septimus' blog

To get the best (deal)

 

Photobucket

 

 

 

ในห้วงเวลาที่บ้านเรากำลังพูดถึงการปฏิรูปบ้านเมืองให้กระชับ มีหลากความคิดหลายความเห็นนำเสนอที่โน่นนั่นนี่ และทุกที่ที่เราจิ้มคีย์บอร์ดเข้าไปอ่าน อ่าน และอ่าน

 

 

เพื่อนรักเคยโหดหากยามนี้นุ่มนวลยิ่งแล้วด้วยฝีมือลูกสาวตัวน้อยของมันเองก็ฟอร์เวิร์ดเมลล์นี้มาให้เราอ่านอีกครั้งเมื่อวาน

 

 

แม้ว่าเรื่องราวจะค่อนข้างนานมาแล้วคือ ๑๘ เดือนโดยประมาณ หากก็ยังนับเอาได้ว่าเป็นการมองแผ่นดินแม่ในแนวที่ฝรั่งเรียก โพรแอกทีฟ

 

 

อาจมีบางจุดที่สามารถกระตุ้นแรงโมหะโทสะของท่านที่อยู่ในบางแวดวง

 

 

ทว่าเวลานี้เป็นเวลาที่พวกเราต้องร่วมด้วยช่วยกันพาชาติเดินหน้าอย่างมั่นคง

 

 

หากท่านสามารถ เปลี่ยนพลังเหล่านั้นเป็นความฮึด ปรับเปลี่ยนท่าน องค์กรของท่าน ไปในองศาตรงกันข้าม เพื่อเป็นฟันเฟืองที่สำคัญของชาติ แทน

 

 

บรรพบุรุษที่เคยสละแล้ว เมื่อมองลงมา ก็คงจะภาคภูมิในลูกหลานไม่น้อยที่…

 

 

ได้ดั่งใจ !

 

.

Photobucket

 

 

เหตุผลของไดโนเสาร์ : บทสัมภาษณ์ซูโม่ตู้ ( จรัสพงษ์ สุรัสวดี ) ทอลค์โชว์

 

 

 

 

Photobucket

 

1. เหตุผลของพี่ตู้ในการจัดทอล์คโชว์ครั้งนี้คืออย่างไรครับ ?

เพราะพี่อิจฉารากหญ้าครับ การที่อนุญาตให้คนที่ไม่เรียนมีสิทธิเท่าเทียมคนที่เรียน เป็นกติกาสากลสำหรับ ประเทศที่ระดับการศึกษาเฉลี่ยสูงถึงขั้นปลอดภัยแล้ว การเลือกตั้งของเค้า จึงเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานได้ ซึ่งไม่ถูกต้องสำหรับประเทศที่การศึกษาเฉลี่ยต่ำครับ เพราะจริงๆแล้วสิทธิขั้นพื้นฐานเดิมนั้น กำหนดเฉพาะเรื่องพื้นฐาน เช่น การนับถือศาสนา การสาธารณะสุข การแสดงความคิด การสมรส สวัสดิภาพในการดำรงชีวิต ฯลฯ รวมไปถึง การศึกษา

 

แต่ไม่รวมการเลือกตั้ง เข้าไปในสิทธิขั้นพื้นฐานครับ อันตรายต่อความอยู่รอดของบางเผ่าพันธุ์ในทันที แต่เผ่าพันธุ์นั้นๆจะไม่ค่อยรู้ เพราะดันไปสงสารเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ ที่ควรกำจัดเพราะเป็นภาระ เราไม่ได้เกรงใจภาระ เพราะเราใจดีนะครับ เราเกรงใจภาระเพราะเราขี้ขลาด เราเกรงกลัวพวกภาระครับ ภาระจึงได้ใจ ครอบครองเมืองโดยไม่ยอมพัฒนาพวกตน พี่อิจฉามันครับ เมื่อการศึกษาคือสิทธิขั้นพื้นฐาน ใครไม่ยอมเรียน ก็ต้องถือว่าผู้นั้ ละเลยสิทธิขั้นพื้นฐาน ก็แปลว่าบกพร่องในหน้าที่ ซึ่งโยงกับบางสิทธิ

 

ผู้บกพร่องในหน้าที่ ก็ควรถูกเพิกถอนบางสิทธิที่เกี่ยวข้อง เช่น สิทธิในการตัดสินใจเรื่องอนาคตของประเทศชาติ เพราะเราจำเป็นต้องกำหนดที่การศึกษาครับ ไม่ใช่กำหนดที่อายุ เหมือนประเทศพัฒนา ตายซิ่  ระดับการศึกษาเฉลี่ยของเรา ต่ำกว่ามาตรฐานประเทศประชาธิปไตยในโลกครับ ไม่ต้องอาย ต่ำกว่ามากเลยจริงๆ ต้องยอมรับ ต้องแก้กติกาครับ ไม่งั้นตาย หลายศพแล้วด้วย และจะมีอีกครับ ถ้าไม่รีบแก้กติกา อย่าอาย เพื่อนร่วมชาติเราโง่ครับ ยอมรับซะ จะได้แก้กติกากัน ทำไมเราจึงไม่ให้ลิงบาบูนอายุ 18 ขวบมีสิทธิ์เลือกตั้ง ล่ะครับ

 

เพราะบาบูนไม่เรียนหนังสือ ไม่ใช่เพราะบาบูนไม่ใช่คนนะครับ บาบูนเหนือกว่าบางคนด้วยซ้ำ บาบูนหากินเองได้ ไม่ต้องรอเอื้ออาทร ไม่ต้องรอผ้าห่มทุกปี ก็ถ้าบาบูนเรียนหนังสือสอบผ่าน ม.6 ก็แปลว่า พูดกับคนรู้เรื่อง เราก็ควรให้สิทธิ์เลือกตั้งกับบาบูนครับ แต่นี่ มีโง่กว่าบาบูนอีกนะ พูดก็ไม่รู้เรื่อง สะกดประชาธิปไตยก็ไม่ถูก ทำมาหากินก็ไม่ได้ ผ้าห่มก็หาเองไม่ได้ต้องแจกทุกปี แต่ดันมีสิทธิ์เลือกตั้ง อย่างงี้บาบูนค้อนครับ

ถ้ากุลีมีสิทธิเท่าบัณฑิต บัณฑิตจะลงทุนเรียนกันไปทำไมไม่ทราบครับ ประชาธิปไตยมันว่าด้วยเรื่องเสียงข้างมาก ฉะนั้น ประเทศไหนที่เสียงข้างมากไม่มีการศึกษา ประเทศก็ล่ม เพราะกุ๊ยซื้อกุ๊ยและกุ๊ยเลือกกุ๊ย แน่นอนครับ พวกคอมมิวนิสต์ นิยม ก็สัพหยอกว่า พี่ตู้เป็นอำมาตยาธิปไตย แต่พี่เต็มใจเป็น อำมาตยาธิปไตย มากกว่า กุ๊ยยาธิปไตย นะจะบอกให้ แต่เดี๋ยวนะครับ อำมาตยาธิปไตยมันไม่ดีตรงไหนหรือครับ เทียบกับรัฐบาลรากหญ้าธิปไตยทุกวันนี้

มีคนเข้าใจสิ่งที่เข้าใจยากแบบนี้ อยู่หยิบมือนึงบนแผ่นดินนี้ พี่ต้องทอล์คโชว์เพราะพี่ต้องการพูดคุยกับท่านเหล่านี้บ่อยๆครับ อาจไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงวันนี้ แต่พรุ่งนี้จะไม่มืดมน เพราะคนเหล่านี้จะเห็นทางออกไงครับ ถ้าไม่อวดเก่งกันนะ พรุ่งนี้หมายถึงวันรุ่งขึ้น ไม่ใช่ปีรุ่งขึ้นนะ เพราะทันทีที่รู้ทางออก ก็บอกต่อกันแบบแอมเวย์ แป๊บเดียวก็เข้าใจกันหมดแล้ว ซัก 2 วันมั้ง เพราะคนที่ฟังรู้เรื่องมีไม่ถึง 1 % ของประเทศ ที่เหลือไม่ใช่โง่ แต่ไม่ฟังครับ ซึ่งก็ไม่ได้แปลว่าอวดดี เพียงแต่โง่

การเปลี่ยนแปลงแผ่นดิน ต้องทำให้เด็ดขาดครับ ไม่ใช่ไล่ไปแล้ว เลือกตั้งใหม่เพื่อให้พวกมันกลับมายิ่งใหญ่อีก มันตลกและดูไม่เด็ดขาดไม่จริงใจนะครับ ซึ่งพี่ก็สรรเสริญ

ทุกการต่อสู้ของพันธมิตร
เพราะชอบพอกันเป็นการส่วนตัวมาก แต่พี่ไม่ไปวิ่งชนกระสุน เพื่อให้รากหญ้าเลือกพวกมันกลับมาอีก คุณพ่อพี่สอนว่า อย่าให้คนไม่ดีมีโอกาสปกครองบ้านเมือง เพราะฉะนั้นการขับไล่ ต้องตามด้วยการกำจัด ซึ่งในอารยะประเทศ เค้าใช้วิธีฆ่าทิ้งแบบเนียนๆแล้วแจงว่า ตายด้วยฝีมือคนวิกลจริต ซึ่งเรื่องก็เงียบ

 

แต่ในอนารยะประเทศซึ่งขี้ขลาด ก็ใช้วิธีนุ่มนวล ซึ่งก็ตกเป็นเบี้ยล่างและสูญเสียเปล่า เพราะกลับมาเหมือนเดิมทุกอย่างหลังทุกการต่อสู้ พี่หงุดหงิดทุกครั้งเพราะวีรบุรุษของพี่เหนื่อยเปล่าทุกครั้ง เพราะไม่แก้ที่ระบอบไงครับ การเป็นวีรชนด้วยอารมณ์ มักไม่แก้ปัญหาครับ ต้องแก้ปัญหาด้วยเหตุผล ซึ่งต้องแก้ที่ต้นเหตุ คือ การโกงกิน การแตกแยก และ สิทธิที่ไม่ควรเป็นขั้นพื้นฐาน ซึ่งพี่จะได้กล่าวรวมไว้ในช่วงท้าย ขยักเอาไว้ก่อนให้หงุดหงิดเล่นซะงั้น เป็นการคัดคนอ่านไงครับ ท่านใดที่อ่านถึงตรงนี้แล้วงง อย่าอ่านต่อนะครับเสียเวลาท่านเปล่าๆครับ ท่านก็ตั้งหน้าตั้งตาเลือกคนดีต่อไปนะ

 

Photobucket

2. ชื่อของทอล์คโชว์ กรุงไม่แตก ก็เลี้ยงไม่โตต้องการจะบอกอะไรครับ เหมือนไม่เจ็บ ก็ไม่โต อย่างนั้นหรือเปล่าครับ ?

จะแปลอย่างนั้นก็ได้ครับ แต่วลีที่ว่า ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตหมายถึงพิการนะครับ สังคมไทยพิการเพราะเราคิดว่าเราทำได้อย่างซีกโลกหนาวครับ ลอกทุกอย่างของเค้ามา รวมทั้งระบอบการปกครองโดยลืมคิดไปว่าไม่มีนวัตกรรมของเราที่เค้าซื้อไปใช้เลย มีแต่นวัตกรรมของเค้าที่เราซื้อมาใช้ เพราะเราไม่มีนวัตกรรมไงครับ สิ่งของเครื่องใช้ในการอำนวยความสะดวกของชีวิตประจำวันประดิษฐ์คิดค้นโดย คนซีกโลกหนาวแทบทั้งหมด เพราะเราไม่กล้าคิด เรากลัวคนที่คิดไม่ออกจะทักท้วงเรา

 

เพราะคนที่คิดไม่ออกรู้ดีว่า ถ้าทักท้วงแล้วจะดูเหมือนชนะ ในสายตาคนรอบๆซึ่งก็คิดตื้นแบบเดียวกัน จึงไม่มีกระบวนการคิดเกิดขึ้น ในแถบซีกโลกร้อนที่ช่างทักท้วงครับ มหาบุรุษอย่าง เจ้าชายสิทธัตถะ และ มหาตมะคานธี เท่านั้นครับ ที่ฝ่าวงล้อมของนักทักท้วงได้สำเร็จ ด้วยจิตที่มั่นคง การทักท้วงโดยที่คิดเอง ก็ไม่ออกเป็นวัฒนธรรมซีกโลกร้อนทีอยู่ในสันดานแก้ไม่ได้ครับ ทำให้เป็นประชาธิปไตยอย่างซีกโลกหนาวไม่ได้สักประเทศเดียว แต่ก็อยากจะเป็นประชาธิปไตย เพราะหลงตนกันครับ เหมือนการย้อมสีผมแล้วเป็นฝรั่ง

สังคมที่พิการเกิดจาก การแก้ปัญหาด้วยอารมณ์ ไม่นิยมเหตุผล แต่พี่เห็นพันธมิตรใช้เหตุผลแล้ว ก็ไม่ได้ผลนะครับ เพราะต่อให้ใช้เหตุผล รัฐบาลหน้าด้าน ก็ไม่ลาออกครับ เพราะรากหญ้าเลือกเค้ามาด้วยเสียงที่มากกว่าบัณฑิต ซึ่งเราก็เถียงระบอบไม่ได้ เพราะบัณฑิต 14 ตุลาเอาอำนาจ การตัดสินใจในเรื่องบ้านเมืองไปยัดให้รากหญ้า ซึงพวกเค้าไม่อยากได้ และ เล่นไม่ถนัด แต่พี่ว่าพวกเค้าเล่นถูกแล้วนะ เพราะเค้าเลือกคนที่ให้เงินเค้า เพื่อตอบแทนบุญคุณ ซึ่งเป็นการกระทำที่ถูกต้องในสายตาพวกเค้าเอง คือ การมีกตเวทิตาครับ รากหญ้าหัวเราะเยาะพวกเราที่แห่กันไปเลือกพรรคนั้นพรรคนี้โดย ไม่ได้อะไรตอบแทนเลย พวกเราก็ดูโง่ในสายตาพวกเค้านะครับ

การโกงกินไม่ใช่สิ่งที่ผิดในสายตารากหญ้าครับ เพราะรอบหมู่บ้านเค้า มีแต่การโกงกินโดยผู้มีอำนาจมีฐานะ และมีคนยกย่องด้วยเพราะรวยนี่ เป็นที่พึ่งของทั้งหมู่บ้าน กลายเป็นเทพไปเลย แม้จะโกงมาก็ไม่ว่าเพราะทุกคนที่นั่นโกงแล้วได้ดีทั้งนั้น ทุกห้องแถวทั้งในกรุงและบ้านนอก ก็ทำอาชีพซื้อถูกมาขายแพงโดยไม่เสียภาษีทั้งสิ้น ก็คือการโกงดีๆนี่เอง ไม่เห็นตำรวจจับนี่ เราเรียกร้องให้อุดหนุนร้านโชห่วยที่ไม่เสียภาษีและขับไล่ แมคโคร โลตัส คาฟู ที่เสียภาษี

 

ทั้งๆที่ร้านโชห่วยก็เป็นของคนต่างด้าวเหมือนกัน บางร้านไม่พูดไทยด้วยซ้ำ เราเห็นว่าผิดแต่รากหญ้าเห็นว่าไม่ผิด เพราะเราดันยอมให้พวกที่คิดไม่เหมือนพวกเรามีสิทธิเลือกคนมาปกครองเราไงครับ เราต่างหากครับที่เป็นฝ่ายที่ทำผิดมาตลอด เรื่องอย่างนี้คนที่คิดได้เท่านั้นที่จะรู้ บางคนคิดไม่ได้ครับ คิดแล้วปวดหัวสลบเหมือดคาหลังควาย

ความไม่กล้าคิดทำให้ทุกสังคมพิการครับ สังคมที่พิการจะล่มแล้วล่มอีก ลุกกลับขึ้นมาได้ก็ป้อแป้ เดี๋ยวก็ล่มอีก

 

โยนกก็ล่ม เชียงแสนก็ล่ม ล้านนาก็ล่ม ทวาราวดีก็ล่ม ศรีวิชัยก็ล่ม หริภุญชัยก็ล่ม สุโขทัยก็ล่ม อยุธยาก็ล่ม ธนบุรีก็ล่ม นี่ยังไม่รวม อ้ายลาว น่านจ้าว นะครับ เพราะนักวิชาการหลัง 14 ตุลาบอกว่า ไทยไม่ได้มาจาก อ้ายลาว น่านจ้าว เนื่องจากไม่ต้องการให้คนไทยคิดว่าเราโดนจีนรุกราน เพราะพวกเค้ากำลังจะเอาลูกจีนเข้าสภาปกครองคนไทยเราจึงเคยมีประธานสภาที่พูดไทยไม่ชัดมากันแล้ว หัวหน้าพรรคก็มาจากแซ่แทบทั้งนั้น พวกเขามาจากไหน ใยจึงมาปรารถนาดีต่อแผ่นดินที่ไม่ใช่ของบรรพบุรุษตน

 

ช่างประหลาดเหลือล้ำ แวะมาปรารถนาดีต่อแผ่นดิน 4 ปีก็ดันมีคนลงคะแนนให้ เรียกว่า พิการหมู่ ครับ ถึงเวลาต้องคิดระบอบใหม่กันแล้วครับ ถ้าไม่อยากให้อาณาจักรรัตนโกสินทร์ล่มอีก ถ้าคิดไม่ออกจงรู้จักฟังนะครับ ฟังแล้วก็ไม่ต้องคิดด้วยครับ เพราะเค้าคิดมาแล้วจะมาคิดทับอีกทำไม ช่วยกันคิดของใหม่ซิ่ครับ มาคิดทับกันอยู่นั่น คนไทยถนัดนักเรื่องคิดทับคนอื่น ฝรั่งเรียก ขโมยซีน ไทยเรียกว่า ไทยมุง หรือ รุมสกรัม หรือ หมาหมู่ นั่นเองครับ

 

Photobucket


3. พี่ตู้คาดการณ์ว่า บ้านเมืองของเราจะก้าวไปถึงจุดที่เรียกว่า กรุงแตกหรือเปล่า เพราะอะไรครับ ?

