septimus' blog

ตำนานพื้นบ้าน…กำเนิดแม่น้ำของ

 

เรื่องเล่าปรัมปราที่อ่านไปก็บอกตัวเองไปสัปดนวันละนิดจิตแจ่มใส

 

 

Photobucket

 

ยักษ์สะลึคึดั๋งแด๋ง นอนตะแคงคุงฟ้า เด็กน้อยเข้าไปหลิ่นหมากบ้าในฮูดั๋งมัน ได้เป็นพันเป็นหมื่น ยามมันพลิกคิงตื่น เด็กน้อยเป็นหมื่นแตกตื่นออกมา” 

 

ข้างต้นเป็นการบรรยายภาพร่างกายที่ใหญ่โตของยักษ์เพศผู้พระเอกของเรื่อง ผู้ให้กำเนิดแม่น้ำของ หรือ  แม่น้ำโขง นามสะลึคึ 

 

ที่มีเรื่องเล่าเค้าส่งผ่านกันมาปากต่อปากตามเส้นทางแห่งกาลเวลาว่า

 

 

 

. 

 

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ.บริเวณที่เป็นอาณาเขตของประเทศจีน พม่า ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ในปัจจุบัน

 

ขณะที่บรรดาผู้คนอยู่อาศัยรวมกันเป็นกลุ่มเล็กๆตามป่าเขา ก็มียักษ์เพศผู้ตนหนึ่งหากินอยู่ในบริเวณนี้เช่นกัน

 

ดังนั้นแน่นอนว่าผู้คนเหล่านี้ย่อมรู้จักยักษ์เพศผู้ตนนี้เป็นอย่างดีและพากันเรียกขานว่า ยักษ์สะลึคึ

 

เวลาที่เจ้ายักษ์สะลึคึเดินทางไปหาอาหาร จะก่อให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเกิดแผ่นดินเลื่อนหรือแยกออกเป็นร่องอยู่เสมอ และผู้คนเหล่านั้นก็ไม่ต้องเป็นอันทำอะไร นอกจากรีบเก็ทเอาท์ออฟสะลึคึส์เวย์…พากันอพยพหลบหนีเอาตัวรอดโดยเร็วที่สุดด้วยการไปหลบซ่อนตัวอยู่ตามหุบเขา

 

ลักษณะเด่นของยักษ์สะลึคึอันเป็นต้นตอของความฮา เอ้ย ต้นตอของเรื่องราวงานก่อสร้างชลประทานครั้งใหญ่นี้ก็มีว่า มันมีอวัยวะเพศที่ใหญ่ยาวมากถึงขนาดที่ไม่สามารถหากางเกงหรือเสื้อผ้าสวมใส่ได้เหมือนยักษ์ตนอื่นๆเอาทีเดียว

 

ดังนั้นมันก็จึงต้องเดินเปลือยกายโทงๆลากอวัยวะเพศไปหาอาหารกิน… เรื่อยยยยไป

 

อันทำให้ผืนดินผืนป่าถูกครูดเป็นร่องและลึกลงไปเรื่อยๆ เพราะมันจะลากไปมาตาม เส้นทางเดิม อยู่เสมอ

 

 

ครั้นเมื่อถึงฤดูฝน น้ำที่ไหลหลากจากเทือกเขาต่างๆในบริเวณประเทศจีน พม่า ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ก็จะไหลลงไปรวมกันที่ร่องลึกดังกล่าว

 

นานวันเข้า ไม่เพียงร่องลึกนั้นจะขยายตัวเพิ่มขึ้น ปริมาณน้ำที่ไหลมาจากเทือกเขาต่างๆก็เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัวไปด้วยเช่นกัน… ก่อให้เกิดแม่น้ำที่กว้างใหญ่

 

ที่ผู้คนที่เป็นชาวบ้าน ชาวป่า ชาวเขาได้อาศัยดื่มกินหล่อเลี้ยงชีวิต และพากันเรียกขานแม่น้ำสายนี้ว่าแม่น้ำของ

 

ด้วยเหตุผลว่าเป็นแม่น้ำที่เกิดจากของ” หรือ “อวัยวะเพศ” ของยักษ์สะลึคึ ลากครูดไปมาจนเป็นร่องน้ำนั่นเอง

 

 

 

 

Photobucket

 

 

และด้วยเหตุที่เมื่อยักษ์สะลึคึต้องลาก ของผ่านไปบริเวณไหนบริเวณนั้นก็เกิดการเปลี่ยนแปลงราบพนาสูร เป็นผลให้ต้นไม้ที่หักโค่นลงนั้นต้องแปลงตัวเป็นเสี้ยนหนามปักเสียบเข้าไปในเนื้อหนังของยักษ์สะลึคึบ้างล่ะน่ะ  

 

ซึ่งเรื่องนี้ผู้เฒ่าก็เล่าสืบต่อกันมาว่า เสี้ยนหนามที่บังอาจปักเสียบเข้าไปในเนื้อหนังอวัยวะเพศของยักษ์สะลึคึนั้นไม่สามารถระคายเคืองยักษ์สะลึคึได้สักกี่มากน้อย

 

สำหรับยักษ์สะลึคึแล้ว ต้นไม้เหล่านั้นเป็นเพียงเศษไม้เล็กๆเท่านั้นเอง และมันก็จะถอดเศษหนามหรือเสี้ยนเหล่านี้เหวี่ยงทิ้งไปตามที่ต่างๆ

 

หากสำหรับผู้คนแล้ว เสี้ยนหนามดังกล่าวคือท่อนซุงดีๆนี่เอง และส่วนใหญ่ก็เป็นท่อนซุงไม้ตะเคียนท่อนใหญ่และยาวมากเสียด้วย

 

 

ดังนั้นก็จึงพากันนำเสี้ยนหนามดังกล่าวมาขุดแต่งเป็นเรือยาว แต่ละลำมีความยาวถึง 20 เมตร จากนั้นนำมาพายแข่งกันในลำน้ำของ

 

อันเป็นที่มาของประเพณี ส่วงเฮือ การแข่งขันเรือยาวในช่วงเทศกาลออกพรรษา

 

 

 

Photobucket

 

 

 

นอกจากนี้ยังมีร่องรอยอื่นๆอันเป็นเส้นทางที่ยักษ์สะลึคึลาก ของไปหากินในแต่ละวัน ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อหลายแห่ง เช่น

 

 

