septimus' blog

ส้มสีทอง

 Photobucket

 

 

ผลไม้มงคล ใช้ในการบวงสรวงบูชาเทพเจ้า กับติดไม้ติดมือเมื่อถึงคราต้องไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องเพื่อนฝูง     

 

ดอก ผล ใบ และ กิ่ง ของส้ม มีน้ำมันหอมระเหยที่นิยมนำไปใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องหอม    

 

 

. 

Photobucket

 

ส้ม เป็นผลไม้มงคลที่มักพกพาติดตัวเป็นประจำ เอ้ย ไม่ใช่  เป็นผลไม้มงคลด้วยชื่ออันมีความหมายมงคลในภาษาจีนที่สื่อถึงความโชคดี ความอยู่เย็นเป็นสุข  

 

มักพบเห็นเป็นปรากฏการณ์ธรรมดาที่ทั้งชาวจีนและชาวญี่ปุ่นใช้ผลไม้ชนิดนี้เพื่อการบวงสรวงบูชาเทพเจ้า กับติดไม้ติดมือเมื่อถึงคราต้องไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องเพื่อนฝูง อันนี้หมายถึงชาวจีนในไทยเท่านั้น เพราะกับชาวจีนที่อื่นเท่าที่ได้รู้จักมักจี่ก็เห็นพากันหย่อนยานประเพณีดั้งเดิมกันแล้วสิ้น 

 

 

Photobucket

 

 

ส้มสีทอง เป็นส้มเมืองน่าน ที่ค้นพบกันโดยบังเอิญ เมื่อมีการนำกิ่งพันธุ์ส้มเขียวหวานไปปลูกที่เมืองน่าน และด้วยอิทธิพลของสภาพภูมิอากาศที่ระหว่างกลางวันและกลางคืนมีอุณหภูมิต่างกันถึง ๘ องศาเซลเซียส ทำให้ผลส้มที่ออกมามีเปลือกสีเหลืองทองสวยงามหาใช่สีเขียวเหมือนต้นพันธุ์ไม่ มิหนำรสชาติที่ได้ก็ยังอร่อยเปรี้ยวนำหวานถูกลิ้นเรามากกว่าเพราะความที่โปรดปรานผลไม้รสเปรี้ยวเป็นทุน

 

 

 

Photobucket

 

 

ดอกส้มสีทอง ละครคาวโลกีย์สะท้อนความเป็นไปของสังคมไทยในยุคทุนนิยมที่ตรงประเด็นเสียจนบรรดาทุกครัวเรือนต้องสะท้านกันอยู่เวลานี้   อันนี้เราขุ่นใจนิดๆเพราะใช้ชื่ออื่นไม่ได้รึยังไง ทำไมต้องมาลากเอาผลไม้รสอร่อยชนิดนี้เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย

 

แต่หากเมื่อคิดถึงความเป็นส้ม ก็อาจทำให้เข้าใจได้บ้าง เพราะ ส้มโดยทั่วไป นอกจากให้ผลที่น่าชื่นตายามได้ลิ้มลองก็หอมหวลชื่นฉ่ำใจแล้ว ทั้งดอกทั้งใบและทั้งกิ่งของส้มยังส่งกลิ่นหอมอบอวลจนถึงฉุนสำหรับบางคนได้เหมือนกัน อันนี้ก็คล้ายกับอิสตรีที่มีคาแรกเตอร์เฉพาะมีหน้าตากิริยาปัญญาเป็นอาวุธ ที่ต่างคนต่างก็มีเป็นของตนเองไม่ซ้ำแบบใคร

 

หากอิสตรีนางใดใช้คาแรกเตอร์เหล่านี้ไปในทางสร้างสรรค์ตนเองในทางที่ควร สังคมก็พากันยกย่องสรรเสริญ

 

หากอิสตรีนางใดใช้คาแรกเตอร์เหล่านี้ล้ำเส้นเพื่อสร้างสรรค์ตนเองอย่างเดียวแล้วไซร้ สังคมที่รู้เห็นย่อมก่นด่าเหยียดหยามให้อับอาย

 

 

 

No Comments

  1. septimus says:

    เรื่องย่อ ละคร ดอกส้มสีทอง

    หญิงสาววัยประมาณ 20 ปี สาวสวยหน้าตาคมเข้ม ผิวคล้ำนวลเนียน หน้าตากระเดียดไปทางแขกมากกว่าไทย เรยาเกลียดการเรียนหนังสือตั้งแต่เล็ก และมักหาข้ออ้างในการหลีกเลี่ยงไม่ไปโรงเรียนเสมอ จนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัย เรยาแต่งตัวออกจากบ้านทุกวันในชุดนักศึกษาแต่ไม่เคยไปถึงมหาวิทยาลัยเลย

    วันนี้เธอกำลังเข้ารับการสัมภาษณ์โดย สินธร(โอ๊ต วรวุฒิ นิยมทรัพย์) ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายบุคคลบริษัทสยามทรานเนชั่นแอร์เวย์ส ซึ่งถือเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งในธุรกิจการบิน เธอมาสมัครเป็นแอร์โฮสเตส อาชีพซึ่งหญิงสาวแทบทุกคนใฝ่ฝัน เพราะเป็นอาชีพที่สะดวกสบาย ได้เดินทางและได้พบปะกับบุคคลต่างๆ มากมายจากทั่วทุกมุมโลก เรยาเสี่ยงเข้ามาสมัครทั้งๆ ที่เธอยังไม่จบการศึกษาในชั้นปีที่สามเลยด้วยซ้ำ แต่ด้วยความทะเยอทะยานอย่างแรงกล้า ทำให้เธอกล้าโกงอายุตนเองและแม้กระทั่งวุฒิทางการศึกษาด้วย สินธรคือคนที่เรยาใฝ่ฝันว่าจะเป็นผู้ที่บันดาลอนาคตที่งดงามให้กับเธอ เขารู้ในทันทีถึงความต้องการของตนเองและของสาวน้อยที่อยู่ตรงหน้า อีกอย่างสินธรมีเวลาในการสานสัมพันธ์กับสาวน้อยผู้นี้ไม่มากนัก เนื่องจากเขาต้องรีบกลับบ้านให้ตรงเวลาตามที่ เด่นจันทร์ ชลธี(ไอซ์ อภิษฎา เครือคงคา) ภรรยาของเขาเป็นผู้กำหนด สินธรจำต้องเกรงกลัวภรรยาอย่างไม่มีทางเลือก เนื่องจากชีวิตความร่ำรวย อำนาจ บารมีต่างๆ ที่เขามีได้อย่างทุกวันนี้ ล้วนมาจากอำนาจภรรยาบันดาลให้ทั้งสิ้น

    เด่นจันทร์ ชลธี บุตรสาวสวยเพียงคนเดียวของ นายเดช ชลธี คหบดีผู้มั่งคั่งและร่ำรวยอิทธิพลแห่งเมืองชลบุรี นายเดชนั้นทั้งรักและตามใจธิดาคนเดียวเป็นที่สุด เนื่องจากกำพร้ามารดาตั้งแต่ยังเล็ก เด่นจันทร์เจอสินธรเมื่อเธอนั้นไปศึกษาต่อยังมหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ สองเดือนต่อมาทั้งคู่ก็เข้าพิธีวิวาห์ยิ่งใหญ่แห่งรอบปี โดยที่เด่นจันทร์เองก็ไม่สนใจจะเรียนต่อให้จบอีกต่อไป รวมทั้งไม่สนใจด้วยว่าเจ้าบ่าวของเธอจะเป็นใครมาจากไหน เธอยืนกรานที่จะแต่งงานกับสินธรอย่างแน่นอน โดยที่นายเดชเองก็ไม่อาจจะคัดค้านได้ และด้วยอำนาจเงินและบารมีล้นฟ้า วงสังคมเมืองไทยต่างสรรเสริญว่าเด่นจันทร์ช่างฉลาดนักในการเลือกเจ้าบ่าว ซึ่งรูปสวยรวยวิชามาเป็นสามี