เราแตกโดยพฤตินัยแล้วครับ ถ้ารอต่อไปโดยไม่ทำระบอบใหม่ เราจะแตกโดยนิตินัยครับ ก็จะเหมือน เขมรสามฝ่าย ลาวห้าฝาย เวียตนามเหนือใต้ เกาหลีเหนือใต้ ซึ่งตอนนี้เราก็มีไทยเหนือใต้แล้วนี่ ใช่มั้ย วันนี้ไทยแตกเป็นจีนสองฝ่ายตีกันบนแผ่นดินไทย ลูกจีนทั้งนั้นครับที่แสดงออกกัน ตั้งแต่ 14 ตุลาแล้วครับที่มีคำว่ากุมารจีน กุมารไทยนอนครับ เพราะรับราชการกลัวอำนาจรัฐ ลับหลังก็นินทาคนโกงแต่ต่อหน้าก็เดินตามตูด คนไทยแท้ตอแหลครับ

 

สมเด็จพระนเรศวรทรงตรัสไว้ว่า พวกเจ้าคนไทยเปรียบเหมือนหญ้าที่ต้องคอยตัดเล็ม เมื่อปล่อยให้โตโดยอิสระจะหาระเบียบใดมิได้ เราจะเอาทองคำโปรยบนทางเดิน

ผู้ใดจ้องมองด้วยดวงตากิเลส เราจะให้ทหารเอาธนูยิงลูกนัยน์ตาอยุธยาช่วงนั้น สงบสุข น่าอยู่ เพราะไม่ทรงอนุญาตให้ไพร่ที่ต่ำช้าแสดงออกครับ มาวันนี้ที่ประชาธิปไตยเบ่งบานทะโล่ จัณฑาลก็บังอาจแสดงออกได้และ ซื้ออำนาจเข้ามาปกครองบัณฑิต ซึ่งไร้น้ำยาเพราะพวกน้อยกว่า

 

ประเทศที่คนมีการศึกษามีจำนวนน้อยกว่าคนที่ไม่มีการศึกษา จะยังเป็นประชาธิปไตยไม่ได้ครับ เพราะเสียงส่วนใหญ่จะโง่ จะวุ่นวายไม่จบสิ้น จะตะโกนแต่คำขวัญของกรรมกรคอมมิวนิสต์ ประชาชนต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดินแล้วก็ตีกันด้วยอารมณ์ จบไม่ลง ก็เดือดร้อนพ่อหลวงต้องมาระงับศึกทุกครั้งไป แต่ประชาชนก็ยังอยากเป็นใหญ่ในแผ่นดินของพระเจ้าอยู่หัว โดยไม่รู้จักเจียมตัวดูแลแผ่นดินกันให้เรียบร้อยยังไม่ได้ แต่อยากเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เป็นคอมมิวนิสต์ที่แอบอ้างประชาธิปไตยมาต่อเนื่องครับ

 

เพราะยังเชื่อกันว่า ถ้ากรรมกรเป็นใหญ่ฟ้า จะสีทองผ่องอำไพครับ ตัวอย่างมีให้เห็นในแผ่นดินคอมมิวนิสต์อื่นเยอะแยะ ยังจะดักดานกันอยู่อีก ก็วันนี้กุลีก็เป็นใหญ่ในแผ่นดินไทยแล้วนี่ครับ ฟ้าก็ยังสีแดง ทุกอย่างจะเรียบร้อยต่อเมื่อฟ้าสีน้ำเงินเท่านั้นครับ จงรับรู้ไว้ซะ

ถ้าสิ้นพระบารมีเมื่อใด เราก็จะเหมือนอดีตของเพื่อนบ้านเราแน่นอนครับ คนที่ต้องการล้มสถาบัน เพื่อให้พวกตนคนต่างด้าวเป็นใหญ่ จึงต้องการเร่งให้สิ้นพระบารมีทุกวิธีโดยเร็วไงครับ ซึ่งการสิ้นพระบารมีมิได้หมายถึงต้องสิ้นพระอายุขัยแต่อย่างใด การที่ทรงทำอะไรไม่ได้ต่อสถานการณ์บ้านเมือง ก็ถือเป็นการสิ้นพระบารมีในสายตาคนพวกนี้ ที่รอให้สถาบันเสื่อมเพื่อสร้างเงื่อนไขในการตั้งราชวงศ์ใหม่ ที่มาจากแซ่ครับ วันเสียงปืนแตกของคอมมิวนิสต์ใกล้แล้วนะครับ แตกในกรุงนี่แหละ ..แตกกันเอง

 

Photobucket


4. ถ้ากรุงมันจะแตกหรือไม่แตก แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ วิชาประวัติศาสตร์ล่ะครับ ?



ประวัติศาสตร์สอนให้คนในชาติบังเกิด 3 สิ่ง สำนึก กตเวทิตาและอุทาหรณ์ ปราศจาก 3 สิ่งนี้เราเป็นชาติไม่ได้ครับ อ้ายลาว น่านจ้าว โยนก เชียงแสน ล้านนา ทวาราวดี ศรีวิชัย หริภุญชัย สุโขทัย อยุธยา ธนบุรี แตกหมดแล้ว เพราะไม่มีวิชาประวัติศาสตร์เรียนครับ อาณาจักรเหล่านี้เอาคนเชื้อสายต่างด้าวเข้ามาปกครอง เป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษา และลบประวัติศาสตร์ทิ้ง ให้หันมาเลื่อมใสเชื้อสายต่างด้าวที่รวยเอารวยเอาไม่เลิก เพื่อให้เลิกนับถือพ่อและหันมานับถือเตี่ยใหม่แทนพ่อ

ไม่มีทางครับ คนไทยเติบโตมากับการปกครองแบบพ่อกับลูก เปลี่ยนไม่ได้ครับ ยังไงก็เปลี่ยนไม่ได้แต่ปรับได้ ขอให้รอฟังในช่วงต่อไปด้วยความอึดอัดและหงุดหงิดนะครับ

เพราะของดีต้องมาตอนจบ เหมือนทุกวิกฤติของบ้านเมืองที่ผ่านมา และ คราวนี้ก็ด้วยพ่อจ๋า หนูกราบขอบพระคุณ และ คิดถึงพ่อมาก พะย่ะค่ะ ทอล์คโชว์ครั้งนี้จัดเพื่อสนองกระแสรับสั่งของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เรื่องวิชาประวัติศาสตร์ที่หายไปครับ

 

Photobucket




5. ถามตรงๆ ทอล์คโชว์คราวนี้มีประเด็นหลักๆ เป็นเรื่องการเมืองใช่หรือเปล่าครับ เพราะอะไร ?

การเมืองอย่างเดียวเลยครับ การเมืองตั้งแต่สมัยโยนกมาจนถึงสมัยราชวงศ์แซ่เบ๊อีก 50 ปีข้างหน้าครับ เราไม่รอดหรอกครับ เพราะเราแหย คนไม่แหยมีอยู่หยิบมือเดียว ที่กล้าฟังเรื่องพวกนี้ ที่เหลือนอนรอสิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดาล ซึ่งบางทีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ทรงพระเบื่อเป็นนะครับเพราะประชาชนอยากเป็นใหญ่ในแผ่นดิน แต่แก้ปัญหาในแผ่นดินกันไม่ได้

แผ่นดินเกษตรกรรมแหงนรอฝนฟ้าบันดาลมาเกือบพันปี แก้กำพืดนี้ไม่ได้ จะให้แก้ปัญหากันเอง ไม่มีวันครับ

ในทอล์คโชว์วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคมนี้ ท่านผู้ชมที่มีกตเวทิตาและกล้าหาญสามารถสมัครคาราวาน กรุงเทพ อยุธยา เดินทางวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน เพื่อเยี่ยมคำนับแผ่นดินประวัติศา?ตร์ที่ลูกหลานลืมหมดแล้วว่า บรรพบุรุษไทยก็ไม่ใช่ขี้ขี้ เพียงเพราะวันนี้ไม่มีวิชาบรรพบุรุษศาสตร์ให้ผองเราเฝ้าศึกษา ก็หาใช่ว่าวีรกรรมของผองท่านจะหาเคยปรากฏไม่ ใช้ภาษาวรรณกรรมแล้วซับซ้อนดี เหมือนที่ให้รากหญ้าอ่านรัฐธรรมนูญแล้วไม่รู้เรื่อง ก็ถามว่ากินได้มั้ย

 

ทำให้ เรารู้ว่าค่อนประเทศคิดแค่เรื่องกิน คนที่พวกนี้เลือกมาจึงกินจุ ไม่รู้จักคำว่าพอเพียงของในหลวง ถือเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เช่นเดียวกับการเข้าคูหาไปกาเลือกสามัญชนมาใช้ พระราชอำนาจของพระองค์ ก็มิผิดเพี้ยน ผลกรรมจึงตามมาลงโทษทัณฑ์ให้เราต้องอยู่อย่างไร้ความสงบสุขฉะนี้เอง แต่แผ่นดินย่อมดูแลผู้ที่กาโนโหวตให้มีชีวิตที่สุขสบายไร้กังวล สามารถมานั่งให้สัมภาษณ์ได้อย่างสบายใจเฉิบๆอยู่ ณ ขณะนี้นั่นเองครับ

 

Photobucket

6. พี่ตู้มองความแตกต่างระหว่างเพลงเก่ากับนักการเมืองเก่ายังไงครับ ? เช่น เพลงยิ่งเก่ายิ่งอมตะ แต่นักการเมืองยิ่งเก่า ก็ยิ่งเก๋าและโกงเก่งอะไรอย่างงี้เป็นต้น



น้องนิยามได้คมคายมากครับ พี่ชอบ เมื่อพี่ชอบพี่ก็ชมต่อหน้า คนไทยต้องแก้นิสัยไม่กล้าแสดงออกนะครับ ไม่ชม ไม่ด่า แล้วมันจะรู้มั้ยว่าเราเกลียดมัน พี่จึงยกย่องวีรกรรมของแกนนำพันธมิตรและผู้ร่วมชุมนุม และพี่จึงด่าคนที่พี่เกลียด เช่น รากหญ้า เพราะมันคือต้นตอแห่งปัญหาทั้งปวง คนที่มันเลือกมาสร้างปัญหาให้บัณฑิตเมืองหลวง ที่เสียภาษีไปเลี้ยงพวกมันที่โง่และขี้เกียจ

พูดออกสื่อไม่ได้เพราะสื่อขี้ขลาดครับ จึงต้องมาทำทอล์คโชว์ เพื่อให้พูดได้โดยไม่ต้องเกรงใจสื่อที่ปอดแหก แต่ต้องพูดกับเฉพาะคนดูที่กล้าเท่านั้นนะครับ คนดูที่ขี้ขลาดอย่าซื้อบัตรทอล์คโชว์พี่นะ เดี๋ยวเยี่ยวแตกในโรงครับ สังคมที่ไม่กล้าแสดงออกไม่มีวันเป็นประชาธิปไตยได้ครับ คนที่ไม่กล้าแสดงออกก็เกิดมาหายใจเสียเปล่าไปชาตินึง เรียกว่า ดีแต่เกิด ซึ่งเป็นชื่อหนังสือเล่มแรกของพี่ ที่ผู้คนบอกว่าควรอธิบายชื่อหนังสือ พี่ก็บอกว่าถ้าไม่เข้าใจก็ไม่ควรอ่าน พี่ไม่เอาใจใครเลยครับ

 

ไม่ใช่เพราะเป็นลูกทหารยศพลอากาศเอก ไม่ใช่เพราะไปโตเมืองนอกตอนคุณพ่อเป็นทูตลอนดอน ไม่ใช่เพราะเป็นนิสิตดีเด่นเพชรชมพูของจุฬา แต่เพราะพี่เหนื่อยกับการอธิบายคนที่ฟังไม่เป็นครับ ต่อให้พี่อธิบายจนมันเข้าใจแล้วมันก็ไปนอน แล้วมันจะสงสัยไปทำไม ไม่ใช่คนสำคัญอะไรเลย ไม่ได้เป็นแม้แต่ทรัพยากรที่มีคุณค่าอะไรต่อแผ่นดินเลย แต่ขี้สงสัย ถามจังเลย แผ่นดินสยามไม่ต้องมีมันก็ได้ครับ เปลืองออกซิเจนสยาม

พี่เลือกพูดกับเฉพาะคนที่มีไอคิว ฟังเป็น เข้าใจเป็น คิดต่อเป็น คนเหล่านี้มีประโยชน์ต่อส่วนรวม พี่ต้องพูดกับเค้าครับ แต่ไอ้ประเภทฟังแล้วขี้ขโมย เช่น พี่ตู้คิดเหมือนผมเลย

พวกนี้พี่ถีบเบาๆแล้วสอนครับ ท่านคิดสิ่งดีๆแล้วไม่พูดออกมา มึงจะคิดไปทำไม พลังเงียบไม่มีพลังนะครับไอ้โง่ !! ได้ผลหลายรายแล้วครับ จริงๆคือ มันฟังเสร็จแล้วเห็นด้วย แต่วางฟอร์ม ก็พูดว่าคิดเหมือนกัน ไม่ใช่มันคิดเหมือนพี่นะ มันบอกว่าพี่คิดเหมือนมัน แปลว่ามันคิดก่อน

 

บัณฑิตที่เรียนถึงปริญญาเอกยังเป็นเลยครับสันดานนี้ คือ คอรัปชั่นดีๆนี่เอง มาจากการตักกับข้าวจากกลางโต๊ะมาใส่จานตัวเอง คือ เอาของส่วนรวมมาเป็นของตน ซึ่งเราสอนเด็กให้โกงตั้งแต่เล็กๆมาโดยไม่รู้ตัวกันครับ ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยในซีกโลกหนาว เวลากินข้าวต้องจานใครจานมัน ไม่มีการตักจากกลางโต๊ะทีละคำ มันตักทีเดียวราดเสร็จไปเลย เป็นการวางแผนระยะยาว

ไทยเราคิดทีละคำ แล้วตะกละด้วยนะ กับข้าวหลายอย่างมาก เมืองหนาวมันกินมื้อละอย่าง เพราะยังมีมื้อหน้าค่อยกินอย่างอื่น มื้อนั้นไม่ใช่มื้อสุดท้ายของชีวิต มันคิดกันได้ไงครับ ถ้าเราสอนเด็กกินข้าวราดแกงตั้งแต่เล็ก เด็กจะโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ตะกละ ไม่ขโมยของส่วนกลาง รู้จักวางแผนและ คิดเป็นว่าทุกมื้อไม่ใช่ THE LAST SUPPER

เพราะคิดกันไกลอย่างเมืองหนาวไม่ได้ เนื่องจากอุดมสมบูรณ์ ไม่มีการอดอยากหน้าหนาวอย่างพวกนั้น ก็ไม่มีการวางแผนล่วงหน้า ทำให้นักการเมืองก็ไม่คิดไกล โกงง่ายๆ

เพราะประชาชนเองก็ไม่คิดไกลเหมือนกัน เลือกพรรคนี้คนนี้เพราะเบื่อพรรคโน้นคนโน้น ถ้าคิดไกลจะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่สามัญชนจะแวะมาหวังดีกับประเทศ 4 ปี

โดยที่ก่อนหน้านั้นก็ไม่เคยทำอะไรให้ประเทศมาก่อนเลย

ฉะนั้นจงพร้อมใจกันกันกาโนโหวตให้สภาโล่งเถิด เพราะบ้านเมืองก็เดินได้ด้วยกระทรวงต่างๆอยู่แล้วนี่ มีสภาก็ไม่เคยเล่นงานข้าราชการเลวได้เลย เพราะมัวแต่เล่นงานกันเอง

มีสภาก็คือมีรัฐมนตรีมาช่วยโกงอีก การกาไม่เลือกใครเป็นการรักษาศักดิ์ศรีของผู้กา ว่าไม่ได้ส่งโจรเข้าไปแย่งพระราชอำนาจครับ

ถ้าคิดว่ากาโนโหวตแล้วเสียของจะทำให้พวกผู้แทนรากหญ้าชนะและเข้าสภา กาเลือกประชาธิปัตย์ให้ตายพรรคของรากหญ้าก็มาอยู่ดีทุกทีครับ มันวางแผนกันมาตั้งแต่ 14 ตุลาแล้วครับ ผู้ใช้แรงงานต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ผู้ใช้สมองต้องเจียม

 

 

 

 

 

 

 

ที่มา  

 fw mail เหตุผลของไดโนเสาร์ : บทสัมภาษณ์ซูโม่ตู้ ( จรัสพงษ์ สุรัสวดี ) ทอลค์โชว์ เขียนโดย ไท เมื่อ 8 December 2008 – 15:18  

 

ภาพ RE: ถ่ายวันที่…คนไทยไม่รักกัน 

 

 

 

No Comments

  1. korpai says:

    จากความคิดเห็นที่ 11
    อ่านจาก ddd
    มี่อุตส่าห์เข้ามา

    นี่..คุณติดว่าพวกเราเป็นคนแบบไหนหรือ
    คิดว่าไม่คิดตามข่าวหรือไร
    ไม่ต้องเสียเวลาเข้ามาแถวนี้นะ
    คนที่นี่มีความคิด ไม่มีใครมาจูงจมูกได้หรอ
    เอาเวลาไปทำอย่างอื่นเถอะไป๊

    ถ้าคิดว่าอย่างนั้นคิดใหม่ได้นะ

    ขอพื้นที่หน่อยนะ Sept.
    อาจมีอาการคันเท้าเกิดขึ้นที่นี่
    No matter what You say ..ddd

    ขอให้ทุกท่านที่ทำงานในภาครัฐบาลทุกคน
    เตรียมตัวทำหน้าที่ของตนเช่นกันค่ะ
    พวกไพร่แดงทั้งหลายที่เห่าแทนนาย
    ระวังสหบาทาของพวกเราเอาไว้
    เดี๋ยวจะหาว่าไม่บอกก่อน
    ใครอยากกระทืบพวกส.ส.ไพร่เพื่อทักบ้างเนี่ย
    แหม..มันคันซ่งตีงเจงๆ
    วันนี้ฝนตกลงมามากมาย
    เหมือนที่เราแบ่งปันน้ำใจให้กัน
    ไม่ย่อท้ออยู่แล้วนะ
    เพื่อความสงบสันติสุขกลับคืนมาสู่บ้นเมือง
    เรามาช่วยกันคนละไม้คนละมือ
    เราเชื่อมั่นในตัวเอง
    พวกเราทำได้อยู่แล้ว Don’t you think ??
    ไผ่เองจ้า

  2. septimus says:

    “ประชาธิปไตยที่ว่าเป็นของประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน นั้น ใช้ได้เฉพาะประชาชนที่มีธรรมเท่านั้น ถ้าประชาชนไม่มีธรรม มันก็กลายเป็นประชาธิปตายเท่านั้นเอง ดังนั้น ต้องหว่านพืชธรรมก่อนพืชประชาธิปไตย”

    การเมืองของโลกสมัยปัจจุบัน

    “ โลกนี้ถูกครอบงำอยู่ด้วยระบบการเมืองหลายรูปแบบ แล้วก็พัวพันกันยุ่ง มีปฏิกิริยาต่อกัน คือการทำลายล้างกัน จนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอย่างไร แต่ที่มันแน่ และมีอยู่แล้วรูปแบบเดียวก็คือว่า การเมืองชนิดนั้น ทั้งหมดนั้น มัน เป็นเพียงปฏิกิริยา ที่มัน กระเด็นออกมา จากการพยายามของกลุ่มที่มีอำนาจ กลุ่มที่มีอำนาจ ในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็เรียกว่า กลุ่มนายทุน โดยเฉพาะสมัยปัจจุบันนี้ กลุ่มนายทุนมีอำนาจมากที่สุดในโลก เขาบันดาลอะไรได้ทั้งนั้น แล้วก็อยู่หลังฉากด้วย ไม่แสดงตัวให้เห็น.

    ทีนี้อำนาจที่มาจากบุคคลเหล่านี้ บันดาลให้เกิดเป็นอะไรขึ้นมา เป็นปฏิกิริยาต่อโลก นั่นแหละคือการเมืองของโลกในสมัยนี้ ไม่ประกอบอยู่ด้วยธรรม แล้วก็ไม่เป็นการเมืองที่เป็นไปตามเหตุผลตามธรรมชาติ หรือตามที่มันควรจะเป็นไป. แต่มันได้เป็นไป ภายใต้อำนาจของการบันดาลของกลุ่มที่ทรงอำนาจอย่างยิ่ง คือกลุ่มนี้.

    อย่าเข้าใจว่า เราจะมานั่งนินทาด่าว่านายทุน เรากำลังพูดให้เห็นความจริงว่า โลกปัจจุบันนี้ มัน อยู่ในกำมือของนายทุนที่อยู่เบื้องหลัง คำว่านายทุนมันก็หลายรูปแบบ นายทุนตรงๆ เป็นพวกค้าเงิน นี้ก็มี นายทุนอำนาจผูกขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็มี นี้เป็นส่วนใหญ่ที่มีอยู่เป็นส่วนมาก.

    ทีนี้ อีกทางหนึ่ง มันก็เป็นการเมือง ปฏิกิริยาของการต่อต้านพวกนายทุน หรือพวกที่ทรงอำนาจ พวกนี้ไม่ยอม ที่จะให้นายทุนแสดงบทบาท เขาพยายามที่จะต่อต้านนายทุน แต่แล้วก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่า คนพวกต่อต้านนี้ เมื่อต่อต้านสำเร็จแล้ว ตนเองจะไม่กลับเป็นนายทุน ในแบบใดแบบหนึ่งไปเสียอีก เป็นนายทุนทางการเงิน หรือนายทุนศักดินาหรือนายทุนชนิดไหนก็ตาม มันมีอยู่หลายรูปแบบ….