ภูคันนาหรือกำแพงหินยักษ์” ซึ่งทอดยาวจากเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ไปตามเส้นทางหมายเลข 13 มีลักษณะเป็นคันหินที่วางทับซ้อนกันมีความหนาของคันหิน ประมาณ 1 เมตร บางช่วงสูง 10 – 20 เมตร   เป็นแนวยาวจากตัวเมืองท่าแขกไปทาง ทิศเหนือ ถึงบริเวณบ้านกกไฮ ยาวประมาณ 14 – 16 กิโลเมตร นั้น ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า กำแพงหินเกิดจากยักษ์สะลึคึลาก ของไปจนทำให้หินภูเขาแยกไปเป็นแถบๆ พอขากลับเกิดลากของกลับมาผิดร่องเดิม หินจึงมีลักษณะเป็นคันเหมือนคูนาแต่สูงมาก ชาวบ้านจึงเรียก ภูคันนาเลียบไปตามริมฝั่ง แม่น้ำของ”               

 

 

อยู่มาวันหนึ่ง ยักษ์สะลึคึ ออกเดินทางไปหาอาหารกินตามปกติ มันเดินทางจากท่าแขกขึ้นไปทางทิศเหนือ พอไปใกล้จะถึงบริเวณที่เป็นอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลยในปัจจุบัน ยุคนั้น แม่น้ำของบริเวณนั้นน้ำกัดเซาะตลิ่งทำให้แม่น้ำของกว้างและลึกมากกว่าที่อื่น ยักษ์สะลึคึเห็นควายป่าตัวหนึ่ง ตัวใหญ่มาก มีเขาสวยงามยามแสงแดดกระทบที่เขาจะมีแสงวับวาวราวกับสีเงินยวง มันจึงจับก้อนหินใหญ่ทุบไปที่ตัวควายป่า ทำให้ควายป่าตัวนั้นตกลงไปในลำแม่น้ำของและจมหายไป

 

ยักษ์สะลึคึงมหาเท่าไรก็หาไม่พบ จึงใช้ไม้ซุงทำเป็นไม้คานหาบเอาหินภูเขาฝั่งซ้ายแม่น้ำของ มาทดน้ำด้านเหนือไว้ เพื่อจะได้มองเห็นควายป่าที่จมอยู่ทางทิศใต้ของแม่น้ำได้

 

มันพยายามทำเป็นคันคูหิน โดยหาบหินมาหลายเที่ยวจนคันคูหินใกล้จะจรดฝั่งขวาเข้าไปทุกที

 

แต่แล้วไม้ซุงที่ทำเป็นคานหาบหินนั้นก็เกิดหักกะทันหัน ทำให้ไม้คานแตกเป็นเสี่ยงๆ

 

บางเสี่ยงของไม้คานได้กระเด็นไปตกยังฝั่งของแม่น้ำโขงบริเวณนั้น ชาวบ้านจึงเรียกบริเวณนั้นว่าเสี่ยงคานต่อมาภายหลังเรียกเพี้ยนกันไปกลายเป็น เชียงคาน

 

 

ส่วนคันคูหินที่ยักษ์สะลึคึสร้างเพื่อทดน้ำนั้น ปัจจุบันชาวบ้านเรียกว่า แก่งคุดคู้

 

 

และภูเขาที่อยู่ทางด้านทิศใต้ของแก่งคุดคู้ซึ่งมีลักษณะเป็นชะง่อนผาแหลมยื่นออกมาเหมือนเขาควาย เชื่อกันว่าเป็นควายป่าตัวที่จมในน้ำนั้นเองที่กลายเป็นภูเขา ชาวบ้านพากันเรียกว่า ภูควายเงินด้วยเหตุที่เขาควายตัวนั้น เมื่อกระทบกับแสงแดดจะเป็นสีเงินยวง

 

 

กล่าวฝ่ายถึงบุพเพสันนิวาสของยักษ์สะลึคึ… อีแก้วโยนีหลวง

 

เพราะความที่นางยักษ์ตนนี้มีชื่อบ่งชี้ว่าอวัยวะเพศของเธอน่าจะใหญ่หลวงหรือ มหึมา ผู้เฒ่าผู้แก่ก็จึงให้ฉายาเธอว่า อีนางแก้ว…หลวง

 

อาหารของอีนางแก้ว…หลวงจะเป็นประเภทปลา

 

บริเวณที่เธอจะออกจับปลาก็ได้แก่บริเวณจังหวัดมุกดาหาร ลงไปทางใต้ ผ่านอุบลราชธานี จำปาสัก… บริเวณน้ำตก คอนพระเพ็งคือแหล่งหาปลาที่เธอต้องเหยียบย่ำไปมาวันแล้ววันเล่า จนเกิดเป็นเกาะแก่งดังที่เห็นกันในปัจจุบัน… และเลยลงไปจนถึงดินแดนกัมพูชา ถึงเวียดนามติดกับทะเล

 

วิธีการหาปลาของ  “อีนางแก้ว…หลวง”  นั้นพิสดารไม่ต้องอาศัยเครื่องมือจับปลาใดๆทั้งสิ้น… เนื่องจากเธอก็ไม่สวมใส่เสื้อผ้าเช่นกัน วิธีหาปลาจึงใช้วิธีนอนถ่างขา เอาอวัยวะเพศรองรับน้ำตก คอนพระเพ็งบ้างน้ำตกหลี่ผีที่มีปลาชุกชุมบ้าง ฝูงปลาก็จะเข้าไปรวมตัวกันในช่องคลอด พอเธอเห็นว่าปลาเข้าไปอยู่ภายในมากพอประมาณแล้ว เธอก็หุบขาแล้วลุกขึ้นยืน ก้าวย่างลงไปทางทิศใต้ถึงบริเวณเมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน แล้วเธอก็จะถ่างขาเทน้ำและปลาออกมา ทั้งน้ำทั้งปลาจำนวนมากก็หลั่งลงพื้น เจิ่งนอง กลายเป็นทะเลสาบ ปัจจุบันเรียก  “โตนเลสาบ”   ซึ่งเป็นแหล่งปลาชุกชุมมากที่สุดในกัมพูชา นับเป็นผลงานมาสเตอร์พีสของ “อีนางแก้ว…หลวง(บางคนพอได้ทราบเรื่องที่มาของปลากรอบเขมรแล้ว บางครั้งปลากรอบมีกลิ่นไม่ดี ก็พาลคิดว่าคงเป็นพราะผลพวงจากวีรกรรมของ อีนางแก้ว)

