปล. สู่ขอบจักรวาล(1) http://mblog.manager.co.th/septimus/th-74854/

 

 

 

 

Thanks heaps again ขอขอบคุณอีกครั้ง :  คุณnarongt1    http://video.yahoo.com/watch/5657960/14834327

 

 

No Comments

  1. septimus says:

    ‘มวลสารมืด’
    โลกน่ารู้ 8 เมษายน 2552 – 00:00

    นักดาราศาสตร์ในยุโรปตรวจพบสัญญาณของพลังงานประหลาด ซึ่งอาจเป็นร่องรอยของมวลสารมืด

    นักวิจัยรายงานในวารสาร Nature ว่า ดาวเทียมดวงหนึ่งได้จับสัญญาณของปรากฏการณ์ประหลาดนี้ได้

    นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์คำนวณว่า ในจักรวาลนี้ประกอบด้วยมวลสารขั้นพื้นฐาน คือ อะตอมแค่ 5% ส่วนที่เหลือนั้นเราไม่สามารถมองเห็นได้ จัดว่าเป็นมวลสารมืดและพลังงานมืด

    มวลสารมืด ซึ่งเชื่อว่ามี 23% ในจักรวาล เคยถูกตรวจพบโดยวิธีการทางอ้อมเท่านั้น คือดูจากแรงดึงดูดของมันที่กระทำต่อสสารที่มองเห็นได้

    บางคนว่า มวลสารมืดเป็นมิติอีกมิติหนึ่งของจักรวาล บ้างว่าเป็นอนุภาคใหม่ซึ่งมีปฏิสัมพันธ์อย่างเบาบางกับสสารทั่วไป จึงไม่ได้ทำให้เกิดการปล่อยแสงออกมาให้เราเห็น

    บ้างก็ว่า มวลสารมืดนั้นเชื่อมโยงกับอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม

    ทีมวิจัยซึ่งนำโดยเพียร์จิออร์จิโอ พีคอซซา แห่งมหาวิทยาลัยโรม ทอร์เวอร์กาตา ได้ศึกษาข้อมูลที่ดาวเทียมพาเมลาของยุโรปส่งกลับมายังโลกระหว่างเดือนกรกฎาคม 2006 จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2008 ทำให้พบอนุภาคโพซิตรอนจำนวนมากมายผิดปกติในรังสีคอสมิก

    “นักวิทยาศาสตร์บางคนในทีมคิดว่า โพซิตรอนพวกนี้คือมวลสารมืด ขณะที่บางคนคิดว่ามันอาจมาจากบางแหล่ง เช่น พัลซาร์ ซึ่งเป็นดาวนิวตรอนที่ปล่อยรังสีออกมาเป็นห้วงๆ เราต้องศึกษาต่อไป”

    มวลสารราว 72% ในจักรวาลเป็นพลังงานมืด ซึ่งอาจเป็นตัวทำให้จักรวาลขยายตัวในอัตราเร่งดังที่เป็นอยู่.

  2. septimus says:

    ดาวเคราะห์’จิ๋ว’นอกระบบ
    โลกน่ารู้ 24 เมษายน 2552 – 00:00

    นักวิทยาศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะของเราดวงหนึ่ง มีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่เคยเจอ

    ดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ในระบบสุริยะอื่นดวงนี้ มีขนาดใหญ่กว่าโลกไม่ถึง 2 เท่า ถูกตั้งชื่อตามดาวฤกษ์ของมันว่า Gliese 581 e

    นักดาราศาสตร์บอกว่า เพราะเหตุที่มันมีขนาดค่อนข้างเล็ก เข้าใจว่ามันคงมีเนื้อสารเป็นหิน ซึ่งตรงข้ามกับพวกดาวเคราะห์ยักษ์ ซึ่งมักมีมวลสารเป็นก๊าซ เช่น ดาวพฤหัสบดี หรือดาวเสาร์

