septimus' blog

ชงนิทาน: ภีษมะ-ศิขัณฑิณ

Photobucket

 

เกลียดด้วยรักและภักดี

 

 

ถ้ามีจริง

 

 

จะต้องรักสักเท่าไหร่

 

 

จะต้องภักดีสักเพียงไหน

 

 

จึงจะเกลียดจนถึงขั้นสังหารกันได้

 

.

 

 

 

 

ฤาษีวศิษฐ์มีแม่วัวตัวหนึ่งที่มีความศักดิ์สิทธิ์ชื่อแม่วัวนันทินี

 

 

ที่ว่าศักดิ์สิทธิ์ก็ด้วยน้ำนมของแม่วัวตัวนี้จะทำให้ผู้ที่ได้ดื่มกินมีอายุยืนถึง ๑ พันปี

 

 

วันหนึ่งเมื่อคณะเทพวสุทั้งแปดเห็นว่าฤาษีวศิษฐ์ต้องไปทำกิจนอกอาศรม ก็จึงเห็นเป็นโอกาสอันดีที่จะลักลอบเข้าไปช่วยกันขโมยแม่วัวนันทินีนี้ให้แก่ภรรยาของเทพทยุที่เรียกร้องคิดโลภอยากได้เป็นเจ้าของเสียที

 

 

หากการณ์ครั้งนี้ก็หาได้เล็ดลอดจากอำนาจตบะอันแข็งกล้าของฤาษีวศิษฐ์ไม่

 

 

เทพทั้งแปดจึงต้องรับเคราะห์ถูกฤาษีวศิษฐ์สาปด้วยความโกรธจัดเครากระดิกว่าให้ลงไปเกิดในโลกมนุษย์ ใช้ชีวิตแบบมนุษย์ๆจนสิ้นอายุขัย ๑ รอบแล้วจึงค่อยกลับมาสรวงสวรรค์

 

 

เทพเทวาทั้งแปดเมื่อได้ยินคำสาปดังนั้นก็ร้อนรนก็ใครเล่าจะอยากกลับลงไปเกิดเป็นมนุษย์อีก ก็จึงพร้อมใจกันทำการสารภาพผิดพร้อมทั้งวิงวอนขอให้ฤาษีวศิษฐ์ถอนคำสาป…อยู่เป็นเวลานาน…

 

 

ที่สุดฤาษีวศิษฐ์ก็ใจอ่อนทนต่อคำอ้อนวอนนั้นไม่ไหว…ยินยอมผ่อนผันให้เป็นว่าในบรรดาเทพทั้งแปดนี้ มีเทพทยุเท่านั้นที่ต้องลงไปใช้ชีวิตมนุษย์เหมือนมนุษย์ทั่วๆไป และจะกลับขึ้นมาบนสวรรค์ได้ก็ต่อเมื่อตายลงแล้ว ส่วนเทพที่เหลืออีก ๗ องค์เมื่อลงไปเกิดแล้วก็ให้กลับสวรรค์ได้ทันที อีกประการหนึ่งสำหรับเทพทยุ นอกจากจะมีชีวิตที่ต้องทนทุกข์ทรมานเฉกเดียวกับมนุษย์อื่นๆแล้ว ท่านทยุในชีวิตมนุษย์จะเป็นคนดีมีคุณธรรม มีอำนาจมากและได้เรียนรู้พระเวทย์จนเจนจบ หากจะไม่มีลูกของตนเองและจะไม่ได้ร่วมประเวณีกับหญิงใดเลย

 

 

ด้วยเหตุนี้ชีวิตใหม่ในโลกมนุษย์ ภีษมะจึงกลายเป็นพระโอรสองค์เดียวที่รอดชีวิตของท้าวศานตนุพระราชาผู้ครองครองกรุงหัสตินาปุระแห่งแคว้นกุรุกับเจ้าแม่คงคาที่ตามลงมาช่วยเพื่อนด้วยการให้กำเนิดโอรสก่อนหน้า ๗ องค์เสร็จแล้วโยนลงน้ำทันที

 

 

ครั้นเวลาผ่านไป ศานตนพกุมารก็เติบใหญ่ได้ร่ำเรียนศิลปวิทยาการจนเจนจบ และเจ้าแม่คงคาผู้เป็นพระมารดาก็จากไป

 

 

เมื่อท้าวศานตนุได้พบรักใหม่กับนางสัตยาวดีั อุปสรรคแห่งชีวิตของศานตนพกุมารก็เริ่มต้น ด้วยการที่นางสัตยาวดีัไม่ยอมสยุมพรกับพระบิดาจนกว่าศานตนพกุมารจะยอมให้สัตย์สาบานว่าจะไม่ขึ้นครองราชบัลลังก์เสียก่อน

 

 

เพื่อเห็นแก่ความสุขของพระบิดา ศานตนพกุมารก็ยินยอมสละสิทธิ์ในราชบัลลังก์นั้นแต่โดยดี…ภีษมะก็จึงเป็นพระนามใหม่อีกพระนามหนึ่งของศานตนพกุมาร ซึ่งเวลานั้นก็มีพระนามอื่นด้วยเช่นกัน…เทวพรต และ คงคาทัติ…แล้วยังได้รับพรจากพระบิดาให้มีอายุยืนตราบนานเท่าที่ปรารถนา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   Photobucket

 

 

 

 

 

 

กล่าวฝ่ายภรรยาบนสวรรค์ของท่านเทพทยุผู้เป็นต้นเหตุแห่งการถูกสาปบ้าง

 

 

เมื่อเห็นพระสวามีต้องคำสาปเช่นนี้จึงคิดติดตามเพื่อช่วยให้กลับคืนสู่สรวงสวรรค์ดังเดิม…

 

 