    คฤหาสน์แดงเก่าคลาคล่ำริมคลอง ภาษีเจริญ ของ ท่านเจ้าสัวเชงสือเกียง(นก ฉัตรชัย เปล่งพานิช) คือสถานที่กำเนิดของเรยา มารดาของเธอคือ นางลำยอง(เจี้ยบ ปวีณา ชารีฟสกุล) หรือ ด๊วด สาวเชื้อสายมอญ ยายของเรยานั้นคือ นางลำเพา เป็นสาวสวยเชื้อสายมอญแถบปากลัด ลำเพานั้นเป็นหลานของ ยายพุ่ม แม่ครัวไทยเพียงคนเดียวของอาณาจักรจีนแห่งนี้ นางพาลำยองมาฝากให้นางพุ่มเลี้ยงดูเพราะนางกำลังจะแต่งงานใหม่กับ อาจารย์บุญสม หมอเสน่ห์ชื่อดังแห่งเมืองกาญจน์ ซึ่งเป็นสามีคนที่เท่าไหร่ไม่ทราบได้ นางพุ่มเองก็เบื่อพฤติกรรมของญาติผู้น้องคนนี้เต็มที แต่ก็เต็มใจรับลำยองเอาไว้เลี้ยงดูโดยให้เป็นลูกมือช่วยทำอาหารในครัว ลำยองเป็นเด็กสาวหน้าตาสะสวย กิริยามารยาทเรียบร้อยสงบเสงี่ยม ไม่ช่างพูดช่างเจรจาเหมือนมารดา ลำยองทำงานรับใช้อยู่ในครัวเป็นปกติ แต่ยามว่างเธอก็ขึ้นไปรับใช้คุณนายต่างๆ ของท่านเจ้าสัวบ้าง คุณนายของท่านเจ้าสัวมีทั้งหมด 4 คน คนแรกคือ เม่งฮวย(นก จริยา แอนโฟเน) คุณนายใหญ่จากเมืองจีน ซึ่งมีหน้าที่ดูแลบ่าวไพร่และจัดการบริหารควบคุมดูแลทุกเรื่องในบ้าน เยนหลิง(จอย รินลณี ศรีเพ็ญ) คุณนายที่สอง หลานสาวท่านทูต ผู้มีหน้าตาท่าทางอ่อนหวาน กิริยามารยาทนุ่มนวล แต่ซ่อนความอิจฉาริษยาความดุร้ายไว้อย่างแนบเนียน เหม่เกว่ หรือ โรส(น้ำผึ้ง ณัฐริกา) คุณนายที่สาม อดีตนางเอกคณะอุปรากรจีน ชอบร้องเพลงร่ายรำเกือบตลอดทั้งวัน เธอเป็นคนโผงผางและตรงไปตรงมา คำแก้ว(กิ๊บซี่ วนิดา เติมธนาภรณ์) คุณนายคนสุดท้ายหรือคุณนายที่สี่ของท่านเจ้าสัว เธอเป็นคนใจดีและใจเย็น เรียบร้อย อ่อนโยน พูดจาอ่อนหวานสมดังความเป็นชาวเหนือของเธออย่างแท้จริง

    ลำยอง มักจะถูกเยนหลิงเรียกให้ไปรับใช้บ่อยที่สุด เนื่องจากเธอมักวางท่าเป็นลูกผู้ลากมากผู้ดีอยู่เสมอ เธอทนไม่ได้กับกิริยามารยาทเลวทรามเหลือจะขัดเกลาของเด็กรับใช้คนเก่า ด้วยท่าทางเรียบร้อย กิริยามารยาทที่นอบน้อม ทำให้เยนหลิงเอ่ยปากขอลำยองไปเป็นเด็กรับใช้ประจำตัว ร้อนถึงนางพุ่มซึ่งรู้อยู่เต็มอกว่าเยนหลิงเป็นคนเช่นไร นางไม่อยากให้หลานสาวไปเป็นเด็กรับใช้ประจำตัวของคุณนายที่สองผู้ร้ายกาจคน นี้เลย นางจึงแกล้งเป็นลมครั้งใหญ่ทำให้ในครัวเกิดความโกลาหล เมื่อขาดแม่ครัวใหญ่และผู้ทำอาหารได้ดีที่สุดในขณะนั้น ก็มีเพียงลำยองคนเดียว ทำให้ลำยองจำต้องกลับมาเป็นลูกมือและผู้ช่วยคนสำคัญในครัวดังเดิม ซึ่งลำยองเองก็ดีใจมากที่ไม่ต้องคอยนั่งตัวลีบต่อหน้าคุณนายเยนหลิงอีกต่อ ไปแล้ว ด้วยสังขารที่อ้วนพีเกินความจำเป็นของนางพุ่มและโรคภัยไข้เจ็บที่มาพร้อม วัยที่เปลี่ยนไป ทำให้นางเริ่มขี้เกียจออกไปจ่ายตลาด นางจึงมอบหมายหน้าที่นี้ให้เป็นของลำยองแต่เพียงผู้เดียว

    ลำยอง ออกไปจ่ายตลาดทุกวันจนได้พบกับ บังดุล หรือ นายอดุลย์ แขกยามซึ่งทำงานอยู่ที่ตึกของ คุณหลวงเจริญนิติเวช ชาวอังกฤษนายฝรั่งข้างๆ คฤหาสน์แดง ลำยองรู้สึกถูกชะตาบังดุลมากเนื่องจากในคฤหาสน์ที่เธออาศัยอยู่มีแต่คนจีน หน้าตาจืดชืด ไม่คมเข้มอย่างบังดุลเลย ส่วนบังดุลเองก็รู้สึกชอบสาวน้อยหน้าตาสะสวย อ่อนหวาน กิริยามารยาทเรียบร้อยคนนี้ตั้งแต่แรกเห็นเลยทีเดียว ทั้งสองต่างพึงพอใจและรักกันในที่สุด และเมื่อความรักสุกงอมเป็นไปตามครรลองธรรมชาติ ฝ่ายหญิงก็ตั้งท้องขึ้น ลำยองเองรู้สึกหวาดกลัวต่อเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่ง เพราะในตึกแดงท่านเจ้าสัวออกกฎอย่างเคร่งครัด หากรักใคร่ชอบพอกันจะจัดการสู่ขอให้อยู่กินกันตามประเพณีเลย ห้ามลักลอบได้เสียกันอย่างเด็ดขาด บังดุลได้ให้คำมั่นสัญญาอย่างเป็นมั่นเหมาะกับลำยองไม่ให้หวาดกลัว เขาจะมาสู่ขอเธออย่างถูกต้องตามประเพณีอย่างแน่นอน

    แต่แล้วดังเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เกิดมีโจรขึ้นขโมยของในตึกนายฝรั่ง บังดุลเข้าทำหน้าที่ของเขาอย่างกล้าหาญจนถูกโจรแทงตาย ลำยองร้องไห้หัวใจแทบแตกสลาย เมื่อไม่สามารถจัดการชีวิตของตนเองได้อีกต่อไป เธอจึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษานางพุ่ม นางพุ่มแทบอกแตกตายเมื่อรู้พฤติกรรมของหลานสาว นางใช้เวลาคิดทบทวนอยู่หลายวัน จึงตัดสินใจพาลำยองไปขอความเมตตาจากเยนหลิง เพราะรู้ดีว่านาทีนี้เยนหลิงเป็นคุณนายเพียงคนเดียวที่สามารถช่วยชีวิต ลำยองได้ เยนหลิงพูดจาดูถูกแดกดันลำยองอยู่พักหนึ่ง แล้วก็ตัดสินใจช่วยลำยอง สองสัปดาห์ต่อจากนั้นไม่มีใครคาดเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อท่านเจ้าสัวเชงค้างคืนกับคุณนายเยนหลิงตลอดสองสัปดาห์นั้น วันหนึ่งท่านเจ้าสัวออกปากกับทุกคนกลางโต๊ะอาหารเรื่องการตั้งครรภ์ของ ลำยอง ให้ทุกคนช่วยดูแลด้วย เม่งฮวยอยากจะคัดค้านที่สุดแต่ก็ไม่กล้า ทุกคนที่คฤหาสน์แดงจึงต้องช่วยกันดูแลลำยองอย่างไม่ปริปากบ่น