    “มันเป็นดาวเคราะห์ที่มีมวลน้อยที่สุดเท่าที่พบนอกระบบสุริยะของเราจนถึงขณะนี้” ดร.แกซแพร์ โล เคอร์โต แห่งองค์การวิจัยดาราศาสตร์ในโลกซีกใต้ บอก “อีกไม่นานเราคงเจอดาวเคราะห์ที่มีลักษณะเหมือนโลก”

    กลีส 581 อี โคจรรอบดาวฤกษ์ของมันในทุกๆ 3.15 วัน แต่มีตำแหน่งอยู่นอก “เขตที่สามารถอยู่อาศัยได้” และไม่สามารถหล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตได้ มันมีมวลเป็น 1.9 เท่าของโลก และอยู่ห่างจากโลก 20.5 ปีแสง

    แต่ขณะที่ดาวเคราะห์ขนาดเล็กดวงนี้อยู่นอกเขตที่เอื้อต่อสิ่งมีชีวิต ดาวเคราะห์ดวงใหญ่ที่สุดในจำนวน 3 ดวง ที่ค้นพบก่อนหน้านี้ภายในระบบสุริยะเดียวกันนี้ มีตำแหน่งอยู่ในเขตดังกล่าว

    ในเขตที่ว่านี้ บนพื้นผิวของดาวเคราะห์อาจมีน้ำในสภาพของเหลวได้

    ทีมวิจัยนานาชาติได้ใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาด 3.6 เมตร ที่หอดูดาวพารานอลในเมืองลาซิลลา ห่างจากกรุงซานติเอโกของชิลีขึ้นไปทางเหนือราว 600 กม.

    จนถึงเวลานี้มีการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบของเราแล้วประมาณ 340 ดวง ส่วนใหญ่เป็นดาวก๊าซยักษ์คล้ายดาวพฤหัสบดีหรือดาวเนปจูน.

  3. septimus says:

    น้ำพุร้อน’ บนดวงจันทร์ดาวเสาร์
    โลกน่ารู้ 29 มิถุนายน 2552 – 00:00

    น้ำพุร้อนบนดวงจันทร์ เอ็นซีลาดัส ของดาวเสาร์ อาจเกิดจากน้ำทะเลใต้พื้นผิว ซึ่งนักวิทยาศาสตร์สงสัยว่าอาจเป็นแหล่งของสิ่งมีชีวิตนอกพิภพในระบบสุริยะของเราเองก็เป็นได้

    นักวิจัยในยุโรปได้ตรวจพบอนุภาคของเกลือในพวยน้ำแข็งและไอน้ำที่พุ่งสูงหลายร้อยกิโลเมตร ซึ่งเป็นหลักฐานว่าข้างใต้พื้นผิวที่เป็นน้ำแข็งนั้น มีมหาสมุทรในสภาพของเหลวซุกซ่อนอยู่

    นักวิทยาศาสตร์รู้กันแล้วว่า เอ็นซีลาดัส ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 500 กิโลเมตร มีองค์ประกอบที่จำเป็นแก่สิ่งมีชีวิตอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกคือ แหล่งพลังงาน ซึ่งเกิดจากสภาพน้ำขึ้นน้ำลง อันเป็นผลจากแรงดึงดูดของดาวเสาร์

    ยานแคสซินี ซึ่งโคจรรอบดาวเสาร์ตั้งแต่ปี 2547 ยังได้พบสารอินทรีย์ในพวยไอน้ำที่พุ่งออกจากรอยแยกที่ขั้วใต้ของดวงจันทร์ดวงนี้ด้วย สารประกอบอินทรีย์นี้อาจช่วยหล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตได้

    ตอนนี้ยังเหลือแต่ข้อพิสูจน์ว่าที่นั่นมีน้ำในสภาพของเหลวหรือไม่

    นับแต่ค้นพบน้ำพุร้อนนี้เมื่อปี 2548 มีการคาดเดากันว่าใต้พื้นผิวของเอ็นซีลาดัสมีมหาสมุทร การค้นพบอนุภาคเกลือในครั้งนี้ อาจช่วยยืนยันได้ว่าดวงจันทร์เอ็นซีลาดัสมีน้ำ