 

 

ครั้นมาถึงด้านความรักของยักษ์ทั้งสอง…

 

ผู้เฒ่าผู้แก่ผู้สันทัดกรณี ท่านก็เล่ากันว่า ยักษ์ “สะลึคึ” ก็มีความต้องการทางเพศสูง มีความใฝ่ฝันหาเพศตรงข้ามเหมือนมนุษย์ทั่วไปและในทำนองเดียวกัน นางยักษ์อีนางแก้ว…หลวงก็มีความต้องการจากเพศตรงข้ามด้วยเหมือนกัน เวลาที่ยักษ์สะลึคึเกิดความต้องการทางเพศขึ้นมา ไม่มีอะไรจะทัดทานได้ บางทีตัวมันเองต้องไปดึงเอาหวาย จากป่าดงมาจำนวนมาก เพื่อทำเป็นเชนาะหรือเชือกมัดดึงอวัยวะเพศไว้ แต่หวายที่ขันชะเนาะนั้นทนแรงดันไม่ได้ก็ขาดสะบั้น จนหวายเกือบจะไม่มีเหลือให้เราได้ใช้จักสานกันเลยทีเดียว

 

ส่วนนางยักษ์ อีนางแก้ว…หลวงก็ใช่ย่อยความคันที่เกิดกับเธอ ผู้เฒ่าเล่าว่าความคันของ บอนที่มีอยู่ในบึงนับพันแห่งรวมกันเข้า ก็ยังไม่เท่าอาการคันของ อีนางแก้ว…หลวง

 

 

ด้านที่เกิดเหตุบุพเพสันนิวาสนั้นเล่าท่านผู้เฒ่าผู้แก่ก็ยืนยันว่ามีจริง…

 

นั่นคือณ.บริเวณจังหวัดมุกดาหารในปัจจุบัน โดยแต่ก่อนนั้นเทือกเขาภูพานจะทอดเป็นแนวยาว พาดผ่านจากจังหวัดสกลนครไปถึงจังหวัดมุกดาหาร นับว่าเป็นภูเขาที่สูงมาก ครั้นเมื่อกลับกลายเป็นลานสาวกอดของยักษ์ทั้งสองตน ภูมิประเทศแถบนั้นก็เปลี่ยนไป…

 

               

 

ยักษ์สะลึคึเที่ยวหากินสัตว์ป่า จากดินแดนประเทศจีนลงมาทางทิศใต้ผ่านพม่า ลาว ไทย จนถึงบริเวณเมืองท่าแขกและนครพนม มุ่งหน้าสู่จังหวัดมุกดาหาร อันมีเทือกเขาภูพานกั้นอยู่

 

ขณะเดียวกัน นางยักษ์อีนางแก้ว…หลวง ก็หาปลากินตามปกติ โดยหาปลาขึ้นมาเรื่อยๆ มุ่งหน้าจากดินแดนเวียดนามผ่านกัมพูชา เข้าสู่ดินแดนไทยใกล้เข้ามาถึงมุกดาหารที่มีเทือกเขาภูพานเทือกเดียวกันขวางกั้นอยู่เช่นกัน

 

 

มาตรแม้นว่าจะมีภูเขาสูงกั้นอยู่อย่างไร หากยักษ์ทั้งสองตนก็สามารถพบกันเป็นครั้งแรกจนได้ ด้วยมีร่างกายสูงใหญ่เกินกว่าภูเขาลูกนั้นจะทำหน้าที่ดั้งเดิมได้สำเร็จ

 

 

รักแรกพบได้เกิดขึ้นแล้วทั้งสองโผเข้าหากัน ภูเขาที่กั้นขวางหน้า…หาได้เป็นอุปสรรคไม่ ทั้งสองกอดรัดฟัดเหวี่ยง กลิ้งไปมาทำให้เทือกเขาภูพานส่วนหนึ่งแตกถล่มทลายกลายเป็นภูเขา ลูกเล็ก ลูกน้อย บางแห่งราบเป็นหน้ากอง แตกพังทลายลง

 

 

ในปัจจุบัน บริเวณดังกล่าวกลายเป็นสถานที่ที่ชาวบ้านเรียกชื่อแตกต่างกันไป เช่น 

 

บริเวณที่ยักษ์สะลึคึ กับยักษ์อีนางแก้วนอนด้วยกัน เรียกว่า “ดงบักอี่” 

 

ภูเขาที่แตกออกเป็นภูเล็กภูน้อยมีชื่อว่า ภูมโน   ภูหมู   ภูจ้อก้อ และภูผาเทิบ

 

แล้วยังมีลำห้วยธรรมชาติแห่งหนึ่ง อยู่ทางทิศใต้ของหอแก้วมุกดาหารลงไปประมาณ 5 กิโลเมตร กรมทางหลวงได้ทำป้ายชื่อของลำห้วยที่หัวสะพานว่าห้วยลึคึ” ซึ่งเชื่อกันว่า เป็นสายน้ำที่เกิดจากการถึงจุดสุดยอดของยักษ์สะลึคึ จนเป็นสายธารหลั่งไหลลงสู่แม่น้ำของนั่นเอง

 

 

ผู้เฒ่าที่รู้เรื่องราวเหตุการณ์แห่งความรักอันเป็นมหาอมตะนิรันดร์กาลนี้ยังเล่าอีกว่า ขณะที่นางยักษ์อีนางแก้วยังนอนหลับไหลอยู่นั้น เจ้ายักษ์สะลึคึได้ลุกขึ้นเดินไปดูผลงาน เอ้ย ดูบริเวณที่เป็นรังรักว่าพังทลายพินาศลงไปขนาดไหน

 

แต่พอมันได้ก้าวเดินไปทางทิศใต้เลยอำเภอดอนตาลไปไม่ไกลนักก็เกิดเข่าอ่อน ทรุดฮวบลง หัวเข่าทั้งสองข้างกระทุ้งลงบนพื้นดิน อวัยวะเพศที่มหึมาก็กระแทกลงบนพื้นดินเช่นกัน ทำให้พื้นบริเวณนั้นทรุดลง เป็นแอ่งกว้างลึก ภายหลังกลายเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ก่อให้เกิดชุมชนที่มีความเจริญเป็นบ้านเป็นเมือง เรียกว่า ชานุมาร” ซึ่งแปลว่าหัวเข่าของยักษ์ภายหลังเรียกขานกันเปลี่ยนไปเป็นชานุมาน” ซึ่งเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดอำนาจเจริญ

 

               

 

นอกจากนี้ยังมีสถานที่อีกหลายแห่งที่ยังปรากฏร่องรอยของยักษ์สะลึคึและนางยักษ์อีนางแก้ว…หลวง ที่เกี่ยวข้องกับลุ่มแม่น้ำของ เช่น 

 

ภูเขาที่ชาวบ้านน้ำแม่สะนามที่เขื่อนน้ำเทิน 1 สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เรียกว่าฮ่างบักสะลึคึนั้นจะมีลักษณะเหมือนอวัยวะเพศของยักษ์สะลึคึ ชูโดดเด่นเป็นแท่งขึ้นไปอย่างน่าอัศจรรย์

 

 

แล้วก็ยังมีภูเขาหินก้อนไม่ใหญ่โตนักที่ปรากฏอยู่ที่อำเภอปายแม่ฮ่องสอน รูปร่างเหมือนผู้หญิงเปลือยกายนอนตะแคง ชาวบ้านเรียก นางแก้วซึ่งอยู่ภายใน หมู่บ้านสันติชนยูนนาน อำเภอปาย สันนิษฐานจากที่อำเภอปายก็มีแม่น้ำของเหมือนกันก็พอจะสรุปได้ว่า เมื่อมีชื่อแม่น้ำของอยู่ที่ไหน นางยักษ์อีนางแก้ว…หลวง เธอก็จะไปเที่ยวเสาะหาปลากินที่นั่น แล้วพอเหนื่อยก็นอนพักเอาแรง

 

 

และครั้นข้ามไปสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวบ้าง ก็พบว่าในหมู่บ้านที่ไม่ห่างไกลจากแม่น้ำของเท่าใดนัก…หมู่บ้านนาไก่เขี่ยเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน… บนลานหินของหมู่บ้านที่นั่นจะมีรั้วล้อมรอยไก่ยักษ์ไว้ ตำนานเล่าว่า เป็นรอยไก่ยักษ์ ที่เกิดพร้อมกับยักษ์สะลึคึ

 

 

 

 

 

 

ขอขอบคุณท่านเจ้าของเรื่อง…

 

ผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครพนม เขต 1…ท่านเด่นชัย ไตรยะถา

 

 

No Comments

  1. septimus says:

  2. septimus says:

    Photobucketภาพรอยเท้ายักษ์ที่บ้านท่าล้งค่ะ

    ขอขอบคุณคุณยรรยง สินธุ์งาม มากค่ะ

  3. septimus says:

    พบ รอยเท้ายักษ์ บนแผ่นหิน (Thailand Big foot) ที่อุบล ขนาดใหญ่กว่ายุโรป 3 เท่า
    เป็นรอยเท้าเหมือนรอยเท้าคน มีนิ้วเท้าครบ ขนาดใหญ่ เกือบ 1 เมตร กว้าง 40 กว่าเซนติเมตร จมลึกอยู่บนหินทรายประมาณ 1 เซนติเมตร อยู่วัดบ้านท่าล้ง(วัดภูวง) อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ค้นพบมากว่า 40 ปี น่ามาพิสูจน์
    ผู้เขียน: ยรรยง สินธุ์งาม ชมแล้ว: 24,690 ครั้ง
    post ครั้งแรก: Wed 22 July 2009, 11:46 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 23 March 2011, 11:59 pm

    หน้าที่ 1 – Super Big foot ( Giant foot Thailand รอยเท้ายักษ์ บ้านท่าล้ง โขงเจียม อุบลราชธานี )
    เล่าประสบการณ์โดย ยรรยง สินธุ์งาม

    บ้านท่าล้ง ต.นาโพธิ์กลาง อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี นอกจากจะเป็น 1 ใน 3 หมู่บ้าน ที่มีชุมชนวัฒนธรรมโบราณ “ชาวบรู” อาศัยอยู่ (มีบ้านกุ่ม บ้านตามุยและบ้านท่าล่ง)เป็นจุดชมบั้งไฟพญานาค แห่งหนึ่งของจังหวัดอุบลฯ และ ยังเป็นที่มีรอยเท้าในตำนาน ซุกซ่อนอยู่ รอยเท้าที่นี่ มีขนาดใหญ่โต กว่า บิ๊กฟุต(Big foot)ของฝรั่งชาวตะวันตก ซะอีก รอยเท้าBig foot (บางทีเรียกว่า เยติ)ที่ค้นพบกันในต่างประเทศ ซึ่งจะมีความยาวของรอยเท้าประมาณ 40 กว่าเซ็นติเมตร แต่สำหรับ รอยเท้าที่บ้านท่าล่งต้องเรียกว่า รอยเท้ายักษ์ Giant Foot เพราะมีขนาดโตกว่าเกือบ 3 เท่า

    เมื่อท่านเดินทางไปเยี่ยมผาแต้ม ก่อนจะถึงด่านเก็บเงิน อุทยานแห่งชาติผาแต้ม 500 เมตร จะมีทางแยกด้านขวามือ พบอาคารแสดงสินค้าชุมชน อบต.นาโพธิ์กลาง บ้านหนองผือน้อย เลี้ยวไปตามถนนดังกล่าวผ่านบ้านหนองผือน้อย เข้าไประยะทางประมาณ 10 กว่ากิโลเมตร (ถามเส้นทางกับชาวบ้าน เพื่อความมั่นใจ) เราจะพบกับทิวทัศน์ของ ผาแต้ม อยู่ด้านซ้ายมือ ด้านขวาก็จะเรียบไปตามริมน้ำโขง โดยมีสวนผลไม้ของชาวบ้าน กั้นไว้ตลอดเส้นทาง ถ้าเราอยู่บนรถ อาจจะไม่รู้ว่าด้านขวามือเป็นแม่น้ำโขง ถ้าหยุดรถ แล้วเดินทะลุสวนผลไม้ก็จะมองเห็นแม่น้ำโขง และฝั่งของประเทศเพื่อนบ้าน (สปป.ลาว)

    ซึ่งเส้นทางจะต้องผ่านบ้านหนองผือน้อย บ้านกุ่ม บ้านตามุย และสุดท้ายก็บ้านท่าล่ง(บางทีก็เขียน บ้านท่าล้ง)

    ให้ถามหาทางไป วัดบ้านท่าล้ง ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อ เป็นวัดภูวง อันเนื่องมาจาก ภูมิประเทศมีภูเขาล้อมรอบเป็นวง