    วันคืนผ่านไปลำยองคลอดบุตรสาวออกมา หน้าตาน่ารักน่าชังเหมือนบังดุลผู้เป็นพ่ออย่างยิ่ง ด้วยความรักและความสงสารที่ลูกเกิดมากำพร้าพ่อ ลำยองจึงตามใจลูกสาวคนเดียวในทุกๆ เรื่อง ด้วยความที่เกิดมาหน้าตาเหมือนแขก ทุกคนรวมทั้งมารดาจึงเรียกเธอว่า แขก ซึ่งเรยาเกลียดนักหนา เธอไม่ชอบให้ใครมาล้อกำพืดของตนเอง เด็กน้อยแม้อายุเพียง 5 ขวบแต่ก็มีท่าทางก้าวร้าว ไม่กลัวใคร ทะเยอทะยาน หัวสูงจนหลายต่อหลายครั้งลำยองรู้สึกอ่อนใจในพฤติกรรมของบุตรสาว แต่ด้วยความรักลูกนางจึงปล่อยเลยตามเลย ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นกับพฤติกรรมแย่ๆ ของบุตรสาว เรยามักเรียกแทนตัวเองเสมอว่า ฟ้า ซึ่งเด็กน้อยใฝ่ฝันจะเป็นนางฟ้าที่สูงส่งให้ได้สักวันในอนาคต ทุกคนที่คฤหาสน์แดงมักจะหัวเราะอย่างขบขันเมื่อได้ยินชื่อที่เรียกแทนตัว เองของเธอ บรรดาบุตรสาวและบุตรชายของท่านเจ้าสัว อันประกอบด้วย คุณกองแก้ว และ คุณกรรณิการ์ บุตรสาวของเยนหลิง คุณเกียรติกร บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของโรส ทุกคนรุมกันล้อเรยาอย่างตลกขบขันในความเป็นลูกแขก เรยาโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง และตอบโต้บรรดาเจ้านายเล็กอย่างรุนแรงและหยาบคาย หลายครั้งที่ผ่านมาเรยามักรอดตัวเสมอ เพราะเหตุการณ์มักยุติลงก่อนที่จะมีผู้ใหญ่คนใดมาร่วมรับรู้ หากแต่วันนี้โชคไม่เข้าข้างเรยาเหมือนครั้งก่อนๆ เมื่อเยนหลิงเข้ามาเห็นเหตุการณ์พอดี เรยาจึงโดนเฆี่ยนไปหลายที เด็กสาวร้องไห้อย่างเจ็บแค้นและเจ็บปวด ผลจากน้ำตาก็นับว่าคุ้มค่า ในวันนั้นมารดาของเธอเรียกบุตรสาวว่าฟ้าโดยที่ไม่เรียกชื่อแขกอีกเลย

    ทุกคนที่คฤหาสน์แดงต่างตกใจเป็นอันมากที่รู้ว่าท่านเจ้าสัวพาคุณนายแหม่ม ซิลเวีย(โบว์ เบญจวรรณ อาร์ตเนอร์) กลับมาด้วย ความอิจฉาริษยา ชิงดีชิงเด่นในหมู่ภรรยากลับมาอีกครั้ง เม่งฮวยเกลียดชังนังอั้งม้อผู้นี้ยิ่งนัก เนื่องจากการแสดงออกในความรักอย่างพร่ำเพรื่อไม่เลือกกาลเทศะ เวลา หรือสถานที่ของซิลเวียตามแบบชาวตะวันตก จึงเป็นที่ขัดลูกตาของเม่งฮวยเป็นอย่างยิ่ง ส่วนเยนหลิงเธอเกลียดแสนเกลียดคุณนายฝรั่งผู้นี้จับใจ เธอจึงคอยหาทางปะทะคารมด้วยวาจาที่เชือดเฉือนอยู่เป็นประจำสม่ำเสมอ แต่วาจาอันดุเด็ดเผ็ดร้อนของเยนหลิงก็ไม่เป็นผลอันใดเลย เมื่ออีกฝ่ายซึ่งมีความรู้ทางภาษาไทยน้อยเต็มทีไม่สามารถเข้าใจความหมายได้ เยนหลิงจึงแทบอกแตกตายอยู่นั่นเอง การทำศัลยกรรมของท่านเจ้าสัวให้ผลดีแต่เพียงรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น หากแต่ภายในไม่เป็นแต่อย่างใดเลย ท่านยังคงเป็นชายชราอายุ 60 ปีดังเดิม คุณนายแหม่มคนใหม่มักชวนให้ท่านออกไปสังสรรค์ ปาร์ตี้เข้าสังคมหรูหราเป็นประจำทุกค่ำคืน จนสุขภาพร่างกายทรุดโทรมเพราะไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ จนล้มป่วยลงในเวลาต่อมา

  2. septimus says:

    ;D

    ว้าว ทุ่งปทุมมา…
    ขอบคุณมากคะเลิฟ สวยจริงๆ

    Photobucket

    ..ตอนแรกพี่ก็ว่าคล้ายดอกมะนาวคะเลิฟ แต่พอเทียบกับภาพข้างบนนี้แล้ว ก็ไม่เหมือนเนาะ

    LOL..ส้มสีทองของเมืองน่านทำเอาพี่ไม่แตะบางมด สายน้ำผึ้งไปเลยค่ะ

    สุขสันต์วันเสาร์นะคะ xxx :) ))

  3. rapeseed says:

    เพลงเพราคะ ชอบดอกส้ม เหมือนดอกมะนาวเลยคะ และชอบทานส้มสีทองของเมืองน่านคะ ขอบคุณที่นำมาแบ่งปันคะ สุขสันต์วันทำงานคะพี่ลัฟ xxx

    Image and video hosting by TinyPic

  4. septimus says:

    —-

    ถ่ายเถาเล่าว่า แรงบันดาลใจในการทำให้เธอลุกขึ้นมาเขียน “ดอกส้มสีทอง” หรือที่รู้จักกันในฐานะภาค 2 ของ “มงกุฎดอกส้ม” มาจากความต้องการทดสอบฝีมือของเธอเอง โดยสร้างตัวละครที่มาจากบ้านเจ้าสัวให้กลายมาเป็นเรื่องนี้

    หลายคนคงอดสงสัยไม่ได้ว่า ชื่อ “ดอกส้มสีทอง” ตั้งใจแฝงนัยความหมายใดหรือไม่

    “ดิฉันเป็นคนชอบทำอะไรที่ฉิวเฉียดกับเส้นตาย เป็นคนค่อนข้างจะแก่น (หัวเราะ) คือในเรื่องแรก ดอกส้ม นางเอกสาวใสอายุ 14 มีความมุ่งหมายในชีวิตว่าวันหนึ่งคงจะได้แต่งงาน แล้วสัญลักษณ์หนึ่งในพิธีแต่งงานฝรั่งคือ ดอกส้ม ดอกส้มนี่ขาวบริสุทธิ์ในตอนเช้า ”

    “คราวนี้เมื่อมาเขียนเรื่องที่ 2 เวลาล่วงเลยไปนานมาก นางเอกก็มีอันเป็นไปอย่างในหนังสือ มันก็ถึงเวลาบ่ายเย็น ดอกส้มก็คงสีขาวไม่ได้ทั้งวัน คงจะเปลี่ยนไปเป็นสีเหลือง และเมื่อโดดแดดตอนเย็น ตอนค่ำก็คงเป็นสีทอง นี่คือความเป็นมาของชื่อเรื่อง ส่วนบางคนจะไปคิดมาก ก็ไม่เป็นไร ตัวละครในเรื่องก็เป็นแบบนั้นนิดๆ“ เจ้าตัวปิดท้ายด้วยเสียงหัวเราะ

    — —

    ถ่ายเถา อธิบายว่าตัวละครทุกตัวของเธอสร้างขึ้นอย่างมีเหตุผล เช่นเดียวกันกับ “เรยา”

    “อย่างเรยา ดิฉันสร้างมาว่า เป็นเด็กที่เกิดในบ้าน เป็นลูกของแม่ครัว ที่ได้กับแขกยามบ้านฝรั่ง เลยเกิดเรยาขึ้นมา เรยาเป็นเด็กที่เกิดมาอย่างค่อนข้างยากไร้ อยู่ในบ้านเศรษฐี เขาจะsuffer ขนาดไหน ทุกอย่างเริ่ด แต่เขาไม่มี “

    “ดิฉันเห็นนะคะว่า พวกแม่ครัวคนรับใช้ในบ้าน เวลาเขามีลูก เขาจะต้องประคับประคอง ส่งเสริมให้ลูกเป็นคุณหนู เพราะความรักลูก คือมีน้อยรายที่จะสอนให้รู้จักสงบเสงี่ยมเจียมตัว ทำดี ดิฉันเห็นมาเยอะ มีน้อยมากในชั่วชีวิตนี้ ก็เห็นสร้างเป็นคุณหนูกันทุกคน “

    “เรยามีข้อเสีย คือนอกจากถูกตามใจโดยไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ความทะเยอะยานของคนที่เกิดมาครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้มักจะแรงกล้า เป็นสิ่งที่ช่วยไม่ได้ เพราะเขาอยากจะก้าวหน้า ให้เกินหน้าคนรอบตัว แต่เรยา ขี้เกียจเรียนหนังสือ เกเรียน อันนี้เป็นธรรมดา เด็กรักเรียนมีกี่เปอร์เซนต์ในโลก ไม่มีการอบรม ไม่มีการปลูกฝังใดๆ ทั้งสิ้น เขาก็คิดเองว่าจะก้าวไปในจุดที่ต้องการให้ได้เร็วที่สุด เขาทำอย่างที่เขาทำ แล้วบางคนสำคัญผิด คิดว่าแย่งชิงผู้ชายมาได้คือชัยชนะ หลายคนคิดแบบนั้น แต่จริงๆ ไม่มีใครชนะ แพ้หมด คนที่ก้าวไปในชีวิตแบบนั้น แพ้ทุกคน ไม่มีใครมีความสุข ทำไมไม่มองจุดนี้ แล้วเอาไปสอนใจตัวเอง “