ด้วยการไปสารภาพผิดกับฤาษีวศิษฐ์ และขอพรจากท่านฤาษีให้นางได้ติดตามสวามีสุดที่รักลงมาเกิดบนโลกมนุษย์ด้วยเช่นกัน

 

 

ข้างฝ่ายฤาษีวศิษฐ์ในยามต่อมานั้นโมหะก็เย็นลงมากแล้ว เมื่อได้ฟังคำอ้อนวอนสารภาพบาปจากนางด้วยดวงใจที่จงรักภักดีต่อสวามีก็ใจอ่อน

 

 

จึงให้พรแก่นางได้ติดตามสวามีลงไปเกิดบนโลกมนุษย์ หากมีข้อแม้ต้องเป็นผู้สังหารสวามีด้วยตัวเอง และนางจักต้องเป็นผู้ไร้คู่ครองเฉกเดียวกับสวามี

 

 

นางรีบรับพรนั้นด้วยความยินดี และยิ่งยินดีเมื่อคิดไปว่าอีกไม่นานสวามีก็จะกลับมาเคียงข้างบนสวรรค์ดุจเดิม

 

 

 

 

 

 

 

 

  Photobucket

 

 

 

 

 

 

ครั้นกาลเวลาผ่านไป หลังจากท้าวศานตนุผู้เป็นพระบิดาได้สิ้นพระชนม์ ท้าววิจิตรวีรยะผู้เป็นน้องก็ได้ครองเมืองสมใจนึกพระมารดา หากท่านภีษมะก็ยังต้องเป็นผู้คอยเฝ้าค้ำบัลลังก์ให้อยู่เนืองๆด้วยน้องชายท่านนี้มีแต่ความอ่อนแอเป็นที่ตั้ง จนแม้กระทั่งพระราชาแคว้นกาสีเองก็ยังบิดเบือนเล่นแง่กับข้อตกลงบรรพบุรุษที่มีมาแต่ก่อนเก่าว่าในระหว่างสองเมืองนี้จะให้กุลบุตรกุลธิดาได้ครองคู่ตุนาหงันเมื่อถึงเวลาที่สมควร

 

 

หากกับพระธิดาที่พระราชาแคว้นกาสีมีถึง ๓ พระองค์นั้น พระองค์กลับมีกุศโลบายแปลกใหม่นั่นคือพระองค์ทรงประกาศให้มีพิธีสยุมพร โดยเรียกเจ้าชายจากเมืองต่างๆให้มาชุมนุมกันเพื่อให้พระธิดาทั้ง ๓ ได้เสี่ยงพวงมาลัย

 

 

ฝ่ายภีษมะเมื่อได้ทราบข่าวเช่นนี้ก็ตัดสินใจรีบเดินทางไปแคว้นกาสี เพื่อทวงสัญญาข้อตกลงของบรรพบุรุษที่ทางแคว้นกาสีจะต้องจัดส่งพระธิดาทั้ง ๓ ให้ไปครองคู่กับท้าววิจิตรวีรยะต่างหากเล่า

 

 

ในวันพิธีสยุมพร บรรดาเจ้าชายทั้งหลายต่างพากันฮือฮาเมื่อเห็นว่าภีษมะท่านก็มาด้วย

 

 

ก็ในเมื่อพิธีเช่นนี้ควรมีแต่หนุ่มสาววัยฉกรรจ์ หากเหตุใดท่านผู้ซึ่งอยู่ในวัยกลางคนจึงยังมาร่วมในพิธีนี้ได้ และท่านก็หาใช่ผู้ครองบัลลังก์แห่งใดไม่

ทั้งนี้แท้จริงแล้ว ในจิตใต้สำนึกของบรรดาเจ้าชายต่างพากันกริ่งเกรงต่อฝีมือที่ลือลั่นของท่านภีษมะนั่นเอง

 

 

ทว่าท่านภีษมะกลับไม่อินังขังขอบกับข้อประชดนานาเหล่านั้น พระราชาแคว้นกาสีจึงต้องเจรจาหาทางลง(ทำยังไงก็ได้เพื่อที่พระธิดาของพระองค์จะได้ไม่ต้องถวายตัวแก่ผู้ครองแคว้นกุรุ)…

 

 

ด้วยการให้ท่านภีษมะเลือกพิธีสยุมพรที่ในวรรณะกษัตริย์จะมีอยู่ ๓ แบบด้วยกัน…เสี่ยงพวงมาลัย ๑ ประลองกำลังเช่นยกศร แข่งยิงธนูกัน ๑ และอีก ๑ ทำสงครามแย่งชิงตัวเจ้าสาวที่เรียกว่า รากษสวิวาห์

 

 

ปรากฏท่านภีษมะเลือกเอาอย่างหลัง…รากษสวิวาห์

 

 

ก็ด้วยใครต่อใครก็ครั่นคร้ามในฝีมือการรบของท่านภีษมะอยู่แล้ว งานนี้การเลือกข้างจึงเป็นไปโดยอัตโนมัติ นั่นคือท่านภีษมะแย่งตัวเจ้าหญิงทั้งหมดมาได้ก่อน ก็จึงเป็นทีของพระราชาแคว้นกาสีกับบรรดาเจ้าชายทั้งปวงที่จะต้องตามไปแย่งคืนจากแคว้นกุรุ

 

 

ไม่ต้องเดาก็ทราบได้ ผลที่สุดท่านภีษมะก็เป็นผู้ชนะ…ไม่มีใครที่กล้าสามารถตามไปช่วงชิงเจ้าหญิงคืนมาได้สักองค์

 

 

 

 

 

 

 

 

  Photobucket

 

 

 

 

 

 