    พระอาจารย์ บุญชม สุเมโธ หลวงพ่อเจ้าอาวาส วัดภูวง ได้เล่าถึงความอัศจรรย์ เกี่ยวกับรอยพระบาท ที่มีบารมีส่งเสริมทางด้านตำแหน่ง หน้าที่การงาน ทั้งงานหลวง งานราษฎร์ และงานการเมือง รวมถึงการสอบเข้าศึกษาต่อ ที่หลายคนมาอธิษฐานขอพร แล้วประสบผลสำเร็จตามที่มุ่งหวัง

    รอยเท้าดังกล่าว ถูกครอบด้วยศาลา จึงตั้งอยู่กลางศาลาของวัด ชาวบ้านให้การเคารพมาก เรียกขานว่า
    รอยพระบาท แต่จะไม่เรียกว่า พระพุทธบาท เนื่องจากมีลักษณะของรอยเท้า ที่แตกต่างจาก
    รอยพระพุทธบาท ตามที่ปรากฎในวัดต่างๆของไทย

    หลังจากการค้นพบชาวบ้านจึงมาสร้างศาลาครอบ รอยพระบาท ในภายหลัง ประวัติการค้นพบเล่ากันว่า เมื่อก่อนบริเวณนี้ เป็นที่ป่าที่ดอน แม่ชีท่านหนึ่งนั่งสมาธิ ได้นิมิตร เห็นแสงสีขาวพุ่งขึ้นจากกลางป่า จึงได้ เล่าเรื่องดังกล่าวให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อจึงได้บอกให้ผู้ใหญ่บ้าน พาลูกบ้าน มาค้นบริเวณป่าดังกล่าว แต่ก็ไม่พบ สิ่งที่น่าจะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผิดปกติอะไร เรื่องดังกล่าวก็เงียบไป ที่ดอนแห่งนี้ พื้นก็มีแต่แผ่นหิน มีหญ้ารกปกคลุม สลับกับไม้ป่าชาวบ้านก็พอได้อาศัยเป็นที่เลี้ยงวัว ครั้งหนึ่งฝนตกหนัก ชาวบ้านไล่ต้อนฝูงวัวขึ้นไปหลบฝนอยู่ที่ดอนแห่งนั้น 1 คืน พอรุ่งเช้าก็กลับไปต้อนฝูงวัว ออกไปหากินตามเชิงเขาเป็นปกติ ชาวบ้านต้องตกใจ เมื่อพบวัว สองตัว นอนตายอยู่ข้างกัน พอนำร่างวัวขึ้นมา จึงรู้ว่า วัวทั้งสองไปนอนทับ รอยเท้า ขนาดใหญ๋ ชาวบ้านกล่าวเล่าขานกัน วัวตายเพราะยักษ์เหยียบ หลังจากนั้นจึงได้มีการปรับพื้นที่ สร้างศาลาครอบ ดังที่เห็นในปัจจุบัน (เรื่องราวการค้นพบ อาจมีความคลาดเคลื่อน ไปบ้าง ผมต้องกราบขออภัย เมื่อไหร่ได้รายละเอียดที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ผมจะมาปรับแก้ เนื้อความ อีกครั้งครับ)
    จากการศึกษา บ่งชี้ว่า รอยเท้าลักษณะเช่นนี้ มักจะมี เทวดา นางฟ้าและบริวาร คอยดูแล ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านจึงมักเดินทางไปนมัสการ ด้วยดอกไม้ขาว และธูป เทียน หลายคนกล่าวว่า เคยมาอธิษฐาน ขอพรศักดิ์สิทธิ์มาก เคยมาขอบุตร ก็ได้สมใจ เจ็บป่วยพอได้มานมัสการ ได้มานั่งสมาธิ ที่วัด 1 คืน อาการป่วยไข้ก็จางหาย ค้าขายติดขัด มาขอพรที่นี่ กลับไปธุรกิจ เจริญรุ่งเรือง ผิดหูผิดตา ส่วนคนที่ขอหวย อันนี้พึงระวัง อย่าไปขูด ไปถู โดยเด็ดขาด เพราะ เทวดา นางฟ้า ที่นี่ไม่ชอบ เคยมีคณะแสวงบุญกระทำการดังกล่าว ปรากฏว่า เดินทางกลับพบอุบัติเหตุไม่คาดฝัน ถามคนขับบอกว่าหักหลบ คนตัวโตที่ยืนขวางถนน รถพุ่งลงข้างทาง แต่ไม่มีใครเป็นอันตราย รถเสียหายบ้างต้องช่วยกันเข็น หลังจากนั้นก็ต้องทำการขอขมา รอยพระบาท อยู่ ณ ที่เกิดเหตุ จึงออกเดินทางต่อด้วยความระทึก

    ผู้ที่จะมาขอโชคลาภและได้ลาภดังกล่าว (ตามที่เก็บข้อมูลมา) จะต้องนุ่งขาวห่มขาว มานอนที่วัด (ทำสมาธิ) สักการะ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และ รอยพระบาท โดยปกติ ตั้งจิตอธิษฐานขอโชคลาภ จะมีผู้มาเข้านิมิตรเอง (มาเข้าฝัน) บางทีก็เป็น ผู้หญิงผมยาว ตัวสูงสวย(นางฟ้า) มาบอกเป็นตัวๆ เลย บางทีก็เป็นรูปลักษณ์อื่น แล้วแต่บารมี ของผู้นั้น บางคนต้องแปลความออกมาเป็นตัวเลขเอาเอง ผู้ที่ไม่มีนิมิตรอะไร เราก็รอฟังจาก ผู้อื่น ที่ไปด้วยกัน นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ ผู้แสวงบุญ แสวงลาภ มักจะไปเป็นคณะ หลายๆคน จะได้อาศัยบารมีของผู้อื่น และเมื่อได้ลาภแล้ว ก็ต้องทำบุญให้แก่ เทวดา นางฟ้า โดยการตักบาตร บริจาคทาน บำรุงศาสนา ช่วยเหลือ การศึกษาหรือสังคม แล้วหยาดน้ำอุทิศผลบุญให้กับผู้ที่มาให้โชคลาภเรา เอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมา ไม่ใช่ให้ไปลุ่มหลง แต่เผื่อเป็นช่วงที่คุณมีโชค ก็ควรจะได้รับสิ่งนั้น เพื่อบรรเทา และดำรงอยู่ ตามวิถีมนุษย์โลก อ้อเพิ่งนึกได้ เจ้าของรอยเท้า นี้ ชื่อ ท้าวอมร เป็น พญายักษ์ นะ รายละเอียดเพิ่มเติมกำลังค้นคว้า อยู่ครับ