    นี่คือการเมืองของโลกสมัยปัจจุบัน”

    ธรรมกับการเมือง

    “ธรรม กับ การเมือง เป็นสิ่งที่แยกกันไม่ได้ แยกกันเมื่อไร การเมืองก็กลายเป็นการ ทำลายโลกขึ้นมาทันที

    นักปราชญ์การเมืองแต่โบราณ ขอร้องให้ทุกคนเป็นสัตว์การเมือง ( Political animal ) คือ มีหน้าที่สนใจการเมือง ร่วมกันจัดสังคมให้อยู่กันอย่างสงบสุขโดยไม่ต้องใช้อาชญา แต่คนสมัยนี้ ทำได้มากเกินไป ขนาดที่เรียกว่า การเมืองขึ้นสมอง แล้วใช้การเมืองนั้นเอง เป็นเครื่องมือที่กอบโกย หรือฟาดฟันผู้อื่น ครอบงำผู้อื่น เพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว ดังนั้น แทนที่การเมือง จะตั้งอยู่ในฐานะเป็นเรื่องศีลธรรม ก็กลายเป็นเรื่องอุปัททวะจัญไร ในโลกไปเสีย.

    เมื่อกล่าวโดยปรัชญาทางศีลธรรม การเมืองก็คือหน้าที่ของมนุษย์ ที่เขาจะต้องประพฤติกระทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ อันเฉียบขาด เพื่อผลคือ การอยู่กันอย่างผาสุก โดยไม่ต้องใช้อาชญา แต่เมื่อไม่มีการคำนึงถึงศีลธรรมกันเสียแล้ว การเมืองก็กลายเป็นเรื่องสกปรกสำหรับหลอกลวงกันอย่างไม่มีขอบเขต จนกระทั่งโลกนี้กลายเป็นโลกแห่งการหลอกลวงไปเสีย มีแต่สัตว์การเมือง ที่เป็นสัตว์เอาเสียจริงๆ กล่าวคือ บูชาเรื่องกิน-กาม-เกียรติ แทนสันติสุข.

    มีใครสักกี่คน ที่เป็นนักการเมืองเพื่อเอาบุญด้วยการช่วยสร้างสันติภาพขึ้นในโลก ? และมีกี่คนที่เป็นนักการเมืองเพื่อตัวกู ของกู และมีผลกลายเป็นเรื่องของกิน-กาม-เกียรติ ที่เห็นแก่ตัวฝ่ายเดียว.

    นักการเมืองที่แท้จริงต้องมีการสังกัดพรรค ขึ้นอยู่กับพระเป็นเจ้า ซึ่งเป็นยอดสุดของนักการเมือง โดยท่านมุ่งหมายจัดสากลจักรกลให้อยู่กันอย่างสงบสุขโดยไม่ต้องใช้อาชญา แต่มนุษย์เป็นอันธพาลเสียเอง จัดการเมืองอย่างเป็นพรรคของมารหรือกิเลส ซึ่งควรเปรียบด้วยภูตผีปีศาจ เพื่อกู ของกู โดยไม่ต้องมองดูประโยชน์ของผู้อื่น เป็นการท้าทาย และเหยียบหยามพระเจ้า !

    การเมืองที่แท้จริงสำหรับมนุษย์ต่องต้องตั้งรากฐานอยู่บนากฐานทางศาสนาของทุกศาสนาที่มีอยู่ว่า “สัตว์ทั้งหลาย เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ด้วยกันทั้งหมด ทั้งสิ้น” นักการเมืองที่มีธรรมสัจจะ ข้อนี้อยู่ในใจ ย่อมเป็นนักการเมืองของพระเจ้า การเคลื่อนไหวของเขาทุกกระเบียดนิ้ว มีแต่บุญกุศล จนกระทั่งกลายเป็นปูชนียบุคคลไป.

    ขอภาวนาให้โลกเรามีนักการเมืองชนิดนั้น เป็นผู้จัดการโลกโดยทั่วไปเถิด.”

    ต้องหว่านพืชธรรม ก่อนพืชประชาธิปไตย

    “ประชาธิปไตยที่ว่าเป็นของประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน นั้น ใช้ได้เฉพาะประชาชนที่มีธรรมเท่านั้น ถ้าประชาชนไม่มีธรรม มันก็กลายเป็นประชาธิปตายเท่านั้นเอง ดังนั้น ต้องหว่านพืชธรรมก่อนพืชประชาธิปไตย.

    ประชาธิปไตยเพื่อลดหรือป้องกันความเห็นแก่ตัว ถ้าเห็นแก่ตัวก็มีแต่ประชาธิปตาย โดยไม่รู้สึกตัว ความไม่เห็นแก่ตัวจึงเป็นรากฐานของประชาธิปไตย ประชาธิปไตยแท้จึงมีแต่ความไม่เห็นแก่ตัว ซึ่งเป็นของมีได้ยาก สำหรับปุถุชนสมัยนี้ที่บูชาวัตถุ.

    ธรรมมีความเป็นประชาธิปไตยอยู่ในตัวเอง เพราะหมายถึง ความไม่เห็นแก่ตัว อยู่โดยธรรมชาติ อยู่อย่างไม่เห็นแก่ตัว”

  3. septimus says:

    ชานชาลาประชาชน ถึงเวลาต้องปฏิวัติประเทศไทย
    • สาระน่ารู้ 30 พฤษภาคม 2553 – 00:00

    ในสถานการณ์ที่ประเทศไม่อาจกลับไปสู่สภาวะแบบเดิมๆ ได้ แต่ก็ไม่สามารถปล่อยละเลยให้ปัญหากลับไปสู่สภาพเดิมได้ อันจะนำไปสู่การแย่งชิงอำนาจแบบเก่าที่ก็ไม่ได้รับการแก้ไข จึงจำเป็นต้องปฏิวัติประเทศ
    เพราะการปฏิวัติที่แท้จริง คือ การเปลี่ยนรูปแบบจากรูปแบบหนึ่งไปสู่อีกรูปแบบหนึ่งอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น การปฏิวัติประเทศไทยในครั้งนี้ จะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างแท้จริง
    การปฏิวัติประเทศจึงไม่ใช่การแย่งชิงอำนาจเพื่อประโยชน์ของตนเอง เหมือนเช่นการทำรัฐประหารที่ใช้กำลังเพื่อเปลี่ยนแปลงผู้นำรัฐบาล แต่ยังคงรักษาระบบการปกครองและปัญหาของประเทศไว้เช่นเดิม
    สถานการณ์ในวันนี้จึงจำเป็นต้องปฏิวัติองคาพยพทุกภาคส่วนของประเทศอย่างแท้จริง เพื่อแก้ปัญหาประชาชนและประเทศ ไม่ใช่เพื่อการแย่งชิงอำนาจของนักการเมือง ฝ่ายความมั่นคง กลุ่มทุน หรือ กลุ่มอื่นๆ

    การปฏิวัติที่แท้จริงจะต้องเริ่มต้นที่การปฏิวัติความรู้สึกนึกคิดของประชาชนให้รู้สึกหวงแหนแผ่นดินเกิด ต้องปฏิวัติระบบการศึกษาให้ประชาชนมีความรู้ มีคุณธรรม ข้ามพ้นจากการครอบงำของนักการเมือง
    สังคมไทยต้องปฏิวัติการสื่อสารมวลชน เพื่อให้สื่อมวลชนทุกแขนงมีจริยธรรม มีจิตสำนึกต่อประเทศชาติ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข่าวสารที่ถูกต้องและสามารถวิเคราะห์แยกแยะข้อเท็จจริงได้อย่างชัดเจน
    ไม่ใช่การใช้การสื่อสารมวลชน โดยถือเอาประชาชนเป็นเครื่องมือของการสื่อสารมวลชน เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจของตนและกลุ่มการเมือง ดังเช่นที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน

    ประการสำคัญ การปฏิวัติที่แท้จริงต้องเป็นไปเพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชน สร้างระบบสวัสดิการที่ยืนอยู่บนประโยชน์ของประชาชน ต้องทำให้นักการเมือง ข้าราชการ ฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ ฝ่ายความมั่นคงทำหน้าที่ตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ เพื่อพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

    การปฏิวัติตามเนื้อหาสาระเช่นนี้ ในสถานการณ์ที่ประเทศมิอาจกลับมาเหมือนเดิม แต่จะต้องเดินต่อก้าวไปข้างหน้าเพื่อประโยชน์ของประเทศ ย่อมได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจากประชาชนอย่างแน่นอน

    ฝ่ายคิดค้นความคิดทางสังคมก็เช่นกัน ต้องค้นหาความหมาย หรือ เนื้อหาการปกครองประชาธิปไตยที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมของคนในชาติ ขณะเดียวกันก็ต้องมีเครื่องมือในการคุ้มครองหรือส่งเสริมระบอบการปกครองให้มีความมั่นคงในบรรทัดฐานตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้คนชั่วเข้ามาทำลายชาติ
    โจทย์สำคัญภายใต้สถานการณ์สร้างความหวาดกลัวคุกคามสังคม ด้วยการประกาศก่อวินาศกรรม การลอบสังหารผู้นำทางการเมือง และคนที่มีความเห็นต่าง อันเป็นความขัดแย้งที่จะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

    ประชาชนจะต้องร่วมมือเร่งกันปฏิวัติประเทศ เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง เพราะการปฏิวัติเพื่อนำไปสู่การสร้างบ้าน สร้างเมือง ไม่ใช่เผาบ้านเผาเมือง ประชาชนต้องเป็นผู้ก่อการเอง

    — ภาคประชาชนซึ่งแม้จะมีจิตใจอาสารักชาติ รักสถาบัน แต่ก็ดำเนินการเคลื่อนไหวโดยเป็นอิสระ ไม่ขึ้นตรงต่อกัน ไม่มีเอกภาพ ไม่สามารถประสานงาน หรือ ทำงานร่วมกันให้เป็นเนื้อเดียวกันได้
    จึงไม่สามารถบรรลุเป้าหมายเจตนารมณ์ในการปกป้องแผ่นดินและสถาบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    สถานการณ์ของประเทศวันนี้ จึงเป็นเรื่องของการแก้ปัญหาด้วยรูปแบบพิเศษ ใช้อำนาจพิเศษที่ประชาชนผู้ก่อการจะต้องทำให้คนในสังคมมีความรู้สึกร่วมกันในการสร้างบ้านสร้างเมืองให้ข้ามพ้นจากวิกฤติ

  4. septimus says:

    ปฏิรูปตำรวจ ดี-ชั่วอยู่ที่ตัวคน พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ
    • เรื่องปก 30 พฤษภาคม 2553 – 00:00
    ถ้าจะปฏิรูปก็ดี แต่ปฏิรูปแล้วดูแลทุกอย่างด้วย ไม่ใช่ปฏิรูปกันแต่เรื่องงาน แต่อย่างอื่นไม่พูดถึง มันอยู่ที่ตัวบุคคล ปฏิรูปดีคนมันไม่ดีก็ไม่มีผล ดังนั้นการจะปฏิรูปคนก็ต้องให้เขาทุกอย่างสนับสนุนเขาด้วย…ปรับปรุงคนน่ะดีที่สุด องค์กร ระบบมันดีอยู่แล้ว ทำอย่างไรให้ปลูกจิตสำนึกตัวบุคคล ผู้บังคับบัญชาปลูกจิตสำนึกได้ การปลูกจิตสำนึก ไม่ใช่ว่าพูดอย่างเดียว มันต้องมีอะไรให้ได้ใจเขาด้วย

    ตำรวจต้องทำงานไปตามตัวบทกฎหมาย บางทีทำถูกกฎหมายอาจจะไม่ถูกใจชาวบ้าน คือองค์กรมันต้องรักษาไว้ เพราะองค์กรไม่ใช่ทำงานแค่งานนี้งานเดียว องค์กรมันต้องทำงานไปอีกนาน และทุกองค์กรต้องทำตามกฎหมาย ดังนั้นจะเอาเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มาตัดสินไม่ได้ ทุกครั้งตำรวจจะโดนด่า แต่สุดท้ายพอบ้านเมืองสงบสักพักหนึ่งจะมองแล้วว่าเออตำรวจเขาทำถูกนะ ทำไมตำรวจเขาทำอย่างนี้ๆ ในที่สุดก็จะเข้าใจ
    เรียกว่าพอหมอกควันแห่งสงครามความขัดแย้งจางลง คนที่บาดเจ็บได้บาดแผลเหวอะหวะไปพอๆ กับมวลชนเสื้อแดงก็คือตำรวจ ต้องกลายเป็นจำเลยเสียเองในข้อหา ‘ตำรวจมะเขือเทศ’ ฝักใฝ่ในตัวอดีตนายกฯ ทักษิณ จนเกิดกระแสกดดันให้ปฏิรูปตำรวจ
    ในฐานะ ‘ผู้บัญชาการเหตุการณ์’ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ต้องใช้ลูกล่อลูกชนเจรจากับม็อบเสื้อแดงตั้งแต่วันแรกที่เคลื่อนขบวนเข้ากรุงเทพฯ กระทั่งกล่อมให้ออกมาจากวัดปทุมฯ ในวันสุดท้าย ‘ผู้การแต้ม’ ไม่ได้ออกมาแก้ตัว เพราะถูกมองว่าเป็นขวัญใจม็อบเสื้อแดง แต่ขอสะท้อนมุมการทำงานของตำรวจในช่วงการชุมนุม ที่ทำอะไรก็ไม่เคยถูกใจชาวบ้าน

    เป็นกันชนให้แกนนำ
    นับตั้งแต่ 12 มี.ค. ห้องทำงาน ผบก.น.1 ยังทำหน้าที่เป็นห้องนอนไปด้วยในตัว เพราะมีเหตุฉุกเฉินให้ต้องไปเจรจากับแกนนำ นปช.อยู่ตลอด

    กระทั่งวันที่ไปบอกให้เขาออกจากวัดปทุมฯ
    “ประชาชนที่อยู่ในวัดปทุมฯ สถานการณ์มันตึงเครียด ทางผู้ใหญ่ก็สั่งให้ไปช่วยออกมา ตำรวจก็ช่วยออกมา ก็แบ่งหน้าที่กัน เราไปทำหลายสาย ตำรวจ มหาดไทย คมนาคม แต่ถามว่าเวลาการเจรจาเขาก็ต้องเอาคนเจรจาไปซึ่งก็เป็นผม ผมพูดปุ๊บครั้งแรกๆ เขาก็ยังไม่ออกมาจากวัด ตอนหลังไมโครโฟนเสียงมันไปไม่ถึง ก็รู้แต่คนหน้าๆ คนที่อยู่หลังๆ อีกหลายพัน ผมก็ต้องเข้าไปพูดข้างใน พอเข้าไปเขาเหมือนแบบเอ๊ะตำรวจคนนี้เคยไปเจรจา พอจะไว้ใจได้ เขาก็เลยเชื่อ วันนั้นถ้าผมไม่เข้าไปเขาก็ไม่ออก”
    บรรยากาศขณะนั้นตึงเครียด เพราะชาวบ้านยังหวาดกลัวหลังจากมีการยิงเข้าไปในวัด
    “เขาเครียด เขามีความกลัว มันเป็นความรู้สึกที่ผมเห็นแล้วก็หดหู่นะ คือต้องยอมรับว่าประชาชนที่มาอยู่ในม็อบตลอด 2 เดือนกว่านี่เขาต่อสู้จริงๆ นะ เขาสู้ เราก็ต้องใช้หลักในการเจรจา คือการเจรจามันต้องอยู่ในกรอบด้วยนะ อย่างนายเขาสั่งให้เราเจรจาเรื่องไหน เราก็ต้องเจรจาในกรอบนั้น เราจะไปเจรจานอกกรอบหรือไปสร้างเงื่อนไขไม่ได้ —


    เมื่อใช้ความพยายามในการเจรจามาตลอด เหตุการณ์วันที่ 19 พ.ค. จึงไม่เคยอยู่ในความคาดหมาย
    “ที่จริงผมคิดว่าน่าจะจบนะ ตอนนั้นผมว่าไม่น่าจะเกิดอะไรรุนแรง ก็อย่างว่าม็อบเขาก็พัฒนาความรุนแรง เราเป็นเจ้าหน้าที่เราก็ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด นอกจากนั้นก็ถือว่าอยู่เหนือการควบคุมของเรา”
    ถูกกฎหมาย-ไม่ถูกใจ
    ในคืนที่เรียกว่าปฏิบัติการกระชับพื้นที่ หลายคนได้เห็นคลิปผู้การแต้มพยายามช่วยผู้บาดเจ็บท่ามกลางห่ากระสุนที่ไม่รู้ว่าเป็นของฝ่ายไหน
    “ผมจะไปช่วยคนเจ็บ โทรหาผู้ใหญ่ บอกนายครับขอให้ประสานกับทหาร ให้ทหารช่วย cover เราด้วย เพราะเราก็ไม่รู้ว่าใครยิงมา เราจะเอาคนเจ็บออกไป ตอนเหตุการณ์ผมก็อยู่ทุกคน ผมไม่ได้ทำเรื่องเจรจาอย่างเดียวนะ ผมเป็น ผบ.เหตุการณ์ด้วย ดินแดงก็ต้องไป ทุกเรื่องนะ ต้องจัดกำลังต้องคุมกำลัง ในภาวะปกติจะเป็นหน้าที่ตำรวจในการดูแลความเรียบร้อยเหตุการณ์บ้านเมือง แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ปกติเช่นมีการประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทหารจะเป็นผู้ควบคุม เข้าไปอยู่ในยุทธการของเขา จากนั้นก็ต้องทำงานร่วมกัน ฉะนั้นคนจะมองว่าเอ๊ะทำไมบทบาทตำรวจน้อย ไม่ใช่ เราไปเป็นหนึ่งในยุทธการเขา เขาจะใช้เราไปตรงไหน ถามว่าทำงานหนักไหม หนัก แต่เราไม่ได้ออกข่าว ก็ทำงานร่วมกับทหาร ตั้งด่านร่วมกับทหาร เพียงแต่ว่าเราไปขึ้นอยู่กับ ศอฉ. ศอฉ.จะเป็นผู้แถลงข่าว ก็เลยถูกมองแบบนั้น ที่จริงตำรวจทำงานมาก่อนนั้นแล้วด้วย”
    เป็นจำเลยของสังคมว่ารู้เห็นเป็นใจกับเสื้อแดง
    “ไม่ใช่หรอก ตำรวจมีหน้าที่ ศอฉ.เขากำหนดให้เราทำหน้าที่อะไร ทหารก็ต้องไปทำตรงนี้ ตำรวจทำจุดนี้ บอกได้เลยว่าไม่มีตำรวจคนไหนไม่ทำงาน ส่วนมันจะใจยังไงแต่เวลาสั่งแล้วมันทำงานทุกคน ที่นี่ไม่มีใครได้กลับบ้านกันเลย ตำรวจต้องทำงานไปตามตัวบทกฎหมาย บางทีทำถูกกฎหมายอาจจะไม่ถูกใจชาวบ้าน คือองค์กรมันต้องรักษาไว้ เพราะองค์กรมันไม่ใช่ทำงานแค่งานนี้งานเดียว องค์กรมันต้องทำงานไปอีกนาน และทุกองค์กรต้องทำตามกฎหมาย ดังนั้นจะเอาเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มาตัดสินไม่ได้ ทุกครั้งตำรวจจะโดนด่า แต่สุดท้ายพอบ้านเมืองสงบสักพักหนึ่งจะมองแล้วว่าเออตำรวจเขาทำถูกนะ ทำไมตำรวจเขาทำอย่างนี้ๆ ในที่สุดก็จะเข้าใจ จะมาคิดได้ว่าทำไมวันนั้นตำรวจไม่ทำอย่างนี้ๆ คือถ้าเรื่องยังใหม่ๆ เขาก็จะด่าเราแต่ผ่านไปจะเข้าใจเอง สุดท้ายแล้วมันต้องมีหลัก”
    หรือกลัวว่าจะความผิดในภายหลังเหมือนกรณี 7 ตุลา
    “ถามว่าสะกิดใจไหมก็มีบ้างนะ แต่ว่าสมัยก่อนกฎหมายมันไม่ชัดเจน ตอนนี้เรามีกฎหมายชัดเจนว่าทำแล้วไม่มีความผิด เขาก็ไม่แคร์หรอก ตอนนั้นมันอาจจะสะกิดใจบ้างเพราะมันไม่มีกฎหมายอะไรเป็นมาตรฐาน ตอนนี้มีกฎหมายรองรับแล้วเขาก็ไม่กลัวหรอก แต่ถามว่าในใจเขาอาจจะมีติดใจตรงนี้ไหม มีแน่นอน แต่ว่ามันมีคำสั่งอยู่คุณต้องไป ผมยืนยันว่าตำรวจไม่มีคนไหนที่จะไม่ทำงาน”
    นายกฯ อภิสิทธิ์ออกมารับลูกทันทีหลังหมอตุลย์เรียกร้องให้ปฏิรูปตำรวจ
    “ถามว่าปฏิรูปที่ผ่านมาดีไหมก็ดี แต่มันอยู่ที่คนด้วย คุณออกระเบียบออกกฎหมายยังไงถ้าคนมันไม่ซะอย่างมันก็ไปไม่ได้ ถามว่ากฎหมายที่ออกๆ มาถ้าคนไม่ปฏิบัติตามมันก็ใช้ไม่ได้ เหมือนกับรัฐบาล เหมือนกับ ส.ส.เหมือนกัน ระบบ ส.ส.ระบบรัฐสภาก็ดีหมด แล้วตัวนักการเมืองดีหรือเปล่า ก็ต้องพิจารณาตรงนี้ด้วย ฉะนั้นตำรวจนี่ระบบดีอยู่แล้วแต่คนมันดีไหม คุณจะทำยังไงให้คนมันเข้าได้กับระบบ ถามว่าผู้บังคับบัญชาคุณจะทำตัวยังไงให้ลูกน้องเลื่อมใส บังคับบัญชาลูกน้องได้ บริหารงานต้องรู้ ถ้าหัวไม่ส่ายหางมันจะกระดิกได้ยังไง ถ้านายขี้เกียจลูกน้องก็ในเมื่อนายไม่ทำกูจะไปทำทำไม ฉะนั้นมันอยู่ที่ตัวบุคคล ระบบมันดีอยู่แล้ว”
    “ถ้าจะปฏิรูปก็ดี แต่ปฏิรูปแล้วดูแลทุกอย่างด้วย ไม่ใช่ปฏิรูปกันแต่เรื่องงานแต่อย่างอื่นไม่พูดถึง มันอยู่ที่ตัวบุคคล ปฏิรูปดีคนมันไม่ดีก็ไม่มีผล ดังนั้นการจะปฏิรูปคนก็ต้องให้เขาทุกอย่างสนับสนุนเขาด้วย ตำรวจเรามันโดนมาตลอดอยู่แล้ว เรื่องปกติ ขอให้ตั้งใจทำงาน ถ้าคนเขาเข้าใจจะสงสารตำรวจ ผมถามหน่อยอาชีพอะไรทำงานหนักที่สุด และในการทำงานหนักใครเงินเดือนน้อยที่สุด ก็ตำรวจอีก ข้าราชการอื่นทำงานวันละ 8 ชั่วโมง 4 โมงครึ่งกลับบ้าน ผมเคยเป็นสารวัตรจราจรผมตื่นตี 4 ผมกลับเที่ยงคืน วันหนึ่งทำงานกี่ชั่วโมง ตำรวจไม่เคยประชาสัมพันธ์ให้ใครรู้ว่าเราทำงานหนักขนาดไหน รู้ไหมตำรวจ ปจ.ปราบจราจลกลับมาต้องมาเป็นสายตรวจอีกนะ กลับมาต้องมาเป็นฝ่ายสืบสวนต้องมาเป็นจราจรอีกนะ ออกเวรแล้วต้องไปเป็น ปจ.อีก สังคมไม่รู้คิดว่าตำรวจสบาย แล้วตำรวจ ปจ.ที่ตายอีกกี่คน ครอบครัวเขาสูญเสีย ตำรวจมาทำงานกับทหารทุกวัน อยู่ใน ศอฉ.21 กองร้อย อยู่ข้างนอกอีก 40 กองร้อย ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครทำสารคดีเรื่องตำรวจ ตำรวจเราสูญเสียมาก”