    ทีมวิจัยของแฟรงก์ โพสต์เบิร์ก แห่งมหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก ได้ศึกษาข้อมูลจากยานแคสซินี พบว่า เกล็ดน้ำแข็งในพวยไอน้ำบนดวงจันทร์ดวงนี้ มีเกลือโซเดียมจำนวนมาก และมหาสมุทรที่นั่นอาจมีความเค็มพอๆ กับมหาสมุทรบนโลกของเรา

    โซเดียมเป็นสิ่งบ่งบอกถึงการมีน้ำในสภาพของเหลว เพราะเกลือเป็นสิ่งที่ละลายในน้ำได้

    รายงานชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Nature.

  4. septimus says:

    กำเนิด ‘อภิมหาหลุมดำ’
    โลกน่ารู้ 3 กรกฎาคม 2552 – 00:00

    นักดาราศาสตร์ได้เสนอทฤษฎีใหม่ว่า หลุมดำที่มีมวลมหาศาลนั้นเกิดจากการรวมตัวกันของหลุมดำขนาดกลาง

    นักวิจัยได้ค้นพบหลุมดำขนาดกลางดวงหนึ่ง ซึ่งมีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ของเรา 500 เท่า ที่ชายขอบของกาแล็กซี ESO 243-249 และรายงานการค้นพบนี้ในวารสาร Nature

    ในแง่ของขนาดนั้น หลุ่มดำขนาดกลางมีมวลอยู่ระหว่างหลุมดำขนาดยักษ์ ซึ่งมีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์หลายพันเท่า กับหลุมดำขนาดเล็ก ซึ่งมีมวลระหว่าง 3-20 เท่าของดวงอาทิตย์

    หลุมดำเป็นวัตถุที่ทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่งในจักรวาล มีสนามแรงดึงดูดสูงมาก ทำให้แม้แต่แสงก็ไม่สามารถเล็ดรอดออกมาได้

    หลุมดำที่อยู่ท่ามกลางหมู่ดาวต่างๆ นั้น เชื่อกันว่าเกิดจากดาวฤกษ์ขนาดยักษ์ที่สิ้นอายุขัย

    แต่นักวิทยาศาสตร์ยังคงถกเถียงกันว่า หลุมดำขนาดยักษ์ ซึ่งมักอยู่ตรงใจกลางของกาแล็กซีต่างๆ รวมทั้งกาแล็กซีทางช้างเผือกของเราด้วยนั้น ก่อกำเนิดขึ้นได้อย่างไร

    “ทฤษฎีหนึ่งก็คือ หลุมดำขนาดยักษ์อาจเกิดจากการรวมตัวของหลุมดำขนาดกลางจำนวนหนึ่ง” ฌอน แฟร์เรล นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ของมหาวิทยาลัยไลเซสเตอร์ในอังกฤษ กล่าว

    “ก่อนที่จะพิสูจน์ทฤษฎีนี้ได้ เราต้องค้นหาหลุมดำขนาดกลางให้พบเสียก่อน”

    เนื่องจากหลุมดำไม่ปล่อยแสงออกมา เราจึงมองไม่เห็นหลุมดำเหล่านี้

    แต่ล่าสุดมีการตรวจพบหลุมดำขนาดกลางดังกล่าวแล้ว โดยใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศ เอ็กซ์เอ็มเอ็ม-นิวตัน ของยุโรป ซึ่งตรวจพบรังสีเอ็กซ์ที่ถูกปล่อยออกมาจากหลุมดำที่ว่านี้.