    ในการเขียนหนังสือ ถ่ายเถาใช้วิธีการสมมติตัวเองเข้าไปเป็นตัวละครตัวนั้น ซึ่งเป็นหลักการด้านการแสดงที่เธอเรียนรู้มาสมัยเยาว์วัย อย่าง ตัวละครเรยา เธอเองก็ใช้วิธีการสังเกตจากผู้คนในสังคม

    “ดิฉันมักจะสมมติตัวเองอยู่ในตัวคนๆ นั้น สมมติดิฉันเป็นเรยา ดิฉันจะทำอย่างไร ดิฉันทำแบบนั้น ความกระจ่างของตัวละคร มาจากการที่ดิฉันชอบสมมติตัวเองเป็นแบบนั้น ดิฉันเป็นเรยา ก็จะทำอย่างนั้น ขี้เกียจเรียน จะไปควักคุณใหญ่อย่างนี้ ไปอาละวาดแบบนั้น เอาต้องเอาให้ได้ ในเมื่อเราอยากได้ เพราะเราคิดว่าเรารักเขา รักหรือรักไม่รู้ แต่ต้องเอาให้ได้ เป็นความรุนแรงของอารมณ์ “

    แล้วตัวตนของถ่ายเถาจะมีบางส่วนคล้ายๆ เรยา หรือไม่ ?

    “ก็อาจจะมีนะ ลึกๆ (หัวเราะ) แต่ที่ไม่ทำ คือดิฉันไม่ทำบาปแบบนั้นแน่“

    — —

    ภายใต้ความสนุกที่ผู้คนติดกันงอมแงม แบบ “น้ำเน่า” ที่เจ้าตัวก็ยอมรับ แต่ถ่ายเถาประกาศจุดยืนในการเขียนหนังสือเล่มนี้ว่ายังมีน้ำดีซ่อนอยู่

    “ดิฉันอยากจะชี้เน้นว่า ปัญหาต่างๆ ที่สร้างปมแบบผิดๆ มันไม่เกิดประโยชน์แก่ใครเลย แต่มนุษย์ก็ยังทำ จะทำอย่างไรได้ นี่คือชีวิต ดิฉันไม่เชื่อว่า ใครดีแล้วดีสุดขีด อย่างคุณดี๋ นี่รู้สึกดีเกินไปแล้ว แล้วคุณไม่รู้เหรอว่าคุณดี๋ดีแค่ไหน เขาก็ช้ำนะ แต่เขามีพ่อแม่ที่รักเค้า มีครอบครัวที่อบอุ่น มีคุณแม่สามีซึ่งเข้าใจ แม้เขาจะเป็นเพียงเมียคนจีนคนหนึ่งของเจ้าสัว แต่เขามีคุณธรรม แล้วเขาไม่ส่งเสริมให้ลูกชายมีเมียน้อย “

    ถ่ายเถา สุจริตกุล ยอมรับว่า กระแสความสนใจทั้งบวกและลบที่มาแรงในเวลานี้ ถือเป็นความสำเร็จ เธอรู้สึกปลาบปลื้มและดีใจ พร้อมแนะนำให้ทุกคนได้มีโอกาสอ่านหนังสือ เพราะจะมีความใกล้เคียงกับชีวิตของหลายส่วนหลายรูปแบบมากกกว่าในละคร

  5. septimus says:

    morning ka คุณไผ่ คุณไผ่สบายดีนะคะ ช่วงนี้งานคงยุ่งขะหนาดใช่ป่ะ เห็นหายจ้อยเลยอ่ะ ^^&

    ..อย่างนี้คุณไผ่ต้องเล่าเรื่องสวนอุเอะโนะ และที่มาที่ไปของส้มมหามงคล “ไต้กิก” หน่อยแระเนาะ

    ขอขอบคุณล่วงหน้านะคะคุณไผ่ LOL..

  6. korpai says:

    ครั้งแรกที่เห็นต้นส้มคือที่สวนอุเอะโนะ
    ชอบจังเลย
    ไม่เยเห็นมาก่อน
    อยากไปสวนส้ม
    ยามที่มีการประมูลของคนจีน
    คนมักจะชื่นชอบส้มจานแรก
    เค้าเรียกว่า

    “ไต้กิก”
    หลายคนต้องการเพราะว่าถือว่าจะมีโชคลาภทางการค้า
    และสารพัดสิ่งอย่างในชีวิต
    แต่คงเพราะว่าทำดีด้วยนะไม่ใช่การโกงกินมา

  7. septimus says:

    #9

    5555+
    เหล่าซือค้า ข้าเจ้าว่าคงต้องใช้บริการสำรวจโพลรายงานเอ้ยชี้แจงแก่คู่กรณีตรงๆจริงๆซ้าแล้วคะ ให้ทั้งคู่รู้ซะเรยคะว่าสังคมเห็นเป็นอย่างไร

    พอเหล่าซือพูดถึงเรื่อง “คนเสียงดังมักมีสิทธ์เสียงในสังคมไทย” ก็ชวนให้ข้าเจ้านึกถึงเรื่องที่เคยเกิดขึ้นเรื่องหนึ่งในโรงเรียนของข้าเจ้าซึ่งเป็นโรงเรียนสตรีประจำจังหวัดคะ โดยกฏที่เข้มงวดของโรงเรียนข้อหนึ่งก็มีอยู่ว่าห้ามนักเรียนไว้ผมยาวเกินติ่งหู…เรื่องราวก็ดำเนินมาอย่างสงบเคร่งครัดไม่มีใครคิดกล้าฝ่าฝืนตราบจนกระทั่งปีหนึ่งทางโรงเรียนได้รับเด็กสาวสามคนจากโรงเรียนดังในกทม.คะ ทั้งสามคนเมื่อมาถึงวันแรกก็ผมยาวประหลังกันมาทีเดียวคะแล้วยืนกรานไม่ยอมตัดอ้างว่าทีโรงเรียนที่กทม.ยังไม่เห็นว่าไร สเต็ปต่อไป ทั้งแก๊งรุกโรงเรียนต่ออีกคะ คราวนี้เรื่องเครื่องแบบ…ทำไมต้องใส่กระโปรงคลุมเข่ายาวเลยลงมาอีก ๑ คืบ ที่กทม.ก็ไม่มีกฏนี้…เท่านั้นคะ เหล่าซือ อาจารย์ทุกส่วนตกลงกันให้หนึ่งในสามคนนี้เป็นหัวหน้าชั้นเลยคะ…ได้ผลคะเหล่าซือ วันแรกคุณเธอตัดผมสั้นแต่งตัวถูกระเบียบเป๊ะคะ แล้วต่อมาความประพฤติก็เข้ากรอบประเพณีด้วยความเต็มอกเต็มใจของพวกเธอเองด้วยคะ พอ ๑ ปีผ่านไป ข้าเจ้าก็สังเกตเห็น รุ่นพี่ที่ดีสามคนมีความเรียบร้อยอ่อนโยน รู้จักอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่…กลายเป็นคนละคนกับเมื่อต้นปีคะ

    แต่ตัวอย่างที่ข้าเจ้าเล่ามา ก็ใช้ไม่ได้กับทุกคนหรอกนะคะเหล่าซือ

    ^__*

  8. septimus says:

    :) )))

    ขอบคุณจ้าดนั่กเจ๊าเหล่าซือ

    ข่าวสาวเหนือใจ๋แตกได้ดังก้องประเทศแถมแล้วเจ๊า ข้าเจ้าคงต้องขอแสดงความยินดีกั่บหมู่ละอ่อนเหียน้อยแล้ว และก็ขอแสดงความเสียใจกับพ่อแม่ละอ่อนหมู่นี้โตยเนาะเจ๊า ตี้มีลูกบ่ฮักดี ตางดีๆมีบ่ฮู้จั่กเดิน อายุอานามก็ไม่ใช่เด็กอมมือแล้ว รู้ดีรู้ชั่วก็มาก แต่ประพฤติตัวได้แค่นี้เอง

    ..ความจริงข่าวควรนำภาพมาลงให้ดูด้วยซะเลยนะคะ ทั้งสองหญิงทั้งเจ้าหนุ่มนั่น ว่าหน้าตาเป็นยังไง เผื่อสังคมจะได้ช่วยกันออกแรงตัดสินให้ว่าคู่ควรสร้างเรื่องงามหน้าแบบนี้ขนาดไหนอ่ะค่ะ