ท่านภีษมะเมื่อชนะแล้ว ก็จึงจัดการถวายเจ้าหญิงทั้ง ๓ นั้น…เจ้าหญิงอัมพา เจ้าหญิงทาริกา และิัเจ้าหญิงอัมทาริกา…ให้ครองคู่กับท้าววิจิตรวีรยะผู้เป็นน้อง หากในระหว่างการเดินทางเจ้าหญิงอัมพาได้เล่าให้ท่านภีษมะฟังว่าเจ้าหญิงเองมีเจ้าชายที่หมายปองกันอยู่แล้วชื่อเจ้าชายศัลวะและขอให้ท่านภีษมะเห็นใจปล่อยเจ้าหญิงกลับไปหาเจ้าชายศัลวะด้วยเถิด

 

 

ฝ่ายท่านภีษมะเมื่อได้ยินเรื่องราวดังนั้นจึงคิดปล่อยตัวเจ้าหญิงอัมพาไปด้วยคิดว่าเจ้าหญิงมีตำหนิเสียแล้วไม่คู่ควรที่จะปล่อยให้ได้แต่งงานกับท้าววิจิตรวีรยะ

 

 

แต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลกกับเจ้าหญิงอัมพา นั่นคือคนรักที่เจ้าหญิงหวังพี่งพิงฝากฝีฝากไข้ในยามตกยากกลับนึกรังเกียจเดียดฉันท์คิดไปว่าเจ้าหญิงเคยถูกฉุดจึงไม่มีความบริสุทธิ์เสียแล้ว ทำให้เจ้าหญิงต้องตัดสินใจกลับไปหาท่านภีษมะเหมือนเดิม

 

 

หากทางท้าววิจิตรวีรยะเองก็ปฏิเสธเจ้าหญิงเช่นกันด้วยเหตุผล…จิดใจของเจ้าหญิงไม่บริสุทธิ์เพราะเคยมีความรักมาก่อน

 

 

เจ้าหญิงจึงต้องบากหน้ากลับไปอ้อนวอนเจ้าชายศัลวะคนรักอีกครั้ง และก็เหมือนเดิมคนที่เคยรักแต่คราวนี้กลับรับความจริงไม่ได้…ปฏิเสธเจ้าหญิงอย่างเลือดเย็น

 

 

เจ้าหญิงอัมพาจึงหมดสิ้นหนทางจะอยู่ก็ไม่ได้จะไปก็ไม่มีทาง ชีวิตสวยงามของเจ้าหญิงหมดสิ้นกันก็คราวนี้ นี่ก็เป็นเพราะท่านภีษมะแต่ผู้เดียว!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 Photobucket

 

 

 

 

 

 

ด้วยความแค้นที่สุมอยู่ในหัวอก เจ้าหญิงอัมพาจึงเริ่มออกเดินทางตระเวณไปยังแคว้นต่างๆเพื่อชี้ชวนให้บรรดาเจ้าชายตกลงใจไปประลองกำลังจัดการกับท่านภีษมะ ทว่าเจ้าหญิงต้องผิดหวังด้วยไม่มีเจ้าชายใจกล้าแม้แต่องค์เดียว

 

 

หนักเข้าเจ้าหญิงจึงตัดสินใจเข้าป่าเพื่อบำเพ็ญพรตให้รู้แล้วรู้รอด เอ้ยไม่ใช่ เพื่อบำเพ็ญพรตให้พระศิวะอ่อนพระทัยยอมให้ความช่วยเหลือ

 

 

เมื่อเวลาผ่านไปนานพอสมควร พระศิวะก็เมตตาประทานพวงมาลัยพิเศษให้เจ้าหญิงพวงหนึ่ง…พวงมาลัยนี้เมื่อคล้องคอผู้ใดผู้นั้นก็จะกลายเป็นเพฌชฆาตสังหารท่านภีษมะให้ด่าวดิ้นได้

 

 

เจ้าหญิงอัมพาเมื่อได้รับพวงมาลัยพิเศษแล้วก็ออกเดินทางเสาะหากษัตริย์ทั่วทุกแว่นแคว้นที่มีความเก่งกล้าอาจหาญพอที่จะกล้าสวมมาลัยพวงนี้

 

 

และก็อีก ทุกข์ซ้ำกรรมซัดอีก เจ้าหญิงก็หาได้พบผู้ใดที่เก่งกล้าทรนงไม่

 

 

ดังนั้นที่วังของท้าวทรุบทอันเป็นแห่งสุดท้าย เจ้าหญิงจึงตัดสินใจแขวนพวงมาลัยพิเศษทิ้งไว้ที่หน้าประตูวังนั่นเสียเลย เสร็จแล้วก็จากไป

 

 

เจ้าหญิงอัมพากลับเข้าป่าอีกครั้งและได้รับคำแนะนำให้ไปพบฤาษีปาราสุราม คราวนี้ฤาษีปาราสุรามเห็นแก่เจ้าหญิงยอมออกไปประลองกับท่านภีษมะหากก็พ่ายแพ้กลับมา

 

 

ในที่สุด เจ้าหญิงอัมพาจึงยอมก้มหน้ารับชะตากรรมด้วยแรงแค้นว่าในปฐพีนี้ไม่มีใครที่สามารถทัดเทียมกับท่านภีษมะได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 Photobucket

 

 

 

 

 

 

 

เจ้าหญิงหันกลับเข้าป่าคร่ำเคร่งบำเพ็ญพรตอีกครั้ง ทั้งนี้ก็เพื่อหวังให้พระศิวะยอมตกลงใจช่วยฆ่าท่านภีษมะให้

 

 

และด้วยความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ต่อความแค้นแสนสาหัสนั้นเอง เจ้าหญิงบำเพ็ญพรตจนสิ้นพระชนม์…และก่อนที่ดวงพระวิญญานจะออกจากร่าง เจ้าหญิงได้ตั้งจิตอธิษฐานขอพรจากพระศิวะ…เมื่อได้้เกิดอีกในชาติหน้า ขอให้เจ้าหญิงได้เป็นผู้สังหารท่านภีษมะด้วยมือของเจ้าหญิงเอง!