  5. septimus says:

    ‘ซูเปอร์โนวา’ โพ้นไกล
    โลกน่ารู้ 14 กรกฎาคม 2552 – 00:00

    นักวิทยาศาสตร์ตรวจพบแสงริบหรี่ของซูเปอร์โนวา 2 ดวง ซึ่งนับเป็นปรากฏการณ์การระเบิดในห้วงจักรวาลที่อยู่ห่างไกลจากโลกมากที่สุดเท่าที่เคยพบ

    เมื่อเราสามารถมองเห็นวัตถุที่อยู่ไกลออกไปถึง 11,000 ล้านปีแสงได้เช่นนี้ นักวิทยาศาสตร์หวังว่าในอนาคนอันใกล้เราอาจจะได้เห็นการอุบัติ หรือการแตกดับของดาวฤกษ์ดวงแรกๆ ภายหลังปรากฏการณ์บิกแบงเมื่อเกือบ 13,000 ล้านปีก่อน

    เจฟ คุก หัวหน้าทีมวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เมืองเออร์วิน บอกว่า เรากำลังจะมองย้อนเวลาเข้าใกล้บิกแบงได้มากขึ้นเรื่อยๆ

    เหตุเหตุที่จักรวาลกำลังขยายตัว ขณะนี้ซูเปอร์โนวาทั้งสองได้อยู่ห่างจากโลกเป็นระยะทาง 18,000 ล้านปีแสงแล้ว

    ซูเปอร์โนวา หรือมหานวดารา ที่อยู่ใกล้โลกที่สุด มีผู้คนมองเห็นเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ.1604 เมื่อมันเกิดระเบิดห่างจากโลกเพียง 20,000 ปี สามารถมองเห็นจากโลกได้ด้วยตาเปล่า

    ด้วยระยะห่างขนาดนั้น แม้แต่ซูเปอร์โนวาที่สุกสว่างที่สุดก็ดูริบหรี่ คุกกับคณะจึงค้นหาซูเปอร์โนวาชนิดที่ 2 ซึ่งมีความสว่างมาก เพราะเกิดจากการระเบิดของดาวฤกษ์ที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ราว 50-100 เท่า

    “เมื่อใกล้หมดอายุขัยดาวฤกษ์เหล่านี้จะสลัดมวลสารออกสู่อวกาศเป็นชั้นๆ กลายสภาพคล้ายเปลือกที่ห่อหุ้มตัวมันเองไว้ เมื่อมันระเบิดเนื้อดาวจะพรั่งพรูออกจากใจกลางแล้วปะทะเข้ากับเปลือกนี้ ทำให้เปลือกร้อนขึ้นแล้วเรืองแสงต่อมาอีกนานหลายปี.

  6. septimus says:

    ส่องโลกนอกสุริยะ
    โลกน่ารู้ 10 สิงหาคม 2552 – 00:00

    กล้องโทรทรรศน์อวกาศ เคปเลอร์ ได้ส่องพบดาวเคราะห์ขนาดเท่าดาวพฤหัสฯ ดวงหนึ่งกำลังโคจรรอบดาวฤกษ์ ฉะนั้น กล้องตัวนี้จะสามารถมองเห็นดาวเคราะห์ขนาดเท่าโลกได้

    ทีมงานของนาซาบอกว่า ดาวเคราะห์ดวงนี้ ชื่อว่า HAT-P-7b ซึ่งอยู่ในสารบบรายชื่อดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่ค้นพบแล้ว 300 ดวงอยู่แล้ว ไม่ใช่การค้นพบใหม่

    แต่ประเด็นก็คือ ผลการวัดวงโคจรของมันแสดงว่า กล้องเคปเลอร์จะสามารถมองเห็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดเล็กกว่านี้ได้

    นักดาราชีววิทยา อลัน บอส แห่งสถาบันคาร์เนกี กรุงวอชิงตัน บอกว่า กล้องเคปเลอร์คงจะค้นพบดาวเคราะห์ขนาดเท่าโลกได้มากมาย “วันหนึ่งเราคงพาเด็กๆ ออกไปที่สนาม แล้วชี้มือให้ดูว่า เห็นมั้ย ดาวฤกษ์ดวงนั้นมีโลกอยู่ด้วย”