    เรามาพิจารณารอยเท้า ตามที่ปรากฎ ในแง่ของวิทยาศาสตร์ พบว่าเป็นรอยเท้า เหมือนรอยเท้ามนุษย์ มีนิ้วเท้า 5 นิ้ว เป็นรอยเท้าข้างขวา มีขนาดใหญ่มาก วัดความยาว ได้ประมาณ 97 เซ็นติเมตร กว้างประมาณ 40 เซ็นติเมตร เป็นรอยลึกลงไปใน หินทราย(หินภูเขา เช่นเดียวกับที่ผาแต้ม) โดยเฉลี่ย 0.5 ถึง 0.8 เซ็นติเมตร ช่วงกว้างของนิ้วเท้า ประมาณ 5 ถึง 8 เซ็นติเมตร ความยาวของนิ้วเท้า ประมาณ 11 ถึง 20 เซ็นติเมตร จากขนาดของรอยเท้า ความสูง ของผู้นี้ ประมาณ 8 ถึง 12 เมตร เทียบความสูงก็ประมาณตึก 3 ถึง 4 ชั้น หนึ่งก้าวปกติของ ผู้นี้ ประมาณ 20 ถึง 30 เมตร ถ้าเป็นการกระโดดธรรมดา จะได้ระยะทางไกลประมาณเกือบ 200 เมตร ซึ่งผู้ที่สูงขนาดนี้ เราก็เรียก ยักษ์(Giant)

    {——- ชมภาพที่บล็อกของคุณยรรยง สินธุ์งาม ——}

    วงกลมสีแดง แสดงช่วงห่างของ โคนนิ้วหัวแม่เท้า และโคนนิ้วชี้

    สิ่งที่พบในรอยแห่งตำนานนี้ จะเห็นระยะห่างของโคนนิ้วโป้ง(หัวแม่เท้า)กับโคนนิ้วชี้ มีระยะประมาณเกือบ 10 เซ็นติเมตร

    {——- ชมภาพที่บล็อกของคุณยรรยง สินธุ์งาม ——}

    เส้นสีแดง แสดง ลักษณะรูปเท้าข้างขวา ที่บิดไปทางซ้าย ต่างจากเท้าคนในภาพเล็ก ที่บิดไปทางด้านขวา

    และ นี่เป็นเท้า ข้างขวา ที่มีรูปกระดูกเท้าเว้าไปทางซ้าย หรือทางด้านนิ้วก้อย ซึ่งตรงกันข้ามกับ เท้ามนุษย์หรือเท้าลิงในปัจจุบัน (เอาเท้าท่านมาเปรียบเทียบดู) ถ้าเป็นเท้าเราๆท่านๆ ก็จะต้องเว้าช่วงกลางเท้าทางด้านนิ้วโป้ง ลักษณะที่ปรากฎ ชาวบ้านจึงไม่เรียกขานว่า รอยพระพุทธบาท แต่จะเรียกเพียงว่า รอยพระบาท หรือ รอยเท้ายักษ์ Giant Foot

    —-

    ชาวบ้านเล่าว่า รอยเท้ายักษ์ ยังมีอีก 1 รอย เป็นรอยข้างขวาเหมือนกัน แต่มีขนาดที่ใหญ่กว่า ซึ่งความยาวจะประมาณ 110 เซ็นติเมตร รอยนี้อยู่กลางแม่น้ำโขง จะเห็นได้เมื่อยามน้ำโขงลด ช่วงหน้าแล้ง ปัจจุบัน ยังมีการค้นหารอยดังกล่าว บางกระแสเล่าว่า ถูกนายทุนต่างชาติ เจาะยกแผ่นหินนั้นไปแล้ว บ้างก็ว่า พญานาคพรางตาเอาไว้ บางคนว่าถูกน้ำกัดเซาะสึกกร่อนหมดไปแล้ว ฟังดูก็รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ใครจะรู้มั่งว่า ผมรู้ ว่า รอยนั้นอยู่ที่ไหน ทั้งๆที่คนในพื้นที่ ต่างก็หาไม่พบ เอาไว้จังหวะดีๆ ผมจะกลับมาเล่า พร้อมรูปภาพชัดๆ กับ โปรเจ็ค การกู้ซากแห่งตำนาน แหมเป็นนักวิจัยศิลปะวัฒนธรรม ตกยากค่อนข้างขัดสนเงินทอง เคยของงบสนับสนุนจากทางราชการ ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง ผมก็ขอฝากภูมิปัญญาไว้ที่ เว็บวิชาการดอทคอม นี่แหละ เผยแพร่ให้ชาวโลกได้รับรู้ ว่าแผ่นดินเกิด มีของล้ำค่าเยอะแยะ เกือบลืม รอยเท้ายักษ์ อีกรอยอยู่ที่ ถ้ำอานนท์ บ้านทุ่งนาเมือง น้ำตกทุ่งนาเมือง ดินแดนเถาวัลย์ยักษ์ ซึ่งอยู่บริเวณผาชนะได ป่าดงนาทาม ทางทิศเหนือ ของอุทยานแห่งชาติผาแต้ม

    —-

  4. septimus says:

    พบรอยเท้ามนุษย์โบราณบนภูหินร่องกล้า

    พิษณุโลก พบ รอยเท้ามนุษย์โบราณ บนภูหินร่องกล้า ต.เนินเพิ่ม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก จนท. กำลังรวบรวมข้อมูล แจ้งให้นักธรณีวิทยา มาสำรวจ