    พล.ต.ต.วิชัยยอมรับว่า การทำงานของตำรวจท่ามกลางความขัดแย้งของประชาชนในพื้นที่รุนแรง นั้นไม่ง่าย
    “ผมว่าทำงานแบบตรงไปตรงมา ทำเป็นกลางๆ เดินตรง รักษาความเป็นองค์กรไว้ ยังไงสังคมเขาก็ตัดสินเอง ถ้าคนไม่ตรงสักวันมันก็มีผลกระทบเอง นักการเมืองเขาสู้กันทางการเมือง วันหนึ่งเขาก็ดีกันแต่เราต้องโดน ป.วิอาญาอีก 20 ปี ดังนั้นทำตรงๆ แต่ก็ต้องทำอยู่ในกรอบของกฎหมาย ถูกผิดก็ว่ากันไป ผู้บัญชาการเขาก็สั่งอยู่ในกรอบของกฎหมายเหมือนกัน นอกกรอบเขาก็สั่งไม่ได้ ดังนั้นทำไป คนเป็นกลางไม่มีตาย มีตายอยู่อย่างเดียวคือเขียด เคยฟังนิทานเรื่องนี้ไหม ผมจะเล่าให้ฟัง —


    สังคมไทยคงจะสลาย ‘สี’ ได้ยาก
    “ผมพูดไปจะถูกใจใครหรือขัดใจบ้างไม่รู้นะ สังคมเราขณะนี้คนไทยเรายังไม่รู้จักคำว่าชาติ คือรู้แต่ผลประโยชน์ของตัวเอง รู้ประโยชน์ของกลุ่ม ดังนั้นทุกคนถ้าคนที่เป็นแกนในกลุ่มต่างๆ คนที่เป็นผู้นำทุกสี ถ้าคิดถึงคำว่าชาติแล้ว ลดทิฐิลงบ้าง ลดความแตกแยก ผมว่าสังคมไทยยังแก้ได้ เพราะสังคมไทย หนึ่งยังเป็นระบบอุปถัมภ์อยู่ เป็นสังคมที่ยิ้มแย้มกันอยู่ เป็นสังคมที่เอื้ออาทรกันอยู่ มันยังมีพื้นฐานตรงนี้ ที่สำคัญที่สุดทุกคนมีพระเจ้าอยู่หัวหลอมรวมจิตใจ ดังนั้นผู้นำกลุ่มต่างๆ มาคุยกันได้ผมว่าแป๊บเดียว เราต้องแก้ 3 ระยะ ระยะแรกเราต้องเอาคู่ขัดแย้งทั้งหลายมาคุยกัน ดูสิคุณต้องการอะไรๆ เพื่อชาติโว้ย อันที่สองระยะกลางมาแก้กฎหมาย แก้รัฐธรรมนูญ และทุกคนต้องยอมรับกติกานี้นะ อันที่สามมาปลูกจิตสำนึกคนไทยให้รักกัน ตอนนี้ถ้าไม่ทำมันแตกแยกไปถึงเด็กแล้วนะ ชั้นเด็กประถมแล้วนะเดี๋ยวนี้ และถ้าคุณฝังลึกไปอีกสัก 5 ปีบ้านเมืองยุ่งนะ ก็ต้องมาทำความเข้าใจกันตอนนี้เลย ที่ผ่านมาปลุกกระแสรักชาติแต่ไม่ใช่เพื่อชาติจริงๆ มันแฝงประโยชน์ของตัวเองกันหมด อย่างอเมริกาเวลาเขาต้องการเลือดไม่กี่ซีซี. คนเขาเข้าแถวกัน ของเราพอประกาศต้องการเลือดยังไม่มีใครบริจาคเลย หรือใครเดือดร้อนขอความช่วยเหลือ ถ้าไม่ออกทีวีก็ไม่บริจาคกันหรอก”
    มวลชนที่เจ็บปวด-เคียดแค้น ยังไม่ใช่เวลาที่เขาจะปรองดอง
    “ก็ต้องเยียวยา ทำความเข้าใจ ให้อภัย ต้องให้อภัยกัน”

    “ชาวบ้านคงบอกจะไปทางไหนดีเนี่ย เหมือนผมไปตรวจโรงพักสมัยอยู่บุรีรัมย์ เมาทั้งโรงพัก แม้แต่ห้องขังข้างบนยังเมาเลย ผมไปบอกแล้วจะให้ชาวบ้านเขาพึ่งได้ยังไง เขามาแจ้งเผลอๆ เขายังมองว่าเฮ้ยมึงจะอาศัยกูหรือว่ากูจะอาศัยมึง ตำรวจเรามันต้องปรับปรุง อย่างที่บอกปรับปรุงคนน่ะดีที่สุด องค์กร ระบบมันดีอยู่แล้ว ทำยังไงให้ปลูกจิตสำนึกตัวบุคคล ผู้บังคับบัญชาปลูกจิตสำนึกได้ การปลูกจิตสำนึกไม่ใช่ว่าพูดอย่างเดียวมันต้องมีอะไรให้ได้ใจเขาด้วย ผมเคยอยู่ต่างจังหวัด คุณไปดูบ้านตำรวจสิ เห็นแล้วจะสมเพช บางคนยังใช้ตู้เสื้อผ้าพลาสติกอยู่เลย คนบอกว่าทหารนับขวดตำรวจนับแบงก์ ไปดูสิต่างจังหวัดยังเขาใช้ตู้พลาสติกอยู่ แฟลตไม้สมัยก่อนยังเอียงขนาดนี้แล้วถามว่าวันๆ หนึ่งเขาจะทำยังไง ลูกเต้าก็โต ห้องสี่เหลี่ยม อย่างลูกน้องผมมันทำงานหัวปักหัวปำเพราะเวลาเราได้รางวัลอะไรมา เบี้ยเลี้ยงได้มา เฮ้ยไปแบ่งกัน มันถึงทำงานให้ผม มันต้องปลูกฝังจิตสำนึกตั้งแต่เข้ามาเป็นตำรวจเลย แล้วต้องสนับสนุนเขาด้วย เพื่อนผมเป็นตำรวจที่อเมริกา เขาไปแต่ตัวนะ เขาไปถึงที่ทำงานเสื้อผ้าก็มีให้ ปืนห้อยไว้ให้เต็มหมด ของเราปืนต้องซื้อเอง เสื้อเกราะก็ซื้อเอง มันซื้อตัวละ 1,500 ใส่กันเองเพราะมันกลัวตาย ตอนม็อบมีใช้กันครบทุกคนที่ไหน มันซื้อกันเอง ผมถึงบอกว่าถ้าจะปฏิรูปก็ปฏิรูปคนด้วย และก็ปฏิรูปตรงนี้ด้วย” ต้องดูทุกส่วนไม่ใช่แค่วัดผลประสิทธิภาพของงานเท่านั้น คือเห็นด้วยถ้าจะปฏิรูปแต่ต้องตัวนี้ด้วย มันอยู่ที่คนนะผมว่า”
    ปฏิรูปโครงสร้างเป็น สตช.แล้วก็ยังไม่พอ
    “เขาก็ค่อยๆ เราก็เข้าใจนะ ตำรวจเราได้งบน้อย ผมยกตัวอย่างผมอยู่บุรีรัมย์ปีครึ่งผมเห็นตำรวจว่าเป็นยังไง ผมไปเยี่ยมตู้ยามมัน ผมเห็นมันนั่งทำกับข้าวถามเฮ้ยทำอะไรกิน แกงหนูนา มันเคยได้ลิ้มรสอาหารตามร้านไหม ไม่มี กินหนูนา กินแย้ ขุดแย้กันมา แล้วผัดเผ็ดอยู่อย่างเดียว ข้าว น้ำปลา ก็กินกันอย่างนั้น ใครเคยหันไปมองดูไหม ตอนนี้ทุกคนจับเองความรู้สึกของตำรวจกรุงเทพฯ ไม่ได้จับความรู้สึกของตำรวจทั้งองค์กร”
    ถ้ายังเป็นอย่างนี้มันก็ช่วยไม่ได้ที่จะมีมะเขือเทศในองค์กร
    — สำหรับตำรวจเชื่อผมเถอะ ไอ้ความนิยมชมชอบเนี่ยโอเคมันอาจจะชอบ แต่เวลาสั่งแล้วเนี่ยเชื่อผมเถอะไม่มีใครปฏิเสธไม่ทำ ทำงานทุกอย่าง เห็นมันเฮฮาๆ พอถึงเวลาสั่งมันก็ไป มันไม่ใช่ไม่ไป ผมว่าเป็นเพราะคนไปแบ่งเอง ไปยกตัวอย่างว่าทักษิณเป็นตำรวจเพราะฉะนั้นพวกนี้มันต้องรักทักษิณ ไม่ใช่ ผมถามว่าใครได้ดีกับทักษิณบ้าง ทำไมผมจะไปรักทักษิณ ผมไม่เคยได้ดีอะไรกับทักษิณเลย ทักษิณไม่เคยตั้งผมอะไรสักอย่าง ตอนเวลาทักษิณเป็นใหญ่เราก็ไม่ได้ไปอยู่ขั้นตอนใหญ่ๆ แล้วจะมามองอย่างนั้นได้ยังไง มันอาจจะสมประโยชน์ไม่กี่คน แต่ไอ้ที่ไม่สมประโยชน์ก็บาน ฉะนั้นใครจะมาตายเพื่อทักษิณไม่มีหรอก มันเรื่องนี้แหละ ไปดูแลสวัสดิการ ดูแลเรื่องจิตใจเขา เชื่อผมเถอะ มันไม่มีมะเขือเทศหรอก คุณหันไปหาเขาบ้าง หันกลับหน่อย ต้องมองตรงนี้บาง อย่าไปเอาภาพตำรวจกรุงเทพฯ เป็นหลัก ตำรวจมีตั้ง 2 แสนกว่าคน”

  5. ddd says:

    คุณทราบหรือไม่
    พรรค ปชป มีทีมงานที่คอยมอนิเตอร์ เวปเมเนเจอร์ คอยอ่านข่าวและกระแสความคิดของผู้คน
    ทีมงานของพรรค ปชป นี้จะทำหน้าที่คอยรักษาเรตติ้งให้กับอภิสิทธิ์ คอยแต่งเรื่องหรือคำแก้ตัวต่างๆให้อภิสิทธิ์ดูดีทุกย่างก้าว จอเหลืองส่วนใหญ่ เป็นฝีมือของพรรค ปชป เพื่อตอบโต้กลับ แก้ตัวกลับ หรือไม่ก็ยกย่องอภิสิทธิ์อย่างเหลือล้น ตามแต่สถานการณ์เพื่อรักษาเรตติ้งอภิสิทธิ์ตลอดเวลา
    นอกจากนั้น ความคิดเห็นอื่นๆที่ต่อว่าอภิสิทธิ์ ทีมงานพรรค ปชป จะคอยกดให้คะแนนลบ คอยโจมตีกลับหรือไม่ก็คอยช่วยแก้ตัวให้กับอภิสิทธิ์ และถ้าเห็นว่าความคิดเห็นไหนที่ทำให้พรรค ปชป เสียคะแนนมากๆ ก็จะสั่งให้ลบความคิดเห็นนั้นออกไปเลย
    อยากให้ทุกท่าน อ่านความคิดเห็นในเวปเมเนเจอร์ อย่างระมัดระวังและมีวิจารณญาณ มิเช่นนั้นแล้วก็จะตกลงไปอยู่ในโลกมายาคติที่พรรค ปชป แต่งขึ้นเพื่อรักษาเรตติ้งอภิสิทธิ์ โดยไม่ได้ไตร่ตรองพิจารณาสิ่งต่างๆตามความเป็นจริง

    ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าได้มาจากการสังเกตุหลังจากที่ได้ติดตามข่าวและความคิดเห็นต่างๆในเวปเมเนเจอร์มาเป็นเวลานาน
    ทุกท่านยังไม่จำเป็นต้องเชื่อสิ่งที่ข้าพเจ้ากล่าวมา แต่หวังว่าผู้ที่ได้อ่านแล้วจะได้โปรดเก็บไว้พิจารณาและถ้าหากสิ่งที่ข้าพเจ้ากล่าวเป็นความจริงก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่น้อยเช่นกัน

    ***นี่คือข้อพิสูจน์อย่างหนึ่ง***
    ความคิดเห็นนี้เคยถูกลบแล้ว
    ในความคิดเห็นที่ 4 หัวข้อข่าว “วาทกรรม 2 มาตรฐาน ณ สี่แยกราชประสงค์ กับ สนามบินสุวรรณภูมิ”
    ในความคิดเห็นที่ 10 หัวข้อข่าว “ฤาชาติจะล่มจม เพราะคนรุ่นนี้?”
    ในความคิดเห็นที่ 26 หัวข้อข่าว “ไอ้กี้ร์-ไอ้เก่ง”บทพิสูจน์ “แดงถอย-เถือน-ดิบ”
    ในความคิดเห็นที่ 261 หัวข้อข่าว “สื่อนอกชี้ “เสื้อแดง”ใช้ปืนระเบิดสู้ทหาร-สหรัฐฯ ร้องทั้ง 2 ฝ่ายหันหน้าเจรจา”
    ในความคิดเห็นที่ 346 หัวข้อข่าว “ประมวลภาพ “โจกแดง”แย่งศพจาก รพ.ปลุกระดมบนเวทีผ่านฟ้าฯ”
    ***********************
    โปรดระวังเทคนิคการตลาดพรรค ปชป โดยมีอภิสิทธิ์เป็นสินค้าหลัก

  6. korpai says:

    ยอมรับว่าใจหาย แทบจะไม่มีอากาศให้หายใจ
    เมื่ออยู่บนทางด่วนของมหานคร
    แห่งนี้ที่บ้านเราเมืองเราเอง
    เพราะมีคนไทยเช่นเราเองเช่นกัน
    ช่วยกันเผาบ้านเมืองของเราเอง (อีกแล้ว)
    ให้เราเห็นๆครงหน้าเช่นนี้

    ตอนนี้ทำใจได้แล้ว
    ไม่ฟูมฟาย
    แต่ช่วยกันฟูมฟัก
    บ้านเมืองเราได้แล้ว

  7. athenaz says:

    พี่สาวหายหน้าไปกำเดี๋ยว
    น้องสาวหาเรื่องดีๆมาปันกันหลาย
    แถมบันทึกแง่ชวนคิดหลาหลายเอาไว้อ้างอิงเมื่อเวลาผ่านไป

    ขอบคุณนักเจ๊า พี่เห็นด้วยทุกประการโดยเฉพาะสิ่งที่พี่ตู้สื่อสาร

    บางครั้งกงล้อที่หยุดอยู่กับที่ แม้เคลื่อนออกได้ก็ย้ำหล่มเดิมที่กว้างขึ้น !!

    วันนี้บ่แอ่วที่ใดกะน้อง ?
    วันพรุ่งปี้จะไปเดินสีลมฮิ้อสบายใจ อุดหนุนผ้ค้าไฟไหม้..