    ทีมซึ่งนำโดยวิลเลียม โบรุกกี แห่งศูนย์วิจัยเอเมสของนาซาที่แคลิฟอร์เนีย บอกว่า กล้องตัวนี้ไม่เพียงตรวจพบ “ดาวพฤหัสฯ ที่ร้อนจี๋” เพราะโคจรใกล้กับดวงอาทิตย์ของมันมากได้เท่านั้น แต่ยังสามารถอ่านข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับบรรยากาศของดาวเคราะห์ได้ด้วย

    ความสามารถนี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถรู้ได้ว่า ดาวเคราะห์ที่มีลักษณะเหมือนโลกนั้น มีน้ำหรือออกซิเจนบนพื้นผิวหรือไม่

    กล้องเคปเลอร์ถูกปล่อยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ด้วยเป้าหมายที่จะค้นหาดาวเคราะห์ที่เหมือนกับโลกของเรา และอาจมีสิ่งมีชีวิต กล้องตัวนี้โคจรรอบดวงอาทิตย์โดยมีโลกคั่นกลาง ดังนั้น จึงสามารถมองเห็นวัตถุที่กล้องดูดาวบนโลก หรือแม้แต่กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ไม่สามารถมองเห็นได้

    กล้องจะค้นหาดาวเคราะห์ โดยตรวจดูปริมาณแสงจากดาวฤกษ์ที่สลัวลงเมื่อมีดาวเคราะห์โคจรผ่านหน้า ตอนนี้ทีมงานของโบรุกกีกำลังดูข้อมูลจากเคปเลอร์ ซึ่งได้กราดตรวจไปยังดาวฤกษ์กว่า 50,000 ดวง เพื่อค้นหาโลกนอกระบบสุริยะของเรา.

  7. septimus says:

    ดาวเคราะห์ปลิดชีพ
    โลกน่ารู้ 2 กันยายน 2552 – 00:00

    นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์ดวงหนึ่งซึ่งกำลังฆ่าตัวตาย

    เพราะเหตุที่มันอยู่ใกล้กับดาวฤกษ์มากและมีมวลมหาศาล แรงโน้มถ่วงของมันจึงทำให้ก๊าซร้อนหรือพลาสมาบนดาวฤกษ์ศูนย์กลางเกิดภาวะคล้ายน้ำขึ้นน้ำลงบนโลกของเรา อันเกิดจากแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์

    ก๊าซร้อนที่โป่งพองขึ้นนั้นได้ส่งแรงไปบิดผันการโคจรของดาวเคราะห์ ทำให้มันโคจรเข้าใกล้ดาวฤกษ์มากขึ้นเรื่อยๆ แล้วในที่สุดมันก็จะโคจรเข้าชนกับดาวฤกษ์ศูนย์กลาง เป็นการจบชีวิตของตัวมันเอง

    โคล เฮลเลียร์ นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยคีล ประเทศอังกฤษ ผู้ค้นพบ บอกว่า ดาวเคราะห์ชื่อ WASP-18b ดวงนี้จะปลิดชีพตัวเองในอีกราว 1 ล้านปีข้างหน้า

    ดาวฤกษ์ศูนย์กลางมีชื่อว่า WASP-18 ซึ่งได้ชื่อตามกล้องที่ค้นพบคือ Wide Angle Search for Planets

    ระบบสุริยะที่ว่านี้อยู่ภายในกลุ่มดาวนกฟีนิกซ์ ซึ่งอยู่ห่างจากโลก 325 ปีแสง นับว่าเป็นเพื่อนบ้านร่วมกาแล็กซีของเราเอง

    ดาวเคราะห์ดวงนี้อยู่ห่างจากดาวฤกษ์ของมัน 1.9 ล้านไมล์ หรือเทียบได้เพียง 1 ใน 50 ของระยะห่างระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ มันมีขนาดใหญ่เป็น 10 เท่าของดาวพฤหัสบดี