    LOL..
    งานนี้ละคงละครคงผลิตออกมากล่อมเกลาไม่ทันคะเหล่าซือเจ้าขา ต้องเป็น..ขอแรงสังคม..สำรวจโพลแล้วแจ้งแก่หนุ่มสาวคู่กรณีกันตรงๆเลยดีกว่าคะ

    enjoy evening คะเหล่าซือ xx ^^&”

  9. ana says:

    ลืมบอกคุณเซปอ่ะค่ะ ว่ากระทรวงวัฒนธรรมของเราก็ออกมาปรามอยูแป๊ปๆ แต่ก็มีคอละครกลุ่มฮาร์ดคอร์ออกมารวมตัวกันโวยในเน็ต ทางกระทรวงเลยหงอ .. มะได้ดั่งใจเรย .. คนเสียงดังมักมีสิทธ์เสียงในสังคมไทย คนส่วนใหญ่ก็ขี้เกียจไปต่อล้อต่อเถียง หยวนๆ กันไป ความถูกใจเรยมาก่อนความถูกต้องทุกทีเรย บ้านเราเนี่ย .. :(

  10. septimus says:

    :) )))

    hahahahaha…..
    so glad ka เหล่าซือ,you still around,

    ขอข้าเจ้าอ่านข่าวแป๊บบบนะคะ

  11. ana says:

    ดีจังค่ะ ได้คุยกับคุณเซปแบบออนแอร์ด้วย อิอิอิ

    ดูจิ เราพูดกันไม่ทันขาดคำ ข่าวล่ามาแรงเรยค่ะ เรื่องเด็กตบกันแย่งปู้จาย .. เอิ่ม..ม

    น่าคิดนะคะ ว่าจะรอให้เด็กเลิกพฤติกรรม หรือผู้ใหญ่ควรสำนึกก่อนว่า จะทำภาพละครแบบไหนออกสื่อ ให้จรรโลงใจไม่ชี้นำความเสื่อมให้กับสังคมแบบที่เป็นอยู่

    เพราะเป็นบ้านเรา เราถึงต้องช่วยกันติติงนะคะ

    สุขสันต์วันหยุดเจ้า

    :) ))

  12. septimus says:

    Photobucket

    :) )))

    เหล่าซือ วันนี้เหล่าซือแวะมาเยี่ยมข้าเจ้า ขอบคุณจ้าดนั่กเจ๊า เหล่าซือสบายดีเนาะคะ ข้าเจ้าก็คิดถึงเหล่าซือขะหนาด

    ฮ่ะๆๆ ความจริง ละครเรื่องนี้ข้าเจ้ายังไม่เคยดูสักตอนเลยเจ๊า เพียงแต่ช่วงระหว่างอาทิตย์ที่ผ่านมาพอมีเวลาข้าเจ้าก็แว่บเข้าเน็ตอ่านข่าวทางเมืองไทยบ้าง ปรากฏว่าไปเว็บไหนก็เจอแต่ข่าวโปรโมตละครเรื่องนี้ ข้าเจ้าก็เลยรู้สึกว่า เรื่องแบบนี้มีมาตั้งนานแล้ว ทำไมต้องรอให้ละครนำมาตีแผ่เสียก่อนแล้วสังคมเล็กสุดของประเทศจึงจะออกมามีปากมีเสียงกับเขา ส่วนผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในด้านศีลธรรมจรรยาของพลเมืองชาติ ก็ไม่ต้องพูดถึงเจ๊า…เงียบเป็นเป่าสาก เจ๊า

    น่าสนใจพอสมควรเนาะเจ๊าเหล่าซือ ว่างานนี้ ทางออกของสังคมบ้านเราจะเป็นอย่างไร จะไปทิศทางไหน… ข้าเจ้าหวังว่าคงไม่เดินตามต่างประเทศต้อยๆเนาะเจ๊า ถ้าเป็นงั้น บ้านเราก็ไม่น่าอยู่เข้าไปทุกที

    สุขสันต์วันหยุดสุดสัปดาห์เจ๊าเหล่าซือ เทคกู๊ดแคร์เจ๊า xx

  13. ana says:

    ฮิฮิ..เสิร์ฟประเด็นร้อนฉ่ามาเรยค่ะ คุณเซป ข้าเจ้าไม่ถูกจริตกับละครฉาวคาวโลกีย์เทือกนี้ ดูครั้งแรกก็อึ้งกิมกี่ ดูอีกทีก็สลด ผู้จัดเค้าว่าเค้าสะท้อนสังคมแต่เด็กๆ ก็เลียนแบบกันเข้าไป เป็นงูกินหางกันแบบเนี๊ยะค่ะ บ้านเรา .. คุณเซปสบายดีนะคะ คิดถึงจังค่ะ

    :) ))

  14. septimus says:

    ผู้หญิงที่ยอมเป็นกิ๊ก..มักอ้างเรื่อง “ต้องการที่พึ่งพิง” ขอแค่แบ่งเสี้ยวไม่หวังแบ่งครึ่ง ไม่ได้ต้องการเป็นเมียหลวง หรือแฟนออกหน้าออกตา ขอแค่ผู้ชายให้เงินทองใช้ ซื้อของแบรนด์เนม ประเคนรถ บ้าน ฯลฯ เธอจะอยู่ได้อย่างไม่งี่เง่า เจียมเนื้อเจียมตัว!

    และผู้หญิงแบบเรยาในสังคมยังมีอีกเพียบ! ทั้งหลบซ่อน และลอยหน้าชูคอสลอนไปมา พวกเธอเหล่านี้ต้องเยียวยาจิตใจให้ออกสู่วังวน“เรยา”อย่างไรบ้าง เราหอบประเด็นเรยาไปร่วมพูดคุยกับ พญ. พรรณพิมล วิปุลากร ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้ความว่า

    ยอมเป็นกิ๊กเพราะ “ขาด” !

    “สำหรับบางคนแล้วมันมีภาวะบางอย่างที่เขาคิด รู้สึกกับตัวเขาเองว่าขาดอะไรบางอย่างไปในชีวิตของเขา แล้วเขามีคำตอบกึ่งสำเร็จรูปว่า บางทีการเข้าไปสู่ความสัมพันธ์แบบนี้ มันจะทำให้เราได้ในสิ่งที่เราขาดไป

    ทีนี้ต้องกลับไปถามว่า ความรู้สึกที่ขาดมันอาจไม่ได้ขาดจริง แต่เราไปรู้สึกว่าเราเหมือนจะขาด มันเริ่มต้นจากตรงนี้ก่อน แต่ถ้าเราย้อนกลับไปดูเราต้องทำความเข้าใจว่า ผู้คนในปัจจุบัน หรือเด็กที่เติบโตมาในปัจจุบันมันเหมือนกับมีคนมาบอกว่า ต้องมีนั่น มีนี่ สิ่งที่ต้องมีมันเยอะ ทั้งสิ่งที่อยู่นอกกายก็เยอะ ต้องมีนั่นมีนี่ และสิ่งที่มีอยู่ในใจก็เยอะเช่นกัน

    ซึ่งจริงๆ แล้ว เรามีอยู่เท่าเดิมแหล่ะ แต่พอเขาบอกว่ามีมากขึ้นก็เลยดูเหมือนเรามีน้อย ความต้องการมันมากขึ้น จึงกลายเป็นดูน้อยนั่นเอง”

    ไม่ต้องรัก ไม่ต้องผูกพัน ขอเพียงมี “ตังค์”

    “หมอมองว่าความสัมพันธ์ในปัจจุบันเป็นประเด็นพอสมควร เรื่องมิติของความสัมพันธ์ เราพบว่า ความสัมพันธ์ในยุคสมัยนี้ไม่ต้องมีความลึกซึ้ง ความผูกพัน หรือความตั้งอกตั้งใจกับความสัมพันธ์อันนั้น

    เราไม่ต้องรักเขาก็ได้แต่เรามีความสัมพันธ์แบบลึกซึ้งกันได้ หรือความสัมพันธ์จะเป็นอย่างไรก็ช่าง เราไม่ได้มองที่ปลายทางว่า จะรักกันจะใช้ชีวิตร่วมกัน จะแบ่งปันกันจะอยู่ด้วยกันตราบนานเท่านาน เหมือนกับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องรอง ความสัมพันธ์มันเหมือนเอามาตอบโจทย์อย่างอื่นแทน เช่น ก็ยังดีกว่าอยู่คนเดียว ดีกว่าอยู่เฉยๆ เปล่าๆ แล้วอาจจะได้ประโยชน์จากความสัมพันธ์นั้นมาอีก เช่น ข้าวของเงินทอง ทำให้เป็นความเข้าใจว่า ความสัมพันธ์แบบนี้มาเติมทั้งความขาดภายนอก และเติมความรู้สึกขาดของตัวเราเอง