 

 

เจ้าหญิงอัมพาผู้น่าสงสาร ต้องมีชีวิตหมกมุ่นวนเวียนอยู่ในห้วงมหาสมุทรแห่งความแค้นนี้นานถึง ๖-๗ ปี

 

 

แล้วเจ้าหญิงก็ได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งในรูปของพระธิดาของท้าวทรุบท

 

 

 

 

 

 

 

 

 Photobucket

 

 

 

 

 

 

อยู่มาวันหนึ่งเจ้าหญิงองค์น้อยผู้ซุกซนบังเอิญมองเห็นพวงมาลัยสวยสดพวงหนึ่งแขวนอยู่ที่หน้าประตูวัง ด้วยความอยากได้มาเชยชมเล่น เจ้าหญิงจึงปีนขึ้นไปหยิบพวงมาลัยนั้นลงมาคล้องคอ

 

 

เท่านั้นเิอง ชะตากรรมของเจ้าหญิงก็เปลี่ยนทันที พระองค์ถูกเนรเทศให้ไปอยู่ในป่าแต่เพียงลำพัง และคงเป็นด้วยบุญบารมีที่สะสมติดตามข้ามภพชาติมา เจ้าหญิงองค์น้อยนั้นจึงได้บำเพ็ญตะบะด้วยตนเองจนมีกำลังญานอันแข็งกล้าสามารถเปลี่ยนองค์เองให้เป็นบุรุษเพศได้อย่างน่าอัศจรรย์

 

 

เจ้าหญิงกลับเข้าเมืองอีกครั้งในรูปของ ศิขัณฑิณ!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 Photobucket

 

 

 

 

 

 

อันความเป็นมาของเจ้าหญิงหรือศิขัณฑิณนี้ ท่านภีษมะได้ล่วงรู้อยู่โดยตลอด

 

 

ดังนั้นการสงครามที่ทุ่งกุรุเกษตร ท่านภีษมะจึงไม่ยอมสู้กับศิขัณฑิณ ด้วยนักรบชาติกษัตริย์ย่อมไม่ทำร้ายอิตถีสตรีเพศเป็นเด็ดขาด…ท่านจึงเอาแต่หลบ หลีก เลี่ยง เสมอมา

 

 

อันเป็นเหตุให้ฝ่ายเการพต้องกำหนดฉากให้ดีเพื่อให้แน่ใจว่าท่านปู่ภีษมะยังยอมช่วยรบ ตราบจนกระทั่งการรบในวันที่ ๑๐ ท่านภีษมะก็ได้รับบาดเจ็บไม่่สามารถทำการรบได้อีกต่อไปเมื่อถูกศรของอรชุนระดมยิงเข้าใส่ร่างขณะท่านภีษมะหยุดรบเอาดื้อๆทันทีที่เห็นสายตาจงเกลียดของศิขัณฑิณสารถีผู้ขับรถม้าให้อรชุน

 

 

หากการบาดเจ็บครั้งนี้ กลับทำให้ท่านภีษมะรู้สึกเป็นสุข นั่นเพราะชีวิตมนุษย์ที่แสนทรมาน…ต้องทนมองดูความพินาศของราชวงศ์กุรุรุ่นหลานที่มารบพุ่งกันเองบนสงครามกุรุเกษตรนั้น…กำลังจะสิ้นสุดลง

 

 

ทั้งนี้และทั้งนั้นท่านก็ต้องขอบใจศิขัณฑิณที่ตามลงมาช่วยท่านให้ได้กลับคืนสู่สรวงสวรรค์เสียที

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 Photobucket

 

 

 

 

 

 

ขอขอบคุณคุณ Nelumbo จ้าดนัก

 

 

ที่ช่วยกรุณาเป็นธุระจัดส่งเรื่องราวให้ข้าเจ้าได้มีโอกาสฟัง

 

 

มหากาพย์มหาภารตะ

 

 

แล้วยังเป็นผู้ตรวจทานเรื่องราวตลอดจนการสะกดคำในวันนี้ให้ด้วยค่ะ

 

 

 

 

 

^__^

No Comments

  1. septimus says:

    มหาภารตะยุทธ เป็นเรื่องเล่าของการทำสงครามระหว่าง

    พี่น้องตระกูลเการพ กับพี่น้องตระกูลปาณฑพซึ่งต่างก็เป็นลูกพี่พี่ลูกน้องกัน

    ทั้งสองตระกูลนี้สืบเชื้อสายมาจากปู่คนเดียวกัน ชื่อว่า วิจิตรวีรยะ

    เกิดขึ้นประมาณ 1,000 ปี ก่อนพุทธกาล หรือ ประมาณ 3,500 ปีมาแล้ว

    ที่ทุ่งกุรุเกษตร ใกล้ๆกับกรุงนิวเดลลี ในปัจจุบัน

    เป็นมหาสงครามที่รบพุ่งฆ่าฟันกันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน 18 วัน

    กำลังพลที่เข้าร่วมทำสงครามแบ่งเป็น 18 กองพลรบพิเศษ

    สมัยนั้นเรียกว่า 18 อักเษาหิณี เป็นของฝ่าย เการพ 11 อักเษาหิณี

    ฝ่ายปาณฑพ 7 อักเษาหิณี แต่ละกองพล(อักเษาหิณี) ประกอบด้วย

    ช้าง 21,870 เชือก ม้า 65,610 ตัว

    รถรบ 21,870 คัน ทหารเดินเท้า 109,350 คน

    ลองจินตนาการดูว่ากำลังพลของทั้ง สองฝ่ายรวมกันจะได้ดังนี้

    ช้าง 21,870 X 18 = 393,660 เชือก

    ม้า 65,610 x 18 = 1,180,980 ตัว

    รถรบ 21870 x 18 = 393,660 คัน

    ทหารเดินเท้า 109,350 x 18 = 1,968,300 คน

    รวมสิ่งมีชีวิตที่เข้าร่วมมหาสงครามในครั้งนี้ทั้งสิ้น 3,542,940 ชีวิต

    รบกันอยู่ 18 วัน เหลือระดับแม่ทัพอยู่ แค่ 10 คน เป็นฝ่ายเการพ 3 คน

    ปาณฑพ 7 คน นอกนั้นตายหมด

    ก่อนอื่นต้องบอกว่าเรื่องราวต่อไปนี้เป็นนิยายอินเดีย

    จึงมีเรื่องมหัศจรรย์คาดไม่ถึงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาโดยไม่มีเหตุผล