    เฮลเลียร์บอกในวารสาร Nature ว่า แรงโน้มถ่วงของมันที่ส่งไปยังดาวฤกษ์นั้น มากกว่าที่ดวงจันทร์กระทำต่อโลกหลายพันเท่า นักดาราศาสตร์ไม่ได้มองเห็นมันทางกล้องดูดาวโดยตรง แต่ค้นพบได้โดยดูที่แสงจากดาวฤกษ์ที่หรี่ลงในทุกครั้งที่ดาวเคราะห์ประหลาดดวงนี้โคจรเข้ามาคั่นกลางระหว่างดาวฤกษ์กับโลก.

  8. septimus says:

    ตามหา’ดวงจันทร์นอกระบบ’
    โลกน่ารู้ 9 กันยายน 2552 – 00:00

    กล้องโทรทรรศน์อวกาศ เคปเลอร์ ที่นาซาปล่อยขึ้นสู่วงโคจรเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สามารถค้นหาดวงจันทร์ของดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะของเราได้

    แม้ดาวเคราะห์นอกระบบที่ค้นพบจนถึงขณะนี้มีขนาดใหญ่กว่าโลกมาก และไม่มีวี่แววว่าจะมีสิ่งมีชีวิต แต่นักดาราศาสตร์หวังว่ากล้องเคปเลอร์อาจค้นพบดวงจันทร์ของดาวเคราะห์เหล่านี้ที่มีสภาพเอื้อต่อสิ่งมีชีวิต

    ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะของเรา ได้ถูกค้นพบแล้ว 358 ดวงนับแต่ค้นพบดวงแรกเมื่อปี 2538 แต่ไม่มีดวงไหนมีลักษณะคล้ายโลกเลย ส่วนใหญ่เป็นดาวเคราะห์ก๊าซขนาดยักษ์คล้ายดาวพฤหัสบดี ไม่ได้มีเนื้อเป็นหินอย่างโลกเรา และยังโคจรในระยะประชิดกับดาวฤกษ์ ทำให้มีอุณหภูมิสูงจัด

    โลกของเราอยู่ในระยะห่างจากดาวฤกษ์ศูนย์กลาง คือ ดวงอาทิตย์ ในระยะพอเหมาะ อุณหภูมิไม่ร้อนจนกระทั่งบรรยากาศถูกแผดเผาไปหมด และไม่หนาเย็นจนน้ำทะเลกลายเป็นน้ำแข็ง เรามีน้ำในสภาพของเหลว เอื้อต่อสิ่งมีชีวิต

    เดวิด คิปปิง แห่งมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน ได้สร้างแบบจำลองของคุณสมบัติของอุปกรณ์บนกล้องเคปเลอร์ และนำไปเปรียบเทียบกับความแรงของสัญญาณที่คาดว่าจะตรวจจับได้จาก “ดวงจันทร์นอกระบบ” ที่มีลักษณะเอื้อต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต

    จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการค้นพบดวงจันทร์นอกระบบ แต่นักวืยาศาสตร์เชื่อว่าอุปกรณ์ของเคปเลอร์มีความก้าวหน้าสูงพอที่จะตรวจพบได้ แม้อยู่ไกลอออกไปหลายพันปีแสง

    “ในกาแล็กซีของเราอาจมีดวงจันทร์นอกระบบอยู่หลายล้านดวง บางดวงอาจมีสภาพเหมาะกับสิ่งมีชีวิต เรากำลังจะเริ่มค้นหาดวงจันทร์พวกนี้”

    หากค้นพบจริง เราคงไม่สามารถเดินทางไปยังดวงจันทร์นอกระบบอันแสนไกลเหล่านั้นได้ โดยอาศัยยานซึ่งใช้เชื้อเพลิงเคมีลำเล็กๆ แต่เราจะสามารถไขปริศนาคาใจได้ว่าในจักรวาลยังมีสิ่งมีชีวิตอยู่ที่ไหนอีกหรือไม่.