    ในความเป็นจริงหากเรากลับมาดูปัจจัยภายนอก ที่เราไปบอกว่าเราต้องมีมากถึงจะพอ ทั้งที่เรามีน้อยเราก็เพียงพอได้ และความเป็นจริงคือ เราอยู่ได้ด้วยตัวเอง ตามลำพังได้ หรือสามารถที่จะมีอะไรที่อยู่ได้ด้วยความรู้สึกของตัวเราเองได้ มันไม่ได้แปลว่า ต้องมีความสัมพันธ์กับคนอื่นแบบนั้น

    ปัจจุบันนี้วิถีชีวิตเราหรือสังคมเมือง ต้องมีความสัมพันธ์กับผู้คนมากหน้าหลายตา แต่ผิวเผินไปหมด จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมแบบนี้ ซึ่งต่างจากสมัยก่อนคือ การคบหากันมันจะมีความมุ่งมั่นระดับหนึ่ง คบกันแล้วมีเป้าหมายที่จะมีอนาคตร่วมกัน จุดร่วมกัน ที่ไม่ใช่แค่ผิวเผินแบบสังคมปัจจุบัน

    แต่หมอก็ยังเชื่อว่า คนที่คบหาแบบจริงจังก็ยังมีนะ เพียงแต่ฝั่งผิวเผินอาจจะเยอะขึ้นกว่าเมื่อก่อนเท่านั้นเอง แต่ไม่ได้แปลว่าเมื่อก่อนไม่มีการคบแบบผิวเผิน แต่น้อยกว่า เพราะฉะนั้นเวลาเห็นเป็นภาพปรากฏของสังคม จึงรู้สึกว่ามันมากขึ้นกว่าเดิม

    ถ้าถามว่า คนสมัยนี้ขาดศีลธรรมไหม บางทีถ้าเอาศีลธรรมในแง่ศีล 5 ก็คงใช่ แต่ถ้าเราเอาเรื่องศีลธรรมมาพูดในเรื่องของสังคมบนมิติมันพูดลำบาก เพราะเหมือนกับว่า แรงกดดันกับแรงจูงใจมันผลักคนให้เข้าไปอยู่บนพื้นที่นี้เยอะขึ้น แต่แน่นอนเหมือนกันว่า ถ้าสังคมเรา ระหว่างความก้าวหน้าในเรื่องอื่นๆ มันชัดเจนในเรื่องของศีลธรรม หรือใช้เป็นเครื่องมือกำกับอยู่ มันก็ไม่ควรเกิดเรื่องอย่างนี้เยอะ”

    เป็นกิ๊ก ความสุขชั่วขณะ!

    “หมอคิดว่าหัวใจที่สำคัญคือ การกลับมาทบทวนที่ตัวเราเอง คือ เรยา จะมองให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า มันเป็นความสุขชั่วขณะ อย่างไรก็ตามต้องกลับมาเผชิญกับความทุกข์ ความไม่สมหวังอีกครั้ง แล้วชีวิตก็หมุนเวียนอยู่อย่างนี้ จากนั้นชีวิตก็จะทุกข์หนักขึ้นเรื่อยๆ เพราะตอนไม่สมหวังครั้งแรกมันก็ทุกข์ระดับหนึ่ง แต่พอใช้วิธีเดิมแล้วไม่สมหวังอีก มันจะรู้สึกแย่ลงไปอีก แล้วถ้ายังเลือกใช้วิธีเดิมอีก คุณก็จะรู้เลยว่าครั้งแรกไม่สมหวัง ครั้งที่สองก็ไม่สมหวัง แล้วครั้งที่สามคุณจะสมหวังเหรอ

    จะเห็นจากตัวละครเรยาได้ว่า ผู้คนเดินห่างหายไปจากเรยาทีละคน ในที่สุดวิธีอย่างนี้ไม่ได้ทำให้เราได้เติมความรู้สึกที่เราอยากจะได้ สุดท้ายจะมีแต่คนอยากจะเดินออกจากเราไป เพราะฉะนั้นต้องถามตัวเองให้ดีว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่ มันให้ความสุขกับสิ่งที่เราต้องการจริงหรือเปล่า โดยเฉพาะในระยะยาว

    คนที่ทุกข์ที่สุดจริงๆ จะเป็นตัวเราเองนะ ผู้คนอื่นๆ ที่เดินเข้ามาในชีวิตเรา เขาเข้ามาในชีวิตแล้วก็เดินออกไป จะมีก็แต่เราอยู่กับความไม่สมหวังกับชีวิตที่เราเลือกเอง อันนี้ต้องถามตัวเอง เราจะรับได้ไหมถ้าเจอครั้งที่ สอง สาม คนเดินเข้ามาในชีวิตแล้วก็จากไปคนแล้วคนเล่า ไม่มีใครรักจริง หมอไม่คิดว่าจิตใจของคนเราจะทนได้ หรือแม้แต่อย่างเรยาเอง”

    วิถีกิ๊กทำสภาพจิตบอบช้ำ

    “ประสบการณ์ที่หมอทำงานมา วัตถุที่อยู่ภายนอก..ในที่สุดมันไม่เติมความรู้สึกได้หรอก ในที่สุดคนเราต้องการความสัมพันธ์ที่มั่นคง ไม่ได้อยากมีความสัมพันธ์ที่ต้องแย่งชิง แล้วไม่รู้ด้วยว่าจะได้หรือไม่ หรือถ้าได้มาก็ไม่ยั่งยืน อย่างนี้มันก็วนอยู่กับปัญหาอย่างนี้ พอถึงจุดหนึ่งจะพบว่า มันทุกข์กว่าเดิม มีแต่ความทุกข์มากขึ้น อึดอัดกว่าเดิม ในที่สุดใจเราจิตใจจะบอบช้ำมาก

    และใครก็ตามที่มีนิสัยชอบแย่งแฟนผู้อื่น หรือชอบเป็นกิ๊ก ไม่ได้ถือว่าเป็นโรคจิต ซึ่งจากประสบการณ์ชีวิตของเขาที่ผ่านมามันทำให้เขามีมุมมองบางอย่าง ที่เขามองแล้วอาจจะเพี้ยนไป เช่น คุณสายตาสั้น 300 แต่คุณใส่ค่าสายตาแค่ร้อยเดียว แต่คุณหยิบมาใส่เองใช่ไหม มันก็ใช่ แต่เพราะว่าคุณถูกบอกไง ว่า ใช้แว่นค่าสายตาแค่นี้พอแล้ว ใช้ชีวิตได้ปกติแล้ว จากนั้นคุณก็จะมองอะไรมัวๆ กว่าคุณจะรู้ตัวว่าตาคุณมัว มันก็สายไปแล้ว

    คุณต้องเลิกคิดแบบนี้ ทำความคิดตัวเองให้ชัดขึ้น กลับมาลองดูใหม่ว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขจริงหรือเปล่า มันเป็นคำตอบของความต้องการเราจริงไหม”

    ไม่อยากโดนด่า “เรยา” ต้องอดทนกับความ “ไม่มี”

    “หมอแนะนำให้คนที่อยากเลิกนิสัยแบบเรยาจงคิดว่า เราจะต้องเข้มแข็งพอที่จะต่อสู้ อย่ายอมแพ้ ซึ่งเขาอาจจะกลับไปสู่เส้นทางเดิมอีก เช่น ลองหาใหม่ดูอีกสักคน เผื่อคราวที่แล้วจะยังไม่ใช่ อันนี้คือความยาก เราต้องไม่กลับไปวงจรเดิม กลับมาอยู่กับตัวเอง อยู่ได้ด้วยตัวเอง

    สู้กับความเหงา โดดเดี่ยว ความไม่มี ความลำบาก ความอดทน เช่น ทางเลือกเราอาจจะน้อยกว่าคนอื่นหน่อย เช่น ผู้หญิงการศึกษาน้อย ทางเลือกจึงน้อยกว่าผู้อื่น แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีทางเลือกแต่อาจจะน้อยกว่าคนอื่นหน่อย ดังนั้นเราจำเป็นต้องอดทน และสู้กับสภาวะจิตใจ ทำจิตให้เข้มแข็ง อย่ากลับไปวังวนเดิมอีก

    แต่โดยส่วนใหญ่เราจะเห็นคนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ก็คือ คนที่อดทน และยืนอยู่ได้นาน ในที่สุดเขาก็จะไปสู่เป้าหมายที่มีความสำเร็จได้ แต่ประเด็นตรงนี้คือ ความเข้มแข็งในใจเราเอง ยิ่งถ้ามีคนเกื้อหนุนด้วยจะดีมาก คนบางคนอาจจะโชคดีมีเพื่อนที่ดี เป็นมิตร ทั้งเบื่อเราสุดๆ ที่เราเป็นแบบนี้ แต่ก็ยังทุ่มเทที่จะเกื้อกูลเราในทางที่ดี จึงทำให้เราเข้มแข็ง มีเพื่อนปลอบปะโลม

    เราควรเปลี่ยนชีวิตตนเอง แล้วไปเจอผู้คนใหม่ที่สนับสนุนให้เราเข้มแข็งขึ้น เปลี่ยนสภาพแวดล้อมใหม่ จึงมีทั้งปัจจัยภายนอกและภายใน ที่สำคัญ ตัวเราบอกไม่ได้หรอกว่า ปัจจัยภายนอกมันจะเข้ามาอย่างไร แต่ข้างในตัวเราเองต้องต่อสู้พอสมควร”

    เห็นแล้วว่า เป็นกิ๊กเพราะ “เลือก” เองจากกิเลสตัณหาล้วนๆ หาใช่ “ขาด” หรือ “ปมด้อย” อะไรไม่!