    Keep an eye on Best deal, always ka !
    xxx :)

  8. septimus says:

    เปิดแผนขุดรากถอนโคนพวกป่วนชาติ เก็บเด็ก “แม้ว” – ปลุกคนรุ่นใหม่รักชาติ-สถาบัน

    โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 27 พฤษภาคม 2553 08:33 น

    นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มเสื้อหลากสี กล่าวและชี้ว่า แนวทางสำคัญก็คือ รัฐบาลควรให้ความรู้ที่ชัดเจนและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้แก่ประชาชน นักเรียน นักศึกษาผ่านประสบการณ์ตรง อาทิ การเชิญชวนให้ประชาชนเข้าเยี่ยมชมโครงการหลวง พร้อมพบปะพูดคุยกับชาวบ้านที่อยู่ในโครงการโดยตรง ซึ่งจะทำให้ประชาชนเข้าใจและยอมรับว่าโครงการหลวงมีประโยชน์จริงรวมทั้งยังแก้ปัญหาสำคัญที่มีอยู่อาทิ การแก้ไขปัญหายาเสพติดบริเวณภาคหนือของชาวเขา รวมถึงการปลูกป่าที่แก้ปัญหาภัยแล้ง เป็นต้น ซึ่ง ที่ผ่านมาอาจเกิดความเข้าใจผิดหรือมีความเข้าใจที่น้อยเกินไป

    นอกจากนี้ สังคมควรเปิดใจและให้สร้างความเข้าใจและยอมรับในความเห็นต่างทางการเมืองของมวลชนเสื้อแดงที่เรียกร้องประชาธิปไตยด้วยความบริสุทธิ์ใจ ซึ่งควรให้อภัยแก่ผู้ชุมนุมที่มิได้กระทำความผิดทางอาญาที่ร้ายแรง แต่ในทางกลับกันควรเอาผิดและดำเนินการกับผู้ชุมนุมฮาร์ดคอร์ด้วยการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดประสิทธิภาพจากการกระทำผิดที่รุนแรง อาทิ การทำร้ายร่างกาย ทำให้เสียชีวิต การเผาทำลายอาคารต่างๆ

    รวมถึงรัฐบาลจำเป็นต้องเร่งดำเนินการตามแผนโรดแมปสร้างความปรองดองทันที เพื่อป้องกันมิให้ ผู้ไม่หวังดีปลุกระดมมวลชนไปสร้างสถานการณ์ความวุ่นวายอีก ซึ่งแผนปรองดอง 4 ข้อ อันได้แก่ การสร้างความสมานฉันท์ การเทิดทูนสถาบันฯ การปฏิรูปสื่อ การลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่ต้องเร่งดำเนินการ แต่ในข้อที่ 5 อันได้แก่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งมีความเกี่ยวพันต่อการนิรโทษกรรมนั้น ควรปรับเป็นการใช้ยาแรงแม้ว่าจะยกเลิกโทษยุบพรรคการเมืองแต่ก็ควรเพิ่มโทษในฐานความผิดส่วนบุคคลให้รุนแรงมากยิ่งขึ้นและควรตรวจสอบผู้สมัครลงเล่นการเมืองให้ละเอียดมากยิ่งขึ้น อาทิ การตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตในกรณีที่พบว่ามีการทุจริต ตรวจสอบทรัพย์สินอย่างต่อเนื่องทั้งก่อนรับตำแหน่งและหลังเข้ารับตำแหน่ง

    ความคิดเห็นที่ 4 +116

    ตอนนี้จุดสำคัญคือกลุ่มพวกผมนี้แหล่ะ อายุราว 38 – 48 ปี ยุคผมยังทันเห็นพระกรณียกิจขององค์ท่าน เห็นพระองค์ท่านทำ

    ปัจจุบันกลุ่มผมเป็นพ่อคนแม่คนกันหมดแล้ว ลูกๆของผมก้อราวสิบแปดสิบเก้าเป็นวัยสุ่มเสี่ยงมากซึ่งวัยนี้ไม่เคยพบเห็นภาพข่าวพระองค์ท่านปฎิบัติพระกรณียกิจอันอาจทำให้เกิดความไขว้เขวได้

    ฉะนั้นกลุ่มอายุราวๆผมจึงต้องสั่งสอนและอบรมลูกหลานให้ดีด้วยใช้ปากบอกลูกและหลานเค้าจะเชื่อใจได้มากกว่า

    ดังนั้นรุ่นเดียวกันนี้หากมาอ่านข้อความนี้ต้องย้ำและเน้นลูกๆหลานๆให้มาก
    bo

    ความคิดเห็นที่ 23 +86

    ต้องยกเลิกการให้ผู้ใหญ่บ้านและกำนัน มีอำนาจตำแหน่งตลอดชีวิตออกไป ซึ่งเรื่องนี้ควรแก้ไขเพราะเป็นฐานสร้างอำนาจให้พรรคการ
    เมืองอย่างมากที่สุด สมควรให้มีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านและกำนัน
    คราวละ 4-6 ปี ไม่ใช่เป็นอยู่จนตายแล้วเลือกตั้งใหม่
    สราวุธ

    ความคิดเห็นที่ 39 +57

    .

    ที่สำคัญสุด คือ

    1. จัดการ ตำรวจมะเขือเทศ ให้อยู่หมัดครับ

    ควรเป็นวาระแห่งชาติได้แล้ว ไม่ต้องเกรงใจ

    ใช้ประชาชนเป็นแรงผลักซะ

    ไม่มีโอกาสไหนดีเท่านี้มาก่อน ฉวยไว้ซะ นายก

    2.- ควรสร้างระบบ ตรวจสอบการโกงเลือกตั้งให้ดีกว่านี้

    เช่น ทำเครือข่าย ไม่ขายเสียง 30 ล้านชื่อ ถวายพ่อหลวงในปี 2554 และประนามการซื้อเสียงคือการขายชาติ

    3.- ทหารแตงโม ควรสืบจับตา ให้ดี ลดบทบาท

    ถ้ามีคดีไหน สาวถึง ต้องเชือดครับ

    เอาทหารดี ๆ ขึ้นมาเยอะ ๆ

    .
    DrKon

    ความคิดเห็นที่ 122 +2

    เอาวิชาประวัติศาสตร์ไทยคืนมา
    ถ้าไม่มีครูสอน
    จะช่วยสอนให้ฟรีไม่เอาตังค์
    [อาสา]

    ความคิดเห็นที่ 112

    ต่อไปคนที่เป็นครูต้องเป็นพวกที่มีความรู้ดี ไม่เหมือนก่อน ไม่รู้จะเรียนอะไร ก็ครู ต้องเลือกคนฉลาดเป็นแม่พิมพ์ แม่พิมพ์ไม่ดี ผลผลิตก็ไม่ดีพอ ควรจะต้องปรับปรุงเรื่องจรรยาด้วย วงการครูหลายแห่งใจคับแคบ แต่ใจร้าย อิจฉา ขี้เกียจ ไม่ทุ่มเท ไม่เหมือนเมื่อยีสิบปีสามสิบปีที่แล้ว รักครูมาก ครูสมัยนี้รักไม่ค่อยจะลง ขาดความรู้รอบตัว ขาดประสบการณ์
    [somchai@hotmai.com]

    ความคิดเห็นที่ 109

    เสนอให้นำวิชา หน้าที่พลเมือง มาเรียน มาสอนใหม่ค่ะ
    [คนรุ่นกลาง]

    ความคิดเห็นที่ 104 +3

    ควรจะเปิด โรงเรียน สร้างประชาธิปไตย คนที่จะมีสิทธิ์เลือกตั้ง จะต้องผ่านการอบรมเรียนรู้จาก โรงเรียนประชาธิปไตย ตามหลักสูตรก่อน

    และเปิดโรงเรียนสอน จริยะธรรม คุณธรรม ศาสนา และบำเพ็ญการกุศล ช่วยเหลือสังคม สำหรับ คนที่จะลงเลือกตั้ง จะต้องผ่านหลักสูตรนี้ก่อน
    [สายฟ้า]

    ความคิดเห็นที่ 103 +2

    ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน เป็นฐานเสียงให้ สส. นำชาวบ้านมาชุมนุม ควรให้มีการเลือกตั้งตลอด ไม่ควรให้อยู่ในอำนาจนานเกินไป ในภาคเหนือผู้ใหญ่บ้านกำนัน เป็นคนเอาเงินในหมู่บ้านมาเป็นทุนในการพาคนเสื้อแดงมาชุมนุม เช่นเงิน sme เงินป่าช้าหมู่บ้าน ตรวจสอบด่วนทุกหมู่บ้านในเขตเสื้อแดง
    [vt@hotmail.com]

    ความคิดเห็นที่ 100

    กระทรวงศึกษาน่าจะตื่นตัวมาตั้งนานแล้วเรื่องการปลูกฝังให้รักสถาบัน และรังเกียจระบบทุนนิยมสามานท์ เร่งๆมือกันหน่อยนะคะ ศธ. ก่อนที่จะสายเกินแก้ เพราะการปลูกฝังจริยธรรมไม่สามารถทำได้ในว้นเดียว
    [ผู้ปกครองนักเรียน]

    ความคิดเห็นที่ 94

    ไม่รู้จะสื่อสารทางไหนให้ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา อยากจะบอกว่า ตอนนี้ครูบาอาจารย์ต้องหัวปั่นกับการทำเอกสาร การประชุมมากมาย ไม่มีเวลาจะมาสนใจ ใส่ใจเด็กนักเรียนนักศึกษากันแล้ว ในระดับมัธยมครูก็บ่นว่าเพื่อนสอนอย่างเดียวแล้วมาทำเอกสารต่าง ๆ ได้วุฒิเพิ่มขึ้นเงินเพิ่มขึ้น แต่ตัวเขาสอนและก็มาทำงานกับนักเรียนเป็นครูแนะแนว ใส่ใจกับเด็ก เงินรายได้ต่าง ๆ ก็เท่าเดิม ไม่มีความดีความชอบ อย่างนี้แล้วใครจะมาให้ความใส่ใจกับเด็กนักเรียน ปัญหาเด็กนักเรียนมีมาก หลายคนก็หลายปัญหา ในระดับอุดมศึกษา ผู้บริหารก็บ้าแต่การประชุม สกอ. สมศ. สมาคมวิชาชีพ ก็บ้าแต่จะให้ทำเอกสารโน่นนี่ ไม่มีเวลามาสนใจนักศึกษากันแล้ว คุณธรรม จริยธรรม ความรู้ของเด็กเลยแย่ลงเรื่อย ๆ วันก่อนไปฟังเสียงสะท้อนจากผู้ใช้บัณฑิต จากหอการค้า เขาบอกว่าเด็กจบปริญญาตรีออกมาทำอะไรไม่เป็น มารยาม คุณธรรม จริยธรรมแย่ ก็แย่สิครับ เมื่อรัฐบาลไม่ใส่ใจ มุ่งแต่จะเอาเอกสาร เอารายงาน เวลาของอาจารย์ก็มีเท่ากับเวลาของรัฐบาล ของนักศึกษา นักเรียนนะครับ คือวันละ 24 ชั่วโมง เอาเวลาไปทำเอกสารวันหนึ่ง ๆ 7-8 ชั่วโมง สัปดาห์หนึ่ง ๆ 3-4 วัน แล้วจะเอาเวลาไหนไปใส่ใจเด็กละครับ
    [สุธี]

    ความคิดเห็นที่ 86

    เห็นด้วยที่คิดจะส่งเสริมเยาวชนให้รักชาติ แต่ไม่ควรทำด้วยวิธีบังคับยัดหลักสูตรแล้วสอบเก็บคะแนน ความคิดแบบนั้นมันโบราณไปแล้ว และควรเลิกนโยบายบ้าบอพวกนี้ไปด้วย
    – บังคับเด็กให้เป็นพุทธมามกะเพื่อส่งเสริมศาสนา
    – บังคับให้อ่านหนังสืออ่านนอกเวลาแล้วสอบเก็บคะแนน (บอกตรงๆ ถึงวันนี้แค่ได้ยินชื่อสี่แผ่นดิน, สามชาย, วานิชเวนิส ยังรู้สึกขนลุกจะอ้วก)
    – บังคับเด็กให้ใส่ชุดพื้นบ้าน แต่ทำไมผู้ใหญ่ไม่ใส่บ้างล่ะ เด็กบางคนอายจนไม่อยากไปเรียนในวันศุกร์ที่ต้องใส่ชุดพวกนี้
    [Bell]

    ความคิดเห็นที่ 85

    น่าจะทำมาตั้งนานแล้ว ทุกยุค ทกสมัย ทุกรัฐบาล ถ้าประชากรมีคุณภาพ ประเทศชาติก็มีคุณภาพ วัตถุเจริญ แต่คนเสื่อม ก็ไปไม่รอด เกาหลี,เวียดนามเขามาที่หลังแต่เขากำลังจะแซงหน้าเราเพราะอะไร?
    [กดดัน]

    ความคิดเห็นที่ 81

    แก้ปัญหา..3ระยะ
    1.ระยะสั้น..ภายใน1ปี…เร่งตรวจสอบทางการเงินของผู้ที่ถูกระงับ ถ้าพิสูจน์ที่มาไม่ได้ ก็ยึดเอามาชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น…โยกย้าย,ปลดออกหรือไล่ออกข้าราชการทุกประเภท ที่ไม่ทำอะไรหรือทำไม่เต็มที่ จนเกิดความเสียหาย…นักการเมืองที่มีส่วนร่วมกับ..ผู้ก่อการร้าย จัดการถอดถอน ยุบพรรคไปตามกฎหมาย
    2.ระยะกลาง..1-3ปี…เร่งออกกฎหมายการชุมนุม,ปรับระบบ..ตำรวจใหม่ เช่น ย้ายไปอยู่ก.พานิชย์ เพื่อจับปรับการค้าเอาเปรียบ,ก.คลัง เพื่อไล่จับพวกหนีภาษี หรือหน่วยงานอื่นที่มีการทำผิดแล้วกระทบต่อสังคม=เป็นการกระจายอำนาจ จะได้ไม่..ยิ่งหย่ายยย ให้ตำรวจจริงๆมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยบุคคลและทรัพย์สินของชาวบ้าน จัดการงานซ้ำซ้อนเช่น งานจราจรมีทั้งท้องที่,จราจรกลางและกทม.ดูแล
    3.ระยะยาว..3ปีขึ้นไป…แก้ที่นักการเมืองเช่น กำหนดให้ค่อยๆเป็นนักการเมืองท้องถิ่นก่อนแล้วถึงจะมาเป็นระดับชาติ(ไม่เอาประเภทมีตังแล้วลงเล่นที่ไหนก็ได้),ออกกฎหมาย..จริยธรรมคุณธรรมของนักการเมือง (หาทางเอาคนดีมาเป็นนักการเมืองให้ได้)
    ….ทำจริงๆซะที…บ้านเมือง..ของเรา..ไม่ใช่..บริษัท..ที่หมูหมากาไก่มาเดินเหยียบย่ำได้
    [pumketkao@hotmail.com]

    ความคิดเห็นที่ 78

    ถูกต้อง ที่เราจะต้องปลูกฝังเยาวชนขึ้นมาใหม่ มีค่านิยมที่ถูกต้องถูกควร มีกาลเทศะ รู้จักรากเหง้าความเป็นไทย รู้เท่าทันโลก แต่ไม่ยึดติดวัตถุจนเกินเหตุ มีจริยธรรม มีมุมมองเพื่อส่วนรวม ฯลฯ
    O-O

    ความคิดเห็นที่ 77 +2

    สนับสนุนรัฐบาลเต็มที่ น่าจะเริ่มทำตั้งแต่สมัย คมช.แล้วค่ะ เพียงแต่พวกเค้าใจไม่ถึงพอ เสมือนตีงูให้หลังหัก ประเทศไทยจึงมีวันนี้ แต่ยังไม่สายเกินไป อยากให้รัฐบาลงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ปรับรัฐธรรมนูญและเตรียมความพร้อมของทรัพยากรมนุษย์สำหรับเลือกตั้งคราวหน้าน่าจะอยู่อีกสัก ๔ ปี เพราะถึงเลือกดตั้งไป ก็ปราบกบฏเสื้อแดงไม่ได้ในเร็ววันแน่นอน
    พี่น้องประชาชนยังไม่พร้อมและยังไม่มีความรู้เรื่องประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
    [รัฐบาลมาถูกทางแล้วค่ะ]

    ความคิดเห็นที่ 76 +1

    คนทำชั่วย่อมไม่กลัวกฏหมาย การบังคับใช้กฏหมายต่างหากที่จะหยุดยั้งไม่ให้คนคิดทำชั่ว ตราบใดที่ยังปล่อยให้ตำรวจเผาเมืองลอยนวลอยู่ในสังคม บ้านเมืองไม่มีวันสงบ ช่วงที่อำนาจรัฐเข้มแข็ง บ้านเมืองสงบ ตำรวจสารเลวพวกนี้จะสงบเสงี่ยมเจียมตัว รอคอยจังหวะเหมาะๆ เพื่อออกมาซ้ำเติมทำร้ายชาติ
    [เขียนเสือให้วัวกลัว.!!]

    ความคิดเห็นที่ 72

    ต้องระดมสมองทุกฝ่าย เปิดให้ประชาชนทั่วไปออกความคิดเห็น เช่นเปิด สภาให้ประชาขฃชนเข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็น และตั้งกรรมการที่มาจากประชาชนที่รักชาติ และลงมือทำอย่างจริงจังและรวดเร็ว อีกทั้งต้องแก้กฎหมายให้เด็จขาดมากขึ้น เช่นไม่มีการรอลงอาญา โทษการก่อการร้ายต้องประหาร หรือจำคุกตลอดชีวิต ไม่มีการลดโทษไม่ว่ากรณีใดๆ จะลดโทษได้ต้องติดคุกไปแล้วไม่ตำกว่า 25 ปี และไอ้พวกสิทธิมนุษย์ อย่ามาอ้างอะไรอีก เพราะในประเทศที่เจริญแล้วมันก็ไม่มีการลดโทษอย่างบ้านเรา (บ้านเราเลยมีคนชั่งลอยนวลอยู่มาก)
    [lek]

    ความคิดเห็นที่ 68 +3

    สิ่งที่ต้องรีบแก้ปัญหาก็คือ ทัศนคติอันตรายในวงการครูและตำรวจซึ่งคาดว่ามีถึง 90 เปอร์เซ็น ที่ทำตัวเป็นอีแอบเซาะทำลายสถาบัน ทั้งแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์และจงใจ เร่งมือตรงนี้จะทำให้สังคมสงบขึ้นบ้าง แต่อย่าหวังว่าจะกลับคืนเหมือนเดิมถ้าแม้วยังไม่ตาย
    [พอดูได้]

    ความคิดเห็นที่ 66

    กรองและกำจัดตำรวจเลวของจากระบบ
    เอาตำรวจขันน๊อตเข้าอบรมให้รู้จักหน้าที่และความรับผิดชอบทุกๆ 3 ปี
    ปรับเงินเดือนและสวัสดิการให้ตำรวจสามารถอยู่ได้ ไม่ต้องไปหาเศษหาเลย
    ถ้านายผิดกล้าที่จะจับนาย ดำเนินคดีกับนาย ไม่ใช่หมาไม่กินเนื้อหมา
    [ตำรวจดี นักการเมืองไม่กล้าเลว]

    ความคิดเห็นที่ 65

    คนรุ่นใหม่มีลักษณะอย่างหนึ่งที่ชัดกว่าคนรุ่นก่อน คือกล้าที่จะถามว่าทำไม และไม่โดนล้างสมองง่ายนัก ดังนั้นการจะทำให้คนรุ่นใหม่รักชาติ รักสถาบัน ต้องทำอย่างจริงใจ ไม่อย่างนั้น คุณก็จะได้แค่การแสดงออก แต่ไม่ได้ใจ ซึ่งมันจะเป็นผลไม่ดีในระยะยาว

    ความรักและความเคารพ เหมือนกับความรู้สึกอื่นๆทั่วๆไป ซึ่งบอกให้รู้สึกไม่ได้ ต้องให้เค้ารู้สึกกันเอง
    [..]