    ประวัติของคู่สงคราม

    เริ่มจากพระราชาศานตนุปกครองแคว้นกุรุ มีเมืองหลวงชื่อหัสตินาปุระ

    มีนิสัยชอบล่าสัตว์ วันหนึ่งออกล่าสัตว์พร้อมข้าราชบริพารมาจนถึงฝั่งแม่น้ำคงคา

    เห็นหญิงงามคนหนึ่งเดินอยู่ริมฝั่งแม่น้ำนั้น(เจ้าแม่คงคาปลอมตัวมา)

    จึงเข้าไปเกี้ยวพาราสีและขอแต่งงานด้วย

    ในที่สุดก็ได้ลูกชายมาหนึ่งคน ชื่อว่า ศานตนพแปลว่าลูกของศานตนุ

    หรือคางเคยะ หรือ คงคาทัตต์ ซึ่งแปลว่าผู้มีกำเนิดจากคงคา

    สรุปว่า ศานตนพเป็นลูกชายของท้าวศานตนุที่เกิด

    กับเจ้าแม่คงคา ศานตนพมีฝีมือเรื่องการยิงธนู

    ขนาดที่สามารถยิงธนูให้เป็นเขื่อนกั้นแม่น้ำได้

    เจ้าชายศานตนพเมือเติบโตขึ้นก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัชทายาท

    ช่วยพระบิดาปกครองบ้านเมือง ส่วนเจ้าแม่คงคาก็กลับไปอยู่ในแม่น้ำตามเดิม

    วันหนั่งท้าวศานตนุได้ไปพักผ่อนที่ริมแม่น้ำยมุนา ได้ไปพบกับหญิงงามมีชื่อว่า

    สัตยวดีที่มีกลิ่นหอมโชยออกมาจากร่าง ทำให้ท้าวศานตนุเกิดความรัญจวนใจรักใคร่

    อยากได้มาเป็นมเหสี จนถึงกับล้มป่วย เดือดร้อนถึงเจ้าชายศานตนพ

    ต้องเข้าไปเจรจาขอให้นางสัตยาวดี ยอมแต่งงานกับท้าวศานตนุ

    โดยยอมรับเงื่อนไขว่า ตนเองจะไม่ขอขึ้นครองราชสมบัติต่อจากพระบิดา

    และไม่แต่งงานตลอดชีวิต นางสัตยวดีจึงยอมแต่งงานกับท้าวศานตนุ

    การที่เจ้าชายศานตนพยอมสาบานเช่นนั้นทำให้เทพยดาที่รับรู้เรื่องนี้

    พากันเปล่งเสียงว่า “ ภีษมะ ภีษมะ “ แปลว่าฉกาจฉกรรจ์

    และได้กลายเป็นสมญานามของเจ้าชายศานตนพในเวลาต่อมา

    นางสัตยวดีกับท้าวศานตนุมีบุตรชายด้วยกัน 2 คน

    มีชื่อว่า เจ้าชายจิตรางคทะ และ วิจิตรวีรยะ ต่อมาเจ้าชาย

    จิตรางคทะได้ขึ้นครองราชต่อจากท้าวศานตนุ

    แลได้ยกทัพไปรพกับเหล่าคนธรรพ์ แต่พลาดท่าเสียชีวิตไป

    เจ้าชายวิจิตรวีรยะจึงขึ้นครองราชย์ต่อมา

    ก่อนหน้าที่นางสัตยวดีจะเจอกับท้าวศานตนุ นางได้เจอกับฤาษีปราศร

    ขณะที่กำลังพายเรือข้ามแม่น้ำ ฤาษีปราศรหลงไหลในความงามของนาง

    จึงเข้าไปเจรจาขอฝากรัก ทำให้นางสัตยาวดีเกิดบุตรชายคนหนึ่ง

    ณ กลางแม่น้ำนั้นเอง มีชื่อว่าฤาษีวยาส

    สรุป นางสัตยวดี มีลูกชาย 3 คน เกิดกับฤาษี ปราศร มีชื่อว่า วยาส

    เกิด กับท้าวศานตนุ มีชื่อว่า จิตรางคทะ และ วิจิตรวีรยะ

    ท้าวศานตนุ มีลูกชาย 3 คน เกิดกับเจ้าแม่คงคา 1 คน ชื่อว่าศาตนพ

    ภายหลังเรียกกันว่า ภีษมะ และเกิดกับนางสัตยาวดี 2 คน

    เมื่อเจ้าชายวิจิตรวีรยะครองราชย์ ท้าวภีษมะในฐานะพี่ชาย

    ได้ไปชิงตัวพระธิดาของพระราชาแห่งแคว้นกาสี ชื่อว่า

    นางอัมพา นางอัมพิกา นางอัมพาลิกา ให้มาเป็ยชายาของเจ้าชายวิจิตรวีรยะ

    แต่นางอัมพามีคู่หมั้นอยู่แล้วชื่อว่าท้าวศาลวะ

    เมื่อถูกชิงตัวมาจึงขอท้าวภีษมะกลับไปอยู่กับท้าวศาลวะตามเดิม

    ท้าวภีษมะยอมปล่อยตัวกลับมา แต่ท้าวศาลวะกลับไม่ยอมรับนางอัมพา

    นางอัมพาโกรธแค้นท้าวภีษมะมาก จึงบำเพ็ญตะบะบูชาพระศิวะ

    พระศิวะพอใจนางอัมพาจึงให้พรให้ไปเกิดเป็นโอรสของท้าวทุรบท

    มีชื่อว่า ศิขัณทิน เพื่อจะฆ่าท้างภีษมะในเวลาต่อมา

    กลับมาที่เจ้าชายวิจิตรวีรยะ เมื่อได้นางอัมพิกา และนางอัมพาลิกาเป็นชายา

    ก็หมกมุ่นกับกามคุณจนหัวใจวายตาย โดยยังไม่มีโอรส หรือธิดาแม้แต่องค์เดียว

    เดือดร้อนถึงนางสัตยาวดีมารดา เรื่องไม่มีผู้สืบสกุล

    นางจึงกลับไปขอร้องท้าวภีษมะ ให้ช่วยทำ “ นิโยค “ เพื่อให้มีลูกสืบสกุล

    ท้าวภีษมะ ปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่าเคยสาบานเอาไว้ว่า

    ชาตินี้จะไม่ขอแต่งงาน แต่ก็ได้แนะนำนางสัตยาวดีว่า

    นางยังมีลูกชายอีกหนึ่งคนชื่อฤาษี วยาส

    ให้นางไปขอให้ฤาษีวยาส มาทำ “ นิโยค “ แทน

    นางสัตยาวดีเห็นดี จึงนึกถึงฤาษี วยาสลูกชายคนโต

    พอนึกปั้บ ฤาษีวยาสก็ปรากฎตัว ปุ้บ

    ต้องเข้าใจด้วยว่าฤาษี ในอินเดีย ผมเผ้า หนวดเครารุงรัง

    ร่างกายมอมแมมด้วยเถ้าและฝุ่น ทำให้นางอัมพิกาเกิดความสะอิดสะเอียน

    ขณะที่กำลังทำพิธี “นิโยค” กับฤาษี วยาส นางจึงหลับตาปี๋

    บุตรชายที่เกิดออกมาจึงตาบอดสนิททั้งสองข้างมีชื่อว่า ท้าวธฤตราษฎร์

    ส่วนนางอัมพาลิกาขณะปฏิบัติการนิโยคกับฤาษีวยาส

    นางเกิดความกลัวจนหน้าตาและร่างกายซีดขาว

    เมื่อคลอดบุตรออกมาบุตรจึงมีผิวพรรณซีดขาวไปด้วยได้ชื่อว่า ท้าวปาณฑุ

    นางสัตยวดีเห็นว่ามีหลานเกิดออกมาตาบอด จึงขอให้นางอัมพิกา

    ทำนิโยคกับฤาษีวยาสอีกครั้ง นางไม่เต็มใจทำแต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธ

    คืนนั้นนางจึงออกอุบายส่งสาวใช้ไปทำนิโยคแทน

    บุตรที่เกิดจากการนิโยคครั้งที่สามเกิดออกมามีสติปัญญาล้ำเลิศ

    และเปี่ยมไปด้วยความเที่ยงธรรม ได้ชื่อว่าท้าววิฑูร

    ท้าวภีษมะเป็นผู้เลี้ยงดูกุมารทั้งสามประดุจบุตรของตัวเอง

    ท้าวปาณฑุเก่งเรื่องการยิงธนู ท้าวธฤตราษฎร์ มีพละกำลังมากดั่งช้างสาร

    ส่วนท้าววิฑูร ก็มีสติปัญญาและความเที่ยงธรรม

    เนื่องจากธฤตราษฎร์ ตาบอด ท้าววิฑูร มีชาติกำเนิดต่ำต้อย

    ท้าวปาณฑุจึงได้ขึ้นครองราชสมบัติแห่งนครหัสตินาปุระสืบมา

    นอกจากนี้ท้าวภีษมียังจัดพิธีอภิเษกสมรสให้

    โดยท้าวธฤตราษฎร์ อภิเษกกับนางคานธารี ธิดาของแคว้นคันธาราษฎร์

    ท้าวปาณฑุ อภิเษกกับเจ้าหญิงกุนตี แห่งเมืองมถุรา

    มีเรื่องแทรกของนางกุนตี ก่อนที่นางจะมาอภิเษกกับท้าวปาณฑุ

    ครั้งหนึ่งฤาษีทุรวาสมาเยี่ยมบิดาของนางกุนตึ

    และนางได้มีโอกาสปรนนิบัติฤาษีทุรวาส ทำให้ฤาษีทุรวาสพอใจมาก

    จึงให้พรกับเจ้าหญิงกุนตีว่า หากนางประสงค์จะมีบุตรกับเทพเจ้าองค์ใด

    ก็ขอให้นางสมความปราถนา พร้อมกับสอนมนต์ที่ใช้เชิญเทพเจ้าให้

    วันหนึ่งเจ้าหญิงกุนตี อยากจะลองวิชาที่ฤาษีทุรวาสสอนให้

    จึงลองร่ายมนต์เชิญสุริยเทพมา ปรากฎว่าได้ผล

    นางได้ลูกชายที่เกิดจากสุริยเทพมาหนึ่งคนโดยไม่เสียสาว

    ด้วยความอาย นางจึงนำบุตรชายไปลอยแม่น้ำ

    ต่อมานางราธามาพบและนำเด็กกลับมาเลี้ยงและตั้งชื่อว่า ราธียะ

    ท้าวภีษมะ ได้ข่าวว่าเจ้าหญิงมาทรีผู้เป็นน้องสาวของพระราชาศัลยะ

    มิสิริโฉมงดงามจึงเดินทางมาสู่ขอให้กับเจ้าชายปานฑุ อีกคนหนึ่ง

    ส่วนเจ้าชายวิฑูร ท้าวภีษมะได้สู่ขอธิด่าของพระราชาเทวกะมาเป็นชายา

    วันหนึ่งฤาษีวยาส มาเยี่ยมท้าวธฤตราษฎร์

    และได้รับการต้อนรับอย่างดีจากนางคานธารี

    ฤาษีวยาสจึงให้พร ให้นางคานธารีมีโอรส 100 องค์และธิดา 1 องค์

    หลังจากได้พร นางคานธารีท้องและอุ้มท้องนาน สองปี

    จึงคลอดออกมาเป็นก้อนเนื้อใหญ่ ฤาษีวยาสรีบรุดมาแบ่งก้อนเนื้อนั้นออกเป็น

    101 ชิ้น และให้นางคานธารีดองชิ้นเนื่อนั้นไว้ในหม้อเนยใส

    เป็นเวลา 2 ปี เมื่อครบ 2 ปี นางจึงเปิดฝาหม้อออก

    โปรดติตตามตอนต่อไป…………………….

  2. septimus says:

    ติดตามอ่าน”อวสานของภีษมะ .. บุรุษเคราขาว”ได้ที่ลิงค์ข้างบนนี้ค่ะ

    Photobucket

  3. septimus says:

    Photobucket

    I had a very good sleep (every night) ka P’ and got up at my normal time ka,

    please take good care ka P’,

    oxoxoxox :))))

  4. septimus says:

    hahahahaha…………
    ข้าเจ้าก็ยังคงวนเวียนอยู่ในกองทุกข์เช่นกันค่ะคุณพี่เจ้าขา

    ^__^

  5. athenaz says:

    Did you have a good sleep last night or did you wake up so very eary ka sis..?


    xxx :))

  6. athenaz says:

    edit..
    ทั้งความรัก และความชัง “อีกคั่งแค้น”.. ย่อมเป็นเหตุแห่งทุกช์ได้ เท่ากับให้ผลที่ทำให้เราสุข..

  7. athenaz says:

    ทั้งความรัก และความชัง อีคั่งแค้น.. ย่อมเป็นเหตุแห่งทุกช์ได้ เท่ากับให้ผลที่ทำให้เราสุข..
    หากได้ข้ามพ้นภพชาติไปแล้วเมื่อใด สังสารวัตรจึงจะมิอาจจะส่งผลกรรมได้อย่างต่อเนื่อง

    ขอบคุณน้องทั้งสองทีเพียร รวมรวม เรียบเรียง ให้พี่ผู้ยังวนเวียนในภพชาติเช่นกันค่ะ.. ฮา ..
    :))

    It’s it a rute to heaven..another far end of horizon ??

    Take care for the day ka sis, xxx:)) ^___*

  8. septimus says:

    Photobucket

    Oh! my dear sis, Tanya,
    how have you been ka?,
    I miss you a lot too and wonder if sth going on to you luv,
    by the way, have a nice sleep ka,
    see you around again na ka nong,
    take good care kaa,

    xxx :))))

  9. septimus says:

    Photobucket

    hahahaha……
    I miss you too ka luv sis,
    how are you this morning ka,

    see you soon na ka,

    oxox :))))

  10. septimus says:

    Photobucket[ต้นเพ-กา]

    ^^

    มิได้เจ้าคะท่านเซียนซือ ท่านถามได้เข้าประเด็นทีเดียวเจ้าคะ

    เมื่อข้าเจ้าได้ฟังเรื่องราวในส่วนเฉพาะที่เป็นกำเนิดของเจ้าชายภีษมะ ก็รู้สึกว่ายังมีส่วนเสี้ยวเล็กๆที่ขาดหายไปทำให้ความเข้าใจของเรื่องราวขาดอรรถรสไปนิดหนึ่ง นั่นคือเหตุและผลความเป็นไปได้ที่ว่า ทำไมจึงต้องเป็นเจ้าหญิงอัมพาที่ถูกเจ้าชายภีษมะฉุดไปให้น้องชาย จนเป็นสาเหตุให้ถูกปฏิเสธการแต่งงานจากบุรุษถึง ๒ คนและคนละ ๒ ครั้งอีกด้วยซึ่งนับเป็นสิ่งที่น่าละอายมากที่สุดสำหรับอิสตรีในสมัยนั้น(ครั้งเดียวก็แย่แล้วค่ะ)

    ข้าเจ้าจึงจินตนาการกลับไปที่ภาคสวรรค์ ที่นั่นยังมีอีกผู้หนึ่งหลงเหลืออยู่ เป็นผู้ที่แท้จริงแล้วเป็นตัวต้นเหตุแห่งการทำบาปของคณะเทพ หากยังไม่ได้รับการลงโทษเลย(ถูกสาป) และยังเป็นภรรยาของท่านทยุอีกด้วย

    เพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับเชื่อว่าคู่ใครก็คู่ใคร… ความเป็นไปของแต่ละคู่จะสุขหรือจะทุกข์ ทั้งสองต้องช่วยกันสร้างสรรค์ขึ้นมาเอง อย่างกรณีนี้ก็น่าจะเป็นนางเท่านั้นที่จะช่วยให้ท่านทยุพ้นคำสาปได้มีโอกาสกลับคืนสู่สรวงสวรรค์ดังเดิม… ข้าเจ้าก็เลยชงเรื่องให้เป็นว่านางได้ไปขอพรจากฤาษีวศิษฐ์เสียเองเพื่อที่จะได้ติดตามลงมาช่วยสวามีได้