    ที่จาก อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ต.เนินเพิ่ม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ค้นพบรอยเท้ามนุษย์โบราณ 1 รอย ฝังอยู่ในก้อนหินกลางป่าทึบ ที่ความสูงบนยอดเขาประมาณ 1,200 เมตร โดยรอยเท้าดังกล่าว ซุกซ่อนอยู่บนลานหินก้อนหนึ่ง กลางป่าดิบเขาที่สมบูรณ์ อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯภูหินร่องกล้า ประมาณ 1 กิโลเมตร ลักษณะเป็นรอยเท้าคน ข้างขวา ข้างเดียว เหมือนกับเหยียบย่ำบนพื้นโคลน มีนิ้วเท้าครบทั้ง 5 นิ้ว ส้นเท้าก็เห็นได้ชัดเจน รอยเท้าดังกล่าว ฝังอยู่ในก้อนหินขนาดใหญ่ ความกว้างประมาณ 5 เมตร ลักษณะเป็นก้อนหินของป่าต้นน้ำ ที่มีลำธารสายเล็ก ๆ ไหลผ่านรอยเท้าโบราณ ส่วนสภาพแวดล้อมทั่วไป ก้อนหินทรายในจุดนี้ ปกคลุมด้วยมอสและเฟิร์น รวมถึง ดอกไม้ป่าประเภทเปราะจำนวนมาก ผู้สื่อข่าว ได้สังเกตก้อนหินรอบ ๆ ใกล้เคียง ไม่พบรอยเท้าใด ๆ อีก

    นายศักดิ์ปรินทร์ สุรารักษ์ ผู้ช่วยอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า เปิดเผยว่า เป็นลักษณะรอยเท้าคนสมัยโบราณ ที่เคยอาศัย หรือ เดินผ่านบริเวณนี้ เมื่อก่อนคงเป็นพื้นโคลน เวลาผ่านไปขณะนี้กลายเป็นหินทราย ที่ปกคลุมด้วยมอสและเฟิร์นตลอดเวลา เพราะป่ามีความชื้นสูงมาก ถ้าน้ำไม่ชะล้างมอสเฟิร์นออกไป ก็คงไม่พบ และขณะนี้ พบรอยเท้าคนเพียงจุดเดียวเท่านั้น ซึ่งกำลังรวบรวมข้อมูลและภาพถ่าย แจ้งให้ นักธรณีวิทยามาสำรวจ

    Credit : http://www.innnews.co.th/

  5. septimus says:

  6. septimus says:

    เป็นหนองน้ำบริเวณสามพันโบกคะคุณพี่ สวยดีเนาะคะ

    Photobucket

    *__^

  7. septimus says:

    Photobucket

    สายน้ำแห่งมาตุภูมิคะพี่

    xxx ^^&

  8. septimus says:

    Photobucket

    :))))

    ไม่ทราบเรื่องเล่านี้จะเป็นจริงรึเปล่าเนาะคะท่าน
    และถ้าจริง ตอนนี้กิ่งที่ชี้ไปประเทศใดจะงอกงามกว่ากันนะคะ(สงสัยจะลาวค่ะ)

  9. athenaz says:

    19

    บึงที่ไหนคะ บึงโขงหลงหรือเปล่า ^^

    Happy evening ka …

    xxx

  10. athenaz says:

    24

    The river flows us together ka sept..to the land called
    “homeland”


    xxx

  11. 11arrows says:

    นั่นแหละ sept’…มณีโคตร

    :)))

  12. septimus says:

    Photobucket

  13. septimus says:

    LOL…
    คล้ายๆเจ๊าท่านปู่
    ข้าเจ้าได้งินเป๋น…สิบหมื่นปั๋นปี๋ ฮักเฮา เบ่าฮ้าง (สิบหมื่นพันปี รักเราไม่ร้าง)

    :))))
    :)))))))

  14. septimus says:

    ท่านคงหมายถึงไม้ที่สาวลาวเปิ้นเล่าว่า “เป็นต้นชี้ตายปลายชี้เป็น ในโลกนี้เหลืออยู่ต้นเดียวที่คอนพะเพ็ง มีกิ่งเพียง 3 กิ่ง แต่ละกิ่งชี้ไปทางไทย ลาว และกัมพูชา ลักษณะโค้งงอเหมือนงวงช้าง เป็นการเสี่ยงทาย ถ้ากิ่งที่ชี้ไปประเทศใดงอกงามกว่าแสดงว่าประเทศนั้นจะเจริญกว่า”

    แม่นบ่คะ

    ^__^

  15. normally says:

    ……..สิบหมื่นพันปี
    ฮักเฮา…บ่คลาย….

    เปิ้นฮ้องว่าจะอี้ก่ ท่านอุ้ย ?

  16. 11arrows says:

    #18 นั่นคือ “มณีโคตร” ไม้ในตำนานแน่แล้ว sept’!!!

    :)

  17. septimus says:

    Photobucket

    hahahahaha……
    คุณปี้ฮู้ก่อเจ๊า ข้าเจ้ารอเรื่องนี้ของคุณปี้จ๋นถอดใจ๋แล้วว่า สงสัยต้องไปแอ่วเองเหียแล้ว
    ขอบคุณคุณปี้หลายๆเจ๊า แล้วหันก่อเจ๊า เขียนปุ๊บได้ขึ้นหน้าหนึ่งปั๊บ

    ^__*

  18. septimus says:

    Photobucket

    ^^&”

    That’s my very great pleasure ka khun P’,
    we got to look after each other ka

    oxoxox :))))

    :)))

  19. athenaz says:

    ยอมเล่าแล้วจร้า …
    เดี๋ยวหมู่เฮาค่อนปี๊เอาว่าบ่เขียนอะหยังหื้อสู่กัน

    ว่าแต่ตำนานที่น้องสรรหามาปัน.. หมูเฮาม่วนอกม่วนใจหลายอยู่แต้ๆๆเจ้า…

    ^___^

    ขอเบิ่งขะแมร์ กำเดียว..
    ปี๋ชังเปิ้นนัก จ๊าดง่าว ปี๋ไทยก็ครือกานนนจร้าาา

    xxx

  20. athenaz says:

    True ka sept..
    Cusrrent issues of politic just really make me sick..

    It’s so peaceful thinking about something still
    with… silent in my own memory..

    Thanks for lovely tale of an old land with river !!
    xxx

  21. septimus says:

    Photobucket

    ^^&”

    #13, #14,

    ข้าเจ้าขออนุญาตเล่นกลสลับภาพจินึงหนาเจ๊าคุณปี้ ฮ่ะๆๆๆ….

  22. septimus says:

    Photobucket

    ภาพของคุณพี่ก็งามคะ ข้าเจ้าชอบบรรยากาศฮิมโขงยามเช้าขะหนาดคะพี่…บริสุทธิ์เหมือนละอ่อนน้อย LOL…

    *__^

  23. septimus says:

    Photobucket

    You got it!
    Weldone ka my dear sis.