    ความคิดเห็นที่ 64

    ปฏิรูปตำรวจเสื้อแดงก่อนอื่นใด ไม่น่าเชื่อที่ตำรวจไทยบางคนไม่จงรักภักดีและคิดล้มสถาบัน
    [บ่อนไก่]

    ความคิดเห็นที่ 62 +2

    ตอนนี้ที่เรารู้เห็นและเป็นห่วง คือ
    1. วิทยุชุมชน ที่เป็นอีแอบแดงที่หาดใหญ่ ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ ก็จะสร้างมวลชนได้อีก อยากให้รัฐบาลออกกฎหมายเรื่องวิทยุชุมชนให้ชัดเจน ไม่ใช่ใครมีเงินนิดหน่อยก็ตั้งได้ (ควรทำอย่างเร่งรีบ)
    2. เรื่องการสอนประวัติศาสตร์ความเป็นมาของบรรพบุรุษและชาติไทย พระราชกรณียกิจต่างๆ ในพระราชวงศ์ จำเป็นอย่างยิ่ง
    3. การมีข้อกำหนดในการสรรหาอาจารย์ในสถาบันศึกษาทุกแห่ง ควรกำหนดให้ชัดเจน ในการเฟ้นหาผู้ที่มีความจงรักภักดีในชาติ ศาสนา และพระมหากษิตริย์ เพราะเคยมีประสบการณ์ ว่าอาจารย์ไปจบอเมริกาปริญญาเอกมา สอนๆ เราไปก็ประชดประชันราชวงศ์ นักศึกษาก็ได้แต่นั่งทำตาปริบๆ ปัจจุบันแกไปสอนที่อเมริกาแทนแล้ว บอกว่าทนอยู่ในเมืองไทยไม่ได้อีกต่อไป โธ่! ถัง อยู่เมืองไทยมาตั้งแต่เกิด จนแก่ ก็มาดจร. ว่าอยู่เมืองไทยไม่ได้แล้ว เมื่อได้คำนำหน้าว่ ดร.
    [OHO]

    ความคิดเห็นที่ 58 +1

    ผมว่าไม่ต้องปลูกฝังแบบยัดเยียดหรอก เพียงแต่นำกรณียกิจมา เผยแพร่ และสำนึกความรักชาติ รวมทั้งประวัติศาสตร์มาให้เรียนเยอะๆ ก็พอแล้ว

    ประเทศไทย มีผู้นำ หรือหัวหน้าเป็นสถาบันมานาน มีลักษณะที่ทำให้ประเทศรวมตัวกัน ดังนั้น ถ้าให้ศึกษาประวัติศาสตร์ เด็กไทยก็จะเห็นความสำคัญเอง

    ดีกว่า มาร้องเพลง ไปวันๆ ถึงวันสำคัญก็ร้องเพลง แต่ไม่มีสำนึกความรักชาติ ร้องอย่างนั้น แล้วก็ไปทำชั่วต่อ ไม่รู้จักเอาคำสั่งสอน ของสถาบัน มาปฏิบัติ
    [จริงไหม]

    – ไม่พอครับ ต้องปลูกฝัง หยั่งรากลึก
    เข้าไปในสมองเลยครับ เอาแบบว่าให้เป็น
    คล้าย ๆ ศาสนา ไปเลย เกิดเป็นคนไทย
    ต้องมีอุดมการ อย่างนี้ จะเป็น คอมมิวนิสต์
    เป็นแบบ แม้ว ไม่ได้ ครับ ถ้าเป็นอย่างอื่น
    ไม่ใช่คนไทย และจะอยู่บน ผืนแผ่นดินไทย
    ไม่ได้ ครับ …………! !
    [kulsiri]

    ความคิดเห็นที่ 56 +4

    ก่อนอื่น ผมเสนอแนะ ไปก่อนเลยครับว่า…
    จะทำอย่างไร ให้ผู้ที่หลงผิดเข้าร่วม ชุมนุมกับ
    พวกเสื้อแดง นั้น ได้สำนึกผิด และเกรงกลัว
    ว่าสิ่งที่ได้กระทำลงไปนั้น เป็นความผิด ซึ่งผม
    ขอเสนอวิธีการดังนี้ครับ คือ……………..
    ให้ สืบเสาะหาว่ามีใครบ้าง ในแต่ละหมู่บ้าน ตำบล
    ว่ามีกี่คน ให้ตำรวจออกหมายเรียกบุคล เหล่านี้
    มาพบ และก็ดำเนินการ ให้เขาได้สำนึกในการกระทำ
    ผิด ที่ผ่านมา และถ้ายังฝืนไปทำอีกจะต้องได้รับโทษ
    ทำประวัติไว้ให้เรียบร้อย ครับ กับคนกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นชาวบ้าน ………….
    ส่วนโครงการระยะยาว ก็ต้อง ปลูกฝัง สำนึก รักในสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยจัดทำเป็นหลักสูตรตั้ง
    แต่ อนุบาล ขึ้นมาเลยครับ โดย ภาพรวม ๆ คือ
    ปลูกฝังความคิด
    ให้คนรัก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
    รัก การปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย
    ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
    ไม่ซื้อสิทธิ์ ไม่ขายเสียง ในการเลือกตั้ง
    ให้เกลียด และประนาม คนที่ โกงเลือกตั้ง
    คนที่ซื้อเสียง คนที่ขายเสียง
    และถ้าใครทำผิด ก็ให้ ได้รับโทษ ตามกฏหมาย
    และถูกรุมประนาม ………………
    โดย ทำเป็นหลักสูตร สอนตั้งแต่ อนุบาล
    ยัน ปริญญาเอก เลยครับ………………..
    โดยเรียกโครง นี้ ว่า “สร้างคนเพื่อ สร้างชาติ”
    แนวคิดนี้ เคยเสนอ ผ่าน ประธานที่ปรึกษา
    พรรค ปชป. มาแล้วครับ………..
    [kulsiri]

    – อันดับแรก ต้องเริ่มที่ข้าราชการทุกกระทรวง ตำรวจมะเขือเทศ ทหารแตงโม

    โดย เปลี่ยนบัตรประจำตัวพนักงาน ให้เป็นบัตรข้าราชการตามเดิม เพราะความหมายมันต่างกันมาก

    บัตรข้าราชการ หมายความว่า เป็นผู้รับใช้ในหลวง ทำให้มีความสำนึกถึงบุญคุณของในหลวงตลอดเวลา

    บัตรพนักงาน หมายถึงลูกจ้าง ไม่มีความสัมพันธ์กับในหลวง

    บัตรพนักงานนี้ถูกนำมาใช้ในสมัย ทักษิณ เป็นนายก
    [หลวง ]

    – คนรุ่น55-65 ปี สมัยเป็นเด็ก ๆเรียน ชั้นประถมศึกษา
    จะต้องเคยเรียน วิชา “หน้าที่พลเมือง และ ศีลธรรม”
    ทุกคน จะสอนเรื่องระบอบประชาธิปไตย อำนาจ ทั้ง 3
    บริหาร ตุลาการ นิติบัญญัติ ..แต่วันนี้เขาเห็นว่า
    ล้าสมัย เขาเลยเอาทิ้งไป…น่าเสียดายนะครับ ..วันนี้
    พวกเสือ้แดง มันจึงเต็มบ้านเต็มเมือง เพราะคน ขาด
    การอบรม ปลูกฝัง ในสิ่ง ที่ควรเป็นไปตาม ครรลอง
    “ถ้าหน้าที่ และศีลธรรมไม่กลับมา” ประเทศเราคง
    ไปไม่รอดแน่ ..
    [kulsiri]

    ความคิดเห็นที่ 50

    ถ้าระบบยุติธรรมของเมืองไทยโดยเฉพาะตำรวจและอัยการยังไม่ได้ถูกยกเครื่องปฏิรูป รับรองหาความสงบในประเทศไทยไม่ได้
    [แน่นอน]

    ความคิดเห็นที่ 47 +3

    แนะนำให้รัฐบาลฟื้นฟูลูกเสือชาวบ้าน แล้วจะเห็นว่าผู้ว่า นายอำเภอคนไหนรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ หรือ เป็นแตงโม

    ลูกเสือชาวบ้านเป็นองค์กรที่มีอยู่แล้ว และใช้ได้ผลแน่นอน…
    ……
    [ฟื้นฟูลูกเสือชาวบ้าน ]

    ความคิดเห็นที่ 40 +1

    เห็นด้วยทุกข้อ
    ขอให้ทำจริง
    โดยเฉพาะย้อนไปดูหลักสูตร
    เน้น วิชา หน้าที่พลเมือง หายไปไหนแล้ว
    อย่ากลัวเรื่องชาตินิยม เป็นสิ่งดี อย่าให้สังคมอ่อนแอ
    ชาตินิยมถ้าใช้ในทางที่ถูกจะทำให้สังคมเข้มแข็ง
    ดูตัวอย่างชาติอื่น เลือกปรับใช้ให้เหมาะกับชาติเรา

    ที่สำคัญ นายก อย่าถอดใจ
    และดูแลเยาวชนให้ดี ให้รักชาติ มีวินัย ไม่ฟุ้งเฟ้อ
    [tata]

    – ควรเพิ่มวิชาประวัติศาสตร์และวิชาศีลธรรมด้วยครับ
    การศึกษาเป็นอย่างทุกวันนี้เป็นเพราะไอ้กล้วยหน้าเหลี่ยม
    คนเดียวที่ต้องการล้างสมองเด็กไทยให้เป็นเด็กคอมฯ….
    (คอมมิวนิสต์)….
    [ข้าแผ่นดิน]

    ความคิดเห็นที่ 39 +57

    .

    ที่สำคัญสุด คือ

    1. จัดการ ตำรวจมะเขือเทศ ให้อยู่หมัดครับ

    ควรเป็นวาระแห่งชาติได้แล้ว ไม่ต้องเกรงใจ

    ใช้ประชาชนเป็นแรงผลักซะ

    ไม่มีโอกาสไหนดีเท่านี้มาก่อน ฉวยไว้ซะ นายก

    2.- ควรสร้างระบบ ตรวจสอบการโกงเลือกตั้งให้ดีกว่านี้

    เช่น ทำเครือข่าย ไม่ขายเสียง 30 ล้านชื่อ ถวายพ่อหลวงในปี 2554 และประนามการซื้อเสียงคือการขายชาติ

    3.- ทหารแตงโม ควรสืบจับตา ให้ดี ลดบทบาท

    ถ้ามีคดีไหน สาวถึง ต้องเชือดครับ

    เอาทหารดี ๆ ขึ้นมาเยอะ ๆ

    .
    [DrKon]

    – ได้เวลาเชือด ตำรวจมะเขือเทศ
    ได้เวลาเชือด ทหารเเตงโม
    บอนไซ ข้าราชการกังฉิน

    โอกาสสุดท้ายของ ปชป. มาถึงเเล้ว …. ไม่คว้าไว้จะเสียใจไปอีกนาน
    [007]

    – อย่าลืมครู เพราะว่าครูสำคัญเป็นพ่อและแม่คนที่ 2 ครูเสื้อแดงมีแยะเหลือเกิน เป็นหัวคะแนนก็มาก สอนเด็กให้เกลียดรัฐบาล ให้ความรู้เกี่ยวกับสถาบันที่ผิด ๆ ดิฉันได้ยินมากับหู ตัวเอง และพ่อแม่ของผู้ปกครอง เด็ก ๆมาเล่าให้ฟังด้วย

    อยากให้มีตัวแทนของรัฐบาลมาสุ่มดูและตรวจครูของเทสบาลโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าแล้ว จะรู้อะไรดี ๆ บอกตรง ๆ เสียดายเงินภาษีที่จ้างไป

    [คนไทยเหลือทน
    jang325@gmail.com]

    ความคิดเห็นที่ 38

    ส่วนหนึ่งของการปลูกจิตสำนึกให้รักชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์แก่เยาวชนคือ ผู้ใหญ่ในครอบครัว
    ส่วนสถาบันการศึกษาก็ควรมีการปลูกฝังให้เด็กๆมีจิตสำนึกรักชาติ เทิดทูนพระมหากษัตริย์ หลานๆเราสวดมนต์ก่อนนอนทุกคืน รักในหลวง รวมทั้งเข้าใจพระราชกรณียกิจและโครงการของในหลวงที่ทำไว้ให้กับประชาชน

    ช่วยๆกันสร้างจิตสำนึกที่ดีให้กับลูกหลานกันเถอะค่ะ จะได้ไม่ตกเป็นเครื่องมือของคนที่คิดไม่ดีต่อชาติ
    [คนไทยรักกัน]

    ความคิดเห็นที่ 35 +2

    ขอเสนออีกสักเรื่องได้ไหม ล้างบางข้าราชการที่ไม่สนองนโยบาย ทั้งฝ่ายปกครอง และสตช ถ้าทำได้ประเทศไทยขับเคลื่อนไปได้อย่างแน่นอน

    จะมัวเกรงใจ สุภาพ มีคุณธรรมสูงต่อไปไม่ได้หรอก ถ้าการจะจัดขบวนการทำงานที่จริงจัง ต้องตัดต้องย้ายใครออกไปนอกเส้นทางบ้างก็ต้องทำ เอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ไม่ได้กลั่นแกล้งใครเป็นการส่วนตัว อธิบายเหตุและผลได้ ถ้าทำสำเร็จ รับรองประเทศไทยจะสะอาดขึ้น น่าอยู่ขึ้น และเจริญแบบก้าวกระโดดได้แน่นอน
    [ส่งเสริมคนดี เด็ดปีกคนชั่ว]

    ความคิดเห็นที่ 29

    กระทรวงศึกษา

    อย่าลืมสอนเด็กๆไปด้วยว่า

    บรรพบุรุษกษัตริย์ท่านสร้างชาติไทยขึ้นมา

    พระองค์ท่านทรงเป็นเจ้าของแผ่นดินไทย

    และการคงไว้ซึ่งสถาบันอันเป็นที่รักของเรา

    จะเป็นการกันมิให้กลุ่มอำนาจใดๆที่ได้เข้ามาบริหารประเทศ

    กระทำการซึ่งจะเป็นการกดขี่ข่มเหงประชาชนตามอำเภอใจกลุ่มของตนเอง ยกตัวอย่างเช่นที่เกิดในพม่า
    [ทรงพระเจริญ]

    ความคิดเห็นที่ 28

    โครงการพระราชดำริเป็นโครงการที่มีประโยชน์ต่อประเทศแน่นอน ไม่ใช่แค่ให้ประชาชนได้เห็นได้รู้ถึงโครงการต่างๆเท่านั้น ภาครัฐต้องหันกลับมาช่วยส่งเสริมและผลักดันโครงการพระราชดำริให้เป็นรูปธรรมมากขึ้นด้วย ไม่ใช่ไม่ให้ความสนใจอย่างจริงจังอย่างที่ทุกรัฐบาลจนถึงรัฐบาลชุดปัจจุบันทำอยู่ แล้วต้องผลักดันนำโครงพระราชดำริเหล่านี้ไปเป็นภาคปฏิบัติให้กับประชาชนด้วย เมื่อประชาชนได้อยู่ดีกินดีอันเนื่องจากประโยชน์ของโครงการพระราชดำริแล้ว ประเทศก็จะมั่นคงด้วย
    [ประเทศไทยร่มเย็นใต้พระบารมี]

    ความคิดเห็นที่ 27 +2

    วิทยุชุมชนต้องไม่เสรีเกินไป จะขอเปิดได้ น่ามีคณะกรรมการรับผิดชอบร่วมอย่างน้อย 3-5อาชีพ จะได้มีคนคอยดูแลแทนรัฐบาล
    [วิทยุชุมชน]

    ความคิดเห็นที่ 23 +86

    ต้องยกเลิกการให้ผู้ใหญ่บ้านและกำนัน มีอำนาจตำแหน่งตลอดชีวิตออกไป ซึ่งเรื่องนี้ควรแก้ไขเพราะเป็นฐานสร้างอำนาจให้พรรคการ
    เมืองอย่างมากที่สุด สมควรให้มีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านและกำนัน
    คราวละ 4-6 ปี ไม่ใช่เป็นอยู่จนตายแล้วเลือกตั้งใหม่
    [สราวุธ]

    – นั่นสิ เห็นด้วย
    กฏหมายเอี้ยไรไม่รุ ให้ผู้ใหญ่กำนันอยู่จนเกษียณ รับเงินเดือนไปเรื่อย ๆ
    งานก็ไม่มีไรมาก รู้สึกตั้งแต่สมัยทักษิณมั้งเนี่ย
    เลิกเหอะ ไม่ต้องกลัวเสียคะแนนหรอกรัฐบาล ทำงานให้หนักเข้าไว้
    คนเขาเลือกเองแหละ
    [yes]

    – ผมเห็นด้วย 4ปีก็สุดจะเอือมระอาแล้ว นี้ล่อกันถึง60ปีถึงหมดวาระ เวรกรรมของชาวบ้าน นายกจะคิดได้เหมือนเราๆคิดหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ เพราะมีท่านเทพคอยเป่ามนต์สะกดทุกวันเลยทำอะไรไม่ถูก
    [พี่หลวงนายหัวครก]

    -ไม่ควรให้มีการเลือกตั้ง เพราะเขาจะใช้อำนาจเถื่อนหรืออิทธิพล ในการรักษาตำแหน่งได้เช่นกัน กำนันในท้องที่นั้นๆส่วนใหญ่จะรวยทำธุรกิจ ข้าราชกาลก็เกรงใจ
    ควรให้สับเปลี่ยนหมุนเวียนไป

    – แถวบ้านเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านแจก1000.00บาท หลานชายเล่าให้ฟัง พวก อบต. อบจ.ก็ตัวดี หัวคะแนนพรรคการเมืองดีๆนี่เอง
    [patama-2509@hotmail.com]

    ความคิดเห็นที่ 22 +4

    แนะทำดีวีดี เกี่ยวกับสถาบัน และบรรพบุรษของไทย
    ขนาดผมแก่ขนาดนี้ ยังลืมและจำไม่หมดเยอะมาก
    และไม่ชอบไปยืนดูนิทรรศกาลกระดาษเป็นแผ่นกว้างๆๆ
    เวลาทำไปโชว์เมืองนอกจนคนต่างชาติรักพระเจ้าอยุ่หัว ทำได้ แต่ทำโชว์คนไทย โดยเฉพาะชาวบ้านให้เข้าใจ ยิ่งน่าทำ
    ****จัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจ ปจว.ขึ้นมา ฟื้นลูกเสือชาวบ้านขึ้นมา 2ภาระกิจนี้ จะชวยสลาบใจคนทั้งประเทศให้หันกลับมารวมตัวกันใหม่ ลงทุนเลย ไม่ศูนย์เปล่าแน่นอน
    [ด่วน]

    ความคิดเห็นที่ 1 +2

    “ อาจให้แกนนําเสื้อแดงที่ถูกลงโทษไปทำงานตามโครงการในพระราชกรณียกิจทั่ว ประเทศ เพื่อจะได้รู้ความจริงและเข้าใจ เมื่อได้รับประสบการณ์ตรง เนื่องจากบางโครงการนั้นค่อนข้างไกลตัว ซึ่งจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนทัศนคติที่ไม่ดีต่อสถาบันพระมหากษตริย์ได้”

    ใช่เลย ไม่ใช่แค่ให้แกนนำแดงดู ต้องให้คนทั้งประเทศดู สิ่งดีๆ มีประโยชน์ต้องเอาออกสาธารณะบ่อยๆ ประชาชนทุกคนช่วยกันเผยแพร่
    [katie]

    – อย่าเลย พวกนี้ทำยังไงก็ไม่สำเหนียก มีแต่พาลจะทำให้โครงการต่าง ๆ มีมลทิน
    [อย่าเล้ย]

    – ต้องจับแกนนำไพร่แดงไปเทียมแอกแทนควาย ไถนาชดใช้กรรมจนกว่าชีวิตจะหาไม่
    [บิ๊กบัง]

    – อันนี้ต้องทำทีหลัง..ต้องทำหลังจากที่พวกเค้าเริ่มเปลี่ยน
    ความคิดแล้ว มันแค่เป็นการตอกย้ำความคิดในแง่ดีเท่านั้น
    แต่มันไม่ใช่จุดเริ่มที่จะให้เค้าเปลี่ยนได้
    พวกนี้ต้องบำบัดในสถานกักกันก่อน ไม่ให้รับรู้ ไม่ให้คิด
    เรื่องการเมือง เรื่องพรรคพวกเสื้อแดงสักระยะ ยาวนาน
    แค่ใหนขึ้นกับพฤติกรรม พอความคิด
    พวกนั้นเรื่มจางหาย ค่อยป้อนเรื่องดีๆเข้าไป น่าจะได้ผลกว่านะ
    [..]