    เพราะฉะนั้นคุณสาวๆ ต้องถามตัวเองว่า คุณค่าของการเป็นมนุษย์เพศหญิงอยู่ที่ไหน จำเป็นนักหรือที่ต้องไปแย่งชิงสามีคนอื่น หรือต้องให้ได้มาซึ่งวัตถุด้วยการพลีกายใช้เซ็กซ์แลก…!!

  15. septimus says:

    ส้ม เป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็กหลายชนิดในสกุล Citrus วงศ์ Rutaceae มีด้วยกันนับร้อยชนิด เติบโตกระจายอยู่ทั่วโลก โดยมากจะมีน้ำมันหอมระเหยในใบ ดอก และผล และมีกลิ่นฉุน หากนำใบขึ้นส่องกับแสงแดด จะเห็นจุดเล็กๆ เต็มไปหมด ซึ่งจุดเหล่านั้นก็คือแหล่งน้ำมันนั่นเอง ส้มหลายชนิดรับประทานได้ ผลมีรสเปรี้ยวหรือหวาน มักจะมีแคลเซียม โพแทสเซียม วิตามินเอ และวิตามินซี มากเป็นพิเศษ

    ถ้าผลไม้จำพวกนี้มี มะ อยู่หน้า ต้องตัดคำ ส้ม ออก เช่น ส้มมะนาว ส้มมะกรูด เป็น มะนาว มะกรูด

    อนุกรมวิธานของส้มนั้น มีความยุ่งยากและสับสนมาช้านาน และเป็นที่ถกเถียงในการจำแนกและตั้งชื่อชนิด (สปีชีส์) ของส้มอยู่เสมอ และการจำแนกกลุ่มยังขึ้นกับนักอนุกรมวิธานด้วย เช่น สวิงเกิล (Swingle) จำแนกได้ 16 ชนิด, ทานาคา (Tanaka) จำแนกได้ 162 ชนิด และฮอจสัน (Hodgson) จำแนก 36 ชนิด ขณะที่บางท่านเสนอว่าส้มทั้งหลายจัดเป็นพืชชนิดเดียวกัน ที่สามารถผสมพันธุ์ระหว่างกันได้ ขณะเดียวกัน การจำแนกอย่างละเอียดของทานาคา ก็สร้างความสำเร็จได้ เนื่องจากพบในภายหลังว่า บางชนิดเป็นเพียงการผสมข้ามสายพันธุ์เท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกหากเราจะพบชื่อวิทยาศาสตร์ของส้ม หลายชนิดที่แตกต่างกัน ดังนั้นเพื่อความแน่นอน จึงมักจะระบุถึงนักอนุกรมวิธานผู้จำแนกเอาไว้ด้วยพืชตระกูลส้ม

    ปัจจุบันนี้ มีการใช้เทคนิคในการระบุเอกลักษณ์ด้วยดีเอ็นเอ (DNA) และมีการเสนอว่าอาจจะมีชนิดพื้นฐานของส้มอย่างกว้างๆ 4 ชนิด ด้วยกัน คือ
    * C. halimii – พบทางภาคใต้ของไทย และตะวันตกของมาเลเซีย อาจเป็นชนิดต้นกำเนิดของส้ม Poncirus และ Fortunella
    * C. medica – ส้มโอมือ หรือส้มมือ อาจเป็นต้นกำเนิดของมะนาว หรือเลมอน (lemon)
    * C. reticulata – อาจเป็นต้นกำเนิดของส้มจำพวกส้มเขียวหวานทั้งหลาย
    * C. maxima (หรือ C. grandis) – ส้มโอ น่าจะเป็นต้นกำเนิดของส้มในปัจจุบันบางชนิดเช่นกัน

    การแบ่งกลุ่มของส้ม
    สำหรับประเทศไทย มีการจำแนกพืชตระกูลส้ม พบว่าตระกูลย่อยที่สำคัญที่สุด คือ ตระกูลย่อยของส้ม ซึ่งประกอบด้วยส้มชนิดต่างๆ มะขวิด มะตูม และส้มสามใบ อย่างไรก็ดี พืชตระกูลย่อยนี้ สามารถแบ่งได้ 4 กลุ่ม ได้แก่

    * กลุ่มส้มเกลี้ยงและส้มตรา (Orange group) แบ่งเป็นส้มที่มีรสหวาน (Sweet Orange: Citrus sinensis) และส้มทีมีรสเปรี้ยว หรืออาจมีรสออกขม (Sour or Bitter Orange: Citrus aurantium)

    * กลุ่มส้มจีน ส้มเขียวหวาน (Mandarin group) ได้แก่ ซัทซูมา มานดาริน (Satsuma Mandarin:Citrusunshiu) คิงส์ แมนดาริน (King Manderin: Citrus nobilis) เมดิเตอร์เรเนียน แมนดาริน (Mediterranean Mandarin: Citrus delicoia) คอมมอน แมนดาริน (Common Mandarin: Citrus reticulata)
    * กลุ่มส้มโอ และเกรฟฟรุท (Pummelo and Grapefruits) ได้แก่ ส้มโอ (Pummelo: Citrus maxima) และเกรฟฟรุท (Grapefruits: Citrus paradise)

    * กลุ่มมะนาว (Common acid member group) ได้แก่ ซิตรอน (Citron: Citrus medica) เลมอนหรือมะนาวฝรั่ง (Citrus lemon)

  16. septimus says:

    “ท่าน ว.วชิรเมธี” บอกดู “ดอกส้มฯ” เป็นก็เห็นธรรม

    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 พฤษภาคม 2554 19:09 น.

    ท่าน ว.วชิรเมธี เผย กรรม 9 ข้อที่เป็นเหตุให้สังคมไทยต้องเข้าสู่วิกฤตอันยาวนาน และ 3 ลัทธิที่คนไทยต้องรู้ทัน พร้อมชี้การดูละครเรื่อง ดอกส้มสีทอง ถ้าดูให้เป็นก็เห็นธรรมได้ และสามารถเรียนรู้สิ่งที่ดีได้ แม้จะเป็นละครน้ำเน่า เช่นเดียวกันหากดูไม่เป็นถึงแม้จะเป็นละครน้ำดีแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์

    พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี กล่าวว่า เมื่อพูดกันถึงเรื่องกรรม คนไทยมักพูดกันแต่กรรมส่วนบุคคลโดยไม่เคยมองถึงกรรมในระดับสังคม การแก้กรรมซึ่งเป็นเรื่องส่วนบุคคลนั้น หากทำถูกต้องก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ต้องไม่ลืมการแก้กรรมระดับสังคมด้วย ทุกวันนี้ สังคมไทยเต็มไปด้วยปัญหา เพราะว่าสังคมของเราได้สั่งสมเหตุปัจจัยหรือกรรมเก่าในทางที่ไม่ดีมาอย่างยาวนาน และตอนนี้กรรมเก่าที่เราสั่งสมมาร่วมกันกำลังแสดงผลให้คนไทยได้เห็น โดยกรรมเก่าที่ว่านั้นประกอบด้วย 9 เรื่องด้วยกัน ได้แก่

    1.การเลี้ยวเข้าทางผิด ซึ่งหมายถึง การใช้วิธีรัฐประหารแก้ปัญหาบ้านเมือง ซึ่งไม่เพียงแต่ไม่แก้ปัญหา แต่ยังสร้างปัญหาใหม่ไม่จบสิ้น

    2.การทุจริตจนเป็นวัฒนธรรม คือ การคอร์รัปชันที่มีแพร่หลายในทุกวงการ

    3.การเมืองตกต่ำล้มเหลว คือ การเมืองที่กลายเป็นธนาธิปไตยเต็มรูปแบบ ซึ่งหมายถึง การเมือง = เงิน+อำนาจ+เงิน ทำให้เจตนารมณ์ที่แท้ของการเมืองหายไป