    ^__*

  24. septimus says:

    Photobucket

    555+

    ข้าเจ้างิ๊นนนดีขะหนาดเจ๊าปี้
    หว่างนี้บ้านเฮามีแต่เรื่องบ่ม่วน
    สู้หล่บไปฟังต๋ำนานสักน้อยดีกว่าเจ๊า
    ม่วนอ่กม่วนใจ๋แล้วหมู่เฮาก่ะค่อยกลับมาสู่โลกจริงกั๋นต่อเนาะเจ๊า

    แล้วผลพลอยได้ กิกิ… คุณปี้ก็ยอมเล่าพระธาตุพนมเสียทีเจ๊า

    oxoxox ^^&”

  25. athenaz says:

    สงสัยแม่น้ำสายเดียวกันแน่ ภาพนี้เป็นไงคะ

    Good night and good morning kaaaa….!!

    xxx

  26. athenaz says:

    ปี้ก๊จนปัญญาเชื่อมต่อตำนานพระธาตุกับเวอร์ชั่นนี้ กำเดียวจะลองดู ได้บ่ได้เดี๋ยวจะได้ฮู้นะเจ้า
    รอจนย่ำเช้าเน้อ .. คู่ตุนาหงัน LoL
    xxx

  27. athenaz says:

    555

    ตำนานของยักษ์สะลึคึ พาปี๋เพลินไปยังดินแดนสุวรรณภูมิก่อนเฮาสร้างวัดตั้งบ้านทางฝั่งขวาเป็นแน่

    ปี้จะได้ใช้เป็นตำนานนำเที่ยว สปป. ไล่จากปากเซขึ้นเหนือมาโตย แม่นบ่

    ขอบคุณข๊าดนักเจ้า น้องสาวจ้าวแห่งตำนาน :))

  28. septimus says:

    Photobucket

  29. septimus says:

    Photobucket

    :))))

    ข้าเจ้าก่ะว่าม่วนเจ๊าท่านปู่
    เสียดายอย่างเดียว ยังฟังบ่ได้ต่ะหลอด
    ท่านปู่ฟังออกหมดเลยก่อเจ๊า

    กิกิ ขอสุมาเต๊อะเจ๊าตี้ท่านปู่ต้องผิดหวัง บ่แม่นข้าเจ้าเจ๊า
    อี่นายคนงามเปิ้นงามกว่าข้าเจ้าจ้าดดดดดนั่ก ฮ่ะๆๆๆ…..

  30. septimus says:

    Photobucket

    hahahahahaha….เอิ๊กก
    ต๋ำนานเล่าขานกั๋นมาเรื่องนี้กล๋ายเป๋นเรื่องแต้ๆก๊ะเจ๊าท่านปู่
    ข้าเจ้าก่ะกึ๊ดว่าป้อเฒ่าแม่เฒ่าเปิ้นเล่ากั๋นเอาม่วนแก้ง่อมบ่ดายเจ๊า

  31. normally says:

    สาวใน MV นี้

    ใช่อุ้ยบ่น้อ ?

    ม่วนขอรับ….

  32. รุ่ง says:

    มันต้องเป็นเรื่องจริงแน่ ๆ !

    เพราะเมื่อคราวไปกินปลาที่น้ำตกคอนพะเพ็งปีก่อน กลิ่นมันตุ่ย ๆ คล้ายอะไรนะ ยักษ์นางแก้ว

    ใช่ ใช่แน่ ๆ เลย !

  33. septimus says:

  34. septimus says:

    สรุปข้อสันนิษฐานตามหลักฐานทางภูมิศาสตร์-วิทยาศาสตร์

    ตำนานหรือเรื่องเล่าเกี่ยวกับยักษ์สะลึคึนั้น หากเทียบเคียงสถานที่หรือแหล่งธรรมชาติ ตามภูมิศาสตร์ในลุ่มน้ำโขงแล้ว มีสิ่งต่าง ๆ ดังนี้

    -รูจมูกของยักษ์สะลึคึ ที่ผู้คนเข้าไปอาศัยและใช้เล่นกิจกรรมต่าง ๆ นั้น อาจเป็นถ้ำ ตามภูเขาต่าง ๆ นั่นเอง

    -ยักษ์สะลึคึ กระดิกตัวหรือพลิกตัวจะตื่นจากการนอนหลับ อาจเป็นแผ่นดินไหว เพราะตามหลักฐานทางกรมทรัพยากรธรณี มีรอยแยกท่าแขกปรากฏชัดเจน

    -กำแพงหินยักษ์ ที่ยังปรากฏในเมืองท่าแขก ที่คู่ขนานไปตามลำแม่น้ำโขงนั้น อาจเกิดจากรอยแยกของการเคลื่อนขยายของแผ่นดินในยุคก่อน ปัจจุบันจึงเห็นเป็นกำแพงหินมีขนาดความหนาประมาณ 1 เมตร สูง 10-20 เมตร ยาวประมาณ 14-16 กิโลเมตร

    -ที่บ้านนาไก่เขี่ย เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน มีรอยเท้าไดโนเสาร์พันธุ์ที่กินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร ปรากฏบนลานหิน ปัจจุบันชาวบ้านทำรั้วล้อมไว้และเชื่อว่าเป็นรอยไก่ยักษ์ ยุคเดียวกับยักษ์สะลึคึ เมื่อมีชุมชนเกิดขึ้นในบริเวณนี้ จึงตั้งชื่อหมู่บ้านไปตามสิ่งที่พบเห็นว่า “บ้านนาไก่เขี่ย” ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวลาวเผ่าโส้

    -บริเวณตอนใต้ของลาว ซึ่งแม่น้ำโขงไหลผ่าน กัดเซาะผืนแผ่นดิน แยกออกเป็นเส้นทางน้ำหลายสาย จนเกิดเป็นหมู่เกาะน้อยใหญ่จำนวนมาก เรียกว่า “สี่พันดอน” หรือ “สี่พันเกาะ” เชื่อว่าเป็นเส้นทางหากินปลาของนางแก้วโยนีหลวง ซึ่งต้องเหยียบย่ำไปมาวันแล้ววันเล่า จนเกิดเป็นเกาะแก่งมาถึงปัจจุบัน

    -ตัวยักษ์สะลึคึนั้น บางแนวคิดอาจหมายถึง ไดโนเสาร์ ที่มีขนาดใหญ่มหึมาที่ไม่ได้สวมเสื้อผ้า เวลาเดินไปหาอาหาร จะลากหางเดินไปจนเป็นร่องทางเดินก็อาจเป็นไปได้

Leave a Reply