    และดังนั้นที่คำโปรยข้างต้นข้าเจ้าจึงเขียนนำไว้ในเชิงที่ว่า เป็นเพราะความรักและความภักดีต่อสวามีอย่างที่สุด นางจึงได้ใช้ความเกลียดเป็นหนทางให้สวามีได้กลับบ้านที่แท้จริง เพราะความเกลียดความโกรธสามารถบันดาลให้มนุษย์กระทำสิ่งเลวร้ายใดๆก็ได้รวมถึงการทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามถ้าพลังแห่งความโกรธเกลียดนั้นมีมากอย่างที่สุดของที่สุดแล้ว

    แหะ แหะ.. ฝอยเพลินเป็นน้ำท่วมทุ่งเลย ต้องขอประทานอภัยนะเจ้าคะ

  11. septimus says:

    Photobucket

    ฮ่ะๆๆๆๆ…ข้าเจ้าก็เหมือนกันคะคุณบัวย้งยี้เจ้าขา ความจริงที่ #7 ข้าเจ้าจะพิมพ์ว่า…

    “พี่เลดี้เจ้าขา ข้าเจ้าไม่ได้ชงชาบอระเพ็ดนา”

    แต่กลับเป็นอย่างที่เห็นเจ้าค่ะ ^^

    สงสัยน่าจะเพราะเราเกเรกันจนดึกจนดื่น เอ้ย จนเช้ามืด มาหลายคืนติดกันนะเจ้าคะ

    กู๊ดมอร์นิ่งนะค้าแม่นางมณีจันทร์

    xxx :))))

  12. rapeseed says:

    Miss talking to you ka..just greetings before my bed ka. I’ll come back to read ur blogs ka love sis.xx

    Image and video hosting by TinyPic

  13. athenaz says:

    เพิ่งเข้าบ้านนี้ได้ .. คิดถึงจัง เลยไม่ได้คุยเลยค่า

    Time to say good night ka sweet sis..
    Be back ..tomorrow ka x:))

  14. 11arrows says:

    เอ…เจ้าหญิงอัมพา ไม่ได้รักเจ้าชายภีษมะนี่นา sept’
    เห็นมีแต่แค้นอยู่แต่เพียงประการเดียว
    ไฉนเรื่อง คล้ายจะว่า เป็นสังหารด้วยรักและแค้นได้

    ข้าพเจ้าด้อยปัญญา
    ถ้าถามไม่เข้าที ท่านก็โปรดให้ความเมตตาด้วย

    :)

  15. nelumbo says:

    อุ้ยตาย พิมพ์ผิดอีกแล้วเจ้าค่ะ งิงิ

    ข้าเจ้าจะบอกว่า British National Library น่ะค่ะ
    เอ .. ทำไมจึงออกมาเป็น museum ได้นะเนี่ย แย่จัง อิอิ ..

    ไนท์ ไนท์ ค่ะ

  16. septimus says:

    กร๊ากกก…….
    พี่เลดี้เจ้าขา ข้าเจ้าไม่ได้ชงชากระบองเพชรนา
    ฮ่ะๆๆๆ………

    ขอบคุณมากค่ะพี่
    have a good one also ka,

    ^__*

  17. lady007 says:

    มาชิมนิทานที่น้อง septimus ชง

    จิบแรกรู้สึกรสขื่น ๆ ที่ปลายลิ้น ตอนกลืนลงไปชุ่มคอจังเพราะจบด้วย go to heaven 😛

    thx for the story na ja and have a good day :)

  18. septimus says:

  19. septimus says:

    Photobucket

    ฮ่าฮ่า .. ขอโทษค่ะคุณบัว อย่างของคุณบัวไม่เรียกว่าน้อยนิดแล้วค่ะ ต้องเรียกว่ามากมายมหาศาล น่าเสียดายที่คุณบัวตอนนี้ปลีกเวลามาเล่าให้ฟังอีกไม่ได้ค่ะ

    “ภีษมะ .. บุรุษเคราขาว ที่แสนแฮนด์ซัม
    อาจเจ็บปวดกับชีวิต อันว้าเหว่ของตนเองบ้าง ..
    แต่ศิขัณฑิณ .. ก็ไม่ได้ทอดทิ้ง ให้เขาเดียวดาย

    บางที การที่มีคนเกลียดสักคนหนึ่ง
    ยังดีกว่า การที่ไม่มีใคร ใส่ใจ อะไรกับเราเลย”

    ..ว้าว ช่างเป็นคำปลอบใจที่เฉียบจริงๆค่า ฮ่ะๆๆๆ……..ขอบคุณมากอีกครั้งค่ะคุณบัวเจ้าเสน่ห์

    xxx :)))

  20. septimus says:

    Photobucket

    ขอบคุณมากค่ะคุณบัวเจ้าเสน่ห์

    คนที่รักหนังสือทุกคนมักอยากทำงานในห้องสมุดใหญ่ๆที่มีหนังสือมากมายและหลากหลายภายในตึกเก่าแก่โบราณนะคะคุณบัว…

    ข้าเจ้าเองก็เช่นเดียวกันค่า

    *__^

  21. nelumbo says:

    ฮ่าฮ่า .. ยินดีมากค่ะ คุณเซ็ป
    ความรู้อันน้อยนิด ของข้าพเจ้า จักเป็นประโยชน์ก็คราวนี้เอง

    ภีษมะ .. บุรุษเคราขาว ที่แสนแฮนด์ซัม
    อาจเจ็บปวดกับชีวิต อันว้าเหว่ของตนเองบ้าง ..
    แต่ศิขัณฑิณ .. ก็ไม่ได้ทอดทิ้ง ให้เขาเดียวดาย

    บางที การที่มีคนเกลียดสักคนหนึ่ง
    ยังดีกว่า การที่ไม่มีใคร ใส่ใจ อะไรกับเราเลย

  22. nelumbo says:

    Photobucket

    working as a librarian @ the british museum is my dream ka ..
    this place is a truly wonderful place ever ..

    thanks for sharing ka ..