    4.ค่านิยมบิดเบี้ยวทั้งสังคม หมายถึง ยอมรับคนโกง ยกย่องคนรวยโดยไม่ถามว่ารวยมาอย่างสุจริตหรือไม่ นิยมความรุนแรงในการแก้ปัญหา

    5.การศึกษาจ่อมจมอยู่แค่ใบปริญญา คือ ผลการเรียนเด็กไทยตกต่ำ การเรียนหนังสือเพื่อเอาแต่ใบปริญญาแต่ไม่เน้นสติปัญญา มหาวิทยาลัยขายปริญญามีกันมากมาย การศึกษามีความหมายแคบและผิดเพี้ยน

    6.ชาวประชาแตกสามัคคี หมายถึง ภาวะแตกสามัคคีและแบ่งเป็นเสื้อสีต่างๆ

    7.เศรษฐกิจลูกผีลูกคน คือ ภาวะข้าวยากหมากแพง ช่องว่างระหว่างคนรวยคนจนห่างกันติดอันดับโลก

    8.สแกนกรรมสัปดนนอกธรรมวินัย หมายถึง การเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ไม่ถูกต้องทั้งเชิงเนื้อหาและวิธีการที่มีอยู่มากมาย

    9.ภาคใต้กลียุค คือ ความรุนแรงที่ปะทุรายวันและมองไม่เห็นว่าจะยุติลงได้อย่างไร

    พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี กล่าวต่อว่า ขณะที่กรรมส่วนบุคคลที่คนไทยต้องรู้เท่าทันคือ“ลัทธินอกพุทธศาสนา 3 ลัทธิ” ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เมื่อใครเชื่อแล้วจะทำให้กลายเป็นนักยอมจำนนต่อชีวิต ยอมจำนนต่อปัญหา ไม่ลุกขึ้นมาต่อสู้ชีวิตและอุปสรรคซึ่งลัทธิทั้ง 3 นี้ คือ

    1.ลัทธิกรรมเก่า ซึ่งเชื่อว่าทุกอย่างในชีวิตเป็นผลผลิตของกรรมเก่าจะเจริญรุ่งเรืองได้เพราะกรรมที่ได้ทำแต่ชาติก่อน

    2.ลัทธิเทพเจ้าบันดาล เชื่อว่าทุกอย่างในชีวิตเทพเจ้าลิขิตไว้แล้ว และ

    3.ลัทธิบังเอิญหรือจะเรียกอีกอย่างว่า ลัทธิช่างหัวมัน เชื่อว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ไม่มีที่มา ไม่มีที่ไป มนุษย์ไม่มีทางกำหนดคาดการณ์อะไรได้ เช่น นักการเมืองจะโกงก็โกงไป ซึ่งถ้าเป็นลักษณะเช่นนี้ก็จะส่งผลให้ตนไทยเกิดความวางเฉยและใส่เกียร์ว่าง

    ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย กล่าวอีกว่า ส่วนการแก้กรรมนั้นควรเริ่มด้วยการแก้ความเข้าใจที่ผิดตั้งแต่ระดับ “ถ้อยคำ” คือ ต้องสังคายนาความหมายของ “กรรม” กันให้ชัดเจนว่า กรรม หมายถึง การกระทำทางกาย วาจา และใจ ไม่ใช่เรื่องลึกลับดำมืดในทางเสียหายที่เราสร้างไว้ในชาติปางก่อนเท่านั้น แต่เน้นไปที่การกระทำทั้งที่ดี และที่ชั่วในชีวิตนี้เป็นสำคัญ และหลักของกฎแห่งกรรมก็มีอยู่ว่า “ทำเหตุที่ดี ก็ได้รับผลที่ดี ทำเหตุที่ไม่ดี ก็ได้รับผลที่ไม่ดี” หรือ “ดีชั่ว อยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว” ในส่วนของผู้เผยแผ่พุทธศาสนา ถ้าเราเห็นว่า ท่านสอนไม่ถูก ก็ต้องช่วยกัน “ถวายความรู้” ให้พระสงฆ์และแม่ชีได้รับการศึกษาที่ดีและถูกต้อง ไม่ควรปล่อยให้ท่านบวชเอง เรียนเอง แล้วตั้งตนเป็นครูบาอาจารย์สอนผิดๆ ถูกๆ ซึ่งก่อผลเสียแก่ประชาชนในวงกว้างและระยะยาว

    “การแก้กรรมนั้นควรแก้ความเชื่อที่ผิดวามเข้าใจที่ผิดให้หันมาเชื่อถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ใช้ชีวิตถูกต้อง ดำรงชีวิตอยู่ด้วยสติปัญญา ไม่สยบยอมต่อปัญหาและอุปสรรค ไม่มองโลกและชีวิตว่าเป็นเพราะกรรมเก่าล้วนๆ โดยลืมเหตุปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นส่วนประกอบในปัจจุบัน รวมทั้งเชื่อมั่นว่า มนุษย์สามารถลิขิตชีวิตของตนเองด้วยกรรมคือการกระทำของตนเองในชีวิตนี้ และกระบวนการทั้งหมดนี้เราต้องทำด้วยตนเอง ไม่ใช่ให้คนอื่นมาทำให้ เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า ความบริสุทธิ์ หรือไม่บริสุทธิ์เป็นเรื่องเฉพาะตัว คนหนึ่งจะยังอีกคนหนึ่งให้บริสุทธิ์หาได้ไม่ หรือถ้าจะกล่าวสั้นๆ ท่านสอนหลักกรรมเพื่อให้รับผิดชอบต่อชีวิต สู้ชีวิต ไม่ใช่เพื่อให้ยอมจำนนต่อปัญหาของชีวิต และคิดเอาง่ายๆ ว่า กรรมแก้ได้ด้วยการใช้เงินไม่กี่บาท หรือด้วยพิธีกรรมแปลกๆ ก็จบแล้วซึ่งการสอนเช่นนี้ มีแต่ทำให้คนไม่กลัวบาปกลัวกรรมเพิ่มขึ้น เพราะเห็นว่า หากทำผิด ทำชั่ว ไม่ต้องกลัว เดี๋ยวมีคนช่วยแก้ให้” พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี กล่าว

    พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ได้เสนอแนะในการดูละครดอกส้มสีทองที่กำลังเป็นกระแสสังคมทุกวันนี้ว่า การดูละครนั้น หากดูเป็นก็จะเห็นธรรม เพราะเราสามารถเรียนรู้สิ่งดีๆ ได้แม้จากละครน้ำเน่าอย่างเรื่อง “ดอกส้มสีทอง” ซึ่งเป็นละครที่มีตัวอย่างในทางที่ไม่ดีอยู่หลายตอน เหมือนกับที่ดอกบัวยังสามารถงอกงามได้จากโคลนตมที่สกปรก และเช่นเดียวกัน หากเราดูไม่เป็น ต่อให้เป็นละครน้ำดีแค่ไหน ก็ไม่ได้ประโยชน์มากนัก ดังนั้น นอกจากสังคมไทยจะต้องการละครที่มีเนื้อหาดีๆ แล้ว ก็ยังต้องการผู้ชมละครที่มีท่าที ในการดูละครที่ดี ที่มีวิจารณญาณด้วยเช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น ในอดีตสมัยพุทธกาล อัครสาวกของพระพุทธเจ้ายังเคยได้รับแรงบันดาลใจดีๆ จากละครเวทีจนถึงกับออกบวชและได้บรรลุธรรม ด้วยเหตุนั้น ละครแต่ละเรื่องจึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากหากรู้จักผลิตและรู้จักดู จึงขอเชิญชวนให้ทั้งผู้ผลิตและผู้ดูช่วยกันเรียกร้องคุณภาพให้กับวงการละครโทรทัศน์ไทยให้มากขึ้น

    นอกจากนี้ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ยังได้แนะนำ 5 หนังสือที่ชาวพุทธควรอ่าน โดยเป็นหนังสือที่มีสาระสำคัญของพุทธศาสนาที่แท้ คือ เมื่อศึกษาเป็นอย่างดี ก็จะทำให้รู้ว่า พุทธศาสนาที่แท้ มีลักษณะอย่างไร การแก้กรรมที่ถูกต้อง ต้องทำอย่างไร ลัทธิที่สวนทางกับพุทธศาสนาท่านว่าไว้อย่างไร และการจะเป็นชาวพุทธชั้นนำต้องทำตัวอย่างไร หนังสือดีที่ชาวพุทธควรอ่านได้แก่
    1.พระไตรปิฎก
    2.พระไตรปิฎก ฉบับสำหรับประชาชน
    3.คุณลักษณะพิเศษของพุทธศาสนา
    4.หลักชาวพุทธ (เกณฑ์มาตรฐานของการเป็นชาวพุทธ)
    5.เชื่อกรรม รู้กรรม แก้กรรม

  17. septimus says:

Leave a Reply