    – อย่าดีกว่า แค่จ้างกลับคนละ 200 ก็อนาถแล้ว

    นี่ถึงกับจะ “สอน” คนที่ไม่ต้องการ “เรียน” เรื่องพวกนี้ก็เหมือน

    “สีซอให้ควา-แดงฟัง” อ่ะ
    [อย่าดีกว่า]

  9. septimus says:

    อรุณสวัสดิ์วันวิสาขบูชาเจ๊าท่านปู่n

    กึ๊ดเติงหาท่านปู่เหมือนกั๋นเจ๊า วันนี้ท่านปู่คงไปทำบุญตี้วัดแม่นก่อเจ๊า

    ^__^

  10. septimus says:

    โอ๊ย….โอ๊ย…คุณcumpreramหลายอย่างหลายเงื่อน หนักๆทั้งนั้น แต่ก็ต้องเข็นเอ้ยทำนะคะ

    อรุณสวัสดิ์วันวิสาขบูชาค่า

    ^__^

  11. septimus says:

    “สู่ศตวรรษใหม่” เราจะไปทางไหนกันดี?
    เปลว สีเงิน26 พฤษภาคม 2553 – 00:00

    เห็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเป็น “บ้านเมืองของเรา” จากหนุ่ม-สาวคนรุ่นใหม่ผ่าน FB แล้ว ผมก็แอบดีใจ อย่างนี้บ้านเมืองเราไปรอด และไปรุ่งแน่นอน
    เอาเป็นว่า ในขั้นตอนแรกนี้ เราหยั่งเสียงในหัวข้อใหญ่อย่างเดียวก่อนว่า “สร้างกรุงเทพฯ แห่งใหม่” พูดง่ายๆ คือ “ย้ายเมืองหลวง” ไปสร้างในที่แห่งใหม่ดีมั้ย? เท่านี้ก่อน
    ส่วนย้ายไปสร้างที่ไหน สร้างแล้วมันจะกินกันบรรลัย และควรเอาอะไร-ต่ออะไรไปไว้ที่เมืองใหม่นี้บ้าง นั่นเป็นรายละเอียดอีกยาวไกลครับ ต้องไปถึงจุดนั้นแน่ แต่ยังไม่ใช่ในขั้นตอนนี้ เฉพาะตอนนี้เอาแค่มติแรกก่อนว่า…ควรย้ายไปสร้างเมืองใหม่ หรือไม่ควร?
    หลายท่านเดาเจตนาผมว่า คงต้องการ “ย้ายเมืองหนีปัญหา” ม็อบการเมือง ความจริงไม่ใช่หรอกครับ ถ้าท่านพลิกๆ อ่านที่ผมเขียน-คุยมาตลอดจะพบว่า ผมเสนอ “สร้างเมืองใหม่” มาหลายครั้งแล้ว
    เจตนาก็คือ “ครอบครัวประเทศไทย” เติบโตด้วยสมาชิกกว่า ๖๐ ล้านคน และจะถึง ๑๐๐ ล้านคนในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า ยังไม่รวมพลเมืองแฝงจากชาติต่างๆ อีกหลายสิบล้านคน นั่นคือ…..
    กรุงเทพฯ เล็ก คับแคบ และแก่ชรากว่า ๒๒๘ ปีแล้ว ไม่สามารถให้คนทั้ง ๖๐ กว่าล้านคนนั้น เข้ามาอยู่ เข้ามาทำงาน เข้ามาเรียน เข้ามาตั้งถิ่นฐาน เข้ามาตั้งโรงงาน เข้ามาประกอบธุรกิจการค้า เข้ามาแสวงหาโอกาสที่ดีกว่าของชีวิตในรูปแบบต่างๆ ได้อีกแล้ว
    เหมือนคอนโดฯ ๓๐ ตารางเมตร เคยอยู่กัน ๒ คนผัว-เมียก็สบายดี มีลูก ๑ คนก็ยังพอไหว แต่มีลูก ๕ คน แถมลูกแต่งงาน และมีหลานออกมาอีกเป็นสิบๆ
    ๓๐ ตารางเมตร ไม่ใช่ “บ้านคือวิมานของเรา” อีกต่อไปแล้วครับ มันกลายเป็น “นรกลอยฟ้า” ดีๆ นี่เอง!
    การแยกศูนย์กลางบริหาร ศูนย์กลางราชการไปไว้ที่หนึ่ง และแยกศูนย์การค้า ธุรกิจ-ติดต่อ-ท่องเที่ยวไปไว้ที่หนึ่ง และศูนย์ธุรกิจอุตสาหกรรมอีกที่หนึ่ง ผมก็ว่าเมืองไทยเรา “โตแบบไม่มีพิมพ์เขียว” มานาน มันถึงเวลาที่ต้อง “จัดระเบียบ” ด้วยการขอคืนพื้นที่บ้าง กระชับพื้นที่บ้าง เปิดพื้นที่ใหม่บ้าง
    โดยใช้ปัญหา-อุปสรรคจาก “โตไร้แบบแผน” นั้นเป็นตัวอย่างเพื่อการวางผัง-วางแบบเป็นพิมพ์เขียว “สร้างเมืองใหม่” โดยคำนึงถึงระบบโลจิสติกส์ และระบบคมนาคมเชื่อมต่อเมืองระหว่างเมืองถึงกัน ดีกว่าเห็นรถติดตรงไหนก็ “ขุดทำรถไฟใต้ดิน” วนอยู่แต่ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล จนแผ่นดินใต้กรุงเทพฯ พรุนไปหมดแล้ว!
    พูดกันถึงอนาคต ต่อไปนี้ ใครจะพูดแต่เฉพาะประเทศตัวเองประเทศเดียวไม่ได้แล้ว ต้องมองในความเป็นหนึ่งบนความคล้ายคลึงกันเพื่ออยู่ร่วมแบบ “แบ่งกันอยู่-ร่วมกันรวย” อย่างไทยเรา จะโด่เด่แค่ไทยไปไม่รอด จะมองรวมกลุ่มอาเซียนเป็นหนึ่ง นั่นก็ยาก เพราะในความเป็นอาเซียน ยังมีความแตกต่างทางลัทธิ-ศาสนา-ขนบธรรมเนียม-ประเพณี ที่ยากจะรวมกันได้จริงๆ
    แต่ถ้ามองดูใน “กลุ่มอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง” ๖ ประเทศ อันประกอบด้วย ไทย-ลาว-เขมร-ญวน-พม่า และจีนตอนใต้ คือแถวๆ ๑๒ ปันนา คุณหมิงนั่นแหละ เราจะเห็นชัดเลยว่า ทั้งการสืบสาย และทั้งศิลปะ-วัฒนธรรม-ขนบธรรมเนียม ประเพณี ศาสนา กระทั่งภาษา และการกิน การอยู่ รวมถึงทัศนคติ
    เหมือนกันหมด!
    ตรงนี้แหละคือจุด “ปฏิวัติประเทศไทย” สู่สังคมศตวรรษใหม่แท้จริง ๖ ประเทศจะต้องรวมกันเป็นหนึ่งในด้านเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยว-การขนส่ง เพราะ ๖ ประเทศคุมประตูเชื่อมโลกอันเป็นยุทธศาสตร์ทางทะเลทั้งหมด ไม่ว่าอ่าวไทย อ่าวอันดามัน เชื่อมมหาสมุทรแปซิฟิกเข้ากับมหาสมุทรอินเดีย!!!
    ๖ ประเทศนี่แหละจะเป็น “จ้าวแห่งบูรพา” ตัวจริง เพราะนอกจากคุมยุทธศาสตร์ทางทะเลแล้ว ภูมิศาสตร์พื้นที่แต่ละประเทศ ธรรมชาติยังกำหนดให้เป็น “พื้นที่อาหารแห่งโลก” และน่าอยู่อาศัย
    ด้วยร้อนพอดี-เย็นพอดี-น้ำพอดี-แสงอาทิตย์-แร่ธาตุ-พลังงานเหลือเฟือ ซึ่งทั้งหมดผสมลงตัวเป็น ” ความสมดุล” อันหาที่ไหนในโลกไม่มีอีกแล้ว นอกจากที่นี่…ที่ ๖ ประเทศกลุ่มอนุภาคลุ่มน้ำโขงนี้เท่านั้น!
    เราลองหลับตานึกดูซิ ซื้อตั๋วเครื่องบิน หรือรถไฟจากที่ไหนก็ได้ใน ๖ ประเทศ สามารถหิ้วกระเป๋าไปถึงกันได้หมดเหมือนจากจังหวัดหนึ่งไปอีกจังหวัดหนึ่ง แล้วกลุ่ม ๖ ประเทศนี้จะร่ำรวย สุข-สนุกสนาน และคลาคล่ำไปด้วยผู้คนหลากหลายจากทั่วทุกมุมโลกขนาดไหน!?
    ใครจะเป็นผู้นำที่เรียกว่า “ปฏิวัติสู่สังคมใหม่” ต้องไปถึงจุดนี้ให้ได้ ไม่อย่างนั้นยังไม่เรียกว่า “ผู้นำ” สู้ทักษิณไม่ได้ ตอนนี้ความระยำนำตัวเองไปถึงระดับ “ผู้ก่อการร้าย” ระดับโลกไปแล้ว!
    เมื่อวาน (๒๕ พ.ค.๕๓) ผมฟังข่าวแว่วๆ วุฒิสมาชิกสหรัฐลงมติเป็นเอกฉันท์ สนับสนุนแผนปรองดองของท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ พูดชัดๆ ก็คือ สหรัฐแสดงท่าทีสนับสนุนรัฐบาลอภิสิทธิ์ต่อไป พร้อมประณามการก่อการร้ายของพวกเสื้อแดง
    ผมยกมาพูดเพราะสะดุดใน “แผนปรองดอง” ที่สหรัฐสนับสนุนนั่นแหละ เจตนานายกฯ อภิสิทธิ์นั้นดีแน่ แต่ ๑ ในแผนปรองดองที่จะใช้นโยบาย “รัฐสวัสดิการ” นั้น ผมอยากให้ใคร่ครวญให้รอบคอบ การให้เด็กเรียนฟรีไม่เป็นปัญหา แต่ที่รัฐจะจ่ายเงินเลี้ยงดูคนแก่นั้น…มีปัญหาแน่
    ก่อนจะเกิดคำว่า “รัฐสวัสดิการ” ควรต้องดูระบบและฐาน “การจัดเก็บ-การเสียภาษี” ให้ดีก่อน อย่าไปคิดแค่ว่า…นี่คือการพลิกแพลงจาก “เงินแจก” สมัยทักษิณไปเป็นการแจกในรูป “สวัสดิการ” สมัยอภิสิทธิ์
    และประเด็นใหญ่ที่มองข้าม ผมอยากถามว่า “ดูสำมะโนประชากรศาสตร์” แล้วหรือยัง ถ้าดู…จะเห็นชัดเจนว่า ถ้าไม่แก้ไข ประเทศไทยเราต้องถูก “แรงงานต่างชาติ” ยึดประเทศแน่นอน!
    เพราะอะไรน่ะหรือ….ก็เพราะอัตราส่วนระหว่าง คนเกิดอันเป็นวัยเด็ก กับคนเติบโตอันเป็นวัยทำงาน กับคนเกษียณจากการทำงานสู่วัยคนแก่ มันเกิดช่องว่างด้วยอัตราส่วนที่ห่างกันจนน่าใจหาย ทุกวันนี้เราเพาะทรัพยากรบุคคลให้เกิดน้อยมาก ที่ยังเก็บภาษีได้อยู่ เพราะวัยทำงานมีตัวเลขสูง
    แต่ในขณะที่วัยเด็กมีจำนวนน้อย ไปโตอยู่ในวัยทำงานมาก เมื่อเหลียวดูคนในวัยชรา เห็นแล้วน่าตกใจ คนวัยทำงานไหลไปเพิ่มอยู่ในจำนวน “คนวัยชรา” ชนิดโป่งพองทุกปี และอนาคต ๑๐-๒๐-๓๐ ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเป็นประเทศ “หัวโต” แต่แขนขา และลำตัวลีบ!
    วันทำงานแทบไม่มี เกิดน้อยแล้ว ที่เกิดก็ขาดช่วง และโตไม่ทันรุ่นต่อรุ่น แถมส่วนใหญ่จะโตแบบ “ขาดคุณภาพ” มีภูมิภาคเดียวในโลกที่ “สมดุล” ระหว่างคน ๓ รุ่น คือ รุ่นเด็ก-รุ่นทำงาน-รุ่นชรา คือที่แอฟริกาใต้ อนาคตเขาจะแข็งแกร่งมาก
    คุณอภิสิทธิ์จะปรองดองก็ปรองดองไป แต่ในความเห็นผม “จุดแข็ง-จุดโต” ของประเทศไทยอยู่ที่ “เกษตร” และ “อุตสาหกรรมเกษตรสร้างมูลค่าเพิ่มจากการแปรรูป
    และการนำประเทศไปให้ถึงระบบเกษตร ต้องยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หรือที่รู้จัก “ด้วยเข้าใจ” กันไปแล้วทั่วโลกในคำว่า Sufficiency Economy ของ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เป็นกุญแจไข
    ไม่ใช่เพราะเป็นปรัชญาของ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” จึงดี จึงยกย่องกัน หากแต่นำไปใช้แล้ว ทดลองแล้ว ปฏิบัติตามแล้ว ปรากฏว่า “ได้ผล” พลิกจากอดอยาก มาเป็นมีกิน, พลิกจากมีกิน มาเป็นมีขาย-มีเก็บ, พลิกจากมีขาย-มีเก็บ มาเป็นมีร่ำ-มีรวย และมีแจกเพื่อนบ้าน
    เพราะจริงเป็นที่ประจักษ์แล้ว ทั่วโลกจึงยอมรับ ไม่ใช่ยอมรับเพราะเห็นเป็นของ “ในหลวง”!
    ดูหนังในจอโทรทัศน์เห็นแล้วใช่มั้ย คุณลุง มะกรูด มะนาว มะพร้าว ส้มโอ ปลูกเอง ทำเอง กินเอง เป็นนายกฯ เองนั่นปะไร เพราะน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ ท่านจึงกลายเป็น “นายกฯ ตั้งเอง” ที่ยิ่งใหญ่ โดยที่ไม่มีใครไม่ซูฮก-ยกนิ้วให้
    เอาละ…วันนี้ไม่จบหรอก แต่อยากจะบอกส่งท้าย ผมก็นิยมแดง แต่ไม่ใช่ “แดงเผาบ้าน-เผาเมือง” แนวทางคอมมิวนิสต์นั้น หลายอย่างดี-ควรนำมาปรับใช้ในการ “แก้ปัญหาความยากจน” อันมาจากฐานะ-โอกาสที่ไม่ทัดเทียมกันในสังคมเกษตร ทั่วโลกพิสูจน์แล้ว ความยากจนในสังคมเกษตร ใช้ระบบ “ทุนนิยม” แก้ไม่สำเร็จ ต้องใช้ระบบ “สังคมนิยม” สามัคคี-มีแบ่งปัน เท่านั้นจึงแก้ได้ ฉะนั้น ในเมื่อประเทศไทยเป็น “สังคมเกษตร”
    เราต้องออกแแบบ “สังคมธิปไตย” ใช้แทน ซึ่งพิสูจน์แล้ว ๗๘ ปี ไทยจมปลักอยู่แต่ใน “แอ่งตีน” ประชาธิปไตยฝรั่ง…ไปไม่ถึงฝั่งซักที!

  12. septimus says:

    “ฟื้นฟูประเทศ” วาระคนไทยทั้งชาติ
    • บทบรรณาธิการ
    24 พฤษภาคม 2553 – 00:00
    ความเคลื่อนไหวของทุกภาคส่วนในการสนับสนุน ส่งเสริมให้รัฐบาลคืนความเชื่อมั่นแก่สังคมไทย ตลอดจนสังคมโลก หลังเหตุการณ์วิกฤติเผาบ้านเผาเมืองสงบลงเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2553 นับว่ามีนัยสำคัญบ่งบอกได้อย่างดีแล้วว่า ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่คาดหวังว่า แผนการปรองดองแห่งชาติรวมทั้งนโยบายการฟื้นฟูประเทศโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจปฏิเสธอีกต่อไป
    ความสูญเสียที่เกิดจากการชุมนุมของคนเสื้อแดงโดยการนำของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ว่ามี “ทักษิณ ชินวัตร” อยู่เบื้องหลัง อาจจะสามารถประเมินค่าความเสียหายได้จากตัวตึก อาคาร สถานที่ และทรัพย์สินต่างๆ ได้ แต่ความสูญเสียในความรู้สึกและจิตใจของคนไทย สูญสิ้นความมั่นใจ และความภาคภูมิใจต่อการเป็นพลเมืองในดินแดนสยามเมืองยิ้ม โดยเฉพาะคนที่ต้องตกอยู่ในภาวะตื่นตกใจ เพราะเป็นประชากรในพื้นที่อันตรายนั้น คงไม่อาจจะนับเป็นตัวเลขได้ ฉะนั้น วิธีการ แนวทาง นโยบายใดๆ ก็ตาม ที่สามารถเรียกคืนศักดิ์ศรีความเป็นคนไทยที่รักสงบ และมีน้ำใจไมตรี เป็นที่กล่าวขานของชาวโลกได้นั้น ไม่ว่าคนไทยจิตใจสีไหนก็ย่อมอยากเห็นและอยากให้เป็นโดยเร็วที่สุด
    แผนความปรองดองแห่งชาติ 5 ข้อ อันประกอบด้วย ข้อ 1.เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ข้อ 2.ปฏิรูปประเทศอย่างรอบด้าน ทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำ เรื่องการถูกรังแกจากผู้มีอำนาจ ความไม่เป็นธรรมในสังคม และปัญหาเรื่องสวัสดิการสังคม รวมถึงปัญหาอื่นๆ ข้อ 3.ระบบสื่อสารมวลชน ขอให้สื่อทำหน้าที่ที่ไม่สร้างความรุนแรงและไม่สร้างความเกลียดชัง ข้อ 4.ตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ต่างๆ จากความสูญเสียในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่มีการชุมนุมวันที่ 14 มี.ค.ที่ผ่านมา และ ข้อ 5.ปฏิรูปการเมืองและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
    จนถึงวันนี้ ดูเหมือนจะไม่น่าสนใจและน่าติดตามตรวจสอบเท่ากับสาระสำคัญที่นายกรัฐมนตรีประกาศต่อหน้าคนไทยทั้งประเทศว่า “เวลานี้ทุกคนต้องเข้าสู่กระบวนการของการฟื้นฟู ตึกรามบ้านช่อง อาคารต่างๆ และที่สำคัญที่สุดคือ การฟื้นฟูจิตใจ และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของบ้านเมืองที่จะต้องเกิดขึ้นต่อไป ส่วนการดำเนินคดี การดำเนินการตามกฏหมายกับผู้ซึ่งกระทำความผิดและมีโทษร้ายแรงในข้อหาต่างๆ นั้น ก็จะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ต่อเนื่อง เด็ดขาด โดยให้ความเป็นธรรมกับทุกๆ ฝ่าย การฟื้นฟูประเทศ ฟื้นฟูจิตใจของประชาชนในระยะยาว ในแผนปรองดองประกอบด้วย 5 ข้อ แผนดังกล่าวก็ยังเป็นเจตนารมณ์สำคัญที่รัฐบาลยังยึดถืออยู่ แต่ที่จะต้องเพิ่มเติมเข้าไปก็จะเป็นในส่วนของการฟื้นฟูในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นในด้านจิตใจ สังคม เศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งในเรื่องของการเมือง เน้นเรื่องของการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนทุกฝ่าย ที่จะช่วยกันทำให้บ้านเมืองกลับสู่ความสงบสุข และทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยนั้นกลับมาเป็นหนึ่งเดียว มีความสมัครสมานสามัคคี”
    คำประกาศของนายกฯ ข้างต้น พร้อมกับเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกคนทุกกลุ่มมาช่วยกันออกแบบ ช่วยกันสร้าง ลงแรง ลงใจ ทำให้บ้านเมืองกลับมาเป็นบ้านที่น่าอยู่เหมือนเดิม โดยระบุว่ากระบวนการนี้จะเริ่มต้นนับตั้งแต่นาทีนี้นั้น เสมือนเป็นสัญญาประชาคมที่ขณะนี้คนไทยทั้งชาติต้องจับตามองเพราะทุกคนได้ประจักษ์แจ้งแล้วว่า ท่ามกลางการชุมนุมที่ยุติลงไปนั้น ยังปรากฏความคุกรุ่นของความแค้นและไม่พอใจระบายอยู่ทั่วสังคมไทย สอดคล้องกับที่มีการพิเคราะห์พิจารณ์ว่า การชุมนุมยุติแต่การต่อสู้ยังไม่ยุติ
    มาตรการการฟื้นฟูประเทศจึงไม่ใช่เพียงแค่ฟื้นฟูซากปรักหักพัง อาคาร สถานที่ ถนนสายต่างๆ ให้มีชีวิตคืนสู่ปกติเท่านั้น แต่ย่อมหมายถึงฟื้นฟูสุขภาวะในจิตใจของคนไทยทั้งชาติ ซึ่งโจทย์สำคัญคือความรู้สึกแบ่งแยกแตกต่างที่ไม่เพียงรัฐบาลเท่านั้นที่จะต้องแก้สมการปัญหานี้ให้ได้ แต่ทุกคนในสังคมไทยต้องยอมรับว่า ความเหลื่อมล้ำ ความเป็นสองมาตรฐานที่เป็นประเด็นการต่อสู้ของม็อบเสื้อแดงในครั้งนี้ เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกฝ่ายที่ต้องช่วยทำการบ้านด้วยไม่มากก็น้อย
    คนไทยทุกคนต้องมีจิตสำนึกร่วมว่า อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในการเกิดมาเป็นคน ศีลธรรม จริยธรรม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ หรือประชาธิปไตย คนไทยพึงต้องเรียนรู้ทำความเข้าใจว่า การชุมนุมเพื่อเรียกร้องสิทธิใดๆ ของผู้รักสันติ สงบ อหิงสา มีเส้นแบ่งที่เหมือนและแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของการชุมนุมที่มีการจัดตั้งโดยกลุ่มทุนสามานย์ พร้อมยังมีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายเป็นผู้หนุนหลัง มิเช่นนั้น ความฉิบหายอันเกิดจากความไม่รู้ไม่เข้าใจและเห็นแก่ตัวก็จะเป็นวงจรอุบาทว์กลับมาสร้างวิกฤติให้กับประเทศอย่างไม่รู้จบ
    บทเรียนความเจ็บปวดจากคนไทยเข่นฆ่ากันเอง เพราะความแปลกแยกทางความคิด และความรู้ความเข้าใจที่แตกต่างกัน ทำให้สังคมไทยได้เห็นและพิสูจน์กับตาแล้วว่า ลำพังมาตรการความมั่นคงซึ่งใช้กำลังและอาวุธเป็นธงนำหน้านั้น ไม่อาจจะสามารถเอาชนะการก่อการร้ายหรือผู้ต่อต้านอำนาจรัฐได้ แม้กระทั่งมาตรการทางการเมือง ก็แก้ไขวิกฤติอันรุนแรงได้ยาก เพราะความเห็นแก่ตัวและขาดความเสียสละของบุคคลที่เกี่ยวข้อง