  9. septimus says:

    ดาวศุกร์เคยมีน้ำ
    โลกน่ารู้ 21 กันยายน 2552 – 00:00

    ทุกวันนี้ พื้นผิวของดาวศุกร์ร้อนระอุราวไฟนรก บรรยากาศมีแต่ก๊าซพิษ แต่ข้อมูลจากยานอวกาศของยุโรปบ่งบอกว่า ครั้งหนึ่งดาวศุกร์อาจจะเคยมีน้ำ

    ดาวศุกร์เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่สองต่อจากดาวพุธ มีขนาดและอายุเท่าๆ กับโลก แต่ข้อมูลจากยานสำรวจเมื่อกว่า 40 ปีก่อน บ่งบอกว่าพื้นผิวของดาวศุกร์ร้อนมากขนาดที่ตะกั่วยังละลาย ไม่มีร่องรอยของน้ำ บรรยากาศเต็มไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และกรดกำมะถัน

    แต่ข้อมูลล่าสุดจากยานวีนัส เอ็กซเพรส ขององค์การอวกาศยุโรป เผยว่า สิ่งเหล่านี้เป็นของหลงเหลือมาจากน้ำปริมาณมหาศาลที่ได้ระเหยไปในอวกาศจนหมด

    ผลสำรวจที่นำเสนอต่อที่ประชุมด้านวิทยาการเกี่ยวกับดาวเคราะห์ของยุโรป ที่เมืองพอตสดัม เยอรมนี ชี้ว่า ไอน้ำในระดับความสูงต่างๆ ในบรรยากาศของดาวศุกร์ ตั้งแต่ 10 กม.จนถึง 110 กม.ซึ่งสูงเหนือระดับเมฆ

    อัตราส่วนของ “น้ำมวลหนัก” ซึ่งมีไอโซโทปของธาตุดิวทีเรียมต่อน้ำธรรมดา ในบรรยากาศชั้นสูงนั้นมีอยู่สูงเกือบเป็นสองเท่าของที่พบในบรรยากาศชั้นล่าง

    “เราเชื่อว่าดาวศุกร์เคยมีน้ำจำนวนมาก ซึ่งได้ระเหยไปในอวกาศหรือถูกกระแสลมสุริยะพัดพาไป” นักวิจัยเอ็มมานูเอล มาร์ก แห่งศูนย์วิจัยแลตมอส ในฝรั่งเศส บอก

    เขาบอกว่า น้ำมวลหนักไม่สามารถหลีกลี้แรงดึงดูดของดาวศุกร์ได้เหมือนน้ำธรรมดา “บรรยากาศชั้นสูงได้สูญเสียน้ำธรรมดาไป ข้อมูลบ่งชี้ว่าในอดีตดาวศุกร์อาจมีความชื้นและมีลักษณะเหมือนโลก”.

  10. septimus says:

    คิก คิก แบบว่าจะเก็บความให้ได้ทั้งหมดต้องมีสมาธิเพิ่มอีกนิ้ดใช่ไหมคะคุณดาวalphabetคนสวย

    *___^

  11. alphabet says:

    เดี๋ยวหาจังหวะได้ก่อนจะมาดูค่ะ
    ถ้าฟังภาษาอังกฤษต้องฟังคนเดียวเสียงดัง ๆ
    ไม่งั้นฟังไม่ออก อิ อิ

  12. septimus says:

    Please try againค่ะคุณgibsiiคะ ดิฉันเองก็เพิ่งจะเข้าบ้านได้ค่ะ

    *___^

  13. septimus says:

    อันนี้ก็ของแถม :

    Alien Speech? Found in NASA’s Saturn Radio Signal

  14. gibsii says:

    ไม่เห็นเลยค่ะ

Leave a Reply