    ดังนั้น การฟื้นฟูประเทศจะบรรลุเป้าหมายคืนความสุขสู่สังคมไทยได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่คนไทยทุกคนต้องร่วมกันทำ ร่วมกันเป็นเจ้าภาพ โดยเริ่มจากครอบครัว ชุมชน โรงเรียน องค์กร สถาบัน จนเป็นเครือข่ายที่มีจิตสำนึกรักประเทศบ้านเกิดขยายวงกว้างออกไปเป็นลูกโซ่ จนปิดประตูมิให้คนนอกเข้ามาแทรกแซง และเงินไม่สามารถมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของทุกคนในสังคมอีกต่อไป อย่างน้อยที่สุด รัฐบาลนั่นแหละต้องทำให้ดูเป็นตัวอย่างนำร่อง ฯพณฯ จะจัดการฟื้นฟูทหารแตงโมและตำรวจมะเขือเทศให้เป็นรั้วของชาติและผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริงได้อย่างไร.

  13. septimus says:

    “การทหาร-ทหารเมือง” ต้องนำบ้านเมืองอีกครั้ง?
    • เปลว สีเงิน
    24 พฤษภาคม 2553 – 00:00


    ชมรมจิตอาสา ชาว FB นี่นอกจากน่ารักแล้ว ยังทำหน้าที่ “แกนสังคมคนรุ่นใหม่” ได้อย่างมีความหมายมาก เมื่อวันอาทิตย์ ทาง กทม.ของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ท่านจัด บิ๊ก คลีนนิ่ง เดย์ ขึ้น คือระดมเจ้าหน้าที่ กทม.มาล้างคราบเสนียดเมือง
    กับซากบัดซบที่ “กบฏทักษิณ” มนุษย์ทรามทิ้งไว้ให้ ลำพัง กทม.ทำได้ แต่คงต้องใช้เวลานานหลายวัน แต่ปรากฏว่า ในความสูญเสียร่วมกันของคนไทยทั้งประเทศนี้ มีพี่น้องร่วมชาติพกความเจ็บปวดที่ต้อง “เอาชนะร่วมกัน” รวมทั้งชมรมจิตอาสา และหนุ่ม-สาวชาว FB ได้นัดแนะรวมใจกันออกมาเป็น “มหาประชาสังคม”
    “เช็ดคราบน้ำตา” ให้เมืองกรุง!
    ชาติบ้านเมืองเราคือ “มรดกบรรพบุรุษ” ที่พินัยกรรมระบุไว้ คนไทยทุกคนคือผู้ได้รับผลประโยชน์ เมื่อเห็นหนุ่ม-สาว “คนรุ่นใหม่” ยามมีภัยมา กลับรวมตัว รวมใจสามัคคีทำหน้าที่ ทั้งต่อต้าน ยอมสละทั้งสุข และทั้งชีวิตตัวเองด้วยความหมาย “ถึงตัวไม่อยู่-ชาติต้องอยู่” เช่นนี้
    เห็นที “เฒ่าสยาม” ทั้งหลาย คงตายตาหลับ!
    หนุ่มสาว-เฒ่าแก่ทั้งหลายเอ๋ย…จงมองข้างหน้า อย่าอาลัยหลังจนเกินเหตุ จงใช้สิ่งที่เสียเป็นพลังกระตุ้นจิตรัก จิตอภัยให้กัน สร้าง “สังคมใหม่” ด้วยบทเรียนอภัยจากใจนั้น ผมสังเกตว่า พวกเราทั้งหลายขณะนี้ พกความคับแค้น ขึ้งเครียด เอาไว้มาก ซึ่งผมเข้าใจ และผมก็ไม่ต่างไปจากท่าน แต่ผมอยากให้ความคิดไว้อย่างหนึ่งว่า
    สำหรับสิ่งที่ “ตัดไม่ตาย-ขายไม่ขาด” ยังไงๆ ก็ต้องอยู่ “ร่วมชาติ-ร่วมแผ่นดิน” เราก็ต้อง “ตัดแค้น-ตัดอาฆาต” พลิกจากศัตรูให้มาอยู่ฉันมิตร-ฉันญาติ
    เหมือนกติกาในวงนักเลง คนไหนที่ฆ่าไม่ได้ ก็ต้องผูกใจไว้เป็นพวก!
    กับงาน “สร้างสังคมใหม่” ซึ่งเป็นงานใหญ่ ใครฝ่ายเดียว จะกองทัพ หรือรัฐบาลโดยลำพังก็สร้างไม่ได้ จะต้อง “มหาประชาสังคม” เท่านั้น
    และมหาประชาสังคมวันนี้ พวกท่าน…หนุ่ม-สาว ในความหมาย “คนรุ่นใหม่” เท่านั้น จะให้ไฟ ให้พลัง ให้ความหวังกับประเทศชาติผ่าน “สังคมใหม่” ได้สำเร็จ
    และเคล็ดลับสู่ความสำเร็จคือ “งานใหญ่-อย่าหยุมหยิมกับเรื่องย่อย”!
    ไม่เช่นนั้น ความหยุมหยิมกับเรื่องย่อยจะทำให้เหมือนมดติดก้อนน้ำตาล เดินไม่ผ่านทะลุไปถึงแหล่งผลิต!!!
    กะแค่ตำรวจเอาตัวหัวโจกขบวนการก่อการร้าย “กบฏทักษิณ” ไปควบคุม โดยปล่อยงับโอโซนชายทะเลอยู่ในบ้านพักค่ายนเรศวร แค่ท้วงติงว่า “ประชาชนจับตาท่านตลอดเวลานะ…คุณตำรวจ” แค่นี้ก็พอแล้ว ไม่ต้องจิกกัดต่อเนื่องยาวนาน หันไปเพ่งเล็งงานใหญ่ดีกว่าว่า เมื่อ ๑…ผ่านไป
    อภิสิทธิ์-กองทัพ จะผ่าน ๒-๓-๔-๕ ไปจนถึงจุดศานติสุขแห่งชาติ คือ ๑๐ ด้วยรูปแบบไหน วิธีการไหน ในเมื่อ “ปัญหาสังคมชาติ” อันเป็นโจทย์วันนี้ มันเป็นปัญหาใหม่-โจทย์ใหม่ ที่จะใช้เครื่องมือ และกลไกกฎหมาย-การบริหารแบบเดิมๆ ที่ผ่านมา อันเป็น “ภาวะปกติ” ไม่ได้แล้ว!
    ตำรวจนั้น ถึงแม้มหาประชาสังคมวันนี้จะบอกว่า “ขอได้รับความเกลียดชังจากประชาชนด้วยจริงใจ” เพราะประจักษ์ชัดแล้วว่า ที่ผ่านมา ทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด นอกจากเป็นที่พึ่ง และทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ให้ชาวบ้านไม่ได้ยามมีภัย ตรงกันข้าม ตำรวจบางส่วนนั่นแหละ
    ทำหน้าที่ เป็นทั้งสาย-ทั้งเป็นใจ ให้โจร “ปล้นบ้าน-เผาเมือง”!?
    แต่ก็เห็นใจเขาเถอะ เขาไม่ได้เป็นเช่นนั้นโดยสันดาน และไม่มีเจตนาถึงขั้น “เปลี่ยนระบอบ-ล้มสถาบัน” เพียงแต่ สิ่งที่เขาเคยได้กิน-ได้อยู่ และได้เอาอำนาจไปฉีกเนื้อกิน ในสมัยทักษิณ “โกงแผ่นดิน” แล้วเจียดเป็นงบฯ มาแจกจ่ายจากเงินหวยบนดิน ๒ ตัว ๓ ตัวให้นั้น
    เมื่อสิ้นทักษิณ ไม่มีเงินบาปจากการปล้นคน-ปล้นแผ่นดินมาแจกจ่าย ตำรวจระดับล่างๆ ซึ่งใช้ตำแหน่งหากินได้ไม่มากเท่าระดับใหญ่ๆ รวมถึงครอบครัว จึงเกิดปฏิกิริยาเหมือนคนทั่วไป อะไรที่เคยได้ เมื่อไม่ได้ มันก็ต้องเล่นบท “ตะกายฝา” โหยหาแต่…ทักษิณ…ทักษิณ …คนโกงแผ่นดิน
    แล้วเอาส่วนขี้มายีหัวบางตำรวจให้หลง!
    ตำรวจนั้น เราตัดไม่ตาย-ขายไม่ขาด ฉะนั้น ต้องมองเขาด้วยความเข้าใจ เหมือนพี่น้องปลายรากบางส่วน คาถาแก้การโกรธเป็นนิสัย คือการให้เมตตา คาถาแก้คนหลงผิด คือการให้อภัย….นี่คือ “กฎใจ-คุณธรรม”
    แต่ถ้าอภัยแล้วยังดีไม่ได้ และไม่สำนึก
    ถึงขั้นตาย……
    “ตาย…ก็ต้องให้ตาย”!
    จะไปปรองดองกับโจรก่อการร้าย ร้ายถึงขั้น “เผาบ้าน-ปล้นเมือง, ล้มสถาบัน-เปลี่ยนระบอบ” ไม่ได้ “การุณยฆาต” สถานเดียวที่ “เนื้อร้ายสังคม” ประเภทนี้ต้องได้รับ
    นีคือกฎหมาย-กฎเมือง!
    ผมขอย้ำว่า ปลายมิถุนา-กรกฎา-สิงหา นี้ ปัญหาโจรก่อการร้าย “กบฏทักษิณ” จะเวียนกลับมาก่อภัยให้แผ่นดินอีก และนี่คือสิ่งที่ผมจะบอกว่า นับจาก ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ที่เกิดเหตุการณ์ “ขวาพิฆาตซ้าย” ฝากไว้เป็นรอยในประวัติศาสตร์
    ๓๔ ปีผ่านมาแล้ว ณ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๓ ครบรอบตามวัฏฏะดาวเสาร์ ครั้งนี้ไม่ใช่ “ขวาพิฆาตซ้าย” หากแต่เป็น “ซ้ายพิฆาตขวา” คือพวกกบฏแดงเป็นฝ่ายฆ่าทหาร ฆ่าประชาชน
    และเมื่อดาวเสาร์-ดาวพฤหัสบดี และดาวมฤตยู อันเป็นคู่ดาวแห่ง “การเปลี่ยนแปลงใหญ่” ชนิดฉับพลันเหนือคาดหมายเล็งกันเช่นนี้ จะพูดให้เห็นภาพ ยุค ๑๔ ตุลา ๑๖ ถึงยุค ๖ ตุลา ๑๙ เรื่อยมาถึงยุคพลเอกเกรียงศักดิ์ และพลเอกเปรม นั่นเป็นยุคภัยจากลัทธิคอมมิวนิสต์แทรกซึมชาติ ทหารจึงเป็นส่วนผสมการเมืองในการบริหารราชการแผ่นดิน
    จนกระทั่งยุคพลเอกชาติชาย ภัยลัทธิหมดไป นโยบาย “แปลงสนามรบเป็นสนามการค้า” จึงถูกนำมาใช้แทนเรื่อยมา จาก ๒๕๓๐ จนถึง ๒๕๔๔ ที่แต่ละรัฐบาลใช้นโยบาย “การเมืองนำการทหาร”
    แต่นับจากปี พ.ศ.๒๕๔๔ ที่ทักษิณครอบงำอำนาจบริหารประเทศในฐานะนายกฯ “ภัยลัทธิ” รูปแบบใหม่ จากการผสมพันธุ์ระหว่าง “ซ้ายละเมอ” กับขวาเหิมเกริม “คิดใหม่-ทำใหม่” ค่อยๆ ฟักตัวเติบใหญ่ขึ้นมาเรื่อยๆ บนเป้าหมาย “ล้มสถาบัน-เปลี่ยนระบบ” อำนาจรวมศูนย์ทักษิณ!
    กลยุทธ์-กลวิธีเดินไปสู่เป้าหมาย หลักใหญ่ที่เห็นไม่มีอะไรมาก ยึดกรรมาชน ชาวไร่-ชาวนา คนยากคนจน ตั้งเป็นฐาน เหมือนเมื่อครั้งลัทธคอมมิวนิสต์เข้ามาไทยครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๓ ไม่ผิดเพี้ยน แต่แดงสยามครั้งนั้น “ยึดราก” ได้ช้า เพราะใช้อุดมการณ์ลัทธิเป็นตัวนำในการยึดราก ผิดกับระบบทักษิณ
    ใช้ “อุดมกู” กับ “เงิน” ยึดราก!
    ซึ่งได้ผลเร็วมาก ทั้งข้าราชการ-ตุลาการ-นักการเมือง-ทหาร-ตำรวจ-ครู-อาจารย์-นักวิชาการ-พระ-สื่อมวลชน และประชาชน เรียกว่า “ทั้งโจรทั้งบัณฑิต” ในทุกสถาบัน กลายเป็นนกติดตัง ในระบบ “ทุนวัตถุ” จนเกิดค่านิยมว่า “โกงแล้วเอามาแบ่ง…ยอมรับได้”
    ในขณะที่คนในแผ่นดินเมา “ทุนวัตถุ” ตัวทักษิณกับคณะพรรค ก็ก้าวขยับไปสู่เป้าหมายเรื่อยๆ จากขั้นก่อการ “กัดกร่อนสถาบัน” ให้ฐานเซ เพียง ๕-๖ ปี ก็เติบกล้าถึงขั้นลงมือปฏิบัติการ “แดงทั้งแผ่นดิน” ล้มสถาบัน-เปลี่ยนระบอบประเทศ โดยแบ่งงานฝ่ายการเมืองอันเป็น “ฝ่ายบุ๋น” ให้พรรคเพื่อโจร กับฝ่ายชุมนุมสันติ-อหิงสา เดินเกม
    ส่วนฝ่ายยุทธการอันเป็น “ฝ่ายบู๊” พวกเสนาธิการ “ทุนเหิมเกริม” กับ “ซ้ายละเมอ” วางแผนอยู่ในรังลับเรื่อยมาตั้งแต่ ๑๙ กันยา ๔๙ จัดตั้งกองกำลังผสมไม่ทราบฝ่าย อันมาจากทหาร-ตำรวจ-เสือพราน ทั้งในและนอกราชการ ผสมด้วยอันธพาล มาเฟียท้องถิ่น นักค้ายาและสิ่งผิดกฎหมายในเครือข่ายทุนใต้ฐานทักษิณ
    เป้าหมายหลักมีอย่างเดียว…..
    ยึดประเทศ-ล้มสถาบัน สถาปนา “อำนาจระบอบทักษิณ” ขึ้นครองแผ่นดิน ตามจินตนาการแอบจิต “คิดใหม่-ทำใหม่” ในแนว “ปฏิวัติฝรั่งเศส”!
    เมื่อเรียบเรียงเหตุการณ์มาร้อยต่อเข้าด้วยกันก็จะเห็นว่า “เงื่อนไขสังคมเดิม” คือเรื่องลัทธิยึดครองชาติ ๓๐ กว่าปีผ่านไป “เชื้อเก่า-ผสมใหม่” ก็ปะทุเชื้อร้ายอีกรูปแบบหนึ่งภายใต้โครงสร้าง “ทุนวัตถุ” ขึ้นมาอีกแล้วในวันนี้
    ชัดแล้วว่าสังคมที่ใช้ “ทุนวัตถุ” เป็นตัวนำ สุดท้ายจะมีบทสรุปให้เห็นดัง ๑๙ พฤษภา ๕๓ ฉะนั้น การปฏิวัติสังคมชาติใหม่ จะต้องนำ “ทุนธรรม” นำทุนวัตถุให้ได้ สังคมพอเพียง “จนพอเพียง-รวยพอเพียง-เจริญพอเพียง” นั่นคือฐานทุนธรรม อันมีแนวปฏิบัติผ่านสหกรณ์ และร่วมเป็น “สังคมใหม่” สังคมประชาธิปไตย-รัฐสภาประชาธิปไตยที่ “คนไทยทั้งประเทศ” ออกแบบกันเอง และใช้กันเอง
    และแบบที่ออกนั้น “ทหาร-การเมือง” ต้องอยู่ด้วยกัน-ไปด้วยกัน
    ไม่อย่างนั้น…เสร็จสภาโจร

  14. n says:

    ไม่ผ่อกันเมิน…

    คึดเติงเน้อ !

  15. cumpreram says:

    …ประเทศไทยในฝัน…
    -ขอให้จัดการระบบการศึกษาเสียใหม่
    -ขอให้แก้ไขกฏหมายเสียใหม่
    -ขอให้บังคับใช้กฏหมายอย่างจริงจังไม่สองมาตรฐาน
    …ทำอะไรตามใจคือไทยแท้..รับรองว่า..ไทยจะแย่เพราะตามใจ….โอ๊ย….โอ๊ย…เอิ๊ก..เอิ๊ก..

Leave a Reply